เปิดโผแต่งตั้งโยกย้าย บิ๊กกระทรวงเกษตรฯ ล่าสุด! สุริยะ จ่อเสนอเข้าครม.พรุ่งนี้

เปิดโผแต่งตั้งโยกย้าย บิ๊กกระทรวงเกษตรฯ ล่าสุด! สุริยะ จ่อเสนอเข้าครม.พรุ่งนี้

เปิดโผแต่งตั้งโยกย้าย บิ๊กกระทรวงเกษตรฯ ล่าสุด! สุริยะ จ่อเสนอเข้าครม.พรุ่งนี้

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.08 น.

เปิดโผแต่งตั้งโยกย้าย บิ๊กกระทรวงเกษตรฯ ล่าสุด! สุริยะ จ่อเสนอเข้าครม.พรุ่งนี้

เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงาน จากกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันจันทร์ที่ 27 ก.ค.นี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ จะนำรายชื่อการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ เสนอต่อ ครม. โดยมีรายชื่อที่คาดว่าจะมีการเสนอแต่งตั้งโยกย้าย ดังต่อไปนี้

นายศรัญญู  พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน

นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมปศุสัตว

นางสาวนฤมล สงวนวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์  ไปดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ (มกอช.) 

นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวง และการบินเกษตร ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมชลประทาน

นางสาวอิงอร ปัญญากิจ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ไปดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์

นายธิติ โลหะปิยะพรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ไปดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์

นางสาวสุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ หรือรองปลัดฯ

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมหม่อนไหม หรือ ที่เดิม 

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร หรือที่เดิม

นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ไปดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)

มีรายงานข่าวแจ้งด้วยว่าในการแต่งตั้งโยกย้ายในครั้งนี้ นายสุริยะ ต้องการที่จะมีการขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรให้เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากการขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตร ช่วง 90 วันที่ผ่านมา การบริหารงานในกรมต่างๆ ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และอาจจะนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านได้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตร เพื่อขับเคลื่อนงานให้ได้ต่อไป

สถ.คุมเข้มลงพื้นที่ เยี่ยมสอบ ขรก.ท้องถิ่น สายงานผู้บริหารอปท. มธ.ศูนย์รังสิต-ชลบุรี

สถ.คุมเข้มลงพื้นที่ เยี่ยมสอบ ขรก.ท้องถิ่น สายงานผู้บริหารอปท. มธ.ศูนย์รังสิต-ชลบุรี

สถ.คุมเข้มลงพื้นที่ เยี่ยมสอบ ขรก.ท้องถิ่น สายงานผู้บริหารอปท. มธ.ศูนย์รังสิต-ชลบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

‘รักษาการอธิบดี สถ.’ ยกคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบ ‘ขรก.ท้องถิ่นสายงานผู้บริหารอปท.’ มธ.ศูนย์รังสิต-ชลบุรี ยืนรับทักทายยันหน้าห้องสอบ กำชับคุมเข้มโกง เน้นโปร่งใส-รัดกุม-ตรงไปตรงมา เตือนอย่าตกเป็นเหยื่อหลงกลคนไม่หวังดี-ใครแอบตกลงรีบคืนเงินด่วน หากพบทุจริตฟันไม่เลี้ยง

26 กรกฎาคม 2569 ที่อาคารศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พร้อมด้วยนายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายกริชชัย ศิลปรายะ ผู้ตรวจราชการกรม นายเทพสุริยา สะอาด ท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานี ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยในการสอบ และระบบการตรวจข้อสอบ โดยมี นายอุดมเวท โต๋วสัจจา ผู้อำนวยการโครงการศูนย์สอบธรรมศาสตร์ให้การต้อนรับและนำเยี่ยมชม ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา

โดยนายนิรัตน์ กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ได้มีการเตรียมความพร้อมของสนามสอบอย่างปลอดภัย รัดกุม ซึ่งวานนี้(25ก.ค.)เป็นการขนส่งข้อสอบและกระดาษคำตอบไปยังสนามสอบต่าง ๆ อย่างปลอดภัย มีการเก็บรักษาและกรรมการตรวจสอบทุกขั้นตอน ส่วนเช้าวันนี้แต่ละสนามสอบมีความพร้อมทั้งห้องสอบ และมาตรฐานการรักษาความปลอดภัย กรรมการคุมสอบได้ประชุมซักซ้อมความเข้าใจเพื่อจำแนกหน้าที่อย่างเคร่งครัด โดยบุคคลที่ไม่มีหน้าที่ไม่อนุญาตให้เข้าห้องสอบเด็ดขาด 

“กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะดำเนินการจัดสอบอย่างตรงไปตรงมา มีความตั้งใจ และมีการกำหนดเป้าหมายในการสอบเพื่อสร้างความเป็นธรรม ให้โอกาสกับทุกคนที่เข้าสอบ” นายนิรัตน์ กล่าว

จากนั้นนายนิรัตน์ ได้เดินทางต่อไปยังสนามสอบในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ตรวจเยี่ยมความพร้อมและความเรียบร้อยของสนามสอบโรงเรียนชลบุรีสุขบท โดยมีนายอิสรา เจริญชาศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายเจษ เสียงลือชา ท้องถิ่นจังหวัดชลบุรี ให้การต้อนรับ พร้อมนำเยี่ยมชมห้องสอบ และบรรยากาศรอบสนามสอบ ทั้งนี้นายนิรัตน์ ได้ยืนทักทายผู้เข้าสอบที่บริเวณหน้าห้องสอบด้วยตัวเอง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส
พร้อมทั้ง ฝากเตือนไปยังผู้เข้าสอบว่าอย่าตกเป็นเหยื่อหรือหลงกลเสียเงินให้ผู้ไม่ประสงค์ดี ให้เชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของตนเองเพราะหากผู้สอบถูกจับได้ว่ามีการทุจริต และบุคคลนั้นเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นอยู่แล้วจะต้องถูกออกจากราชการทันที ส่วนผู้ที่แอบตกลงหรือเจรจา ก็ให้รีบคืนเงิน อย่างไรก็ตาม สำหรับการสอบในครั้งนี้ นอกจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว ยังมีหน่วยงานภาคีเครือข่ายร่วมเฝ้าระวังการทุจริตด้วย น่าจะทำให้การกระทำผิดเป็นไปได้ยากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในฐานะผู้จัดสอบข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหาร อปท. ได้ดำเนินการจัดสนามสอบแบ่งเป็น 5 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.อุดรธานี-จ.ขอนแก่น, ภาคกลาง จ.ปทุมธานี ภาคตะวันออก จ.ชลบุรี และภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช รวมผู้เข้าสอบทั้งสิ้น 37,359 คน โดยมีตำแหน่งว่าง 17,543 ตำแหน่ง ทั้งนี้ ระบบการตรวจสอบจะดำเนินการอย่างละเอียดทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันการทุจริตไม่ให้ซ้ำรอยการทุจริตสอบแข่งขันข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี2568 คาดว่าจะประกาศผลได้ช้าที่สุดวันพรุ่งนี้ (27ก.ค.)

