ผอ.JIC ไทยโต้กัมพูชา ย้ำไทยยึดถ้อยแถลงร่วมฯ ปฏิเสธยึดครองดินแดน

ผอ.JIC ไทยโต้กัมพูชา ย้ำไทยยึดถ้อยแถลงร่วมฯ ปฏิเสธยึดครองดินแดน

ผอ.JIC ไทยโต้กัมพูชา ย้ำไทยยึดถ้อยแถลงร่วมฯ ปฏิเสธยึดครองดินแดน

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.48 น.

ผอ.JIC ไทยโต้กัมพูชา ปมแถลงการณ์ ย้ำไทยยึดถ้อยแถลงร่วมฯ ปฏิเสธยึดครองดินแดน เดินหน้าเจรจาบนพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศ

21 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย – กัมพูชา (Joint Information Center : JIC) กล่าวถึงกรณีคำแถลงของกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 โดยยืนยันจุดยืนของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาระหว่างสองประเทศด้วยสันติวิธี ภายใต้กลไกทวิภาคีและบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคี โดยปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) อย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทั้งสองประเทศเห็นชอบร่วมกันเพื่อใช้ในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาระหว่างกัน

พร้อมยืนยันว่า ประเทศไทยไม่เคยปฏิเสธการเจรจาโดยตรงระหว่างสองประเทศ แต่การที่จะเกิดความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมได้นั้น ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของถ้อยแถลงร่วมฯ อย่างจริงใจ เคารพซึ่งกันและกัน และหลีกเลี่ยงการดำเนินการฝ่ายเดียวที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ

ในส่วนของกระบวนการตามกฎหมายระหว่างประเทศ พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า ประเทศไทยในฐานะภาคีที่มีความรับผิดชอบ พร้อมดำเนินการตามกระบวนการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) และเมื่อกระบวนการดังกล่าวแล้วเสร็จ ก็จะนำทั้งสองประเทศกลับเข้าสู่การเจรจาโดยตรงอีกครั้ง

สำหรับข้อกล่าวหาที่ว่าประเทศไทยยึดครองดินแดนนั้น พล.อ.อ.ประภาส ยืนยันว่า ประเทศไทยปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยสิ้นเชิง พร้อมชี้แจงว่า การปฏิบัติการของฝ่ายไทยเป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตยภายในพื้นที่ของตนเอง และเพื่อลดโอกาสการเผชิญหน้าระหว่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยแถลงร่วมฯ ที่กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายคงการวางกำลังในพื้นที่เดิม (maintain current troop deployments) และเดินหน้ามาตรการส่งเสริมความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน

ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา กล่าวย้ำว่า สันติภาพ ความมั่นคง และความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ จะเกิดขึ้นได้จากการเคารพและปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมฯ อย่างเคร่งครัด การหลีกเลี่ยงการกล่าวหาผ่านสื่อหรือเวทีระหว่างประเทศ และการกลับมาแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและกฎหมายระหว่างประเทศ

“การปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมฯ อย่างเคร่งครัด คือรากฐานของความไว้วางใจ และความไว้วางใจ คือเงื่อนไขสำคัญของการเจรจาที่ประสบผลสำเร็จ” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

นายกฯ ยังไม่ได้รับรายงานทางการมติ นพ.สรณ พ้น ปธ.กสทช. ชี้ ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย

นายกฯ ยังไม่ได้รับรายงานทางการมติ นพ.สรณ พ้น ปธ.กสทช. ชี้ ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย

นายกฯ ยังไม่ได้รับรายงานทางการมติ นพ.สรณ พ้น ปธ.กสทช. ชี้ ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.42 น.

นายกฯ เผย ทราบมติ กก.สรรหา นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้าม ให้พ้น ปธ.กสทช. แต่ยังไม่ได้รับหนังสือเป็นทางการ ชี้ ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย 

เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นา   ยกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงมติคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8(2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 ให้พ้นจากตำแหน่ง ว่า ยังไม่ได้รับรายงานในรายละเอียด เพียงแต่ทราบว่ามีมติให้นพ.สรณ พ้นตำแหน่งระหว่างที่ตนอยู่ต่างประเทศ ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งมาอย่างเป็นทางการ ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย เราฝืนกฎหมายไม่ได้

