กกต.แจงมติคณะอนุฯ ปล่อยผี 229 คนคดีฮั้วสว. แค่หนึ่งในขั้นตอนพิจารณาโดยอิสระ ไม่ผลผูกพันกกต.

กกต.แจงมติคณะอนุฯ ปล่อยผี 229 คนคดีฮั้วสว. แค่หนึ่งในขั้นตอนพิจารณาโดยอิสระ ไม่ผลผูกพันกกต.

กกต.แจงมติคณะอนุฯ ปล่อยผี 229 คนคดีฮั้วสว. แค่หนึ่งในขั้นตอนพิจารณาโดยอิสระ ไม่ผลผูกพันกกต.

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.00 น.

กกต.แจงมติคณะอนุฯ​ ปล่อยผี 229 คนคดีฮั้วสว. แค่หนึ่งในขั้นตอนพิจารณาโดยอิสระ ไม่ผูกพันการพิจารณาของกกต.

เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงกรณีข่าวคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา ข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 วินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนซึ่งเป็นสว.ชุดปัจจุบัน กรรมการบริหารพรรคการเมืองและเครือข่าย ไม่มีความผิดในคดีฮั้วเลือกสว. ว่า กรณีปรากฏข่าวเกี่ยวกับความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา ข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เป็นขั้นตอนในการกลั่นกรองสำนวนตามระเบียบ ซึ่งมิได้มีการเพิ่มเติม ขึ้นมาแต่อย่างใด โดยเมื่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 พิจารณาแล้ว จะจัดทำความเห็นและเสนอสำนักงานกกต. เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ การเลือกตั้งพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ ตามขั้นตอนการจัดทำสำนวนตามระเบียบกกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2563 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2566 ในขั้นตอนที่ 4 กำหนดให้ เมื่อกกต.ได้รับสำนวน จากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 แล้ว ต้องพิจารณาชี้ขาดหรือสั่งการ โดยเร็ว ดังนั้น ขณะนี้เรื่องดังกล่าวจึงยังอยู่ในชั้นการดำเนินการของสำนักงานกกต.

สำนักงานกกต.ขอยืนยันว่า การดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไป ตามกฎหมาย ระเบียบ และกระบวนการพิจารณาสำนวนที่กำหนดไว้ โดยความเห็นในแต่ละลำดับนั้น เป็นอิสระในการใช้ดุลยพินิจของตนเองในการเสนอความเห็น แต่ไม่มีผลผูกพันต่อการพิจารณาของกกต.โดยหากมีคำวินิจฉัยที่เป็นทางการ สำนักงานกกต.จะแจ้งให้ประชาชนทราบต่อไป

กสม.เยี่ยม เอกชัย หงส์กังวาน ถึงเรือนจำ พบป่วยฝีในตับ-ต่อมลูกหมากโต ยังใช้ชีวิตได้ปกติ

กสม.เยี่ยม เอกชัย หงส์กังวาน ถึงเรือนจำ พบป่วยฝีในตับ-ต่อมลูกหมากโต ยังใช้ชีวิตได้ปกติ

กสม.เยี่ยม เอกชัย หงส์กังวาน ถึงเรือนจำ พบป่วยฝีในตับ-ต่อมลูกหมากโต ยังใช้ชีวิตได้ปกติ

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.16 น.

กสม.เยี่ยม เอกชัย หงส์กังวาน ถึงเรือนจำคลองเปรม พบป่วยฝีในตับ-ต่อมลูกหมากโต ยังใช้ชีวิตได้ปกติ พร้อมส่งตัวรักษา รพ.ราชทัณฑ์ ต่อไป 

เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ กสม.ได้เข้าเยี่ยมติดตามอาการป่วยของนายเอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี ประเภทอุทธรณ์-ฎีกา ณ เรือนจำกลางคลองเปรม กรุงเทพฯ หลังจากมีข่าวนายเอกชัยป่วยหนัก  

โดยพบว่านายเอกชัย มีอาการของโรคฝีในตับและภาวะต่อมลูกหมากโต ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ซึ่งนายเอกชัยได้ให้ข้อมูลความเป็นอยู่ภายในเรือนจำ และได้พบแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เพื่อตรวจโรคฝีในตับในเช้าวันนี้ (13 มี.ค.) รวมถึงมีกำหนดการพบแพทย์กรณีต่อมลูกหมากโตในวันที่ 24 มี.ค.ที่จะถึงนี้  ทั้งนี้ กสม. มีภารกิจในการคุ้มครอง ส่งเสริม และเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึงสิทธิผู้ต้องขังด้วย

ต่อมา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า “วันนี้ “เอกชัย หงส์กังวาน“ ถูกส่งตัวไปที่ รพ.ราชทัณฑ์ และแพทย์ให้แอดมิท ยังต้องรอทำ CT Scan เพื่อตรวจอาการฝีในตับและต่อมลูกหมากโตต่อไป”

ไทยริเริ่มหารือ รมว.กต.อาเซียน ถกรับมือศึกตะวันออกกลาง รับสถานการณ์น่าเป็นห่วง

ไทยริเริ่มหารือ รมว.กต.อาเซียน ถกรับมือศึกตะวันออกกลาง รับสถานการณ์น่าเป็นห่วง

ไทยริเริ่มหารือ รมว.กต.อาเซียน ถกรับมือศึกตะวันออกกลาง รับสถานการณ์น่าเป็นห่วง

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

สีหศักดิ์ เผยไทยริเริ่มหารือ รมว.กต.อาเซียน ถกรับมือศึกตะวันออกกลาง รับสถานการณ์น่าเป็นห่วง

เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2569 ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงภายหลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ เกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมที่สืบเนื่องจากการริเริ่มของฝ่ายไทย ที่เราเห็นว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงมากๆ และมีผลกระทบต่ออาเซียนทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้น จึงมาร่วมประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์ร่วมกัน และดูว่าตรงไหนบ้างที่อาเซียนจะสามารถร่วมมือกันเพื่อบรรเทาผลกระทบ หรือให้อาเซียนอยู่ในสถานะที่จะรับมือความท้าทายต่างๆอย่างเข้มแข็งขึ้น  โดยทุกคนเห็นตรงกันว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางขณะนี้สืบเนื่องจากสหรัฐและอิสราเอลโจมตีอิหร่าน และก็มีการโต้ตอบโดยอิหร่าน และมีการโต้ตอบไปหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพกติการะหว่างประเทศกำลังถูกบั่นทอน 

