ยศชนัน ถือฤกษ์สงกรานต์เข้า อว. กำหนดเข้าทางการ มอบนโยบายบริหารงาน 10 เม.ย.นี้

ยศชนัน ถือฤกษ์สงกรานต์เข้า อว.  กำหนดเข้าทางการ มอบนโยบายบริหารงาน 10 เม.ย.นี้

ยศชนัน ถือฤกษ์สงกรานต์เข้า อว. กำหนดเข้าทางการ มอบนโยบายบริหารงาน 10 เม.ย.นี้

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.00 น.

วันที่ 8 เมษายน 2569  ที่อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว. ถนนโยธี  ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมทำบุญตักบาตร เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2569 พร้อมกับผู้บริหารกระทรวง อว. เพื่อความเป็นสิริมงคลและสืบสานประเพณีไทย จากนั้น ประชุมร่วมกับผู้บริหารเพื่อเตรียมความพร้อมการแถลงนโยบายของรัฐบาล วันนี้เป็นการเข้ากระทรวงอย่างไม่เป็นทางการ 

โดยมีกำหนดการเข้าปฏิบัติหน้าที่ วันแรกอย่างเป็นทางการ พร้อมมอบนโยบายการบริหารงานกระทรวง อว. ในวันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569 เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป ณ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

สื่อสภา โวยแหลก! สำนักเลขาฯ คุมเข้มสื่อหลัก ปล่อยอินฟลูฯ เดินเข้า-ออก ฉลุย

สื่อสภา โวยแหลก! สำนักเลขาฯ คุมเข้มสื่อหลัก ปล่อยอินฟลูฯ เดินเข้า-ออก ฉลุย

สื่อสภา โวยแหลก! สำนักเลขาฯ คุมเข้มสื่อหลัก ปล่อยอินฟลูฯ เดินเข้า-ออก ฉลุย

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.38 น.

ดึงไปไหม?‘รัฐสภา’ ยกมาตราการใหม่คุมเข้มสื่อหลักต้องส่งชื่อล่วงหน้า 2 วัน สวนสถานการณ์ข่าวแถลงด่วน จี้เร่งออกบัตรสื่อหลังสำนักประชาสัมพันธ์ทำล่าช้า กระทบช่วงแถลงนโยบาย

วันที่ 8 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงปัญหาการรักษาความปลอดภัยและความลักลั่นในการคัดกรองบุคคลเข้า-ออกอาคารรัฐสภา ภายหลังสำนักรักษาความปลอดภัย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ยกระดับมาตรการใหม่สำหรับสื่อมวลชนที่ไม่ได้ประจำรัฐสภา (สื่อจร) โดยกำหนดให้ต้นสังกัดต้องส่งรายชื่อล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 วันต่อสำนักประชาสัมพันธ์ จากเดิมที่สามารถให้สมาชิกรัฐสภาหรือสื่อประจำสภาเป็นผู้รับรองหน้างานได้

จากการตรวจสอบการปฏิบัติงานจริงพบว่า มาตรการดังกล่าวสร้างอุปสรรคต่อการทำงานของสื่อมวลชนอย่างมาก เนื่องจากลักษณะงานการเมืองในสภามักมีการแถลงข่าวด่วนหรือเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ ทำให้สื่อหลักหลายสำนักไม่สามารถส่งรายชื่อได้ทันตามกรอบเวลา ส่งผลให้ตกหมายและไม่สามารถเข้าไปทำหน้าที่สะท้อนข้อเท็จจริงสู่สาธารณะได้

นอกจากนี้ ยังมีเสียงสะท้อนถึงมาตรฐานที่ลักลั่น โดยพบว่าสื่อมวลชนที่ไม่มีสังกัดชัดเจน หรือยูทูบเบอร์บางกลุ่ม สามารถเข้า-ออกอาคารได้โดยง่ายเพียงแค่มี สส. ให้การรับรอง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสภาเกรงใจฝ่ายการเมือง ขณะที่สื่อมวลชนที่มีต้นสังกัดชัดเจนกลับถูกบังคับใช้ระเบียบอย่างเคร่งครัด รวมถึงยังมีรายงานการลักลอบเข้าอาคารผ่านชั้นใต้ดินและจุดเสี่ยงอื่นๆ ที่ระบบรักษาความปลอดภัยยังเข้าไม่ถึง

ขณะที่สื่อมวลชนบางส่วนได้มีการทวงถามผ่านช่องทางออนไลน์ถึงความคืบหน้าในการจัดทำ บัตรสื่อมวลชนประจำรัฐสภา ซึ่งจนถึงปัจจุบันสำนักประชาสัมพันธ์ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ยิ่งสร้างความกังวลต่อการบริหารจัดการพื้นที่สื่อในช่วงวันแถลงนโยบายรัฐบาลที่กำลังจะถึงนี้ ซึ่งจะมีกองทัพสื่อมวลชนจำนวนมากเข้ามาปฏิบัติหน้าที่
อย่างไรก็ตาม แม้สื่อมวลชนจะพยายามสอบถามถึงมาตรฐานการรับรองที่ชัดเจนและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในกรณีหมายด่วน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำชี้แจงหรือแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแต่อย่างใด