ส่วนมติที่ย้อนไปถึงปี 2565 เรื่องต่างๆ ที่เซ็นไปแล้วนั้น กฎหมายก็ต้องมาว่ากัน และเป็นสิทธิของทุกคนหากจะอุทธรณ์ ทั้งนี้ ตนก็ต้องทำตามขั้นตอนกฎหมายว่ามีอะไรบ้าง ก็ขอให้ถึงจุดนั้นก่อน เพราะตอนนี้มันยังมาไม่ถึง

เลื่อนประชุม ครม. เป็นจันทร์ 27 ก.ค. เหตุสัปดาห์หยุดยาว ติดต่อกัน 3 วัน

เลื่อนประชุม ครม. เป็นจันทร์ 27 ก.ค. เหตุสัปดาห์หยุดยาว ติดต่อกัน 3 วัน

เลื่อนประชุม ครม. เป็นจันทร์ 27 ก.ค. เหตุสัปดาห์หยุดยาว ติดต่อกัน 3 วัน

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.07 น.

21 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า เนื่องจากในวันอังคารที่ 28 ก.ค.ตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ และมีวันหยุดยาวติดต่อ คือ ในวันพุธที่ 29 ก.ค.ตรงกับวันอาสาฬหบูชา และวันที่ 30 ก.ค.ตรงกับวันเข้าพรรษา ทำให้มีวันหยุดยาวติดต่อกัน 3 วัน จึงมีการเลื่อนการประชุม ครม.มาเป็นวันจันทร์ที่ 27 ก.ค.แทน จากเดิมประชุม ครม.ทุกวันอังคารของสัปดาห์

ครม.ไฟเขียว ตั้ง รพีภัทร์ นั่งปลัดฯ กษ.คนใหม่ สุริยะ การันตี คุณสมบัติเหมาะสม-อาวุโสสูงสุด

ครม.ไฟเขียว ตั้ง รพีภัทร์ นั่งปลัดฯ กษ.คนใหม่ สุริยะ การันตี คุณสมบัติเหมาะสม-อาวุโสสูงสุด

ครม.ไฟเขียว ตั้ง รพีภัทร์ นั่งปลัดฯ กษ.คนใหม่ สุริยะ การันตี คุณสมบัติเหมาะสม-อาวุโสสูงสุด

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.59 น.

“สุริยะ”เผย”กษ.”ชงตั้งปลัดฯ ตำแหน่งเดียวก่อน ให้เป็นไปตามระเบียบ ก.พ. การันตี”รพีภัทร์”คุณสมบัติเหมาะสม- อาวุโสสูงสุด

21 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการเสนอแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า วันนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอแต่งตั้งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพียงตำแหน่งเดียว คือ นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เนื่องจากการแต่งตั้งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ มีการพูดคุยกับผู้บริหารภายในกระทรวงแล้ว และตามระเบียบ ก.พ.ระบุว่า ปลัดกระทรวงที่รู้ตัวว่าตนเองจะเกษียณอายุราชการแล้วไม่ควรเสนอแต่งตั้งข้าราชการทดแทน ทำให้การแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้แนะนำให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งปลัดกระทรวงก่อน และวันจันทร์ที่ 27 ก.ค.จึงจะมีการเสนอแต่งตั้งผู้บริหารระดับกรม

ทั้งนี้ นายรพีภัทร์ ถือเป็นผู้มีความอาวุโสสูงสุด และยังมีผลงานหลายเรื่อง โดยเฉพาะสามารถเร่งรัดในการจัดงานพืชสวนโลกได้ และการทำงานในกรมวิชาการเกษตรที่ผ่านมายังสามารถใช้ข้อมูลวิชาการยกระดับเกษตรกร

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายที่จะเสนอเข้า ครม.สัปดาห์หน้า เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนนั้น ทางปลัดฯ คนปัจจุบัน และปลัดใหม่ ก็ได้มีการหารือกันมาก่อนแล้ว ดังนั้น รายชื่อที่จะเสนอเข้า ครม.ในสัปดาห์หน้าคงไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิม แต่ยืนยันว่า การแต่งตั้งระดับอธิบดีนั้นเป็นอำนาจของปลัดฯ ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

เอกนิติ ยันเร่งทบทวน เปิดอุทธรณ์สิทธิ์บัตรสวัสดิการฯ มุ่งช่วยคนจนจริง หลังพบสวมสิทธิ์แอบแฝง

เอกนิติ ยันเร่งทบทวน เปิดอุทธรณ์สิทธิ์บัตรสวัสดิการฯ มุ่งช่วยคนจนจริง หลังพบสวมสิทธิ์แอบแฝง

เอกนิติ ยันเร่งทบทวน เปิดอุทธรณ์สิทธิ์บัตรสวัสดิการฯ มุ่งช่วยคนจนจริง หลังพบสวมสิทธิ์แอบแฝง

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.33 น.