เขมรโกหกทุกหน่วยงานจริงๆ ผอ. JIC ไทย ซัด ข้อมูล CMAC ไร้ตรวจสอบร่วม ย้ำตัวเลขกระสุนคลัสเตอร์ยังไร้หลักฐานพิสูจน์

เขมรโกหกทุกหน่วยงานจริงๆ ผอ. JIC ไทย ซัด ข้อมูล CMAC ไร้ตรวจสอบร่วม ย้ำตัวเลขกระสุนคลัสเตอร์ยังไร้หลักฐานพิสูจน์

เขมรโกหกทุกหน่วยงานจริงๆ ผอ. JIC ไทย ซัด ข้อมูล CMAC ไร้ตรวจสอบร่วม ย้ำตัวเลขกระสุนคลัสเตอร์ยังไร้หลักฐานพิสูจน์

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.27 น.

เขมรโกหกทุกหน่วยงานจริงๆ ผอ. JIC ไทย ซัด ข้อมูล CMAC ไร้ตรวจสอบร่วม ย้ำตัวเลขกระสุนคลัสเตอร์ยังไร้หลักฐานพิสูจน์ ชี้การสร้างภาพว่าไทยเป็นผู้รุกราน จะไม่ทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลง

26 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย – กัมพูชา (Joint Information Center : JIC) เปิดเผยถึงกรณีที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งกัมพูชา (CMAC) เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการปนเปื้อนวัตถุระเบิดตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา โดยระบุว่า JIC ได้รับทราบข้อมูลดังกล่าวแล้ว และขอชี้แจงต่อสาธารณชนในหลายประเด็น

พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองประชาชนและการลดผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากความขัดแย้งตามแนวชายแดน พร้อมสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้างตามหลักมนุษยธรรมสากล โดยไม่เลือกปฏิบัติ

สำหรับตัวเลขและข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับจำนวนกระสุน ปริมาณลูกระเบิดย่อย และพื้นที่ปนเปื้อนที่ CMAC เผยแพร่นั้น พล.อ.อ.ประภาส  กล่าวว่าเป็นข้อมูลที่ฝ่ายกัมพูชาจัดทำขึ้นเพียงฝ่ายเดียว และยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบร่วม หรือได้รับการรับรองจากกลไกระหว่างประเทศที่เป็นอิสระ จึงยังไม่สามารถถือเป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันได้

นอกจากนี้ ผอ.JIC ยังระบุว่า ประเทศไทยไม่สามารถรับรองความถูกต้องของข้อกล่าวอ้างที่ระบุว่ากองทัพไทยยิงกระสุนคลัสเตอร์จำนวน 120,000–130,000 นัด หรือมีลูกระเบิดย่อยตกค้างหลายล้านลูก เนื่องจากไม่มีการนำเสนอหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ การตรวจพิสูจน์ทางเทคนิค หรือผลการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญอิสระที่สามารถยืนยันข้อกล่าวอ้างดังกล่าวได้

พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส เป็นกลาง และตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ หากมีความจำเป็น โดยผ่านกลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน หรือผ่านองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

ผอ.JIC ยังแสดงความกังวลว่า การเผยแพร่ข้อมูลที่กล่าวโทษอีกฝ่ายโดยปราศจากการตรวจสอบร่วม อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ และไม่เอื้อต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ภายหลังการหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันที่จะหลีกเลี่ยงการยั่วยุและส่งเสริมการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์

“ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจา กลไกทวิภาคี กฎหมายระหว่างประเทศ และหลักมนุษยธรรม พร้อมสนับสนุนมาตรการที่ช่วยให้ประชาชนของทั้งสองประเทศสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน โดยเชื่อว่าการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ ความโปร่งใส และความร่วมมือจากทุกฝ่าย มากกว่าการเผยแพร่ข้อมูลหรือข้อกล่าวหาที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบร่วม” ผอ.JIC กล่าว

– 006

กมธ.ศาสนาฯ ผลักดันกลุ่มปราสาทพนมรุ้ง–เมืองต่ำ เข้าสู่บัญชีมรดกโลกยูเนสโก

กมธ.ศาสนาฯ ผลักดันกลุ่มปราสาทพนมรุ้ง–เมืองต่ำ เข้าสู่บัญชีมรดกโลกยูเนสโก

กมธ.ศาสนาฯ ผลักดันกลุ่มปราสาทพนมรุ้ง–เมืองต่ำ เข้าสู่บัญชีมรดกโลกยูเนสโก

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.

คณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา พร้อมด้วยคณะอนุกรรมาธิการด้านมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและประเพณี ศึกษาความพร้อมการขับเคลื่อนกลุ่มปราสาทพนมรุ้ง–เมืองต่ำ เข้าสู่บัญชีมรดกโลกขององค์การยูเนสโก รวมทัั้งการบูรณะกลุ่มปราสาทตาเมือน จังหวัดสุรินทร์ 

ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 15 -17 กรกฎาคม 2569  นายวิวัฒน์ รุ้งแก้ว รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง และประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและประเพณี พร้อมด้วยนายพิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร กรรมาธิการการศาสนาฯ และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง และปราสาทเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์และการผลักดันกลุ่มปราสาทพนมรุ้ง–เมืองต่ำเข้าสู่บัญชีมรดกโลกขององค์การยูเนสโก (ชมคลิปที่นี่) 

ในการนี้ นายดำรงค์ศักดิ์  นาคีสังข์ นายอำเภอประโคนชัย นายสมเดช ลีลามโนธรรม รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา นายนภสินธุ์ บุญล้อม หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เจ้าหน้าที่อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งและสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ร่วมบรรยายและนำชมพื้นที่ รวมทั้งให้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณค่าโดดเด่นเป็นสากลของแหล่งโบราณสถาน การดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ การบริหารจัดการพื้นที่ ตลอดจนความคืบหน้าของการจัดทำข้อมูลและการเตรียมความพร้อมเพื่อเสนอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก พร้อมทั้งได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลก และยกระดับการบริหารจัดการแหล่งโบราณสถานของประเทศให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้รับจากการศึกษาดูงานในครั้งนี้ จะนำมาประกอบการติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนการเสนอแหล่งมรดกโลกของประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการผลักดันกลุ่มปราสาทพนมรุ้ง–เมืองต่ำเข้าสู่บัญชีมรดกโลกขององค์การยูเนสโกอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

