ไผ่-ครูใหญ่ นอนคุกต่อ เหตุศาลยกคำร้องประกันตัวคดีเก่า

ไผ่-ครูใหญ่ นอนคุกต่อ เหตุศาลยกคำร้องประกันตัวคดีเก่า

ไผ่-ครูใหญ่ นอนคุกต่อ เหตุศาลยกคำร้องประกันตัวคดีเก่า

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.19 น.

ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องประกันตัว “ครูใหญ่” สองคดี ระบุเกรงจำเลยหลบหนี แม้อีกคดี ม.112 ศาลฎีกาให้ประกันตัวแล้ว เตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลยกคำร้องประกันตัวต่อ ไผ่-ครูใหญ่ยังคงถูกขัง

13 มีนาคม 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ศาลอุทธรณ์ “ยกคำร้อง” ประกันตัว “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ในคดี ม.112 และคดีชุมนุม “รวมพลคนไม่มีจะกิน ตีหม้อไล่เผด็จการ” หลังจากวานนี้ (12 มี.ค.) ทนายยื่นประกันตัว ต่อมาศาลอาญากรุงเทพใต้ส่งคำร้องทั้งสองคดีไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา วันนี้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องทั้งสองคดี ดังนี้

       ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุอีกว่า คดีชุมนุม “รวมพลคนไม่มีจะกิน ตีหม้อไล่เผด็จการ” เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2564 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 9 เดือน ปัจจุบันคดีอยู่ชั้นอุทธรณ์ (ถอนประกันคดีนี้หลังถูกขังคดี ม.112)

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ระบุ “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว การกระทำตามที่จำเลยถูกฟ้องมีลักษณะไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”

คดี ม.112 กรณีปราศรัยในบริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2563 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 3 ปี ปัจจุบันคดีอยู่ชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ระบุ “ข้อหามีอัตราโทษสูง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกและให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่น หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”

ในทั้งสองคดีนี้ ทนายกำลังยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ประกันตัวต่อ รอติดตามคำสั่งจากศาลต่อไป

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุต่อว่า ทั้งนี้ สำหรับกรณีดังกล่าว สืบเนื่องจากศาลฎีกาอนุญาตให้ประกันตัวคดี ม.112 ของไผ่ (จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา) และครูใหญ่ จากเหตุปราศรัยหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียวแล้ว จึงกำลังทยอยยื่นประกันคดีอื่น ๆ ที่ถอนประกันและถูกพิพากษาจำคุกต่อ ซึ่งไผ่มีอีก 2 คดีที่ถูกขัง ส่วนครูใหญ่มีอีก 5 คดีที่ถูกขังอยู่
เหตุดังกล่าวไผ่และครูใหญ่ จึงยังไม่ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำ

เสธ.ทร.เผย 3 ลูกเรือ มยุรีนารี ยังมีชีวิต ชี้ช่วยเหลือยาก เพราะอยู่ในพื้นที่โจมตี

เสธ.ทร.เผย 3 ลูกเรือ มยุรีนารี ยังมีชีวิต ชี้ช่วยเหลือยาก เพราะอยู่ในพื้นที่โจมตี

เสธ.ทร.เผย 3 ลูกเรือ มยุรีนารี ยังมีชีวิต ชี้ช่วยเหลือยาก เพราะอยู่ในพื้นที่โจมตี

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.56 น.

วันที่ 13 มีนาคม 2569  ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ วังนันทอุทยาน ภายหลังการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ พลเรือเอก ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ระบุถึงความคืบหน้ากรณีเรือสินค้า มยุรีนารี ซึ่งมีลูกเรือเป็นชาวไทย ประสบเหตุในน่านน้ำระหว่างประเทศเขตติดต่อบาห์เรนและโอมาน ซึ่งเป็นพื้นที่ความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธจากทางฝั่งอิหร่านว่า ​จากลูกเรือทั้งหมด 23 คน ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือให้ออกมาอยู่ในเขตปลอดภัยได้แล้ว 20 คน ส่วนอีก 3 คน ซึ่งเป็นช่างเครื่อง ยังคงติดค้างอยู่บนเรือ เบื้องต้นยืนยันว่าทั้ง 3 คน ยังมีชีวิตอยู่ แต่ความยากลำบากคือสถานการณ์ในทะเลที่ยังมีการยิงอาวุธออกมาเป็นระยะ ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถบุกขึ้นไปบนเรือเพื่อนำตัวออกมาได้ในทันที

สำหรับการดำเนินงานในขณะนี้ กองทัพเรือได้ส่งนายทหารประสานงานไปยัง ศูนย์ผสมทางเรือ (CMF) และประสานสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมานามา (บาห์เรน) และกรุงมัสกัต (โอมาน) รวมถึงกองทัพเรือเพื่อนบ้าน เพื่อหาช่องทางเข้าช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารเรือ ที่เน้นย้ำความปลอดภัยของคนไทยเป็นอันดับหนึ่ง

​นอกจากนี้ กองทัพเรือยังตรวจสอบพบว่า ปัจจุบันมี เรือสัญชาติไทยปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่เสี่ยงดังกล่าวรวม 4 ลำรวมเรือมยุรีนารี ซึ่งลำอื่น ๆ ได้เข้าเทียบท่าเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ได้มีการออกประกาศแจ้งเตือนผู้ประกอบการเดินเรือให้ใช้ความระมัดระวังสูงสุด เนื่องจากเป็นพื้นที่อันตรายนอกเขตอำนาจกฎหมายไทย แต่เป็นไปตามกฎระเบียบเดินเรือสากล

ทางด้านกรมเจ้าท่าได้พูดคุยกับบริษัทเจ้าของเรือแล้ว เพื่อให้ร่วมรับผิดชอบและประสานงานกู้ภัยอย่างใกล้ชิด โดยกองทัพเรือยืนยันจะเฝ้าระวังและช่วยเหลือพี่น้องชาวประมงและลูกเรือไทยในทุกมิติ แม้จะเป็นเรือต่างชาติแต่หากมีคนไทยอยู่ กองทัพพร้อมสแกนพื้นที่เข้าดูแลทันที

5 เหล่าทัพ มีมติ เห็นพ้อง พัฒนาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หวังเพิ่มศักยภาพ-ป้องกันภัยศัตรู

5 เหล่าทัพ มีมติ เห็นพ้อง พัฒนาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หวังเพิ่มศักยภาพ-ป้องกันภัยศัตรู

5 เหล่าทัพ มีมติ เห็นพ้อง พัฒนาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หวังเพิ่มศักยภาพ-ป้องกันภัยศัตรู

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.48 น.