ทั้งนี้ในเวลา 14.00 น. วันนี้(8 เม.ย.) มีการแจ้งขอตัวแทนสื่อมวลชน ไปประชุมร่วมกับฝ่ายรักษาความปลอดภัย พร้อมฝ่ายประชาสัมพันธ์ด้วย เพื่อหาข้อยุติดังกล่าว

สุรทิน โต้ หมอวรงค์ ท้าเชือดบำนาญอดีต สนช. แทน

สุรทิน โต้ หมอวรงค์ ท้าเชือดบำนาญอดีต สนช. แทน

สุรทิน โต้ หมอวรงค์ ท้าเชือดบำนาญอดีต สนช. แทน

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.15 น.

8เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นายสุรทิน พิจารณ์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ กล่าวถึงกรณีที่นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี เสนอให้มีการตัดบำนาญ สส.-สว. ว่า เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดไม่ใช่บำนาญตามที่นายแพทย์วรงค์กล่าวอ้างโดยใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่เป็นเงินหักกัน เช่น สวัสดิการชมรมหักคนละ 3500 บาท เพื่อที่จะช่วยเหลืออดีตผู้แทน ที่ผ่านมาตนเองพบว่า บางคนเสียชีวิตตายไปโรงศพก็ยังไม่มี ทำให้ตนเองต้องควักเงิน ช่วยเหลือไป ถือว่าเป็นกานช่วยเหลือ สวัสดิการเล็กๆน้อยๆ การจะคิดบำนาญ เหมือนข้าราชการจึงไม่ใช่ และย้ำว่าไม่ใช่บำนาญแต่เป็นสวัสดิการ เมื่ออยู่ในสังคมก็ต้องมีเปรียบเหมือนกับการทำฌาปนกิจสงเคราะห์ ซึ่งเรื่องนี้เป็นการนำเงินสส.ที่ถูกหักในแต่ละเดือน 

“พูดกันง่ายๆ กลุ่มพวกทหารที่เข้ามาดำรงตำแหน่งสนช. หลังจากปฏิวัติก็มาเอาบำนาญ แบบพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชาอยู่ตรงนี้เกิน 1 ปี ก็ได้ไป 20% บวกบำนาญข้าราชการเข้าไปอีก ซึ่งอันนั้นคือบำนาญ ทำไมถึงไม่ไปหักพวกนายพล แบบนั้นรับบำนาญตรงๆ แต่ของสส.ไม่ใช่ คือการเอาเงินผู้แทนไปให้สวัสดิการสส. จึงอย่าไปเรียกบำนาญฟังแล้วตกใจ คนก็คิดว่าบำนาญเอางบประมาณแผ่นดินมา แล้วก็ชดเชยเลี้ยงกันไปจนตาย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่” นายสุรทินกล่าว

สุรทิน พิจารณ์

เมื่อถามว่าบำนาญเป็นการใช้เงินภาษีประชาชนมาอุดหนุนเงินบำนาญด้วย  จึงมีการเรียกร้องให้ตัดเงินภาษีส่วนนั้นออก นายสุรทิน กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติแล้วแต่นโยบายของรัฐบาลแต่ละช่วง ซึ่งเป็นงบประมาณ พอหรือไม่ที่จะสนับสนุน ดังนั้นจึงย้ำว่าเป็นสวัสดิการ ที่บางครั้งสส.ต้องไปช่วยชาวบ้าน

“ผมไม่มีธุรกิจส่วนตัว คลินิกก็ไม่มีและไม่ได้เป็นหมอ โรงพยาบาลก็ไม่มี ทำการเมืองล้วนๆ จึงไม่มีอะไร วันนี้ก็จ่ายช่วยชาวบ้านไปในงานศพไป 2 ราย รายละ 1,000 บาท” นายสุรทิน กล่าว 

สุรทิน พิจารณ์

นายกฯเข้าทำเนียบฯ พบทูตรัสเซีย ศุภจี-สีหศักดิ์-วราวุธ ร่วมวง

นายกฯเข้าทำเนียบฯ พบทูตรัสเซีย ศุภจี-สีหศักดิ์-วราวุธ ร่วมวง

นายกฯเข้าทำเนียบฯ พบทูตรัสเซีย ศุภจี-สีหศักดิ์-วราวุธ ร่วมวง

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.02 น.