เอกนิติ ยันทบทวน-เปิดให้อุทธรณ์สิทธิ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มุ่งช่วยคนจนจริง หลังพบมีคนแอบแฝง-เอาชื่อไปสวมสิทธิ์ขอรับความช่วยเหลือรัฐ ชี้ 72 สวัสดิการ ทุกคนยังตามเดิม

21 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 10.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์จนต้องมีการปรับทบทวนเกณฑ์ ผู้ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า ต้องขอบคุณทุกฝ่าย วันนี้ตนได้รับรับทราบข้อมูลมาโดยตลอดแม้ปฏิบัติอยู่ต่างประเทศ ซึ่งจุดประสงค์ที่รัฐบาลทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่เรียกว่าบัตรคนจน เพราะเราต้องการช่วยคนจนที่เดือดร้อนจริงๆ วันนี้เราไม่ได้มีการนำคนเข้าระบบมา 4-5 ปี ซึ่งหัวใจสำคัญคือการนำคนใหม่และคนจนจริงที่ไม่ได้อยู่ในระบบของเดิม เข้ามาอยู่ในระบบ 2.3 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ตกสำรวจไป ซึ่งเป็นหัวใจที่หนึ่ง

ส่วนหัวใจที่สอง เราต้องการช่วยคนจนจริงๆ เพราะคราวที่แล้วได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวนมากและคนจนปลอมเยอะที่มาอ้างและรับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เราจึงพยายามแยกแยะหลักเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งวันนี้สามารถแยกแยะคนจนปลอมออกได้บางส่วน และกรณีที่มีเสียงร้องเรียนก็รับฟังซึ่งตนเห็นใจมากๆ ที่มีบางกลุ่มหลุดออกไปจากคนที่จนปลอม ซึ่งคนเหล่านี้สิ่งที่เราต้องการช่วยเหลือเขาจริงๆถ้าเดือดร้อนจริงก็ได้ประสานกับกระทรวงมหาดไทย ให้ลงไปช่วยเป็นศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสเพื่อทบทวนสิทธิ์ 

และเรายังพบว่า ประเทศไทยไม่มีฐานข้อมูลที่ทันสมัย เราจึงมาทบทวนสิทธิ์ที่ประชาชนเรียกร้อง เช่น เรื่องรถเก่า สมาคมตนได้หารือกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งจะมีการทบทวนเกณฑ์ดังกล่าวให้ ขณะเดียวกันสิ่งที่พบอีกอย่างหนึ่ง ระบบข้อมูลของประเทศไทยมีคนไปหลอกลวงชาวบ้านเป็นจำนวนมาก เอาข้อมูลของชาวบ้านไปจดทะเบียนบริษัทหรือไปซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เป็นทั้งทุนเทาและกรรมการบริษัท ซึ่งตัวของชาวบ้านไม่ทราบเรื่องโดยนำมาลดหย่อนภาษี ซึ่งวันนี้ความจริงในประเทศไทยมันปูดออกมาหมด ตนจึงมอบหมายและสั่งการให้เปิดความจริงทั้งหมด และหลังจากที่เราดูแลชาวบ้านเสร็จก็ต้องจัดการคนที่หลอกชาวบ้านที่ทำให้เขาเดือดร้อนซึ่งเป็นสิ่งที่ตนได้มอบนโยบายไป 