“โฆษกทุกเหล่าทัพ” แถลงข่าวเห็นพ้องกัน พัฒนาขีดความสามารถคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หวังเพิ่มศักยภาพ-ขีดความสามารถกองทัพป้องกันภัยจากศัตรู 

วันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ (บก.ทร.) แถลงข่าวผลการประชุมของผู้บัญชาการเหล่าทัพ (ผบ.เหล่าทัพ) ทั้ง 5 เหล่า ครั้งที่ 3 ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมี พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธานการประชุม โดยการแถลงข่าว โฆษกทั้ง 5 เหล่าทัพ ประกอบด้วย พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ , พล.ร.ต.กรจักร์ ยศธสาร รองโฆษกกองทัพเรือ , พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย , พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก และพล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันแถลงข่าวสรุปผลการประชุม 

โดย พล.ต.วิทัย โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวว่า  การประชุมผู้บัญชาการเหล้าทัพ มีการหารือถึงการรบในมิติใหม่ โดยเป็นรูปแบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ “เอ็มโซ่” ที่ไม่ใช่เห็นได้ทางกายภาพตาเปล่า ทางไซเบอร์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และข้อมูลข่าวสาร

พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ โฆษกกองทัพอากาศ กล่าวถึง “เอ็มโซ่” คือต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าก่อนปฏิบัติการจริง ทำให้เราคงความได้เปรียบ ปฏิบัติภารกิจของทุกเหล่าทัพ ที่ปัจจุบันใช้เครือข่ายเป็นส่วนกลางที่จะใช้คลื่นแม่เหล็กเป็น ศูนย์กลาง ฐานข้อมูลต่าง ๆ โดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เรามีอยู่ ตามปกติ ก็มีการกระทำอยู่แล้ว เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการปฏิบัติการ ว่าฝั่งตรงข้ามมีการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างไรและจะได้ดำรงขีดความสามารถของการใช้ของเราและลดทอนของฝ่ายตรงข้าม ที่เราจะใช้ประโยชน์ร่วมกันได้โดยกดดันให้ฝ่ายตรงข้ามใช้ไม่ได้ ส่วนที่กองทัพไทยยกระดับขีดความสามารถเพื่อให้ได้เปรียบ และควบคุมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งการฝึกจะใช้ตามที่กสทช.จัดสรรให้แล้วแต่ถ้าเกิดการรบก็ใช้ได้เต็มขีดความสามารถที่กองทัพมีอยู่ของความถี่

พล.ต.วิธัย กล่าวว่า การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเราใช้ได้ในระดับหนึ่ง แต่ในบางมุมใช้ได้ไม่เต็มที่และคงต้องพัฒนาให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการป้องกันการมองเห็นจากฝ่ายตรงข้าม ซึ่งความถี่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในส่วนของความมั่นคงกสทช.ได้มีการแบ่งไว้ให้เรียบร้อยแล้วซึ่งพลเรือนไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง

พล.ร.ต.กรจักร์ รองโฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า ในการรบทางทะเลไม่มีที่กำบังถ้าใครตรวจจับพื้นที่ตรงข้ามได้ก่อนก็จะได้เปรียบในการใช้อาวุธ ในการต่อตีซึ่งการต่อสู้เป็นการต่อสู้พ้นระยะสายตา ซึ่งขึ้นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นกระดูกสำคัญในการเอาชนะทางทะเลและกองทัพเรือก็มีขีดความสามารถอยู่แล้วของเครื่องบินและเรือในการติดตั้งอุปกรณ์ได้ใช้ประโยชน์ แต่เราสามารถนำไปสู่การร่วมกับพันธมิตร ประเทศอื่นได้ในการลดข้อขัดแย้งและเสริมประสิทธิภาพในการทำงาน กองทัพเรืออยู่ในขั้นพัฒนา วิธีปฏิบัติได้โดยเชื่อมโยงการปฏิบัติ ของกองทัพเรือให้เกิดเป็นหนึ่งเดียวและเชื่อมโยงกับเหล่าทัพต่าง ๆ ในอนาคต

นอกจากนี้ พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าวว่า ในส่วนของ สตช.จะเป็นภารกิจหลักของตชด. กรณีเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ใช้เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนและการรักษาความปลอดภัยระบบการสื่อสารของฝ่ายเรา

เจษฎ์ จี้รัฐบาลเร่งตรวจสอบสถิติจดทะเบียนเรือ ลั่นอย่าปล่อยให้ใครสวมรอยเรือติดธงไทย

เจษฎ์ จี้รัฐบาลเร่งตรวจสอบสถิติจดทะเบียนเรือ ลั่นอย่าปล่อยให้ใครสวมรอยเรือติดธงไทย

เจษฎ์ จี้รัฐบาลเร่งตรวจสอบสถิติจดทะเบียนเรือ ลั่นอย่าปล่อยให้ใครสวมรอยเรือติดธงไทย

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.41 น.

