เผาหัวลาก10ล้อเทพา ปักษ์ใต้เดือด รอ.คุมทหารพราน ดับปริศนาคาฐาน

เผาหัวลาก10ล้อเทพา ปักษ์ใต้เดือด รอ.คุมทหารพราน ดับปริศนาคาฐาน

เผาหัวลาก10ล้อเทพา ปักษ์ใต้เดือด รอ.คุมทหารพราน ดับปริศนาคาฐาน

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เผาหัวลาก10ล้อเทพา ปักษ์ใต้เดือด รอ.คุมทหารพราน ดับปริศนาคาฐาน

กอ.รมน.ภาค 4 สน.ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการสูญเสีย“ร.อ.สัญชัย” รองผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 4511 เสียชีวิตปริศนาในห้องพักส่วนตัวพื้นที่อำเภอระแงะ ขณะที่“ผู้บังคับบัญชา”สั่งประสาน ตร.แพทย์เข้าตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างละเอียด ขณะเดียวกันเกิดเหตุเพลิงไหม้รถบรรทุกหัวลากในพื้นที่เทพา เจ้าหน้าที่ยังไม่ตัดประเด็นสร้างสถานการณ์ เร่งปิดล้อมตรวจสอบหาผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี

วันที่ 25 ก.ค.69 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “กอ.รมน.ภาค 4 สน. ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสีย ร้อยเอก สัญชัย (ขอสงวนนามสกุล) รองผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 4511 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ซึ่งเสียชีวิตในห้องพักส่วนตัว ณ ที่ตั้งหน่วยในพื้นที่บ้านสาเมาะ ตำบลบองอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569

ภายหลังเกิดเหตุ ผู้บังคับบัญชาได้สั่งการให้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ แพทย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พร้อมดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงยังไม่สามารถสรุปสาเหตุของเหตุการณ์ได้

ทั้งนี้ กองทัพบกและกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอแสดงความอาลัยต่อการสูญเสียกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ และยืนยันว่าจะให้การดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเต็มกำลัง ทั้งในด้านสิทธิ สวัสดิการ และการเยียวยาตามระเบียบของทางราชการ พร้อมทั้งติดตามดูแลสภาพจิตใจและขวัญกำลังใจของกำลังพลในหน่วยอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้สังคมได้รับข้อมูลที่ถูกต้องบนพื้นฐานของพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม

ในวันเดียวกัน เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้รถบรรทุกหัวลากของนายสมมาตร พุ่มแก้ว ขณะจอดอยู่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 37 หมู่ 10 บ้านควนหรัน (บ้านควนกลอย) ตำบลท่าม่วง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างอำเภอเทพาและอำเภอสะบ้าย้อย โดยเพลิงได้ลุกไหม้สร้างความเสียหายเฉพาะในส่วนหัวของรถบรรทุกเท่านั้น ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

หลังรับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยปลิง ได้ประสานรถดับเพลิงจากองค์การบริหารส่วนตำบลท่าม่วงเข้าระงับเหตุ จนสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ไม่ให้ลุกลามไปยังพื้นที่ใกล้เคียง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้ โดยยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง ทั้งกรณีการก่อเหตุเพื่อสร้างสถานการณ์ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ และประเด็นความขัดแย้งส่วนตัว

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทั้งตำรวจและทหาร ได้เข้าปิดล้อมตรวจสอบจุดเกิดเหตุ เก็บรวบรวมพยานหลักฐาน และเร่งหาเบาะแสผู้ก่อเหตุเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

หั่นจาก3ล.เหลือ2ล.คน ทำหมันขรก. ยุบตำแหน่งไม่จำเป็น

หั่นจาก3ล.เหลือ2ล.คน ทำหมันขรก. ยุบตำแหน่งไม่จำเป็น

หั่นจาก3ล.เหลือ2ล.คน ทำหมันขรก. ยุบตำแหน่งไม่จำเป็น

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หั่นจาก3ล.เหลือ2ล.คน ทำหมันขรก. ยุบตำแหน่งไม่จำเป็น ปกรณ์ชงแผนเข้าครม.

“ปกรณ์” เผยสิงหาคมนี้ ชง ครม. แผนคุมอัตราข้าราชการ ยุบอัตราตำแหน่งที่ไม่จำเป็น ทั้งรายงานสรุปผลความคิดเห็นเออร์ลี่รีไทร์ จ่อหั่นจาก 3 ล้านคนให้เหลือแค่ 2 ล้านคน แล้วลุยปรับเงินเดือน

เมื่อวันที่ 25 ก.ค. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินมาตรการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของข้าราชการ (Early Retirement) ว่า ตอนนี้อยู่ขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น 15 วัน ตั้งแต่วันนี้จนถึง 5 สิงหาคมนี้ โดยจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นช่วง 3 วันแรก ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากมีผู้เข้าไปร่วมแสดงความเห็นมากกว่า 8,000 ความเห็น ซึ่งขั้นตอนต่อจากนี้จะสรุปผลข้อเสนอแนะต่าง ๆ เป็นหลักการเพื่อนำเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้รับทราบในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2569 นี้

ขณะเดียวกันในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ จะมีการเสนอ ครม. ในเรื่องการควบคุมอัตรากำลังข้าราชการทั้งหมด อาทิ กลุ่มข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ ซึ่งภาพรวมทั้งระบบมีประมาณ 3 ล้านกว่าคนไม่เพิ่มขึ้นไปกว่านี้ เพราะถ้าสูงขึ้นอีกอาจกระทบกับภาระงบประมาณ และอัตราที่มีอยู่ในปัจจุบันก็มีจำนวนเต็มที่ที่สามารถรองรับได้ รวมถึงจะมีการเสนอให้ยุบอัตราเกษียณอายุ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีการปลดออก ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร. กำลังตรวจสอบอยู่ ส่วนตำแหน่งสำคัญๆก็ยังคงอยู่ แต่ยอมรับว่าหลายตำแหน่งก็ไม่จำเป็น

รองนายกฯ กล่าวว่า เป้าหมายของโครงการนี้คือการปรับปรุงโครงสร้างเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยหากเราลดจำนวนคนลงได้จาก 3 ล้านคนเหลือ 2 ล้านคนภายใต้ฐานงบประมาณก้อนเดิมจะช่วยให้ค่าเฉลี่ยของเงินเดือนและสวัสดิการของข้าราชการที่ยังอยู่ในระบบสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจสำคัญที่จะดึงดูดคนเก่งเข้ามาทำงานราชการและยังเป็นการปรับตัวตามแนวโน้มของบริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลกที่หันมาลดขนาดองค์กร

อย่างไรก็ตามกลไกการบริหารจัดการอัตรากำลังใหม่นี้จะเน้นการยุบเลิกตำแหน่งที่ว่างลงจากการเกษียณอายุราชการในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงต่อการทำงานในปัจจุบันแต่จำเป็นต้องทำเพื่อปรับลดขนาดองค์กรให้มีความคล่องตัวสูงขึ้นตามสภาพสังคม โดยรองนายกฯ ยอมรับว่า ในการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการนั้น หากทุกอย่างเดินหน้าตามแผนที่กำหนดไว้ได้ เชื่อว่า การปรับเพิ่มฐานเงินเดือนของราชการทั้งระบบก็สามารถปรับขึ้นได้เช่นกัน

เมื่อถามถึง เกณฑ์มาตรการเกษียณอายุราชการ ที่นำมารับฟังความเห็นซึ่งมีหลายข้อเสนอ เช่น ช่วงอายุ การรับเงินก้อน จะมีการปรับให้ลงตัวอย่างไร นายปกรณ์ ยอมรับว่า เกณฑ์มาตรการเกษียณต้องนำมาปรับ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ., สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร., กรมบัญชีกลาง และสำนักงบงบประมาณ จะพิจารณาหลายมิติ

แต่หลักการรัฐจะต้องช่วยเขาจ่ายคือ 1.เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เจ้าที่ข้าราชการร่วมโครงการ 2.บำเหน็จบำนาญที่ต้องจ่าย ต้องดูงบประมาณว่ามีเท่าไหร่และจะจ่ายแบบไหน ดังนั้นเมื่อได้ข้อมูลทุกด้านว่าจะต้องนำมาปรับดำเนินการอย่างไรได้บ้าง เพื่อได้ประโยชน์สูงสุดกับผู้ที่เข้าร่วมโครงการและภาครัฐ ส่วนเป้าหมายยังไม่ได้มีการกำหนดเพราะต้องดูผู้สนใจร่วมโครงการว่ามีมากน้อยเพียงใดก่อน แต่เท่าที่เห็นจากผู้มาร่วมแสดงความเห็นก็มีจำนวนมากอยู่

ด้านนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบราชการและการบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง จึงสนับสนุนการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ (หลักการ) ครั้งที่ 1 ซึ่งสำนักงาน ก.พ. เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมาย ระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม – 5 สิงหาคม 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และประชาชน ร่วมเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ก่อนนำไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงมาตรการให้มีความเหมาะสม รอบด้าน และสอดคล้องกับการบริหารกำลังคนภาครัฐในระยะยาว

ขณะนี้มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นแล้วกว่าหมื่นคน สะท้อนถึงความตื่นตัวและการมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน เพื่อให้การกำหนดนโยบายเป็นไปอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์การบริหารราชการแผ่นดิน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้สอดคล้องกับแนวทางการบริหารงบประมาณของภาครัฐ หลังสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งสะท้อนว่ารายจ่ายประจำ โดยเฉพาะงบบุคลากร ค่ารักษาพยาบาล และบำเหน็จบำนาญ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และรวมกันคิดเป็นกว่าร้อยละ 70 ของรายจ่ายประจำ ขณะที่รัฐบาลเดินหน้าปรับปรุงประสิทธิภาพภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนการทำงาน พัฒนาระบบราชการให้คล่องตัว และบริหารอัตรากำลังให้สอดคล้องกับภารกิจของแต่ละหน่วยงาน เพื่อยกระดับการให้บริการประชาชนควบคู่กับการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

“มาตรการดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการ และยังไม่มีผลบังคับใช้ รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง โดยทุกความคิดเห็นจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนานโยบายให้มีความเหมาะสม สร้างสมดุลระหว่างการบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐกับการรักษาวินัยการคลังของประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาลเชิญชวนข้าราชการ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และประชาชน ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ (หลักการ) ครั้งที่ 1 ได้จนถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย https://shorturl.ocsc.go.th/qr/EARLY เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาระบบบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศในอนาคต

‘อนุทิน’ โผล่ตอบเพจดัง ‘รับทราบ-รับปฏิบัติ’ ลุยฟ้อง ‘ยิ่งชีพ ไอลอว์’ ถึงที่สุด

'อนุทิน' โผล่ตอบเพจดัง 'รับทราบ-รับปฏิบัติ' ลุยฟ้อง 'ยิ่งชีพ ไอลอว์' ถึงที่สุด

‘อนุทิน’ โผล่ตอบเพจดัง ‘รับทราบ-รับปฏิบัติ’ ลุยฟ้อง ‘ยิ่งชีพ ไอลอว์’ ถึงที่สุด

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.02 น.

วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 จากกรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการฟ้องร้อง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือ เป๋า ไอลอว์ ว่าจะมีการทบทวนการยื่นฟ้องหรือไม่ โดยระบุว่า ไม่มี ส่วนจะไปฟ้องเมื่อไหร่นั้น ตนได้มอบหมายให้ทนายทนายความไปดำเนินการแล้ว แต่จะเป็นในสัปดาห์นี้หรือตนไม่ทราบ

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้  เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569  นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์กรณีเตรียมฟ้องความหมิ่นประมาทกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่กล่าวหาบุคคลพรรคภูมิใจไทย 9 คน มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วสว. โดยมีชื่อนายอนุทินรวมอยู่ด้วย ว่า ตามกฎหมายการจะพูดกล่าวหาใครต้องมีหลักฐานชัดเจน เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมและยังไม่มีการส่งฟ้อง แล้วเขาเป็นใครเที่ยวมาพิพากษาแล้วมาเอ่ยชื่อแบบนั้น ทำให้คนได้รับความเสียหาย เมื่อดูจากรายงานก็อ้างถึงพยานคนโน้นพูดอย่างนี้ และพยานที่อ้างคือใคร เราก็เคารพกันทุกคน มีสิทธิที่จะพูดแต่พูดอะไรต้องรับผิดชอบ

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก รักษาแผ่นดิน ก็ได้ออกมาโพสต์ถึงเรื่องนี้ว่า “พวกเราขอสนับสนุนให้นายกอนุทินและผู้ที่เกี่ยวข้องฟ้องยิ่งชีพ ไอลอว์ จนถึงที่สุด”

ซึ่งในคอมเมนต์  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็ได้เข้ามาคอมเมนต์ว่า “รับทราบ รับปฏิบัติครับผม”

‘วรงค์’ค้านหัวชนฝา! ปมจ้างอาสาพยาบาล 7,256 ตำแหน่ง ชี้ใช้งบซ้ำซ้อน แนะบรรจุพยาบาลจริงดีกว่า

'วรงค์'ค้านหัวชนฝา! ปมจ้างอาสาพยาบาล 7,256 ตำแหน่ง ชี้ใช้งบซ้ำซ้อน แนะบรรจุพยาบาลจริงดีกว่า

‘วรงค์’ค้านหัวชนฝา! ปมจ้างอาสาพยาบาล 7,256 ตำแหน่ง ชี้ใช้งบซ้ำซ้อน แนะบรรจุพยาบาลจริงดีกว่า

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.18 น.

วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า  #หยุดผลาญภาษีประชาชน

กระทรวงสาธารณสุข กำลังประกาศรับสมัคร ตำแหน่งอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) 7,256 ตำแหน่ง ประจำตำบลทุกตำบลทั่วประเทศ เงินเดือน 15,000 บาท สัญญาจ้าง 2ปี

ทั้งๆที่วันนี้ เรามีอสม.ทั้งประเทศ ประมาณ1ล้านคน ดูแลประชาชนครอบคลุมทุกหมู่บ้าน ประมาณ1คน ต่อ10ครัวเรือน จน WHO ยอมรับ เรามีรพ.สต.ที่ดูแลปฐมภูมิ แพทย์หมุนเวียนไปตรวจ รวมทั้งการเยี่ยมบ้านเป็นประจำ

การที่กระทรวงสาธาธารณสุข ใช้งบสูงถึงปีละ 1300 ล้านบาทเศษ ถ้า2ปี ตก 2600 ล้านบาท เพื่อให้มีอาสาสมัครตามตำบล ซึ่งเอาจบปริญญาตรีทุกสาขามาอบรม ซึ่งซ้ำซ้อนกับ อสม.1ล้านคนอยู่แล้ว ทั้งๆที่ในหมู่บ้านไม่ได้มีปัญหาพวกนี้

ในความเป็นจริง เรายังมีพยาบาลและบุคคลากรสาธารณสุข ที่ยังไม่ได้บรรจุนับหมื่นอัตรา เงินปีละ1300ล้านบาท ที่เอามาละลายแม่น้ำ เอามาบรรจุพยาบาลและบุคคลากร ไม่ดีกว่าหรือ

เห็นพวกท่านขยับ ก็มองออกแล้วว่า เอาเงินภาษีประชาชน มาจ้างลูกหลานพวกตนเอง มาเป็นหัวคะแนนคุมตำบลต่างๆ และทราบว่า จะกระกระจายทุกหมู่บ้านในปีต่อไป หยุดผลาญภาษีประชาชนได้แล้วครับ

ไม่หวั่นแรงสังคมกดดัน! แสวง ยัน กกต. รับฟังทุกความเห็นคดีฮั้ว สว. ไม่กระทบข้อเท็จจริงในสำนวน

ไม่หวั่นแรงสังคมกดดัน! แสวง ยัน กกต. รับฟังทุกความเห็นคดีฮั้ว สว. ไม่กระทบข้อเท็จจริงในสำนวน

ไม่หวั่นแรงสังคมกดดัน! แสวง ยัน กกต. รับฟังทุกความเห็นคดีฮั้ว สว. ไม่กระทบข้อเท็จจริงในสำนวน

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.45 น.

“แสวง” ยืนยัน กกต.รับฟังทุกความเห็นต่อคดีฮั้ว สว. ไม่กระทบข้อเท็จจริงในสำนวน ย้ำทำหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ใช่ตามความต้องการคนกลุ่มใด  ไม่หวั่นแรงสังคมกดดัน เจอทุกวัน

วันที่ 25 กรฎาคม 2569 ที่จังหวัดร้อยเอ็ด นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง  ชี้แจงความคืบหน้าของ กกต. ชุดใหญ่ในการพิจารณาสำนวนคดีฮั้ว สว.จะดำเนินการส่งฟ้องต่อศาลหรือไม่ ว่า กกต.เคยชี้แจงไปแล้ว ว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนหน้า หรือเดือนสิงหาคม    โดยคาดว่าเหลือจำนวนการประชุมอีก 4 ครั้ง  ซึ่งกรณีดังกล่าว กกต.ได้เคยชี้แจงไปแล้ว  

“ในกรณีคดีฮั้ว สว.เป็นข่าวทุกวัน  แต่ไม่ว่าใครจะจัดกิจกรรมอะไร หรือมีความเห็นอย่างไรก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมาแล้ว และไม่ได้เปลี่ยนวิธีหรือขั้นตอนการพิจารณาของ กกต.  เพราะเป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้  คือ ให้มีมติว่าผิด หรือไม่ผิด  เป็นความเห็นเบื้องต้น   ก่อนจะส่งไปที่ศาล ซึ่งความเห็นข้างนอก   เราก็ฟัง ไม่ว่าความเห็นหรือความรู้สึก   ก็ฟังอยู่ตลอด  เพียงแต่ไม่ได้กระทบข้อเท็จจริง  และวิธีการพิจารณาตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด” นายแสวง   กล่าว

นายแสวง ยังกล่าวว่า เมื่อเราจะพิจารณาว่าใครเป็นคนผิด  อย่างแรกคือกฎหมายต้องกำหนดว่า เรื่องนั้นเป็นความผิดก่อน แล้ว กกต. ค่อยมาดูข้อเท็จจริง พยานหลักฐานที่รวบรวมได้  แต่ถ้าเป็นความเห็น หรือสิ่งที่อยู่รอบนอกสำนวน ซึ่งขณะนี้อาจจะอยู่หรือไม่อยู่ในสำนวนแล้วก็ได้   ถ้าเป็นความเห็นก็อาจจะต่างจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว  เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องรวบรวมและพิสูจน์

ส่วนกรณีที่พรุ่งนี้ (26 ก.ค.)พรรคประชาชนนัดหมายแถลงข่าวจะเปิดเผยพยานหลักฐานในคดีฮั้ว สว.เพิ่มเติมนั้น    นายแสวง กล่าวว่า  กกต.ก็คงจะดูอยู่   กล่าวคือ ดูว่าข้อมูลนั้นอยู่ในสำนวนหรือไม่  ซึ่งทั้ง กกต.หรือคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 รวมถึงคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 ก็จะทราบว่ามีอยู่ในสำนวนหรือไม่

ทั้งนี้ ตามหลักทั่วไป เมื่อพยานให้การในสำนวนก็อาจจะพูดแบบหนึ่ง แต่เมื่อไปพูดข้างนอกก็อาจจะพูดอีกแบบก็ได้ ซึ่งจะไม่เหมือนพยานหลักฐาน จึงต้องมาดูพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ก่อน เป็นความเห็นหรือข้อกล่าวหามากกว่า  โดย กกต. ได้ให้แนวทางไปหลายคดี ซึ่งบางเรื่องที่ยกไปแล้วก็มี  รวมถึงได้ให้ข้อสังเกตในการทำงานของ กกต.เราก็ต้องนำมาพิจารณาเพื่อเสนอ

ส่วนหากท้ายสุดแล้ว กกต.สั่งไม่ฟ้องนั้น จะทำให้ถูกมองว่าวินิจฉัยขัดกับความรู้สึกของสังคมหรือไม่  นายแสวง กล่าวว่า สุดท้ายเรื่องจะจบอยู่ที่พยานหลักฐาน คำชี้แจงในคำวินิจฉัยมีทุกเรื่อง ซึ่งมีที่มาที่ไปทั้งหมด เราคงไม่ได้ตัดสินตามความรู้สึกหรือความต้องการของใคร แต่ตัดสินตามข้อเท็จจริงที่รวบรวมได้  ไม่ใช่ตามความเห็นของใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กกต.พร้อมจะเผชิญกับแรงเสียดทานจากสังคมหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า “ก็เป็นอย่างนี้ทุกวันอยู่แล้ว”

ส่วนกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้นำข้อมูลมาเปิดเผยนั้น นายแสวงกล่าวว่า เรื่องนั้นเป็นการรักษาสิทธิของตัวเขาเอง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสำนวนของเรา ขณะที่การเปิดเผยคลิปผู้สมัคร สว. ที่ส่งโพยให้ กกต. โดยอ้างว่าเป็นคลิปที่ไม่ได้ส่งให้ กกต. แต่เผยแพร่ผ่านสื่อนั้น  นายแสวง เชื่อว่าเรามีคลิปทุกคลิป อยู่ในสำนัก งาน กกต.อยู่แล้ว เพราะกฎหมายให้สำนัก งาน กกต.บันทึกทุกขั้นตอนในการลงคะแนนตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ไปจนระดับประเทศ และกรณีคลิปผู้สมัคร สว.ก็อยู่ในข้อเท็จจริง ซึ่งมีหลายประเด็นและตนเองคงไม่ลงรายละเอียด

“เราต้องอยู่ด้วยกฎหมาย  เราไม่ได้อยู่บนความต้องการของใคร  การแสดงความคิดเห็นเป็นเสรีภาพ  ถ้าไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่นโดยเฉพาะฝ่ายการเมือง เมื่อไปอยู่ตรงนั้น แสงสว่างมันส่อง ตามหลักการคือให้ตรวจสอบได้  แต่เมื่อท่านเห็นว่าคนอื่นไปละเมิดสิทธิท่าน  ท่านก็สามารถใช้สิทธิได้  แต่ในส่วนของเรา มันไม่ได้เปลี่ยนข้อเท็จจริง มันไม่ได้เกิดพรุ่งนี้หรือมะรืน แต่เรื่องมันเกิดขึ้นมาแล้ว และมันไม่ได้เปลี่ยนวิธีทำงานของ กกต. เพราะเราต้องทำงานตามกฎหมาย” นายแสวง กล่าว

กองทัพภาคที่ 2 รำลึกวีรชนชายแดนไทย-กัมพูชา ครบ 1 ปี สดุดีทหารกล้า 46 นาย

กองทัพภาคที่ 2 รำลึกวีรชนชายแดนไทย-กัมพูชา ครบ 1 ปี สดุดีทหารกล้า 46 นาย

กองทัพภาคที่ 2 รำลึกวีรชนชายแดนไทย-กัมพูชา ครบ 1 ปี สดุดีทหารกล้า 46 นาย

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.57 น.

