บวรศักดิ์ ยก ม.161 วรรค 3 เปิดทางด่วน ครม.ชุดใหม่ มีอำนาจเต็มแก้วิกฤตพลังงาน

บวรศักดิ์ ยก ม.161 วรรค 3 เปิดทางด่วน ครม.ชุดใหม่ มีอำนาจเต็มแก้วิกฤตพลังงาน

บวรศักดิ์ ยก ม.161 วรรค 3 เปิดทางด่วน ครม.ชุดใหม่ มีอำนาจเต็มแก้วิกฤตพลังงาน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.56 น.

บวรศักดิ์ ยก ม.161 วรรค 3 รธน.เปิดทางด่วน ครม.ชุดใหม่ มีอำนาจเต็มแก้วิกฤตพลังงาน แม้ยังไม่แถลงโยบาย

เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว. คมนาคม เป็นประธาน ช่วงหนึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ได้แสดงความคิดเห็นไทม์ไลน์การตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยอธิบายเป็น 2 รูปแบบ โดยรูปแบบที่ 1 คือ  รูปแบบปกติ หลังโหวตนายกฯ วันที่ 19 มี.ค. จะมีการนำรายชื่อนายกฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ และหลังจากมีพระบรมโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกฯแล้ว จากนั้นจะมีการตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติผู้ถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี ซึ่งแม้จะเป็นรัฐมนตรีคนเดิมแต่ยังต้องยืนยันคุณสมบัติอีกครั้ง หลังจากนั้นมีการนำรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ ขึ้นทูลเกล้าฯ คาดว่า จะได้ ครม.ชุดใหม่ช่วงวันที่ 10-11 เม.ย. หรืออย่างช้าไม่เกินวันที่ 16 เม.ย.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่รูปแบบที่ 2  นายบวรศักดิ์ อธิบายว่า ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติฉุกเฉินด้านพลังงาน ที่อยู่ในภาวะไม่ปกติ สามารถนำมาตรา 161 วรรค 3 ของรัฐธรรมนูญมาใช้ โดยในการทูลเกล้าฯ  ครม.ชุดใหม่ จะมีการขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อให้ ครม.มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศเพื่อแก้วิกฤติ แม้จะยังไม่มีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาก็ตาม ซึ่งรูปแบบนี้จะทำให้การทำงานของ ครม.ชุดใหม่ มีอำนาจเต็มรวดเร็วขึ้น

แหล่งข่าวจาก ครม. เปิดเผยว่า สำหรับรูปแบบที่ 2 ยังไม่เคยมีการใช้มาก่อน ซึ่งหากดำเนินการจริงถือเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ดี ทั้ง  2 รูปแบบ เป็นเพียง ความเห็นส่วนตัวของ นายบวรศักดิ์ ที่ได้พูดในที่ประชุมครม. เท่านั้น

เทพไทลั่น!โหวตนายกฯ 19 มี.ค. อนุทินนอนมา ถ้าเพื่อไทยไม่เล่นแง่

เทพไทลั่น!โหวตนายกฯ 19 มี.ค. อนุทินนอนมา ถ้าเพื่อไทยไม่เล่นแง่

เทพไทลั่น!โหวตนายกฯ 19 มี.ค. อนุทินนอนมา ถ้าเพื่อไทยไม่เล่นแง่

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.06 น.

18 มีนาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า 19 มี.ค.โหวตอนุทิน เป็นนายกฯชัวร์

เมื่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้มีหนังสือเชิญส.ส.ทั้งหมด ร่วมประชุมเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าจะเป็นไปตามที่คาดหมายกันไว้ คือพรรคภูมิใจไทย จะเสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี และเสียงสนับสนุนไม่แตกต่างจากการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา นายอนุทินคงจะได้รับเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่า 291 เสียง

แต่อย่างไรก็ตาม ได้เห็นท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ เช่น พรรคกล้าธรรม ที่ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค ได้เปรยออกมาว่า ไม่แน่พรรคกล้าธรรมอาจจะส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีด้วย หรือแม้กระทั่งความเห็นของนายอรรถกร ศิริลัทธยากร แกนนำพรรคกล้าธรรม บอกว่ายังสองจิตสองใจว่า จะส่งร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ลงชิงในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้ว่าหลายฝ่ายอาจจะเชื่อว่า เป็นการพูดในลักษณะโยนหินถามทาง หรือพูดหยั่งกระแส หรือพูดเล่น หรือพูดเพื่อกดดันทางการเมืองต่อพรรคภูมิใจไทย

ถ้าหากว่าการตัดสินใจของธรรมนัสเป็นจริง โดยพรรคกล้าธรรม เสนอชื่อร.อ.ธรรมนัส ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพียงคนเดียว ขึ้นชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย จะทำให้ส.ส.พรรคกล้าธรรมโหวตสนับสนุนร.อ.ธรรมนัสกันทั้งพรรค คงไม่มีการแตกแถวไปโหวตให้กับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองอื่น ถ้าเป็นเช่นนี้จริง เป็นโอกาสของพรรคเพื่อไทยเพียงพรรคเดียว ที่ถือแต้มต่อ สามารถกดดันหรือต่อรองกับพรรคภูมิใจไทยได้

เมื่อพรรคภูมิใจไทยเสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าหากพรรคกล้าธรรมเสนอชื่อร.อ.ธรรมนัส ส่วนพรรคประชาชน เสนอชื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกรัฐมนตรีด้วย ทั้งพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาชน ส.ส.ทุกคนของพรรค ก็จะโหวตเลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคตัวเอง และถ้าหากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยเล่นเกม ไม่โหวตให้นายอนุทิน โดยมีท่าทีวางเฉย หรืองดออกเสียง ก็จะทำให้คะแนนที่โหวตให้กับนายอนุทินไม่ถึง 250 เสียง ทำให้นายอนุทินไม่สามารถจะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ถ้าเล่นเกมกันแบบนี้ เกมก็จะพลิก การต่อรองจากเดิมเคยเป็นพรรคภูมิใจไทย จะพลิกเกมมาเป็นพรรคเพื่อไทยได้ถือไพ่เหนือกว่า

แต่อย่างไรก็ตามทั้งหมดก็เป็นการวิเคราะห์ เป็นการจินตนาการ อยู่บนสมมุติฐานที่เป็นไปได้ยาก แต่ถ้าหากว่าการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย ต้องการที่จะพลิกเกม ก็สามารถทำได้ แต่ถ้าหากพรรคเพื่อไทย ยอมศิโรราบต่อพรรคภูมิใจไทย ยอมเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะตั้งเงื่อนไขหรือกติกาอย่างไร ก็ไม่มีโอกาสต่อรองกับเขาได้ ก็เป็นโอกาสของพรรคเพื่อไทย ที่จะตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับเกมการเมืองในขณะนี้ แต่ถ้ายอมเป็นพรรคร่วมรัฐบาล นายอนุทินก็เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน ซึ่งเชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่ครูใหญ่วางเกมไว้

วันที่ 19 มีนาคมนี้ มีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ก็เหมือนกับการเปิดถ้วยแทงไฮโล ไม่มีการพลิกโผ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

สร้างรั้วถาวร ชายแดนไทย-เขมร นำร่องพื้นที่จันทบุรี

สร้างรั้วถาวร  ชายแดนไทย-เขมร  นำร่องพื้นที่จันทบุรี

สร้างรั้วถาวร ชายแดนไทย-เขมร นำร่องพื้นที่จันทบุรี

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองทัพไทยแถลงความคืบหน้าสร้างรั้วถาวรแนวชายแดนไทย-กัมพูชา นำร่องจุดแรก อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เสริมอธิปไตย เน้นสันติภาพและความปลอดภัยชาวบ้านตามแนวชายแดน

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับความมั่นคงตามแนวชายแดน และการแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ทาง พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เร่งผลักดันโครงการก่อสร้างรั้วกั้นพรมแดนถาวร เพื่อจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน และป้องกันการกระทำผิดกฎหมายในทุกรูปแบบ ปัจจุบันโครงการมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีรายละเอียดการดำเนินงานดังนี้ พื้นที่นำร่อง : บริเวณจุดผ่านแดนหลักเขตที่ 52–54 อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ระยะทางดำเนินการรวมประมาณ 1,310 เมตร

สถานะปัจจุบัน ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ได้เข้าดำเนินการสำรวจและเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อความปลอดภัยในพื้นที่เสร็จสิ้นแล้ว หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา โดย พล.อ.ศรายุทธ จันทร์พุ่ม ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้สั่งการให้กำลังพลเข้าปรับสภาพพื้นที่และก่อสร้างถนนเลียบแนวรั้วเสร็จสมบูรณ์ พร้อมสำหรับการก่อสร้างอาคารและรั้วถาวรกำหนดการคาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างรั้วกำแพงถาวรได้ช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 โดยวางเป้าหมายการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 45 วัน

โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวย้ำว่า พื้นที่ดังกล่าวผ่านการประสานงานและตกลงร่วมกันกับฝ่ายกัมพูชาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยฝั่งกัมพูชามีถนนเลียบแนวรั้วที่สอดรับกับฝั่งไทย ซึ่งในอนาคตกองทัพมีแผนที่จะขยายการก่อสร้างเพิ่มเติม ทั้งในรูปแบบรั้วกำแพงถาวร และรั้วอิเล็กทรอนิกส์ ที่ติดตั้งระบบเซ็นเซอร์และกล้องวงจรปิด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าตรวจตลอด 24 ชั่วโมง