เจษฎ์ แนะรัฐบาล อย่าปล่อยให้ใครสวมรอย เรือติดธงไทย รีบตรวจสอบ สถิติจดทะเบียนเรือ

เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2569 นายเจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเรือติดธงไทยถูกโจมตี บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จากความขัดแย้งระหว่าง “สหรัฐอเมริกา- อิสราเอล” และ “อิหร่าน”ว่า คำถามที่สังคมสงสัย คือไทยและอิหร่านมีความสัมพันธ์อันดีมานับ 400-500 ปี เหตุใดจึงตกเป็นเป้า ซึ่งรัฐบาลต้องรีบตรวจสอบ “สถิติการจดทะเบียนเรือ” โดยด่วน! เพราะเรือที่ชักธงไทยอาจไม่ใช่ของคนไทยเสมอไป รัฐบาลต้องกล้าที่จะขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจน คุ้มครองคนไทยแท้ และประกาศตัดหางปล่อยวัดเรือสัญชาติอื่นที่มาแอบอ้างสวมรอยธงไทย เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องไปรับเคราะห์จากข้อพิพาทของชาติอื่น

นายเจษฎ์ กล่าวว่า การจดทะเบียนเรือ อาจจะไม่ได้จดทะเบียนโดยคนไทย อาจจะมีคนสัญชาติอื่นหรือคนประเทศอื่นมา เราไม่รู้ว่าในภาวะของสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน มีใครที่เข้าไปเกี่ยวข้อง หรือมีคนที่เป็นอริกันมาก่อนแบบไหนบ้าง หรือมีข้อพิพาทบาดหมางระหว่างสองประเทศนี้กับประเทศอื่น ๆ แบบไหน ใครเป็นพันธมิตรใคร ​ดังนั้นรัฐบาลอาจต้องไปหาข้อมูลเชิงสถิติ เพื่อให้รู้ว่า เรือที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่จะมีธงไทย มีเรือในลักษณะไหน กี่แบบ แล้วก็ต้องบอกกับบรรดาคนที่จดทะเบียนทั้งหลายว่า ถ้าเป็นคนไทยเราดูแลเขาได้ยังไง และถ้าไม่ใช่คนไทยเราสามารถช่วยเหลือได้อย่างไร และถ้าหากว่ามีการขึ้นธงที่ไม่ได้อยู่ในสถิติที่ว่าจดทะเบียนในประเทศไทย เราก็ต้องบอกครับว่าเรือเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับเรา

“ภาครัฐต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา แม้การอพยพแรงงานจะทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ในแง่ของการทูต รัฐบาลต้องวางตัวเป็นกลางอย่างที่สุด ไม่เทน้ำหนักหรือเผลอไปแสดงจุดยืนเข้าข้างฝั่งใดฝั่งหนึ่งจนกลายเป็นการดึงไฟสงครามมาเผาบ้านตัวเอง
และต้องคอยระมัดระวัง 

นายเจษฎ์  กล่าวว่า ในขณะที่สงครามทำท่าจะบานปลาย วิกฤตพลังงานกำลังจ่อคอหอย สถานการณ์การสู้รบนี้เราไม่รู้ว่าจะไปไกลแค่ไหน และอีกนานเท่าไหร่ แต่ภาพที่เห็นคือบรรดานักการเมืองยังคง แย่งเก้าอี้รัฐมนตรี

ลูกเทพ..ลูกใคร? แก๊งเจนวาย ใต้ปีก ‘เสี่ยนก’

ลูกเทพ..ลูกใคร? แก๊งเจนวาย ใต้ปีก ‘เสี่ยนก’

ลูกเทพ..ลูกใคร? แก๊งเจนวาย ใต้ปีก ‘เสี่ยนก’

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.38 น.


ช่วงนี้ผู้ติดตามข่าวการเมือง จะได้ยินคำว่า “แก๊งลูกเทพ” บ่อยๆ แถมบางครั้งบางคนยังเรียกว่า “แก๊งลูกบังเกิดเกล้า” ด้วย

แก๊งลูกเทพ” ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงนี้ อย่างน้อยๆ ก็เริ่มมีการซุบซิบกันในพรรคภูมิใจไทยมาตั้งแต่ช่วงต้นๆ ปีที่แล้ว แต่เป็นไปในทิศทางค่อนข้างลบ คือเป็นฉายาที่ถูกตั้งให้จากคนที่อึดอัดกับบทบาทของ “ลูกคนใหญ่คนโต” ในพรรค โดยพุ่งเป้าไปที่ “เสี่ยนก ไชยชนก ชิดชอบ” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของครูใหญ่ “เนวิน ชิดชอบ”

“เสี่ยนก” ไปเรียนที่อังกฤษตั้งแต่อายุ 8 ขวบ กระทั่งอายุ 25 ปีจึงกลับประเทศไทย เคยชินกับวัฒนธรรมฝรั่ง แถมภาษาไทยไม่แข็งแรง จึงเกิดความแปลกแยกกับลุงป้าน้าอาพอสมควร แต่สำหรับ “เจนวาย” ด้วยกันกลับเข้ากันได้ดี จึงเกาะก๊วนกันแน่นหนา ว่ากันว่า สร้างความอึดอัดใจให้กับผู้อาวุโสในพรรคพอสมควร สื่อมวลชนจึงตั้งฉายา “เสี่ยนก” เป็น “หัวหน้าแก๊งลูกเทพ” เพราะในกรรมการบริหารที่มี “เสี่ยนก” เป็นเลขาธิการพรรค คนรุ่นใหม่เหล่านี้หลายคนได้เข้าไปมีตำแหน่งด้วย

ประมวลรายชื่อ “แก๊งลูกเทพ” ในภูมิใจไทย เริ่มจากนามสกุลดังๆ อย่าง “สส.เจ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์”สส.เขต 1 อุทัยธานี หลานชาย “เจ้าพ่อชาดา ไทยเศรษฐ์” นาทีนี้ติดโผเป็น รมช.มหาดไทย

ด้านบ้านใหญ่เมืองอ่างทอง 2 พี่น้อง “แบด ภราดร – แชมป์ กรวีร์ ปริศนานันทกุล” ทายาท “เฮียตือ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” ก็ถูกนับรวมในแก๊งลูกเทพด้วยเช่นกัน โผรอบนี้ ปรากฎชื่อ “ภราดร” เป็นรมต.ประจำสำนักนายกฯ ส่วน “กรวีร์” ถูกวางตัวไว้เป็นประธานวิปพรรคร่วมรัฐบาล