วันที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 08.30 น. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานประชุมหารือข้อราชการ เรื่องแนวทางการบริหารจัดการเม็ดพลาสติก โดยมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม  

ขณะที่เวลา 09.23 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้าทำเนียบฯ โดยขับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัว เข้ามายังตึกไทยคู่ฟ้า โดยก่อนหน้านั้นมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ และเอกอัครราชทูตรัสเซีย ประจำประเทศไทย มารอพบอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ภายหลังประชุมหารือข้อราชการ เรื่องแนวทางการบริหารจัดการเม็ดพลาสติกเสร็จสิ้น ในเวลา 09.27 น. ทั้งนางศุภจี นายวราวุธ และคณะ ได้เดินจากตึกบัญชาการ 1 ขึ้นไปสมทบที่ตึกไทยคู่ฟ้า  

 

โฆษก ทอ.แจงไม่ต้องตกใจ เครื่องบินรบสหรัฐ ขึ้น-ลง สนามบินกระบี่หลายครั้ง

โฆษก ทอ.แจงไม่ต้องตกใจ เครื่องบินรบสหรัฐ ขึ้น-ลง สนามบินกระบี่หลายครั้ง

โฆษก ทอ.แจงไม่ต้องตกใจ เครื่องบินรบสหรัฐ ขึ้น-ลง สนามบินกระบี่หลายครั้ง

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.56 น.

โฆษก ทอ. แจง เครื่องบินรบสหรัฐบินขึ้น-ลง สนามบินกระบี่ ครั้งแรก ทำคนตื่น ยัน ไม่เกี่ยวสู้รบตะวันออกกลาง ชี้ ภารกิจสับเปลี่ยนกำลัง -ส่งตัวผู้ป่วยรักษา การขอใช้พื้นที่ทำถูกต้อง ไม่มีลัดขั้นตอน 

วันที่ 8 เมษายน 2569 พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ ชี้แจงกรณี  เครื่องบินทหารของประเทศสหรัฐอเมริกา เช่น C-130, MV-22 Ospery, H-60 Seahawk ใช้ท่าอากาศยานกระบี่ บินขึ้นลงทั้งกลางวันและกลางคืน วันละหลาย 10 เที่ยวบิน ท่ามกลางการตั้งข้อสงสัยของคนในพื้นที่ว่า มีการมาสำรวจหาที่ตั้งฐานทัพของสหรัฐอเมริกาในฝั่งอันดามันของไทยหรือไม่ หรือ เป็นการนำทหารสหรัฐอเมริกามาผ่อนคลายหลังจากเข้าร่วมทำสงครามที่ตะวันออกกลางว่า กองทัพอากาศกําลังจะออกเป็นเอกสารชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว  ซึ่งเป็นกิจกรรม ที่เกิดขึ้นเป็นประจํา แต่สาเหตุที่ประชาชนตระหนกตกใจเพราะว่าเป็นครั้งแรก ที่เครื่องบินเหล่านี้ไปลงจอดที่ท่าอากาศยานกระบี่ ก่อนหน้านั้นจะใช้ท่าอากาศยานอู่ตะเภา ท่าอากาศยานภูเก็ต หลายครั้ง แต่ในครั้งนี้คนกระบี่ตกใจว่าเพราะเหตุใดถึงมาลงที่ท่าอากาศยานกระบี่ โดยปีนี้สหรัฐขอใช้ท่าอากาศยานกระบี่ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เรียกว่าการสับเปลี่ยนกำลังพล และมีเรื่องของการส่งผู้ป่วยมารักษาที่โรงพยาบาล ซึ่งเป็นกําลังพลที่ป่วยอยู่บนเรือที่ลอยลํากลางทะเล 

พร้อมทั้งปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีการสู้รบตะวันออกกลาง เป็นกิจกรรมที่ทําอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว และทางสหรัฐมีการขออนุญาตทุกอย่างถูกต้องตามขั้นตอน รวมถึงกระทรวงต่างประเทศ ไม่มีลัดขั้นตอน ส่วนที่เจาะจงใช้ท่าอากาศยานกระบี่ ไม่เลือกใช้ท่าอากาศยานอื่นเหมือนที่ผ่านมานั้น เนื่องจากท่าอากาศยานอื่นมีปัญหาเรื่องปริมาณเครื่องบินที่ลงมาจอดที่ท่าอากาศยานเป็นจํานวนมาก 

“การนำเครื่องบินขอลงจอดในประเทศไทยผ่านกระบวนการกระทรวงต่างประเทศทุกอย่าง และจะมีการพิจารณาถึงความเหมาะสม ซึ่งทั้งหมดไม่ได้มีการละเมิดข้อบังคับหรือข้อตกลงใด ซึ่งการลงจอดทำถูกต้องตามขั้นตอนทุกอย่าง เพียงแต่มาลงจอดที่ท่าอากาศยานกระบี่เป็นครั้งแรก คนในพื้นที่จึงตกใจ” โฆษกกองทัพอากาศ ระบุ

ภราดร จ่อหารือ เอกนิติ งบฯ คนละครึ่ง พลัส การันตีเฟสแรกเร็วแน่

ภราดร จ่อหารือ เอกนิติ งบฯ คนละครึ่ง พลัส การันตีเฟสแรกเร็วแน่

ภราดร จ่อหารือ เอกนิติ งบฯ คนละครึ่ง พลัส การันตีเฟสแรกเร็วแน่

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.44 น.