อาเซี่ยนเป็นห่วงเพราะว่าขณะนี้ สงครามและการต่อสู้ยังคงรุนแรงอยู่ และไม่รู้ว่าจะยุติลงอย่างไร แต่แน่นอนในส่วนของอาเซียนนั้น เราก็ยืนยันข้อเรียกร้องที่เรามีไปแล้วในแถลงการณ์ ก่อนหน้านี้ในอาเซียน คือไทยเราอยากจะเห็นการแก้ไขโดยสันติวิธี ขอให้ทุกฝ่ายมุ่งสู่การเจรจาทางการทูต  เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความสูญเสียอย่างมากมาย โดยเฉพาะประชาชน พลเรือน อาเซียนจึงมีต่อตะวันออกกลาง 

ถ้าถามว่าอาเซียนจะทำอะไรได้บ้าง แน่นอนผลกระทบก็มีหลายมิติหลายด้านด้วยกัน เช่น ผลกระทบในเรื่องของพลังงาน ราคาพลังงาน ความมั่นคงพลังงาน ผลกระทบที่จะตามมาถึงเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ อาจจะกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารด้วย 

ทุกคนในที่ประชุมก็แลกเปลี่ยนกันว่าขณะนี้มีมาตรการภายในของแต่ละประเทศ ซึ่งไทยก็เป็นที่ทราบกันแล้วว่า เรามีมาตรการที่จะประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็น ในส่วนของอาเซียน เราก็มาดูกันว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง ซึ่งอาเซียนมีกรอบความร่วมมือทางด้านปิโตรเลียม และก็มีกลไกอยู่ ซึ่งหากมีประเทศใดขาดแคนน้ำมันระดับหนึ่ง  หรือระยะเวลาหนึ่ง ประเทศอื่นก็อาจจะให้ความช่วยเหลือได้โดยสมัครใจ  ซึ่งกลไกนี้ยังไม่เคยมีการใช้งานอย่างจริงจัง หรืออย่างแท้จริง เราจึงมาดูกันว่ากลไกที่เรามีอยู่นั้น เราจะทำอย่างไรให้มีผลในทางปฏิบัติได้บ้าง และเรามีระบบสายส่งอาเซียน หรืออาเซียนเพาเวอร์กริด ซึ่งเรามีอยู่สองสายส่ง โดยสายส่งหลักที่ใช้งานอยู่ก็คือ ส่งพลังงานไฟฟ้าจากลาว มาไทย และไปมาเลเซีย สิงคโปร์  ซึ่งตรงนี้เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องพลังงานสะอาด 

อีกสายส่งหนึ่ง ก็คือ บรูไน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์  และแน่นอนสิ่งที่อาเซียนจะร่วมมือกันมากขึ้นก็คือ ในเรื่องของการพัฒนาพลังงานทดแทน เช่น พลังงานสะอาดทั้งหลาย  เราอาจจะต้องหาทางร่วมมือกับประเทศคู่เจรจา ที่เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ว่าเขาจะให้การช่วยเหลือสนับสนุนอาเซียนได้อย่างไรบ้าง ซึ่งตรงนี้อาจจะเป็นมาตรการในระยะยาว 

นอกจากนี้ ยังมีความช่วยเหลือซึ่งกันและกันที่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งคนสัญชาติอาเซียนมีอยู่ในประเทศแถบตะวันออกกลาง จำนวนมากโดยเฉพาะในประเทศฟิลิปปินมีจำนวน 1,000,000 คน ส่วนประเทศไทยมีประมาณ 100,000 คน  ดังนั้น เราจะมีหลักการในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องของการคุ้มครองคนชาติอาเซียน ใครอยู่ในฐานะจะช่วยอะไรได้ หรือช่วยประเทศอื่น ช่วยคนประเทศอาเซียนอื่นๆได้อย่างไรบ้าง เราก็จะช่วยกัน เพราะบางประเทศไม่มีสถานทูต เราก็จะช่วยดูแลคุ้มครองคนของประเทศนั้น กรณีประเทศสิงคโปร์ส่งเครื่องบินเหมาลำไปที่ซาอุ ที่ริยาร์ด นอกจากรับคนของสิงคโปร์ออกมาแล้ว ก็รับคนสัญชาติอาเซียนประเทศอื่นๆมาด้วย ซึ่งก็เป็นความร่วมมือการช่วยเหลือซึ่งกันและกันที่จำเป็นในขณะนี้

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า เรามองไปข้างหน้า และจะต้องมีการเรียกร้องกันต่อไปว่า การแก้ไขปัญหาควรจะต้องมีการดำเนินการโดยเร็ว ด้วยทางการทูต ด้วยสันติวิธี และระยะยาว ต้องมีการหาทางสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบ ระเบียบโลก ที่เน้นและยึดมั่นอยู่บนพื้นฐานของกติกา กฎหมายระหว่างประเทศ 