พร้อมย้ำว่า วันนี้หัวใจสำคัญคือตนเห็นใจผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ โดยเราจะเปิดขยายการอุทธรณ์สิทธิ์ให้ และจะพยายามดูแลคนที่เดือดร้อนจริงที่สุด พร้อมย้ำอีกว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นเครื่องมือหนึ่ง แต่เรายังมีอีกหลายเครื่องมือตาข่ายที่รองรับคนจน ซึ่งจุดประสงค์ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐคือช่วยคนที่ไม่มีอะไรหรือไม่มีใครดูแลเลย ซึ่งวันนี้กวาดมาใหม่ได้ 2.3 ล้านคน และคนที่ยังมีสิทธิ์อื่นก็ยังได้ทั้งหมด ทั้งบัตรผู้สูงอายุหรือบัตรผู้พิการ เด็กเรียนฟรี ฉะนั้นสวัสดิการทั้งหมดมี 72 สวัสดิการ ทุกคนยังได้สิทธิ์ตามที่ตัวเองจะได้ แต่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องการช่วยคนที่เดือดร้อนที่สุดในสังคมและเราเปิดรับฟัง ซึ่งตนพร้อมรับฟังความเห็นและก็จะมีการนำเข้าคณะกรรมการฯ เพื่อเปิดทบทวนสิทธิ์และขยายเวลา

โตโต้ ฟ้องกลุ่มรักสถาบันฯ-ตำรวจ ปอท. สร้างหลักฐานเท็จ ม.112 ศาลนัดไต่สวน 19 ต.ค.

โตโต้ ฟ้องกลุ่มรักสถาบันฯ-ตำรวจ ปอท. สร้างหลักฐานเท็จ ม.112 ศาลนัดไต่สวน 19 ต.ค.

โตโต้ ฟ้องกลุ่มรักสถาบันฯ-ตำรวจ ปอท. สร้างหลักฐานเท็จ ม.112 ศาลนัดไต่สวน 19 ต.ค.

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.28 น.

21 กรกฎาคม 2569 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายปิยรัฐ จงเทพ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) พร้อม นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความ ได้นำสำนวนและพยานหลักฐานเป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสร้างหลักฐานเท็จซึ่งเป็นโพสต์โซเชียลมีเดีย มาใช้กล่าวหาตัวเองในคดีอาญา ความผิดมาตรา 112

นายปิยรัฐ เปิดเผยว่า สำหรับเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2563 มีกลุ่มคนรักสถาบันฯ เป็นโจทก์ฟ้องตนต่อศาล อ้างว่าตัวถ่ายรูปที่บริเวณท้องสนามหลวงและโพสต์ข้อความเข้าข่ายความผิดมาตรา 112 ซึ่งภายหลังศาลได้พิพากษายกฟ้องตนคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568

นายปิยรัฐ ยืนยันว่า ตนไม่ได้เป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าวในเพจเฟซบุ๊คที่ฝ่ายโจทก์นำมาใช้แอบอ้างและในช่วงเวลาที่ปรากฏตามพยานหลักฐานที่ฝ่ายโจทก์นำมาใช้เป็นช่วงเวลาที่ ตัวเองถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว ทำให้ไม่สามารถใช้เครื่องมือสื่อสารในการโพสต์ได้ ซึ่งสาเหตุที่จะต้องเดินทางมาฟ้องในวันนี้เนื่องจากทราบมาว่า ฝ่ายโจทก์มีความพยายามที่จะอุทธรณ์คดีต่อ

สำหรับจำเลยที่ตนยื่นฟ้อง แบ่งออกเป็นสองกลุ่มกลุ่มแรกคือประชาชน ซึ่งอ้างว่าเป็นกลุ่มคนรักสถาบันฯ โดยกรณีนี้ตนกล่าวหาแจ้งความเท็จ สร้างพยานหลักฐานเท็จ , ปลอมและใช้เอกสารปลอม

ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐ คือ พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโลยี หรือ บก.ปอท.ที่มีความเชื่อมโยงในการรับเอกสารฉบับนี้เข้ามาและมีการนำมาแจ้งข้อกล่าวหา รวมถึงสรุปสำนวนส่งอัยการฟ้องศาลโดยดำเนินคดีเป็นรายบุคคล ซึ่งจะดำเนินคดีโดยแยกข้อกล่าวหากับกลุ่มประชาชนชนโดยเพิ่มมาตรา 157 ซึ่งจะต้องฟ้องที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ส่วนการยื่นฟ้องในวันนี้ เบื้องต้นศาลนัดหมายไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 19 ตุลาคม นี้

FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ พร้อมสานต่อความร่วมมือปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ พร้อมสานต่อความร่วมมือปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ พร้อมสานต่อความร่วมมือปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.04 น.