ใกล้ๆกันที่ พระนครศรีอยุธยา “เอ สุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล” ทายาท “สมทรง พันธุ์เจริญวรกุล” นายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา บ้านใหญ่วังน้อย “เสี่ยเอ” เคยเป็นรมช.ศึกษาธิการ ในรัฐบาล “เศรษฐา ทวีศิลป์” เป็น รมว.อว. สมัย “อนุทิน1” เที่ยวนี้ตามโผจะเป็น รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา

นอกจาก “เสี่ยเอ” แล้วพระนครศรีอยุทธยายังมี สส.ดาวรุ่ง “พิมพฤดา ตันจรารักษ์” หลานสาวคนสวยของ “ซ้อสมทรง” เข้ามาด้วย ก็เลยถูกนับรวมเป็นสมาชิกแก๊งลูกเทพ ด้วยอีกคน

วกขึ้นเหนือไปถึงพิจิตร เมืองชาละวัน “บ้านใหญ่ภัทรประสิทธิ์” ปรากฎชื่อ “กำนันนอร์ท ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์” นอกจากเป็นหลานชายสุดรักของ “เสี่ยอ๊อด ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์” แล้ว ยังเป็นหลานเขย “ครูใหญ่เนวิน” ดังนั้น “กำนันนอร์ท” ถือเป็นคนใกล้ชิดอันดับต้นๆ ของ “เสี่ยนก” เลยทีเดียว จึงไม่แปลกที่จะติดโผ รมช.คมนาคม ในครม.อนุทิน2

มาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชื่อที่ปรากฎในข่าวแทบทุกวันขณะนี้ คือ ลูกสาว “พ่อใหญ่อิสระ สมชัย” แห่งเมืองอุบลราชธานี “แนน บุณย์ธิดา สมชัย ” ทำงานเข้าขากับ “เสี่ยนก” เป็นอย่างดี เที่ยวนี้มีข่าวจะได้นั่งตำแหน่ง รมช.ดีอี ช่วยงาน “เสี่ยนก”

อีกคนที่คอการเมืองได้ยินชื่อบ่อยๆ คือ “เสี่ยโต้ง สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” ทายาท “ฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ” นายกเทศมนตรีเมืองศรีสะเกษ ข่าวว่าจะได้ขึ้นชั้นเป็น รมช.คมนาคม ในเที่ยวนี้ ขณะที่ “ไตรศุลี ไตรสรณกุล “ ลูกสาว “วิชิต ไตรสรณกุล” นายก อบจ.ศรีสะเกษ พันธมิตรทางการเมือง ข่าวว่าจะยังคงได้นั่งเก้าอี้เลขาธิการนายกฯ เช่นเดิม

เมืองบุรีรัมย์ “สส.บีม จักรกฤษณ์ ทองศรี” หลานชาย “ทรงศักดิ์ ทองศรี” แม่ทัพภาคอีสาน ถูกนับเป็นแก๊งลูกเทพ เช่นเดียวกับ “สส.แอม ผกามาศ เจริญพันธ์” แห่งเมืองสุรินทร์ ซึ่งได้รับบทบาทเป็นรองโฆษกพรรค

เมืองเลย “สส.ธนยศ” ทิมสุวรรณ” ลูกชาย “ธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ” นายกอบจ.เลย คนสนิท “ครูใหญ่เนวิน” ก็อีกคนที่ถูกนับเป็นลูกเทพ

ลงไปทางใต้นอกจาก “สส.ธาม ชลัฐ รัชกิจประการ” สส.ปาตี้ลิสต์ บุตรชาย “โกเกี๊ยะ พิพัฒน์ รัฐกิจประการ” แล้ว ก็ต้องนับ “โกแพ วรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์” สส.เขต 2 สตูล ทายาท “โกเกียรติ สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์” บ้านใหญ่อันดามัน ที่เป็นกำลังสำคัญในภาคใต้คู่กับ “โกเกี๊ยะ” ด้วย

เที่ยวนี้มีข่าวว่า “โกแพ” ได้รับการวางตัวเป็น รมช.มหาดไทย 

นี่คือภาพรวม “แก๊งลูกเทพ” หรือ “แก๊งลูกบังเกิดเกล้า” ใต้ปีก “เสี่ยนก ไชยชนก ชิดชอบ” ทายาท “ครูใหญ่เนวิน” ผู้ทรงอำนาจตัวจริงของพรรคสีน้ำเงิน.

ศบก.ยันเตรียมมาตรการรอบด้าน รับผลกระทบเหตุตะวันออกกลาง

ศบก.ยันเตรียมมาตรการรอบด้าน รับผลกระทบเหตุตะวันออกกลาง

ศบก.ยันเตรียมมาตรการรอบด้าน รับผลกระทบเหตุตะวันออกกลาง

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.28 น.

“พิพัฒน์” ให้ความมั่นใจ ศบก. เตรียมมาตรการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง อย่างรอบด้าน ทั้งด้านพลังงาน เศรษฐกิจ ราคาสินค้า และการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยง

วันที่ 13 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เป็นประธานการประชุม ศบก. ครั้งที่ 3/2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง  นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ รวมถึงหน่วยงานด้านความมั่นคง การท่องเที่ยว แรงงาน และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศไทยในมิติต่าง ๆ

โดยที่ประชุมฯ ได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของ ศบก. ในการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่ประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจ ทั้งผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงแนวทางการดูแลราคาน้ำมันและการหาแหล่งพลังงานทางเลือกนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง การป้องกันการกักตุนน้ำมันและพลังงานเชื้อเพลิง และมาตรการประหยัดพลังงาน ประเด็นเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทย “มยุรีนารี” ถูกโจมตีและได้รับความเสียหายบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ การช่วยเหลือลูกเรือไทย การอพยพคนไทยในตะวันออกกลางออกจากพื้นที่เสี่ยง และการป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน

ที้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศ รายงานสถานการณ์การสู้รบ และสถานการณ์การช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งการโจมตีระหว่างฝ่ายสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป โดยอิหร่านได้ยกระดับการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การเดินเรือ ระบบไซเบอร์ ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ในหลายประเทศในภูมิภาค ส่งผลให้สถานการณ์ตึงเครียดขยายไปยังช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยกระทรวงการต่างประเทศจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

สำหรับกรณีเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทย ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 สะท้อนความกังวลต่อสถานการณ์ซึ่งคุกคามความปลอดภัยของพลเรือนทั้งในและนอกภูมิภาค รวมถึงคนไทย พร้อมเรียกร้องให้มีการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและขอให้ทุกฝ่ายกลับสู่การเจรจา 

ขณะเดียวกัน วานนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยมาพบ และได้ประท้วงอย่างสูงสุดต่อเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นกับเรือสัญชาติไทย พร้อมขอให้ทางอิหร่านออกแถลงการณ์ขอโทษและชี้แจงข้อเท็จจริงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเอกอัครราชทูตอิหร่านฯ ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและรับจะไปรายงานการประท้วงของไทยให้เมืองหลวงทราบต่อไป  และในวันเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโอมาน โดยขอบคุณโอมานที่ให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยจำนวน 20 คน ซึ่งทางสถานเอกอัครราชทูตไทยได้ประสานพูดคุยกับเจ้าของเรือ และพร้อมดำเนินการนำลูกเรือไทยออกจากพื้นที่ ขณะที่ลูกเรืออีก 3 คนที่สูญหาย กระทรวงการต่างประเทศกำลังเร่งประสานเพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือต่อไป

ส่วนกระทรวงพลังงาน รายงานสถานการณ์ด้านพลังงาน โดยสถานการณ์การใช้น้ำมันในประเทศไทยช่วง 2 วันที่ผ่านมา กลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น ซึ่งในวันนี้ กรมธุรกิจพลังงานและพลังงานจังหวัดทั่วประเทศตรวจสำรองน้ำมันในคลังทั้ง 122 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าไทยมีปริมาณน้ำมันเพียงพอ

สำหรับการจัดหาปริมาณน้ำมันดิบ น้ำมันเชื้อเพลิง ขณะนี้มีปริมาณน้ำมันที่จัดหาไว้เพียงพอต่อการใช้งานรวม 98 วัน พร้อมหารือเพื่อสนับสนุนการจัดหาแหล่งพลังงานสำรองอื่น ๆ ให้กับประเทศไทย รวมถึงแนวทางลดผลกระทบต่อราคาน้ำมัน และมาตรการลดใช้พลังงาน ซึ่งกระทรวงพลังงานได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีแล้ว และได้แจ้งขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจะมีแคมเปญต่าง ๆ เกิดขึ้นในช่วงต่อไป ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะบูรณาการความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อรับมือสถานการณ์ด้านพลังงานต่อไป

ด้านกระทรวงพาณิชย์ ได้รายงานสถานการณ์ด้านราคาสินค้าและภาวะการค้า พร้อมประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อไทยจากสถานการณ์ความขัดแย้ง และผลกระทบทั้งทางตรง ทางอ้อม และผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อระบบเศรษฐกิจ ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์ได้รายงานมาตรการเพื่อรับมือสถานการณ์ดังกล่าว ได้แก่ การตั้ง War Room ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมสั่งการพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้าที่เชื่อมโยงกับพลังงาน ขณะที่การขอปรับราคาสินค้าจะพิจารณาอนุญาตตามต้นทุนที่แท้จริงที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น และหากพบการฉวยโอกาสหรือกักตุน จะมีบทลงโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังมีมาตรการดูแลปัจจัยการผลิต (ปุ๋ยเคมี) โดยสั่งการให้พาณิชย์จังหวัดตรวจสอบการจำหน่ายปุ๋ยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการกักตุนและฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา รวมถึงโครงการธงเขียวช่วยเหลือต้นทุนปุ๋ย และการช่วยเหลือเรื่องอาหารสัตว์ ขณะที่การช่วยเหลือเรื่องค่าระวางเรือและค่าประกัน กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันวางแนวทางช่วยเหลือต่อไป

สำหรับกระทรวงคมนาคม รายงานสถานการณ์การช่วยเหลือผู้โดยสารตกค้าง และสถานการณ์การปิดสนามบินในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินที่บินมาประเทศไทยใน 5 สนามบินหลัก ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ และกระบี่ เฉลี่ยกว่า 60 เที่ยวบิน มีผู้โดยสารได้รับผลกระทบกว่า 6,000 คน และตัวเลขสะสมที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกเที่ยวบินรวมกว่าแสนคน อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมได้เร่งประสานและให้ความช่วยเหลือผู้โดยสารที่ตกค้างอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ในส่วนของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ รายงานสถานการณ์ด้านความมั่นคงภายในประเทศ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

พรรคส้มส่อเเววโดนยุบ เหตุรับสารภาพข้อมูลสมาชิกพรรคโดนเจาะ ส่อขัดรธน.มาตรา32-ผิดกม.PDPA

พรรคส้มส่อเเววโดนยุบ เหตุรับสารภาพข้อมูลสมาชิกพรรคโดนเจาะ ส่อขัดรธน.มาตรา32-ผิดกม.PDPA

พรรคส้มส่อเเววโดนยุบ เหตุรับสารภาพข้อมูลสมาชิกพรรคโดนเจาะ ส่อขัดรธน.มาตรา32-ผิดกม.PDPA

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.22 น.