“ภราดร” ไหว้ศาลประจำทำเนียบฯ ขอพรให้ นายกฯ – ครม.ทำงานราบรื่บ ดูแล ปชช.เต็มที่ จ่อหารือ “เอกนิติ” งบฯ “คนละครึ่ง พลัส” วันนี้ ส่วนจะได้ 20 ล้านสิทธิ์เท่าเดิมหรือไม่ ขอรอดูการออกแบบ การันตีเฟสแรกเร็วแน่

วันที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 07.59 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐ ได้นำพวงมาลัยมาไหว้สักการะ ศาลพระภูมิเจ้าที่ และศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล

จากนั้น นายภราดร เปิดเผยว่า หลังจากเริ่มเข้าทำงานในรอบที่ 2 ก็มาไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสถานทีที่ได้ทำงาน โดยตนได้ขอพรในภาพรวม และขอให้นายกรัฐมนตรี รวมถึงคณะรัฐมนตรีทำงานด้วยความราบรื่น เพราะขณะนี้สถานการณ์ของประเทศไทยและของโลกอยู่ในสถานการณ์สงคราม ดังนั้นหลายอย่างต้องมีจำเป็น ต้องมีความเข้มข้น และเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น จึงขอให้การทำงานของคณะรัฐมนตรีเป็นไปด้วยความราบรื่น เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง 

เมื่อถามว่า แบ่งงานรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้กำกับดูแลกระทรวงใด นายภราดร กล่าวว่า เมื่อวานมีคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ดูสำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ซึ่งสำนักงบประมาณก็เป็นหน่วยงานเดิมที่ตนเองเคยกำกับดูแลอยู่ ก็จะทำหน้าที่ต่อไป

เมื่อถามว่าการประชุมครม.ปกตินัดแรก 11 เมษายน สำนักงบประมาณจะเสนอวาระใด นายภราดร กล่าวว่า เตรียมแผนไว้จะต้องนำปฏิทินการจัดงบประมาณการจัดทำร่างงบประมาณปี 2570 เข้าก่อน เพื่อกำหนดทิศทางและเป้าหมายใหญ่สุด งบประมาณเพื่อให้งบประมาณปี 70 ไม่ล่าช้า และเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีกำชับว่าภายใต้ภาวะสถานการณ์แบบนี้หน่วยงานราชการจะต้องจัดทำงบประมาณให้เข้ากับสถานการณ์ให้มากที่สุด สิ่งใดที่ไม่จำเป็นหรือสามารถรอได้ให้ชะลอโครงการไว้ก่อน ให้วางเป้าหมายชัดเจนว่าการตั้งงบประมาณปี 70 ทำเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้พี่น้องประชาชนหรือพูดง่ายๆว่าช่วยประชาชนก่อน 

เมื่อถามว่าการจัดทำร่างงบประมาณปี 70 มีความคืบหน้ากี่เปอร์เซ็นต์ นายภราดร กล่าวว่า จะเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่ 11 เมษายนนี้ โดยเมื่อปฏิทินงบประมาณเข้าครม. ก็จะเริ่มกำหนดกรอบให้หน่วยงานราชการเสนอคำขอขึ้นมา โดยคาดว่าจะวางเดดไลน์คำขอที่ตั้งไว้คร่าว ๆ น่าจะเป็นช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งคำขอจะต้องถึงสำนักงบประมาณเพื่อให้ได้มีการคัดกรองคำขอตามปกติ อย่างไรก็ตามต้องรอครม. อนุมัติก่อน สัก 15 วันอาจจะล่าช้าได้ประมาณ 15 -20 วัน แต่ย้ำว่าปลายทางจะต้องเสร็จให้ทันภายใน 1 ตุลาคมนี้ เพื่อให้ได้ใช้ออกมา 

ส่วนความคืบหน้าการเตรียมพร้อมดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัส นายภราดร กล่าวว่า ตนได้รับโจทย์จากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง มาแล้วซึ่งวันนี้จะมีการหารือกันว่าจะหางบประมาณจากตรงไหนมาดำเนินการตามนโยบายที่จะช่วยเหลือประชาชน และนอกจากโครงการดังกล่าวก็จะมีโครงการไทยช่วยไทยด้วยซึ่งถือว่าเป็นโครงการใหญ่ 

เมื่อถามว่างบกลางจะเพียงพอหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตนกำลังจะไปคุยเรื่องการใช้พรบ.โอนงบฯ กับนายเอกนิติ ว่าจะดำเนินการได้เมื่อไหร่ แต่หากดูเร็ว ๆ คาดว่าเป็นเดือนมิถุนายน