โฆษกรัฐบาล เผย FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ พร้อมสานต่อความร่วมมือปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เห็นพ้องปราบปรามไม่ใช่แค่จับกุม แต่ต้องถอนรากถอนโคน

เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐอเมริกา (FBI) พร้อมด้วย เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย บนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ว่าถือเป็นวาระสำคัญที่แสดงออกถึงความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับทาง FBI ที่จะร่วมกันเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศ ทั้งปัญหายาเสพติด และการค้ามนุษย์ 

โฆษกรัฐบาล กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องที่วันนี้ได้พูดคุยในรายละเอียดค่อนข้างมาก คือเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ และอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไทย โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีความร่วมมือกันอย่างเหนียวแน่นกับทาง FBI อยู่แล้ว ล่าสุดช่วงที่ผ่านมาก็ได้มีการจัดสัมมนาในการปราบปรามสแกมเมอร์ที่มีเจ้าหน้าที่จากทั่วโลกมาประชุมกันที่ประเทศไทย จึงถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่รัฐบาลแสดงออก ว่าเรามีความมุ่งมั่นในการปราบปรามสแกมเมอร์ การคุยกันในวันนี้จึงเป็นการพูดถึงการเดินหน้าต่อ 

นอกจากนี้ ทาง FBI ได้ขอบคุณประเทศไทยด้วย ที่เป็นส่วนสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ขณะที่ นายกรัฐมนตรีได้เสริมต่อในเรื่องการค้ามนุษย์ ยาเสพติด และสแกมเมอร์ต่างๆ ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติ ยืนยันว่า รัฐบาลไทยพร้อมให้ความร่วมมือกับ FBI รวมถึงประเทศทั่วโลก เพราะในวันนี้เราก็มีแพลตฟอร์มเทคโนโลยี และฐานข้อมูลสืบสวนระดับสากล หรือ ระบบ Shield ที่พัฒนาขึ้นโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพมาก จะได้แชร์ข้อมูลให้กับนานาชาติ เพื่อร่วมมือกันแก้ปัญหานี้ ด้วยเหตุนี้ทั้งสองจึงเห็นตรงกันว่า การปราบปรามสแกมเมอร์ไม่ใช่แค่การเข้าไปจับกุม แต่ต้องถอนรากถอนโคนให้จบสิ้น และมีการวางแผนที่จะร่วมมือกันต่อไป ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีแผนการทำงานร่วมกับ FBI อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

นิกร รอ ครม. เคาะความชัดเจนหลักเกณฑ์บัตรคนจน เผยกลุ่มเปราะบาง พม. ผ่านแค่ 2 แสน จาก 1 ล้านคน

นิกร รอ ครม. เคาะความชัดเจนหลักเกณฑ์บัตรคนจน เผยกลุ่มเปราะบาง พม. ผ่านแค่ 2 แสน จาก 1 ล้านคน

นิกร รอ ครม. เคาะความชัดเจนหลักเกณฑ์บัตรคนจน เผยกลุ่มเปราะบาง พม. ผ่านแค่ 2 แสน จาก 1 ล้านคน

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.34 น.

นิกร รอ ครม. เคาะความชัดเจนหลักเกณฑ์บัตรคนจน เผยกลุ่มเปราะบาง พม. ผ่านแค่ 2 แสน จากที่ยื่นไป 1 ล้านคน

เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึงการสำรวจบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนที่ พม. ดูแล ว่า ได้มียื่นรายชื่อสำรวจไป 1,000,000 คน แต่ผ่านเกณฑ์ประมาณ 200,000 คน ซึ่งต้องมีการตรวจสอบว่าทำไมถึงมีการตกหล่น โดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และรอรายละเอียดจากที่ประชุม ครม. วันนี้ว่าจะมีความชัดเจนในการบริหารจัดการอย่างไร ในส่วนของ พม. เจ้าหน้าที่ได้สแตนด์บาย รวบรวมรายชื่อที่ได้ทำกับฝ่ายปกครอง เพื่อดำเนินการตามหลักเกณฑ์ต่อไป โดยต้องรอการหารืออีกครั้ง ดังนั้น จึงอยากฝากให้ผู้พิการ ผู้สูงอายุ สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน โดยเตรียมข้อมูลและหลักฐานไว้

