ยธ. เชิดชูอาสาสมัครคุมประพฤติ พลังประชาชนตัวจริง ร่วมเปลี่ยนผู้กระทำผิดเป็นคนดี

ยธ. เชิดชูอาสาสมัครคุมประพฤติ พลังประชาชนตัวจริง ร่วมเปลี่ยนผู้กระทำผิดเป็นคนดี

ยธ. เชิดชูอาสาสมัครคุมประพฤติ พลังประชาชนตัวจริง ร่วมเปลี่ยนผู้กระทำผิดเป็นคนดี

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.32 น.

วันที่ 16 มีนาคม 2569 พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดโครงการ “40 ปี วันอาสาสมัครคุมประพฤติ พลังแห่งการให้ สู่สังคมที่ปลอดภัยและยั่งยืน”  ณ โรงแรมทีเคพาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยมีผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม ผู้บริหารกรมคุมประพฤติ อาสาสมัครคุมประพฤติจากทั่วประเทศ และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า อาสาสมัครคุมประพฤติทั่วประเทศได้ร่วมอุทิศแรงกายแรงใจในการช่วยเหลือ ดูแล และให้โอกาสผู้กระทำผิดในการปรับปรุงแก้ไขตนเอง พร้อมย้ำว่า ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา อาสาสมัครคุมประพฤติได้ทำหน้าที่เป็นกำลังสำคัญในการเชประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและชุมชน ช่วยสร้างโอกาสให้ผู้กระทำผิดกลับตัวเป็นคนดี และมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความปลอดภัยและความสงบสุขให้แก่สังคม

กระทรวงยุติธรรม

ด้านร้อยตำรวจเอกปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าวว่า อาสาสมัครคุมประพฤติเริ่มก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 จากแนวคิดการเปิดโอกาสให้ภาคประชา ชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดในชุมชน และต่อมาคณะรัฐมน ตรีได้มีมติให้วันที่ 16 มีนาคมของทุกปี เป็น “วันอาสาสมัครคุมประพฤติ” เพื่อยกย่องผู้ที่ทำงานด้วยจิตอาสาและเสียสละเพื่อสังคม สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติอาสาสมัครคุมประพฤติ เสริมสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน และเผยแพร่ผลงานของเครือข่ายอาสาสมัครคุมประพฤติให้สาธารณชนได้รับรู้

โดยภายในงานมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ การเสวนาทางวิชาการ การจัดแสดงนิทรรศ การผลงานอาสาสมัครคุมประพฤติ และพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณอาสาสมัครคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ดีเด่น จำนวน 125 ราย รวมถึงผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 25 ปี จำนวน 25 ราย รวมทั้งสิ้น 195 ราย ทั้งนี้ “พลังแห่งการให้” ของอาสาสมัครคุมประพฤติ ถือเป็นรากฐานสำคัญของการลดปัญหาอาชญากรรม การสร้างโอกาสให้ผู้กระทำผิดกลับตัวเป็นคนดี และการสร้างสังคมไทยที่ปลอดภัยและยั่งยืนต่อไป 

กระทรวงยุติธรรม
กระทรวงยุติธรรม
กระทรวงยุติธรรม
กระทรวงยุติธรรม
กระทรวงยุติธรรม
กระทรวงยุติธรรม
กระทรวงยุติธรรม

นักวิชาการ มธ. แนะ 5 วิธี สื่อสารวิกฤตน้ำมัน สู้ภาวะน้ำมันแพงด้วยข้อมูลจริงแทนอารมณ์

นักวิชาการ มธ. แนะ 5 วิธี สื่อสารวิกฤตน้ำมัน สู้ภาวะน้ำมันแพงด้วยข้อมูลจริงแทนอารมณ์

นักวิชาการ มธ. แนะ 5 วิธี สื่อสารวิกฤตน้ำมัน สู้ภาวะน้ำมันแพงด้วยข้อมูลจริงแทนอารมณ์

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.30 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ รัฐบาลสื่อสารในภาวะวิกฤตด้านพลังงานค่อนข้างดี การตั้ง ศบก. ดึงภาคเอกชนเข้าร่วมช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ พร้อมเสนออีก 5 กลเม็ดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ-ลดความตระหนกได้ แนะใช้ข้อเท็จจริงเชิงปริมาณแทนคำคุณศัพท์ที่จับต้องไม่ได้ สร้าง Dashboard หลักฐานเชิงประจักษ์ช่วยดึงสติของสังคมจากการใช้อารมณ์กลับมาสู่เหตุผล ลดขนาดของปัญหาที่อาจถูกขยายให้รู้สึกว่าใหญ่เกินจริงลง

รศ. ประไพพิศ มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ข้อมูลที่กระจัดกระจายคือบ่อเกิดของความกลัว ส่วนตัวมองว่ารัฐบาลทำการสื่อสารในภาวะวิกฤตภายใต้สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิหร่าน ที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะการตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ตั้งแต่วันที่ 6 มี.ค. 2569 ซึ่งนอกจากจะเป็นตัวกลางในการเชื่อมระหว่างนโยบายและการปฏิบัติแล้ว ยังช่วยสร้างความเป็นเอกภาพของข้อมูล (Unity of Voice) ที่ทำให้เกิดฐานข้อมูลจริงที่เชื่อถือได้ (Single Source of Truth) ลดปัญหาข้อมูลตีกันเอง

นักวิชาการธรรมศาสตร์

ทั้งนี้ การดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของคณะกรรมการ เช่น ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ฯลฯ ช่วยทำให้ข้อมูลของรัฐและเอกชนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และการมีบุคคลที่สามที่เป็นภาคเอกชนผู้เชี่ยวชาญโดยตรงมาช่วยรับรอง (Third party endorsement) ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และช่วยยืนยันถึงการไม่ปกปิดข้อมูลของภาครัฐ

รศ. ประไพพิศ กล่าวว่า ส่วนตัวมีข้อเสนอเพิ่มเติมใน 5 ประเด็นสำคัญ ที่รัฐบาลสามารถนำไปปรับปรุงการสื่อสาร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความสับสนและป้องกันการตื่นตระหนกของประชาชน ประกอบด้วย 1. รัฐบาลต้องเปลี่ยนการสื่อสารจากคำคุณศัพท์ที่จับต้องไม่ได้ เช่น เพียงพอ ไม่ต้องกังวล ฯลฯ มาเป็นการสื่อสารด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based) โดยสรุปข้อมูลเป็นตัวเลขเชิงปริมาณ หรือ Dashboard แทน เช่น ปริมาณน้ำมันสำรองที่เพียงพอใช้ได้เป็นจำนวนวัน แผนการเดินหน้าจัดหาน้ำมันเพื่อรองรับอนาคตจากแหล่งใด-ปริมาณเท่าใด การเทียบเคียงปริมาณการใช้น้ำมันระหว่างสถานการณ์ปกติกับสถานการณ์สงคราม ฯลฯ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนตระหนักได้ว่าน้ำมันมีเพียงพอจริงๆ ไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกิดพฤติกรรมกักตุน

“ในการสื่อสารเพื่อรับมือกับสถานการณ์วิกฤต การให้ความจริงเชิงตรรกะจะช่วยดึงสติของสังคม จากการใช้อารมณ์กลับมาสู่เหตุผล ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมบนฐานความกังวลมาอยู่กับข้อเท็จจริงบนฐานข้อมูล ซึ่งจะช่วยลดความตื่นตระหนก ลดขนาดของปัญหาที่อาจถูกขยายให้รู้สึกใหญ่เกินจริง ลงมาอยู่กับความเป็นจริงได้” รศ. ประไพพิศ กล่าว

ในประเด็นนี้ รศ. ประไพพิศ กล่าวว่าต่อไปว่า รัฐอาจใช้วิธีการสื่อสารหลายๆ แบบร่วมกัน อาทิ การทำกราฟิกเปรียบเทียบราคาน้ำมันตลาดโลกแบบเข้าใจง่ายเพื่ออธิบายว่าทำไมราคาถึงขยับขึ้น การทำคลิปสั้น โดยให้ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานของภาคเอกชนใน ศบก. อธิบายสั้นๆ ไม่เกิน 1 นาที เกี่ยวกับแหล่งการจัดหาน้ำมัน และเส้นทางการขนส่งน้ำมันอื่นๆ ที่นอกจากช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการใช้สัญลักษณ์พิเศษในโพสต์ข้อมูลที่เป็นทางการ (Verified Badge) เพื่อให้ประชาชนแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข่าวปลอม (Fake News) ได้ ตลอดจนดึงอินฟลูเอนเซอร์สายความรู้ มาร่วมแถลงข่าวและทำช่วงถามตอบความสงสัยแทนประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน และลดการนำเข้าข้อมูลที่อาจสร้างความตื่นตระหนก

2. นอกจากการสื่อสารผ่านสื่อสารมวลชน (Mass Media) แล้ว รัฐบาลควรวางระบบการสื่อสารผ่านกลไกในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และชุมชน ให้ชัดเจน เพื่อทำให้ข้อมูลทั้งจากส่วนกลางและระดับพื้นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่รัฐบาลกับภาคเอกชนให้ข้อมูลว่าน้ำมันมีเพียงพอ แต่ความจริงหน้าปั๊มกลับขึ้นป้ายว่าน้ำมันหมด ตรงนี้จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของการสื่อสารของ ศบก. และนำไปสู่ความตื่นตระหนกที่ขยายวงกว้างมากขึ้นได้

3. แบ่งกลุ่มเป้าหมายในการสื่อสารให้ชัดเจนและสื่อสารให้ตรงกลุ่ม โดยคนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองให้เน้นไปที่ความชัดเจนของราคาสินค้าและทิศทางของเศรษฐกิจ ขณะที่คนนอกเขตเมือง โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกร ต้องเน้นที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มและค่าขนส่ง รวมทั้งมาตรการเยียวยา เพื่อให้เกษตรกรวางแผนการนำน้ำมันไปใช้ประกอบอาชีพต่อไปได้ โดยช่องทางสื่อสารให้ใช้หอกระจายข่าว หรือเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 

“จริงๆ มีการระบุเครื่องมือนี้อยู่ในประกาศของ ศบก. อยู่แล้ว แต่ยังไม่มีแนวทางปฏิบัติ ฉะนั้นรัฐบาลควรทำแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนออกมา อีกด้านคือเครือข่ายก็ต้องเท่าทันข้อมูลของส่วนกลางด้วย รัฐบาลต้องมีการตอบสนองเชิงรุกกับเครือข่าย เช่น เมื่อมีข้อมูลด่วนต้องมีกลไกอัปเดตให้เครือข่ายนำข้อมูลไปสื่อสารต่อ” รศ. ประไพพิศ กล่าว

4. รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นผ่านการกระทำ และทำให้มากกว่าที่ประชาชนคาดหวัง เช่น การโชว์ผลงานการปราบปรามการกักตุนสินค้า หรือขึ้นราคาเกินจริง เพื่อส่งสัญญาณว่ารัฐคุมเกมอยู่ (In Control) ซึ่งจะช่วยลดการแห่กักตุนน้ำมันได้อย่างเป็นรูปธรรม และหากสินค้าหรือน้ำมันต้องปรับตัวขึ้นจริงๆ ตามสถานการณ์โลก ก็ต้องเร่งสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน พร้อมกับออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน เพื่อลดผลกระทบให้กับผู้ประกอบการและประชาชน

5. รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของทางออก ผ่านทั้งการสื่อสารที่มีผู้นำทำเป็นตัวอย่าง เช่น ลดใช้รถขบวน ปิดไฟอาคาร และการให้รางวัลแก่ผู้ที่ให้ความร่วมมือในมาตรการต่างๆ เมื่อคนรู้สึกว่าเขามีอำนาจในการช่วยชาติ (Empowerment) จะช่วยเปลี่ยนความตื่นตระหนกมาเป็นพลังในการปรับตัว เช่น การที่ภาครัฐขอความร่วมมือในการให้พิจารณาปรับการทำงาน เป็นแบบ Work Form Home เพื่อลดการเดินทางประหยัดพลังงานนั้น อาจมีการทำข้อมูลว่าการลดการเดินทางของประชาชนสามารถช่วยให้ประเทศมีน้ำมันเพียงพอเพิ่มขึ้นเท่าไร การมีข้อมูลประกอบจะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนสนับสนุนมาตรการของรัฐมากขึ้น

โสภณ ตลก หมอวรงค์ ชี้สภาเลี้ยงข้าวสส.มานานแล้ว

โสภณ ตลก หมอวรงค์ ชี้สภาเลี้ยงข้าวสส.มานานแล้ว

โสภณ ตลก หมอวรงค์ ชี้สภาเลี้ยงข้าวสส.มานานแล้ว

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.04 น.