พรรคส้มส่อเเววโดนยุบ เหตุรับสารภาพข้อมูลสมาชิกพรรคโดนเจาะ ส่อขัดรธน. มาตรา32 และผิดกฎหมายPDPA เผยเข้าข่ายความปรากฏ ให้ กกต.ยก พ.ร.ป.พรรคการเมืองมาตรา92(4) ใช้เช็กบิลได้ทันที

เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากรณีเเถลงการณ์พรรคประชาชน วานนี้ (12 มี.ค.) แจ้งสมาชิกพรรคประชาชนถึงความพยายามของบุคคลภายนอกในการเข้าถึงฐานข้อมูลของพรรคโดยไม่ได้รับอนุญาตแนวทางการยกระดับความปลอดภัยของระบบที่พรรคดำเนินการไปแล้ว และมาตรการแก้ไขเยียวยาเพื่อป้องกันความเสี่ยง เพราะข้อมูลสมาชิกพรรคที่ระบุข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกจำนวนมากรั่วไหลเเละพรรคอ้างว่าถูกเจาะระบบข้อมูลจากเเฮกเกอร์ตั้งเเต่วันที่ 28ก.พ.-10มี.ค.เเละในตอนนี้พรรคมีสมาชิกพรรคกว่า100,000 คน โดยพรรคเเนะนำสมาชิกพรรคไปลงบันทึกประจวันกับสถานีตำรวจ ไปทำบัตรประชาชนใหม่ไปเเจ้งเปลี่ยนข้อมูล-เปลี่ยนรหัสผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์กับหน่วยงานที่สมาชิกพรรคได้เชื่อมต่อไว้เเละใช้บัตรประชาชนยืนยันตัวตนนั้น

ทั้งนี้จากกรณีที่พรรคประชาชนยอมรับความประมาทเลินเล่อร้ายเเรงเเล้วว่าการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกพรรคในระบบคอมพิวเตอร์ของพรรคบกพร่องจริง เพราะการป้องกันการเจาะข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนซึ่งเป็นสมาชิกพรรคประชาชนนั้น รัฐธรรม นูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 หมวด 3 รับรองสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล มาตรา 32 ระบุว่า ”บุคคลย่อมมี สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว  การกระทำอันเป็นการละเมิดหรือกระทบต่อสิทธิของบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าในทางใด ๆ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ“

ดังนั้น กรณีนี้พบว่าพรรคประชาชนยอมรับเเล้วว่ากระทำการ“ประมาทเลินเล่อร้ายเเรง”ที่อาจขัดพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (กฎหมายPDPA)หลายมาตราเพราะพรรคประชาชนคือนิติบุคคลที่จดทะเบียนตามกฎหมายพรรคการเมือง

ผู้สิ่อข่าวรายงานว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายPDPA วางหลักไว้ว่า เจ้าของข้อมูล คือ ประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรค เป็นบุคคลผู้เป็นเจ้าของข้อมูล มีสิทธิขอเข้าถึง ลบ ทำลาย หรือถอนความยินยอมได้เเละข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อน เช่น เชื้อชาติ, ศาสนา, ความคิดเห็นทางการเมือง, ข้อมูลสุขภาพ/ชีวภาพ, ประวัติอาชญากรรม ต้องได้รับความคุ้มครองเข้มงวด ส่วนพรรคประชาชนนั้น สถานะเบื้องต้น คือ องค์กร/นิติบุคคล/บุคคลที่ตัดสินใจเก็บ/ใช้ข้อมูล ที่ต้องรักษาความปลอดภัยและแจ้งวัตถุประสงค์ก่อนเสมอ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การที่พรรคประชาชนออกเเถลงการณ์พรรคครั้งนี้นั้น เเสดงว่าพรรคยอมรับเบื้องต้นเเล้ว ว่าข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคถูกเจาะระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ทำให้ความลับของสมาชิกพรรครั่วไหลไปสู่บุคคลภายนอกจำนวนมากเเละอาจถูกนำไปใช้ในเเนวทางสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายโดยที่ไม่ได้รับความยินยอม กรณีนีักฎหมายPDPAหลายมาตรากำหนดโทษไว้ทั้งจำเเละปรับต่อพรรคประชาชนเเละพรรคประชาชนอาจต้องชดใช้เงินให้สมาชิกพรรคที่ถูกเจาะข้อมูลไปเเล้วด้วยหากมีการฟ้องร้องต่อศาลขึ้นมา

ดังนั้น ส่วนกฎหมายพรรคการเมืองนั้น สำนักงาน กกต.อาจพิจารณาความประมาทเลินเล่อร้ายเเรงนี้ของพรรคประชาชน โดยอาจใช้ พรป.พรรคการเมิองมาตรา92(4) ที่ระบุว่า “มีเหตุอันจะต้องยุบพรรคการเมืองตามที่มีกฎหมายกำหนด” เพราะกรณีนี้นับว่าความปรากฏตามเเถลงการณ์ล่าสุดของพรรคประชาชนที่ยอมรับเเล้วว่าระบบข้อมูลสมาชิกพรรคถูกเเฮกเกอร์เจาะไปเเล้วจริงเเละปรากฏความผิดหลายมาตราตามที่กฎหมายPDPAระบุไว้

กองทัพเรือ โต้ มยุรีนารี ยันเตือนแล้ว 4 ครั้ง ชี้คนเดินเรือต้องรู้สถานการณ์

กองทัพเรือ โต้ มยุรีนารี ยันเตือนแล้ว 4 ครั้ง ชี้คนเดินเรือต้องรู้สถานการณ์

กองทัพเรือ โต้ มยุรีนารี ยันเตือนแล้ว 4 ครั้ง ชี้คนเดินเรือต้องรู้สถานการณ์

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

“รองโฆษกกองทัพเรือ” โต้ มยุรี ปมโบ้ยทร.ไม่แจ้งเตือนเจาะจง ชี้ ธรรมเนียมคนเดินเรือย่อมรู้สถานการณ์-แนวทางปฏิบัติให้ลูกเรือปลอดภัย ยันทร.เตือนแล้ว 4 ครั้ง ระบุเรือลำอื่นยังคงเทียบท่าต้นทาง ตั้งข้อสังเกตอาจมีปมผลประโยชน์ประกันเรือ

เวลา 12.00 น. วันที่ 13 มี.ค. 69 ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ พลเรือตรีกรจักร์ ยศธสาร รองโฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยถึงกรณีที่เจ้าของเรือ มยุรี นารี โยนความผิดให้กองทัพเรือว่าไม่แจ้งเตือนว่าเส้นทางเดินเรือมีความเสี่ยงห้ามผ่านและไม่มีการแจ้งเตือนเป็นการเฉพาะ ว่า ในเรื่องของการแจ้งเตือนการเดินเรือ ทางกองทัพเรือได้แจ้งเตือนมาอย่างต่อเนื่องโดยตลอดไม่ต่ำกว่า 3 – 4 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์เป็นต้นมา ซึ่ง เป็นการประกาศเป็นลักษณะที่เรียกได้ว่าBroadcast คือหมายความว่าแจ้งเตือนให้เป็นที่ทราบกันโดยทั่ว ไม่ใช่ว่าต้องแจ้งตรงไปที่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง ซึ่งบริษัทเองก็ต้องรับผิดชอบในการที่จะดูแลความปลอดภัยของตัวเอง จะต้องมีการติดตามข้อมูลข่าวสารเรื่องความปลอดภัยที่ใดบ้างทั้งนี้ทางกองทัพเรือขอยืนยันว่าเรามีการแจ้งเตือนอยู่ตลอดเวลาตามห้วงเวลาที่เหมาะสม 

เมื่อถามว่าเจ้าของเรือโต้แย้งว่ากองทัพเรือไม่มีการแจ้งเตือนเป็นการเฉพาะนั้น พลเรือตรีกรจักร์ กล่าวว่า ขอไปตรวจสอบข้อมูลก่อน เพราะเพิ่งจะเคยได้ยินเรื่องนี้จากสื่อมวลชนว่าทางเจ้าของเรือได้พูดถึงเรื่องนี้

ส่วนเรื่องการห้ามเดินเรือนั้น ทางกองทัพเรือชี้แจงว่า  ห้ามไม่ได้ อันนี้ก็เป็นพาร์ทเป็นเพียงการแจ้งเตือนให้รับทราบว่ามันมีเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ ซึ่งสมควรจะต้องมีตัดสินใจตคให้ระมัดระวังการเดินเรือ จริง ๆ แล้วมันมีช่องทางในการแจ้งเตือนเรื่องความปลอดภัยในการเดินเรือเนี่ยอยู่ค่อนข้างเยอะ ส่วนตัวคิดว่าบริษัทเองก็คงจะรู้ว่า พื้นที่ตรงนั้นเนี่ยมันมี เขาเรียกว่าประชาคมของชาวเรือพาณิชย์อยู่ด้วย แล้วมีการช่องทางการติดต่อสื่อสารระหว่างเรือรบกับเรือพาณิชย์อยู่ตลอดเวลา แต่อาจจะเคยได้ยิน UKMTO ซึ่งก็เป็นประชาคมที่รับทราบถึงสถานการณ์ที่ อ่าวเปอร์เซียและทะเลอาระเบีย ซึ่งก็มีการแจ้งเตือนอยู่ตลอด

เมื่อถามว่ากองทัพเรือมองอย่างไรที่ทางบริษัทเจ้าของเรือโทษทางทหารที่ไม่แจ้งเตือน  พลเรือตรีกรจักร์ ระบุว่า อาจจะยังไม่สามารถบอกได้ แต่ขออนุญาตไปตรวจสอบก่อนว่าเจ้าของเรือพูดว่าอย่างไรบ้าง ซึ่งข่าวออกอยู่เยอะแยะมากมาย ทั้งยังมีช่องทางเฉพาะด้วยซ้ำไป มันมีข่าวสารมากมายเรื่องนี้ ผมคิดว่าทางบริษัทมีวิจารณญาณเองว่าจะตัดสินใจก็ต้องดำเนินการอย่างไร อันนี้อาจจะเป็นเรื่องประกันเขาก็ได้เราไม่ทราบ หรืออาจจะมีประเด็นอื่น ๆ ที่ที่อาจจะเป็นเกี่ยวข้องกับเรื่องของประกันก็ได้

ทั้งนี้ทางกองทัพเรือยืนยันเรื่งการออกประกาศแจ้งเตือน 4 ฉบับตั้งแต่ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งการออกประกาศ  4 ครั้ง ก็ถือว่าถี่พอสมควร

ป.ป.ช.สอบต่อ เขากระโดง หลัง DSI ยุติสืบสวน หลุดคดีพิเศษ เหตุคดีมีการฟ้องร้องในชั้นศาลแล้ว

ป.ป.ช.สอบต่อ เขากระโดง หลัง DSI ยุติสืบสวน หลุดคดีพิเศษ เหตุคดีมีการฟ้องร้องในชั้นศาลแล้ว

ป.ป.ช.สอบต่อ เขากระโดง หลัง DSI ยุติสืบสวน หลุดคดีพิเศษ เหตุคดีมีการฟ้องร้องในชั้นศาลแล้ว

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

ป.ป.ช.สอบต่อ“เขากระโดง” หลังDSI ยุติสืบสวน “หลุดคดีพิเศษ”เหตุคดีมีการฟ้องร้องในชั้นศาลแล้ว

วันที่ 13 มีนาคม 2569 รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ได้รับสำนวนการสอบสวนคดีการบุกรุกที่ดินเขากระโดง  ต.อิสาณ อ.เมือง จ. บุรีรัมย์ และ ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์  หลังจากตัวแทนการรถไฟแห่งประเทศ ไทย(รฟท.)ยื่นร้องทุกข์ขอให้ดีเอสไอตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่เข้าไปบุกรุกครอบครองที่ดินเขากระโดง ซึ่งมีแนวเขตอยู่ในที่ดินของการรถไฟ จำนวน 4,414 ไร่ โดยขอให้มีคำสั่งเพิกถอนเรียกคาเสียหายในส่วนของดีเอสไอ มีมติไม่รับเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากปัจจุบันคดีดังกล่าวอยู่ในชั้นศาล

แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า เหตุผลที่ดีเอสไอมีมติไม่รับคดีเขากระโดงเป็นคดีพิเศษ เกิดจากรูปคดี เพราะคดีดังกล่าวขึ้นสู่การพิจารณาในชั้นศาลแล้ว จึงไม่สามารถรับเป็นคดีพิเศษได้ เพราะไม่เช่นนั้นจะซ้ำซ้อนกับศาลไม่สามารถฟ้องซ้ำได้  เนื่องจากก่อนหน้าที่การรถไฟจะมายื่นคำร้องต่อดีเอสไอขอให้รับคดีพิเศษ ทางผู้ว่าการรถไฟฯ ได้ฟ้องไปแล้ว ซึ่งตามระเบียบของคณะกรรมการคดีพิเศษวระบุชัดว่า หากมีการดำเนินคดีในชั้นศาลแล้ว หรือมีการดำเนินคดีอาญาก็ให้ดำเนินคดีต่อไป ส่วนดีเอสไอรับคดีพิเศษไม่ได้

มีรายงานเบื้องต้นว่า สำหรับที่ดินเขากระโดง มีผู้บุกรุกจำนวนมาก แต่มีรายชื่อนักการเมืองชื่อดังในจ.บุรีรัมย์ เข้าไปถือครอง  3 คน คือ นางกรุณา ชิดชอบ นาย เนวิน ชิดชอบ และนายไชยชนก ชิดชอบ สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้ถูกเสนอรายชื่อเป็น รมว.ดีอี ใน’รัฐบาลอนุทิน 2′  และหากนายไชยชนก ยังมีรายชื่อถือครองที่ดินซึ่งยังมีปัญหาการบุกรุก อาจมีความเสี่ยงต่อความผิดจริยธรรมร้ายหรือไม่ 

ทุกเหล่าทัพ เห็นพ้องพัฒนาขีดความสามารถคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หวังเพิ่มศักยภาพกองทัพ

ทุกเหล่าทัพ เห็นพ้องพัฒนาขีดความสามารถคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หวังเพิ่มศักยภาพกองทัพ

ทุกเหล่าทัพ เห็นพ้องพัฒนาขีดความสามารถคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หวังเพิ่มศักยภาพกองทัพ

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

โฆษกทุกเหล่าทัพ แถลงข่าวเห็นพ้องกัน พัฒนาขีดความสามารถคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หวังเพิ่มศักยภาพ-ขีดความสามารถกองทัพป้องกันภัยจากศัตรู 

เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2569 ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ (บก.ทร.) แถลงข่าวผลการประชุมของผู้บัญชาการเหล่าทัพ (ผบ.เหล่าทัพ) ทั้ง 5 เหล่า ครั้งที่ 3 ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมี พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธานการประชุม โดยการแถลงข่าว โฆษกทั้ง 5 เหล่าทัพ ประกอบด้วย พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ, พล.ร.ต.กรจักร์ ยศธสาร รองโฆษกกองทัพเรือ, พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย, พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก และพล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันแถลงข่าวสรุปผลการประชุม 

โดย พล.ต.วิทัย โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวว่า  การประชุมผู้บัญชาการเหล้าทัพ มีการหารือถึงการรบในมิติใหม่ โดยเป็นรูปแบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ “เอ็มโซ่” ที่ไม่ใช่เห็นได้ทางกายภาพตาเปล่า ทางไซเบอร์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และข้อมูลข่าวสาร

พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ โฆษกกองทัพอากาศ กล่าวถึง “เอ็มโซ่” คือต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าก่อนปฏิบัติการจริง ทำให้เราคงความได้เปรียบ ปฏิบัติภารกิจของทุกเหล่าทัพ ที่ปัจจุบันใช้เครือข่ายเป็นส่วนกลางที่จะใช้คลื่นแม่เหล็กเป็น ศูนย์กลาง ฐานข้อมูลต่าง ๆ โดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เรามีอยู่ ตามปกติ ก็มีการกระทำอยู่แล้ว เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการปฏิบัติการ ว่าฝั่งตรงข้ามมีการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างไรและจะได้ดำรงขีดความสามารถของการใช้ของเราและลดทอนของฝ่ายตรงข้าม ที่เราจะใช้ประโยชน์ร่วมกันได้โดยกดดันให้ฝ่ายตรงข้ามใช้ไม่ได้ ส่วนที่กองทัพไทยยกระดับขีดความสามารถเพื่อให้ได้เปรียบ และควบคุมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งการฝึกจะใช้ตามที่กสทช.จัดสรรให้แล้วแต่ถ้าเกิดการรบก็ใช้ได้เต็มขีดความสามารถที่กองทัพมีอยู่ของความถี่

พล.ต.วิธัย กล่าวว่า การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเราใช้ได้ในระดับหนึ่ง แต่ในบางมุมใช้ได้ไม่เต็มที่และคงต้องพัฒนาให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการป้องกันการมองเห็นจากฝ่ายตรงข้าม ซึ่งความถี่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในส่วนของความมั่นคงกสทช.ได้มีการแบ่งไว้ให้เรียบร้อยแล้วซึ่งพลเรือนไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง

พล.ร.ต.กรจักร์ รองโฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า ในการรบทางทะเลไม่มีที่กำบังถ้าใครตรวจจับพื้นที่ตรงข้ามได้ก่อนก็จะได้เปรียบในการใช้อาวุธ ในการต่อตีซึ่งการต่อสู้เป็นการต่อสู้พ้นระยะสายตา ซึ่งขึ้นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นกระดูกสำคัญในการเอาชนะทางทะเลและกองทัพเรือก็มีขีดความสามารถอยู่แล้วของเครื่องบินและเรือในการติดตั้งอุปกรณ์ได้ใช้ประโยชน์ แต่เราสามารถนำไปสู่การร่วมกับพันธมิตร ประเทศอื่นได้ในการลดข้อขัดแย้งและเสริมประสิทธิภาพในการทำงาน กองทัพเรืออยู่ในขั้นพัฒนา วิธีปฏิบัติได้โดยเชื่อมโยงการปฏิบัติ ของกองทัพเรือให้เกิดเป็นหนึ่งเดียวและเชื่อมโยงกับเหล่าทัพต่าง ๆ ในอนาคต

นอกจากนี้ พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าวว่า ในส่วนของ สตช.จะเป็นภารกิจหลักของตชด. กรณีเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ใช้เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนและการรักษาความปลอดภัยระบบการสื่อสารของฝ่ายเรา