นายนิกร เปิดเผยว่า ในวันที่ 24-25 ก.ค. นี้  กระทรวง พม. ร่วมกับสมาคมผู้พิการแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานมหกรรม Universal Design (UN) ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน โดยงานนี้เป็นการรวบรวมนวัตกรรมสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้พิการ ซึ่งจะมีนวัตกรรม การออกแบบให้เหมาะกับทุกช่วงวัย รวมถึงมีแนวทางในการปรับกฎหมาย เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริง ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการดำเนินงาน UD โดยกฎหมายดังกล่าวจำเป็นต้องเร่งพูดคุยกัน ดัน พ.ร.บ. Universal Design ให้สามารถทำงานได้จริง และให้สังคมไทยตื่นตัวว่า Universal Design ช่วงวัยจะได้รับผลประโยชน์ โดยการสร้างการรับรู้ในพื้นที่

จบโรดโชว์จีน นายกฯ เชื่อมความร่วมมือไทย-จีนทุกระดับ พลิกไทยสู่พันธมิตรเศรษฐกิจดิจิทัล

จบโรดโชว์จีน นายกฯ เชื่อมความร่วมมือไทย-จีนทุกระดับ พลิกไทยสู่พันธมิตรเศรษฐกิจดิจิทัล

จบโรดโชว์จีน นายกฯ เชื่อมความร่วมมือไทย-จีนทุกระดับ พลิกไทยสู่พันธมิตรเศรษฐกิจดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.16 น.

21 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยนายอนุทิน ชาญวีรกูล พอใจผลความสำเร็จในการเดินทางเยือนจีน อย่างเป็นทางการในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก ขยายวงความร่วมมือไทย-จีนใน 4 สำคัญ ได้แก่ระดับรัฐบาล – รัฐบาลกลาง รัฐบาลไทย – รัฐบาลมลฑล เอกชนไทย – เอกชนจีน และประชาชน – ประชาชน นายกรัฐมนตรีอนุทิน ยังใช้โอกาสในการเข้าเยี่ยมคารวะประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและนายกรัฐมนตรีหลี่เฉียงยืนยันจุดยืนของไทยในการปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา ด้วยกลไกทวิภาคีและการเจรจาอย่างสุจริตใจ เพื่อหาทางออกและสันติภาพร่วมกัน

1) นายกรัฐมนตรีโชว์วิสัยทัศน์ AI ของไทยในการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก 2026 (WAIC 2026) เน้น  3ได้แก่ คุ้มครองประชาชน (Protection) ปลดล็อกศักยภาพ (Potential) และสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน (Prosperity) โดยมีเป้าหมายร่วมคือ “การสร้างอนาคตของ AI ที่ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

2) “สานความสัมพันธ์รอบด้านรัฐบาลกลาง – ท้องถิ่น” นายกรัฐมนตรีพบ 3 ผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลกลางจีน ได้แก่ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน , นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และนายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน และ 2 ผู้บริหารระดับมณฑล คือ นายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ นายกง เจิ้ง และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน นายหวัง เสี่ยวฮุย

มุ่งหน้าสู่ความร่วมมือสมัยใหม่ สร้างเศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านการค้า การลงทุน นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งอวกาศ , AI , EV , พลังงานสะอาด พร้อมเดินหน้าเปลี่ยนไทยจากฐานการผลิต สู่พันธมิตร ในห่วงโซ่การผลิตโลก ด้วยถ่ายทอดเทคโนโลยี การจัดตั้ง R&D รวมไปถึงการพัฒนาทักษะแรงงานไทย (Upsklii) และการใช้ส่วนประกอบภายในประเทศ (Local Content) มากยิ่งขึ้น ด้านการค้า จีนให้ความสนใจนำเข้าสินค้าเกษตรคุณภาพสูงของไทย ไทยหวังจะเพิ่มมูลค่าการส่งออกเพี่อนำไปสู่การสร้างความสมดุลการค้าไทย – จีน มากยิ่งขึ้น

กระชับความมั่นคง จะมีกลไก 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีการต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมใทย – จีน รวมทั้งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ออนไลน์สแกม การค้ามนุษย์ ไทยยังให้ความมั่นใจ จีนมั่นใจในการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ในไทย ซึ่งเชื่อว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่จะเดินทางมาไทยเพิ่มมากขึ้นด้วย

ไทย – จีน บรรลุการลงนาม 15 ฉบับ ครอบคลุมวิทยาศาสตร์ อวหกาศ การศึกษา AI พาณิชย์ ทรัพย์สินทางปัญญา การจัดการน้ำ