เมื่อถามย้ำว่าโอนงบมาดำเนินการจะเพียงพอหรือไม่ หรือจำเป็นต้องกู้เงินมาดำเนินโครงการ นายภราดร กล่าวว่า ตนคิดว่าน่าจะยังพออยู่ เพราะนายกรัฐมนตรีให้นโยบายชัดเจนสำหรับหน่วยงานราชการว่าภาคส่วนไหนยังไม่จำเป็นต้องใช้หรือเร่งรีบจนเกินไปก็ให้ชะลอไว้ก่อน และนำงบประมาณมาช่วยเหลือประชาชนเป็นเป้าหมายแรกก่อน ส่วนรายละเอียดในเรื่องงบประมาณและการดำเนินการ และจำนวนประชาชนที่จะได้สิทธิ์ อยู่ในช่วงการออกแบบดีไซน์โดยกระทรวงการคลัง ซึ่งต้องหารือกับทุกหน่วยงานอาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน ส่วนจำนวนจะได้ 20 ล้าน สิทธิ์เท่าเดิมหรือไม่ อยู่ในช่วงออกแบบโครงสร้าง ทั้งเรื่องจำนวนผู้รับผลประโยชน์ และวงเงิน แต่ ยืนยันว่าเฟสแรกจะดำเนินการให้เร็วที่สุด

เมื่อถามกรณีที่ฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคประชาชน เตรียมอภิปรายนโยบายรัฐบาล ประเด็นรวยไม่ไหวแล้ว นายภราดร กล่าวว่า ตนเชื่อว่าการเป็นรัฐบาลในขณะนี้ต้องเผชิญปัญหามากกว่าในหลายรัฐบาลที่ผ่านมา เพราะล่าสุดเป็นสถานการณ์โควิด-19 แม้สถานการณ์ต่างกันแต่ความรุนแรงคิดว่าไม่ต่างกันแน่นอน 

อัยการสูงสุด ให้ พงส.นำตัว ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว กับ บอย ส่งฟ้องศาล

อัยการสูงสุด ให้ พงส.นำตัว ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว กับ บอย ส่งฟ้องศาล

อัยการสูงสุด ให้ พงส.นำตัว ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว กับ บอย ส่งฟ้องศาล

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.39 น.

นายไชยรัตน์ ปาวะกะนันท์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เผยความคืบหน้าคดีฟอกเงิน และคดีจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์ ของนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว กับพวกในสำนวนคดีของสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา และสถานีตำรวจภูธร
หาดใหญ่ โดยมีรายละเอียดดังนี้ คดีที่ 1 เป็นคดีของสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา ซึ่งเกี่ยวเนื่องมาจากคดีมูลฐานกล่าวหา นายชนนพัฒฐ์หรือกฤต หรือกิต หรือกริช นาคสั้ว ผู้ต้องหาที่ 1 และนายภัทรศักดิ์ หรือตั๊ก แสงสว่าง ผู้ต้องหาที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนัน หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศ โฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าเล่นในการเล่น หรือเข้าพนันในการเล่นพนันออนไลน์โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 และสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 2 ต่อมาศาลแขวงสงขลา ได้มีคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.517/2568 เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ลงโทษจำเลย (ผู้ต้องหาที่ 2) ว่ามีความผิดตามฟ้องโจทก์ให้จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 3 เดือน

สำหรับคดีที่ 1 นี้ พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนคดีร่วมกันฟอกเงินมายังสำนักงานอัยการจังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565 มีนายชนนพัฒฐ์ หรือกฤต หรือกิต หรือกริช นาคสั้ว ผู้ต้องหาที่ 1 และนายภัทรศักดิ์ หรือตั๊ก แสงสว่าง
ผู้ต้องหาที่ 2 ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2565 อัยการจังหวัดสงขลามีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองฐานร่วมกันฟอกเงินตามข้อกล่าวหาและได้ส่งสำนวนให้แก่ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 พิจารณาตามกฎหมาย วันที่ 27 เมษายน 2566 รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 มีความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องดังกล่าวส่งให้อัยการสูงสุดชี้ขาดอัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ทำการสอบสวนเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2566 หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนได้ส่งผล การสอบสวนเพิ่มเติมมายังพนักงานอัยการ แต่ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ตามคำสั่งของอัยการสูงสุด จึงได้มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติมให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามคำสั่ง

ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว

จนเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 พนักงานสอบสวนได้ส่งผลการสอบสวนครบถ้วนสมบูรณ์ตามคำสั่งของอัยการสูงสุดแล้ว วันที่ 3 เมษายน 2569 อัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ต้องหาที่ 1 เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับการพนัน ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานของความผิดฐานฟอกเงิน และผู้ต้องหาที่ 1 มีการโอน รับโอน เปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อน หรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น ทั้งนี้ไม่จำต้องอาศัย ความผิดมูลฐานในคดีเดียวกันเป็นเงื่อนไขว่าจะต้องมีการดำเนินคดีอาญาในความผิดมูลฐาน หรือมีคำพิพากษาลงโทษ ผู้กระทำความผิดมูลฐานเสียก่อนจึงจะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานได้

