โสภณ มั่นใจคุมสภาได้แน่ มองฝ่ายค้านเข้มแข็งยิ่งดี ปชช.ได้ประโยชน์

โสภณ มั่นใจคุมสภาได้แน่ มองฝ่ายค้านเข้มแข็งยิ่งดี ปชช.ได้ประโยชน์

โสภณ มั่นใจคุมสภาได้แน่ มองฝ่ายค้านเข้มแข็งยิ่งดี ปชช.ได้ประโยชน์

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.04 น.

โสภณ มั่นใจคุมสภาได้แน่ มองฝ่ายค้านเข้มแข็งยิ่งดี ปชช.ได้ประโยชน์ แต่ต้องบนเนื้อหา ต้องยึดหลักสายกลาง

วันที่ 13 มีนาคม 2569 เวลา 09.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงการทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องปรับเปลี่ยนอะไรหรือไม่ ภายหลังพรรคภท.มีมติเสนอชื่อเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า ตนว่าเราต้องเปลี่ยนวิธีคิดให้ตรงกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ เขาถึงจะศรัทธาเรา อันไหนที่เขาไม่ศรัทธาก็อย่าไปทำ ภาพลักษณ์สำคัญที่สุด

เมื่อถามว่า ดูเหมือนว่าครั้งนี้ฝ่ายค้านดูเหมือนจะเข้มแข็ง เพราะมีทั้ง 2 พรรค พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมพรรคประชาชน(ปชน.)จะทำให้การควบคุมในสภาลำบากหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ฝ่ายค้านเข้มแข็งยิ่งดี แต่ต้องเข้มแข็งบนเนื้อหา ประชาชนจะได้ประโยชน์ ยืนยันว่าตนควบคุมได้ เพราะทุกคน ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายไหนเขาก็ต้องมีขีดจำกัดของความพอดี ใครที่ก้าวข้าม “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” หรือทางสายกลาง ประชาชนไม่เห็นด้วยหรอก สังคมบ้านเรา คนที่ไม่เห็นด้วยจะไม่ออกมาพูด แต่คนที่เห็นด้วยจะนิ่งอย่างเดียว ซึ่งพวกนิ่งนี่แหละคือพลัง บางคนค้านอย่างเดียว ซึ่งคนที่จะออกมาคัดค้านให้มีน้ำหนักจะต้องมีต้นทุนด้วย ถ้าไม่มีต้นทุนแล้วเที่ยวไปด่าว่าใคร หรือไปปรามาสเขา สังคมก็จะมีพวกหนึ่งที่ชอบให้สังคมแตกแยก แล้วตัวเองจะมีความสุข

เมื่อถามว่า สภาครั้งนี้คาดว่าจะมีการนำค้อนออกมาใช้หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า เดี๋ยวค่อยว่ากัน

โสภณ เชื่อ ข้าราชการยึดหลักกฎหมาย หลังมีข่าวยกคำร้องคดีฮั้ว สว.

โสภณ เชื่อ ข้าราชการยึดหลักกฎหมาย หลังมีข่าวยกคำร้องคดีฮั้ว สว.

โสภณ เชื่อ ข้าราชการยึดหลักกฎหมาย หลังมีข่าวยกคำร้องคดีฮั้ว สว.

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.59 น.

“โสภณ“เชื่อข้าราชการยึดกฎหมายเป็นหลังพิง หลังมีข่าวยกคำร้องคดีฮั้วสว.ขออย่ากังวล มีคดีอดีตนายกฯเป็นบทเรียน ทำหน่วยงานตรวจสอบพึงระวัง ยันภท.ไม่เกี่ยวฮั้วเลือกสว.

วันที่ 13 มีนาคม 2569 เวลา 09.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี สส. บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสข่าวคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติเสียงข้างมากค้านมติของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ชี้ว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. 229 คน ไม่มีมูลความผิด ทำให้ถูกมองพรรค ภท. เข้าไปเป็นรัฐบาล คดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเลยจะหายไป ว่า เป็นแหล่งข่าวไหมเพราะเท่าที่ตนดูจากสื่อเป็นแหล่งข่าวจากคณะอนุกรรมการฯ เมื่อเป็นแหล่งข่าวคงยังให้ความเห็นไม่ได้ พรรค ภท. มาเป็นรัฐบาล คดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็ดำเนินการไปตามที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ตนขอยกตัวอย่างว่า ถ้าข้าราชการไม่มีหลังพิง ทำอะไรให้ข้าราชการเดือดร้อน อย่างกรณีอดีตนายกรัฐมนตรี ก็รู้ ดังนั้นตนเชื่อว่าเมื่อมีบทเรียนอย่างนี้แล้ว ข้าราชการหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเขาต้องพึงระวังอยู่แล้ว เพราะมีกรณีตัวอย่าง

นายโสภณ กล่าวว่า เพราะฉะนั้น ความเห็นก็คือ ในยุคของการตรวจสอบทุกอย่างต้องตอบคำถามได้ ไม่ว่าจะตอบคำถามสังคมหรือหน่วยงานที่ตรวจสอบ ซึ่งตนว่าอย่าไปกังวลมาก เหมือนที่บอกว่า บุรีรัมย์กินรวบไหม ก็จะรู้ตอนนั้นไหมว่าพวกตนจะได้เสียงข้างมาก สว. เขาก็เดินไปตามวิธีของเขา และเมื่อพรรคภท.ได้เสียงข้างมาก พรรคก็เสนอตนเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมันก็มาบรรจบ บังเอิญกัน ไม่ใช่วางแผนมาก่อนว่าจะต้องกินรวบ ไม่ใช่อย่างนั้น