“โสภณ” หัวเราะ บอกตลกหมอวรงค์ เสนอเลิกอาหารกลางวัน สส. ชี้เขาเลี้ยงแบบนี้มานานแล้ว โยนสมาชิกว่าอย่างไรก็เอาอย่างนั้น

วันที่ 16 มีนาคม 2569 ระหว่างให้สัมภาษณ์ครั้งแรกหลังได้รับโหวตเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้สื่อข่าวถามนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรกรณีนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี เสนอในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 15 มีนาคม ขอให้ยกเลิกอาหารกลางวันสส. ลดจำนวนผู้ช่วย สส. และกองทุนบำนาญ สส. โดยนายโสภณ หัวเราะก่อนกล่าวว่า ” ตลก เรื่องแบบนี้ไม่ต้องมาพูดแบบนี้ เราสามารถหารือกันได้ เมื่อได้ความอย่างไรค่อยแถลง ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่ก็มีสิทธิ์แถลง ผมอยู่สภาฯ ตั้งแต่ 2544 เขาก็เลี้ยงข้าวแบบนี้ สมัยก่อนเริ่มประชุมบ่ายโมง เลิกประชุมเที่ยงคืน ดังนั้น ค่อยว่ากัน สมาชิกเอาอย่างไร ผมเอาอย่างนั้น ขอให้เป็นมติของสมาชิก ว่ามาเลย ผมจะเปิดโอกาส”

โสภณ

นายโสภณ กล่าวอีกว่า สภาฯ ชุดนี้จะเป็นสภาฯ ชุดแรก ที่ตนจะเปิดให้มีช่วงเวลาหนึ่ง ให้สมาชิกได้อภิปรายในฐานะตัวแทนพรรคการเมืองว่า คุณอยากเห็นสภาฯนี้เป็นอย่างไรคุณว่ามา พวกเราทั้ง 3 จะได้นำไปปฏิบัติ เราจะเริ่มทำงานในแบบมิติใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ ขอให้ติดตามชมตอนต่อไป

หมอวรงค์

โหวต นายกฯ คนใหม่ 19 มี.ค.นี้ หลังโปรดเกล้าฯ ประธานสภาฯ บรรจุวาระตาม ม.159

โหวต นายกฯ คนใหม่ 19 มี.ค.นี้ หลังโปรดเกล้าฯ ประธานสภาฯ บรรจุวาระตาม ม.159

โหวต นายกฯ คนใหม่ 19 มี.ค.นี้ หลังโปรดเกล้าฯ ประธานสภาฯ บรรจุวาระตาม ม.159

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.32 น.

16 มี.ค.2569 นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์  เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกหนังสือด่วนมากที่ สผ 0014/ผ 2 ถึง สส. เรื่อง การประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีเนื้อหาระบุว่า เนื่องด้วยประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้มีคำสั่งให้นัดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่  1 ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ในวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2569  เวลา 10.00น. เป็นต้นไป  โดยมีระเบียบวาระ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม คือ รับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร จากนั้นเข้าสู่เรื่องด่วน คือการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

โหวต นายกรัฐมนตรี
โหวต นายกรัฐมนตรี

พริษฐ์ ดักคอ กกต. หวั่นเร่งเป่าคดีโกง สว. ตั้งพิรุธรับใบสั่งเคลียร์ก่อนโหวตนายกฯ

พริษฐ์ ดักคอ กกต. หวั่นเร่งเป่าคดีโกง สว. ตั้งพิรุธรับใบสั่งเคลียร์ก่อนโหวตนายกฯ

พริษฐ์ ดักคอ กกต. หวั่นเร่งเป่าคดีโกง สว. ตั้งพิรุธรับใบสั่งเคลียร์ก่อนโหวตนายกฯ

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.57 น.

วันที่ 16 มีนาคม 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ ชั้น 1 พรรคประชาชน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน แถลงข่าวชวนสังคมจับตาดูการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งสัปดาห์นี้ ว่าจะมีความพยายามเร่งปิดจบเป่าคดีโกง สว.ให้หมดหนทางไปถึงศาล เพื่อหวังจะเคลียร์ข้อครหาทั้งหมดก่อนวาระการเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะมาถึง

โดยนายพริษฐ์ กล่าวว่า จากข่าวล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าปัจจุสวบันเราเห็นว่ามีามติที่สวนทางกัน ของ 2 คณะ ที่ทำงานเกี่ยวกับคดีโกง สว. ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 7 คน ที่จะต้องเป็นผู้ชี้ขาด และมีคณะดังนี้

1. คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 หรือ “คณะไต่สวนฯที่ 26” ซึ่งก็นเป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และ DSI ซึ่งทำงานตั้งแต่ มี.ค. 68 ถึง ก.ค. 68 มีมติออกมาชัดเจนเสนอให้ กกต. ส่งคำร้องไปที่ศาล เพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน (แบ่งเป็น สว. 138 คน และสมาชิกพรรคการเมืองและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 91 คน)

2. คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 หรือ “อนุวินิจฉัยฯที่ 36” เป็นคณะที่ กกต. ตั้งขึ้นมา เพื่อวินิจฉัยข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสํานวนการสืบสวนหรือไต่สวน ซึ่งทำงานตั้งแต่ ก.ย. 68 ถึง มี.ค. 69  มีมติเสนอให้ กกต. ไม่ส่งคำร้องไปที่ศาล และยุติการดำเนินคดี เนื่องจากเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน ไม่มีมูลความผิดใดๆ

นายพริษฐ์  กล่าวต่อว่า จากข้อสังเกตทั้งหมดที่ปรากฏต่อสาธารณะ ทางพรรคประชาชนเห็นว่า กกต.ไม่ควรมีเหตุผลใดๆ ที่จะไม่ส่งคำร้องไปที่ศาล เพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน ตามข้อเสนอของ คณะไต่สวนฯที่ 26 ด้วยเหตุผล 4 ประการ ดังนี้ 

พริษฐ์

1. หลักฐานที่ “คณะไต่สวนฯที่ 26” ใช้ในการประกอบการทำสำนวนและการเสนอให้ กกต. ดำเนินคดีกับ 229 คนนั้น มีน้ำหนักที่หนักแน่นเพียงพอที่จะเป็นอันเชื่อได้ว่ามีการฮั้วเกิดขึ้นในการเลือก สว. และหนักแน่นเพียงพอที่ควรจะทำให้ กกต. มีมติส่งเรื่องไปให้ศาลพิจารณา

หากพิจารณาจากเฉพาะหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ เราเห็นถึงบัตรการลงคะแนนเลือก สว. ที่มีการเลือกกลุ่มตัวเลขชุดเดียวกันเป็นจำนวนมากติดต่อกัน ซึ่งเป็นไปได้ยากมากๆที่จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติและปราศจากการฮั้วหรือการแลกเปลี่ยนคะแนนกัน

และหากพิจารณาจากหลักฐานที่อยู่ในคำร้องของผู้ร้อง และคาดว่าอยู่ในสำนวนของคณะฯที่ 26 ที่ กกต. และ DSI ร่วมกันทำ เราก็ได้รับข้อมูลจากกลุ่ม สว. สำรอง ซึ่งเป็นผู้ร้อง ถึงหลักฐานเกี่ยวกับการนัดรวมตัวกัน เพื่อพักอาศัยและเดินทางไปที่สถานที่เลือกร่วมกัน มีหลักฐานเกี่ยวกับการว่าจ้างหลักหมื่นบาท-แสนบาท เพื่อให้ลงคะแนนตามโพย (พร้อมหลักฐานการโอนเงิน) รวมถึงหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองหลายราย

ยิ่งไปกว่านั้น หลักฐานที่คณะไต่สวนฯที่ 26 ใช้ มีความหนักแน่นและชัดเจนมากกว่าหลักฐานในอีกคดีหนึ่งที่ กกต. เคยมีมติให้ส่งคำร้องไปที่ศาลมาแล้ว ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ คดี 53/2568 ซึ่ง กกต. ยื่นคำร้องไปที่ศาล เพื่อดำเนินคดีกับผู้สมัคร สว. จากหลักฐานเพียงแค่ว่ามีการส่งข้อความไม่กี่ข้อความระหว่างผู้สมัคร สว. 2 คนที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อขอแลกคะแนนกันผ่าน LINE ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 26 พ.ย.68 ศาลฏีกาตัดสินใจว่ากรณีดังกล่าวเป็นความผิด และมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้กระทำความผิดเป็นระยะเวลา 10 ปี

ดังนั้น หาก กกต. จะไม่ดำเนินคดีและส่งเรื่องไปที่ศาลตามข้อเสนอของ คณะไต่สวนฯที่ 26 ก็ต้องตอบสังคมให้ได้ว่ามีพยานหลักฐานอื่นใดที่มาหักล้างพยานหลักฐานและความเห็นของ คณะไต่สวนฯที่ 26 มิเช่นนั้น ก็เสี่ยงจะถูกมองว่าเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ และทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐอย่างร้ายแรง ซึ่งก็ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

พริษฐ์

เหตุผลข้อที่ 2. กกต. ไม่ควรนำมติของ “อนุวินิจฉัยฯที่ 36” มาใช้เป็นเหตุผลในการมีมติไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล เพราะ “อนุวินิจฉัยฯที่ 36” เป็นอนุฯ ที่กำลังถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมในการมีอยู่และบทบาทในการทำหน้าที่

ในเชิงกฎหมาย ปัจจุบันมีข้อถกเถียงกันว่าการตั้งอนุฯ วินิจฉัยที่ 36 เป็นการตั้งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เนื่องจาก กกต. ได้มีมติตั้งอนุฯวินิจฉัยที่ 36 ในช่วง ก.ย. 68 ซึ่งถือว่าเลยกรอบเวลา 1 ปี หลังจากการรับรองผลการเลือก สว. เมื่อ ก.ค. 67 จึงอาจจะขัดกับระเบียบ กกต. เรื่องการสืบสวน-ไต่สวน-วินิจฉัยชี้ขาด ข้อ 92 ที่ระบุชัดว่าจะต้องมีการนำเสนอสำนวนการสืบสวนหรือไต่สวนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง “ไม่เกินหนึ่งปี  นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง” ซึ่งในประเด็นนี้ มีผู้สมัคร สว. ได้ดำเนินการฟ้อง กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางไปแล้ว เมื่อ ธ.ค. 68 เกี่ยวกับการตั้งอนุฯวินิจฉัยที่ 36 ที่อาจจะมิชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนในเชิงการเมือง เราก็ตั้งคำถามได้เพิ่มเติมว่า กกต. มีเจตนาอะไรในการตั้ง “อนุวินิจฉัยฯที่ 36” เพิ่มเติมขึ้นมา เนื่องจาก กกต. มีอนุฯวินิจฉัยอยู่แล้วทั้งหมด 35 คณะ  ซึ่งปกติก็จะถูก “สุ่ม” มาใช้กลั่นกรองคดีต่างๆ ที่ กกต. ต้องพิจารณา เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ถูกกล่าวหารู้บุคคลในอนุฯ วินิจฉัยของคดีตนเองได้ล่วงหน้าและวิ่งเต้นคดี  ดังนั้น ในกรณีนี้ เหตุใด กกต. ถึงไม่ใช้วิธี “สุ่ม” 1 ใน 35 อนุฯ ที่มีอยู่แล้ว มาพิจารณาคดีโกง สว. เหมือนกับคดีอื่นๆ ทำไมในดีนี้ กกต.กลับใช้วิธีตั้ง อนุฯวินิจฉัยที่ 36 ขึ้นมาใหม่ เพื่อคัดเลือกและแต่งตั้งบุคลากรชุดใหม่ มาทำหน้าที่เป็นการเฉพาะสำหรับคดีนี้?

3. หาก กกต. ดึงดันที่จะมีมติตัดจบให้เรื่องไม่ถูกส่งไปถึงศาล โดยไม่สามารถหักล้างหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะและที่อยู่ในสำนวนของคณะไต่สวนฯที่ 26 ได้  สังคมก็จะอดตั้งคำถามไม่ได้ ว่า กกต. กำลังใช้อำนาจโดยมิชอบ เนื่องจากมีผลประโยชน์ทับซ้อน ใช่หรือไม่  ในเมื่อ กกต. ที่จะมาชี้ขาดว่าจะส่งเรื่องไปที่ศาลหรือไม่ มีถึง 4 จาก 7 คน ที่ถูกรับรองโดย สว. ชุดที่กำลังถูกกล่าวหาในสำนวน  ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรณีนี้มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และหาก กกต. ตัดสินใจในลักษณะที่สวนกับหลักฐานข้อเท็จจริง สังคมอาจตั้งคำถามได้ว่า กกต. ที่ถูกรับรองมา 4 คน โดย สว. ที่ถูกกล่าวหา ได้ถูกรับรองมาบนเงื่อนไขว่าจะช่วยทำให้เรื่องคดีโกง สว. ไปไม่ถึงศาล ใช่หรือไม่?