อีกทั้งผู้ต้องหาที่ 1 ยังได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์ฯ ในสำนวนที่มีการแยกดำเนินคดีโดยมีผู้ต้องหาที่ 1 และนายณัฐวุฒิ หรือบอย จันทร ผู้ต้องหาที่ 2 ที่อัยการสูงสุดได้มีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้อง ในความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์ฯ ด้วยแล้วการกระทำของผู้ต้องหาที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานฟอกเงิน ในสำนวนคดีนี้จึงได้มีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้องนายชนนพัฒฐ์หรือกฤต หรือกิต หรือกริช นาคสั้วผู้ต้องหาที่ 1 และนายภัทรศักดิ์ หรือตั๊ก แสงสว่าง ผู้ต้องหาที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 60 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2556 มาตรา 5, 6 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 5, 7, 10 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และให้แจ้งพนักงานสอบสวนให้มีหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับรถยนต์ของกลางจำนวน 2 รายการ เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพ.ศ.2542 มาตรา 48 ต่อไปด้วย

คดีที่ 2 คดีของสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ ที่กล่าวหานายชนนพัฒฐ์ หรือกฤต หรือกิต หรือกริช นาคสั้ว ผู้ต้องหาที่ 1 และนายณัฐวุฒิ หรือบอย จันทร ผู้ต้องหาที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนัน หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าเล่นในการเล่น หรือเข้าพนันในการเล่นพนันออนไลน์ โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน. พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 และเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 2 นั้น พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนให้แก่อัยการจังหวัดสงขลาเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2566เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 อัยการจังหวัดสงขลา มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสอง

ฃต่อมาเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2567 ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้มีความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้อง และได้ส่งให้อัยการสูงสุดชี้ขาดวันที่ 18 กันยายน 2567 อัยการสูงสุดมีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมวันที่ 8 มกราคม 2569 พนักงานสอบสวนได้ส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งของอัยการสูงสุด

วันที่ 3 เมษายน 2569 อัยการสูงสุดมีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้องนายชนนพัฒฐ์หรือกฤต หรือกิต หรือกริช นาคสั้ว ผู้ต้องหาที่ 1และนายณัฐวุฒิ หรือบอย จันทร ผู้ต้องหาที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนัน หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศ โฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าเล่นในการเล่น หรือเข้าพนันในการเล่นพนันออนไลน์ โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 12พระราชบัญญัติการพนัน (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2504 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และใช้อำนาจอัยการสูงสุด ตามพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 15 อนุญาตให้ฟ้องนายณัฐวุฒิ หรือบอย จันทร ผู้ต้องหาที่ 2 ในความผิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 9 (เนื่องจากพ้นกำหนดเวลาผัดฟ้องผู้ต้องหาที่ 2 ตามกฎหมาย) ส่วนกรณีความผิดฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการ

ที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดในทางสอบสวนว่าข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดเป็นข้อมูลที่มีการบิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน แต่กลับได้ความว่าเป็นข้อมูลที่มีการชักชวนให้เข้าเล่นการพนันจริง จึงมีคำสั่งชี้ขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองในความผิดฐานดังกล่าว และยังมีคำสั่งให้ดำเนินการตรวจสอบอาวุธปืนจำนวน 5 กระบอกที่ยึดได้ว่าเป็นของผู้ต้องหาทั้งสองหรือไม่และหากเกี่ยวข้องก็ให้พนักงานอัยการนำสืบพยานหลักฐานดังกล่าวในชั้นพิจารณาของศาลต่อไปด้วย

ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว

ขั้นตอนหลังจากนี้คือพนักงานสอบสวนจะต้องดำเนินการตามคำสั่งของอัยการสูงสุด และนำตัวนายชนนพัฒฐ์ หรือกฤต หรือกิต หรือกริช นาคสั้ว นายภัทรศักดิ์ หรือตั๊ก แสงสว่าง และนายณัฐวุฒิ หรือบอย จันทร มาส่งพนักงานอัยการเพื่อนำตัวไปฟ้องต่อศาลต่อไป

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ร้อยตรีหญิง-ร้อยโทหญิง

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ร้อยตรีหญิง-ร้อยโทหญิง

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ร้อยตรีหญิง-ร้อยโทหญิง

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.29 น.