“การสร้างรั้วชายแดนครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการสร้างกำแพงทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความอุ่นใจให้กับพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน โดยกองทัพไทยยืนยันที่จะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มขีดความสามารถและพร้อมทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนมีความสงบสุขและปลอดภัยอย่างยั่งยืน”พล.ต.วิทัย กล่าว

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ได้สั่งให้โรงกลั่นน้ำมันเพิ่มกำลังการผลิต โดยบางแห่งมีกำลังการผลิตเกินกว่า 100% เพื่อให้มีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอ สิ่งที่อยากขอร้องประชาชนคือไม่อยากให้แตกตื่นว่าน้ำมันจะหมดจากประเทศไทย เพราะมีปัญหาเพียงแค่การขนส่ง ดังนั้นไม่ควรกักตุนน้ำมันไว้”

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

รบ.ทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมัน ดีเซลอั้นไม่อยู่ สั่งตรึงเพดานไม่เกิน33บาท

รบ.ทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมัน  ดีเซลอั้นไม่อยู่  สั่งตรึงเพดานไม่เกิน33บาท

รบ.ทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมัน ดีเซลอั้นไม่อยู่ สั่งตรึงเพดานไม่เกิน33บาท

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รบ.ทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมัน ดีเซลอั้นไม่อยู่ สั่งตรึงเพดานไม่เกิน33บาท กำชับโรงกลั่นเร่งผลิตเพิ่ม อธิบดี‘กรมธุรกิจพลังงาน’ ขอโทษประชาชนเดือดร้อน ‘ศุภจี’คุมสินค้า95รายการ

รมว.พลังงาน เผยจำใจต้องทยอยขึ้นราคาน้ำมัน ตั้งเพดานดีเซล ไม่เกิน 33 บาท พร้อมสั่งโรงกลั่นผลิตเพิ่มรับมือสงกรานต์ นำเข้าจากแองโกลา-สหรัฐ อีกเพียบ “พิพัฒน์”เปิดทางดึงเงินกองทุนตรึงราคาได้ถึง 4 หมื่นล้าน พร้อมกู้มาโปะในภายหลัง ด้าน“ศุภจี”คุมเข้มสินค้า 95 รายการ ห้ามโขกประชาชน

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 17 มีนาคม2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ ก่อนเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า แน่นอนบอกได้เลยว่า ในวันที่ 18 มี.ค.เราจะมีการขยับราคา ทั้งน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล ซึ่งราคาน้ำมันเบนซินมีการขยับราคามาแล้ว ตั้งแต่ 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนน้ำมันดีเซลจะขยับราคาตั้งแต่เช้าวันที่ 18 มี.ค.นี้ แต่จะขยับกี่สตางค์นั้น โดยจะมีการอั้นราคาไว้ไม่เกินประมาณ 33 บาท

ต่อลิตร นอกจากนี้ จะมีการปรับสูตร โดยเราจะมีน้ำมัน E 10 E 20และ E 85 ซึ่งก็คงเห็นโครงสร้างราคาอยู่แล้วว่าน้ำมันE 10 ราคาจะสูงกว่า อย่างไรก็ตาม ในการผสมน้ำมัน B 100 เราจะมีน้ำมันดีเซล B 7 , B10 และ B20 ซึ่งโครงสร้างราคาจะคล้ายกันกับน้ำมันเบนซิน ซึ่งในส่วนของน้ำมันดีเซลB 20 เราต้องมานั่งดูว่าราคาต้องลบจากราคาน้ำมันB7 กี่บาท ดังนั้นเมื่อโครงสร้างเป็นแบบนี้น้ำมันB20 เราอาจจะส่งให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง รวมถึงภาคการเกษตรตรงนี้ถือเป็นการช่วยภาคส่วนต่างๆ ซึ่งเราประมาณการว่าน้ำมันบี 20 ต้องลบจากน้ำมันB 7 ประมาณ 4-5 บาท

กู้เงินโปะกองทุนน้ำมัน

เมื่อถามต่อว่าในส่วนของกองทุนน้ำมันจะต้องมีการกู้เงินหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า แน่นอนว่ากองทุนน้ำมันปัจจุบันเราติดลบ 12,000 กว่าล้านบาท ตัวเลข ณ วันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งก็มีการพูดคุยกันเมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่าสมา โดยนายกฯ ร่วมประชุมด้วยว่ากองทุนน้ำมันจะใช้เกิน 40,000 ล้านบาทไม่ได้ เราจะต้องหาวิธีการแก้ ถ้าสมมุติว่า นายอนุทิน ได้รับการโหวตเป็นนายกฯในวันที่ 19 มี.ค.นี้ หลังจากนั้นรอโปรดเกล้าฯ และนำเสนอรายชื่อครม.ชุดใหม่ และมีการตรวจสอบประวัติก่อนนำขึ้นทุนเกล้าฯและรอการโปรดเกล้าฯครม.ใหม่ ขั้นตอนจากนั้นจะมีการถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนปฎิบัติหน้าที่และครม.นโยบายต่อรัฐสภา ครม. ชุดใหม่จึงจะทำงานได้ ซึ่งกระทรวงการคลังสามารถเซ็นค้ำประกัน เนื่องจากการกู้เงินในขณะนี้เท่าที่พูดคุยกับธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน เราคงอั้นได้แค่ประมาณ 40,000 ล้านบาท แต่ถ้ามากกว่านั้นก็ต้องให้กระทรวงการคลังค้ำประกัน แต่ถ้ารัฐบาลใหม่มาไม่ทันจริงๆ รัฐบาลชุดปัจจุบัน คงจะต้องทำเรื่องไปขอกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เป็นกรณีพิเศษ ถือเป็นกระบวนการที่สุดวิสัยจริงๆถ้าไม่ทัน ยืนยันน้ำมันไม่ขาดแน่นอน

เอาผิดพวกกักตุนน้ำมัน

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ตอบคำถามถึงเรื่องการกักตุน ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ต้องใช้กฎหมายที่มีอยู่กดดัน เพราะกระบวนการแบบนี้ทำให้ขนส่งเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอ โดยจะไปตรวจสอบดูว่าการกักตุนเกิดจากผู้ประกอบการ หรือ ผู้บริโภค ใครกักตุนนั้นผิดกฎหมาย เพราะเป็นสินค้าควบคุม เอามาขายเกินราคาก็ผิดกฎหมาย และเป็นสิ่งที่อันตราย ต้องระมัดระวัง หากจับได้ก็ต้องเอามาเป็นตัวอย่าง จะใช้กฎหมายขั้นสูงสุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า กองทุนน้ำมันจะอุ้มราคาน้ำมันได้นานแค่ไหน นายประเสริฐ กล่าวว่า ขณะนี้กองทุนติดลบค่อนข้างมาก ประมาณ 10,000 กว่าล้านบาท แต่ที่ผ่านมาเคยติดลบ 100,000 ล้าทบาท อาจจะมีการกู้ ซึ่งอาจจะมีภาษีสรรพสามิตตามมา คิดว่ารัฐบาลน่าจะดำเนินการ ไม่มีทางให้ราคาขึ้นไปตามตลาดโลก

ขอโทษน้ำมันหมดปั้ม

เวลา 11.05น.ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวัน โดย นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ได้ยกมือไหว้ขอโทษประชาชน พร้อมแถลงว่า ตนขอประธานโทษถึงความโกลาหลและอุปสรรคที่เกิดขึ้นหน้าสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ โรงกลั่นน้ำมันประเทศไทยมีทั้งสิ้น 6 โรง มีกำลังการกลั่นในแต่ละวันอยู่ที่ 175 ล้านลิตร โดยนำน้ำมันดิบมากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งจะได้น้ำมันเบนซินอยู่ที่ 32-33 ล้านลิตร น้ำมันดีเซล 75-80ล้านลิตร นํ้ามันเครื่องบินเจ็ต 25 ล้านลิตร นํ้ามันเตา 13 ล้านลิตร และอีกส่วนหนึ่งเป็นแก๊สหุงต้มและแอลพีจี รวม 6-7 ล้านกิโลกรัม

นายสราวุธ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเราได้แก้ปัญหาคอขวดในการจัดส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการ เพราะในเวลาปกติโรงกลั่นจะขายให้ผู้ค้ารายใหญ่ที่เรียกว่าผู้ค้ามาตรา 7 หรือบางครั้งจะส่งให้พ่อค้าคนกลาง ที่เรียกว่าจ๊อบเบอร์ โดยผู้ค้ามาตรา7จะส่งให้สถานีบริการนํ้ามันของตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ประกอบด้วยแบรนด์ต่างๆ และปั๊มอิสระ ขณะเดียวกัน ก็จะส่งให้จ๊อบเบอร์ด้วย แต่หลังเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ การส่งน้ำมันให้จ๊อบเบอร์อาจจะผิดพลาด เพราะบางจุดอาจจะไม่ได้รับนํ้ามัน และโดยปกติ จ๊อบเบอร์จะขนน้ำมันไปให้ภาคอุตสาหกรรม แต่เมื่อขนไปไม่ได้ หลายภาคส่วนก็มาเติมกันที่สถานีบริการ