2 “ทีมไทยแลนด์ พลัส” ด้วยความร่วมมือรัฐ – เอกชนไทย สร้างโอกาสการลงทุนเอกชนไทยในจีน โดยเข้าร่วมกิจกรรม Prime Minister – Thai Private Sector Lunch eon ร่วมกับ 150 เจ้าของ และผู้บริหารระดับสูงไทย (CEO) จากที่มาลงทุนในจีนจากกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งธุรกิจการเงิน อาหาร พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม การแพทย์ – สาธารณสุข ท่องเที่ยว โดยการจับภาครัฐ – เอกชน เดินหน้าเพิ่มโอกาสการลงทุนไทยในต่างประเทศ

3 “โรดโชว์ ศักยภาพไทย” มัดใจเอกชน – บิ๊กเทคจีน ทั้งการเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ AgiBot , Huawei , Alibaba และ CP รวมทั้ง การหารือแบบรายบริษัทกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน ได้แก่ Xiaomi Corporation , ChangAn Automobile , InnoLight Technology และ Eoptolink Technology ซึ่งภาคเอกชนจีน มีมั่นใจนโยบายการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม และเชื่อมั่นในระบบนิเวศการลงทุนไทย ทั้งด้านโครงสร้างพี้นฐาน เทคโนโลยีและกำลังคน ตอบรับที่จะขยายการลงทุนในไทยเพิ่มเต้มกว่า 14 พันล้านหยวน หรือราว 70,000 ล้านบาทในไทย ก่อให้เกิดการจ้างงานกว่าหมื่นอัตราทั่วประเทศ

4 กระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน – ประชาชน การท่องเที่ยว การวิจัย – พัฒนา การศึกษาที่มุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระดับมหาวิทยาลัยและอาชีวะศึกษา เปิดโอกาสให้เด็กไทยได้ทุนศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนได้มาก

“นายกรัฐมนตรีเร่งรัดทุกหน่วยงานให้ แปลงข้อตกลงต่างๆ สู่การปฏิบัติ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งรัดดำเนินการให้เป็นรูปธรรม และเพื่อรักษาโมเมนตัมแห่งความร่วมมือไทย – จีน นี้ได้ขยายตัวต่อเนื่อง และในวันศุกร์นี้ นายกรัฐมนตรีจะเปิดโอกาสให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน ที่จะทางไทยอย่างเป็นทางการในฐานขแขกของกระทรวงกลาโหม เข้าเยี่ยมคารวะ ณ ทำเนียบรัฐบาลด้วย” นางสาวรัชดา กล่าว

หมอวรงค์ ขยี้ปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ฮึ่ม รัฐบาลทำเรื่องใหญ่ อย่าผิดพลาดซ้ำบ่อย ปชช.จะมองว่าทำงานไม่เป็น

หมอวรงค์ ขยี้ปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ฮึ่ม รัฐบาลทำเรื่องใหญ่ อย่าผิดพลาดซ้ำบ่อย ปชช.จะมองว่าทำงานไม่เป็น

หมอวรงค์ ขยี้ปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ฮึ่ม รัฐบาลทำเรื่องใหญ่ อย่าผิดพลาดซ้ำบ่อย ปชช.จะมองว่าทำงานไม่เป็น

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.01 น.

หมอวรงค์ ขยี้ปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ฮึ่ม รัฐบาลทำเรื่องใหญ่ อย่าผิดพลาดซ้ำบ่อย ปชช.จะมองว่าทำงานไม่เป็น

เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2569 จากกรณีที่รัฐบาลมีการประกาศผลสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่มีผู้ลงทะเบียน 18.82 ล้านคน แต่ผ่านเกณฑ์จริงเพียง 9.51 ล้านคนนั้น ทำให้ประชาชนที่เคยได้รับสิทธิ์หายไปเกือบครึ่ง ส่วนคนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ ต่างแห่ไปยื่นอุทธรณ์นั้น นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นเรื่องดังกล่าวถึงรัฐบาล โดยระบุว่า ขณะนี้มีพี่น้องประชาชนอุทธรณ์สูงถึง 2.7 ล้านคน และคาดว่าจะมีอีกหลายล้านคน

อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณรัฐบาลที่จะมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ขึ้นมาใหม่ แต่ก็ต้องขอเตือนรัฐบาล การทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนขนาดนี้ อย่าให้ผิดพลาดซ้ำบ่อย ถ้าเกิดผิดลาดซ้ำบ่อย ประชาชนอาจมองว่าท่านทำงานไม่เป็น