“ยืนยันว่าเป็นการประชุมที่อาเซียนอยากแสดงให้เห็นว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เราจะต้องมีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว อาเซียนจะต้องทำอย่างที่ผมได้กล่าวมา ต้องยกความร่วมมือของอาเซียนไปสู่ระดับที่สูงขึ้น เราจะต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับอาเซียน การสร้างความเข้มแข็งก็คือการพร้อมที่จะร่วมมือกันในยามวิกฤต เพื่อทำให้เห็นว่าอาเซียนมีศักยภาพที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ท้าทายต่างๆ ดังนั้น ผมคิดว่าการประชุมครั้งนี้ แม้ว่าอาจจะต้องมีการขยายผลต่อไป แต่โดยที่มีการประชุมวันนี้ ได้แสดงถึงการที่อาเซียนมีความพร้อมที่จะรับมือกับความท้าทาย ที่สำคัญคือประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มเสนอการประชุมครั้งนี้” รมว.กต.กล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวถึงสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ว่า ประเทศไทย ขอย้ำว่าเรามีการหยุดยิง และเราก็อยากให้การหยุดยิงมีความยั่งยืน  ไทยอยากใช้ช่วงเวลานี้สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน เพื่อจะดูว่าหนทางข้างหน้าในการฟื้นฟูความสัมพันธ์จะเป็นอย่างไรบ้าง ตรงนี้เป็นเจตนาของฝ่ายไทย ที่เรามุ่งไปข้างหน้า แต่ที่เราเป็นห่วงและตนมีความไม่สบายใจ ที่ฝ่ายกัมพูชาอาจจะเดินถอยหลัง เพราะสิ่งที่กัมพูชาพูด กับสิ่งที่กัมพูชาทำ ไม่สอดคล้องกัน อย่างเช่น ในเวทีต่างๆ กัมพูชาก็มีความพยายามที่จะนำเรื่องไทย-กัมพูชา ไปเป็นประเด็นระหว่างประเทศ ไปเข้าสู่เวทีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเวทีคณะมนตรีความมั่นคงระหว่างประเทศ เวทียูเนสโก เวทีศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ทั้งที่ด้านหนึ่ง กัมพูชาก็บอกว่าอยากจะฟื้นฟูหรือให้มีการพูดคุยกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้การแก้ไขปัญหามีความยากลำบากขึ้น 

อย่างเช่น ที่กัมพูชาเรียกร้องให้มีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ซึ่งโดยหลักการประเทศไทย ก็พร้อมที่จะพิจารณาให้มีการประชุม  แต่ไทยต้องรอให้มีรัฐบาลใหม่ก่อน เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเขตแดน ซึ่งก็มีเวลาและขั้นตอนอยู่ ขณะนี้เราควรจะทำให้สถานการณ์เดินไปข้างหน้าได้ มีความสงบ หรือไม่ทำอะไรที่จะทำให้เกิดผลกระทบกับความพยายามที่เราแก้ไขปัญหาทวิภาคี  ซึ่งล่าสุดได้ข่าวว่ามีคณะรัฐสภาเกาหลีใต้ เดินทางไปเยือนกัมพูชา พบกับสมาชิกรัฐสภากัมพูชา แต่กัมพูชามีการร้องขอให้เกาหลีใต้ไม่ขายเครื่องบินให้ไทย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่กัมพูชาไม่เกี่ยวและไม่ควรจะเข้ามาแทรกแซงเรื่องภายในของไทย  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไทยอยากจะขอร้องกัมพูชาว่า ให้มองไปข้างหน้า และอย่าทำให้สถานการณ์เกิดความยุ่งยากมากขึ้น  เราจะได้มุ่งมั่นการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัน           

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้การช่วยเหลือลูกเรือไทยอีก 3 คน ไทยขอความช่วยเหลือจากทหาร หรือกองทัพโอมานประเทศเดียว หรือว่ามีชาติอื่นด้วย

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอยู่ในน่านน้ำของประเทศโอมาน ซึ่งโอมานก็ได้ออกประกาศแต่แรกแล้วว่า อย่าพึ่งเข้าไปช่วยเหลือลูกเรือ เพราะอันตรายเนื่องจากอยู่ในพื้นที่โจมตี ซึ่งเมื่อวานนี้ตนก็ได้พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน ก็ขอบคุณโอมานที่ให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย 20 คนออกมาแล้ว ซึ่งทางโอมานก็บอกว่าจะพยายามช่วยเหลือคนไทยอีก 3 คนที่เหลือ ซึ่งตอนนี้เราต้องอาศัยกองทัพเรือโอมานเป็นหลัก เพราะอยู่ในพื้นที่ของโอมาน ซึ่งทางโอมาน ก็พยายามหาจังหวะเข้าไปช่วยเหลือ ถ้าสถานการณ์อำนวยเมื่อไหร่ทางโอมานก็จะเข้าไปช่วยเหลือ กต.และกองทัพเรือไทยก็ได้ประสานกับทางโอมานต่อเนื่องแต่ขณะนี้ กต.ยังไม่มีข้อมูลใหม่เกี่ยวกับ 3 คน อย่างไรก็ตาม ไทยจะประสานกับทางโอมานต่อไปว่าการช่วยเหลือมีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง ส่วนเรื่องการจะนำหน่วยกู้ภัยหรือเจ็ตสกีเข้าไปช่วยเหลือ 3 คนไทย ก็ต้องบอกทางการประเทศอิหร่าน ว่าจะสามารถเข้าไปได้หรือไม่ ซึ่งเข้าใจว่าทางโอมานก็ประสานอยู่เช่นกัน และไทยเราก็ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

โฆษกปชป. ชี้คดี กฤตย์อิชย์ ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

โฆษกปชป. ชี้คดี กฤตย์อิชย์ ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

โฆษกปชป. ชี้คดี กฤตย์อิชย์ ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.31 น.

โฆษกปชป. ชี้คดี กฤตย์อิชย์ ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวถึงกรณีที่พนักงานสอบสวน บก.ปอศ. ออกหมายเรียกนายกฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณน์ สส.ตรัง เขต3 พรรคประชาธิปัตย์ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาคดีหลบเลี่ยงภาษี ว่า ก่อนหน้านี้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าฯ ในฐานะประธานสส.พรรคประชาธปัตย์ ได้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องที่เกิดก่อนหน้านี้และเป็นเรื่องการรับมรดกจากบิดา ซึ่งมีปัญหา และคิดว่าจะชำระภาษีให้ทั้งหมดอย่างถูกต้อง 

เมื่อถามว่ากรณีดังกล่าวพบว่าอาจมีประเด็นคดีอาญาเพราะมีการปลอมเอกสารด้วย นายพงศกร กล่าวว่า ต้องดำเนินการ และไม่มีการปิดกั้นการตรวจสอบ 

เมื่อถามว่าที่ประชุมสส.ให้นายกฤตย์อิชย์ ชี้แจง หรือไม่ นายพงศกร กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการประชุม แต่สำหรับประเด็นนี้ต้องชำระภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง

ปชป. เคาะมติงดออกเสียงโหวตเลือก โสภณ นั่งประธานสภา ยันสส.ปชป.ไม่แหกมติพรรค

ปชป. เคาะมติงดออกเสียงโหวตเลือก โสภณ นั่งประธานสภา ยันสส.ปชป.ไม่แหกมติพรรค

ปชป. เคาะมติงดออกเสียงโหวตเลือก โสภณ นั่งประธานสภา ยันสส.ปชป.ไม่แหกมติพรรค

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.30 น.