กองทัพภาคที่ 2 รำลึกวีรชนชายแดนไทย-กัมพูชา ครบ 1 ปี สดุดีทหารกล้า 46 นาย พร้อมพุทธาภิเษกเหรียญ “ยุทธบดินทร์-ศตวรรษ” สมทบกองทุนช่วยเหลือผู้เสียสละ

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ที่พุทธศาสนสถานค่ายสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พล.อ.อานุภาพ ศิริมณฑล หัวหน้าคณะฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วย พล.ท.ชัยรัตน์ ธรรมชาติ หัวหน้าสำนักงานคณะฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา พล.ท.นฤดล สุขมา ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน และ พล.ต.วินธัย สุวารี เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก และโฆษกกองทัพบก ร่วมพิธีวันรำลึกวีรกรรมและสดุดีวีรชน “ยุทธการยุทธบดินทร์-ศตวรรษ” เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปี เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

โอกาสนี้ พล.ท.วีรยุทธ์ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ให้การต้อนรับคณะผู้ร่วมพิธี โดยช่วงเช้าได้ประกอบพิธีสงฆ์อุทิศส่วนกุศล ณ พุทธศาสนสถาน กองทัพภาคที่ 2 ก่อนประกอบพิธีเชิดชูเกียรติกำลังพลที่เสียชีวิตจากการสู้รบ มีการประดับแผ่นป้ายจารึกบนแท่นประดับ เพื่อจารึกเกียรติประวัติแห่งความกล้าหาญ การเป่าแตรนอน และการยิงสลุตเพื่อแสดงความเคารพสูงสุด โดยมี พล.อ.อานุภาพ เป็นประธานในพิธีในนามผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก

ภายในพิธีมีการรำลึกถึงวีรชนทหารกล้าทั้ง 46 นาย ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ โดยกองทัพบกระบุว่า แม้การสูญเสียจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสมรภูมิ แต่ความเสียสละของกำลังพลทุกนายได้ธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงและความสงบสุขของประเทศ พร้อมส่งกำลังใจไปยังครอบครัวของผู้เสียสละทุกครอบครัวให้ภาคภูมิใจในเกียรติยศของวีรชนผู้ปกป้องแผ่นดิน

ต่อมาในช่วงบ่าย มีพิธีพุทธาภิเษกเหรียญ “ยุทธบดินทร์-ศตวรรษ” รุ่น “หนุมานแผลงฤทธิ์ รวยรวย ล้านล้าน” โดยมี พล.อ.อานุภาพ ศิริมณฑล เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และได้รับความเมตตาจากสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ และเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นประธานจุดเทียนชัย พร้อมพระเกจิเถราจารย์ชื่อดังร่วมสวดพระคาถาและนั่งปรกอธิษฐานจิต

สำหรับเหรียญ “ยุทธบดินทร์-ศตวรรษ” จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศ ความกล้าหาญ และความเสียสละของกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดน และเสริมสิริมงคลแก่ผู้ครอบครอง

ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้ริเริ่มจัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นประวัติศาสตร์ดังกล่าว โดยมีเจตนานำรายได้ส่วนหนึ่งสมทบกองทุนช่วยเหลือทหารกล้า ครอบครัวผู้เสียสละ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน สะท้อนเจตนารมณ์ของกองทัพในการดูแลกำลังพลและประชาชนควบคู่กัน

นอกจากนี้ ยังได้รับความเมตตาจากสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ปสฤทธ์ เขมงฺกโร) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร เดินทางมาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พระเทพวัชรธรรมโสภณ (หลวงปู่ศิลา สิริจันโท) และพระเทพวัชรวิทยาคม (พระอาจารย์ต้อม) พระเทพวชิรญาณสุนทร (พระอาจารย์สุริยันต์ โฆสปัญโญ ) เมตตาจารแผ่นทองนำฤกษ์และร่วมอธิษฐานจิตปลุกเสกวัตถุมงคล และประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษกครั้งใหญ่ ในวันนี้ (25 ก.ค.) เพื่อความเป็นสิริมงคลและสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพล ตลอดจนประชาชนผู้ร่วมงานและผู้ได้รับผล กระทบจากสถานการณ์ชายแดน

เอกนิติ พร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้คนถูกหลอกเป็นผู้ถือหุ้น-กก.บริษัท

เอกนิติ พร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้คนถูกหลอกเป็นผู้ถือหุ้น-กก.บริษัท

เอกนิติ พร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้คนถูกหลอกเป็นผู้ถือหุ้น-กก.บริษัท

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.47 น.

