ป.ป.ช.เห็นแย้ง DSI ยันปมที่ดินเขากระโดง หน่วยงานรัฐต้องฟ้องเอง

ป.ป.ช.เห็นแย้ง DSI ยันปมที่ดินเขากระโดง หน่วยงานรัฐต้องฟ้องเอง

ป.ป.ช.เห็นแย้ง DSI ยันปมที่ดินเขากระโดง หน่วยงานรัฐต้องฟ้องเอง

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.10 น.

“ป.ป.ช.”แย้ง”DSI”ปม”ที่ดินเขากระโดง” แจงข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดิน รฟท.-เอกชน-ปชช. ชี้หน่วยงานรัฐต้องฟ้องเอง ขณะ”ป.ป.ช.”สอบ”อธิบดีกรมที่ดิน-ผู้ว่า รฟท.-จนท.”ปมไม่เพิกถอนโฉนด 2 แปลงแล้ว

18 มีนาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะโฆษก ป.ป.ช.ชี้แจงความคืบหน้ากรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ส่งสำนวนคดีที่ดินเขากระโดงให้ ป.ป.ช.พิจารณาว่าปัญหาเกี่ยวกับที่ดินเขากระโดงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินที่อาจทับที่หรืออยู่ในเขตที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยและมีโฉนดที่ดินที่มีการครอบครองจำนวนหลายแปลงที่เป็นปัญหาข้อพิพาทระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยกับผู้ที่ครอบครองที่ดินที่อ้างว่าเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน โดยข้อเท็จจริงยังเป็นปัญหาเกี่ยวกับอาณาเขตที่ดินของ รฟท. และการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท รวมทั้งการออกโฉนดที่ดินในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเบื้องต้นยังไม่พบว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าทุจริตต่อหน้าที่ การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมที่อยู่ในอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการป.ป.ช. ซึ่งที่ผ่านมาเป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชนที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวในปี 2554 คณะกรรม การ ป.ป.ช.ได้ไต่สวนความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐและมีมติให้เพิกถอนโฉนดที่ดินจำนวน 2 แปลง โดยสำนักงาน ป.ป.ช.จึงได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 14 กันยายน 2554 แจ้งให้กรมที่ดินพิจารณาเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 และเลขที่ 8564 ตำบลอีสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เนื่องจากมีการออกโฉนดที่ดินทับที่ของการรถไฟ ตามมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 โดยปรากฏว่ากรมที่ดินยังไม่ได้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าวและการรถไฟซึ่งเป็นผู้เสียหายในฐานะเจ้าของที่ดินกลับไม่ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดิน 2 แปลงดังกล่าวตามมติคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในการประชุมครั้งที่ 100/2566 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2566 และมีมติให้ดำเนินการไต่สวนอธิบดีกรมที่ดินและผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในขณะนั้น ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ต่อมากรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีหนังสือลงวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ส่งเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบมาให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณากรณีที่มีผู้ร้องขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปล่อยให้มีผู้บุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินของการรถไฟในพื้นที่เขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ และการรถไฟไม่ดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกาและไม่ฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกที่ดินต่อศาล ซึ่งรวมถึงโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 และ 8564 ตำบลอีสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ด้วย

ทั้งนี้ เรื่องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ส่งเรื่องมาให้ ป.ป.ช.เป็นเรื่องการกล่าวหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมที่ดิน และคณะกรรมการสอบสวนตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 ว่าปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบบริเวณเขากระโดง

สำนักงาน ป.ป.ช.ยังชี้แจงว่า ข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเอกชนหรือประชาชน เป็นเรื่องที่หน่วยงานของรัฐจะต้องไปดำเนินการใช้สิทธิทางศาลเอง ส่วนเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในการไต่สวนข้อเท็จจริง จะดำเนินการเร่งรัดไต่สวนข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ส่วนเรื่องที่ปรากฏเป็นข่าวอาจมีข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงกับที่แถลงมาในวันนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เขากระโดง ยังไม่จบ DSI ยืนยันคดีอยู่ในอำนาจ ปปช.-ศาล

ศาล รธน.มติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด

ศาล รธน.มติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด

ศาล รธน.มติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.19 น.