เมื่อถามย้ำว่า สังคมอาจจะมองว่าพอเป็นพรรคภท.อาจจะเงียบ แต่หากเป็นคดีของฝ่ายค้านก็อาจจะเดินหน้า นายโสภณ กล่าวว่า มันมีทั้งตรวจสอบกันไปตรวจสอบกันมา พอมาเป็นรัฐบาล เขาก็ยิ่งมีการตรวจสอบยิ่งขึ้น มันก็ย้อนกลับมาที่ถามตนว่า ถ้ามีประเด็นที่หน่วยงานที่เขาตัดสิน เราต้องเชื่อว่าเขาปฏิบัติตามกฎหมาย ถ้าเขาไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เขาก็ต้องมีผลต้องรับผิดชอบในกระบวนการ เพราะมันมีการตรวจสอบกันไปกันมาอยู่แล้ว มีตัวอย่างยกให้เห็นแล้วไง ฉะนั้น อยู่ที่ว่าถูกใจ ถูกต้อง ซึ่งบางทีถูกต้องแต่ไม่ถูกใจหรือไม่สะใจ ก็จะมีการชงขึ้นมาอีก ตนเรียนว่าในสภาวะวิกฤติของโลกครั้งนี้ ประเทศต้องการความรัก ไม่ใช่ต้องการความเกลียดชัง เราได้เห็นบางประเทศที่เขาสู้ ซึ่งเราก็ได้เห็นถึงความรักของเขา

เมื่อถามว่า ยืนยันใช่หรือไม่ว่าคดีฮั้ว สว. ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคภท.นายโสภณกล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้อง มันเดินมาอย่างไรยังไม่รู้เลย ถ้าตนเป็นคนกำหนดได้ก็คงจะไม่ให้เกิดขึ้นมา ยืนยันไม่ได้เกี่ยวข้อง เรื่องนี้ชัดเจนตรงที่ว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบเขาก็ต้องรับผิดชอบการตัดสินของเขา ตรงนั้นต่างหาก

นโยบายสุดไฮเทค! แต่สอบตกไซเบอร์ซีเคียวริตี้ขั้นพื้นฐาน

นโยบายสุดไฮเทค!  แต่สอบตกไซเบอร์ซีเคียวริตี้ขั้นพื้นฐาน

นโยบายสุดไฮเทค! แต่สอบตกไซเบอร์ซีเคียวริตี้ขั้นพื้นฐาน

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.25 น.

การเมืองยุคนี้ พรรคการเมืองจำนวนมากพยายามสร้างแบรนด์ให้ตัวเองแตกต่างจากอดีต บางพรรคชูเศรษฐกิจ บางพรรคชูความมั่นคง แต่พรรคประชาชนหรือ “พรรคส้ม” เลือกสร้างตัวตนผ่านคำว่าเทคโนโลยี

พรรคถูกวางบทบาทให้เป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ เป็นพรรคของโลกดิจิทัลที่เชื่อว่านวัตกรรมสามารถเปลี่ยนประเทศได้

ในการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา แนวคิดนี้ถูกนำเสนออย่างชัดเจน มีการพูดถึงรัฐดิจิทัล ระบบราชการออนไลน์ และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารประเทศ

การเมืองแบบใหม่ที่พรรคส้ม สื่อสารออกมาคือการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี โดยมีหัวหน้าพรรคอย่าง “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ดีกรีวิศวะคอมพิวเตอร์เป็นภาพแทนของแนวคิดนี้

นโยบายจำนวนมากหมุนอยู่กับคำว่าดิจิทัล ตั้งแต่การเชื่อมข้อมูลรัฐไปจนถึงการใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลและตรวจจับคอร์รัปชัน

ภาพของ “พรรคเทคโนโลยี” จึงถูกสร้างขึ้นอย่างชัดเจน และกลายเป็นหนึ่งในจุดขายทางการเมืองที่พรรคใช้สื่อสารกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

แต่ภาพที่ถูกสร้างไว้อย่างยิ่งใหญ่กลับต้องสะดุดลงทันที เมื่อพรรคต้องออกแถลงการณ์ขออภัยสมาชิก เพราะระบบฐานข้อมูลของพรรคถูกบุคคลภายนอกเข้าถึงได้

แถลงการณ์ของพรรคระบุว่า ตรวจพบความพยายามเข้าถึงข้อมูลตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ก่อนจะดำเนินการปิดช่องทางดังกล่าวและแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลที่รั่วออกไปประกอบด้วย ชื่อ นามสกุล เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และภาพเอกสารสำคัญ ซึ่งล้วนสามารถถูกนำไปใช้สวมรอยหรือหลอกลวงทางการเงินได้

เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับ “ไซเบอร์ซีเคียวริตี้” หรือระบบความปลอดภัยของข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคควรจะเชี่ยวชาญที่สุด

สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือเรื่องของเวลา พรรครับทราบเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ แต่กลับแจ้งสมาชิกในวันที่ 12 มีนาคม ซึ่งห่างกันถึง 17 วัน

ตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA เมื่อเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล ผู้ควบคุมข้อมูลต้องแจ้งหน่วยงานกำกับภายใน 72 ชั่วโมง ซึ่งในประเทศไทยคือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) และต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลโดยไม่ชักช้า

เมื่อเทียบกับหลักการดังกล่าว การแจ้งสมาชิกหลังผ่านไปถึง 17 วันจึงกลายเป็นอีกประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ทันที

นอกจากประเด็นเรื่องความล่าช้าในการแจ้งข้อมูลแล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้ยังสะท้อนปัญหาอีกด้านหนึ่ง นั่นคือความปลอดภัยของระบบข้อมูลที่พรรคดูแลอยู่