เอกนิติ ยืนยัน พร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้คนที่โดนหลอกเป็นกรรมการ หรือถือหุ้นบริษัท ชี้งบประมาณไม่ใช้ปัญหา ต้องการช่วยเหลือคนไทยมากกว่า จ่อทำโครงการเพิ่มทักษะ ช่วยคนในวันทำงาน 20-60 ปีที่ถือบัตรสวัสดิการฯ ให้ลืมตาอ้าปากได้

วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นายเอกนิติ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับการลงทะเบียนและการคัดเลือกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า ประเทศไทยไม่ได้มีการปรับปรุงข้อมูลของผู้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมากว่า 5 ปี และการอัปเดทข้อมูลครั้งนี้ เพราะต้องการที่จะช่วยคนที่จนจริงๆ ให้สามารถเข้าสู่ระบบสวัสดิการ และการคัดกรองครั้งนี้เราสามารถนำคนใหม่เข้ามาได้ 2.3 ล้านคน แต่คนที่เคยมีสิทธิแต่หายไป หรือคนที่อาจจะไม่ได้รับสิทธินั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์ในการคัดกรองแต่ปัญหาอยู่ที่ข้อมูลของภาครัฐในบางส่วนที่อาจจะไม่ได้อัปเดทเท่าที่ควร และข้อดีของการคัดกรองครั้งนี้ ยังช่วยให้คนที่ถูกหลอกเอาชื่อไปใช้เป็นผู้ถือหุ้น เป็นกรรมการบริษัท ได้รู้ตัวและมีการแก้ไข
 “ผมมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์ แต่อยู่ที่ข้อมูล ที่อาจจะไม่สมบูรณ์ หรือไม่ได้อัปเดทเท่าที่ควร ทั้งในส่วนของการถือสินทรัพย์ของผู้ขอรับสิทธิและอื่นๆ แต่ถ้าคิดอีกอย่าง หากไม่มีการสำรวจใหม่ เราก็จะไม่ทราบว่าข้อมูลของประเทศเป็นอย่างไร และไม่ได้มีการแก้ไข คนที่ถูกหลอกให้จดทะเบียนหรืออื่นๆ อาจจะมากกว่านี้ ซึ่งผมเห็นคนไปแจ้งความจำนวนมาก กรณีนี้หากพิสูจน์ได้ว่า เราถูกหลอก เราจะต้องช่วยเหลือและคืนสิทธิให้”

 นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า การสำรวจผู้ที่ได้รับสิทธิใหม่ครั้งนี้ ยังช่วยให้เราเห็นข้อมูลด้วยว่า จากคนที่ได้รับสิทธิกว่า 9 ล้านคน มีคนที่อยู่ในวัยทำงานคือ 20-60 ปีมากกว่า 5 ล้านคน จุดนี้้ต้องได้รับการแก้ไข เราจะให้คนมีเงินไม่ถึง 100,000 บาทต่อปึต่อไปเรื่อยๆ คงไม่ได้ รัฐบาลจะต้องใช้ข้อมูลส่วนนี้ออกมาตรการในการจัดหางาน หรือเพิ่มทักษะแรงงานให้คนเหล่านี้สามารถที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อไป

 “หลังจากการสำรวจและลงทะเบียนผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ในครั้งนี้สิทธิจะเพิ่มขึ้น หรือลดลงไม่ได้มีปัญหาในการจัดสรรงบประมาณ แต่เราต้องการที่จะช่วยคนที่ไม่มีอะไรเลยให้ได้ตรงกลุ่ม ตรงจุดจริงๆ เพราะหากพิจารณาจากงบประมาณปีหนึ่งเราใช้กวา 70,000 ล้านบาทอยู่แล้ว 5 ปีที่ผ่านมาก็เป็นเงินจำนวนไม่น้อย แต่นอกจากนั้นในส่วนของคนที่ไม่ได้บัตรสวัสดิการไม่ได้ว่าเราไม่ช่วย เพราะเรามีความช่วยเหลือให้กับกลุ่มอื่นๆ ทั้ง เบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ และอื่นๆ เพราะรัฐบาลต้องการช่วยเหลือคนทุกกลุ่มอยู่แล้ว

‘สุชาติ’ ยื่นรื้อคดี ‘ไอซ์ รักชนก’ หลังผิดเงื่อนไขถอนฟ้อง ตร.ออกหมายเรียก-เรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน

'สุชาติ' ยื่นรื้อคดี 'ไอซ์ รักชนก' หลังผิดเงื่อนไขถอนฟ้อง  ตร.ออกหมายเรียก-เรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน

‘สุชาติ’ ยื่นรื้อคดี ‘ไอซ์ รักชนก’ หลังผิดเงื่อนไขถอนฟ้อง ตร.ออกหมายเรียก-เรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.18 น.

“ไอซ์ รักชนก” บิดหลังถอนฟ้อง “สุชาติ” ยกคดีขึ้นไต่สวน  ตำรวจ หมายเรียกผู้ต้องหา 2 คดี หากไม่มาครั้งที่ 2 ออกหมายจับ เรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน

วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 สืบเนื่องจากกรณีนางสาวรักชนกหรือไอซ์ ศรีนอก สส.พรรคประชาชน ตกเป็นผู้ต้องหา 2 คดี สน.ทองหล่อ โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบอำนาจให้แก่นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายความส่วนตัว กล่าวโทษคดีอาญากับนางสาวรักชนกหรือไอซ์ ศรีนอก ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ในความผิดฐานนำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยข้อความในระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จก่อให้ประชาชนตื่นหนกตกใจโดยเผยแพร่ข้อความนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่า เป็นข้อความอันเป็นเท็จ ตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดอันเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 ม.14(2) และ (5) และในฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตาม ปอ.326,328,90 โดน พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ แป้นจันทร์ พนง.สอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวน ได้หมายเรียกผู้ต้อหาครั้งที่ 1 ให้มารับทราบข้อกล่าวหา ในวันที่ 5 ส.ค.2569 เวลา 13.00 น.