พริษฐ์

4. หาก กกต. เร่งรีบที่จะมีมติตั้งแต่สัปดาห์นี้ เพื่อตัดจบให้เรื่องไม่ถูกส่งไปถึงศาล สังคมก็จะอดตั้งคำถามไม่ได้อีกเช่นกัน ว่า กกต. กำลังใช้อำนาจโดยมิชอบ โดยมี “ใบสั่ง” ให้เคลียร์ข้อครหาให้หมดก่อนวาระการเลือกนายกฯในสภา ใช่หรือไม่เพราะเป็นที่รับรู้และถูกนำเสนอโดยทั่วไป ว่าผู้ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีกหลายคนก็รวมอยู่ในผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ของคณะไต่ส่วนที่ 26  

ดังนั้น หากใครเชื่อว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมีอิทธิพลเหนือ กกต. สิ่งหนึ่งที่พวกเขาอาจจะพิจารณาทำได้ ก็คือการขอให้ กกต. เร่งมีมติเพื่อสรุปไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล และตัดจบคดีโกง สว. ตั้งแต่สัปดาห์นี้ เพื่อปิดช่องไม่ให้มี สส. คนใด อภิปรายในระหว่างวาระการเลือกนายกฯได้ ว่ายังมีคดีดังกล่าวที่ยังค้างอยู่ในกระบวนการยุติธรรม

“จึงเป็น 4 เหตุผลที่พรรคประชาชน จึงตั้งข้อสังเกตว่า กกต. นั้นควรจะต้องดำเนินการส่งเรื่องไปที่ศาลและดำเนินคดีกับผู้ที่ถูกกล่าวหาทั้ง 200 กว่าคน ตามข้อเสนอของคณะไต่สวน ชุดที่ 26 และอยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนจับตาการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งในสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิดว่าจะไม่มีความพยายามจะเร่งปิดจบและเป่าคดีดังกล่าวไปไม่ถึงศาล“ นายพริษฐ์ กล่าว

พริษฐ์

ส่อง บำนาญ สส.-สว. สวัสดิการพรีเมียมจากภาษีประชาชน

ส่อง บำนาญ สส.-สว.  สวัสดิการพรีเมียมจากภาษีประชาชน

ส่อง บำนาญ สส.-สว. สวัสดิการพรีเมียมจากภาษีประชาชน

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.49 น.

เป็นที่ฮือฮากันอย่างมากกับการปักหมุดแรกในการกลับมาทำหน้าที่ สส. ของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยภักดี โดยระบุว่าจะเร่งดำเนินการ 3 ข้อคือ 1.ยกเลิกอาหารกลางวันสส. 2.ลดจำนวนผู้ช่วย สส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน และ 3.ปรับลดกองทุนบำนาญ สส.

“แนวหน้าออนไลน์” เจาะลึกเรื่อง สวัสดิการหรือบำนาญผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา โดยรายละเอียดเรื่องนี้อยู่ในพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา และระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา

สำหรับพระราชบัญญัติกองเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556 ที่บังคับใช้ในปัจจุบัน ได้ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2556 มี 28 มาตรา รายละเอียด ในมาตรา 5 และมาตรา6 ระบุว่า

มาตรา 5 ให้มีกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ในสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ดังต่อไปนี้

(1) การจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพ

(2) การจ่ายเงินช่วยเหลือในการรักษาพยาบาล

(3) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีทุพพลภาพ

(4) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีถึงแก่กรรม

(5) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีการให้การศึกษาบุตร

(6) สวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นตามระเบียบที่คณะกรรมการกําหนด

มาตรา 6 กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้

(1) เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้

(2) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจําปี

(3) เงินที่สมาชิกรัฐสภาส่งเข้ากองทุนในอัตราที่คณะกรรมการกําหนด

(4) เงินที่โอนมาจากกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาตามระเบียบรัฐสภาว่าด้วย กองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2543

(5) เงินและทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน

(6) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการบริจาค

(7) ดอกผลของเงินกองทุน

ส่วนผู้ที่จะได้รับสวัสดิการตามพรบ.ฉบับนี้ ในมาตรา 16 ระบุว่าสมาชิกรัฐสภาซึ่งได้ส่งเงินเข้ากองทุนมีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเมื่อสิ้นสุดสมาชิกภาพแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกตามระเบียบที่คณะกรรมการกําหนด ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และจํานวนอัตราเงินทุนเลี้ยงชีพอันจะพึงได้รับจากกองทุนนั้น ให้นําระยะเวลาในการดํารงตําแหน่งการเป็นสมาชิกรัฐสภาของผู้นั้นมาคิดคํานวณด้วย

สมาชิกรัฐสภาที่จะมีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพตามวรรคหนึ่ง จะต้องไม่เป็นบุคคลที่อยู่ใน ระหว่างต้องห้ามมิให้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือเป็นบุคคลที่เคยถูกวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนจากตําแหน่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

สำหรับรายละเอียดการดำเนินการ ได้มีระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ฉบับล่าสุดระบุใน ข้อ 29 ว่า ให้ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาตามข้อ 27 มีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเป็นรายเดือน

โดยให้ได้รับเป็นระยะเวลาสองเท่าของเวลาสําหรับคํานวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(1) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 1 เดือน แต่ไม่ถึง 12 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 30 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย โดยให้ได้รับเป็นระยะเวลาสี่เท่าของเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ

(2) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 12 เดือน แต่ไม่ถึง 48 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 30 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

(3) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 48 เดือน แต่ไม่ถึง 96 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 35 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

(4) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 96 เดือน แต่ไม่ถึง 144เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ ๔๐ ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

(5) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 144 เดือน แต่ไม่ถึง 192 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 45 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

(6) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 192 เดือน แต่ไม่ถึง 240 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 50 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

(7) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 240 เดือน แต่ไม่ถึง 288เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 55 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

(8) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 288 เดือนขึ้นไป ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 60 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

ส่วนค่ารักษาพยาบาล ข้อ32 ในการแก้ไขล่าสุดระบุว่า อนุมัติจ่ายเงินครั้งละไม่เกิน 130,000 บาท/ปี