วันที่ 8 เมษายน 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย

 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย แก่ ข้าราชบริพารในพระองค์ จำนวน 2 ราย ดังรายนามท้ายประกาศนี้

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 7 เมษายน พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

รายนามข้าราชบริพารในพระองค์ผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย

ชั้น ตริตาภรณ์ช้างเผือก

1. ร้อยโทหญิง วราลักษณ์ คนโต
2. ร้อยตรีหญิง ปิยากร ดวงราษี

ชั้น ตริตาภรณ์มงกุฎไทย

1. ร้อยโทหญิง วราลักษณ์ คนโต
2. ร้อยตรีหญิง ปิยากร ดวงราษี

อนุทิน แบ่งงานรองนายกฯ พิพัฒน์ คุมดีอี เอกนิติ ดูพลังงาน ศุภจี ลุยท่องเที่ยว

อนุทิน แบ่งงานรองนายกฯ พิพัฒน์ คุมดีอี เอกนิติ ดูพลังงาน ศุภจี ลุยท่องเที่ยว

อนุทิน แบ่งงานรองนายกฯ พิพัฒน์ คุมดีอี เอกนิติ ดูพลังงาน ศุภจี ลุยท่องเที่ยว

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.35 น.

เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 82/2569 เรื่องมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีประจำสำนักปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

1. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกฯ ดังนี้ กระทรวงคมนาคม,กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและมอบหมายให้กำกับดูแลหน่วยงานของรัฐ ดังนี้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

พิพัฒน์ รัชกิจประการ

2. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะด้านกีฬา) ,กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงสาธารณสุข และมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการ ดังนี้ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ,สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ,สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(องค์การมหาชน)

ทรงศักดิ์ ทองศรี

3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ กระทรวงการคลังกระทรวงพลังงาน, สำนักงบประมาม (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกรัฐมตรี
ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ) นอกจากนี้มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสังและปฏิบัติราชการ ดังนี้  สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ,สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

แฟ้มภาพ

4. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ กระทรวงการต่างประเทศ และมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการ ดังนี้สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ,ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

แฟ้มภาพ

5. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี  มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารบริหาชการแทนนายกรัฐมมครี ดังนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะด้านการที่ยว) ,กระทรวงพาณิชย์,กระทรวงวัฒนธรรม ,กระทรวงอุตสาหกรรม,กรมประชาสัมพันธ์ ,สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

แฟ้มภาพ

6. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ ,สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี,สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา,สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน,สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ,สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ,สำนักงามราชบัณฑิตยสภา (รวมทั้งราชการของราชบัณฑิตยสภา) รวมถึงการดำเนินคดีปกครอง รวมทั้งลงนามมอบอำนาจให้พนักงานอัยการ
ปกครองกรณีที่มีการฟ้องนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ รวมถึงการกำกับดูแลและลงนามในเอกสารที่เกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ การขอพระราชทานอภัยโทษ ,การขอแปลงสัญชาติเป็นไทย

ปกรณ์ นิลประพันธ์

แฟ้มภาพ

7. นายยศชนั้น วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ,กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ,กระทรวงแรงงาน,กระทรวงศึกษาธิการ  รวมถึงมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสังและปฏิบัติราชการ ดังนี้  สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง และกำกับดูแลองค์การมหาชน ดังนี้สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน),สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)

ยศชนั้น วงศ์สวัสดิ์

แฟ้มภาพ

8. น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  มอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้กรมประชาสัมพันธ์ ,สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และมอบหมายให้กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)

ศุภมาส อิศรภักดี

9. นายนกินทร ศรีสรรพางค์ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชนและหน่วยงานของรัฐ ดังนี้ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน),สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชบ),องค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) ,สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแทนนายกรัฐมนตรี

นกินทร ศรีสรรพางค์

10. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนทนายกรัฐมนตรี ดังนี้สำนักงบประมาณ (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกรัฐมนตรีตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ),สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ  รวมถึงมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชน ดังนี้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน),สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ

ภราดร ปริศนานันทกุล

11. นางสุขสมรวย วันหนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชน ดังนี้สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน),สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ  ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 7 เม.ย.2569

สุขสมรวย วันหนียกุล
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก พิพัฒน์ รัชกิจประการ Phiphat Ratchakitprakarn, เฟซบุ๊กทรงศักดิ์ ทองศรี fanpage, เฟซบุ๊ก ศุภมาส อิศรภักดี, เฟซบุ๊ก นภินทร ศรีสรรพางค์ Napintorn Srisunpang, เฟซบุ๊ก ภราดร ปริศนานันทกุล, เฟซบุ๊ก รวย สุขสมรวย วันทนียกุล

โลกเขียนกติกาใหม่ แต่ไทยยังใช้กรอบเดิม! ดร.สุวิทย์ เตือนวิกฤต อธิปไตยทางปัญญา

โลกเขียนกติกาใหม่ แต่ไทยยังใช้กรอบเดิม! ดร.สุวิทย์ เตือนวิกฤต อธิปไตยทางปัญญา

โลกเขียนกติกาใหม่ แต่ไทยยังใช้กรอบเดิม! ดร.สุวิทย์ เตือนวิกฤต อธิปไตยทางปัญญา

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.59 น.