ทั้งได้รับรายงานว่า นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนานความส่วนตัวของนายสุชาตืฯได้ยื่นคำร้องขอยกคดีอาญาขึ้นมาไต่สวน ในคดีอาญา ศาลอาญาตลิ่งชัน หมายเลขดำที่ อ 527269 คดีหมายเลขแดงที่ อ 1648/2569 ในความผิดฐานนำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยข้อความในระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จก่อให้ประชาชนตื่นหนกตกใจโดยเผยแพร่ข้อความนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่า เป็นข้อความอันเป็นเท็จ ตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดอันเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 ม.14(2) และ (5) และในฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตาม ปอ.326,328,90  โดยนายสุชาติฯ โจทก์ได้ถอนฟ้องโดยมีเงื่อนไข ตรวจสอบภายหลังถอนฟ้อง นางสาวรักชนกหรือไอซ์ ศรีนอก จำเลย ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขตามที่สือนำเสนอข่าวแล้วนั้น

ผู้สื่อข่าวจึงได้โทรศัพท์ไปสอบถาม นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายความส่วนตัวของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  โดย กล่าวว่า ภายหลังปิดสมัยประชุมสภา สมัยสามัญครั้งที่ 1/2569 โดยมีระยะเวลา 120 วัน และปิดสมัยประชุมสามัญวันที่ 11 ก.ค.2569  ทำให้นางสาวรักชนกฯ ไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง ตาม รธน. ม.125 วรรคหนึ่ง ทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจออหมายเรียก นางสาวรักชนกฯ สส.พรรคประชาชน ที่ตกเป็นผู้ต้องหาโดยนายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นผู้เสียหายได้ โดยตนได้ตรวจสอบและได้รับการยืนยันว่า นัดแจ้งข้อหา สอบสวนผู้ต้องหาและบันทึกวีดีโอ ตามพรบ.อุ้มหาย ระหว่างสอบปากคำ รวมถึงพิมพ์มือ หากผู้ต้องหาไม่มา จะต้องออกหมายเรียกอีก 1 ครั้ง หากไม่มาและหลีกเลี่ยงอีก ตำรวจขอหมายจับ ผู้เสียหายอาจคัดค้านการประกันตัวเพราะเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี  โดยตนได้รับข้อมูลว่า หมายเรียกผู้ต้องหาครั้ง ที่ 1 ไปยัง สน.เทียนทะเล แล้ว  ในภูมิลำเนาของผู้ต้อหามีถิ่นที่อยู่ โดยนัดให้ผู้ต้องหามาพบพนักงานสอบสวนวันที่ 6 ส.ค.2569 เวลา 13.00 น.

ส่วนอีกคดีที่ได้ถอนฟ้องไปแล้ว ในคดีอาญา ศาลอาญาตลิ่งชัน คดีหมายเลขดำที่ อ 527269 คดีหมายเลขแดงที่ อ 1648/2569 ระหว่างนายสุชาติฯโจทก์ กับ นางสาวรักชนกหรือไอซ์ ศรีนอก จำเลย ตนได้มอบหมายให้ทีมทนายความและฝ่ายกฎหมายตรวจสอบพบว่า  ไม่ลบโพสต์และไม่แชร์คำขอโทษ ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลอาญาตลิ่งชัน ลงวันที่ 3 ก.ค.2569 เป็นเงื่อนไขหลักในการถอนฟ้องคดีอาญา ตนได้มอบหมายให้ทีมทนายความไปยื่นคำร้อง ยกคดีขึ้นมาพิจารณา

ศาลอาญาตลิ่งชัน ได้ออกหมายเรียกจำเลย เมื่อวันที่ 21 กค.2569 ที่ผ่านมา เพื่อไต่สวนในวันที่ 19 ตุลาคม 2569 เวลา 13.30 น.

ในคดีที่ สน.ทองหล่อ ที่นายสุชาติ ฯได้รับผลกระทบต่อชื่อเสียงที่ถูกนางสาวรักชนกฯกล่าวหาว่า ทุจริตรับสินบน  ซึ่งไม่เป็นความเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้สังคมสับสน ประชาชนผู้ติดตามเฟสบุ้กของผู้ต้อหารายดังกล่าวหลงเชื่อ ทั้งเผยแพร่ข้อความนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ทำให้เกิดความเสียหายและนายสุชาติฯได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง  นายสุชาติฯได้มอบอำนาจให้ตนเตรียมยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 เรียกค่าเสียหายจำนวนเงินสูงถึง 50 ล้านบาท และขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตในฐานะผู้ถูกกระทำละเมิด ตาม ปพพ.ม.420,423 เพื่อเยียวยาผลกระทบต่อชื่อเสียงให้คืนกลับมาเท่านั้น   

หากนางสาวรักชนนกฯไม่ คึกคะนอง มือไม่ลั่น หวังยอดวิว ในการกดไลค์และแชร์ โดยก่อให้เกิดความผิดก่อน คดีอาญาย่อมไม่เกิด เป็นการทำตัวเองหรือไม่  มิใช่นายสุชาติฯกลั่นแกล้ง เพราะข้อเท็จจริงปรากฏที่เฟซบุ้ก ผู้ใช้งานส่วนตัวของนางสาวรักชนกฯ ต้องถามว่า ทำไปเพื่อต้องการอะไร ละเมิดต่อกฎหมายหรือไม่  ต้องให้สื่อไปถามนางสาวรักชนกฯ เพราะตนเองตอบคำถามแทนไม่ได้

ข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้ง  มิฉะนั้น พนักงานสอบสวนไม่รับคำกล่าวโทษคดีอาญากับผู้ต้องหา  ส่วนตนเองไม่เคยรู้จักนางสาวรักชนกฯ ผู้ต้องหา มาก่อน แต่เห็นหน้าในห้องพิจารณาคดีอาญา ในห้องพิจารณาที่ 303 ศาลอาญาตลิ่งชัน ที่นายสุชาติเป็นโจทก์ 2 ครั้ง เท่านั้น และไม่เคยพูดคุยด้วย ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน          

อดีตบิ๊กข่าวกรอง หนุน ฉก.นราฯ ใช้กฎอัยการศึก ย้ำต้องเด็ดขาดกับผู้ก่อเหตุรุนแรง

อดีตบิ๊กข่าวกรอง หนุน ฉก.นราฯ ใช้กฎอัยการศึก ย้ำต้องเด็ดขาดกับผู้ก่อเหตุรุนแรง

อดีตบิ๊กข่าวกรอง หนุน ฉก.นราฯ ใช้กฎอัยการศึก ย้ำต้องเด็ดขาดกับผู้ก่อเหตุรุนแรง

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.30 น.

วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า มาถูกทาง

หลังเหตุลอบยิงทหารพรานเสียชีวิต​ 5​ นาย ผบ.ฉก.นราประกาศใช้กฎอัยการศึกทั้งจังหวัดต้องพูดชัดๆว่ามาถูกทาง ทำให้ฝ่ายความมั่นคงมีความฉับไวในการไล่ล่า อย่าไปฟังปากหมูปากหมาที่ออกมาท้วงติง สังหารทหาร​ ใช้อาวุธสงครามขนาดนี้ จะให้ปรานีกับโจรก่อการร้ายเช่นนี้ได้ยังไง จับเป็นไม่ได้ก็จับตาย​ อย่าเก็บไว้ก่อเหตุอีก ไม่ใช่เรื่องคิดต่าง​ เพราะมันคือก่อการร้าย

‘ดร.อานนท์’ ฟาด ‘อภิสิทธิ์’ โลกสวย ยึดติดเจรจาไร้ผล ล้มเหลวซ้ำซากแต่ไม่เคยจำ

‘ดร.อานนท์’ ฟาด ‘อภิสิทธิ์’ โลกสวย ยึดติดเจรจาไร้ผล ล้มเหลวซ้ำซากแต่ไม่เคยจำ

‘ดร.อานนท์’ ฟาด ‘อภิสิทธิ์’ โลกสวย ยึดติดเจรจาไร้ผล ล้มเหลวซ้ำซากแต่ไม่เคยจำ

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.28 น.

วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 จากกรณี  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง ข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ต่อรัฐบาล ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (อภิสิทธิ์ มอง เหตุบึ้มชายแดนใต้ รัฐบาลต้องทำควบคู่พูดคุย-บังคับใช้กฎหมายเข้มข้น)

ล่าสุด รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Arnond Sakworawich ระบุว่า ไอ้หลักการเจรจา สันติภาพ ใช้แนวทางโลกสวยนี่นะครับ ผมก็เห็นว่า คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รักษาหลักการนี้มาทั้งชีวิตจริง ๆ เหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองตอนที่คุณอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ผมก็เห็นมีการเจรจาออกอากาศ ถ่ายทอดสด 

ผมเห็นคุณอภิสิทธิ์ พยายามรักษาหลักการเจรจาสันติ มาโดยสม่ำเสมอ ตลอดชีวิต 

รวมถึงเรื่อง BRN นี่ก็เช่นกัน

เรื่องรักษาหลักการยิ่งกว่าชีวิตนี่ผมออกจะนับถือคุณอภิสิทธิ์มากที่สุดเลยนะครับ เป็นผมคงไม่ยึดมั่นในหลักการที่ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าขนาดนี้หรอกครับ 

สิ่งที่ผมไม่เคยเห็นเลย คือ การเจรจาที่บรรลุผล ของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมก็เห็นแต่จบลงโดยทหาร ไปช่วยตั้งรัฐบาลให้คุณอภิสิทธิ์ จบลงด้วยคุณเนวิน ชิดชอบ ออกมาพูดว่ามันจบแล้วครับนาย ตามเนื้อผ้า แค่จะเจรจารักษาชีวิตตัวเอง คุณอภิสิทธิ์ ยังทำไม่สำเร็จเลย ถ้าไม่มีคนมีอาวุธบุกเข้าไปอารักขาออกมา แล้วก็ยังรักษาหลักการเจรจาอยู่นั่นแหละ แต่คงรักษาชีวิตตัวเองไม่ได้

ประสปการณ์และประวัติศาสตร์ความล้มเหลวในการเจรจาเพื่อรักษาชีวิตตัวเองไม่สำเร็จ ไม่เคยซึมซับเข้าไปในอัตตาหรือสมองของคุณอภิสิทธิ์บ้างหรือไร?

ประวัติศาสตร์ คือ อดีต น่าจะสอนอะไรให้คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เรียนรู้ด้วยบ้างหรือไม่ว่า หลักการโลกสวยนั้น ปฏิบัติไม่ได้ผลอะไรเลย ก็ไร้ประโยชน์ 

หรือคุณอภิสิทธิ์ จะไม่เคยเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเองเลย เพราะอัตตาสูงจนเกินไป รักษาหลักการมากเกินไปจนเป็น ยึดติดลัทธิ (Dogmatism) 

อะไรที่มันปฏิบัติแล้วไม่เคยได้ผล ก็ลืมมันไปบ้างก็ได้ Albert Einstein ก็เคยกล่าวว่า มีแต่คนบ้าที่แก้ปัญหาเดิม ๆ ด้วยวิธีการเดิม แล้วหวังผลที่จะเปลี่ยนไป

เรื่องของชาติบ้านเมืองนั้น หลักการโลกสวยอย่างเดียวไม่ได้หรอกครับ 

ทุกประเทศบนโลกนี้ ยึดมั่นอยู่แค่สองคำ คือ ความมั่นคงของชาติ และ ผลประโยชน์ของชาติ (National security and national interest) สองคำนี้ศักดิ์สิทธิ์ สูงสุด ครับ สูงกว่าสันติภาพ หลายร้อยล้านปีแสงครับ