มติศาล รธน. 6 ต่อ 3 รับวินิจฉัยปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยตรงและลับ สั่ง กกต.ยื่นคำชี้แจงภายใน 15 วัน พร้อมให้เวลาอีก 15 วัน ส่งบัญชีระบุพยานหลักฐานและวิธีได้มาของพยานหลักฐาน นับแต่ได้รับหนังสือเรียก

18 มีนาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยกล่าวอ้างว่า ได้รับเรื่องร้องเรียน จำนวน 21 คำร้อง ขอให้พิจารณายื่นคำร้อง พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ถูกร้องที่ 1 , เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ถูกร้องที่ 2 และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ถูกร้องที่ 3 ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (บาร์โค้ด) และรหัสคิวอาร์ (คิวอาร์โค้ด) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 98 และมาตรา 224

ซึ่งศาลฯ พิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริง อันเป็นมูลเหตุแห่งคดีนี้เกี่ยวกับการดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ มิใช่เฉพาะเขตเลือกตั้งใดเขตเลือกตั้งหนึ่งหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกรณี มีปัญหา ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการดำเนินการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 ประกอบมาตรา 83 วรรคสอง คำร้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 46 มีมติโดยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และแจ้งให้ผู้ร้องทราบ

ทั้งนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 6 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ , นายวิรุฬห์ แสงเทียน , นายจิรนิติ หะวานนท์ , นายนภดล เทพพิทักษ์ , นายอุดม รัฐอมฤต และ นายสุเมธ รอยกุลเจริญ ส่วน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 3 คน คือ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม , นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และ นายสราวุธ ทรงศิวิไล เห็นว่า ไม่เป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา อาศัยอำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 27 วรรคสาม ให้ผู้ถูกร้องทั้งสามทำคำชี้แจง แก้ข้อกล่าวหา ต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง และให้ผู้ร้องและผู้ถูกร้องทั้งสามยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานและวิธีการได้มาซึ่งพยานหลักฐาน ต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือเรียก

สส.ใหม่ล่าสุด! อรรถวิชช์ เข้ารายงานตัวสภาฯ ยัน 2 เสียง รทสช. พร้อมโหวตหนุน อนุทิน

สส.ใหม่ล่าสุด! อรรถวิชช์ เข้ารายงานตัวสภาฯ ยัน 2 เสียง รทสช. พร้อมโหวตหนุน อนุทิน

สส.ใหม่ล่าสุด! อรรถวิชช์ เข้ารายงานตัวสภาฯ ยัน 2 เสียง รทสช. พร้อมโหวตหนุน อนุทิน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.08 น.

อรรถวิชช์ เข้ารายงานตัวสส. ยัน 2เสียง รทสช. พร้อมโหวตหนุน อนุทิน เป็นนายกฯ ขอรอแถลงความชัดเจนพรุ่งนี้จะร่วมรัฐบาลหรือไม่ ลั่นไร้เงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น แค่วางเป้าดันกม.ของพรรคให้สำเร็จ

เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เข้ารายงานตัวเป็นสส.ต่อ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หลังจากเมื่อ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษาประกาศเลื่อนลำดับให้เป็นสส. แทนนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ลาออกจากตำแหน่งสส. 

ทั้งนี้ ภายหลังการรายงานตัว นายอรรรถวิชช์ ให้สัมภาษณ์ว่า สส.ของพรรครวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง พร้อมลงมติสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะต้องการขอเสียงสนับสนุนให้ร่วมผลักดัน ร่างกฎหมายสำคัญของพรรค จำนวน 2 ฉบับ  คือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมการรใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ ร่างกฎหมายเสรีโซลาร์ และ ร่าง พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต หรือ กฎหมายปลดล็อกเครดิตบูโร ซึ่งจากการพูดคุยเมื่อวันก่อนมีทิศทางและการตอบรับที่ดี แต่ในรายละเอียดต่อไปทั้งในส่วนของการสนับสนุนร่างกฎหมายหรือเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมรัฐบาลหรือไม่ ตนขอรอความชัดเจน และเตรียมแถลงในวันพรุ่งนี้ (19 มี.ค.) เวลาประมาณ 08.30 น.  ทั้งนี้ ตนไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น นอกจากการวางเป้าหมายผลักดันร่างกฎหมายของพรรคให้สำเร็จ

นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า สำหรับการทำงานในสภาฯ นายพีระพันธุ์ ให้ตนเดินหน้าทำงานและผลักดันร่างกฎหมายสำคัญของพรรคให้สำเร็จ ขณะที่นายพีระพันธุ์ จะทำงานสร้างเครือข่ายและตั้งสาขาพรรคเพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมาพรรครวมไทยสร้างชาติไม่สามารถส่งผู้สมัค สส. ครบทุกจังหวัดเนื่องจากไม่สามารถทำไพรมารี่โหวตได้  ดังนั้นการทำงานในสภาฯ ตนได้วางเป้าหมายให้การทำงานทำได้สำเร็จ นอกจากนั้นแล้วตนพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่าย

จับตาศาล รธน.รับ-ไม่รับ ปมคำร้อง บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ทำเลือกตั้งไม่ลับ

จับตาศาล รธน.รับ-ไม่รับ ปมคำร้อง บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ทำเลือกตั้งไม่ลับ

จับตาศาล รธน.รับ-ไม่รับ ปมคำร้อง บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ทำเลือกตั้งไม่ลับ

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.05 น.

จับตาศาล รธน.”รับ-ไม่รับ” ปมคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เรื่องบัตรเลือกตั้งมี”บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด”ทำเลือกตั้งไม่ลับ

18 มีนาคม 2569 ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดประชุมในเวลา 09.30 น.ซึ่งเป็นการประชุมประจำสัปดาห์ โดยหนึ่งในวาระการประชุมที่น่าจับตาคือ ศาลจะมีการพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ส่งความเห็นและคำร้องของประชาชนขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยกรณีการจัดการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 และ 85 หรือไม่

จากคำร้องดังกล่าวมีประชาชนยื่นเรื่องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเนื่องจากเห็นว่ากรณีการจัดพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ เนื่องจากอาจสามารถเชื่อมโยงให้มีการตรวจสอบย้อนหลังกลับไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ว่าเลือกใครหรือลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองใด เนื่องจากเห็นว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

สำหรับแนวทางการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ อาจเป็นไปได้ใน 2 แนวทาง คือ 1.ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย อันหมายถึงประเด็นนี้จบไป การเลือกเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์เป็นไปตามกฎหมาย หรือ 2.หากรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามขั้นตอน ศาลเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องได้ชี้แจงในประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญสงสัยภายใน 15 วัน

สำหรับบรรยากาศที่ศาลรัฐธรรมนูญมีสื่อมวลชนรอติดตามทำข่าวการประชุมของศาลในวันนี้ หลังศาลประชุมเสร็จสิ้น ศาลจะออกเอกสารข่าวเผยแพร่มติผลการประชุมของศาลให้สาธารณะรับทราบ

โสภณ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนประชุมเลือกนายกฯ พรุ่งนี้ พ้อไม่อยากสัมภาษณ์เยอะ กลัวหาว่าพูดมาก

โสภณ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนประชุมเลือกนายกฯ พรุ่งนี้ พ้อไม่อยากสัมภาษณ์เยอะ กลัวหาว่าพูดมาก

โสภณ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนประชุมเลือกนายกฯ พรุ่งนี้ พ้อไม่อยากสัมภาษณ์เยอะ กลัวหาว่าพูดมาก

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.37 น.

โสภณ เข้ากราบพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.7 เตรียมความพร้อมก่อนประชุมเลือกนายกฯ พรุ่งนี้ เผยไม่อยากสัมภาษณ์เยอะกลัวหาว่าพูดมาก 

เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เข้าสักการะพระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง ศาลตายาย และพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) รวมทั้งกราบพระ ห้องพระบริเวณชั้น 3 อาคารรัฐสภา ทั้งนี้เพื่อความเป็นสิริมงคล ในการเข้ารับตำแหน่ง และก่อนทำหน้าที่ประธานสภาฯ ครั้งแรก เพื่อเลือกนายกฯรัฐมนตรีในวันที่ 19 มี.ค.