จากนั้นคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน กลุ่มปราสาทตาเมือน ซึ่งประกอบด้วย ปราสาทตาเมือน ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อศึกษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ตลอดจนแนวทางการอนุรักษ์ บูรณะ และบริหารจัดการโบราณสถานตามหลักวิชาการ โดยมีนายวีระชัย ประเสริฐโส รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นางยุวดี มีบุญ วัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ นายพัฒนา พึ่งผล นายอำเภอพนมดงรัก นายสมเดช ลีลามโนธรรม รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา จ่าสิบตำรวจธวัชชัย รัตนสงคราม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตาเมียง และผู้บริหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) พร้อมด้วยผู้แทนกองพันทหารราบที่ 21 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความสำคัญของกลุ่มปราสาทตาเมือน ประกอบด้วย ปราสาทตาเมือน ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาเมือนธม ซึ่งเป็นกลุ่มโบราณสถานขอมโบราณที่มีความสมบูรณ์และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และสถาปัตยกรรม อีกทั้งยังตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมโบราณที่มีความสำคัญในอดีต สะท้อนความเจริญของอารยธรรมขอมและวิถีการเดินทางในภูมิภาค พร้อมทั้งรายงานความก้าวหน้าด้านการอนุรักษ์ การดูแลรักษา และการบริหารจัดการพื้นที่

นายพิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร กรรมาธิการการศาสนาฯ  กล่าวว่า โบราณสถานคือมรดกตกทอดอันลํ้าค่าจากบรรพบุรุษไทย ที่ปกป้องด้วยเลือดเนื้อและชีวิต ลูกหลานไทยจงช่วยกันดูแลสืบต่อไป  ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาแนวทางส่งเสริมการคุ้มครองแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าของประเทศ รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ควบคู่กับการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อไป 

เป๋า ไอลอว์ ลั่นพร้อมหน้าหงาย ถ้าอนุทิน-พวก ยอมออกมาชี้แจงความจริง ปมโยงเอี่ยวฮั้ว สว.

เป๋า ไอลอว์ ลั่นพร้อมหน้าหงาย ถ้าอนุทิน-พวก ยอมออกมาชี้แจงความจริง ปมโยงเอี่ยวฮั้ว สว.

เป๋า ไอลอว์ ลั่นพร้อมหน้าหงาย ถ้าอนุทิน-พวก ยอมออกมาชี้แจงความจริง ปมโยงเอี่ยวฮั้ว สว.

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.13 น.

“เป๋า ไอลอว์”ลั่นพร้อมหน้าหงาย ถ้า”อนุทิน-พวก” ยอมออกมาชี้แจงความจริง ปมโยงเอี่ยว”ฮั้ว สว.” เผยกำข้อมูลโกง แค่เศษเสี้ยวจาก 9 หมื่นหน้า เตือนถ้าศาลไม่สั่งฟ้อง เตรียมแฉสลิป”เส้นทางการเงิน”ซ้ำ

26 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมตัว หลังนายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย เดินหน้าฟ้องต่อเนื่อง ว่า ยังมีข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับขบวนการโกงเลือก ส.ว. มีใหญ่มากมหาศาลเท่าที่อยู่ในสำนวนของ กกต. และ DSI ประมาณ 90,000 หน้า ส่วนที่อยู่กับเราเป็นเพียง 5% ของที่ กกต. มี รวมทั้งที่พูดออกสาธารณะไปแล้วก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น ถ้า กกต. สั่งฟ้องข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำเสนอในชั้นศาล ไปว่าตามกระบวนการยุติธรรม ถ้าผู้ต้องหาคนไหนถูกยกฟ้องทั้งที่มีหลักฐานชัดเจนแม้จะจบไปแล้ว เราก็ไม่มีทางอื่นต้องพยายามเอาข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาเปิดเผย

เมื่อถามว่า นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชวนไปเที่ยวที่ตังหวัดอำนาจเจริญนั้น นายยิ่งชีพ กล่าวว่า ถ้าไปเที่ยวก็อยากไป แต่ถ้าเป็นหมายก็ไม่เป็นไร ก็ต้องไป ไปว่ากันตามข้อเท็จจริง ตนก็ยืนยันอีกครั้งว่า ถ้าหากออกมาชี้แจงก็จบ ถ้าชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดมวลท่านรู้ดีกว่าเยอะว่าเกิดขึ้นกับชีวิตท่าน และบุคคลรอบตัวท่านทราบ ตนทราบจากปากพยานไม่เยอะเท่าท่าน ขอเชิญชวนทุกคนที่ถูกกล่าวถึงออกมาอธิบายออกมาชี้แจงด้วยตัวเอง

นายยิ่งชีพ กล่างอีกว่า การที่สิ่งที่ฝั่งผู้ถูกกล่าวหา พูดมาตลอดคือเรื่องเป็นพยานบุคคลไม่น่าเชื่อถือ จะตอบอย่างไร นายยิ่งชีพ เผยว่า ก็แล้วแต่ ฟังพยานบุคคลมาหลายคนจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ ก่อนหน้านี้มีคำถามว่า แล้วมีเส้นทางทางการเงินหรือไม่ วันนี้ก็ตอบแล้วว่ามี มีเยอะกว่านี้ แต่ไม่ได้มีความจำเป็นที่ต้องเปิดเผยยกเว้นศาลไม่ฟ้อง และคดีจบ ทำอะไรไม่ได้ก็ต้องเปิดเผย ส่วนพยานบุคคลจะน่าเชื่อถือหรือไม่อยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละคน แต่ยืนยันว่าพยานบุคคลมี มีเยอะ

เมื่อถามว่า หลังจากนี้ต้องเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่แต่ละคนได้แจ้งไว้ ไม่มีปัญหาอะไรใช่หรือไม่ เพราะ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย บอกว่าสามารถฟ้องแยกได้ นายยิ่งชีพ กล่าวว่า ฟ้องแยกได้หรือไม่ก็เป็นเรื่องของข้อกฎหมาย แต่ตนมองว่าไม่ได้เพราะเรียนกฎหมายมา กรรมเดียวมีผู้เสียหายหลายคนก็ฟ้องที่เดียวกัน แต่ถ้าจะแยกแล้วหมายจะมา ตนก็ไปได้ ยอมรับว่าเสียเวลา แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงของกระบวนการ ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล

เมื่อถามว่า ที่บอกว่า พร้อมหน้าหงายถ้าเขาชี้แจงจริง ยอมรับใช่ไหมว่าข้อมูลบางส่วนอาจจะยังคลาดเคลื่อน และพร้อมถ้าโดนฟ้องเพิ่ม นายยิ่งชีพ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เรามีที่มาของข้อมูล มีการตรวจสอบทั้งระบบ เมื่อนำเสนอแล้วมีใครชี้แจงว่าจริง – ไม่จริง เราก็ตรวจสอบถูกบ้างผิดบ้างก็ว่าไป แต่ไม่มีเจตนาให้ร้ายหรือหมิ่นประมาท ทั้ง 9 คน ที่ตนเอ่ยชื่อไปมีข้อมูลเกี่ยวมากกว่านี้เยอะ ตนยังไม่ได้พูดทั้งหมด เพราะไม่มีความจำเป็น อยากฝากฝ่ายค้านไปตรวจสอบและนำเสนอมากกว่า นอกจาก 9 คน ยังมีอีกหลายคนที่เกี่ยวข้องชัดเจน หากต้องถูกดำเนินคดีอะไรก็ต้องไปนำเสนอต่อศาล

เมื่อถามว่า ถ้านายกฯ หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ไม่ตอบคำถาม ปล่อยให้คดีเดินไปตามกระบวนการเรื่อยๆ จะมีไม้เด็ดอะไรอีกบีบให้ฝั่งนั้นต้องออกมาชี้แจง นายยิ่งชีพ กล่าวว่า ตนไม่มีอำนาจจะทำอะไรได้มากกว่านี้ คนที่มีอำนาจคือฝ่ายค้านที่จะต้องใช้กระบวนการสภาบีบให้นายกฯ รัฐมนตรี และฝ่ายรัฐบาลตอบคำถาม ถ้าไม่ตอบคำถามตนก็คงทำอะไรไม่ได้ พร้อมยืนยันว่า ตนยังมีข้อมูลที่จะค่อยๆ นำเสนอในโอกาสต่อไป แต่ถ้า กกต.สั่งฟ้องโดยเร็ว ข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำเสนอต่อศาลในกระบวนการยุติธรรม ตนจะเลิกพูดและไปนั่งฟังในศาล

ปกรณ์ ลุยปฏิรูประบบรัฐ ยุบหน่วยงานซ้ำซ้อน ประเดิม ก.ย.นี้ ยุบธนาคารที่ดิน ตามด้วย ป.ย.ป.และ 4-5 องค์การมหาชน

ปกรณ์ ลุยปฏิรูประบบรัฐ ยุบหน่วยงานซ้ำซ้อน ประเดิม ก.ย.นี้ ยุบธนาคารที่ดิน ตามด้วย ป.ย.ป.และ 4-5 องค์การมหาชน

ปกรณ์ ลุยปฏิรูประบบรัฐ ยุบหน่วยงานซ้ำซ้อน ประเดิม ก.ย.นี้ ยุบธนาคารที่ดิน ตามด้วย ป.ย.ป.และ 4-5 องค์การมหาชน

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.03 น.

“ปกรณ์”ลุยปฏิรูประบบรัฐ “ยุบหน่วยงานซ้ำซ้อน” ประเดิม ก.ย.นี้ ยุบ”ธนาคารที่ดิน” ตามด้วย”ป.ย.ป.และ 4-5 องค์การมหาชน”ที่ไม่ผ่านประเมินซ้ำ เผยมี 2 ตัวเลือก จนท.ออก-โอนย้าย ชี้โลกเปลี่ยนถ้าไม่ปรับประเทศไทยพัฒนายาก

26 กรกฎาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูประบบราชการ ในเรื่องการยุบหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนหรือไม่มีความจำเป็น ว่า การยุบหน่วยงานซ้ำซ้อน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้นโยบายมาแล้วว่าจะยุบ

โดยขณะนี้ประเมินไว้แล้วว่าหน่วยงานที่จะยุบอันดับต้นๆ จะเริ่มตั้งแต่ช่วงสิ้นเดือนกันยายน คือ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. (ธนาคารที่ดิน) เพราะมีการขยายระยะเวลามาหลายปีแล้ว อาจนำไปรวมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ซึ่งตอนนี้มีการฟีดควบคุมไว้ทั้งหมดแล้ว

จากนั้นจะพิจารณายุบหน่วยงานอื่นๆ ที่ซ้ำซ้อนต่อไป เช่น สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) และหน่วยงานองค์การมหาชน อีก 4-5 หน่วยงานในเบื้องต้น ที่ไม่ผ่านการประเมินมาหลายปี หลังที่จากก่อนหน้านี้ให้โอกาสปรับตัวแล้ว

พร้อมย้ำว่า การยุบหน่วยงานจะค่อยๆ ทำ ไม่เช่นนั้นจะกระทบกระเทือนเจ้าหน้าที่

ส่วนกรณีถ้าหากยุบหน่วยงานและมีการออกมาชุมนุมเรียกร้องคัดค้าน นายปกรณ์ กล่าวว่า ขอเรียนตรงๆ เราต้องอยู่กันด้วยเหตุผล วิธีการเก่าๆ แบบนี้ควรเลิกได้แล้ว เพราะมันไม่ดีสำหรับประเทศ ฉะนั้น หากดูจากสถานการณ์และตัวเลขงบประมาณ และยังทำเช่นเดิมประเทศจะไปไม่ได้

“สิ่งสำคัญที่สุด เราต้องยอมรับความจริงว่า อยู่แบบเดิมไม่ได้แล้ว จะตั้งหน่วยงานมาเยอะแยะมันไม่ได้แล้ว เพราะโลกมันเปลี่ยนไป” นายปกรณ์ กล่าว

รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย อธิบายหลักการพิจารณายุบหน่วยงาน ว่า สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ.และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร.จะเป็นผู้ประเมินหน่วยงานราชการ ส่วนหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลังจะเป็นฝ่ายผู้ประเมิน โดยเกณฑ์ประเมินคือเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจซ้ำซ้อน

ส่วนการบริหารจัดการอัตรากำลังหน่วยงานที่ถูกยุบไป จะมีสองแนวทาง 1.ถ้าสมัครใจออกก็เข้าร่วมโครงการเออร์ลี่รีไทร์ 2.ย้ายไปอยู่หน่วยงานใหม่ แต่ยอมรับว่าสิทธิประโยชน์คงไม่ได้เหมือนเดิม จะต้องอิงตามระบบหน่วยงานใหม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า การดำเนินนโยบายยุบหน่วยงาน กังวลจะเป็นการเสียคะแนนทางการเมืองหรือไม่ นายปกรณ์ ยืนยันว่า เรื่องนี้รัฐบาลให้ตนดำเนินการ ทุกคนก็บอกว่าดี

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า งานนี้ถือเป็นวาระเร่งด่วนต้องทำให้ชัดเจนภายในปีนี้หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ถึงอย่างไรก็ต้องทำภายในรัฐบาลนี้ แม้อาจจะเห็นผลอีก 10 ปีข้างหน้าก็ตาม เพราะมันไม่ได้ง่ายเหมือนภาคเอกชนปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร พร้อมมองว่าสถานการณ์ปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมตอนนี้เป็นไปทั่วโลก ฉะนั้นภาครัฐประเทศไทยก็ต้องปรับตัวอย่างรุนแรง ไม่เช่นนั้นจะได้รับผลกระทบรุนแรงจากสถานการณ์ต่างๆ ทั้งปัญหาพลังงานหรือภาษีที่เพิ่มขึ้น พร้อมย้ำว่า วันนี้เราไม่ได้อยู่ในโลกที่เป็นปกติเหมือน 10 – 20 ปีก่อน ที่อยู่ในยุคการค้าขายอย่างไรก็รวย แต่วันนี้มันไม่ใช่