ระบบสมัครสมาชิกของพรรคไม่ได้เป็นโครงสร้างเทคโนโลยีที่ซับซ้อนระดับประเทศ แต่มันเป็นเพียงเว็บไซต์ฐานข้อมูลที่พรรคออกแบบและดูแลเอง

แต่ระบบระดับนี้กลับเกิดช่องโหว่ที่เปิดทางให้คนนอกเข้าถึงข้อมูลของสมาชิกได้ง่าย เพียงแค่เปลี่ยนตัวเลขในลิงก์ ก็สามารถไล่เปิดดูเอกสารของสมาชิกรายอื่นได้

พูดให้เข้าใจง่าย หากสมาชิกคนหนึ่งเปิดดูข้อมูลของตัวเองได้ ระบบควรอนุญาตให้เห็นเฉพาะข้อมูลของคนนั้น แต่ในกรณีนี้ เพียงเปลี่ยนตัวเลขในลิงก์จาก 123 เป็น 124 หรือ 125 ก็สามารถเปิดเอกสารของสมาชิกคนอื่นได้ทันที

นั่นหมายความว่าระบบไม่ได้ตรวจสอบสิทธิ์ว่าใครควรเข้าถึงข้อมูลของใคร

ก่อนหน้านี้พรรคเคยถูกตั้งคำถามเรื่องการเก็บเลขหลังบัตรประชาชน หรือ Laser ID ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่อาจสร้างความเสียหายหากเกิดการรั่วไหล

แม้พรรคจะยืนยันว่าระบบมีความปลอดภัยเพียงพอ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้กลับทำให้คำยืนยันดังกล่าวถูกตั้งคำถามอีกครั้ง

พรรคที่ประกาศว่าจะยกระดับเทคโนโลยีของทั้งประเทศ กลับสะดุดตั้งแต่เรื่องพื้นฐานที่สุดของโลกดิจิทัล นั่นคือความปลอดภัยของระบบข้อมูล

เทคโนโลยีอาจฟังดูยิ่งใหญ่บนเวทีหาเสียง แต่ในโลกความเป็นจริง คุณภาพของระบบถูกวัดจากความสามารถในการปกป้องข้อมูลของผู้ใช้งาน

เมื่อพรรคที่ชูนโยบายสุดไฮเทคกลับสะดุดกับระบบไซเบอร์ซีเคียวริตี้ขั้นพื้นฐาน ความเชื่อมั่นที่เคยสร้างไว้ก็ถูกตั้งคำถามทันที

ภาพที่เกิดขึ้นจึงย้อนแย้งอย่างชัดเจน พรรคที่ประกาศนำนโยบาย AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับรัฐ กลับปล่อยให้ระบบหลังบ้านของตัวเองเกิดช่องโหว่

นโยบาย “เทคโนโลยีเปลี่ยนประเทศ” ที่เคยถูกนำเสนออย่างยิ่งใหญ่ จึงถูกความจริงตัดบทลงตรงคำว่าสอบตก

เพราะหากบ้านหลังเล็ก ๆ ยังล็อกประตูให้แน่นหนาไม่ได้ ก็ยากที่ประชาชนจะยอมฝากกุญแจของทั้งประเทศไว้ในมือของผู้ที่สอบตกเรื่องความปลอดภัยพื้นฐานเช่นนี้.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

พริษฐ์ ตั้งคำถาม หลังอนุ กก.วินิจฉัยคณะที่ 36 มีมติ 229 สว. ไม่มีมูลความผิดคดีฮั้ว

พริษฐ์ ตั้งคำถาม หลังอนุ กก.วินิจฉัยคณะที่ 36 มีมติ 229 สว. ไม่มีมูลความผิดคดีฮั้ว

พริษฐ์ ตั้งคำถาม หลังอนุ กก.วินิจฉัยคณะที่ 36 มีมติ 229 สว. ไม่มีมูลความผิดคดีฮั้ว

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.23 น.

“พริษฐ์“ ตั้งคำถาม เหตุใด คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ของ กกต. ถึงมีมติสวนทาง กับคณะกรรมการสืบสวนฯ โดยสิ้นเชิงเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ในคดีโกง สว.? และเราจะไว้ใจการทำหน้าที่ของ กกต.ในการชี้ขาดเรื่องนี้ได้แค่ไหน ในเมื่อ 4 จาก 7 กกต. ถูกรับรองให้เข้าสู่ตำแหน่งโดย สว.ที่กำลังถูกกล่าวหา? 

วันที่ 13 มีนาคม 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ให้ความเห็นกรณี คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของ กกต. มีมติสวนทางคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ว่า ในขณะที่สังคมยังไม่ได้รับคำตอบจากหลายคำถามที่มีต่อ กกต. เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง สส. … สังคมกำลังจะมีคำถามต่อ กกต. เพิ่มขึ้นอีก เกี่ยวกับตรวจสอบกรณีการโกง สว.

นายพริษฐ์ กล่าวว่า แม้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 (ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และ DSI) ได้เคยมีมติเสนอให้ กกต. ดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหาผู้กระทำความผิดทั้งหมด 229 คน (ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภา 138 คน และสมาชิกพรรคการเมืองและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 91 คน) แต่รายงานข่าวเมื่อวานนี้ระบุว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของ กกต. กลัมมีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ไม่มีมูลความผิดใดๆ ซึ่งสวนทางกับความเห็นของคณะสืบสวนฯโดยสิ้นเชิง

หากรายงานข่าวเป็นจริง นั่นหมายความว่า สำหรับผู้ถูกกล่าวหา 138 คนที่เป็น สว. : คณะอนุกรรมการ 5 คน เห็นว่า สว. ทั้ง 138 คน ไม่มีมูลความผิดใดๆ ในขณะที่คณะอนุกรรมการ 2 คน เห็นว่า สว. ส่วนใหญ่ (134 จาก 138 คน) มีมูลความผิด สำหรับผู้ถูกกล่าวหา 91 คน ที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองและเครือข่าย: คณะอนุกรรมการทั้ง 7 คน เห็นตรงกันอย่างเป็นเอกฉันท์ ว่าทั้ง 91 คน ไม่มีมูลความผิดใดๆ

คำถามที่ตามมา 1. เหตุใด คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ของ กกต. ถึงมีความเห็นแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง กับคณะกรรมการสืบสวนฯ ของ กกต. และ DSI? เป็นไปได้อย่างไร ที่หลักฐานทั้งหมดที่ถูกรวบรวมโดยคณะกรรมการสืบสวนฯ – ซึ่งคาดว่ามีทั้งการวิเคราะห์ผลการลงคะแนน หลักฐานการนัดพบ รวมถึงเส้นทางการเงิน – จะไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ของ กกต. ชี้มูลผู้กล่าวหาได้แม้แต่คนเดียว?

2. คนที่จะต้องชี้ขาด ว่าจะเห็นตาม คณะกรรมการสืบสวนฯ (ที่เห็นว่าทั้ง 229 คนมีมูลความผิด และควรส่งเรื่องต่อไปที่ศาล) หรือเห็นตามคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ (ที่เห็นว่าทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิด และควรยุติคดี) คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) – แต่ในเมื่อ กกต. มี 4 จาก 7 คน ที่ถูกรับรองโดย สว. ที่ถูกกล่าวหา เราจะมั่นใจได้อย่างไร ว่า กกต. จะพิจารณาคดีดังกล่าวอย่างเป็นธรรม โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ที่ทำให้ตนได้รับตำแหน่ง?

3. หากในที่สุดปรากฏข้อมูลที่ชี้ชัดว่า กกต. ได้ดำเนินการและตัดสินเกี่ยวกับคดีดังกล่าว โดยสวนทางกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน และโดยไม่ต้องรับผิดรับชอบต่อกฎหมาย สังคมจะสรุปได้หรือไม่ ว่าองค์กรอิสระในยุคสมัยนี้ ไม่ได้เป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มทางการเมือง แต่กลับเป็นอิสระจากประชาชน?

ผบ.เหล่าทัพ ถก สถานการณ์ตะวันออกกลาง เกาะติดช่วยเหลือ 3 ลูกเรือไทย

ผบ.เหล่าทัพ ถก สถานการณ์ตะวันออกกลาง เกาะติดช่วยเหลือ 3 ลูกเรือไทย

ผบ.เหล่าทัพ ถก สถานการณ์ตะวันออกกลาง เกาะติดช่วยเหลือ 3 ลูกเรือไทย

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.11 น.

ผบ.เหล่าทัพ ถก สถานการณ์ตะวันออกกลาง เกาะติดช่วยเหลือ 3 ลูกเรือไทยที่ตกค้าง 3 คน รวมทั้งดูแล กลุ่มเรือที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยทั้งหมด แม้ไม่ใช่เรือติดธงชาติไทย

วันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่กองทัพเรือ พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ กล่าวภายหลังพบญาติของลูกเรือสินค้าไทยถูกยิงช่องแคบช่องแคบฮอร์มุซ ยังหาตัวไม่พบ 3 คน  ว่า กองทัพเรือมุ่งเน้นประสานการช่วยเหลือ คนไทยที่ตกค้าง ในเรือ มยุรีนารีอีก 3 คน ตามช่องทางการทูตของทหารเรือเท่านั้น เพราะในพื้นที่ดังกล่าวไม่มีสำนักงานผู้ช่วยทูตทหารจึงใช้ความสัมพันธ์ ระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือโอมาน โดย หน่วยงานหลักที่ช่วยเหลือเป็นกระทรวงต่างประเทศแต่กองทัพเรือก็จะทำหน้าที่ในการประสานงานช่วยเหลือเช่นกัน 

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้เคยมีการแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวว่าในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซมีความตึงเครียดอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ เช่นกระทรวงพลังงาน หรือภาคเอกชน โดยให้คำแนะนำว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยสูง ส่วนข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องประกันภัยของเรือสินค้า โดยส่วนตัวตนไม่เข้าใจเรื่องประกันภัยมากนัก แต่ในสถานการณ์ที่มีการสู้รบ บริษัทเรือคงต้องพูดคุยกับบริษัทประกัน 

พร้อมย้ำอีกครั้งว่า กองทัพเรือได้มีการขยายวงในการดูแล 3 กลุ่ม คือ เรือสัญชาติไทยติดธงชาติไทย เรือไทยจดทะเบียนต่างประเทศ และเรือสัญชาติอื่นที่มีลูกเรือไทย 

อย่างไรก็ตามในขณะนี้ที่กองบัญชาการกองทัพเรือได้มีการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพซึ่งในช่วงเช้าผู้บัญชาการเหล่าทัพได้มีการพูดคุย ผู้บัญชาการทางทหารที่คาดว่าอาจจะมีการหารือในเรื่องการ ประเมินสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ตะวันออกกลาง รวมถึงการช่วยเหลือ ลูกเรือไทย

เพื่อไทย จับมือ พรรคคอมมิวนิสต์จีน ชู Biotech ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต

เพื่อไทย จับมือ พรรคคอมมิวนิสต์จีน ชู Biotech ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต

เพื่อไทย จับมือ พรรคคอมมิวนิสต์จีน ชู Biotech ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.14 น.

พรรคเพื่อไทย นำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นำคณะร่วมหารือแลกเปลี่ยนความเห็นกับ นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูง ณ สถานเอกอัครราชทูตจีน เพื่อกระชับความร่วมมือและสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมือง ตามคำเชิญของเอกอัครราชทูตจีนฯ

พรรคเพื่อไทยได้ย้ำถึงหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นความผูกพันเชิงยุทธศาสตร์ที่มีรากฐานมายาวนานตั้งแต่ยุคสมัยพรรคไทยรักไทย การขับเคลื่อนความสัมพันธ์ในรูปแบบ “พรรคต่อพรรค” จะเป็นฟันเฟืองหลักในการเชื่อมโยงนโยบายและสร้างความไว้วางใจในระดับบริหาร เพื่อให้การผลักดันนโยบายสาธารณะมีความต่อเนื่องและมั่นคงในระยะยาว

พรรคเพื่อไทย

ทั้งในมิติเศรษฐกิจและการพัฒนา ที่จะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากความสำเร็จของจีนในด้านงานวิจัยและเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะอุตสาหกรรม Biotech เทคโนโลยีการแพทย์ (Medical Technology) เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์ของภูมิภาค 

รวมถึงความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ มุ่งสานต่อและขยายผลความร่วมมือในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง-ล้านช้าง โดยเฉพาะการจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน มุ่งเน้นการควบคุมมลพิษทางอากาศหรือปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5

พรรคเพื่อไทย

พร้อมทั้ง มุ่งสร้างเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่ ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนได้งบ จบได้งาน 4 ปี 4 ล้านคน” เน้น Upskill/Reskill แรงงานไทยในอุตสาหกรรม AI, EV, หุ่นยนต์, เซมิคอนดักเตอร์ ฯลฯ พร้อมยกระดับอาชีวศึกษา เชื่อมโยงการปฏิบัติจริงกับภาคเอกชนเพื่อให้การันตีมีงานทำทันที 

ศ.ดร.ยศชนัน ระบุผ่านช่องทางออนไลน์ ภายหลังการเข้าพบครั้งนี้ว่า หัวใจสำคัญที่เราถอดบทเรียนจากจีนคือการใช้ “นวัตกรรมนำนโยบาย” 

พรรคเพื่อไทย

เราตั้งใจนำองค์ความรู้และงานวิจัยที่สั่งสมมา ผสมผสานกับประสบการณ์ความสำเร็จของจีน เพื่อแก้โจทย์ใหญ่สำหรับพี่น้องประชาชน เช่น การลดความเหลื่อมล้ำ ผ่านการใช้ Deep Tech และ Data Analytics แก้จนรายครัวเรือนให้ตรงจุด การเปลี่ยนเกษตรดั้งเดิมสู่ Smart Farming เพิ่มรายได้ที่ยั่งยืน และ “การศึกษาแห่งอนาคต” ผ่านการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เท่าเทียมและตอบโจทย์โลกยุคใหม่

การจะขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ให้ยั่งยืนต้อง “สร้างคน” ครับ และการกระชับสัมพันธ์ระดับ “พรรคต่อพรรค” ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่มีมายาวนานเกือบ 30 ปี ตั้งแต่ยุคไทยรักไทย จะเป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ของสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและการบริหารจัดการที่ยึดโยงกับประชาชนร่วมกัน

พรรคเพื่อไทย

และทิ้งท้ายว่า “ผมเชื่อมั่นว่างานวิจัยจะไม่ขึ้นหิ้งอีกต่อไป แต่จะถูกนำมาขับเคลื่อนเป็นนโยบายที่กินได้ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชน”

ด้านนายจุลพันธ์ โพสต์ผ่านช่องทางออนไลน์ระบุถึงประเด็นสำคัญในการหารือครั้งนี้ว่า คือการกระชับความสัมพันธ์ระดับ “พรรคต่อพรรค” ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพราะมิตรภาพที่ดีระหว่างพรรคคือรากฐานสำคัญในการทำงานร่วมกันเพื่อประชาชนในระยะยาว ที่เน้นเป็นพิเศษคือเรื่อง “การสร้างคน” เราตั้งใจจะส่งสมาชิกพรรคและคนรุ่นใหม่ของทั้งสองฝ่ายมาแลกเปลี่ยนความรู้กันให้บ่อยขึ้น ทั้งเรื่องเทคโนโลยี การยกระดับเศรษฐกิจ และการบริหารพรรคแบบที่ยึดโยงกับประชาชน

พรรคเพื่อไทย

ทั้งนี้ในการหารือ คณะผู้แทนพรรคเพื่อไทยได้แสดงความขอบคุณต่อสถานเอกอัครราชทูตจีนที่ให้ความสำคัญกับการสร้างมิตรภาพร่วมกับสมาชิกคนรุ่นใหม่ของพรรคมาโดยตลอด พร้อมกันนี้ยังได้ใช้โอกาสนี้เชิญผู้แทนระดับสูงจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนมาเยี่ยมเยือนพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการในอนาคตอันใกล้ เพื่อตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและเดินหน้าความร่วมมือเชิงนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างสูงสุด

พรรคเพื่อไทย

สว.นันทนา ฟาดยับ คดี ฮั้ว สว. มองจากดาวอังคารยังเห็น ปิดจบแบบนี้ คือการปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ

สว.นันทนา ฟาดยับ คดี ฮั้ว สว. มองจากดาวอังคารยังเห็น ปิดจบแบบนี้ คือการปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ

สว.นันทนา ฟาดยับ คดี ฮั้ว สว. มองจากดาวอังคารยังเห็น ปิดจบแบบนี้ คือการปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.13 น.

วันที่ 13 มีนาคม 2569 ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คดี “ฮั้วสว.” มองจากดาวอังคาร ก็ยังเห็น การปิดจบแบบนี้ คือการ “ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ” ไม่เห็นหัวประชาชนเลย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สะพัด! ปล่อยผีคดีฮั้ว สว. มติอนุชี้ขาด229 คน ไม่มีใครผิด

ยกเลิกอาหารฟรี สส.- สว. เรื่องง่ายๆ ได้ใจประชาชน

ยกเลิกอาหารฟรี สส.- สว.  เรื่องง่ายๆ ได้ใจประชาชน

ยกเลิกอาหารฟรี สส.- สว. เรื่องง่ายๆ ได้ใจประชาชน

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.29 น.

เมื่อประตูสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่กำลังจะเปิดออกอีกครั้ง ประเด็นที่กลายเป็น “ดรามาคลาสสิก” ที่ตามหลอกหลอนผู้แทนราษฎรมาทุกยุคสมัยไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการโดดประชุม  แต่คือเรื่อง “อาหารบนโต๊ะ” ที่มักถูกนำไปเปรียบเทียบกับชีวิตจริงของประชาชนและเด็กนักเรียนในชนบท จนกลายเป็นแผลเป็นในใจของผู้เสียภาษี

ย้อนรอย “มหากาพย์ห่อกลับบ้าน” และ “แอบถ่ายกลางสภา”

หากใครยังจำได้ ย้อนไปเมื่อเดือนกันยายน 2566 เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์สนั่นโซเชียล เมื่อ สส. หญิงคนดัง จากพรรคส้ม ถูกเพื่อนสมาชิกแอบถ่ายภาพขณะกำลังห่ออาหารที่เหลือปริมาณมากกลับบ้าน พร้อมคำโปรยที่จิกกัดว่า “ลักลอบนำอาหารสภากลับบ้าน”

เหตุการณ์ครั้งนั้นเปิดแผลใหญ่ให้สังคมเห็นว่า “อาหารถูกสั่งเผื่อไว้มากจนเกินจำเป็น” แม้จะมีคำชี้แจงจากประธานสภาว่าการนำกลับบ้านไม่ใช่เรื่องผิด เพราะดีกว่าทิ้งเป็นขยะ (Food Waste) แต่ในมุมประชาชนกลับตั้งคำถามว่า “ทำไมบริหารจัดการให้พอดีไม่ได้?” และ “ทำไมผู้แทนเงินเดือนหลักแสนถึงยังต้องใช้สวัสดิการนี้ ทำไมไม่ซื้อกินเอง”

ตัวเลขที่บาดใจ: มื้อละหลายร้อย vs มื้อละยี่สิบ

ข้อมูลจากการพิจารณางบประมาณปี 2569 เผยให้เห็นตัวเลขที่น่าตกใจ เมื่อผู้แทนราษฎรได้รับค่าอาหารเฉลี่ยสูงถึง 1,250 บาทต่อวัน ซึ่งหากเทียบกับงบอาหารกลางวันเด็กนักเรียนทั่วประเทศที่เพิ่งปรับขึ้นมาเป็น 22-36 บาทต่อมื้อ (ตามขนาดโรงเรียน) จะพบความเหลื่อมล้ำที่เห็นภาพชัดที่สุด 

ข้าวสภา 1 วัน ของผู้แทน 1 คน สามารถเลี้ยงเด็กนักเรียนให้อิ่มท้องได้เกือบ 40-50 คน

ในขณะที่เด็กบางคนต้องกิน “ข้าวกับผัก” หรือ “วิญญาณไก่” แต่ในสภาฯ กลับมีเมนูพรีเมียมที่สั่งมาทิ้งขว้างเมื่อการประชุมล่ม

เสียงแฉจากคนใน: “มาเฟียอาหาร” และ “การกินเผื่อทั้งตระกูล”

ไม่เพียงแต่ประชาชนข้างนอกที่มองเข้าไป อดีต สส. รุ่นใหญ่อย่าง “รังสิมา รอดรัศมี” เคยออกมาปูดข่าวกลางรายการดังว่า ค่าอาหารสภาฯ ตกวันละไม่ต่ำกว่า 5 แสนบาท และมีพฤติกรรม “ห่อกลับบ้าน” แบบเห็นแก่ได้ บางคนขนเอาทั้งวัน ราวกับจะนำไปเลี้ยงทั้งครอบครัว ซึ่งเธอมองว่านี่คือความผิดฐาน “ลักของหลวง” และเรียกร้องให้เปลี่ยนระบบเป็นบัตรเติมเงินเพื่อให้เกิดความโปร่งใส

ความหวังใหม่ในสภาชุดที่ 27: เลิก “ของฟรี” เพื่อกู้ศรัทธา

ในวันที่ประเทศไทยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงานจากผลกระทบสงคราม รัฐบาลสั่งข้าราชการถอดสูท-ประหยัดไฟ และบางส่วนต้องทำงานที่บ้าน หรือ work from home สังคมจึงคาดหวังว่าสภาชุดใหม่จะ “แสดงสปิริต” เริ่มต้นจากการตัดลดสวัสดิการที่เกินความจำเป็น

ข้อเสนอเรื่องการเปลี่ยนบุฟเฟต์ฟรี เป็น “ระบบจ่ายเอง” (Pay-per-meal) หรือการใช้บัตรเติมเงิน ไม่ได้เป็นเพียงการประหยัดเงินหลักสิบล้านบาท แต่มันคือการทำลาย “กำแพงกั้น” ระหว่างผู้แทนกับราษฎร และให้พวกเขารู้ว่ากลิ่นเหงื่อและมูลค่าของข้าวแกงหนึ่งจานที่ประชาชนกินนั้น มีมูลค่าเท่าไหร่ในความเป็นจริง

ต้องคอยดูกันต่อไปว่า จะมีผู้แทนราษฎรคนไหน หรือพรรคการเมืองใด  มองเห็นประเด็นง่ายๆ ที่เสียดแทงใจประชาชนมานาน  แล้วลุกขึ้นมาแสดงความกล้าหาญ เสนอยกเลิกสิทธิที่เกินความจำเป็นดังกล่าว ให้ประชาชนได้ชื่นชมกันบ้าง

ปริญญา กระทุ้ง กกต. เปิดเหตุผล มติสลัดคดีฮั้ว สว. ทำไม 229 คน ไม่มีมูลความผิด

ปริญญา กระทุ้ง กกต. เปิดเหตุผล มติสลัดคดีฮั้ว สว. ทำไม 229 คน ไม่มีมูลความผิด

ปริญญา กระทุ้ง กกต. เปิดเหตุผล มติสลัดคดีฮั้ว สว. ทำไม 229 คน ไม่มีมูลความผิด

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.21 น.