จากนั้นนายโสภณ เปิดเผยว่า ตนขออธิฐานให้บ้านเมืองพ้นวิกฤต ประชาชนเป็นสุข ตนไม่อยากให้สัมภาษณ์ เดี๋ยวจะหาว่าพูดมาก 

ผู้สื่อข่าวรายงานประธานสภาฯ เปรยว่า ในห้องพระอยากให้รื้ออาสนะออก เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น อยากจะชวนสส.เข้ามานั่งสมาธิด้วย 

ปลัด มท.เซ็นแต่งตั้ง ขรก.ระดับสูง 6 ตำแหน่ง เริ่มปฏิบัติหน้าที่ 26 มี.ค.

ปลัด มท.เซ็นแต่งตั้ง ขรก.ระดับสูง 6 ตำแหน่ง เริ่มปฏิบัติหน้าที่ 26 มี.ค.

ปลัด มท.เซ็นแต่งตั้ง ขรก.ระดับสูง 6 ตำแหน่ง เริ่มปฏิบัติหน้าที่ 26 มี.ค.

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.18 น.

“ปลัด มท.”เซ็นแต่งตั้ง ขรก.ระดับสูง 6 ตำแหน่ง “ผู้ช่วยปลัดฯ-รองอธิบดีโยธาฯ-ที่ดิน-ส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น” เริ่มปฏิบัติหน้าที่ 26 มี.ค.

18 มีนาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทย 4 คำสั่ง ลงวันที่ 16 มี.ค.69 แต่งตั้งข้าราชการตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับต้น ตำแหน่งผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย 1 ราย ได้แก่ น.ส.กาญจน์ชนิษฐา เอกแสงศรี จากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

ตำแหน่งรองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง 2 ราย ได้แก่ 1.น.ส.สิริกุล เลี้ยงอนันต์ จากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกรมโยธาธิการและผังเมือง 2.น.ส.สุภัทรา ชัยเทวารัณย์ จากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกรมโยธาธิการและผังเมือง

ตำแหน่งรองอธิบดีกรมที่ดิน 2 ราย ได้แก่ 1.นายไตรรัตน์ เทพบริรักษ์ จากตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร 2.นายธนวัฒน์ พัศดารักษ์ จากตำแหน่งผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ กรมที่ดิน

และตำแหน่งรองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 1 ราย ได้แก่ นายบุญประสงค์ นวลสายย์ จากตำแหน่งผู้อำนวยการกองพัฒนาและส่งเสริมการบริหารงานท้องถิ่น

โดยทั้ง 6 ราย ให้เดินทางไปปฎิบัติหน้าที่ตำแหน่งใหม่ในวันที่ 26 มี.ค.2569 เป็นต้นไป

– 006

ศาลจังหวัดธัญบุรีสั่งจำคุก 1 ปี 6 เดือน ป้านิด คดี ม.112 ปมปราศรัยที่ มธ.ปี 66

ศาลจังหวัดธัญบุรีสั่งจำคุก 1 ปี 6 เดือน ป้านิด คดี ม.112 ปมปราศรัยที่ มธ.ปี 66

ศาลจังหวัดธัญบุรีสั่งจำคุก 1 ปี 6 เดือน ป้านิด คดี ม.112 ปมปราศรัยที่ มธ.ปี 66

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.21 น.

18 มีนาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ศาลจังหวัดธัญบุรีพิพากษาจำคุก 1 ปี 6 เดือน “ป้านิด จิราภรณ์” คดี ม.112 ปราศรัยที่ มธ.รังสิต ปี 66 โดยเห็นว่าอายุมากแล้ว-ไม่พบข้อเสื่อมเสีย จึงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี”

พร้อมทั้งโพสต์เพิ่มเติมในคอมเมนต์ ระบุว่า “ป้านิด” จิราภรณ์ บุษปะเกศ ประชาชนชาวนนทบุรี วัย 77 ปี ถูก อานนท์ กลิ่นแก้ว ประธานศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) กล่าวหาในข้อหาตามมาตรา 112 จากกรณีขึ้นปราศรัยในการชุมนุมที่ มธ.ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2566

ศาลจังหวัดธัญบุรีพิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี ให้การรับสารภาพ ลดเหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน พิเคราะห์จากรายงานการสืบเสาะ จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และกำลังเข้าสู่วัยชรา มีโรคประจำตัว ประกอบกับไม่พบข้อเสื่อมเสียของจำเลย ควรให้โอกาสจำเลยปรับปรุงตัว โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี โดยให้รายงานตัวต่อเจ้าพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือน/ครั้ง และให้อบรมธรรมะเดือนละ 1 ครั้งต่อปี