วันที่ 8 เมษายน 2569 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า  “โลกเขียนกติกาใหม่ แต่ไทยยังคิดด้วยกรอบเดิม”

ในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ หลายประเทศกำลังเร่งปรับตัวเพื่อกำหนดตำแหน่งของตนบนเวทีใหม่ แต่สำหรับไทย คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ “เราจะอยู่ตรงไหน” หากแต่คือ “เรายังคิดด้วยกรอบของตัวเองอยู่หรือไม่”

การเปลี่ยนแปลงของโลกวันนี้ไม่ใช่เพียงความปั่นป่วนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ หากคือการ “เขียนกติกาใหม่” ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอำนาจทางความรู้ ประเทศที่ได้เปรียบจึงไม่ใช่แค่ประเทศที่มีทรัพยากรหรือกำลังทหาร หากคือประเทศที่สามารถกำหนดกรอบความคิด กติกา และมาตรฐานของโลกได้

ในบริบทนี้ ไทยกำลังเผชิญวิกฤตที่ลึกกว่าที่เห็น—วิกฤต “อธิปไตยทางปัญญา”

ภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดในศตวรรษนี้ไม่ใช่การสูญเสียดินแดน แต่คือการสูญเสียความสามารถในการคิดด้วยตนเอง เมื่อสังคมหนึ่งต้องพึ่งพากรอบความรู้จากภายนอกในการอธิบายโลก ออกแบบนโยบาย และกำหนดอนาคตของตน นั่นคือการพึ่งพาที่แนบเนียนที่สุด—และอันตรายที่สุด

สัญญาณของปัญหานี้ปรากฏชัดในสังคมไทย

ระบบการศึกษายังคงเน้นการจดจำมากกว่าการตั้งคำถาม

นโยบายสาธารณะจำนวนไม่น้อยหยิบยืมโมเดลจากต่างประเทศโดยขาดการปรับให้เข้ากับบริบทไทย
การวิเคราะห์โลกมักอิงกรอบคิดที่เราไม่ได้มีส่วนร่วมในการสร้าง

ผลลัพธ์คือ ไทยอาจ “ทันโลก” ในเชิงผิวเผิน แต่ยังไม่สามารถ “เข้าใจโลกในแบบของตนเอง”

ทางออกของปัญหานี้ไม่ใช่การปฏิเสธโลกภายนอก แต่คือการสร้าง “โครงสร้างปัญญา” ที่สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง และเปิดรับโลกอย่างมีวิจารณญาณ

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “จารีต” กับ “ปฏิรูป” แต่คือการออกแบบให้ทั้งสองทำงานร่วมกัน

จารีตไม่ควรถูกมองเป็นอุปสรรค หากแต่เป็น “ราก” ที่ให้ความหมาย ทิศทาง และความต่อเนื่องกับสังคม ขณะที่ปฏิรูปคือ “ปีก” ที่ทำให้ประเทศสามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วและแข่งขันในโลกใหม่ได้

การพัฒนาที่ขาดรากจะไร้ทิศทาง

แต่การยึดติดกับรากโดยไร้ปีก จะทำให้ประเทศไม่สามารถก้าวไปข้างหน้า

ความท้าทายจึงอยู่ที่การสร้างสมดุล—ทำอย่างไรให้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ ถูกออกแบบและกำกับด้วยกรอบคิดที่สอดคล้องกับบริบทไทย ไม่ใช่เพียงการนำเข้าเครื่องมือจากภายนอกมาใช้งาน

ท้ายที่สุด อธิปไตยทางปัญญาจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจาก “ความกล้าหาญทางปัญญา”

สังคมที่ยึดติดกับลำดับชั้นและอาวุโส มักไม่เปิดพื้นที่ให้กับการตั้งคำถาม แต่การตั้งคำถามคือจุดเริ่มต้นขององค์ความรู้ใหม่ การยอมรับความผิดพลาด และการเปิดพื้นที่ให้ความคิดที่แตกต่าง จึงไม่ใช่ความเสี่ยง หากเป็นเงื่อนไขของการพัฒนา

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่ความล้มเหลวแบบฉับพลัน แต่คือ “ความนิ่งที่ดูเหมือนเสถียร”

ความเคยชินกับการเดินตาม

ความเคยชินกับการเลียนแบบ

และความเคยชินกับการไม่ตั้งคำถาม

ในโลกที่กติกายังไม่ตายตัว ประเทศที่ได้เปรียบไม่ใช่ประเทศที่เลือกข้างได้ถูกต้องที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถกำหนดกรอบคิดของตนเองได้

อธิปไตยในศตวรรษนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของดินแดนหรืออำนาจรัฐ หากคือความสามารถของสังคมในการกำหนดอนาคตของตนด้วยปัญญาของตนเอง

และนั่นคือโจทย์ที่ไทยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป