รัฐบาลขอโทษสั่งถอย รื้อบัตรคนจน ชงครม.แก้เกณฑ์ใหม่

รัฐบาลขอโทษสั่งถอย  รื้อบัตรคนจน  ชงครม.แก้เกณฑ์ใหม่

รัฐบาลขอโทษสั่งถอย รื้อบัตรคนจน ชงครม.แก้เกณฑ์ใหม่

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รัฐบาลขอโทษสั่งถอย รื้อบัตรคนจน ชงครม.แก้เกณฑ์ใหม่ รถ-จยย.คันเก่าฉลุย คืนสิทธินักเรียน-นศ. ยืดอุทธรณ์ถึง20ก.ย. มท.ตั้งศูนย์ฯรับเรื่อง

“คมนาคม”ขอโทษประชาชน เรื่องความไม่สะดวกของเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชงครม. ปรับเกณฑ์ใหม่ 21 กรกฎาคม รถยนต์อายุเกิน 20 ปี-มอเตอร์ไซค์เกิน 15 ปี-มอเตอร์ไซค์ไม่เกิน 300 ซีซี 2 คัน แต่ผ่อนอยู่-โอนลอย ได้สิทธิ นศ.นอกระบบไม่ต้องลาออก ก.คลังพิจารณาองค์ประกอบอื่นด้วย “มหาดไทย”เดินหน้าแก้ปัญหา ส่งข้อมูลให้ ก.คลังแก้ไขก่อนเสนอ ครม. พร้อมขยายเวลาอุทธรณ์ถึง20 กันยายน “อธิบดีปกครอง” เผย ตั้งศูนย์ One Stop Service ให้อุทธรณ์สิทธิบัตรคนจน ผ่าน“อำเภอพึ่งได้” พร้อมสั่งอำเภอ-อปท.ทำความเข้าใจปชช.ในพื้นที่ ส่วนบรรยากาศหลายจังหวัด ประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์แห่ยื่นอุทธรณ์จนคิวยาวเหยียด

เมื่อเวลา 11.10 น. วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม พร้อมด้วย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.รวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครองและนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ร่วมแถลงข่าวการอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทย

โดยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมต้องกราบขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น ในการดำเนินการ เนื่องจากหลักเกณฑ์ระเบียบต่างๆ นั้นออกมาเพื่อต้องการจะคัดกรองให้ผู้ที่สมควรจะได้รับการช่วยเหลือไปถึงบุคคลเหล่านั้นให้มากที่สุด แต่เมื่อพบปัญหาว่า มีข้อจำกัดบางอย่างที่อาจจะทำให้ประชาชนเกิดความไม่สะดวก กระทรวงคมนาคม โดยกรมขนส่งทางบกมีความพยายามเต็มที่ โดยได้เปิดอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในประเด็นที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องรถยนต์

“ทั้งนี้ ในเกณฑ์ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีเกณฑ์อยู่ 1 ข้อที่ระบุว่า ผู้รับสิทธิ์ต้องไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ ยกเว้น 4 ข้อนี้ ดังนี้ 1.มีรถจักรยานยนต์ความจุไม่เกิน 300 ซีซี 2.รถสามล้อ 3.มีรถยนต์ 4 ล้อเหล็กรับจ้าง และ4.รถใช้งานเพื่อการเกษตร มีได้ไม่เกินคนละ 1 คัน โดยเราได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่า มีประชาชนจำนวนมากที่มีรถยนต์ลักษณะนี้ ทั้งที่เป็นรถเก่าไม่ได้ใช้งานแล้ว มีรถที่สูญหาย มีรถสิ้นสภาพการใช้งานไปแล้วแต่ยังไม่ได้ตีทะเบียนออกจากระบบ ขายไปแล้วมีการโอนลอยแต่ยังไม่มีการจดโอนกรรมสิทธิ์ และมีการนำชื่อไปสวมสิทธิ์ในการซื้อรถของคนอื่น”รมช.คมนาคม ย้ำ

คมนาคมยื่นคลังทบทวนเกณฑ์ใหม่

นายสิริพงศ์กล่าวว่ากระทรวงคมนาคมได้มีหนังสือขอให้กระทรวงการคลังทบทวนแล้วซึ่งนายกฯให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยหลักเกณฑ์ต่างๆ จะมีการนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 21 ก.ค.นี้ โดยหลักเกณฑ์ที่มีการเสนอ ครม.นั้น มีการขอปรับเกณฑ์ในการพิจารณารถเก่า ดังนี้ 1.รถยนต์ต้องมีอายุใช้งานเกิน 20 ปี 2.รถมอเตอร์ไซค์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 15 ปี 3.การถือครองมอเตอร์ไซค์ จะเพิ่มเกณฑ์ว่า หากประชาชนมีมอเตอร์ไซค์ที่ขนาดไม่เกิน 300 ซีซี 2 คัน มีภาระในการผ่อนอยู่ จะถือว่า ไม่ตกเกณฑ์ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ส่วนข้อท้วงติงว่า อายุของรถอาจจะไม่ถึง 15 ปี แต่สิ้นสภาพไปแล้ว ขนส่งทั่วประเทศจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบให้กับประชาชน โดยสามารถแจ้งไปที่ขนส่งได้ว่า มีรถที่อายุอาจจะยังไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด แต่สิ้นสภาพไปแล้ว รถเก่ามาก สามารถแจ้งที่ขนส่งจังหวัดให้ทำบันทึกรถได้ หรือรถบางคันจอดเอาไว้ ไม่ได้ใช้ ไม่ได้มีการต่อทะเบียน ก็สามารถแจ้งขนส่งให้ทำบันทึกให้ได้ โดยขนส่งจะส่งข้อมูลเหล่านี้มาช่วยประชาชนในเรื่องของการอุทธรณ์ด้วย หรือรถที่มีการจำหน่ายไปแล้วแต่มีการโอนลอย ยังไม่มีการจัดการเรื่องกรรมสิทธิ์ ประชาขนสามารถไปลงบันทึกที่ขนส่งได้ ถ้ามีหลักฐานการขายด้วยก็จะเป็นประโยชน์มาก แต่ถ้าไม่มีสามารถใช้การบันทึกถ้อยคำได้

ทำแบบฟอร์มช่วยคนถูกอ้างชื่อซื้อรถ

และ4.กรณีที่ไม่เคยมีการซื้อรถ แต่ถูกแอบอ้างนำชื่อไปใช้ เรื่องนี้สามารถนำเรื่องไปอุทธรณ์กับทางขนส่งได้เช่นเดียวกัน ขนส่งจะทำการบันทึกให้ แต่อย่างไรก็ดี ในการเดินทางไปขนส่งอาจจะไม่สะดวกกับประชาชนทั้งหมด ดังนั้น ขนส่งจึงได้ทำแบบฟอร์มขึ้นมาชุดหนึ่ง ซึ่งจะทำงานร่วมกันกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ให้นำแบบฟอร์มนี้ไปอำนวยความสะดวกกับประชาชนในเขตพื้นที่ และส่งกลับมาเพื่อให้กรมการขนส่งทางบกทำการตรวจสอบข้อมูล ขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่า ทางกระทรวงคมนาคมจะแบ่งเบาภาระของประชาชนให้ได้มากที่สุด ท่านที่ควรได้รับสิทธิ์ ท่านต้องได้รับสิทธิ์จริงๆ

นักศึกษาไม่จำเป็นต้องลาออก

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีข้อร้องเรียนกรณีเป็นนักเรียนนักศึกษานอกระบบของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และอาชีวศึกษานอกระบบ ซึ่งเป็นนักศึกษาที่ถือว่า เข้ามาเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อไปเสริมสร้างทักษะชีวิตในการประกอบอาชีพ รัฐบาลเข้าใจถึงความจำเป็นนี้ ดังนั้น กลุ่มบุคคลเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นในส่วน สกร. อาชีวศึกษานอกระบบ หรือนักเรียนนักศึกษาลักษณะอื่นที่มีความยากจนและเข้าข่ายได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะไม่ถูกตัดสิทธิ์ด้วยเกณฑ์ที่เป็นนักเรียนนักศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว แต่กระทรวงการคลังจะพิจารณาองค์ประกอบอื่นประกอบด้วย ขอให้สบายใจได้ ซึ่งบางคนบอกว่า ติดตรงที่เป็นนักเรียนนักศึกษาจะลาออกจากระบบ ขอชี้แจงว่า ไม่มีความจำเป็นต้องลาออก เพราะสุดท้ายแล้ว กระทรวงการคลังจะพิจารณาเกณฑ์อื่นๆ ด้วยเพิ่มเติม

มท.เดินหน้าแก้ปัญหาบัตรคนจน

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวว่ากระทรวงได้รับข้อร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากภายหลังการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยยอมรับว่าหลักเกณฑ์บางประการอาจยังไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของชีวิตประชาชนทั้งหมด รัฐบาลจึงไม่นิ่งนอนใจ และได้หารือร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด โดยในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่เริ่มกระบวนการลงทะเบียน ได้มีการสำรวจข้อมูลประชาชนเพิ่มเติมร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลกับประชาชนโดยตรง เพื่อให้ข้อมูลที่รัฐมีอยู่สะท้อนสภาพความเป็นจริง และช่วยให้ผู้สมควรได้รับสิทธิเข้าถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้มากขึ้น

เตรียมจัดตั้ง One Stop Service

“แม้ขณะนี้จะยังเปิดให้ประชาชนยื่นอุทธรณ์ได้ แต่รัฐบาลรับทราบว่าประชาชนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและแอปพลิเคชัน ยังประสบปัญหาในการดำเนินการ กระทรวงมหาดไทยจึงเตรียมจัดตั้งศูนย์ประสานงานครบวงจร (One Stop Service) เพื่ออำนวยความสะดวกในการยื่นอุทธรณ์ให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ โดยใช้กลไกของนายอำเภอกำนันผู้ใหญ่บ้าน เพื่อเข้าไปรับข้อมูลจากชาวบ้าน เก็บข้อมูลมาที่การปกครองอีกครั้งหนึ่ง” นายพลพีร์ กล่าว

อีกประเด็นสำคัญที่รัฐบาลเตรียมนำมาใช้ประกอบการพิจารณาอุทธรณ์ คือ กรณีที่ประชาชนจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะผู้พิการ พบว่าตนเองมีชื่อเป็นผู้รับจ้างงาน หรือมีชื่อเป็นกรรมการและผู้บริหารบริษัท ทั้งที่ไม่เคยรับรู้หรือยินยอมมาก่อน ซึ่งข้อมูลลักษณะนี้สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นอุทธรณ์ได้ โดยกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนถูกนำชื่อไปสวมสิทธิ เปิดบริษัท เปิดบัญชีม้า หรือใช้เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจ รวมถึงอาจเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นายพลพีร์ กล่าวว่า สำหรับประชาชนที่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว ยังคงสามารถขอรับสิทธิสนับสนุนค่าไฟฟ้าเดือนละ 315 บาท และสิทธิใช้น้ำประปาฟรีตามเงื่อนไขของโครงการได้ ขณะเดียวกัน ผู้ที่ตรวจสอบแล้วพบว่ายังไม่เข้าเกณฑ์รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็ยังสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพื่อรับการช่วยเหลือตามมาตรการของรัฐบาลได้

เล็งขยายเวลาอุทธรณ์ถึง20ก.ย.

นายพลพีร์ กล่าวว่า ทุกๆ เสียงสะท้อนของประชาชนเรารับฟัง และไม่ได้มีการปรับลดจำนวนคน ส่วนที่มีการปรับเกณฑ์เนื่องจากเราใส่ใจรายละเอียดมากขึ้น สิ่งที่ตนอยากสื่อสารคืออยากขออภัยพี่น้องประชาชน ที่ประกาศเกณฑ์ออกมาอาจไม่ได้เป็นที่พอใจ สำหรับคนที่ไม่เข้าถึงสิทธิ์ และเราไม่ได้กำหนดว่าหากมีคนได้สิทธิ์แล้วจะมีข้อจำกัดเรื่องจำนวนคน ตอนนี้เราเห็นรายละเอียดแล้วว่าเป็นอย่างไร และจะดูไส้ในว่าสามารถปรับปรุงอะไรได้บ้าง เพื่อจะได้ช่วยเหลือประชาชนให้ได้มากที่สุด ส่วนเรื่องการนำเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันไหนนั้น กระทรวงการคลังจะไปประมวลข้อมูลทุกอย่าง และจะทำเรื่องเสนอต่อไป ส่วนระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์ เดิมกำหนดสิ้นสุดภายในสิ้นเดือน ก.ค. นี้ แต่เตรียมเสนอ ครม. เพื่อขยายเวลาออกไปจนถึงวันที่ 20 ก.ย. เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีเวลารวบรวมเอกสารและหลักฐานประกอบการอุทธรณ์ได้อย่างครบถ้วน

ปค.สั่งอปท.ทำความเข้าใจคนในพื้นที่

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง แถลงถึงการอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ได้สนับสนุนภารกิจของรัฐบาล กับโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ซึ่งได้มีการประสานงานกับทางจังหวัด และอำเภอทั่วประเทศ เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับประชาชน นอกจากนี้ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานครบวงจร (One Stop Service) เพื่อสนับสนุนโครงการของรัฐ ณ ที่ว่าการอำเภอ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับสิทธิ์แล้ว สามารถยืนยันตัวตน ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านการพิจารณา สามารถแจ้งทบทวนสิทธิ์ได้ ณ ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง และยังมีบริการ “อำเภอพึ่งได้“ โดยให้เจ้าหน้าที่อำเภอ หรือเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ลงไปรับเรื่องราวต่างๆในระดับพื้นที่ด้วย ซึ่งถือเป็นอีกบริการหนึ่งที่จะช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน และสำหรับประชาชนที่ไม่สะดวกในการเดินทาง ขอให้มาแจ้งยืนยันทบทวนสิทธิ์ ที่อำเภอได้ นอกจากนี้จะมีการประชาสัมพันธ์ระดับพื้นที่ ผ่านหอกระจายข่าว และเสียงตามสาย

อย่างไรก็ตามและมอบหมายให้ นายอำเภอทุกท่านและเจ้าหน้าที่ของอำเภอได้รับทราบว่า วันนี้ยังเกิดความสับสนในเรื่องของ ข้อมูลข่าวสารต่างๆในระดับพื้นที่ ก็ขอให้ ไปทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ในฐานะที่เป็นตัวแทนรัฐบาล ที่ใดในเรื่องร้องเรียนต่างๆหรือมีความเข้าใจ ไม่ถูกต้อง ตรงกัน ก็จะมีเจ้าหน้าที่ ของอำเภอลงไปรับเรื่องราวและ แก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ทั้งหมด ส่วนหน่วยงานอื่นๆที่จำเป็นที่จะต้องใช้ การประสานงานบุคลากรหรือกลไกของกระทรวงมหาดไทย เรายินดีที่จะเป็นภาคีเครือข่ายในความร่วมมือ กับทุกหน่วยงาน อย่างไรก็ตาม กระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวง ผู้ตรวจกรมการปกครอง และปลัดจังหวัดทุกจังหวัดได้ลงพื้นที่ไปติดตามเรื่องนี้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งหวังว่าการทำงานครั้งนี้จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ทบทวนเกือบครึ่งติดปัญหารถยนต์

ด้าน นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้รับทราบถึงปัญหาและข้อร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการครอบครองรถยนต์ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงสิทธิ

นายวินิจ ชี้แจงว่า ปัญหาเรื่องเกณฑ์รถยนต์เกิดจากข้อจำกัดด้านข้อมูลของกระทรวงคมนาคม ที่ไม่สามารถทราบสถานะการ “โอนลอย” หรือการขายรถที่ยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อทางทะเบียนได้ ส่งผลให้ผู้ที่ขายรถไปแล้วแต่ชื่อยังค้างอยู่ในระบบเสียสิทธิ จากข้อมูลล่าสุดพบว่ามี ประชาชนขอทบทวนสิทธิแล้วประมาณ 2.9 ล้านราย ซึ่งกว่า 40% เป็นปัญหาเกี่ยวกับรถยนต์

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเตรียมนำเรื่องปรับเกณฑ์เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เพื่อกำหนดรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เช่น การใช้หลักฐานสัญญาซื้อขายหรือการโอนลอยมาประกอบการพิจารณา โดยมีเป้าหมาย จะเร่งเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ เพื่อให้ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ใหม่ได้รับสิทธิสวัสดิการภายในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

เร่งคืนสิทธิให้ผู้เดือดร้อน

นายวินิจ กล่าวถึงกรณีจากที่กระทรวงการคลังได้ใช้ข้อมูล “Dynamic Data” หรือข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่าย มาใช้ตรวจสอบรายได้ของผู้ลงทะเบียน พบว่ามีประชาชนจำนวนหนึ่งเข้ามาทักท้วงเนื่องจากถูกผู้ประกอบการทุจริตนำชื่อไปแอบอ้างเป็นลูกจ้างปลอมเพื่อลดหย่อนภาษี กระทรวงการคลังยินดีรับเรื่องร้องเรียนในส่วนนี้ และจะเร่งดำเนินการในสองมิติ คือ การคืนสิทธิให้แก่ผู้ที่เดือดร้อนจริงอย่างรวดเร็ว และการติดตามดำเนินคดีกับผู้ที่นำชื่อไปแอบอ้าง ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการคืนสิทธิให้ทันภายในวันที่ 1 ตุลาคมเช่นกัน

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้ทำงานเชิงรุกร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่สำรวจผู้ที่ยังไม่เคยได้รับสิทธิเลย ซึ่งพบกลุ่มเป้าหมายใหม่ถึง 2.3 ล้านราย โดยในจำนวนนี้มีการยืนยันตัวตน (e-KYC) แล้ว 841,000 ราย และเจ้าหน้าที่จะเร่งลงพื้นที่ติดตามส่วนที่เหลือเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครตกหล่น

ชงครม.เคาะ6ล้านคนรับสิทธิ60/40

สำหรับกลุ่มผู้ถือบัตรเดิมที่ไม่ผ่านเกณฑ์ใหม่หรือไม่ได้มาลงทะเบียน ซึ่งมีประมาณ 6 ล้านราย กระทรวงการคลังได้เสนอเรื่องต่อ ครม. พิจารณาในวันพรุ่งนี้ (21 ก.ค.) เพื่อขออนุมัติงบฯ ขยายสิทธิไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ให้กลุ่มนี้เป็นเวลา 2 เดือน เพื่อเป็นการคืนโอกาสและบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงเปลี่ยนผ่าน การปรับปรุงฐานข้อมูลในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยที่จะมีข้อมูลของผู้ที่เดือดร้อนที่สุดอย่างสมบูรณ์ เพื่อให้รัฐบาลสามารถออกมาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสมและตรงจุดในแต่ละระดับความเดือดร้อนต่อไป

‘ภราดร’อัดคลิปแจง3ทางออก

ทางด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้อัดคลิปวิดีโอเพื่ออธิบายและแนะแนวทางการอุทธรณ์ให้กับพี่น้องประชาชน โดยได้รวบรวม 3 ประเด็นหลักที่มีการร้องเรียนเข้ามามากที่สุด พร้อมชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ประชาชนนำไปประกอบการยื่นอุทธรณ์ ดังนี้

1.ประเด็นการถือครองรถมอเตอร์ไซค์เกิน 1 คัน ตามหลักเกณฑ์ ผู้ที่มีรถมอเตอร์ไซค์เกิน 1 คันจะไม่ได้รับสิทธิ์ แต่ปัญหาที่พบคือ ประชาชนหลายคนมีรถเก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว แต่ชื่อในระบบของกรมการขนส่งทางบกยังระบุว่ามีรถ 2 คัน เนื่องจากยังไม่ได้ไปทำเรื่องยกเลิกทะเบียน ทางแก้ ขอให้ประชาชนเดินทางไปที่สำนักงานขนส่งเพื่อ “แจ้งยกเลิกทะเบียนรถ” คันที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว โดยขณะนี้ระดับนโยบายได้ประสานกับกรมการขนส่งทางบกเพื่ออำนวยความสะดวกในเรื่องนี้แล้ว เมื่อยกเลิกสำเร็จ ทางขนส่งจะรวบรวมตัวเลขทั่วประเทศส่งมอบให้กระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาการอุทธรณ์ต่อไป

2.ประเด็นรถยนต์เก่า 20-30 ปี และการ “โอนลอย” ประชาชนหลายรายไม่ผ่านเกณฑ์เนื่องจากมีชื่อครอบครองรถยนต์ที่เก่ามาก สภาพแทบใช้งานไม่ได้ หรือบางรายใช้วิธี “โอนลอย” ไปนานแล้วแต่ชื่อยังคงค้างอยู่ในระบบ ทางแก้ เช่นเดียวกับรถมอเตอร์ไซค์ เจ้าของชื่อต้องไปติดต่อกรมการขนส่งเพื่อแจ้งยกเลิกการใช้รถคันดังกล่าว หรือยกเลิกทะเบียน นอกจากนี้ นายภราดรยังได้เสนอว่าควรมีการทบทวนการประเมินมูลค่าทรัพย์สินสำหรับรถที่มีอายุ 15-20 ปีขึ้นไป โดยหักลบค่าเสื่อมสภาพจนเหลือเพียง “ราคาซาก” ซึ่งทางขนส่งจะทำการสรุปข้อมูลในส่วนนี้เพื่อช่วยให้กระทรวงการคลังใช้พิจารณาสิทธิ์ใหม่

3.ประเด็นผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษานอกโรงเรียน (สกล. / กศน.) สำหรับกลุ่มผู้ที่ศึกษาอยู่ในระบบการศึกษานอกโรงเรียน แล้วพบปัญหาไม่ผ่านเกณฑ์ ขณะนี้ได้มีการหารือกับทางกระทรวงศึกษาธิการแล้ว โดยกระทรวงฯ กำลังเร่งสรุปตัวเลขและฐานข้อมูลของผู้ที่เรียนอยู่ในระบบการศึกษานอกโรงเรียนทั้งหมด เพื่อส่งให้ทางกระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนเกณฑ์และพิจารณาการอุทธรณ์เพิ่มเติมให้อีกครั้ง

ดีเดย์เปิดลงทะเบียนรับสิทธิลดค่าน้ำ

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเปิดให้ผู้ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิลดค่าน้ำประปา ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมย้ำว่า ผู้มีสิทธิทั้งรายเดิมและรายใหม่ จะต้องลงทะเบียนใหม่ทุกคน เพื่อยืนยันการใช้สิทธิ โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าน้ำประปา ไม่เกิน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยกำหนดให้ 1 บ้าน (เลขที่บ้าน) ใช้สิทธิได้ 1 สิทธิ หากค่าน้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ผู้มีสิทธิชำระเฉพาะส่วนที่เกินจากวงเงินสนับสนุน ส่วนกรณีที่ค่าน้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้มีสิทธิจะเป็นผู้รับภาระค่าใช้น้ำทั้งหมด

สำหรับผู้มีสิทธิ รายเดิม ซึ่งเคยได้รับสิทธิตามโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 และผ่านการพิจารณาคุณสมบัติในโครงการปี 2569 สามารถลงทะเบียนได้ระหว่างวันที่ 20–25 ก.ค. 2569 เพื่อใช้สิทธิสำหรับรอบการใช้น้ำเดือน ส.ค. 2569 และจะได้รับการสนับสนุนในใบแจ้งค่าน้ำประปาประจำเดือน ก.ย. 2569 โดยไม่สามารถขอรับสิทธิย้อนหลังได้ ส่วนผู้มีสิทธิรายใหม่ ที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติและยืนยันตัวตนแล้ว สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.–25 ก.ย. 2569 เพื่อใช้สิทธิสำหรับรอบการใช้น้ำเดือนต.ค.2569 และจะได้รับการสนับสนุนในใบแจ้งค่าน้ำประปาประจำเดือนพ.ย. 2569 ทั้งนี้ ไม่สามารถขอรับสิทธิย้อนหลังได้เช่นกัน

ผู้มีสิทธิสามารถลงทะเบียนได้ด้วยตนเองผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์การประปาส่วนภูมิภาค (www.pwa.co.th) แอปพลิเคชัน PWA Plus Life และ LINE Official Account : @PWAThailand หรือสามารถติดต่อขอลงทะเบียนผ่านเจ้าหน้าที่ ณ การประปาส่วนภูมิภาคสาขาทั่วประเทศ โดยในช่วงเปิดลงทะเบียนระหว่างวันที่ 20 ก.ค.–30 ก.ย. 2569 จะเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–18.30 น. รวมวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน

ชาวยะลายื่นอุทธรณ์คิวยาวเหยียด

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ ที่หน้าธนาคารกรุงไทย สาขาเบตง ถนนสุขยงาค์ อ.เบตง จ.ยะลา ประชาชยที่ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต่างแห่ไปยื่นอุทธรณ์ที่ธนาคารกรุงไทยและธนาคารธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธ.ก.ส. จนคิวแน่นยาว โดยหลายคนไม่ผ่านเกณฑ์ เพราะมีข้อมูลพบว่ามีการครอบครองรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ทั้งที่จริงไม่มีรถยนต์ และรถจักรยานยนต์แล้ว ทำให้คนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ต้องไปแจ้งที่ขนส่ง เพื่อแก้ไขข้อมูล จนขนส่งเต็มไปด้วยประชาชน

นายเย้าะ ตอกอ อายุ 73 ปี บอกว่า วันนี้มายื่นอุทธรณ์เพราะที่ผ่านมาได้มายื่นรับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว แต่ยื่นแล้วไม่ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากมีการตรวจพบข้อมูลในการครอบครองรถจักรยานยนต์จำนวน 2 คันซึ่งความจริงได้ขายเป็นซากรถไปนานแล้ว โดยวันนี้มายื่นเพื่อให้ทางเจ้าหน้าที่ธนาคารตรวจสิทธิ์อีกครั้งเพื่อที่จะรู้ว่าเหตุใดที่ตนเองยื่นไม่ผ่านเกณฑ์ หากเป็นปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์ในการครอบครองรถจักรยานยนต์

อ่างทองแห่เช็คสิทธิครอบครองรถ

ส่วนที่สำนักงานขนส่งจังหวัดอ่างทอง พบประชาชนที่ตกเกณฑ์โครงการสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ เดินทางมาขอตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลทะเบียนรถเป็นจำนวนมาก จนเกิดความวุ่นวาย เนื่องจากระบบแจ้งว่ามีกรรมสิทธิ์การถือครองรถเกินเกณฑ์ จากการตรวจสอบหลายรายตรวจสอบในระบบ พบว่ายังคงค้างชื่อผู้ลงทะเบียนเป็นผู้ครอบครองรถคันเก่าที่ขายไปนานแล้ว ซากรถ หรือรถที่ถูกยกเลิกการใช้งานไปแล้ว ประชาชนหลายรายยืนยันว่าตนเองไม่เคยมีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์มาก่อนเลย จึงต้องเดินทางมาเพื่อขอคัดค้าน และแก้ไขข้อมูลทะเบียนรถให้ถูกต้อง ก่อนนำไปยื่นอุทธรณ์สิทธิ

ด้านเจ้าหน้าที่ขนส่งจังหวัดอ่างทอง เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้เร่งช่วยเหลือ ตรวจสอบ และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างเร่งด่วน โดยชาวบ้านที่ต้องการตรวจสอบนำบัตรประจำตัวประชาชน เดินทางมาตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนรถ ได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย หากตรวจสอบแล้วพบว่าข้อมูลรถในระบบไม่ตรงกับความเป็นจริง เจ้าหน้าที่จะดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง เพื่อนำเอกสารไปใช้ประกอบการอุทธรณ์ต่อไป

สีหศักดิ์กร้าว ไม่ไว้ใจเขมร ชี้ปิดประตูคุย

สีหศักดิ์กร้าว  ไม่ไว้ใจเขมร  ชี้ปิดประตูคุย

สีหศักดิ์กร้าว ไม่ไว้ใจเขมร ชี้ปิดประตูคุย

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สีหศักดิ์” ปิดประตูเจรจาไทย-เขมร หลังจากฝ่ายเขมร เลือกนำข้อพิพาท เข้ากลไก UNCLOS รับกังวลสื่อประโคมข่าว จีนส่งรถถังให้เขมร ขอบคุณความปรารถนาดีของจีน หวังเป็นตัวกลางเจรจา ด้าน ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ยกคณะ ลงพื้นที่ทัพภาคที่ 2 ปลอบขวัญกำลังพล ย้ำพร้อมรบ 3 มิติ ‘บก-เรือ-อากาศ’

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่สาธารณรัฐประชาชนจีน แสดงความพร้อมอำนวยความสะดวก อาสาเป็นตัวกลางในการเจรจา ระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าปัจจุบันช่องทางการพูดคุยระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังมีไม่มากนัก แม้ไทยจะเคยเสนอภายหลังการพบหารือของผู้นำทั้งสองประเทศ ที่เมืองเซบู ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ให้ใช้การเจรจาทวิภาคี ในทุกประเด็น เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ แต่แทนที่ฝ่ายกัมพูชา จะพูดคุยกับเราเรื่องเขตแดนทางทะเล กลับเดินหน้ากระบวนการประนอมภาคบังคับ ทั้งที่ควรมีการเจรจาระหว่างสองฝ่ายก่อน

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ จึงค่อยใช้กลไกอื่นๆ ซึ่งภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งมีหลายกลไกลอื่นๆ เช่น ประนอมภาคสมัครใจ ที่อาจไม่ถึงประนอมภาคบังคับก็ได้ ในเมื่อเขายังไม่พร้อมที่จะพูดคุยกับเรา ตามที่พูดคุยกันที่เซบู การจะพูดคุยเรื่องชายแดน เขตแดนทางบก ก็ลำบาก ก็คงต้องดูกันต่อไป ในเมื่อเราคุยกันว่าจะพูดในระดับทวิภาคี สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ส่วนจีน ถ้าจำเป็นเมื่อไหร่เราก็ขอบคุณในความปรารถนาดีของฝ่ายจีน อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่ทั้งสองประเทศ ต้องพูดคุยกันโดยตรง

“ขณะนี้ก็ปิดประตู โอกาสในการที่จะคุยกันด้านเขตแดนทางบก ชายแดน มันก็คงลำบากเหมือนกัน สิ่งที่ดีที่สุดก็คือฝ่ายจีน เขามีความหวังดี และพยายามสนับสนุนฝ่ายกัมพูชา ให้ทำตามที่คุยกันไว้ที่เซบู และเขาตระหนักในความสำคัญในการวางตัว ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” นายสีหศักดิ์ กล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้พูดกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง คือเราชื่นชม บทบาทของจีน เรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย- กัมพูชา ที่มั่นใจว่าเขาจะวางตัวเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใด แต่ประเด็นที่เราเป็นห่วง คือการนำเสนอข่าวของฝ่ายกัมพูชา เกี่ยวกับการส่งมอบรถถังจากจีน ซึ่งในจังหวะนี้ความสัมพันธ์มีความละเอียดอ่อนเปราะบาง การหยุดยิงยังเปราะบาง การส่งรถถังช่วงนี้ และมีการนำเสนอข่าวในทางที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายกัมพูชา โดยฝ่ายกัมพูชา ไม่น่าจะเป็นผลดีต่อสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ขณะนี้ เราไม่ได้ต่อว่าแต่พูดตามข้อเท็จจริง

ด้าน พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผู้ช่วย ผบ.ทอ.) ในฐานะ ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) พร้อมคณะ ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี และ จ.ศรีสะเกษ เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยรับฟังการบรรยายสรุปจากผู้บังคับกองพัน หน่วยงานในสังกัดกองกำลังสุรนารี เกี่ยวกับภาพรวมการปฏิบัติภารกิจ สถานการณ์ในพื้นที่ ความพร้อมของกำลังพล ตลอดจนมาตรการดูแลความปลอดภัยของประชาชน พร้อมรับทราบข้อเสนอแนะ ข้อขัดข้องจากผู้ปฏิบัติ เพื่อนำไปประกอบการสนับสนุน และยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ พล.อ.อ.ประภาส ได้พบปะกำลังพล พร้อมมอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่ผู้แทนกำลังพล พื้นที่เขาสัตตะโสม จ.ศรีสะเกษ และพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี พร้อมกล่าวแสดงความขอบคุณ และชื่นชมกำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ อดทน และมุ่งมั่น ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทาย โดยยึดมั่นในภารกิจเพื่อพิทักษ์อธิปไตย รักษาความมั่นคงของชาติ และสร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชน

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า ครั้งนี้เรามีความพร้อมมากกว่า 2 ครั้งที่ผ่านมา ปัจจุบันเราอยู่บนที่สูงที่เรายึดครองพื้นที่ได้ ด้วยศักยภาพกองกำลังทางบก ทางเรือและทางอากาศ ดังนั้นการที่กัมพูชาจะเข้ามาตีเราไม่ใช่เรื่องง่าย ขอให้มีความมั่นใจทั้งในด้านอาวุธ ฐานที่มั่นและบุคลากร สำหรับการปฏิบัติการร่วม ของ 3 เหล่าทัพ ตามหลักนิยมของกองทัพไทยเราปฏิบัติการร่วมกันอยู่แล้ว ตามแผนป้องกันชายแดน จะมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด

โดยเฉพาะการกำหนดความเร่งด่วนของเป้าหมายทางทหาร ในระยะสำคัญ และสามารถส่งผลกระทบ ต่อยุทธบริเวณ ไม่มีการปฏิบัติแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เป้าหมายระเบิดทุกลูกที่ลงต้องได้รับผลกระทบ เราใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด บนพื้นฐานของกฎการใช้กำลัง และกฎหมายระหว่างประเทศ จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา ไม่มีประเทศไหนที่ประฌามประเทศไทย พร้อมทั้งยืนยันว่าการใช้ข่าวปลอมไม่ยั่งยืน ขอให้มั่นใจในหน่วยงานความมั่นคง ให้รอฟังจากทีมโฆษก

ชาดา จี้กระทรวงพลังงานทบทวนโครงสร้างราคา ชี้ประชาชนยังไม่ได้ประโยชน์แท้จริง

ชาดา จี้กระทรวงพลังงานทบทวนโครงสร้างราคา ชี้ประชาชนยังไม่ได้ประโยชน์แท้จริง

ชาดา จี้กระทรวงพลังงานทบทวนโครงสร้างราคา ชี้ประชาชนยังไม่ได้ประโยชน์แท้จริง

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.35 น.

ชาดา จี้กระทรวงพลังงานทบทวนโครงสร้างราคา ชี้ประชาชนยังไม่ได้ประโยชน์จาก ปตท.-พลังงานทดแทนอย่างแท้จริง

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นายชาดา ไทยเศรษฐ์ กล่าวอภิปรายถึงการดำเนินงานของกระทรวงพลังงาน โดยระบุว่า แม้ไม่ต้องการกล่าวถึงรายละเอียดด้านงบประมาณ แต่ต้องการสะท้อนมุมมองของประชาชนที่มีต่อกระทรวงพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานด้านการไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันยังถูกตั้งคำถามอย่างมากว่า การบริหารจัดการด้านพลังงานสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่

นายชาดา กล่าวว่า โครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศไทยยังมีความซับซ้อนและไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทั้งราคาหน้าโรงกลั่น ราคาขายส่ง และราคาหน้าสถานีบริการ ทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่า ราคาน้ำมันที่ต้องจ่ายนั้นเกิดจากต้นทุนหรือองค์ประกอบใดบ้าง

“สำหรับประชาชน ราคาน้ำมันที่ลดลงเพียง 50 สตางค์หรือ 1 บาทต่อลิตร ก็ถือว่ามีความหมายต่อค่าครองชีพแล้ว กระทรวงพลังงานจึงต้องกลับไปทบทวนว่า จะสามารถทำให้โครงสร้างราคามีความโปร่งใส เป็นธรรม และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้มากกว่านี้หรือไม่” นายชาดา กล่าว

นายชาดา ยังตั้งคำถามถึงบทบาทของ ปตท. ซึ่งภาครัฐถือหุ้นอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 51 ว่า ในช่วงที่ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ปตท.สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกช่วยลดภาระค่าครองชีพ หรือเป็นผู้นำในการดึงราคาพลังงานให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมได้มากน้อยเพียงใด

ขณะเดียวกัน ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนว่า ธุรกิจด้านพลังงานอาจกลายเป็นพื้นที่แห่งผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มทุนเอกชน ผู้บริหาร และผู้มีอำนาจในวงการพลังงาน โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสถานีบริการน้ำมันและธุรกิจค้าปลีก ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งสร้างความโปร่งใสและชี้แจงให้สังคมเกิดความเชื่อมั่น

สำหรับนโยบายพลังงานทดแทน นายชาดา ระบุว่า ที่ผ่านมาประโยชน์ส่วนใหญ่ยังตกอยู่กับบริษัทเอกชนหรือกลุ่มทุนที่มีความพร้อมในการลงทุน เช่น โครงการโซลาร์ฟาร์ม ขณะที่ประชาชนทั่วไปยังไม่สามารถเข้าถึงการผลิตและใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีต้นทุนสูง ขั้นตอนยุ่งยาก และติดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ

นายชาดา เสนอว่า รัฐบาลและกระทรวงพลังงานควรปรับแนวทางการส่งเสริมพลังงานทดแทน โดยเปิดโอกาสให้ครัวเรือนและประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง รวมถึงขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบได้อย่างสะดวก เป็นธรรม และไม่ถูกขัดขวางด้วยกลไกที่ซับซ้อน

“พลังงานทดแทนต้องไม่ใช่โอกาสของกลุ่มทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นสิทธิและโอกาสของประชาชนด้วย หากประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้วสามารถลดค่าไฟหรือสร้างรายได้จากไฟฟ้าส่วนเกินได้จริง จึงจะถือว่าเป็นนโยบายที่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง” นายชาดา กล่าว

นายชาดา ยังกล่าวถึงนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า หรือรถอีวี โดยตั้งคำถามว่า หน่วยงานภาครัฐและกระทรวงพลังงานได้นำรถอีวีมาใช้ในหน่วยงานของตนเองอย่างจริงจังแล้วหรือไม่ ทั้งที่ปัจจุบันหน่วยงานราชการทั่วประเทศมีค่าใช้จ่ายในการเช่าและจัดซื้อรถยนต์ รวมถึงค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นจำนวนมากในแต่ละปี

ทั้งนี้ หากภาครัฐทยอยปรับเปลี่ยนรถราชการที่ใช้งานในกรุงเทพมหานครและเขตเมืองมาเป็นรถอีวี ซึ่งมีราคาอยู่ที่ประมาณคันละ 500,000-600,000 บาท อาจช่วยประหยัดงบประมาณค่าน้ำมัน ลดค่าใช้จ่ายระยะยาว และลดปัญหามลพิษทางอากาศได้อย่างเป็นรูปธรรม

“เราไม่ควรพูดเรื่องพลังงานสะอาดหรือรถอีวีเพียงในระดับนโยบาย แต่หน่วยงานของรัฐต้องเป็นตัวอย่างและเริ่มลงมือทำก่อน ต้องคำนวณให้ชัดว่า รถราชการหนึ่งคัน หากเปลี่ยนเป็นรถอีวีแล้วจะประหยัดเงินภาษีประชาชนได้เท่าไร เพราะสุดท้ายแล้วทุกนโยบายต้องตอบให้ได้ว่า ประชาชนได้รับประโยชน์อะไร” นายชาดา กล่าว

ไทย-จีน ลงนาม 2 MOU ด้านการกักกันและสุขลักษณะสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

ไทย-จีน ลงนาม 2 MOU ด้านการกักกันและสุขลักษณะสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

ไทย-จีน ลงนาม 2 MOU ด้านการกักกันและสุขลักษณะสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.07 น.

ไทย–จีน ลงนาม 2 MOU ด้านการกักกันและสุขลักษณะสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เสริมสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับความร่วมมือภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมลงนามในพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดการกักกันและสุขลักษณะสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคที่จะส่งออกจากประเทศไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน กับนางซุน เหมยจวิน รัฐมนตรีว่าการสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ในห้วงการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายหลี่ เฉียง (Li Qiang) นายกรัฐมนตรีจีน และนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน 

พิธีสารดังกล่าวฯ เป็นผลจากการหารือและเจรจาร่วมกันระหว่างกรมประมงและสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สำหรับเป็นกรอบความร่วมมือด้านการตรวจสอบ การกักกัน และสุขลักษณะสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของทั้งสองประเทศ และสนับสนุนการกำกับดูแลการค้าสัตว์น้ำระหว่างไทยและจีนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมืออันใกล้ชิดระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนในการยกระดับระบบการกำกับดูแลด้านสุขอนามัยสัตว์น้ำให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ทั้งสองฝ่ายกำหนด อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการส่งออกสัตว์น้ำของประเทศไทย และสนับสนุนความร่วมมือด้านการค้าสัตว์น้ำระหว่างทั้งสองประเทศให้มีความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยส่งออกสัตว์น้ำมีชีวิตเพื่อการบริโภค ประมาณ 1,850 ล้านบาท หากลงนามพิธีสารคาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น กว่า 500 ล้านบาท

ในโอกาสเดียวกัน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท พลังงานน้ำ และการชลประทาน (Memorandum of Understanding on Cooperation in the Field of Rural Water, Hydropower and Irrigation) กับนายหลี่ กั๋วอิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

สำหรับบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ครอบคลุมความร่วมมือด้านการจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท การชลประทาน การบริหารจัดการอุทกภัยและภัยแล้ง เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระหว่างสองประเทศ และยกระดับความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำระหว่างไทยและจีนให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม การวิจัยร่วม การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของทั้งสองประเทศ อีกด้วย

“ความร่วมมือระหว่างไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ด้านการเกษตรของทั้งสองประเทศ โดยจะช่วยต่อยอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการน้ำ ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการค้าสัตว์น้ำ เสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ความมั่นคงทางอาหาร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตรไทย เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืนในระยะยาว” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

ทร.เคาะบริษัทต่อ เรือฟริเกต แล้ว รอ ผบ.ทร. อนุมัติ ยังไม่ชัดแถลงเมื่อไหร่

ทร.เคาะบริษัทต่อ เรือฟริเกต แล้ว รอ ผบ.ทร. อนุมัติ ยังไม่ชัดแถลงเมื่อไหร่

ทร.เคาะบริษัทต่อ เรือฟริเกต แล้ว รอ ผบ.ทร. อนุมัติ ยังไม่ชัดแถลงเมื่อไหร่

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.17 น.

ทร.เคาะบริษัทต่อเรือ“ ฟริเกต” แล้ว รอ ผบ.ทร. อนุมัติ ส่งต่อ“ ปลัด กห.”ลงนามจ้าง  ยังไม่ชัดแถลงผลเมื่อไหร่

20 ก.ค. พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์  ผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าวถึงความคืบหน้าในการพิจารณาบริษัทเอกชนต่อเรือฟริเกตลำที่1 ตามแผนงบประมาณปี 2569ว่า “น่าจะได้ข้อสรุปในสัปดาห์นี้”

ทางด้าน พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์  โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า คณะกรรมการคัดเลือกเอกชนจ้างต่อเรือฟริเกจะรายงานผลการพิจารณา ไปยังผู้บัญชาการทหารเรือในสัปดาห์นี้ จากนั้นจะส่งรายงานบริษัทที่รับการคัดเลือกให้ทางปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่ออนุมัติการจ้างตามขั้นตอนกฎหมาย ซึ่งยังไม่ทราบ ระยะเวลาว่าจะเป็นเมื่อใด เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ ทางกองทัพเรือก็จะเป็นผู้พิจารณาในเรื่องการแถลงข่าวให้สื่อมวลชนทราบต่อไป

มีรายงานว่า คณะกรรมการฯได้รายงานผลให้ ผู้บัญชาการทหารเรือรับทราบเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่ ผู้บัญชาการทหารเรือ จะอนุมัติลงนาม เพื่อส่งเรื่องไปยังกองบัญชาการกองทัพไทย และสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมต่อไป โดยขั้นตอนสุดท้ายคือ การอนุมัติของปลัดกระทรวงกลาโหม

ทั้งนี้ กองทัพเรือ จะเป็นหน่วยงานที่พิจารณากำหนดวันแถลงข่าวโดยยึดขั้นตอนตาม ข้อ42ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการซื้อจ้าง ระบุว่า เมื่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐให้ความเห็นชอบ รายงานผลการพิจารณาให้ผู้มีอำนาจ อนุมัติการสั่งซื้อหรือสั่งจ้างแล้ว ให้หัวหน้าเจ้าหน้าที่ประกาศผลผู้ชนะ การซื้อหรือจ้าง ในระบบเครือข่ายสารสนเทศ ตามวิธีการของกรมบัญชีกลางกำหนดและของหน่วยงาน ของรัฐตามระเบียบของกรมบัญชีกลาง และให้ปิดประกาศโดยเปิดเผย หรือ ณ หน่วยงานนนั้นๆ และแจ้งผู้เสนอราคาทุกรายทราบผ่านทางจดหมายอิเลคทรอนิกส์

เกษตรฯ ชูธง องค์กรดิจิทัลอัจฉริยะ นำ AI-Data Hub ปฏิรูปภาคเกษตรเต็มรูปแบบ

เกษตรฯ ชูธง องค์กรดิจิทัลอัจฉริยะ นำ AI-Data Hub ปฏิรูปภาคเกษตรเต็มรูปแบบ

เกษตรฯ ชูธง องค์กรดิจิทัลอัจฉริยะ นำ AI-Data Hub ปฏิรูปภาคเกษตรเต็มรูปแบบ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.56 น.