กระจายย้ำมันโดยเร็ว

นายสราวุธ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว กระทรวงพลังงานได้รับบัญชาจากนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี ประสานกับโรงกลั่นทุกโรง ให้กลั่นอย่างเต็มที่ คอยเฝ้าระวังไม่ให้มีการหยุดผลิต และให้ผู้ค้ามาตรา 7 จัดส่งน้ำมันให้จ๊อบเบอร์ เพื่อช่วยกระจายเชื้อเพลิงไปยังจุดอื่นๆ ที่ไม่ใช่สถานีบริการ ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการประสานขอความอนุเคราะห์จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย รวมถึง กทม.ในการขออนุญาตขยายเวลาจัดส่งน้ำมันเพิ่มขึ้น เพื่อกระจายไปยังสถานีบริการต่างๆ ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานจะร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้ ร่วมกันดูแลไม่ให้เกิดการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามจุดต่างๆ

ต่อท่อจากแองโกลา/สหรัฐ

นายสราวุธ กล่าวว่า ส่วนปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศที่มีในสต๊อกและตามกฏหมายรวมแล้ว 42 วัน และมีน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งเพิ่มมาา 29 วัน โดยเป็นน้ำมันที่ได้เพิ่มเติมจากแองโกลาและสหรัฐอเมริกา อยู่ระหว่างการเดินทางเข้ามาในประเทศ ดังนั้นรวมทั้งทั้งสิ้นแล้ว มีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการไม่น้อยกว่า 101 วัน

สั่งโรงกลั่นผลิตเพิ่ม

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงมาตรการแก้ปัญหาการ ใช้พลังงานในประเทศ โดยย้ำว่าน้ำมันดิบจากต้นทางมีเพียงพอ ซึ่งมีกำลังการ กลั่น 100% เต็มกำลังการผลิต แต่ติดปัญหาอยู่ที่การขนส่ง

ผู้สื่อข่าวถามถึงแผนสำรองการรับมือการใช้พลังงานในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ซึ่งจะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก จะมีแผนอย่างไร นายอรรถพล กล่าวว่า ได้สั่งให้โรงกลั่นน้ำมันเพิ่มกำลังการผลิต โดยบางแห่งมีกำลังการผลิตเกินกว่า 100% เพื่อให้มีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอ

“สิ่งที่อยากขอร้องประชาชนคือไม่อยากให้แตกตื่นว่าน้ำมันจะหมดจากประเทศไทย เพราะมีปัญหาเพียงแค่การขนส่ง ดังนั้นไม่ควรกักตุนน้ำมันไว้”

เจรจาซื้อน้ำมันจากนอก

นายอรรถพล ยังกล่าวถึงขั้นตอนการเจรจาซื้อน้ำมันดิบจากประเทศรัสเซีย โดยชี้แจงว่า การค้าน้ำมันในประเทศไทยเป็นรูปแบบตลาดเสรี ผู้ค้าสามารถเจรจาขอซื้อได้ โดยจะใช้กลไกของ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ที่เป็นผู้ค้าหลักในประเทศ ซึ่งราคาที่ประเทศรัสเซียขายให้นั้น เป็นราคาตามตลาด ไม่ใช่ราคาพิเศษ

นายอรรถพล กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ทางสหรัฐอเมริกา ยกเว้นให้หลายประเทศซื้อขายน้ำมันกับรัสเซียได้ แต่ได้เฉพาะน้ำมันที่บรรจุใส่เรือบรรทุกน้ำมันแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาเป็นการแอบขายแบบไม่ถูกต้อง ขณะนี้จึงมีการประกาศให้ขายได้และมีกำหนดเพียง 30 วัน รวมถึงต้องดูระบบการโอนเงินซื้อขาย ซึ่งยอมรับว่ายังมีความเสี่ยงอยู่ ซึ่งน้ำมันดิบประเทศไทยสามารถหาได้จากแหล่งอื่นอยู่แล้ว อย่างล่าสุดในวันนี้สามารถตกลงซื้อขายได้เพิ่มจากประเทศแองโกลา เกือบ 2 ล้านบาเรล และจากสหรัฐอเมริกากว่า 6 แสนบาร์เรล ดังนั้นจึงขอย้ำว่าต้นทางน้ำมันดิบ และปริมาณการกลั่นมีเพียงพอ

ตรึงค่าไฟงวด 3.88 บาทต่อหน่วย

นายอรรถพล ยังเปิดเผยว่า แนวโน้มสถานการณ์ค่าไฟงวดใหม่ (พ.ค.-ส.ค. 69) ขณะนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล และปัจจัยรอบด้านต่างๆ เพื่อใช้ในการคำนวณค่าไฟงวดใหม่โดยจะปล่อยให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) คิดตามต้นทุนจริงตามกระบวนการของ กกพ.

ซึ่งจะมีการเปิดทำข้อเสนอทางเลือก เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นประกอบการพิจารณา เพื่อประกาศเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในรอบถัดไป หลังจากนั้นรัฐบาลจะเข้าไปพิจารณาอีกครั้ง โดยใช้กลไกลจากหลายภาคส่วนทำให้ค่าไฟฟ้าไม่ปรับขึ้น และไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

ทั้งนี้ค่าไฟงวดปัจจุบันอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย โดยมีการเรียกค่าไฟฟ้าผันผันแปรตามอัตโนมัติ (FT) ที่ 9.72 สตางค์ต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

‘ศุภจี’สั่งคุมราคาสินค้า59รายการ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุม ครม.ถึงการเสนอมาตรการช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤตพลังงานจากการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อให้ที่ประชุมครม.พิจารณาว่า จะพิจารณาทั้งระบบ โดยเฉพาะสินค้า อุปโภคและบริโภค โดยในส่วนที่กระทรวงพาณิชย์ดูแล ถ้าจะขึ้นราคาต้องดูความถูกต้อง ซึ่งมีมาตรการที่ทำร่วมกันเช่นกระทรวงมหาดไทย รวมถึงพาณิชย์จังหวัด พลังงานจังหวัดและพาณิชย์จังหวัดที่จะต้องลงพื้นที่ไปดูแล หากมีสินค้าควบคุมที่มีการขึ้นราคาเกินกว่ากำหนด จะต้องมีมาตรการที่ต้องไปดูแล สามารถชี้เป้าได้เลย ผ่านสายด่วนพาณิชย์1569

“ปัจจุบันสินค้าควบคุมของกระทรวงพาณิชย์มีอยู่ 59 ประเภท เช่น สินค้าบริโภค อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นม สินค้าในกำกับเช่น ราคาน้ำมัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่ผู้กำหนดราคาแต่เป็นหน้าที่ของกระทรวงพลังงาน ได้ประกาศราคาหน้าปั๊ม หน้าโรงกลั่นอยู่ที่เท่าไหร่ กระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปดูแลว่ามีการปรับขึ้นราคาเกินกว่ากำหนดหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดการกักตุน” นางศุภจี กล่าว

จับตาสินค้า6กลุ่มกระทบปชช.

ด้าน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามเฝ้าระวังและกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีโครงสร้างต้นทุนเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันและวัตถุดิบนำเข้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยได้มีการประเมินโครงสร้างต้นทุนสินค้า พบว่ามีสินค้า 6 กลุ่มสำคัญที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและสถานการณ์ด้านการขนส่ง ได้แก่ กลุ่มอาหารสด เช่น ไข่ไก่ เนื้อหมู และเนื้อไก่ กลุ่มสินค้าเกษตรหลัก ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น เช่น กระดาษทิชชู และบรรจุภัณฑ์กระดาษ กลุ่มอาหารกระป๋องโดยเฉพาะปลากระป๋อง กลุ่มเครื่องดื่มและสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น น้ำดื่ม นมบรรจุขวด และน้ำมันพืช กลุ่มวัสดุก่อสร้าง อาทิ ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น สีทาบ้าน ท่อพีวีซี และกระเบื้อง ซึ่งล้วนเป็นสินค้าปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตและระบบเศรษฐกิจ

เปิดทางด่วนครม.มีอำนาจเต็ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม ครม. ช่วงหนึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ได้แสดงความคิดเห็นไทม์ไลน์การตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยอธิบายเป็น 2 รูปแบบ โดยรูปแบบที่ 1 คือ รูปแบบปกติ หลังโหวตนายกฯ วันที่ 19 มี.ค. จะมีการนำรายชื่อนายกฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ และหลังจากมีพระบรมโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกฯแล้ว จากนั้นจะมีการตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติผู้ถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี ซึ่งแม้จะเป็นรัฐมนตรีคนเดิมแต่ยังต้องยืนยันคุณสมบัติอีกครั้ง หลังจากนั้นมีการนำรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ ขึ้นทูลเกล้าฯ คาดว่า จะได้ ครม.ชุดใหม่ช่วงวันที่ 10-11 เม.ย. หรืออย่างช้าไม่เกินวันที่ 16 เม.ย.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่รูปแบบที่ 2 นายบวรศักดิ์ อธิบายว่า ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติฉุกเฉินด้านพลังงาน ที่อยู่ในภาวะไม่ปกติ สามารถนำมาตรา 161 วรรค 3 ของรัฐธรรมนูญมาใช้ โดยในการทูลเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่ จะมีการขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อให้ ครม.มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศเพื่อแก้วิกฤติ แม้จะยังไม่มีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาก็ตาม ซึ่งรูปแบบนี้จะทำให้การทำงานของ ครม.ชุดใหม่ มีอำนาจเต็มรวดเร็วขึ้น

แหล่งข่าวจาก ครม. เปิดเผยว่า สำหรับรูปแบบที่ 2 ยังไม่เคยมีการใช้มาก่อน ซึ่งหากดำเนินการจริงถือเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ดี ทั้ง 2 รูปแบบ เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของ นายบวรศักดิ์ ที่ได้พูดในที่ประชุมครม. เท่านั้น

“พิพัฒน์”ถก ศบก.