‘ประชาธิปัตย์’ เคาะมติงดออกเสียงโหวตเลือก ‘โสภณ’ นั่งประธานสภา ยันสส.ปชป.ไม่แหกมติพรรค อุบท่าทีโหวตนายกฯ อ้างยังไม่ถึงวันชิง

เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2569 เวลา 14.25 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานการประชุม สส.พรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง 21 คน นัดแรก เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการร่วมรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ในวันที่ 14 มี.ค.2569 เวลา 17.00 น. ที่รัฐสภา และก่อนที่จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกประธานและรองประธานสภาฯ ในวันที่ 15 มี.ค.2569 รวมถึงหารือถึงการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติและทำงานตรวจสอบรัฐบาล

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ แจ้งที่ประชุมให้สส.ทุกคนมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียงที่พรรคฯ ในเวลา 13.00 น. เพื่อถ่ายรูปหมู่ร่วมกันก่อนจะเดินทางไปยังรัฐสภา เพื่อเตรียมความพร้อมและร่วมรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์แจ้งต่อที่ประชุมด้วยว่าในการประชุมสส. หลังจากนี้ ขอเพิ่มผู้ร่วมการประชุมอีก 2 คน คือ 1.นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ สำหรับการนำผลประชุมไปชี้แจงต่อสื่อมวลชน และ 2.นายราเมศ รัตนะเชวง คณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคฯ หรือตัวแทนที่นายราเมศมอบหมาย เนื่องจากหลายเรื่องที่ที่ประชุมสส.หารือกัน คงจะอาศัยฝ่ายกฎหมายของพรรคฯ ช่วยพิจารณาด้วย

จากนั้น นายพงศกร แถลงหลังการประชุม สส.  ว่า  ที่ประชุมมีมติเลือกนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน สส.ของพรรคฯ และให้นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช เป็นรองประธานสส.คนที่ 1 และให้นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา เป็นรองประธานสส. คนที่ 2 รวมถึงนายพศิน ปิตุเตชะ สส.ระยอง เป็นเลขานุการที่ประชุมสส.  นอกจากนี้ที่ประชุมได้หารือถึงการประชุมสภาฯ เพื่อลงมติเลือกประธานสภาฯ ในวันที่ 15 มี.ค.นี้ โดยขณะนี้ทราบว่าพรรคภูมิใจไทยเสนอชื่อนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานสภาฯ และจะเสนอชื่อบุคคลอื่นเป็นรองประธานสภาฯ ด้วย ดังนั้น ที่ประชุมสส.พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าเนื่องจากยังไม่มีพรรคอื่นเสนอชื่อบุคคลมาแข่งชิงตำแหน่งนี้อย่างเป็นทางการ จึงมีมติงดออกเสียง

เมื่อถามว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์งดออกเสียงนั้น จะเหมือนเป็นการสมานไมตรีกับฝ่ายรัฐบาลหรือไม่ นายพงศกร กล่าวว่า ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะถ้าเราเห็นด้วย ก็ต้องโหวตเห็นด้วย ซึ่งคาดการณ์ในสถานการณ์ที่อาจมีพรรคอื่นส่งแข่งด้วย อาทิ พรรคกล้าธรรม เราจึงมีมติเบื้องต้นว่าให้งดออกเสียง

นายพงศกร กล่าวอีกว่า หลายคนอาจถามว่าพรรคประชาชนอาจมีการส่งบุคคลชิงตำแหน่งประธานสภาฯ ด้วย แต่พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนจะไม่ส่งแข่งด้วย เพราะเคยประกาศแล้วว่าถ้าพรรคประชาชนเป็นอันดับ 2 จะไม่ตั้งรัฐบาลแข่ง ดังนั้นผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภา ก็ต้องมาจากฝ่ายรัฐบาล และพรรคที่เป็นผู้นำฝ่ายค้าน จะต้องไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานสภาฯ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ เราจึงคิดว่าพรรคประชาชนคงไม่เสนอชื่อบุคคลชิงตำแหน่งประธานสภาฯ และทำตามคำพูดที่เคยหาเสียงเอาไว้

เมื่อถามว่าพรรคประชาชนระบุว่าจะเสนอชื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์จะมีท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างไร นายพงศกร กล่าวว่า ในที่ประชุมยังไม่ได้พูดคุยถึงเรื่องการโหวตเลือกนายกฯ เพราะยังไม่ถึงวันเลือกนายกฯ เราทราบจากคำแถลงของรองโฆษกพรรคประชาชนที่ระบุถึงเรื่องนี้ แต่เราต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง แต่พรรคประชาชนเคยพูดไว้ชัดเจนตั้งแต่ในการเลือกตั้งสส. แล้วว่าถ้าไม่ได้เป็นพรรคอันดับ 1 จะไม่ตั้งรัฐบาลแข่ง เราจึงเชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนจะทำตามนั้น 