เสี่ยงระดับอันตราย! รัฐบาลเตือนหน้าร้อนปีนี้ ดัชนีความร้อน แนวโน้มสูงกว่าปีที่ผ่านมา

เสี่ยงระดับอันตราย! รัฐบาลเตือนหน้าร้อนปีนี้ ดัชนีความร้อน แนวโน้มสูงกว่าปีที่ผ่านมา

เสี่ยงระดับอันตราย! รัฐบาลเตือนหน้าร้อนปีนี้ ดัชนีความร้อน แนวโน้มสูงกว่าปีที่ผ่านมา

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.56 น.

รัฐบาลเตือนหน้าร้อนปีนี้ ดัชนีความร้อน แนวโน้มสูงกว่าปีที่ผ่านมา เสี่ยงระดับอันตราย แนะ 7 วิธีป้องกันโรคจากความร้อน

เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2569 น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อากาศที่ร้อนจัดของประเทศไทยขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้เฝ้าระวังสถานการณ์ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) ซึ่งเป็นค่าความร้อนที่ ‘ร่างกายรู้สึกได้จริง’ หรือ Feel like  ใช้บ่งชี้ระดับความเสี่ยงที่ร่างกายอาจได้รับผลกระทบจากความร้อน โดยคำนวณจากอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ ซึ่งต่างจากอุณหภูมิทั่วไป ที่วัดเพียงระดับความร้อนหรือความเย็นของอากาศ โดยในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีค่าดัชนีความร้อนสูงสุดถึง 59.5 องศาเซลเซียส และมีผู้เสียชีวิตจากความร้อน จำนวน 21 คน 

ขณะที่ปี 2569 คาดว่าสถานการณ์ความร้อนจะมีแนวโน้มรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา โดยค่าดัชนีความร้อนอาจอยู่ในระดับเตือนภัย (33.0 – 41.9 °C) ถึงอันตรายมาก (มากกว่าหรือเท่ากับ 52.0 °C) ในช่วงเดือนเมษายน พฤษภาคม โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคจากความร้อน เช่น ผื่น ตะคริว ลมแดด เพลียแดด และฮีทสโตรก ซึ่งเป็นภาวะที่รุนแรงที่สุดและอาจทำให้เสียชีวิตได้

รัฐบาลแนะนำให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยจิตเวช รวมถึง ผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรัง ดูแลสุขภาพและป้องกันอันตรายจากความร้อน ด้วย 7 วิธี ได้แก่ 1) ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศและค่าดัชนีความร้อน หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะช่วง 13.00 – 16.00 น. 2) ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 6–8 แก้วต่อวัน โดยไม่ต้องรอให้กระหายน้ำ 3) งดดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เช่น น้ำหวาน น้ำอัดลม เป็นต้น 4) สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี สวมหมวก และใช้ร่มกันแดด 5) ผู้รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาแก้คัดจมูก ยาขับปัสสาวะ ยารักษาจิตเวช ควรสังเกตอาการตนเอง เพราะยาอาจมีผลต่อการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย 6) ผู้ที่ทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง ควรทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม เพื่อช่วยสังเกตอาการผิดปกติ และ 7) ผู้สูงอายุควรดื่มน้ำบ่อย ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด 

“หากพบผู้มีอาการผิดปกติ เช่น ผิวหนังร้อนแดง ชีพจรเต้นเร็วและแรง ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง ซึมลง หรือหมดสติ ให้รีบปฐมพยาบาลโดยใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบบริเวณหลังคอ รักแร้ และขาหนีบเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายอย่างรวดเร็ว และรีบนำส่งโรงพยาบาล หรือโทรสายด่วนฉุกเฉิน 1669 ทันที” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

ตัดสิทธิพิเศษ สส. หมอวรงค์จุดประเด็น โดนใจคน

ตัดสิทธิพิเศษ สส. หมอวรงค์จุดประเด็น โดนใจคน

ตัดสิทธิพิเศษ สส. หมอวรงค์จุดประเด็น โดนใจคน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.24 น.

ในช่วงที่ค่าครองชีพสูงขึ้น ราคาพลังงานผันผวนจากสถานการณ์โลก รายจ่ายของคนจำนวนมากเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รายได้แทบไม่ขยับ หลายครอบครัวต้องปรับตัวและใช้เงินอย่างระมัดระวังมากขึ้น ในจังหวะแบบนี้ ทุกการใช้จ่ายของรัฐย่อมถูกมองละเอียดขึ้น และความคาดหวังก็ชัดขึ้นว่าผู้ใช้งบประมาณควรเดินไปในทิศทางเดียวกับประชาชน

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกที่ควรเป็นเพียงขั้นตอนเลือกประธานและรองประธาน กลับกลายเป็นจุดเริ่มของประเด็นร้อน เมื่อ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ลุกขึ้นอภิปรายช่วงสั้นๆ แต่เลือกพูดเรื่องที่ไม่อยู่ในวาระ ทั้งค่าอาหาร สส. จำนวนผู้ช่วย และกองทุนบำนาญ

ในทางข้อเท็จจริง การอภิปรายดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่สภากำลังดำเนินการตามวาระเฉพาะ จึงมีเสียงทักท้วงจาก สส.บางคน ว่าเป็นการพูดนอกประเด็น ไม่เป็นไปตามลำดับการประชุม หรือพูดง่ายๆ ว่าหมอวรงค์ “ผิดคิว”

แต่ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่ถูกพูดกลับเป็นเรื่องที่สังคมค้างคามานาน คลิปการอภิปรายถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว และได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวาง

คำว่า “ตลก” จาก “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีคำอธิบายว่า หมายถึงความไม่ตรงวาระของการอภิปราย ยิ่งทำให้ประเด็นขยายตัว เพราะเมื่อคำดังกล่าวไปเชื่อมกับเรื่องค่าใช้จ่ายของผู้แทน ความหมายในสายตาของสังคมจึงเปลี่ยนไปทันที

ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่เรื่องขั้นตอน แต่เป็นการปะทะกันระหว่างระเบียบ กับความรู้สึกของคนจำนวนมากที่มองว่า เรื่องนี้ควรถูกพูดในเวลานี้

ข้อเสนอของ นพ.วรงค์ มี 3 ประเด็นหลัก คือ ยกเลิกค่าอาหาร สส. ลดจำนวนผู้ช่วยจาก 8 คน และตั้งคำถามต่อบำนาญของผู้แทน ในรายละเอียด แต่ละเรื่องยังมีพื้นที่ให้ถกเถียง แต่สิ่งที่เห็นชัดคือสังคมจำนวนมากเห็นด้วยกับทิศทางของข้อเสนอ

ค่าอาหารของ สส. ซึ่งเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณคนละหนึ่งพันบาทต่อวัน เมื่อรวมทั้งสภาเป็นตัวเลขระดับหลายแสนบาทต่อวัน ตัวเลขนี้จึงถูกนำไปเทียบกับรายได้ของคนทั่วไปทันที ขณะที่จำนวนผู้ช่วยที่สูง ถูกตั้งคำถามเรื่องความจำเป็น และบำนาญก็ถูกพูดถึงในแง่ความเหมาะสม

เมื่อสามเรื่องนี้ถูกมองรวมกัน งบประมาณจึงไม่ใช่แค่ตัวเลขในเอกสาร แต่กลายเป็นภาพของสิทธิพิเศษในสายตาของคนจำนวนมาก

กระแสที่เกิดขึ้นจึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในสภา แต่ไหลออกไปสู่สังคมวงกว้าง พร้อมเสียงสนับสนุนที่ไปในทิศทางเดียวกัน

ภาพนี้สะท้อนชัดว่า ประเด็นงบประมาณของผู้แทน ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เชื่อมโยงกับความรู้สึกของผู้จ่ายภาษีโดยตรง

การถกเถียงที่ตามมา หากมองให้ตรง คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าจะ “ตัดงบหรือไม่” เพราะหากตัดได้และช่วยลดภาระของรัฐ ก็เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายพร้อมสนับสนุน

แต่หากไม่ตัด งบประมาณเหล่านี้ก็ต้องอธิบายให้ได้ว่ามีความจำเป็น และให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าจริง

งบประมาณไม่ใช่ปัญหา หากผู้แทนทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำงานให้เห็นผล และทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเงินภาษีถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างชัดเจน

สิ่งที่สังคมตั้งคำถามจึงไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นเรื่องความคุ้มค่า และความรับผิดชอบ

เมื่อมองย้อนกลับไป จะเห็นว่าประเด็นเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งถูกพูดถึง มีการเสนอ มีการอภิปราย ทั้งจากภายนอกและจากผู้แทนในสภาเอง แต่ไม่เคยไปถึงการปรับแก้อย่างเป็นรูปธรรม

ยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเอง การเปลี่ยนแปลงก็ยิ่งไม่เกิดขึ้น

ภาพที่เกิดขึ้นซ้ำๆ คือ มีคนพูด มีคนเสนอ แต่สุดท้ายก็เงียบ และกลับมาเหมือนเดิม

จุดนี้ทำให้ความไม่พอใจไม่ได้เพิ่งเกิด แต่สะสมมาเป็นเวลานาน

ในสถานการณ์ที่ประชาชนต้องระวังการใช้จ่ายมากขึ้น การเรียกร้องให้ภาครัฐช่วยกันประหยัดงบประมาณเป็นเรื่องปกติ ข้อเสนอให้ตัดงบค่าอาหาร ลดจำนวนผู้ช่วย หรือทบทวนบำนาญ จึงได้รับเสียงสนับสนุนอย่างกว้างขวาง

แต่ไม่ว่าจะเลือกทางใด ระหว่าง “ตัด” หรือ “คงไว้” สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ผู้แทนต้องทำให้เห็นว่า งบประมาณที่ใช้นั้นให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า

ถ้าจะตัด ก็เป็นการแบ่งเบาภาระของประเทศ แต่ถ้าไม่ตัด ก็ต้องทำงานให้หนักขึ้น ทำให้เห็นผลชัดขึ้น และทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเงินภาษีที่จ่ายไปไม่สูญเปล่า

ประเด็นค่าอาหาร ผู้ช่วย และบำนาญ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลขงบประมาณ แต่เป็นคำถามเรื่องความรับผิดชอบ ระหว่างสิทธิของผู้แทน กับความรู้สึกของคนจ่ายภาษี

หากสองด้านนี้ยังไม่ไปในทิศทางเดียวกัน ปัญหานี้จะไม่จบที่งบค่าอาหาร หรือจำนวนผู้ช่วย แต่จะขยับไปเป็นคำถามที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ว่าผู้แทนกำลังทำหน้าที่คุ้มค่ากับความไว้วางใจและเงินภาษีของประชาชนหรือไม่

– ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

อ.เดชา จัดหนัก! ซัด โสภณ ไม่รู้สี่ไม่รู้แปด ป้อง หมอวรงค์ ทำเพื่อชาติ-ไม่ได้หิวแสง

อ.เดชา จัดหนัก! ซัด โสภณ ไม่รู้สี่ไม่รู้แปด ป้อง หมอวรงค์ ทำเพื่อชาติ-ไม่ได้หิวแสง

อ.เดชา จัดหนัก! ซัด โสภณ ไม่รู้สี่ไม่รู้แปด ป้อง หมอวรงค์ ทำเพื่อชาติ-ไม่ได้หิวแสง

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.01 น.

18 มีนาคม 2569 อ.เดชา ศิริภัทร หมอพื้นบ้านจังหวัดสุพรรณบุรี ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เจ้าของสูตรน้ำมันกัญชา (ตำรับหมอเดชา) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วันนี้​ คิดจะเขียนถึงเรื่องอื่น​ แต่ได้เห็นคำให้สัมภาษ​ณ์ของ​คุณ​โสภณ​ฯ​ (ภาพด้านซ้าย)

จึงต้องเขียนถึงคุณ​ โสภณ​ฯ​ อีกสักครั้ง​ เพราะรู้สึกว่า​ น่าจะแสดงความเห็นแทนคนไทย

เมื่อคุณ​ โสภณ​ฯ​ ใช้คำว่า​ “ตลก” กับข้อเสนอของคุณหมอ​ วรงค์​ฯ​ เรื่องให้ตัดงบฯ​ อาหาร