เมื่อเวลา 16.10น.ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว. คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เป็นประธานการประชุม ศบก. โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว. พลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดย นายพิพัฒน์ แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบว่า จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของโลก โดยเฉพาะประเด็นการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมัน หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อต่อไป ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจ ทั้งระดับโลกและประเทศไทย และขอให้ทุกฝ่ายทำความเข้าใจกับประชาชน

ทะยอยขึ้นราคาน้ำมัน

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันในปัจจุบันที่จะต้องมีการขยับเพดานราคาน้ำมันขึ้นเป็น 33 บาทต่อลิตรนั้น ยืนยันว่าจะไม่ใช่การขยับราคาขึ้นไปทีเดียว แต่จะเป็นการทยอยขึ้นเพื่อไม่ให้ราคากระชากเกินไปเพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับพี่น้องประชาชน ทั้งนี้การตั้งเพดานราคาน้ำมันที่ 33 บาทต่อลิตร หากติดตามเรื่องราคาขายปลีก ประเทศมาเลเซีย จะพบว่าที่ผ่านมาราคาต่ำกว่าประเทศไทยมาโดยตลอด แต่เนื่องจากสถานการณ์ทำให้มาเลเซียได้ปรับขึ้นราคาไปแล้ว ทำให้ราคาขายปลีกปัจจุบันของมาเลเซียอยู่ที่ประมาณ 32 บาทกว่า เกือบ 33 บาทแล้ว เพราะฉะนั้นเพดานที่ประเทศไทยกำหนดขึ้นครั้งนี้ ก็ใกล้เคียงกับราคาขายปลีกปัจจุบันของมาเลเซีย

“ช่วงที่ผ่านมากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็ได้ทำหน้าที่ไปแล้ว แต่ก็ต้องเรียนว่าการขยับเพดานขึ้นไปกองทุนน้ำมันก็ยังทำหน้าที่ในการดูแลอยู่ในบางส่วน และเพดานที่จะกำหนดออกมาจะต้องมีการหารือกันและประกาศอีกที ซึ่งจะอยู่ประมาณ 33 บาทต่อลิตร สำหรับน้ำมันดีเซล แต่ต้องขอย้ำว่าไม่ใช่จะปรับขึ้นไปทีเดียว 3 บาท แต่เป็นการทยอยปรับเพื่อไม่ให้การขึ้นราคามันกระชากขึ้นไป และก็มีผลกระทบกับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นขอความร่วมมือ อย่าแตกตื่นและกักตุน เพราะตอนนี้ยอดขายเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า แต่ปัญหาที่น้ำมันไม่เพียงพอ เกิดจากปัญหาของการขนส่งน้ำมันที่ทำรอบไม่พอ ยืนยันว่าของมีแต่ปัญหาเรื่องการขนส่งเป็นคอขวดจริง ๆ เพราะเราไม่สามารถใช้รถประเภทอื่นมาขนส่งน้ำมันได้ ด้วยเรื่องความปลอดภัย”นายอรรถพล กล่าว

เปิดทางรถขนส่งน้ำมัน

นายอรรถพล กล่าวว่า จำนวนรถน้ำมันมีอยู่ประมาณหนึ่งและพร้อมที่จะรองรับปริมาณความต้องการในช่วงปกติ แต่ในช่วงที่ผิดปกติต้องพยายามขนส่งให้มากขึ้น ล่าสุดจึงได้ขอความร่วมมือไปที่กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย ทางตำรวจ และทางกรุงเทพมหานคร(กทม.) ในการขยายเวลารถบรรทุกน้ำมันให้วิ่งได้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมายังติดเรื่องเวลา โดยจะขอขยายเวลาเฉพาะรถน้ำมัน และหวังว่าจะสามารถคลี่คลายปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องขอความร่วมมือเรื่องการกักตุน เพราะต้นทางมีเพียงพอหากประชาชนมีความสบายใจและก็ช่วยกันกลับไปเติมน้ำมันในปริมาณปกติที่ตัวเองเคยเติมอยู่ สถานการณ์มันก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

อั้นไม่ไหว!ขยับดีเซล50สต./ลิตร

 ช่วงเย็นวันเดียวกัน นายอรรถพล  ฤกษ์พิบูลย์   รมว.พลังงาน  แถลงหลังประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า  จากวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้หลายประเทศทั่วโลกต้องทยอยปรับขึ้นราคาขายปลีกในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน ไทยเป็นประเทศที่ปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินน้อยที่สุด และเป็นประเทศเดียวที่ยังตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้เท่าเดิมตั้งแต่ก่อนเกิดสถานการณ์เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน  ซึ่งการอุดหนุนราคาดังกล่าวกระทบฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ปัจจุบันกองทุนฯ ต้องแบกรับภาระและติดลบไปแล้วถึง 16,500 ล้านบาท ดังนั้น กระทรวงพลังงานจึงจำเป็นต้องพิจารณาปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล กำหนดเพดานไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร  จะทยอยปรับขึ้นครั้งละ 50 สตางค์ต่อลิตร เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18  มีนาคมเป็นต้นไป  

ปรับขึ้นโซฮอล์1บ.จูงใจในอี20

นอกจากนี้ จะปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ทุกชนิดในอัตราลิตรละ 1 บาท และปรับลดราคาน้ำมัน  E20  ประมาณลิตรละ 79 สตางค์ ส่งผลให้ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ กับ  E20  มีส่วนต่าง 5 บาทต่อลิตร ซึ่งการปรับราคาครั้งนี้ก็เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาเติม  E20  มากขึ้น  เนื่องจาก E20 เป็นน้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอล ซึ่งผลิตได้เองภายในประเทศ จะทำให้ลดสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบที่มีราคาแพงจากต่างประเทศ และจะทำให้ปริมาณสำรองน้ำมันภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น

นายอรรถพลกล่าวว่า  รวมทั้งเตรียมแผนที่จะเพิ่มการใช้ไบโอดีเซลเป็นทางเลือก ซึ่งจะมีราคาถูกลง ได้แก่  น้ำมันดีเซล B10 สำหรับรถยนต์ทั่วไป (คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 1 เดือน) และ B20 สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ (คาดว่าจะใช้เวลาเริ่มในระยะแรกภายใน 1 สัปดาห์) ส่วนปัญหาสถานีบริการขาดแคลนน้ำมันนั้น กระทรวงพลังงาน ได้เร่งให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มจำนวนรถขนส่งน้ำมัน เพิ่มรอบการวิ่ง และสั่งการให้เปิดคลังน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเร่งกระจายน้ำมันเข้าสู่ปั๊มต่างๆ ให้รวดเร็ว เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด

“กระทรวงพลังงาน ขอให้ประชาชนเข้าใจวิกฤตราคาพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลกเวลานี้  จึงจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 50 สตางค์ต่อลิตร มีผลวันพรุ่งนี้ (18 มีนาคม69)  และกำหนดเพดานราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร รวมทั้งได้เพิ่มส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันแก๊สโซฮอล์และ E20 จำนวน 5 บาทต่อลิตร เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ E20 ให้มากขึ้น” นายอรรถพล กล่าว

1ต.ค.เฮยกแผง ขึ้นเงินเดือนทีมงานสส.

1ต.ค.เฮยกแผง  ขึ้นเงินเดือนทีมงานสส.

1ต.ค.เฮยกแผง ขึ้นเงินเดือนทีมงานสส.

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เลขาธิการครม.เผยยังไม่มีส่งชื่อรมต.เหตุสภายังไม่โหวตนายกฯย้ำขั้นตอนตรวจคุณสมบัติตามเดิมชี้มีเรื่องอยู่ในชั้นป.ป.ช.ยังเป็นรมต.ได้ เหตุยังไม่ถูกตัดสินความผิด ป้องถูกกลั่นแกล้ง“ปธ.สภาฯ”แจงดราม่าตลก “หมอวรงค์” ชงตัดงบอาหารสส.ชี้แค่เสนอไม่ถูกกาลเทศะ โยนสมาชิกเห็นอย่างไรก็เอาตามนั้น“ภัณฑิลปชน.”ลั่นเคยเสนออาหารสส.ชี้ยังจำเป็นควรปรับให้เหมาะสม แนะใช้‘การ์ด’จำกัดวงเงินแทน“สว.เปรมศักดิ์”โต้“หมอวรงค์”ปมสวัสดิการสส.-สว.ยังคลาดเคลื่อน ยันบำนาญไม่ได้ตลอดชีวิตเหมือนขรก.