นายปกรณ์ กล่าวว่า วันนี้ต้องมาช่วยกันดูแล ถ้าเราไม่ปรับโครงสร้างรัฐหรือเปลี่ยนวิธีการทำงาน ความสามารถในการแข่งขันของประเทศจะนิ่งและเทียบประเทศอื่นไม่ได้ที่พัฒนาดีขึ้น ฉะนั้น อยากให้เข้าใจตรงนี้ ไม่อยากให้ดรามา

“ก็ต้องคิดเอาว่าจะเลือกเอาประเทศ หรือจะเลือกเอาตัวเอง” นายปกรณ์ กล่าว

อ.โอฬาร อ่านคดีที่มา สว. เน้นใช้กดดันทางการเมือง-กระบวนการยุติธรรม เหนือหลักฐานข้อเท็จจริง

อ.โอฬาร อ่านคดีที่มา สว. เน้นใช้กดดันทางการเมือง-กระบวนการยุติธรรม เหนือหลักฐานข้อเท็จจริง

อ.โอฬาร อ่านคดีที่มา สว. เน้นใช้กดดันทางการเมือง-กระบวนการยุติธรรม เหนือหลักฐานข้อเท็จจริง

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.54 น.

“อ.โอฬาร”อ่านคดีที่มา สว. เน้นใช้กดดันทางการเมือง-กระบวนการยุติธรรม เหนือหลักฐานข้อเท็จจริง พร้อมแนะฝ่ายตรวจสอบต้องเป็นกลาง เป็นธรรมกับทุกฝ่าย

26 กรกฎาคม 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กำลังถูกทำให้มีมิติทางการเมืองมากกว่ามิติทางกฎหมาย จนกลายเป็นพื้นที่ของการแข่งขันและการสร้างความได้เปรียบระหว่างกลุ่มการเมือง มากกว่าการแสวงหาข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรม

รศ.ดร.โอฬาร มองว่า ด้วยลักษณะของคดีที่มีความอ่อนไหวสูง จึงมีความพยายามของหลายฝ่ายที่จะหยิบยกประเด็นนี้มาใช้สร้างแรงกดดันทางการเมือง และสร้างความเสียหายต่อฝ่ายตรงข้าม ส่งผลให้คดีถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสสังคมและดราม่าทางการเมือง มากกว่าการพิจารณาบนพื้นฐานของพยานหลักฐานและข้อกฎหมาย

ทั้งนี้ ในทางกฎหมาย การกล่าวหาว่ามีการฮั้วเลือก สว. จำเป็นต้องอาศัยพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอ สามารถพิสูจน์องค์ประกอบความผิดได้ตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด หากหลักฐานยังไม่ชัดเจนหรือไม่สามารถเชื่อมโยงการกระทำความผิดได้ครบถ้วน การเอาผิดย่อมเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และกระบวนการยุติธรรมต้องดำเนินไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเปิดให้ตรวจสอบได้

นักวิชาการรายนี้ยังเตือนว่า หากการดำเนินคดีถูกมองว่ามีความเร่งรัด ใช้มาตรฐานแตกต่างจากคดีอื่น หรือเลือกดำเนินการเฉพาะบางฝ่าย ก็จะยิ่งทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยว่ากระบวนการยุติธรรมกำลังทำหน้าที่ค้นหาความจริง หรือกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแข่งขันทางการเมือง

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “การลงโทษผ่านกระบวนการ” (Process as Punishment) ซึ่งแม้คดีจะยังไม่มีข้อยุติ แต่ตัวกระบวนการเองอาจสร้างความเสียหายทางการเมือง ทำลายความน่าเชื่อถือ และสร้างต้นทุนให้กับผู้ถูกกล่าวหาได้ก่อนที่ข้อเท็จจริงจะได้รับการพิสูจน์ถึงที่สุด

“ในรัฐประชาธิปไตย ความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไม่ได้วัดจากการเร่งเอาผิดใคร แต่ต้องวัดจากการบังคับใช้กฎหมายด้วยมาตรฐานเดียวกัน ยึดหลักความเสมอภาค หลักกระบวนการอันชอบด้วยกฎหมาย และตรวจสอบทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือกลุ่มการเมืองใดก็ตาม” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

พร้อมระบุว่า สิ่งที่สังคมควรเรียกร้องไม่ใช่การเร่งรัดให้มีผู้กระทำผิดตามกระแส แต่ควรเรียกร้องให้ทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องตรวจสอบทุกบุคคลและทุกเครือข่ายที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายบนพื้นฐานของพยานหลักฐานและมาตรฐานเดียวกัน เพราะหากกฎหมายถูกใช้โดยปราศจากความเสมอภาค แม้ผลคดีจะเป็นไปตามข้อกฎหมาย ก็อาจไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและความชอบธรรมต่อสังคมได้

เอกภพ ย้ำจุดยืน ปชน. หนุนแก้กฎหมายบัตรทอง เพื่อปฏิรูประบบให้มีประสิทธิภาพ-ยั่งยืน

เอกภพ ย้ำจุดยืน ปชน. หนุนแก้กฎหมายบัตรทอง เพื่อปฏิรูประบบให้มีประสิทธิภาพ-ยั่งยืน

เอกภพ ย้ำจุดยืน ปชน. หนุนแก้กฎหมายบัตรทอง เพื่อปฏิรูประบบให้มีประสิทธิภาพ-ยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.52 น.

“เอกภพ”ย้ำจุดยืนพรรคประชาชน หนุนแก้กฎหมายบัตรทอง เพื่อปฏิรูประบบให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพิ่มสัดส่วนประชาชน-บุคลากรผู้ให้บริการในบอร์ด สปสช.