วันที่ 13 มีนาคม 2569 จากกรณีรายงานข่าวจาก กกต.ระบุความคืบหน้าคดีฮั้ว ส.ว.ว่า  คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้งคณะที่ 36 ที่มี ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นประธาน ได้มีการพิจารณาสำนวนคดีฮั้วสว.ที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ DSI และเจ้าหน้าที่กกต.ร่วมเป็นกรรมการเสนอมา โดยมีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่ามติคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26ที่มีการกล่าวหาผู้กระทำผิดในคดีฮั้วสว.จำนวน 229 รายแบ่งเป็น สมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน 138 ราย กรรมการบริหารพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง และผู้ร่วมเครือข่ายอีก 91 รายนั้นไม่มีมูลตามที่มีการกล่าวหา ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทำความเห็นเพื่อเสนอต่อกกต.พิจารณา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ระบุถึงกรณีที่เกิดขึ้นทางแฟนเพจ Prinya Thaewanarumitkul ระบุว่า   กกต. ต้องเปิดเผยผลการวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการคดีฮั้ว ส.ว. ว่าเหตุผลและข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร จึงสรุปว่า “ไม่มีมูลตามที่กล่าวหา” ]

ผมเคยให้ความช่วยเหลือทางคดีกับผู้สมัคร ส.ว. สอบตก 2 คน ที่ถูก กกต. ส่งคำร้องให้ศาลฎีกา เพียงเพราะผู้สมัคร ส.ว. 2 คนนี้ไลน์หากันด้วยข้อความเพียงแค่ว่า “จับคู่กันนะคะ” 
แต่กับ ส.ว. ที่น่าจะมีการฮั้วกันจริงๆ และมีหลักฐานเป็นชื่อในโพย ซึ่งคณะอนุกรรมการสอบสวนได้มีมติให้ส่งคำร้องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วนั้น กกต. กลับไม่ส่งให้ศาลฎีกา แต่กลับตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดขึ้นมาพิจารณาอีกคณะ ซึ่งก็ได้มีมติกลับคำวินิจฉัยว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว ส.ว. ซึ่งเป็น ส.ว. จำนวน 138 คน และคนอื่นอีก 91 คนนั้น ”ไม่มีมูลตามที่กล่าวหา“ แม้แต่คนเดียว

เรื่องนี้ผมเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง เพราะแม้ว่าหลายคนจะคาดการณ์กันไว้แล้วว่าผลจะออกมาในทางนี้ แต่ก็ยังเชื่อกันว่าอย่างน้อยต้องมีการส่งไปศาลฎีกาพิจารณาบ้าง หาไม่แล้วคนจะรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมมากไปกว่านี้ และจะยิ่งทำให้คนหมดความเชื่อถือต่อการทำงานของ กกต. มากยิ่งขึ้นไปอีก 

แน่นอนว่ายังไม่มีใครผิดจนกว่าศาลจะพิพากษา แต่การที่ กกต. จะไม่ส่งใครไปให้ศาลฎีกาพิจารณาแม้แต่คนเดียวเลยเช่นนี้ ไม่พึงที่สังคมจะนิ่งเฉย เพราะมิเช่นนั้นทุกอย่างอาจจะยิ่งแย่ลงยิ่งไปกว่านี้

สิ่งที่ กกต. พึงต้องกระทำ และสังคมต้องช่วยกันเรียกร้องคือ ก่อนที่ กกต. 7 คนจะลงมติ ขอให้เปิดเผยผลการวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด ให้สังคมได้ทราบว่า ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงใด คณะอนุกรรมการชุดนี้จึงสรุปว่า “ไม่มีมูลตามที่กล่าวหา” ซึ่งตรงกันข้ามกับคณะกรรมการชุดแรกโดยสิ้นเชิง

เพราะขนาดผู้สมัคร ส.ว. สอบตกเขียนไลน์หากันเพียงแค่ประโยคเดียวว่า “จับคู่กันนะ” กกต. ยังส่งให้ศาลฎีกา ถ้า คดีฮั้ว ส.ว. ที่มีหลักฐานชัดเจนที่น่าสงสัยถึงความไม่สุจริตและเที่ยงธรรมมากกว่ามาก ถ้าจะไม่ส่งไปให้ศาลฎีกาเลยแม้แต่คนเดียว ก็ต้องเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ มีความโปร่งใส และสามารถอธิบายต่อสังคมได้

กกต. ต้องไม่ลืมว่า กรรมการ กกต. 6 ท่านจากทั้งหมด 7 ท่าน มาจากความเห็นชอบจาก ส.ว. ชุดนี้ที่กำลังถูกกล่าวหาว่าฮั้วกันเข้ามา จึงไม่ควรให้คนคิดไปในทางที่ว่าท่านพิจารณาโดยคำนึงถึงคนที่เลือกท่านเข้ามาเป็น กกต. มากไปกว่านี้ ในทางกลับกันท่านต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ท่านทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมโดยไม่สนใจคนที่เลือกท่านเข้ามา 