ต่อข้อถามว่าการที่พรรคประชาชนเสนอชื่อนายณัฐพงษ์ชิงตำแหน่งนายกฯ เพราะต้องการให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุมสภาฯ พรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยกับเรื่องนี้หรือไม่ นายพงศกร กล่าวว่า เราเห็นด้วยเพราะคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต้องถูกตรวจสอบโดยรัฐสภา และประชาชนจึงต้องการเห็นการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศ รวมถึงและแนวทางที่รัฐบาลจะทำให้ประเทศไทยให้ดีขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคประชาธิปัตย์จะประสานงาน กับพรรคประชาชนอย่างไรในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือต่างฝ่ายต่างทำงาน นายพงศกร กล่าวว่า เรามีการทำงานร่วมกันอยู่แล้ว ในส่วนของการ  เพราะพรรคฝ่ายค้านคือพรรคที่ไม่ได้เชิญให้ร่วมรัฐบาล ทั้งนี้ เราพร้อมพูดคุยกับทุกพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม และพรรคเล็ก แต่การทำงานไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำร่วมกันทุกเรื่อง แต่เราจะร่วมกันตรวจสอบรัฐบาลและเสนอกฎหมายที่สำคัญเข้าสู่สภา ทั้งนี้ขอยืนยันว่าการลงมติของ สส.พรรคประชาธิปัตย์จะไปในทิศทางเดียวกัน และไม่คิดว่าจะมีการสวนมติพรรค แต่หากเกิดขึ้น ก็ต้องดำเนินการตามข้อบังคับพรรค พรรคประชาธิปัตย์มีความเป็นเอกภาพมาก ไม่มีก๊วน มีก๊ก มีแค่กลุ่มเดียวพร้อมทำมติพรรค

เมื่อถามว่าการลงมติของ สส.พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นไปในทางเดียวกับพรรคร่วมฝ่ายค้านหรือไม่ นายพงศกร กล่าวว่า คงไม่ เพราะการลงมติเป็นสิทธิของแต่ละพรรค เช่น การโหวตเลือกประธานสภาฯ เราไม่ได้หารือกับพรรคใด เรามีมติจากที่ประชุมสส.ของเราเอง ส่วนการโหวตร่างกฎหมายในอนาคตนั้น ถ้ากฎหมายใดเป็นสิ่งที่มีประโยชน์กับประชาชน เราก็พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกฝ่าย

ไผ่-ครูใหญ่ นอนคุกต่อ เหตุศาลยกคำร้องประกันตัวคดีเก่า

ไผ่-ครูใหญ่ นอนคุกต่อ เหตุศาลยกคำร้องประกันตัวคดีเก่า

ไผ่-ครูใหญ่ นอนคุกต่อ เหตุศาลยกคำร้องประกันตัวคดีเก่า

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.19 น.

ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องประกันตัว “ครูใหญ่” สองคดี ระบุเกรงจำเลยหลบหนี แม้อีกคดี ม.112 ศาลฎีกาให้ประกันตัวแล้ว เตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลยกคำร้องประกันตัวต่อ ไผ่-ครูใหญ่ยังคงถูกขัง

13 มีนาคม 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ศาลอุทธรณ์ “ยกคำร้อง” ประกันตัว “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ในคดี ม.112 และคดีชุมนุม “รวมพลคนไม่มีจะกิน ตีหม้อไล่เผด็จการ” หลังจากวานนี้ (12 มี.ค.) ทนายยื่นประกันตัว ต่อมาศาลอาญากรุงเทพใต้ส่งคำร้องทั้งสองคดีไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา วันนี้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องทั้งสองคดี ดังนี้

       ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุอีกว่า คดีชุมนุม “รวมพลคนไม่มีจะกิน ตีหม้อไล่เผด็จการ” เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2564 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 9 เดือน ปัจจุบันคดีอยู่ชั้นอุทธรณ์ (ถอนประกันคดีนี้หลังถูกขังคดี ม.112)

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ระบุ “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว การกระทำตามที่จำเลยถูกฟ้องมีลักษณะไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”

คดี ม.112 กรณีปราศรัยในบริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2563 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 3 ปี ปัจจุบันคดีอยู่ชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ระบุ “ข้อหามีอัตราโทษสูง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกและให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่น หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”

ในทั้งสองคดีนี้ ทนายกำลังยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ประกันตัวต่อ รอติดตามคำสั่งจากศาลต่อไป

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุต่อว่า ทั้งนี้ สำหรับกรณีดังกล่าว สืบเนื่องจากศาลฎีกาอนุญาตให้ประกันตัวคดี ม.112 ของไผ่ (จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา) และครูใหญ่ จากเหตุปราศรัยหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียวแล้ว จึงกำลังทยอยยื่นประกันคดีอื่น ๆ ที่ถอนประกันและถูกพิพากษาจำคุกต่อ ซึ่งไผ่มีอีก 2 คดีที่ถูกขัง ส่วนครูใหญ่มีอีก 5 คดีที่ถูกขังอยู่
เหตุดังกล่าวไผ่และครูใหญ่ จึงยังไม่ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำ

เสธ.ทร.เผย 3 ลูกเรือ มยุรีนารี ยังมีชีวิต ชี้ช่วยเหลือยาก เพราะอยู่ในพื้นที่โจมตี

เสธ.ทร.เผย 3 ลูกเรือ มยุรีนารี ยังมีชีวิต ชี้ช่วยเหลือยาก เพราะอยู่ในพื้นที่โจมตี

เสธ.ทร.เผย 3 ลูกเรือ มยุรีนารี ยังมีชีวิต ชี้ช่วยเหลือยาก เพราะอยู่ในพื้นที่โจมตี

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.56 น.

วันที่ 13 มีนาคม 2569  ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ วังนันทอุทยาน ภายหลังการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ พลเรือเอก ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ระบุถึงความคืบหน้ากรณีเรือสินค้า มยุรีนารี ซึ่งมีลูกเรือเป็นชาวไทย ประสบเหตุในน่านน้ำระหว่างประเทศเขตติดต่อบาห์เรนและโอมาน ซึ่งเป็นพื้นที่ความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธจากทางฝั่งอิหร่านว่า ​จากลูกเรือทั้งหมด 23 คน ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือให้ออกมาอยู่ในเขตปลอดภัยได้แล้ว 20 คน ส่วนอีก 3 คน ซึ่งเป็นช่างเครื่อง ยังคงติดค้างอยู่บนเรือ เบื้องต้นยืนยันว่าทั้ง 3 คน ยังมีชีวิตอยู่ แต่ความยากลำบากคือสถานการณ์ในทะเลที่ยังมีการยิงอาวุธออกมาเป็นระยะ ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถบุกขึ้นไปบนเรือเพื่อนำตัวออกมาได้ในทันที

สำหรับการดำเนินงานในขณะนี้ กองทัพเรือได้ส่งนายทหารประสานงานไปยัง ศูนย์ผสมทางเรือ (CMF) และประสานสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมานามา (บาห์เรน) และกรุงมัสกัต (โอมาน) รวมถึงกองทัพเรือเพื่อนบ้าน เพื่อหาช่องทางเข้าช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารเรือ ที่เน้นย้ำความปลอดภัยของคนไทยเป็นอันดับหนึ่ง

​นอกจากนี้ กองทัพเรือยังตรวจสอบพบว่า ปัจจุบันมี เรือสัญชาติไทยปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่เสี่ยงดังกล่าวรวม 4 ลำรวมเรือมยุรีนารี ซึ่งลำอื่น ๆ ได้เข้าเทียบท่าเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ได้มีการออกประกาศแจ้งเตือนผู้ประกอบการเดินเรือให้ใช้ความระมัดระวังสูงสุด เนื่องจากเป็นพื้นที่อันตรายนอกเขตอำนาจกฎหมายไทย แต่เป็นไปตามกฎระเบียบเดินเรือสากล

ทางด้านกรมเจ้าท่าได้พูดคุยกับบริษัทเจ้าของเรือแล้ว เพื่อให้ร่วมรับผิดชอบและประสานงานกู้ภัยอย่างใกล้ชิด โดยกองทัพเรือยืนยันจะเฝ้าระวังและช่วยเหลือพี่น้องชาวประมงและลูกเรือไทยในทุกมิติ แม้จะเป็นเรือต่างชาติแต่หากมีคนไทยอยู่ กองทัพพร้อมสแกนพื้นที่เข้าดูแลทันที

5 เหล่าทัพ มีมติ เห็นพ้อง พัฒนาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หวังเพิ่มศักยภาพ-ป้องกันภัยศัตรู

5 เหล่าทัพ มีมติ เห็นพ้อง พัฒนาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หวังเพิ่มศักยภาพ-ป้องกันภัยศัตรู

5 เหล่าทัพ มีมติ เห็นพ้อง พัฒนาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หวังเพิ่มศักยภาพ-ป้องกันภัยศัตรู

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.48 น.

“โฆษกทุกเหล่าทัพ” แถลงข่าวเห็นพ้องกัน พัฒนาขีดความสามารถคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หวังเพิ่มศักยภาพ-ขีดความสามารถกองทัพป้องกันภัยจากศัตรู 

วันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ (บก.ทร.) แถลงข่าวผลการประชุมของผู้บัญชาการเหล่าทัพ (ผบ.เหล่าทัพ) ทั้ง 5 เหล่า ครั้งที่ 3 ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมี พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธานการประชุม โดยการแถลงข่าว โฆษกทั้ง 5 เหล่าทัพ ประกอบด้วย พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ , พล.ร.ต.กรจักร์ ยศธสาร รองโฆษกกองทัพเรือ , พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย , พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก และพล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันแถลงข่าวสรุปผลการประชุม 

โดย พล.ต.วิทัย โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวว่า  การประชุมผู้บัญชาการเหล้าทัพ มีการหารือถึงการรบในมิติใหม่ โดยเป็นรูปแบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ “เอ็มโซ่” ที่ไม่ใช่เห็นได้ทางกายภาพตาเปล่า ทางไซเบอร์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และข้อมูลข่าวสาร

พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ โฆษกกองทัพอากาศ กล่าวถึง “เอ็มโซ่” คือต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าก่อนปฏิบัติการจริง ทำให้เราคงความได้เปรียบ ปฏิบัติภารกิจของทุกเหล่าทัพ ที่ปัจจุบันใช้เครือข่ายเป็นส่วนกลางที่จะใช้คลื่นแม่เหล็กเป็น ศูนย์กลาง ฐานข้อมูลต่าง ๆ โดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เรามีอยู่ ตามปกติ ก็มีการกระทำอยู่แล้ว เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการปฏิบัติการ ว่าฝั่งตรงข้ามมีการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างไรและจะได้ดำรงขีดความสามารถของการใช้ของเราและลดทอนของฝ่ายตรงข้าม ที่เราจะใช้ประโยชน์ร่วมกันได้โดยกดดันให้ฝ่ายตรงข้ามใช้ไม่ได้ ส่วนที่กองทัพไทยยกระดับขีดความสามารถเพื่อให้ได้เปรียบ และควบคุมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งการฝึกจะใช้ตามที่กสทช.จัดสรรให้แล้วแต่ถ้าเกิดการรบก็ใช้ได้เต็มขีดความสามารถที่กองทัพมีอยู่ของความถี่

พล.ต.วิธัย กล่าวว่า การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเราใช้ได้ในระดับหนึ่ง แต่ในบางมุมใช้ได้ไม่เต็มที่และคงต้องพัฒนาให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการป้องกันการมองเห็นจากฝ่ายตรงข้าม ซึ่งความถี่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในส่วนของความมั่นคงกสทช.ได้มีการแบ่งไว้ให้เรียบร้อยแล้วซึ่งพลเรือนไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง

พล.ร.ต.กรจักร์ รองโฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า ในการรบทางทะเลไม่มีที่กำบังถ้าใครตรวจจับพื้นที่ตรงข้ามได้ก่อนก็จะได้เปรียบในการใช้อาวุธ ในการต่อตีซึ่งการต่อสู้เป็นการต่อสู้พ้นระยะสายตา ซึ่งขึ้นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นกระดูกสำคัญในการเอาชนะทางทะเลและกองทัพเรือก็มีขีดความสามารถอยู่แล้วของเครื่องบินและเรือในการติดตั้งอุปกรณ์ได้ใช้ประโยชน์ แต่เราสามารถนำไปสู่การร่วมกับพันธมิตร ประเทศอื่นได้ในการลดข้อขัดแย้งและเสริมประสิทธิภาพในการทำงาน กองทัพเรืออยู่ในขั้นพัฒนา วิธีปฏิบัติได้โดยเชื่อมโยงการปฏิบัติ ของกองทัพเรือให้เกิดเป็นหนึ่งเดียวและเชื่อมโยงกับเหล่าทัพต่าง ๆ ในอนาคต

นอกจากนี้ พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าวว่า ในส่วนของ สตช.จะเป็นภารกิจหลักของตชด. กรณีเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ใช้เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนและการรักษาความปลอดภัยระบบการสื่อสารของฝ่ายเรา

เจษฎ์ จี้รัฐบาลเร่งตรวจสอบสถิติจดทะเบียนเรือ ลั่นอย่าปล่อยให้ใครสวมรอยเรือติดธงไทย

เจษฎ์ จี้รัฐบาลเร่งตรวจสอบสถิติจดทะเบียนเรือ ลั่นอย่าปล่อยให้ใครสวมรอยเรือติดธงไทย

เจษฎ์ จี้รัฐบาลเร่งตรวจสอบสถิติจดทะเบียนเรือ ลั่นอย่าปล่อยให้ใครสวมรอยเรือติดธงไทย

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.41 น.

เจษฎ์ แนะรัฐบาล อย่าปล่อยให้ใครสวมรอย เรือติดธงไทย รีบตรวจสอบ สถิติจดทะเบียนเรือ

เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2569 นายเจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเรือติดธงไทยถูกโจมตี บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จากความขัดแย้งระหว่าง “สหรัฐอเมริกา- อิสราเอล” และ “อิหร่าน”ว่า คำถามที่สังคมสงสัย คือไทยและอิหร่านมีความสัมพันธ์อันดีมานับ 400-500 ปี เหตุใดจึงตกเป็นเป้า ซึ่งรัฐบาลต้องรีบตรวจสอบ “สถิติการจดทะเบียนเรือ” โดยด่วน! เพราะเรือที่ชักธงไทยอาจไม่ใช่ของคนไทยเสมอไป รัฐบาลต้องกล้าที่จะขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจน คุ้มครองคนไทยแท้ และประกาศตัดหางปล่อยวัดเรือสัญชาติอื่นที่มาแอบอ้างสวมรอยธงไทย เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องไปรับเคราะห์จากข้อพิพาทของชาติอื่น

นายเจษฎ์ กล่าวว่า การจดทะเบียนเรือ อาจจะไม่ได้จดทะเบียนโดยคนไทย อาจจะมีคนสัญชาติอื่นหรือคนประเทศอื่นมา เราไม่รู้ว่าในภาวะของสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน มีใครที่เข้าไปเกี่ยวข้อง หรือมีคนที่เป็นอริกันมาก่อนแบบไหนบ้าง หรือมีข้อพิพาทบาดหมางระหว่างสองประเทศนี้กับประเทศอื่น ๆ แบบไหน ใครเป็นพันธมิตรใคร ​ดังนั้นรัฐบาลอาจต้องไปหาข้อมูลเชิงสถิติ เพื่อให้รู้ว่า เรือที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่จะมีธงไทย มีเรือในลักษณะไหน กี่แบบ แล้วก็ต้องบอกกับบรรดาคนที่จดทะเบียนทั้งหลายว่า ถ้าเป็นคนไทยเราดูแลเขาได้ยังไง และถ้าไม่ใช่คนไทยเราสามารถช่วยเหลือได้อย่างไร และถ้าหากว่ามีการขึ้นธงที่ไม่ได้อยู่ในสถิติที่ว่าจดทะเบียนในประเทศไทย เราก็ต้องบอกครับว่าเรือเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับเรา

“ภาครัฐต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา แม้การอพยพแรงงานจะทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ในแง่ของการทูต รัฐบาลต้องวางตัวเป็นกลางอย่างที่สุด ไม่เทน้ำหนักหรือเผลอไปแสดงจุดยืนเข้าข้างฝั่งใดฝั่งหนึ่งจนกลายเป็นการดึงไฟสงครามมาเผาบ้านตัวเอง
และต้องคอยระมัดระวัง 

นายเจษฎ์  กล่าวว่า ในขณะที่สงครามทำท่าจะบานปลาย วิกฤตพลังงานกำลังจ่อคอหอย สถานการณ์การสู้รบนี้เราไม่รู้ว่าจะไปไกลแค่ไหน และอีกนานเท่าไหร่ แต่ภาพที่เห็นคือบรรดานักการเมืองยังคง แย่งเก้าอี้รัฐมนตรี

ลูกเทพ..ลูกใคร? แก๊งเจนวาย ใต้ปีก ‘เสี่ยนก’

ลูกเทพ..ลูกใคร? แก๊งเจนวาย ใต้ปีก ‘เสี่ยนก’

ลูกเทพ..ลูกใคร? แก๊งเจนวาย ใต้ปีก ‘เสี่ยนก’

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.38 น.


ช่วงนี้ผู้ติดตามข่าวการเมือง จะได้ยินคำว่า “แก๊งลูกเทพ” บ่อยๆ แถมบางครั้งบางคนยังเรียกว่า “แก๊งลูกบังเกิดเกล้า” ด้วย

แก๊งลูกเทพ” ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงนี้ อย่างน้อยๆ ก็เริ่มมีการซุบซิบกันในพรรคภูมิใจไทยมาตั้งแต่ช่วงต้นๆ ปีที่แล้ว แต่เป็นไปในทิศทางค่อนข้างลบ คือเป็นฉายาที่ถูกตั้งให้จากคนที่อึดอัดกับบทบาทของ “ลูกคนใหญ่คนโต” ในพรรค โดยพุ่งเป้าไปที่ “เสี่ยนก ไชยชนก ชิดชอบ” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของครูใหญ่ “เนวิน ชิดชอบ”

“เสี่ยนก” ไปเรียนที่อังกฤษตั้งแต่อายุ 8 ขวบ กระทั่งอายุ 25 ปีจึงกลับประเทศไทย เคยชินกับวัฒนธรรมฝรั่ง แถมภาษาไทยไม่แข็งแรง จึงเกิดความแปลกแยกกับลุงป้าน้าอาพอสมควร แต่สำหรับ “เจนวาย” ด้วยกันกลับเข้ากันได้ดี จึงเกาะก๊วนกันแน่นหนา ว่ากันว่า สร้างความอึดอัดใจให้กับผู้อาวุโสในพรรคพอสมควร สื่อมวลชนจึงตั้งฉายา “เสี่ยนก” เป็น “หัวหน้าแก๊งลูกเทพ” เพราะในกรรมการบริหารที่มี “เสี่ยนก” เป็นเลขาธิการพรรค คนรุ่นใหม่เหล่านี้หลายคนได้เข้าไปมีตำแหน่งด้วย

ประมวลรายชื่อ “แก๊งลูกเทพ” ในภูมิใจไทย เริ่มจากนามสกุลดังๆ อย่าง “สส.เจ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์”สส.เขต 1 อุทัยธานี หลานชาย “เจ้าพ่อชาดา ไทยเศรษฐ์” นาทีนี้ติดโผเป็น รมช.มหาดไทย

ด้านบ้านใหญ่เมืองอ่างทอง 2 พี่น้อง “แบด ภราดร – แชมป์ กรวีร์ ปริศนานันทกุล” ทายาท “เฮียตือ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” ก็ถูกนับรวมในแก๊งลูกเทพด้วยเช่นกัน โผรอบนี้ ปรากฎชื่อ “ภราดร” เป็นรมต.ประจำสำนักนายกฯ ส่วน “กรวีร์” ถูกวางตัวไว้เป็นประธานวิปพรรคร่วมรัฐบาล

ใกล้ๆกันที่ พระนครศรีอยุธยา “เอ สุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล” ทายาท “สมทรง พันธุ์เจริญวรกุล” นายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา บ้านใหญ่วังน้อย “เสี่ยเอ” เคยเป็นรมช.ศึกษาธิการ ในรัฐบาล “เศรษฐา ทวีศิลป์” เป็น รมว.อว. สมัย “อนุทิน1” เที่ยวนี้ตามโผจะเป็น รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา

นอกจาก “เสี่ยเอ” แล้วพระนครศรีอยุทธยายังมี สส.ดาวรุ่ง “พิมพฤดา ตันจรารักษ์” หลานสาวคนสวยของ “ซ้อสมทรง” เข้ามาด้วย ก็เลยถูกนับรวมเป็นสมาชิกแก๊งลูกเทพ ด้วยอีกคน

วกขึ้นเหนือไปถึงพิจิตร เมืองชาละวัน “บ้านใหญ่ภัทรประสิทธิ์” ปรากฎชื่อ “กำนันนอร์ท ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์” นอกจากเป็นหลานชายสุดรักของ “เสี่ยอ๊อด ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์” แล้ว ยังเป็นหลานเขย “ครูใหญ่เนวิน” ดังนั้น “กำนันนอร์ท” ถือเป็นคนใกล้ชิดอันดับต้นๆ ของ “เสี่ยนก” เลยทีเดียว จึงไม่แปลกที่จะติดโผ รมช.คมนาคม ในครม.อนุทิน2

มาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชื่อที่ปรากฎในข่าวแทบทุกวันขณะนี้ คือ ลูกสาว “พ่อใหญ่อิสระ สมชัย” แห่งเมืองอุบลราชธานี “แนน บุณย์ธิดา สมชัย ” ทำงานเข้าขากับ “เสี่ยนก” เป็นอย่างดี เที่ยวนี้มีข่าวจะได้นั่งตำแหน่ง รมช.ดีอี ช่วยงาน “เสี่ยนก”

อีกคนที่คอการเมืองได้ยินชื่อบ่อยๆ คือ “เสี่ยโต้ง สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” ทายาท “ฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ” นายกเทศมนตรีเมืองศรีสะเกษ ข่าวว่าจะได้ขึ้นชั้นเป็น รมช.คมนาคม ในเที่ยวนี้ ขณะที่ “ไตรศุลี ไตรสรณกุล “ ลูกสาว “วิชิต ไตรสรณกุล” นายก อบจ.ศรีสะเกษ พันธมิตรทางการเมือง ข่าวว่าจะยังคงได้นั่งเก้าอี้เลขาธิการนายกฯ เช่นเดิม

เมืองบุรีรัมย์ “สส.บีม จักรกฤษณ์ ทองศรี” หลานชาย “ทรงศักดิ์ ทองศรี” แม่ทัพภาคอีสาน ถูกนับเป็นแก๊งลูกเทพ เช่นเดียวกับ “สส.แอม ผกามาศ เจริญพันธ์” แห่งเมืองสุรินทร์ ซึ่งได้รับบทบาทเป็นรองโฆษกพรรค

เมืองเลย “สส.ธนยศ” ทิมสุวรรณ” ลูกชาย “ธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ” นายกอบจ.เลย คนสนิท “ครูใหญ่เนวิน” ก็อีกคนที่ถูกนับเป็นลูกเทพ

ลงไปทางใต้นอกจาก “สส.ธาม ชลัฐ รัชกิจประการ” สส.ปาตี้ลิสต์ บุตรชาย “โกเกี๊ยะ พิพัฒน์ รัฐกิจประการ” แล้ว ก็ต้องนับ “โกแพ วรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์” สส.เขต 2 สตูล ทายาท “โกเกียรติ สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์” บ้านใหญ่อันดามัน ที่เป็นกำลังสำคัญในภาคใต้คู่กับ “โกเกี๊ยะ” ด้วย

เที่ยวนี้มีข่าวว่า “โกแพ” ได้รับการวางตัวเป็น รมช.มหาดไทย 

นี่คือภาพรวม “แก๊งลูกเทพ” หรือ “แก๊งลูกบังเกิดเกล้า” ใต้ปีก “เสี่ยนก ไชยชนก ชิดชอบ” ทายาท “ครูใหญ่เนวิน” ผู้ทรงอำนาจตัวจริงของพรรคสีน้ำเงิน.