กรณีทุพลภาพเดิม ระบุว่ามีการจ่ายให้ 5,000 บาทต่อเดือน แต่ล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567ได้มีการแก้ไขเป็น 15,000 บาท/เดือน

สำหรับการช่วยเหลือทุนการศึกษาบุตร ข้อ45 ระบุไว้ว่า ให้ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาภายหลังวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุน

ในกรณีการให้การศึกษาบุตรสําหรับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเข้ารับการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งจนถึงระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าได้เพียงคนที่หนึ่งและคนที่สอง ทั้งนี้ ไม่รวมบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น

คุก 5 ปี อดีตหัวหน้าพรรคไทรักธรรม ปมยักยอก เงิน ทรัพย์สินพรรคไปใช้ส่วนตัว

คุก 5 ปี อดีตหัวหน้าพรรคไทรักธรรม ปมยักยอก เงิน ทรัพย์สินพรรคไปใช้ส่วนตัว

คุก 5 ปี อดีตหัวหน้าพรรคไทรักธรรม ปมยักยอก เงิน ทรัพย์สินพรรคไปใช้ส่วนตัว

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.47 น.

วันนี้ 16มีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง( กกต.) แจ้งว่า ศาลตัดสินลงโทษจำคุก 5 ปี อดีตหัวหน้าพรรคไทรักรรรม โดยนาย พีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค อดีตหัวหน้าพรรคไทรักธรรมกับพวก ได้มีการนำหรือยินยอม ให้บุคคลอื่นนำเงินหรือทรัพย์สินของพรรคการเมืองไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือใช้เพื่อการอื่นใด อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 87 ประ กอบมาตรา 132 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการ
เมือง พ.ศ. 2560 และพรรคไทรักธรรมได้รายงานการใช้จ่ายเงินอุดหนุน ด้วยข้อความอันเป็นเท็จทั้งหมดหรือบางส่วน โดยมีทุนทรัพย์ 18,797,824.59 บาท

นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติฟ้องเป็นคดีแพ่ง เรียกคืนเงินอุดหนุน และดำเนินคดีเป็นอาญากับหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคไทรักธรรม สำหรับคดีอาญา จากการสืบสวนพบว่าผู้ต้องหาได้หลบหนีไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

พีระวิทย์

ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนนำไปสู่การจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 และอัยการจังหวัดสระบุรีได้ยื่นฟ้อง ต่อศาลจังหวัดสระบุรี เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกา ยน 2568

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลจังหวัดสระบุรีได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 81131/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อ124/2569 ลงโทษจำคุก นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค เป็นเวลา 5 ปี จำเลยให้การ รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน

โหวตนายกฯ 19 มี.ค.นี้ โสภณ อยากเห็น รบ.อำนาจเต็ม ก่อนสงกรานต์

โหวตนายกฯ 19 มี.ค.นี้ โสภณ อยากเห็น รบ.อำนาจเต็ม ก่อนสงกรานต์

โหวตนายกฯ 19 มี.ค.นี้ โสภณ อยากเห็น รบ.อำนาจเต็ม ก่อนสงกรานต์

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.49 น.

สภาฯจัดพิธีรับพระราชโองการโปรเกล้าฯแต่งตั้งประธาน-รองประธานสภาฯ ด้าน”โสภณ”เปิดใจครั้งแรก นั่งประมุขนิติบัญญัติ ขอสร้างศรัทธาให้ ปชช. ลั่นอยากเห็นสภาฯ ชุดนี้เน้น”ทำ”มากกว่า”พูดแล้วไร้ข้อสรุป” พร้อมรับคำติชมทุกฝ่ายไปปฏิบัติ เดินงานไวเตรียมนัดโหวตนายกรัฐมนตรี 19 มี.ค.นี้ ชี้อยากเห็น รบ.อำนาจเต็มก่อนสงกรานต์ เร่งแก้สารพัดวิกฤตรุมเร้า สวน”หมอวรงค์”ตลก ข้องใจกลางสภาฯ ดึงภาษีประชาชนเป็นค่าอาหารกลางวัน สส.-ชงหั่นผู้ติดตามฯ สอนมวยเรื่องแบบนี้ไม่ต้องพูด สามารถหารือกันได้ เตรียมเปิดฟลอร์ให้ผู้แทนฯ จ้ออภิปราย”อยากเห็นสภาฯ นี้เป็นอย่างไร” ฟุ้งจะเริ่มทำงานมิติใหม่ๆ ขอรอติดตามตอนต่อไป

16 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 14.30 น.ที่บริเวณโถงหน้าห้องจัดประชุมสัมนาใหญ่ ชั้นบี 1 อาคารรัฐสภา มีพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้แก่ นายโสภณ ซารัมย์ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร 2.น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 และ 3.นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2

จากนั้นในเวลา 14.45 น. นายโสภณ แถลงอย่างเป็นทางการครั้งแรกภายหลังรับตำแหน่งประธานสภาฯ ว่า วันนี้ตน และรองประธานสภาฯ อีก 2 คน นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ชีวิตของพวกตนทั้ง 3 รวมถึงครอบครัว เป็นอย่างยิ่งที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้เป็นประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ ดังพวกเราทั้ง 3 จะน้อมนำพระราชดำรัสในวันเปิดพิธีรัฐสภาไปทำงาน วันนี้ถือว่าเป็นวันที่พวกเราทั้ง3คนได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างสมบูรณ์ ต่อจากนี้ไปจะเป็นการทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ตนอยากเรียนว่าในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ ที่มีพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ และพรรคอื่นๆ มาร่วมจัดตั้งรัฐบาล ทำให้พวกเราได้รับความไว้วางใจในการมาทำหน้าที่ประธาน และรองประธานสภาฯ ยืนยันว่าพวกเราจะตั้งใจทำงานเพื่อสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นให้ได้ในสภาฯ ชุดที่ 27

นายโสภณ กล่าวต่อว่า ตนและรองประธานสภาฯ ทั้ง 2 คน ได้แสดงวิสัยทัศน์เห็นตรงกันว่า จะสร้างความศรัทธาให้สภาฯแห่งนี้เป็นสภาฯ ที่พึ่ง ที่หวังของประชาชน ในความเห็นพวกเราทั้ง 3 คน เราอยากเห็นการเปลี่ยนวิธีคิด การทำงานของสภาฯ ชุดนี้จะเป็นสภาฯ ที่ทำงานด้วยการกระทำมากกว่าพูดแล้วไม่ได้ข้อสรุป เรื่องไหนที่ประชาชนไม่ชอบหรือเบื่อหน่ายเราจะไม่ให้เกิดขึ้นเด็ดขาด เรื่องที่ใช้เวลาในสภาฯ ไม่เป็นประโยชน์ เรื่องที่สาระน้อย เรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง เราจะใช้เวลาเหล่านั้นให้น้อยที่สุด สิ่งที่เราทั้ง 3 ได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อจากนี้ไป คือการนำความทุกข์ร้อนของประชาชนมาปรึกษาหารือในสภาฯ ไม่ว่าจะเป็นการยื่นญัตติหรือกระทู้ จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่นำเรื่องที่ไม่ใช่ความเดือดร้อน หรือเรื่องไม่เร่งด่วนมาพูด การปรึกษาหารือต้องเป็นเรื่องเร่งด่วนความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเรื่องเร่งด่วน ต้องใช้สภาฯ ให้เป็นประโยชน์ ส่วนการถ่วงดุลตรวจสอบ ก็ว่ากันไปตามหน้าที่ของฝ่ายค้าน

“เราอยากเห็นสภาฯชุดที่ 27 นี้ขับเคลื่อนกฎหมาย เพื่อเป็นทิศทาง เป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหารที่จะผลักดันประเทศให้ข้ามวิกฤตการณ์ของโลกอยู่ในขณะนี้ให้ได้ ที่ผ่านมาเราพึ่งแต่ฝ่ายบริหาร กฎหมายก็มาจากฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้นสภาฯชุดนี้จะหลอมรวมกัน เราจะทำให้เห็นเป็นตัวอย่างในการขับเคลื่อน สุดท้ายนี้ผมอยากเรียกร้องให้สมาชิกคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน สิ่งใดที่ประชาชนไม่ชอบ ขอความกรุณาอย่ามาใช้เวลาที่ทำให้ไม่เกิดประโยชน์บางเรื่องที่พูดแล้วมันเหมือนอุดมการณ์ แต่บางเรื่องมีข้อจำกัด เราต้องอยู่บนโลกความเป็นจริงและทำให้ความเป็นจริงของโลกไปในทิศทางที่ดีให้ได้ เชื่อมั่นว่าสภาฯชุดนี้ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้านจะมุ่งมั่นขับเคลื่อนทำงาน ฝากบอกพี่น้องประชาชนว่าขอให้เป็นกำลังใจ ให้ตำหนิทางสร้างสรรค์เรื่องใดที่ พวกเราทั้ง3คน พร้อมรับการติชมจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะภาคประชาชน หน่วยราชการ และที่สำคัญจากสมาชิก เราพร้อมจะรับมาปรับปรุงทุกเรื่อง สุดท้ายสภาฯ ถกเถียงกันอย่างไร ก็ต้องจบด้วยมติ” นายโสภณ กล่าว

เมื่อถามถึงการโหวตนายกรัฐมนตรี นายโสภณ กล่าวว่า วันนี้ตนจะเซ็นหนังสือเพื่อเรียกประชุมสภาฯ พิจารณาโหวตเลือกนายกฯ ในวันที่ 19 มี.ค.นี้ ตนอยากเห็นรัฐบาลมีอำนาจเต็มก่อนช่วงสงกรานต์ เพราะขณะนี้วิกฤตต่างๆ รุมเร้ากันหมด การมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มก็จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น หากไม่มีอะไรขัดข้อง การโหวตเลือกนายกฯ จะเกิดขึ้นในวันที่ 19 มี.ค.

เมื่อถามถึงกฎหมายต่างๆ ที่ค้างมาจากสภาฯ ชุดที่แล้ว อย่างเช่น การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จะดำเนินการอย่างไร ประธานสภาฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะยืนยันกฎหมายเข้ามา คงต้องรอให้มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ก่อน

เมื่อถามถึงกรณี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ลุกขึ้นเสนอในที่ประชุมสภาฯ วานนี้ (15 มี.ค.) โดยตั้งคำถามถึงการนำภาษีประชาชนมาเลี้ยงอาหารกลางวัน สส. รวมเสนอให้ลดจำนวนผู้ติดตาม สส. เป็นต้น นายโสภณ หัวเราะก่อนกล่าวว่า ตลก เรื่องแบบนี้ไม่ต้องมาพูดแบบนี้ เราสามารถหารือกันได้ เมื่อได้ความอย่างไรค่อยแถลง ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่ก็มีสิทธิ์แถลง ตนอยู่สภาฯ ตั้งแต่ 2544 เขาก็เลี้ยงข้าวแบบนี้ สมัยก่อนเริ่มประชุมบ่ายโมง เลิกประชุมเที่ยงคืน ดังนั้น ค่อยว่ากัน สมาชิกเอาอย่างไร ตนเอาอย่างนั้น ขอให้เป็นมติของสมาชิก ว่ามาเลย ตนจะเปิดโอกาส

“สภาฯ ชุดนี้จะเป็นสภาฯ ชุดแรก ที่ผมจะเปิดให้มีช่วงเวลาหนึ่ง ให้สมาชิกได้อภิปรายในฐานะตัวแทนพรรคการเมืองว่า คุณอยากเห็นสภาฯนี้เป็นอย่างไรคุณว่ามา พวกเราทั้ง 3 จะได้นำไปปฏิบัติ เราจะเริ่มทำงานในแบบมิติใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ ขอให้ติดตามชมตอนต่อไป” ประธานสภาฯ กล่าว

พลังงาน สั่งระดมรถบรรทุก-เพิ่มรอบส่งน้ำมัน เร่งกระจายเข้าปั๊มทั่วประเทศ แก้ขาดแคลน

พลังงาน สั่งระดมรถบรรทุก-เพิ่มรอบส่งน้ำมัน เร่งกระจายเข้าปั๊มทั่วประเทศ แก้ขาดแคลน

พลังงาน สั่งระดมรถบรรทุก-เพิ่มรอบส่งน้ำมัน เร่งกระจายเข้าปั๊มทั่วประเทศ แก้ขาดแคลน

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.33 น.

รมว.พลังงาน ถกตัวแทนผู้ค้าน้ำมัน-โรงกลั่น วางมาตรการระบายน้ำมัน เพิ่มรถบรรทุก-เพิ่มรอบส่ง ในปั๊มขาดแคลน

เมื่อวันที่ 16 มี.ค.2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้เรียกตัวแทนกลุ่มผู้ค้าน้ำมันและผู้แทนจากโรงกลั่นน้ำมันเข้าร่วมการประชุมด่วน เพื่อหารือประเมินสถานการณ์ร่วมกันอย่างใกล้ชิด และวางมาตรการรับมือเพื่อแก้ไขปัญหาการกระจายน้ำมันที่ล่าช้า

ภายหลังการประชุมกระทรวงพลังงานและผู้ค้าน้ำมันได้ข้อสรุป และแนวทางปฏิบัติในการเร่งระบายน้ำมันสู่สถานีบริการ เช่น การระดมเพิ่มจำนวนรถบรรทุกขนส่งน้ำมัน การเพิ่มรอบและปริมาณการกระจายน้ำมันออกจากคลังไปยังพื้นที่เป้าหมายให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการบูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยเชื่อมั่นว่าจากมาตรการเร่งด่วนทั้งหมดนี้ จะช่วยเติมเต็มปริมาณน้ำมันในสถานีบริการที่ขาดแคลน และทำให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ขอให้ประชาชนคลายความกังวลและมั่นใจในเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศ

แก้วตา ควงทนายฟ้องเพจดัง ปมโยงยาเสพติดทำลายชื่อเสียง สะเทือนใจลูกชาย

แก้วตา ควงทนายฟ้องเพจดัง ปมโยงยาเสพติดทำลายชื่อเสียง สะเทือนใจลูกชาย

แก้วตา ควงทนายฟ้องเพจดัง ปมโยงยาเสพติดทำลายชื่อเสียง สะเทือนใจลูกชาย

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

วันนี้ 16 มีนาคม 2569 น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือ แก้วตา อดีต สส.พรรคประชาชน ไม่ขออยู่เฉย ออกโรงควงทนายความเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเพจ ชง หลังถูกโพสต์ใส่ร้ายป้ายสีด้วยถ้อยคำรุนแรง โดยเฉพาะประเด็นที่พยายามเชื่อมโยงเธอกับเรื่องยาเสพติด โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “วันนี้ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ พร้อมทนายพรรค เม่นบางผึ้ง STP Inter Law ได้เดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเพจ “ชง” จากกรณีเผยแพร่ข้อความสู่สาธารณะในลักษณะ ใส่ร้าย ป้ายสี และใช้ถ้อยคำเกลียดชัง ต่อดิฉัน โดยเฉพาะการกล่าวหาที่พยายามโยงดิฉันกับ “สารเสพติด” ซึ่งเป็นการใส่ความที่ร้ายแรงและทำให้บุคคลเสียชื่อเสียงอย่างชัดเจน

การกล่าวหาเรื่องสารเสพติดต่อบุคคลในพื้นที่สาธารณะ โดยไม่มีข้อเท็จจริงหรือหลักฐานรองรับ ไม่ใช่เพียงการโจมตีทางการเมืองธรรมดา แต่เป็นการใช้วิธีการที่ต่ำทรามเพื่อทำลายภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของบุคคล การใส่ร้ายลักษณะนี้เป็นรูปแบบของการบิดเบือนข้อมูลที่ถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสนามการเมือง โดยเฉพาะจากกลุ่มการเมืองและเครือข่ายแฟนคลับบางส่วนที่เลือกใช้ การใส่ความแทนการถกเถียงด้วยเหตุผล

แก้วตา

ดิฉันยืนยันเสมอว่า การวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองเป็นสิ่งที่ทำได้ และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย แต่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ใครใช้พื้นที่สาธารณะเพื่อใส่ร้ายผู้อื่น หรือเผยแพร่ข้อมูลเท็จเพื่อทำลายชื่อเสียงของบุคคล

วิธีการโจมตีด้วยการกล่าวหาที่ร้ายแรงโดยไม่มีหลักฐาน ไม่เพียงสะท้อน วัฒนธรรมทางการเมืองที่ตกต่ำ แต่ยังบ่อนทำลายมาตรฐานของการสนทนาในสังคม และทำให้พื้นที่สาธารณะกลายเป็นพื้นที่ของ ความเกลียดชังและการบิดเบือนความจริง

แก้วตา

ที่สำคัญ การใส่ร้ายในลักษณะนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะตัวดิฉันเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ครอบครัวและชีวิตส่วนตัว ของดิฉันด้วย โดยเฉพาะลูกชายของดิฉันซึ่งอยู่ในวัยรุ่นและสามารถเข้าถึงโซเชียลมีเดียได้ การที่เด็กคนหนึ่งต้องมาเห็นข้อความใส่ร้ายแม่ของตนเองในพื้นที่สาธารณะ เป็นสิ่งที่ ไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องปกติในสังคมใด
นอกจากนี้ การเผยแพร่ข้อมูลเท็จในลักษณะดังกล่าว ยังส่งผลกระทบต่อ ช่องทางการทำมาหาเลี้ยงชีพและการทำงาน ของดิฉัน เพราะการสร้างภาพลักษณ์เชิงลบด้วยข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง ย่อมกระทบต่อความน่าเชื่อถือและโอกาสทางอาชีพของบุคคลโดยตรง

การดำเนินคดีในครั้งนี้ของดิฉันจึง ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตัวเองเท่านั้น แต่เพื่อยืนยันหลักการสำคัญว่า
การใส่ร้าย การบิดเบือนข้อมูล และการสร้างความเกลียดชังในพื้นที่สาธารณะ ต้องมีความรับผิดชอบตามกฎหมาย และไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมการเมืองไทย
หลังจากนี้ กระบวนการยุติธรรมจะเป็นผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และดิฉันเชื่อมั่นว่า ความจริงจะปรากฏในท้ายที่สุด”

หลังโพสต์เผยแพร่ออกไป แฟนคลับและชาวเน็ตต่างเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์สนับสนุนการตัดสินใจฟ้องครั้งนี้อย่างล้นหลาม เช่น

“So good”

“เป็นกำลังใจให้นะครับ”

“ดีค่ะ จัดเลย”

“page ชื่อ ชง ไม่เคยเห็นเลยคับ รู้จากน้องแก้วตา นี่ล่ะ “

“เป็นกำลังให้คุณแก้วตานะครับ”

“เป็นกำลังใจให้ครับผม”

“ไปให้สุดครับจัดไป”

“แล้วป้าเจี๊ยบฟ้องหรือเปล่าครับ”

แก้วตา
แก้วตา
แก้วตา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ธิษะณา ชุณหะวัณ – แก้วตา – Tisana Choonhavan