ท่านจะส่งคำร้องคดีฮั้ว ส.ว. ให้ศาลฎีกาหรือไม่ หรือจะส่งไปกี่คนไม่ใช่ปัญหา ขอเพียงอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานและข้อเท็จจริงอย่างเที่ยงธรรม ท่านประธาน กกต. เคยเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ท่านคงไม่ลืมหลักการที่นักกฎหมายทั่วโลกยึดถือกันที่สอนกันว่า  “Justice is not only to be done, but must also be seen to be done” 

ความยุติธรรมไม่เพียงแต่ต้องทำให้เกิดขึ้นมา แต่ต้องทำให้คนเห็นว่าด้วยว่า ที่ทำไปนั้นคือความยุติธรรม และทั้งหมดที่ผมวิพากษ์วิจารณ์และเรียกร้องไปนั้น – รวมถึงเรื่องการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. ด้วย – จริงๆ แล้วก็มีเพียงเรื่องเดียว คือเรื่องนี้ครับ

ผู้เชี่ยวชาญซอฟต์แวร์ แนะสมาชิกพรรคส้ม ให้รีบ ลงบันทึกประจำวัน-ทำบัตรใหม่ กันมิจฉาชีพสวมรอย

ผู้เชี่ยวชาญซอฟต์แวร์ แนะสมาชิกพรรคส้ม ให้รีบ ลงบันทึกประจำวัน-ทำบัตรใหม่ กันมิจฉาชีพสวมรอย

ผู้เชี่ยวชาญซอฟต์แวร์ แนะสมาชิกพรรคส้ม ให้รีบ ลงบันทึกประจำวัน-ทำบัตรใหม่ กันมิจฉาชีพสวมรอย

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.00 น.

วันที่ 13 มีนาคม 2569 สืบเนื่องจาก พรรคประชาชนออกแถลงการณ์ถึงสมาชิกพรรคประชาชนกรณีที่มีความพยายามจากบุคคลภายนอกในการเข้าถึงฐานข้อมูลของพรรคโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยทางพรรคประชาชนได้มีแนวทางยกระดับความปลอดภัยของระบบที่พรรคดำเนินการไปแล้ว พร้อมทั้งมาตรการแก้ไขเยียวยาเพื่อป้องกันความเสี่ยง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น 

ล่าสุด นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain โพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้ ว่า

เรื่องนี้ผมต้องชื่นชมทีมงานที่ออกมาแก้ไขเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา มืออาชีพ

ผมเพิ่งให้สัมภาษณ์พี่ปัทม์ TPBS กรณีข้อมูลสส. 373 ท่าน รั่วไหลจากระบบรัฐสภาไป

ผมให้ความเห็นไปว่า มันเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้ สำคัญที่การแก้ไขและรับผิดชอบมากกว่า

สำหรับกรณีนี้ผมก็ถือว่าพรรคทำผิดพลาดจริง เรื่องใหญ่มาก

แต่อย่างน้อย พรรคก็ไม่ทำให้มันแย่ลงไปกว่าเดิม

ผู้ได้รับ SMS ทุกคน ผมแนะนำให้ไปลงบันทึกประจำวัน แล้วไปขอทำบัตรประชาชนใหม่กันด้วยนะครับ

จากนั้นนายธนารัตน์ ยังโพสต์อีกว่า เรื่องที่ข้อมูลรั่วไหล คงไม่มีใครพูดว่าพรรคไม่ผิด ยังไงก็ผิดแน่นอน 100% แต่ผมชื่นชมการออกมายอมรับ ในความจริงใจ และความพยายามที่จะแก้ไขจริงๆ
หลายคนบอก ผมแบก ทำผิดมันน่าชมตรงไหน คือเอางี้นะครับ ข้อมูลพวกเราหลุดก่อนหน้านี้มาจากหลายแหล่ง แต่ผมยังไม่เคยได้รับการปฏิบัติแบบนี้มาก่อน เอาเฉพาะเคสที่ผมเจอก็ได้

1. เคสกรมการปกครองทำข้อมูลสมุดบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 69 หลุด กระทบ 52.9 ล้านราย มีการแก้ไขแสดงว่ารับทราบ แต่แจ้งเตือนหรือรายงานต่อสคส.ตามหน้าที่หรือยัง ผมยังไม่เห็นเลย

2. ระบบรัฐสภาทำข้อมูลสส.ที่มารายงานตัวก่อนวันที่ 6 มีนาหลุดเป็นจำนวน 373 ราย มีการแก้ไขแสดงว่ารับทราบ แต่แจ้งเตือนหรือรายงานต่อสคส.ตามหน้าที่หรือยัง ผมก็ยังไม่เห็นอีกเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ทั้งระบบลงทะเบียนปั่นเพื่อพ่อ ทั้งโควิด ทั้งข้อมูลสิทธิรักษาพยาบาลหลุด โดยเฉพาะเรื่องการรักษาว่าสังกัดโรงพยาบาลใด บ่งชี้ได้ชัดเจนว่ามาจากสปสช. แต่ก็ถูกสปสช.ปฏิเสธ
ที่ผ่านมา ถ้าไม่เงียบก็ออกมาปฏิเสธแบบค้านหลักฐานกันทั้งสิ้นเลย

นี่คือครั้งแรกที่ผมได้เห็นการออกมายอมรับ ออกมาพยายามรับผิดชอบว่าข้อมูลหลุดจริง

ผมจึงยืนยัน ผมชื่นชมเค้า ใครไม่เห็นด้วยผมเข้าใจ แต่มุมมองผม ผมชื่นชมเค้าครับ