26 กรกฎาคม 2569 นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยถึงจุดยืนและนโยบายของพรรคประชาชนต่อระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ “บัตรทอง” ภายหลังชมรมแพทย์ชนบทออกมาตั้งคำถามถึงจุดยืนของพรรค ว่า พรรคประชาชนสนับสนุนการแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 หรือกฎหมายบัตรทอง เพราะต้องการแก้ไขจุดอ่อนเพื่อทำให้ระบบมีความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในแง่งบประมาณ คุณภาพบริการ และขวัญกำลังใจของคนทำงาน

โดยสาระสำคัญของการแก้ไขกฎหมาย 7 ข้อ ประกอบด้วย 1.ปรับโครงสร้างของบอร์ด หรือ “คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” โดยเพิ่มสัดส่วนประชาชนผู้ใช้สิทธิและบุคลากรผู้ให้บริการ เช่น แพทย์ พยาบาล และลดสัดส่วนผู้แทนจากราชการ เพื่อแก้ไขปัญหาบอร์ดนั่งยาวและนั่งวน จนส่งผลให้บอร์ดขาดมุมมองใหม่ๆ ในการตัดสินใจ 2.สนับสนุนประชาธิปไตย ให้ตัวแทนบางส่วนในบอร์ดมาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพื่อส่งเสริมการรับผิดรับชอบในการตัดสินใจ 3.สนับสนุนการใช้ข้อมูลวิชาการที่มีคุณภาพเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกชุดสิทธิประโยชน์ และปรับอัตราที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จ่ายให้โรงพยาบาล ให้สะท้อนต้นทุนจริงตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

4.ผลักดันให้เกิดชุดสิทธิประโยชน์หลักที่เป็นมาตรฐานเดียวกันของทั้ง 3 กองทุน นั่นคือ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนประกันสังคม และสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ ล้มปรากฏการณ์ “โรบินฮูด” หรือการที่โรงพยาบาลเอาเงินกองทุนอื่นมาชดเชยบัตรทอง 5.เพิ่มงบประมาณและดูแลบุคลากร เติมงบประมาณสำหรับการซื้อชุดสิทธิประโยชน์หลักให้เพียงพอต่อทั้งผู้ป่วยและบุคลากร จ่ายค่าตอบแทนคนทำงานอย่างเป็นธรรม เพื่อให้ทำงานได้ยาวๆ ลดภาวะสมองไหลหรือการลาออกจากระบบ 6.หาแหล่งเงินเพิ่มจากผู้ที่มีความสามารถในการจ่ายชุดสิทธิประโยชน์เสริม เช่น ผลักดันให้นายจ้างร่วมจ่ายเป็นสวัสดิการของลูกจ้าง เปิดช่องให้ประชาชนที่มีประกันสุขภาพเอกชนใช้ประกันของตัวเองจ่ายในส่วนนี้ได้ ส่วนผู้ที่ไม่มีนายจ้างและไม่มีประกันเอกชน เช่น แรงงานนอกระบบ เกษตรกร ให้รัฐร่วมจ่าย ประชาชนจะได้ไม่ต้องจ่ายเองทั้งหมด โดยหลักเกณฑ์ให้ขึ้นกับการตัดสินใจของบอร์ด และ 7.ยกระดับบริการสุขภาพปฐมภูมิ ลงทุนกับการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิทั้งที่ชุมชนและที่ทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพการสร้างเสริมสุขภาพ การรักษาที่หน่วยปฐมภูมิ และส่งรักษาต่ออย่างแม่นยำ

นายเอกภพ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า แนวทางส่วนใหญ่ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นข้อเสนอนโยบายในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาของพรรคประชาชน ยกเว้นในข้อที่ 2 ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตนและเพื่อน สส.กลุ่มหนึ่ง ได้เสนอเพิ่มเติมประกอบแนวทางที่เหลือ ส่วนกระบวนการในการปรับแก้กฎหมายหลักประกันสุขภาพ ทางพรรคจะพิจารณาข้อเสนอต่างๆ รวมถึงร่าง พ.ร.บ.ของฝ่ายรัฐบาล ก่อนมีมติพรรคว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยพรรคยืนยันว่าจะ “ไม่เห็นด้วย” กับร่างกฎหมายที่ทำให้สิทธิประโยชน์ของประชาชนลดลง หรือทำให้ประชาชนมีภาระในการเข้าถึงระบบการดูแลสุขภาพมากขึ้น และพรรคจะมุ่งผลักดันให้คณะกรรมการ สปสช. มีสัดส่วนของภาคประชาชนและผู้ให้บริการมากขึ้น ลดสัดส่วนของราชการลง ตามที่ได้กล่าวมา

นักวิชาการชี้ช่อง เดินเกมเอาผิด กกต. หากส่งคดีโกง สว.ถึงศาลฎีกาล่าช้า

นักวิชาการชี้ช่อง เดินเกมเอาผิด กกต. หากส่งคดีโกง สว.ถึงศาลฎีกาล่าช้า

นักวิชาการชี้ช่อง เดินเกมเอาผิด กกต. หากส่งคดีโกง สว.ถึงศาลฎีกาล่าช้า

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.04 น.

“นักวิชาการ”ชี้ช่อง เดินเกมเอาผิด”กกต.” หากส่ง”คดีโกง สว.”ถึงศาลฎีกาล่าช้า ประเมิน 3 ทาง”กังวลตัดตอน-ฟ้องบางส่วน-คาดตัวเลข สว. 66 คนโดนสังเวย” ด้าน”สาทิตย์”เตือน”แสวง”เสี่ยงขัดกฎหมาย หากยังเมินแสวงหาข้อเท็จจริง

26 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวตอนหนึ่งบนเวที เจาะลึกหลักฐานเกี่ยวกับคดีโกง สว.ภาค 2 จัดโดยคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ว่า ตนขอฝากไปยัง นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ก่อนหน้านั้นระบุว่าข้อมูลของฝ่ายค้านจะนำไปพิจารณาว่าอยู่ในสำนวนหรือไม่ หากอยู่ในสำนวนคือเรื่องที่กำลังพิจารณา ทั้งนี้ สิ่งที่นายแสวงระบุเหมือนว่าสิ่งใดที่ไม่อยู่ในสำนวนแค่รับฟัง กับการพูด หรือ เปิดข้อเท็จจริงทุกวัน กกต.โดยนายแสวงจะไม่สนใจ ซึ่งเท่ากับว่า กกต.จะทำผิดกฎหมาย พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.ที่ใช้ระบบสืบสวนหาข้อเท็จจริงด้วยระบบไต่สวน คือ แสวงหาข้อเท็จจริง ดังนั้นนายแสวงต้องแสวงหาข้อเท็จจริง

“ผมขอฝากไปยัง กกต.หากปฏิเสธการแสวงหาข้อเท็จจริงในกระบวนการไต่สวน วันหนึ่งหากตัดสินใจไปในทางที่ไม่ฟ้อง หรือไม่ยื่นศาลคดีฮั้ว สว.เจอ 157 แน่นอน และหากเจออย่าลืมคดีของคุณวาสนา เพิ่มลาภในอดีตด้วย ทั้งนี้ เป็นประเด็นใหญ่และเชื่อว่าจะมีคนออกมาให้ข้อเท็จจริงอีกมาก จึงเป็นหน้าที่ของ กกต.ชุดใหญ่ แสวงหาข้อเท็จจริงในกระบวนการไต่สวนทั้งหมด นอกจากนั้นมองว่า กกต.ไม่มีทางอื่นนอกจากส่งศาล ขณะที่กระบวนการที่ผิดปกติ และมีข้อพิรุธต่อการทำงานของ กกต.ที่ไม่รับสำนวนของดีเอสไอ หรือข้อมูลใหม่ๆ ถือว่า กกต.เป็นนองค์กรที่ไม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จึงต้องส่งศาลเท่านั้น” นายสาทิตย์ กล่าว

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังพบว่ามีประเด็นข่มขู่พยาน วิปฝ่ายค้านต้องแสวงหาความร่วมมือเพื่อคุ้มครองพยานเพื่อให้เรื่องนี้เดินไปสู่ข้อเท็จจิง เพราะการฮั้ว สว.คือรัฐประหารประชาธิปไตยที่ปล่อยไว้ไม่ได้

ด้าน นางสิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในกระบวนการได้มาของ สว.ไม่ชอบบการซื้อเสียง แต่การได้มาของ สว.เป็นการซื้ออิทธิพลจากอิทธิพลเพื่อยึดกุมรัฐ ซึ่งคล้ายกับการโกงข้อสอบของท้องถิ่น ที่ให้ฝ่ายปกครอง อำเภอ และจังหวัด พิจารณาคุณสมบัติ มาถึงการใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง กลุ่มที่พยายามทำเรื่องนี้ไม่ใช่ความบังเอิญแต่ใช้โครงข่ายอิทธิพล ยึดกุมอำนาจรัฐ

นางสิริพรรณ กล่าวว่า ในแง่ของกฎหมายเห็นว่ามี 2 ระดับ คือ พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว.จะจบบที่ศาลฏีกา และกฎหมายอาญาในคณะชุดที่ 26 พิจารณาอั้งยี่ ซ่องโจร ทั้งนี้ การพิสูจน์ปราศจากข้อสงสัยอันสมควรพิสูจน์โดยกฎหมายอาญา แต่ กกต.ที่ควบคุม พ.ร.ป.สว.ใช้เพียงหลักฐานที่พึงเชื่อได้ว่าเท่านั้น ที่จะส่งไปศาลฏีกา ทั้งนี้ได้เห็นข้อมูลจำนวนมาก จาก กรรมการตรวจสอบ จากพยานปากคำ เป็นหน้าที่ของ กกต.ใช้แค่หลักฐานอันพึงเชื่อได้ว่า ไม่มีหน้าที่พิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัย เพราะเป็นหน้าที่ของศาล ซึ่ง กกต.มีหน้าที่คุมกติกา ต้องไม่ยื้อเวลาเพราะต้นทุนความล่าช้าเป็นต้นทุนความไม่ชอบธรรม ขอบเขตอำนาจที่ส่งศาลฏีกา พึงเชื่อได้ว่า หรือคิดเป็นอื่นได้แล้ว

“กับสิ่งที่ กกต.ดำเนินการในคดีนี้ มีความเป็นไป 3 ทาง คือ 1.สั่งฟ้อง หากสั่งฟ้องทั้งหมดเป็นชัยชนะของสังคมไทย 2.ไม่ฟ้องเลย หรือยกคำร้องทั้งหมด จะถูกตั้งคำถามต่อกระบวนการตรวจสอบและสังคมไทยสูญเสียของสภาสูง และ 3.ฟ้องบางส่วนที่มีความเป็นไปได้สูง ทั้งนี้ต้นไม้ที่เป็นพิษ ตัดปลายที่เป็นพิษ แต่รากแก้วที่เป็นพิษยังอยู่ จะแตกหน่อสร้างมลพิษต่อ ทั้งนี้ ปรากฎการณ์ได้มาของ สว.ได้เห็นการใช้อิทธิพล เทคโนโลยี เครือข่ายยึดกุมอำนาจรัฐ สิ่งที่กังวลใจคือการตัดตอนผู้เสียหายบางส่วน ให้สังคมรับรู้ว่าถูกรับผิดชอบแล้ว” นางสิริพรรณ กล่าว

นางสิริพรรณ กล่าวด้วยว่า ต้องยุติกระบวนการเลือก สว.ก่อนเลือกตั้งรอบหน้า ผ่านการแก้รัฐธรรมนูญ ขอให้เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ รายมาตราว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.เพราะหากมีกระบวนการตัดตอนคดีฮั้ว สว.เชื่อว่าจะต้องคงเสียงข้างมากในสภาสูงไว้ 1 ใน 3 ซึ่งตัวเลขที่คาดว่าจะถูกฟ้อง คือ สว. 66  คน ที่ต้องถูกสละตำแหน่งเพื่อให้ สว.สำรองขึ้นมาทำหน้าที่ แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่สามารถขับเคลื่อนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญได้

“การเอาผิด กกต.ด้วยมาตรา 157 อาจจะเป็นไปได้อยาก เพราะกกต.จะอ้างว่าทำตามกฎหมาย แต่มีอีกช่องทางที่จัดการกับ กกต.ได้ หากทำงานล่าช้าหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คือ ศาลปกครอง โดย สว.สำรอง สามารถดำเนินการฟ้องร้อง กกต.ได้ ซึ่งดิฉันหวังว่า กกต.จะทำหน้าที่พยุงความชอบธรรมและความเชื่อมั่นในการจัดการเลือกตั้งกลับมา” นางสิริพรรณ กล่าว

ยิ่งชีพ ฮึ่มกลับ! อนุทิน-รมต.-สส.ภูมิใจไทย เคลียร์มาเลยชัดๆ ปมฮั้ว สว. อย่าดีแต่ฟ้อง

ยิ่งชีพ ฮึ่มกลับ! อนุทิน-รมต.-สส.ภูมิใจไทย เคลียร์มาเลยชัดๆ ปมฮั้ว สว. อย่าดีแต่ฟ้อง

ยิ่งชีพ ฮึ่มกลับ! อนุทิน-รมต.-สส.ภูมิใจไทย เคลียร์มาเลยชัดๆ ปมฮั้ว สว. อย่าดีแต่ฟ้อง

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.58 น.

“ยิ่งชีพ”ฮึ่มกลับ! “อนุทิน-รมต.-สส.ภูมิใจไทย”เคลียร์มาเลยชัดๆ ปม”ฮั้ว สว.” อย่าดีแต่ฟ้อง ลั่นถ้าพูดผิด ออกมาแก้ข่าวให้ผมหน้าหงายเลย ยันพร้อมแฉข้อมูลขบวนการทุจริต โยงเอี่ยวบุคคลสำคัญในรัฐบาล

26 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLAW) กล่าวบนเวที “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. – เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. (ภาค 2)” ที่จัดโดยคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วทฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ว่า เรียน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ตอนที่ให้สัมภาษณ์ว่า ตนไม่น่าเชื่อถือ จะไม่หยุดดำเนินคดี จะฟ้องร้อง ก็ถือว่าเป็นเกียรติที่นายกรัฐมนตรีได้พูดถึงตน นักข่าวถามถึงการดำเนินคดี ท่านตอบว่าจะมาถามทำไม คดีนี้เริ่มก่อนเป็นนายกฯ ท่านพูดว่าท่านไม่ได้สงสัย ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ทำไมท่านไม่ปฏิเสธก่อนแล้วค่อยอธิบาย ท่านบอกจะฟ้องตนแต่ยังไม่ตอบเลยว่าถ้าเจอกับ น.ส.กุสุมาลวตี ศิริโกมุท สว.สำรอง จริงหรือไม่ ได้พูดคุยกับ น.ส.กุสุมาลวตี ตามที่กล่าวหาหรือไม่ ที่โรงแรมพูลแมน รางน้ำ ที่มีประชุมร่วมระหว่าง สว.ที่ได้รับเลือกจำนวนมากตามที่มีพยานเคยพูดไว้ ไปจริงหรือไม่ ตนไม่ทราบว่าถือศีลข้อ 4 อยู่หรืออย่างไร เรียน นายประเทือง มนตรี สว.ขอบคุณที่พูดถึงแล้วออกมาชี้แจงทำให้พวกเราได้ประโยชน์ ตนเคยได้รับข้อมูลจากพยานว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ นางนาที รัชกิจประการ ท่านออกมาชี้แจงว่า นางนาทีเป็นน้องสาว และยังชี้แจงว่า น้องสาวไม่ได้อยู่ร่วมในห้องห้องประชุมทำโพยตอนชี้แจง ตนก็กลับไปเช็กข้อมูลกับพยาน ซึ่งพยานยืนยันไหมว่า ไม่เห็นนางนาทีอยู่ในห้องประชุม จึงขออภัยกับนางนาทีที่กล่าวถึง

นายยิ่งชีพ กล่าวต่อว่า นี่คือตัวอย่างที่ดีของการชี้แจงข้อเท็จจริงทำให้เราได้มีการตรวจสอบและผิดตรงไหนก็ยอมรับ พยานบอกอีกว่าผู้ที่พบเห็นว่าอยู่ในห้องประชุมด้วยคือ น.ส.ปกรกานต์ รัชกิจประการ ลูกสาว ก็แปลว่าเป็นลูกสาวของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม พยานไม่แน่ใจจึงไม่ขอสรุปเอง ตนขอถามนายพิพัฒน์ว่า น.ส.ปกรกานต์ ใช่ลูกสาวหรือไม่ ได้ไปอยู่ร่วมในห้องประชุมทำโพยหรือไม่ ถ้าได้รับข้อกล่าวหาและตรวจสอบกับลูกสาวหรือไม่อย่างไร ตนยังไม่เคยเห็น นายพิพัฒน์ ชี้แจงอะไร นอกจากนี้ ยังมีพยามบอกว่ามีคนที่ชื่อ นายอธิวัฒน์ มนตรี เป็นผู้ประสานงานการประชุมและแจกเสื้อเหลือง นายพิพัฒน์รู้จักคนนี้หรือไม่ เป็นญาติของใครหรือไม่ ขอนายพิพัฒน์ช่วยตอบด้วย

นายยิ่งชีพ ยังกล่าวถึง นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย ไปแจ้งความที่อำนาจเจริญ แต่ก็ไม่ชี้แจงอะไร ตนไม่แน่ใจว่าก่อนแจ้งความได้อ่านหรือไม่ว่าตนพูดอะไรบ้าง เพราะถ้าชี้แจงจริงและได้อ่าน ตนอาจหน้าหงายไปแล้ว อาจจะหนักกว่าฟ้องอีก หลังจากตนนำเสนอข้อมูลชุดหนึ่งมีประชาชนได้แจ้งข้อมูลหลังไมค์ว่า ข้อมูลของตนมีส่วนคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ นางสุขสำรวย สามีชื่อ พ.ต.อ.ชัชนันต์ พรบุตร แต่ตนไปเรียก พ.ต.อ.วิเชียร โชคพิพัฒน์ทวี เป็นสามี ทั้งสองคนเป็นตำรวจที่อำนาจเจริญ มีความเชื่อมโยงและมีพยานรู้เห็นว่าว่า พ.ต.อ.วิเชียร เป็นคนชักชวนคนมาสมัคร สว. ส่วนนางสุขสำรวย กับ พ.ต.อ.วิเชียร เป็นอะไรกัน ทำงานอย่างไร นางสุขสำรวย ต้องชี้แจงเอง หากสิ่งที่นำเสนอเหลวไหลและผิดพลาดหมด ถ้าชี้แจงมาตนก็คงหน้าหงายไปแล้ว แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่พูดถึง นางสุขสำรวย ว่ามีการพูดคุยกันว่ากลุ่ม 14 เต็มแล้ว จะเป็นโหวตเตอร์หรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ หรือกรณีที่มีพยานพูดถึง นายกนก ศรศิลป์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลพนา เล่าว่า นายกนก เป็นผู้จัดหา สว.และเชื่อมโยงกับ นางสุขสำรวย จริงหรือไม่ มีผู้สมัคร สว.อย่างน้อยสองคนคือ นางสุพรรษา วันทนียกุล ความสัมพันธ์อย่างไร และนางวรรณา วันทนียกุล กลุ่ม 14 จังหวัดสงขลา มีความเกี่ยวข้องหรือไม่ ถึงจะแจ้งความดำเนินคดีแต่ก็ยังชี้แจงได้ตนผิดได้ไม่มีปัญหา อีกคนที่ยังไม่ชี้แจงอะไรเลยคือ นายพิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย มีผู้ถูกดำเนินคดีฐานฟอกเงินชื่อ นายนายสุบิน ศักดา มีประวัติรับโอนเงินจากผู้ถูกดำเนินคดีจาก นายนิสิตรา หมั่นชัย เป็นเสมียนของพรรคภูมิใจไทย จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายสุบิน โอนเงินไปให้ผู้สมัคร สว.จังหวัดสุราษฎร์ธานี 10 คน

นายยิ่งชีพ กล่าวด้วยว่า อีกทั้ง นายสุบิน ตนไม่แน่ใจว่าแอบอ้างเป็นคนของพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ หรือแอบอ้างเป็นผู้ช่วยของนายพิชัย หรือไม่ หรือนายพิชัย รู้จักกับบุคคลนี้หรือไม่ หรือมีความเกี่ยวข้องกับการโอนเงินต่างๆ ที่กล่าวมาหรือไม่ ต้องออกมาชี้แจง ถ้าตัดสินใจจะฟ้องตนหรือไม่ในอนาคตเป็นเรื่องรอง ถ้าไม่เกี่ยวข้องจริงๆ การชี้แจงสำคัญกว่า