เกษตรฯ ขับเคลื่อน “องค์กรดิจิทัลอัจฉริยะ” เดินหน้านำ AI-Data Hub ขับเคลื่อนภาคการเกษตร ชูธง Quick Win ยางพารา-ข้าว-ปาล์ม-โคกระบือ ลุยตรวจสอบย้อนกลับรับมาตรการ EUDR เพิ่มมูลค่าสินค้าไทยในตลาดโลก

นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลเทคโนโลยีสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพงศ์ไท ไทโยธิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134 -135 ว่า กระทรวงเกษตรฯ มุ่งมั่นยกระดับไปสู่การเป็น “องค์กรดิจิทัลอัจฉริยะ (Smart & Digital Organization)” ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) เพื่อลดความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ และส่งมอบบริการที่แม่นยำแก่เกษตรกร โดยปัจจุบันได้เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การประกาศใช้นโยบายการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance Policy) การเชื่อมโยงระบบ SSO MOAC แล้ว 20 หน่วยงาน และรวบรวมคลังข้อมูลกลาง (MOAC Data Hub) ประมาณ 159 ชุดข้อมูล จาก 22 หน่วยงาน พร้อมทั้งเร่งรวบรวมบริการ E-Service กว่า 233 ระบบ มาไว้บนแพลตฟอร์มกลาง (Single Portal) เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูล ดิน น้ำ ปุ๋ย และการตลาด ได้สะดวกครบจบในจุดเดียว ควบคู่ไปกับการวางกรอบ MOAC Agri AI Framework นำ AI มาช่วยปฏิบัติงานและให้บริการองค์ความรู้เฉพาะทาง พร้อมเร่งขับเคลื่อนโครงการนำร่อง (Quick Win) ในกลุ่มสินค้าเกษตรสำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และโค กระบือ ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2569 เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการเสนอขอจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2571 สำหรับการพัฒนาระบบการให้บริการดิจิทัลอัจฉริยะให้ครอบคลุมสินค้าเกษตรทุกประเภทต่อไป

สรวุฒิ เนื่องจำนงค์

ด้าน นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง (MCIO) ได้สนับสนุนการบูรณาการระบบและข้อมูลร่วมกันภายในหน่วยงาน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ง่าย เพื่อบันทึกข้อมูลการผลิตและตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการรองรับมาตรการ EUDR (European Union Deforestation Regulation) ของยุโรปที่คาดว่าจะบังคับใช้ภายในสิ้นปี 2569 ทั้งนี้ ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตยางพารารายใหญ่จะได้เปรียบทางการค้าอย่างมหาศาล หากสามารถพิสูจน์แหล่งที่มาของสินค้าว่าไม่ได้บุกรุกพื้นที่ป่า นอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกยางพาราไปยังกลุ่มผู้ผลิตล้อรถยนต์และอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกแล้ว ยังส่งผลดีต่อพี่น้องเกษตรกรให้มีโอกาสได้รับราคายางพาราเพิ่มขึ้นถึง 2.5 บาทต่อกิโลกรัม อีกด้วย
ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายด้านเทคโนโลยีเป็นไปอย่างคล่องตัว รวดเร็ว และปลอดภัยสูงสุด ที่ประชุมได้มีมติยกระดับโครงสร้างการทำงานด้วยการปรับลดคณะทำงานจากเดิม 8 ชุด ให้เหลือเพียง 2 คณะทำงานหลัก ได้แก่ 1) คณะทำงานบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีอัจฉริยะด้านการเกษตร และ 2) คณะทำงานบูรณาการด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อเร่งพัฒนาระบบ Cloud คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเกษตรกรอย่างเข้มงวด และวางระบบการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) ให้ถูกต้องตามกฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการใช้นวัตกรรมดิจิทัลสร้างความยั่งยืนและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

สรวุฒิ เนื่องจำนงค์
สรวุฒิ เนื่องจำนงค์
สรวุฒิ เนื่องจำนงค์
สรวุฒิ เนื่องจำนงค์
สรวุฒิ เนื่องจำนงค์
สรวุฒิ เนื่องจำนงค์

สึหศักดิ์ ร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะระหว่างนายกฯไทย กับนายกฯจีน ในโอกาสการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

สึหศักดิ์ ร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะระหว่างนายกฯไทย กับนายกฯจีน ในโอกาสการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

สึหศักดิ์ ร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะระหว่างนายกฯไทย กับนายกฯจีน ในโอกาสการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.06 น.

“สึหศักดิ์” ร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะระหว่างนายกฯไทย กับนายกฯจีน ในโอกาสการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง ในโอกาสการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ

ทั้งสองฝ่ายชื่นชมความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทย – จีนในทุกระดับ และเห็นพ้องที่จะกระชับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน และได้ประกาศจัดตั้งกลไกการหารือทวิภาคีว่าด้วยความมั่นคงไทย – จีน แบบ 2+2 ระดับรัฐมนตรี โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วมและจะเพิ่มพูนความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงานสะอาด เศรษฐกิจดิจิทัล และการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ

ในโอกาสเดียวกันนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาค รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน-จีน และกลไกความร่วมมือพหุภาคีต่าง ๆ เพื่อร่วมส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาที่ยั่งยืนของภูมิภาค

อนึ่ง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เข้าร่วมการวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน การหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน และพิธีการต้อนรับอย่างเป็นทางการและตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ รวมถึงการร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงสำคัญระหว่างหน่วยงานภาครัฐของไทยกับจีน จำนวน 15 ฉบับ ครอบคลุมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การเกษตร สาธารณสุข วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การป้องกันการหลอกลวงทางการเงิน การศึกษา และสื่อมวลชน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือไทย – จีน  และสร้างประโยชน์แก่ประชาชนทั้งสองประเทศในระยะยาวต่อไป
 

‘สุรเดช’ ชี้ ยกเครื่องมาตรการคัดกรอง-พิสูจน์รายได้ หลังถูกโวยปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

'สุรเดช' ชี้ ยกเครื่องมาตรการคัดกรอง-พิสูจน์รายได้ หลังถูกโวยปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

‘สุรเดช’ ชี้ ยกเครื่องมาตรการคัดกรอง-พิสูจน์รายได้ หลังถูกโวยปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.12 น.

‘สุรเดช’ ชี้ ยกเครื่องมาตรการคัดกรอง-พิสูจน์รายได้ หลังถูกโวยปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  แนะใช้กลไกท้องถิ่นสำรวจ เหตุใกล้ชิดปชช.-ได้ข้อมูลเร็ว เป็นปัจจุบันมากกว่า
 
นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์มาตรการคัดกรองคุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า เป็นอีกครั้งที่ต้องมีการปรับเกณฑ์และเงื่อนไขในการรับสิทธิ สวัสดิการ และการช่วยเหลือของรัฐ ก่อนหน้านี้เคยเกิดปัญหาในช่วงลงทะเบียนรับสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60 : 40 ล่าสุดเรื่องโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งพบว่า มีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในปีนี้ ไปยื่นอุทธรณ์ทวงสิทธิ์ ตัวเลขเมื่อวันที่ 20 ก.ค. มีมากถึง 2.7 ล้านราย เรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือ เรื่องการถือครองรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ ทำให้เสียสิทธิดังกล่าวไป ทั้งที่รถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์บางคันเก่า พัง จอดทิ้งไว้เฉยๆ รวมถึงมีฐานะยากจน หรือกรณีนักศึกษานอกระบบแห่กันลาออก เพราะกลัวว่า จะไม่ได้รับสิทธิ  ซึ่งรัฐบาลพยายามจะแก้ปัญหา โดยการเสนอให้กระทรวงการคลังทบทวนหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็วๆ นี้ 

‘ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมที่รัฐบาลรับฟังเสียงสะท้อน วิพากษ์วิจารณ์ หากแต่เรื่องการพิสูจน์สิทธิ หรือที่บางคนเรียกว่า พิสูจน์ความจน ความแม่นยำ และความครอบคลุมของระบบคัดกรอง การใช้เกณฑ์รายได้ สินทรัพย์ หรือเงื่อนไขการใช้สิทธิทางภาษีเป็นตัวตั้งเพียงอย่างเดียว มักเกิดปัญหาตกหล่นแทบทุกรอบ รวมถึงปัญหาคนจนจริงๆไม่ได้ แต่คนได้จนไม่จริง และแม้เราจะพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อความสะดวก แต่สุดท้ายแล้วก็ยังมีช่องว่างสำหรับประชาชนในพื้นที่ห่างไกลอยู่ดี และทำให้การช่วยเหลือของรัฐไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง’