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569ที่ทำเนียบรัฐบาล นางณัฐฎ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี ในรัฐบาลอนุทิน 2 ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการส่งชื่อทั้งสิ้น เพราะขณะนี้ยังไม่มีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งขั้นตอนการตรวจสอบนั้นยังคงเหมือนเดิมเมื่อถามว่า หากมีชื่อถูกร้องเรียนอยู่ในองค์กรอิสระ จะเป็นรัฐมนตรีได้หรือไม่ เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นางณัฐฎ์จารี กล่าวว่า ต้องดูทั้งหมด

ชี้มีเรื่องในชั้นป.ป.ช.ยังเป็นรมต.ได้

เมื่อถามย้ำว่าหากอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบขององค์กรอิสระ เป็นรัฐมนตรีได้หรือไม่ เลขาธิการ ครม.กล่าวว่า เรื่องนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยให้ความเห็นว่า เขายังไม่ได้ถูกตัดสินว่ามีความผิด ซึ่งบางครั้งอาจจะเกิดจากการร้องเรียน เพื่อกลั่นแกล้งกัน เพราะฉะนั้นต้องดูให้รอบคอบ ไม่ใช่ว่ามีเรื่องร้องเรียนไปที่ ป.ป.ช.แล้วเป็นไม่ได้เลย มันก็ไม่ใช่

“โสภณ”แจงงบอาหารสส.ปัดเรื่องตลก

ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรกล่าวชี้แจงกรณีที่นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อหัวหน้าพรรคไทยภักดีเสนอให้ตัดงบเลี้ยงอาหารสส.ในสภาฯเป็นเรื่องตลกจนทำให้เกิดกระแสดราม่าว่าสิ่งที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่16มี.คไม่ได้หมายถึงเนื้อหาการตัดงบอาหาร สส.เป็นเรื่องตลก แต่พูดถึงการมาเสนอเรื่องดังกล่าวในเวลาที่ไม่ถูกกาลเทศะไม่เหมาะสมกรณีการตัดงบอาหารสส.พูดมานานแล้วแต่ไม่เคยได้แก้ไขเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับสมาชิกจะเห็นอย่างไรก็เอาตามนั้น เรื่องงบอาหารสส.ไม่ได้มาแก้ข่าว แต่มาขยายความตามข้อเท็จจริงในยุคตนต้องได้รับการแก้ไขด้วยเหตุผลความเหมาะสม สิ่งใดที่ประชาชนไม่ชอบ เบื่อ อย่าทำ มิเช่นนั้นจะสร้างศรัทธาไม่ได้ การทำงานต้องสามัคคีประเทศไทยไม่สามารถใช้ฮีโร่มาแก้ปัญหาได้ นอกจากความร่วมมือของคนในชาติเรื่องใดทำให้สภาไม่สง่างามต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมไม่ใช้วาทกรรม แต่อยู่ที่การกระทำ

งบอาหารสส.ถ้าไม่เหมาะสมยกเลิกได้

“ขอเวลาเล็กน้อยจะไม่ทำงานแบบไมค์จ่อปากแต่จะใช้เวทีอธิบายให้ประชาชนรับรู้ เรื่องงบอาหารสส.ยกเลิกได้ ถ้าไม่เหมาะสม เรื่องงบอาหารเป็นเรื่องที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรของบจัดเป็นสวัสดิการ หากจะแก้ไขคงไม่ถึงขั้นตั้งเป็นคณะกรรมาธิการมาพิจารณา อะไรที่ผมตัดสินใจได้จะตัดสินใจเอง พร้อมรับฟังความเห็นของผู้ร่วมงานอย่างมีเหตุผล”ประธานสภาฯ กล่าว

นายโสภณ กล่าวอีกว่า เหมือนกับจะใช้ทหารไปรบ ทหารบอกขาดอาวุธ แต่แม่ทัพบอกพอแล้วๆ ดังนั้นจะรบชนะอย่างไร เรื่องนี้ต้องพิจารณา โดยเป็นเรื่องสวัสดิการ ที่ยุคนี้เป็นยุคข้าวยากหมากแพง สวัสดิการไหนควรลดหรือคงอยู่ หรือ เดือดร้อน เป็นอุปสรรคของการทำงานต้องแก้ไข ต้องรอพิจารณา ไม่ใช่วิจารณ์โดยไม่รู้ข้อเท็จจริง ไม่รู้ความตั้งใจของคนทำงาน

ยืนกรานนิ้วไหนไม่ดีก็ตัดทิ้ง

นายโสภณกล่าวด้วยว่าเสียงวิจารณ์นักการเมืองต่างๆทำให้คนเบื่อการเมืองคนที่สนใจการเมืองจึงไม่อยากเข้ามา ดังนั้นนิ้วไหนไม่ดีก็ตัดทิ้ง ไม่ใช่ฆ่าหนูต้องเผาบ้าน ต้องจับหนู อยากเห็นสังคมมีเหตุผลในการวิจารณ์ ที่ผ่านมาเน้นแต่พูดเอาความรู้สึก เพื่อให้ได้คะแนนนิยม แต่ปฏิบัติไม่ได้ ภาพเหล่านี้ทำให้ฉุดศรัทธา ประชาชนไม่เชื่อมั่น ถ้าอยากเห็นประชาธิปไตยเดินอย่างสง่างาม สภาฯต้องเป็นตัวอย่างในฐานะเป็นที่อยู่ของคนมีคุณธรรม เมื่อถามถึงการโหวตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 19มี.ค.นี้ นายโสภณกล่าวว่า เชื่อว่าจะไม่เกิดความวุ่นวาย และไม่กังวลการเล่นเกมล่มองค์ประชุม ยืนยันว่า ไม่หนักใจการทำหน้าที่ประธานสภาฯ จะปฏิบัติตัวตามข้อบังคับ

ภัณฑิลปชน.โวเคยเสนอปมอาหารสส.

นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงกรณีงบประมาณอาหารสส. ผู้ช่วย สส. และกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาว่าในสมัยที่ผ่านมาตนก็ได้อภิปรายเรื่องนี้หลายวาระ เรื่องค่าอาหารของ สส.และสว. เพราะงบประมาณส่วนนี้เป็นเงินภาษีของประชาชนทั้งนั้น ส่วนเรื่องค่าตอบแทนที่มีการวิจารณ์ว่าเงินเดือนเป็นแสนแล้วจะมากินข้าวฟรีอีกหรือซึ่งวานนี้(16มี.ค.)นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่พึ่งรับตำแหน่ง ก็บอกว่ามีเรื่องนี้มานานแล้ว การกินอาหารระหว่างประชุมในสมัยประชุมเป็นเรื่องปกติ ตนอยากให้มองว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ประเทศอื่นเขาทำกันอย่างไร เงินเดือนหลักแสนได้สัดส่วนหรือไม่ที่จำเป็นจะต้องมาออกค่าอาหาร หรือเป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการ

ชี้ยังจำเป็นควรปรับให้เหมาะสม

นายภัณฑิลกล่าวว่าถ้าเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำหรือค่าครองชีพต่อเดือน 15,000-20,000 บาท เมื่อเทียบกับเงินเดือน 100,000 บาท มากกว่าถึง 7เท่าซึ่งประชาชนมองว่า สส.ได้เงินเยอะ แต่อย่าลืมว่ากว่าจะเข้ามาทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรถ้าเป็นการเมืองแบบสมัยดั้งเดิม มีการลงทุนเยอะมากใช้เงินเยอะมาก ค่าภาษีสังคมก็เยอะมากหลายคนยังแซวว่าคุ้มหรือมาเป็นสส. เพราะต้องลงทุนค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งเพดานอยู่ที่ 1.9 ล้านบาท กี่เดือนกี่ปีถึงจะคุ้ม กับเงินที่ลงทุนไป จึงเป็นคำถามชวนคิดว่าอาชีพนี้จริง ๆ แล้วอยากได้บุคลากรทางการเมืองเป็นคนธรรมดาทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนมีเงินหรือทุน หรือเสี่ยงต่อการเข้ามาหาผลประโยชน์ เพราะไม่สนใจเงินเดือน 100,000 บาท

“ความจริงอาชีพนี้ก็อยากจะเปิดกว้าง แต่คนก็ไม่อยากเข้ามาทำเพราะเป็นอาชีพเฉพาะมีระยะเวลาที่จำกัด ไม่มีความแน่นอนซึ่งอาชีพนี้มีความเสี่ยงไม่ใช่แค่เชิงกฎหมาย แต่ความมั่นคงในอาชีพการงานก็ไม่มี และความคาดหวังจากประชาชนค่อนข้างสูง ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นข้อถกเถียงกันได้ว่าเงินเดือนเยอะไปหรือไม่ ค่าอาหารกลางวันงบต่อหัวหลักพันคุ้มหรือไม่ และยังมีปัญหาเหลือทิ้งจำนวนมาก จึงควรหาจุดที่พอดี เพราะบางครั้งการประชุมไม่ใช่เสร็จแค่ 1 หรือ 2 ชั่วโมง แต่บางครั้งประชุมเป็นวัน อาหารของว่างเครื่องดื่มก็ยังจำเป็นอยู่ ตัดออกทั้งหมดก็คงไม่สมเหตุสมผล”นายภัณฑิล กล่าว

แนะใช้‘บัตรเติมเงิน’จำกัดวงเงินแทน

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่าสำหรับ สส.ที่ประชุมทั้งวันอย่างต่อเนื่อง และมีการจัดสรรสวัสดิการให้อยู่ใกล้กับสมาชิกเพื่อความสะดวก คนก็มีการวิจารณ์ว่าจะกินอะไรกันขนาดไหน จะกินกันตลอดเวลาเลยหรือ เรื่องนี้ความสำคัญมันก็มี คนมันต้องกินแต่ก็ตั้งคำถามว่าเท่าไหร่ถึงเหมาะสม ตนเคยเสนอในงบประมาณปี 69 ให้ทำเป็นบัตรเติมเงินกินภายในงบที่ให้ในแต่ละวัน และไม่สามารถโอนย้ายถ่ายเทเข้ากระเป๋าตัวเองได้ ะเมื่อเป็นระบบการ์ดก็จะสามารถคำนวณความต้องการรายวันได้ดีกว่า ไม่ใช่จะต้องจัดลายบุฟเฟ่ต์ อาหารจีน ไทย ญี่ปุ่น นานาชาติจำนวนเยอะเหมือนจะเป็นความปรารถนาดีแต่พวกเรากินกันไม่ไหว มีแค่ 500คนจะกินกันสักเท่าไหร่ ดังนั้นไม่ใช่การตัดทั้งหมดแต่ควรจะประหยัดและประหยัดอย่างไรเพื่อให้ได้สัดส่วนและผลตอบแทนและมีความเกรงใจประชาชนที่เป็นคนจ่ายภาษี ซึ่งเป็นเงินเดือนของพวกเรา

ชี้ผู้ช่วยสส.ควรมีตัวชี้วัด ป้องข้อครหา

นายภัณฑิลกล่าวถึงประเด็นผู้ช่วย สส. 8 คนที่จะมีการปรับขึ้นเงินเดือนในปีงบประมาณนี้ จนถูกวิพากษ์วิจารณ์สส.มีผู้ช่วยทำไมถึง 8 คนว่าในปัจจุบัน มีผู้ช่วยสส.ทำงานด้านต่างๆให้กับสส.และยังมีAIหรือแชตGPT สรุปรายงาน ซึ่งในต่างประเทศให้เป็นวงเงิน สส. ไปบริหารจัดการบุคคล มีภารกิจและตัวชี้วัดชัดเจนแต่ของเรามีปัญหาเมื่อให้ผู้ช่วยสส.ไป 8 คนแล้วไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนซึ่งคนเหล่านี้ก็ไม่มีความมั่นคงในหน้าที่การงานเช่นเดียวกัน เพราะเป็นงานชั่วคราว ซึ่งยังมีข้อครหาเรื่องการเอาญาติพี่น้องมาเป็นผู้ช่วย สส. ทำให้เกิดภาพจำที่ไม่ดีกับนักการเมือง เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน เอาญาติพี่น้องมาใส่ชื่อและรับเงินเอง เรื่องนี้ปัญหาไม่ใช่จำนวน แต่มีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ตรงไปตรงมาจึงอยากเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้และต้องมีตัวชี้วัด ที่เห็นได้ชัดและตรวจสอบได้

กองทุนบำนาญต้องปรับลดภาระหลวง

นายภัณฑิล กล่าวว่าส่วนเรื่องกองทุนเป็นหลักของการสมทบ เงินเดือน100,000 บาท หักเข้ากองทุน3,500 บาทและสุดท้ายนำมาจ่ายเป็นบำเหน็จหรือบำนาญในช่วงเกษียณนี่คือสวัสดิการเพื่อสร้างเครือข่ายรองรับให้เกิดความมั่นคง ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องความไม่ยั่งยืนของกองทุน จำนวนสมาชิกเยอะขึ้น เงินที่เข้าไปอุดหนุนจากภาษีประชาชน 7-8ร้อยล้าน เงินที่สมาชิกสมทบ 30ล้านบาท สัดส่วนคือ 1 ต่อ 20 ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เกิดข้อครหาว่ากองทุนนี้ไม่ยั่งยืนและไม่รู้เมื่อไหร่กองทุนจะล้ม และผลตอบแทนจากการลงทุนแทบไม่มี ไม่สามารถเลี้ยงกองทุนได้รายได้ไม่พอก็ต้องเอาเงินหลวงเข้าไปเติมทุกปีดังนั้นจึงต้องหาสูตรในการคำนวณว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้กองทุนนี้มีความยั่งยืน ที่รัฐอุดหนุนและเราออมเองได้สัดส่วนมากกว่านี้ อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

หมอเปรมโต้บำนาญสส.ไม่ได้ตลอดชีวิต

ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.)กล่าวถึงกรณีที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี เสนอให้ทบทวนสวัสดิการของ สส.และสว.ว่าเป็นข้อเสนอที่น่ารับฟัง แต่ขณะนี้มีคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรและของวุฒิสภาที่กำลังดำเนินการเรื่องดังกล่าวอยู่แล้วดังนั้นควรให้คณะกรรมาธิการของทั้งสองสภาพิจารณาร่วมกันเป็นลำดับแรกส่วนตัวมองว่าความเห็นของนพ.วรงค์มีทั้งส่วนที่ถูกต้องและส่วนที่คลาดเคลื่อนโดยเฉพาะประเด็นเรื่องบำเหน็จบำนาญไม่ได้รับตลอดชีวิตเหมือนข้าราชการ ตนเองเป็นผู้แทนมา12ปีได้รับเงินบำเหน็จบำนาญเพียงเดือนละ14,000บาทและได้รับเพียง10ปีเท่านั้น ไม่ได้รับตลอดชีวิต

“ขออย่ามองว่าสมาชิกรัฐสภาต้องเป็นเศรษฐี มีเงินเป็นพันล้านหมื่นล้าน เพราะเป็นกรณีของสมาชิกรุ่นหลังที่มีกระแสการเมือง เราไม่ต้องการสมาชิกรัฐสภาที่มาจากมหาเศรษฐีเพียงอย่างเดียว ควรจะมาจากคนระดับธรรมดาก็เป็นได้ ต้องมองให้รอบด้าน” นพ.เปรมศักดิ์กล่าว

ยันอาหารเลี้ยงสภาไม่ได้ฟุ่มเฟือย

นพ.เปรมศักดิ์กล่าวว่าค่าใช้จ่ายของสมาชิกรัฐสภาโดยเฉพาะการจัดเลี้ยงอาหารในสภา ไม่ได้ฟุ่มเฟือย แต่ควรมีการตรวจสอบเชิงลึกว่ามีค่าใช้จ่ายต่อหัวเท่าไรเพื่อให้เกิดความเหมาะสมมากยิ่งขึ้นเพราะรายจ่ายของสมาชิกรัฐสภามีจำนวนมาก โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายทางสังคม เช่น การร่วมงานบุญ งานกุศลหรือประเพณีต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยชาวบ้านมักเชิญไปร่วมงานและถือเป็นธรรมเนียมที่ต้องช่วยเหลือซึ่งเป็นต้นทุนที่ไม่มีใครพูดถึง ขณะที่รายรับของ สส.และ สว.อยู่ที่ประมาณ1แสนบาทเศษ ซึ่งมองว่าไม่ได้มากและบางครั้งไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลงานบุญ เช่น งานกฐิน ผ้าป่า หรือบุญบั้งไฟ

ไม่ขัดเสียงส่วนใหญ่ให้ปรับสวัสดิการ

“บางครั้งผมก็ไปกินข้าวแกงข้างถนนก็ได้ แต่ถ้ามีประชุมต่อเนื่อง การออกไปข้างนอก แล้วกลับเข้ามาอีกจะเสียเวลาในการประชุม นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ต้องพิจารณา”นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว และว่าตนไม่ได้ขัดข้อง หากเสียงส่วนใหญ่จะเห็นว่าควรปรับปรุงสวัสดิการ เพราะตำแหน่งทางการเมือง ไม่ใช่สิ่งถาวร แต่เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตโดยตนเองก็เคยสอบตกและกลับไปเป็นประชาชนธรรมดา

ระเบียบรัฐสภาใหม่ปรับขึ้นค่าตอบแทน

จากกรณีนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดีได้ลุกขึ้นหารือต่อประธานชั่วคราวในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา ถึงปัญหาที่ประชาชนกังวลใจและฝากมา 3ประเด็น 1.ประชาชนไม่สบายใจสส.มีเงินเดือนกว่า 1แสนบาท ต้องเอาภาษีประชาชนมาเลี้ยงอาหารกลางวัน สส.ทำไมสส.ไม่ซื้ออาหารกินเอง2.การใช้จ่ายงบฯฟุ่มเฟือยไปกับตำแหน่งผู้ช่วย สส.ที่มีถึง8คนและเพิ่มเงินเดือนเป็น1.8หมื่นบาท ควรลดเหลือผู้ช่วย สส.3คนจะประหยัดงบฯ ได้ถึงปีละ 540ล้านบาท และ3.เสนอให้มีการยกเลิกกองทุนบำนาญของ สส.เพื่อให้เกิดความประหยัดและโปร่งใสในการใช้งบประมาณแผ่นดินนั้น

ล่าสุด”แนวหน้าออนไลน์”ได้ค้นหาข้อมูลย้อนหลัง พบว่าเมื่อเดือนเมษายน2568เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ระเบียบรัฐสภาฉบับใหม่ ปรับเพิ่มอัตราค่าตอบแทนให้กับกลุ่ม”ขุนพลข้างกาย”ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.)และสมาชิกวุฒิสภา(สว.)รวมถึงคณะกรรมาธิการต่างๆโดยเป็นการปรับฐานเงินเดือนครั้งสำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันซึ่งจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่1ตุลาคม2569 เป็นต้นไป

เปิดค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.และสว.

สำหรับตำแหน่งที่ได้รับการปรับอัตราค่าตอบแทน มีรายละเอียด ดังนี้ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 1 อัตรา ให้ได้รับค่าตอบแทน 28,800 บาทต่อเดือน จากเดิม 24,000 บาทต่อเดือน, ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 1 อัตรา ให้ได้รับค่าตอบแทน 28,800 บาทต่อเดือน จากเดิม 24,000 บาทต่อเดือน, ผู้ชำนาญการประจำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 2 อัตรา ให้ได้รับค่าตอบแทนในอัตราเดือนละ 18,000 บาท จากเดิม 15,000 บาทต่อเดือน, ผู้ชำนาญการประจำตัวสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 2 อัตรา ให้ได้รับค่าตอบแทนในอัตราเดือนละ 18,000 บาท จากเดิม 15,000 บาทต่อเดือน,ผู้ช่วยดำเนินงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 5 อัตรา ให้ได้รับค่าตอบแทนอัตราเดือนละ 18,000 บาท จากเดิม 15,000 บาทต่อเดือน, ผู้ช่วยดำเนินงานของสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 5 อัตรา ให้ได้รับค่าตอบแทนอัตราเดือนละ 18,000 บาท จากเดิม 15,000 บาทต่อเดือน

ที่ปรึกษา-นักวิชาการรับแตะ2หมื่น

ที่ปรึกษา ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 24,000 บาท จากเดิม 20,000 บาทต่อเดือน,นักวิชาการ ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 21,600 บาท จากเดิม 18,000 บาทต่อเดือน , เลขานุการ ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 18,000 บาท จากเดิม 15,000 บาทต่อเดือน,ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 12,000 บาท จากเดิม 10,000 บาทต่อเดือน, ผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการ ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 10,800 บาท จากเดิม 9,000 บาทต่อเดือน, นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการ ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 9,600 บาท จากเดิม 8,000 บาทต่อเดือน, เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 7,200 บาท จากเดิม 6,000 บาทต่อเดือน,ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ (กรณีเป็นข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่น พนักงานรัฐวิสาหกิจ) ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 9,000 บาท จากเดิม 7,500 บาทต่อเดือน,ผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการ (กรณีเป็นข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่น พนักงานรัฐวิสาหกิจ) ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 7,800 บาท จากเดิม 6,500 บาทต่อเดือน,นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการ (กรณีเป็นข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่น พนักงานรัฐวิสาหกิจ) ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 7,200 บาท จากเดิม 6,000 บาทต่อเดือน, เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ (กรณีเป็นข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่น พนักงานรัฐวิสาหกิจ) ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 5,400 บาท จากเดิม 4,500 บาทต่อเดือน

ราชกิจจาฯ ประกาศ เลื่อน อรรถวิชช์ เป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์ รวมไทยสร้างชาติ แทน พีระพันธุ์ ที่ลาออก

ราชกิจจาฯ ประกาศ เลื่อน อรรถวิชช์ เป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์ รวมไทยสร้างชาติ แทน พีระพันธุ์ ที่ลาออก

ราชกิจจาฯ ประกาศ เลื่อน อรรถวิชช์ เป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์ รวมไทยสร้างชาติ แทน พีระพันธุ์ ที่ลาออก

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.36 น.

ราชกิจจาฯ ประกาศ เลื่อน อรรถวิชช์ เป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์ รวมไทยสร้างชาติ แทน พีระพันธุ์ ที่ลาออก

เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ให้ผู้มีชื่ออยู่ในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง เลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง

ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ลงวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งได้ประกาศให้ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรครวมไทยสร้างชาติ ลำดับที่ 1 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นั้น

บัดนี้ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้มีหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นเหตุให้สมาชิกภาพของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สิ้นสุดลง ตามมาตรา 101 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 105 (2) ของรัฐธรรรรมนูญแห่ราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 จึงประกาศให้ผู้มีชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรครวมไทยสร้างชาติ เลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทน ดังนี้

รวมไทยสร้างชาติ จำนวน 1 คน นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ประกาศ ณ วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2569

ตลกไม่ออก! เอ็ดดี้ ขยี้ปมประธานสภาใหม่ พรรคภูมิใจไทยไปขุดใครมา

ตลกไม่ออก! เอ็ดดี้ ขยี้ปมประธานสภาใหม่ พรรคภูมิใจไทยไปขุดใครมา

ตลกไม่ออก! เอ็ดดี้ ขยี้ปมประธานสภาใหม่ พรรคภูมิใจไทยไปขุดใครมา

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.21 น.

วันที่ 17 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ตลกไม่ออก! พรรคภูมิใจไทยไปขุดใครมาเป็นประธานสภา?

ชำแหละวาทกรรมประธานสภา เมื่อ “กาลเทศะ” สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจประชาชนท่ามกลางสถานการณ์ที่ผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติเองก็ออกปากยอมรับว่าเป็นยุค “ข้าวยากหมากแพง” ประเด็นการ

เสนอทบทวนงบประมาณเลี้ยงอาหารกลางวัน ส.ส. กลับถูกตอบกลับด้วยคำว่า “ตลก” และ “ผิดกาลเทศะ” 

ท่าทีของนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ไม่เพียงแต่สร้างแรงกระเพื่อมในโลกออนไลน์ แต่ยังทิ้งคำถามตัวโตๆ ถึงวิสัยทัศน์และความเข้าอกเข้าใจ ที่สภาอันทรงเกียรติพึงมีต่อประชาชนผู้จ่ายภาษี

หากเราถอดรหัสจากบทสัมภาษณ์ล่าสุด จะพบว่าวาทกรรมที่มุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์ “ผู้นำนักปฏิบัติ” กลับเต็มไปด้วยความย้อนแย้งในตัวเองที่น่าสนใจ

1. “กาลเทศะ” ของสภา หรือการปัดตกความต้องการของประชาชน?

การอ้างว่าข้อเสนอของ นพ.วรงค์ เป็นเรื่องตลกเพราะใช้เวลาไม่ถูกกาลเทศะ ถือเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นในยุคที่ประชาชนต้องรัดเข็มขัดกันทุกครัวเรือน คำถามที่น่าสนใจคือ มีช่วงเวลาใดหรือที่ไม่เหมาะสมในการประหยัดงบประมาณแผ่นดิน? การตีกรอบเรื่องสวัสดิการ ส.ส. ว่าเป็นเพียง “เรื่องเก่าเล่าใหม่” และพยายามปัดตกไป สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างหอคอยงาช้างกับความเดือดร้อนของชาวบ้าน การหยิบยกความคุ้มค่าของเงินภาษีมาหารือ ไม่ควรถูกด้อยค่าว่าเป็นเพียงการ “หิวแสง” หรือดราม่าทางการเมือง

2. เน้น “ผลงาน” แต่โยนภาระให้ “กลไกราชการ”

ประธานสภาฯ ย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่นว่ายุคนี้ต้องเอาผลงาน ไม่เอาภาพลักษณ์ แต่เมื่อถูกจี้ถามถึงแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในการทบทวนสวัสดิการ กลับได้รับคำตอบว่า “เป็นเรื่องของฝ่ายเลขาฯ และสำนักงบประมาณ” หากทราบดีว่าปัญหานี้เรื้อรังมาหลายยุคสมัยและไม่มีใครกล้าแก้ เหตุใดประมุขฝ่ายนิติบัญญัติจึงไม่ใช้วิสัยทัศน์และอำนาจสั่งการเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหา? การปล่อยให้กลไกเดินไปตามปกติ ขัดแย้งกับภาพลักษณ์ผู้นำที่เด็ดขาด และดูเหมือนจะเป็นเพียงการซื้อเวลามากกว่าการลงมือทำจริง

3. ศรัทธาประชาชน สั่งไม่ได้ด้วยการห้ามวิจารณ์

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการพาดพิงสื่อและนักวิจารณ์ว่า ปั่นข้อมูลจนคนเบื่อการเมือง และทำให้สังคมขาดศรัทธา ในความเป็นจริงแล้ว ศรัทธาของประชาชนไม่ได้เกิดจากการงดตั้งคำถาม แต่เกิดจากความโปร่งใสและการกระทำที่จับต้องได้ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับท่าทีของฝ่ายบริหารที่พยายามลงพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อน สภาผู้แทนราษฎรกลับกำลังสร้างกำแพงแยกตัวเองออกจากการตรวจสอบของสังคมผ่านคำว่า “อย่าปั่นข้อมูลเท็จ”

บทสรุป: บทพิสูจน์ “โสภณล้านปี” หรือสภาที่ประชาชนเข้าถึงได้?

การก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธานสภาฯ พร้อมกับความตั้งใจที่จะลบภาพจำเดิมๆ เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่การจะนำพาสภาให้เป็น “สัปปายะสถาน” ที่สง่างามได้นั้น ต้องเริ่มจากการเปิดใจรับฟังข้อเสนอแนะที่แทงใจดำที่สุดเสียก่อน งบอาหารกลางวันอาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวของงบประมาณประเทศ แต่มันคือ “สัญลักษณ์” สำคัญที่ชี้วัดว่า ตัวแทนของประชาชนพร้อมที่จะลดอภิสิทธิ์ของตนเอง เพื่อยืนเคียงข้างประชาชนในยามวิกฤตหรือไม่

หากเสียงวิจารณ์จากประชาชนยังถูกมองเป็นเรื่องตลกไร้กาลเทศะ สภาชุดนี้ก็อาจจะต้องเผชิญกับวิกฤตศรัทธาที่แท้จริง ซึ่งไม่ใช่ฝีมือของนักวิจารณ์คนใด แต่เป็นผลจากการกระทำของตัวสภาเอง

พรรคภูมิใจไทยไปขุดใครมาเป็นประธานสภา?

เลขาฯ สศช. ยัน ไม่มีการปรับราคาน้ำมันแบบก้าวกระโดด ขยับแค่ 50 สตางค์ วอนใช้ชีวิตปกติ

เลขาฯ สศช. ยัน ไม่มีการปรับราคาน้ำมันแบบก้าวกระโดด ขยับแค่ 50 สตางค์ วอนใช้ชีวิตปกติ

เลขาฯ สศช. ยัน ไม่มีการปรับราคาน้ำมันแบบก้าวกระโดด ขยับแค่ 50 สตางค์ วอนใช้ชีวิตปกติ

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.25 น.

เลขาฯ สศช. ยัน ไม่มีการปรับราคาน้ำมันแบบก้าวกระโดด ขยับแค่ 50 สตางค์ วอนประชาชนใช้ชีวิตปกติ ไม่ต้องรีบเติม-กักตุน

เมื่อเวลา 17.45 น. วันที่ 17 มี.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงข้อมูลการใช้น้ำมันที่ผ่านมาว่า ถ้าดูตัวเลขการใช้น้ำมันในประเทศในภาวะปกติ ยกตัวอย่างกลุ่มเบนซิน จะใช้อยู่ประมาณ 34 ล้านลิตรต่อวัน ถ้าเราดูสถิติตัวเลขในช่วงที่มีเหตุการณ์ตั้งแต่ 28 ก.พ.ที่เริ่มการโจมตีอิหร่าน แล้วพอวันที่ 1 มี.ค. เราก็เริ่มการโจมตีในส่วนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานในประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่านด้วย รวมถึงอิหร่านเองด้วย ซึ่งในวันที่ 1 มี.ค. ปริมาณการใช้น้ำมันในกลุ่มเบนซิน วันนั้นยังอยู่ที่ 28.97 ล้านลิตร แต่พอมาวันที่ 2 มี.ค. หลังจากมีข่าวออกมาว่า มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในประเทศต่างๆ ที่อยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ตัวเลขการบริโภคน้ำมันในกลุ่มเบนซินขยับขึ้นมา 50.77 ล้านลิตร เช่นเดียวกันในตัวดีเซลหมุนเร็ว ซึ่งดีเซลวันที่ 1 มี.ค. ยังอยู่ที่ 61 ล้านลิตร แต่พอมาวันที่ 2 มี.ค. ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 98 ล้านลิตร จะเห็นว่า ความต้องการขยับสูงขึ้นมาก ซึ่งเข้าใจได้ เพราะประชาชนก็มีความหวั่นเกรงว่า เมื่อเห็นเหตุการณ์ในตะวันออกกลางแล้วก็คงจะคาดการณ์ว่า น้ำมันอาจจะขาดแคลน แต่ต้องบอกว่า กระทรวงพลังงานเองได้ออกมาบอกตัวเลขทุกวันว่า ขณะนี้น้ำมันที่เราใช้อยู่สามารถใช้อยู่ได้กี่วันในกรณีที่ไม่มีอะไรเข้ามาเลย

เพราะฉะนั้น ปริมาณน้ำมันในประเทศไทยยังมีความเพียงพออยู่ อย่างกรณีของดีเซล ในวันที่ 4 มี.ค.ขยับขึ้นมา 118 ล้านลิตร และอยู่ในระดับร้อยล้านลิตรไปอีก 2 วัน จนถึงวันที่ 6 มี.ค. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นลักษณะนี้ทำให้น้ำมันที่อยู่ในสถานีบริการต่างๆ เริ่มที่จะไม่พอ ซึ่งการขนส่งน้ำมันไม่ได้หมายความว่า จะเอารถอะไรมาก็ได้มาขน มันต้องเป็นรถที่ใช้เฉพาะขนน้ำมันเท่านั้น เพราะฉะนั้น พอมีเหตุการณ์ลักษณะนี้ที่มีความต้องการของประชาชนด้วยความตื่นตระหนก ทำให้น้ำมันในสถานีบริการหมดเร็วกว่าที่เคยเป็น ทำให้การขนส่งน้ำมันจากคลังไปที่สถานีไม่ทันต่อความต้องการของประชาชน จึงทำให้เห็นภาพที่มีรถไปต่อคิว 

นายดนุชา กล่าวว่า ย้ำว่าขณะนี้จากที่มีการประชุมกันไปเมื่อวันที่ 16 มี.ค. ได้มีการปรับเรื่องระยะเวลาในการขนส่งน้ำมัน เฉพาะรถขนส่งน้ำมันจะขยายขนส่งได้ตลอดวันมากขึ้น จึงขอความร่วมมือประชาชนด้วยว่า สถานการณ์น้ำมันประเทศไทยยังมีเพียงพอในการใช้งาน ยังไม่มีความจำเป็นต้องตื่นตระหนกในการไปเติม ขณะเดียวกัน การปรับราคา ถ้าย้อนไปดูในอดีตจะเห็นว่า การปรับราคาน้ำมันในช่วงที่ตลาดโลกสูง ทางกระทรวงพลังงานไม่เคยมีการปรับราคาแบบก้าวกระโดด จะทยอยปรับไปเรื่อยๆ อาจจะทิ้งบางช่วงอาจจะนานหรือสั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่จะไม่มีการปรับแบบก้าวกระโดดแน่นอน

ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องกักตุน หรือรีบไปเติม หลายคนอาจเห็นในเฟซบุ๊กว่า มีสื่อบางแห่งอาจจะเขียนให้ประชาชนรีบไปเติมให้เต็มถังวันนี้ เพราะพรุ่งนี้ราคาจะขึ้นแล้ว ต้องบอกว่า ยังไม่มีความจำเป็น เพราะราคาน้ำมันขยับขึ้นมาแค่ 50 สตางค์เท่านั้น ขอให้ทุกคนค่อยๆ ใช้ชีวิตอย่างปกติในการเติมน้ำมัน 

นายกฯสั่งปรับน้ำมันใหม่ เป็น B 10-B 20 ช่วยภาคอุตสาหกรรม-เกษตรกรปลูกปาล์ม

นายกฯสั่งปรับน้ำมันใหม่ เป็น B 10-B 20 ช่วยภาคอุตสาหกรรม-เกษตรกรปลูกปาล์ม

นายกฯสั่งปรับน้ำมันใหม่ เป็น B 10-B 20 ช่วยภาคอุตสาหกรรม-เกษตรกรปลูกปาล์ม

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.20 น.

“พิพัฒน์” เผย นายกฯ สั่งการปรับน้ำมันใหม่ เป็น B10 – B 20 หลังปรับราคาดีเซล หวังช่วยภาคอุตสาหกรรม พร้อมช่วยเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม

วันที่ 17 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว. คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงภายหลังประชุมว่า เมื่อวันที่ 16 มี.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทยได้ประชุมในการปรับราคาน้ำมันดีเซล หลังมีมาตรการตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน โดยมีตน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว. พลังงาน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยนายกฯ ได้มีข้อสั่งการประเด็นสำคัญที่สุดคือ ขณะนี้เรามีการประกาศราคาหน้าสถานีบริการทุกโปรดักส์ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการประกาศราคาเพิ่มขึ้น จะมีการประกาศราคาหน้าโรงกลั่น และหน้าคลังน้ำมัน

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับการใช้ส่วนของผสมของน้ำมันไบโอดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล 7%  (B7) จะมีการทยอยปรับเป็นโปรดักส์ใหม่เป็น B 10 ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาช่วงหนึ่งในการเตรียมความพร้อมของสถานีบริการ และ B 20 ซึ่งกระทรวงพลังงานได้ตรวจสอบแล้วว่ามีรถยนต์ประเภทไหนที่สามารถใช้ได้ ในส่วนน้ำมัน B  20 จะสามารถใช้กับรถขนาดใหญ่หรือรถขนส่งที่ใช้ภาคอุตสาหกรรม ทั้งการขายส่ง การเกษตร และการก่อสร้าง ทั้งนี้น้ำมัน B 20 จะไม่มีการจำหน่ายในสถานีบริการแต่จะจำหน่ายในลักษณะขายส่ง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ในการปรับโปรดักส์ใหม่จะเป็นการช่วยเกษตรกร โดยพืชผลเกษตรที่นำมาทำเอทานอลหรือไบโอดีเซล จะสามารถพยุงราคาหรือดันราคาพืชผลการเกษตรให้มีราคาที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในเดือนเม.ย. จะเป็นช่วงที่ฤดูกาลที่ผลปาล์มทะลายออกผลสูงสุดต่อเนื่องไปอีก 4-6 เดือนซึ่งโดยปกติราคาปาล์มทะลายตกลง แต่หากมีการเติม B  10 หรือ B 20 ก็เชื่อว่าน่าจะช่วยให้ราคาปาล์มทะลายคงที่ราคากิโลกรัมละ 7 บาทได้