จนถูก​ “ทัวร์​ลง” จากประชาชนที่​ “ขำไม่ออก” (ภาพขวาบน)​ ซึ่งคุณ​โสภณ​ฯ​ น่าจะรู้ตัวดี

รวมทั้งมีผู้ออกมาแสดงตัว​ สนับสนุน​คุณ​หมอ​ วรงค์​ฯ​ เช่น​ ประชาคมแพทย์​ (ภาพขวาล่าง)

เมื่อ​ “กระแส” สนับสนุน​คุณ​หมอ​ วรงค์​ฯ​ มาแรงแบบนี้​ การวางตัวหรือคำพูด​ จึงต้องระวัง

คุณ​ โสภณ​ฯ​ น่าจะประเมินได้ว่า​ ​”พลาดไปแล้ว” ที่ใช้คำว่า​ “ตลก” กับคุณ​หมอ​ วรงค์​ฯ

สิ่งที่ควรทำ​ (อย่างยิ่ง)​ เพื่อให้เรื่องเงียบและคนไทยลืมเรื่องนี้​ ก็คือ​ ขอโทษ​ หรือ​ ไม่พูดถึง

แต่​ คุณ​ โสภณ​ฯ​ กลับออกมาพูดถึงคุณ​หมอ​ วรงค์​ฯ​ โดยใช้คำที่​ยิ่งกว่า​ “ตลก” เสียอีก

เช่น​ บอกว่าคุณ​หมอ​ วรงค์​ฯ​ “ไม่รู้​กาละเทศะ”…”หิวแสง”… และ​ “ด้อยค่าบ้านตัวเอง” ฯลฯ

คำพูด​ ที่​คุณ​ โสภณ​ฯ​ นำมา​ “กล่าวหา” คุณ​หมอ​ วรงค์​ฯ​ นั้น​ คนไทยส่วนใหญ่​คงรับไม่ได้

เพราะเห็นว่า​ คุณ​หมอ​ วรงค์​ฯ​ ทำเพื่อรักษา​ประโยชน์​ของประชาชน​จริง ไม่มีข้อสงสัย

การที่คุณ​ โสภณ​ฯ​ ออกมา​ “กล่าวหา” คุณ​หมอ​ วรงค์​ฯ​ แบบนี้​ จึงเป็นเรื่องที่​ ไม่มีใครเชื่อ

ตรงกันข้าม​ คนไทยส่วนใหญ่​ น่าจะ​ “ผิดหวัง” ผรือ “หมดหวัง” กับคุณ​ โสภณ​ฯ​ มากกว่า

คนส่วนใหญ่​ (รวมทั้งผม)​ คงไม่เข้าใจว่า​ ทำไม​คุณ​ โสภณ​ฯ​ จึงแสดงท่าที​ ออกมาแบบนี้

ตอนที่ใช้คำว่า​ ​” ตลก” กับคุณ​หมอ​ วรงค์​ฯ​ ก็ถูก​ “ทัวร์​” ตั้งฉายาให้ว่า​ “ตลกแดก” มาแล้ว

จึงไม่เข้าใจว่า​ เมื่อใช้คำ​ “ตลก” จนถูก​ “ทัวร์​ลง”ขนาดนี้แล้ว​ ทำไมจึงไม่ปรับท่าที​ ให้ดีขึ้น

การออกมา​ “ทำผิด” ซ้ำซาก​ และหนักหนายิ่งกว่าเดิม​ โดยไม่สนใจความรู้สึก​ของใครนั้น

คนที่ทำแบบนี้ได้​ ภาษา​ปัจจุบัน​มีคำเรียก…. ว่า​เป็นคนประเภท​ “ไม่รู้​สี่​ ไม่รู้​แปด”

หากเป็นสมัยก่อน​ เมื่อใครมีพฤติกรรมแบบนี้​ (ทำผิด​ แล้วไม่สำนึก)​ จะเรียกว่า.. “ไม่​ สลด”

ถ้า “มีตำแหน่งใหญ่โต” แต่คนส่วนใหญ่​เห็นว่า..​. คุณสมบัติ​ไม่ถึง​/ไม่คู่ควรกับตำแหน่ง นั้น

คนแบบนี้​ (ที่มีตำแหน่งใหญ่โต)​ คนทั่วไปจะเรียก​ว่า…..”คางคก​ ขึ้นวอ”…อย่างแน่นอน