นายสุรเดช กล่าวว่า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต หรือเกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด ตนจึงอยากเสนอแนะรัฐบาลให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ รวมถึงปรับปรุงระบบคัดกรอง โดยเปลี่ยนจากการวัดรายได้แบบตายตัว มาเป็นการประเมินความเปราะบางแบบรอบด้าน ให้ความสำคัญกับภาระค่าใช้จ่ายจริง และภาวะพึ่งพิงของแต่ละครัวเรือน 

นายสุรเดช กล่าวว่า นอกจากนี้ ต้องเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลภาครัฐ (Big Data) ร่วมกับสถาบันการเงินและท้องถิ่นให้เป็นปัจจุบันที่สุด เพื่อลดภาระให้ประชาชน ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องใช้กลไกท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะในเรื่องการตรวจสอบและรับรองสิทธิ เพื่อเก็บข้อมูล ซึ่งจะมีความแม่นยำมากกว่าส่วนกลาง

‘กระทรวงมหาดไทยที่กำกับดูแลท้องถิ่นคือ เครื่องมือสำคัญของภาครัฐที่นำมาใช้ประโยชน์ในเรื่องนี้ได้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอีก ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายก อบต. นายกเทศมนตรี หรือแม้แต่ อสม. คนเหล่านี้ใกล้ชิดกับชุมชน รู้ข้อมูลแต่ละครัวเรือน อย่างกรณีเรื่องรถยนต์ รถเตอร์ไซค์ สามารถเข้าไปตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว และรายงานข้อมูลเข้ามาเก็บยังภาครัฐได้ เพื่อจะใช้ในโอกาสต่อไป ไม่จำเป็นจะต้องให้ประชาชนเดินทางมายื่นอุทธรณ์ ทำเอกสารอะไรให้ยุ่งยาก ที่จะเป็นภาระกับประชาชน’ นายสุรเดช ระบุ

นายสุรเดช กล่าวว่า ตนเห็นว่า รัฐบาลควรยกระดับบทบาทของบัตรสวัสดิการจากการเป็นเพียงเงินอุดหนุน เงินช่วยเหลือ ค่าครองชีพ ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราวมาใช้เครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยอาจปรับเงื่อนไขการใช้วงเงินให้กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากด้วยการสนับสนุนให้ใช้จ่ายกับร้านค้าชุมชน วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ ซึ่งเป็นมาตรการช่วยเหลือในระยะยาว แทนการไหลเวียนกลับไปสู่กลุ่มทุนขนาดใหญ่

ทบ. เผย ‘เนติวิทย์’ ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร​แล้ว หลังอายุครบ 30 ปี ปลดเป็นกองหนุนชั้น 2

ทบ. เผย ‘เนติวิทย์’ ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร​แล้ว หลังอายุครบ 30 ปี ปลดเป็นกองหนุนชั้น 2

ทบ. เผย ‘เนติวิทย์’ ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร​แล้ว หลังอายุครบ 30 ปี ปลดเป็นกองหนุนชั้น 2

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

“รองโฆษก ทบ.” เผย”เนติวิทย์” ไม่ต้องกลับมาเกณฑ์ทหาร​แล้ว หลังอายุครบ 30 ปี ถูกปลดเป็นทหารกองหนุนชั้นที่ 2 

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวภายหลัง ศาลพิพากษา จำคุก 6 เดือน นายเนติวิทย์  โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมการเมือง แสดงอารยะขัดขืนไม่เข้าร่วมกับการบังคับเกณฑ์ทหาร แต่ไม่เคยต้องโทษมาก่อนให้รอการลงโทษ 1 ปี

กรณีนี้จากการสอบถามจากหน่วยบัญชาการรักษาดินแดนทราบว่าจำเลย มีอายุครบ 30 ปี​ ​ ในช่วงการตรวจเลือกทหารปีนี้ ซึ่งตาม พ.ร.บ. ​จะถือว่าพ้นช่วงอายุที่จะต้องเข้าเกณฑ์ทหาร​ ​และจะถูกปลดเป็นทหารกองหนุนชั้นที่ 2

ทั้งนี้ ด้านคดี​​ความ ยังคงเป็นไปตามที่ศาลได้พิพากษาไว้แล้ว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :  ศาลสั่งจำคุก เนติวิทย์ 6 เดือน รอลงอาญา 1 ปี คดีหลีกเลี่ยงไม่เกณฑ์ทหาร

เนติวิทย์ เคลื่อนไหวแล้ว หลังโดนคุก 6 เดือน รอลงอาญา 1 ปี หลีกเลี่ยงไม่เกณฑ์ทหาร

ชัชชาติ จับมือ กอ.รมน. ตั้งคณะทำงานร่วมบูรณาการยกระดับความมั่นคงกรุงเทพฯ

ชัชชาติ จับมือ กอ.รมน. ตั้งคณะทำงานร่วมบูรณาการยกระดับความมั่นคงกรุงเทพฯ

ชัชชาติ จับมือ กอ.รมน. ตั้งคณะทำงานร่วมบูรณาการยกระดับความมั่นคงกรุงเทพฯ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.18 น.

ผู้ว่าฯ “ชัชชาติ” จับมือ กอ.รมน. ตั้งคณะทำงานร่วมบูรณาการยกระดับความมั่นคงกรุงเทพ ลุยจัดระเบียบเมือง ปราบแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย–นอมินี -ทุนเทา-ยาเสพติด

วันที่ 20 ก.ค. 69  เวลา 15.00 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกรุงเทพมหานคร (ผอ.รมน.กทม.) พร้อมคณะ หารือร่วมกับ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พร้อมคณะ ณ ห้องอมรินทร์ ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า) เขตพระนคร เพื่อบูรณาการความร่วมมือด้านความมั่นคงและกำหนดแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

นายชัชชาติ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีความซับซ้อนด้านความมั่นคง จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยที่ประชุมได้กำหนดประเด็นสำคัญเร่งด่วนร่วมกัน 2 เรื่องหลัก ได้แก่ การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวและการกระทำผิดของคนต่างชาติ ครอบคลุมเรื่องทุนเทา การประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย การใช้นอมินี รวมถึงการกระทำผิดเกี่ยวกับการทะเบียนและเอกสารต่าง ๆ เช่นการจดทะเบียนรับลูกที่เป็นประเด็นอยู่ในปัจจุบัน และ การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งส่งผลกระทบต่อเยาวชนและสังคมในวงกว้าง

ทั้งนี้ จะมีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมและคณะทำงานย่อย เพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการ ตัวชี้วัด และติดตามผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยการบูรณาการข้อมูลข่าวสาร การข่าว และการสนธิกำลังระหว่างกรุงเทพมหานคร กอ.รมน. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งพื้นที่กรุงเทพมหานครและเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับพื้นที่อื่นของประเทศ โดยการแก้ไขปัญหาจะใช้ข้อมูลเชิงลึกในการวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์ ไม่จำกัดเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่จะดำเนินการตรวจสอบทุกพื้นที่ที่มีความเสี่ยง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม โดยจะมีการประชุมคณะทำงานร่วมในภาย 2 สัปดาห์นี้

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ด้าน พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ กล่าวว่า กอ.รมน. พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของกรุงเทพมหานครอย่างเต็มที่ โดยจะนำศักยภาพและผู้เชี่ยวชาญจากส่วนกลางเข้ามาเสริมการทำงานของ กอ.รมน.กรุงเทพมหานคร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับมือภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่มีความซับซ้อน พร้อมผลักดันการดำเนินงานตามแผนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในกรุงเทพมหานคร

ในการประชุมครั้งนี้ มี พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รศ.ทวิดา กมลเวชช และนายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นางวรญาณี กลิ่นหอมหวล ผู้อำนวยการสำนักงานปกครองและทะเบียน พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์