ปราชญ์ สามสี จับพิรุธ ไทม์ไลน์พรรคส้ม ข้อมูลหลุดจริงวันไหน? จี้ถาม 17 วันที่หายไป ระบบทำอะไรอยู่

ปราชญ์ สามสี จับพิรุธ ไทม์ไลน์พรรคส้ม ข้อมูลหลุดจริงวันไหน? จี้ถาม 17 วันที่หายไป ระบบทำอะไรอยู่

ปราชญ์ สามสี จับพิรุธ ไทม์ไลน์พรรคส้ม ข้อมูลหลุดจริงวันไหน? จี้ถาม 17 วันที่หายไป ระบบทำอะไรอยู่

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.32 น.

วันที่ 13 มีนาคม 2569 สืบเนื่องจาก พรรคประชาชนออกแถลงการณ์ถึงสมาชิกพรรคประชาชนกรณีที่มีความพยายามจากบุคคลภายนอกในการเข้าถึงฐานข้อมูลของพรรคโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยทางพรรคประชาชนได้มีแนวทางยกระดับความปลอดภัยของระบบที่พรรคดำเนินการไปแล้ว พร้อมทั้งมาตรการแก้ไขเยียวยาเพื่อป้องกันความเสี่ยง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น 

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์ สามสี” ได้โพสต์ถึงเรื่องนี้ ว่า อีกประเด็นหนึ่งที่เริ่มถูกตั้งคำถามตามมาหลังจากมีการเปิดเผยเหตุข้อมูลสมาชิก คือเรื่อง ช่วงเวลาการรับรู้เหตุการณ์และการแจ้งเหตุข้อมูลรั่วไหลตามกฎหมาย PDPA

ตามคำชี้แจงของพรรคประชาชน พรรคระบุว่าได้ ตรวจพบความพยายามเข้าถึงระบบตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 และหลังจากทราบเหตุการณ์ก็ได้ดำเนินการทันที เช่น ปิดช่องทางการบุกรุก ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย และแจ้งเหตุไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยในช่วงเวลาดังกล่าว พรรคได้สื่อสารว่าระบบได้รับการแก้ไขและอุดช่องโหว่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ในคำชี้แจงเดียวกัน พรรคกลับระบุเพิ่มเติมว่า เพิ่ง ตรวจพบว่ามีข้อมูลสมาชิกบางส่วนอาจถูกเข้าถึงหรือรั่วไหลจริงในวันที่ 10 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนหน้าการสื่อสารต่อสมาชิกและสาธารณะเพียง 2 วัน หรือประมาณ 48 ชั่วโมง ก่อนที่พรรคจะออกประกาศแจ้งเหตุในวันที่ 12 มีนาคม 2569

ลำดับเหตุการณ์ดังกล่าวจึงทำให้เกิดคำถามสำคัญขึ้นว่า ระหว่างวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ถึง 10 มีนาคม นั้น ระบบอยู่ในสถานะใดกันแน่ หากการตรวจพบครั้งแรกเป็นเพียง “ความพยายามโจมตีระบบ” และยังไม่พบว่ามีข้อมูลถูกเข้าถึงจริง การดำเนินการแก้ไขและยกระดับความปลอดภัยก็อาจถือเป็นการตอบสนองตามขั้นตอนของระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ทั่วไป

แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากองค์กรระบุว่าได้ อุดช่องโหว่ของระบบและยกระดับการป้องกันแล้วตั้งแต่ช่วงแรก คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นตามมาว่า เหตุใดจึงยังมีการตรวจพบว่าข้อมูลสมาชิกอาจถูกเข้าถึงหรือรั่วไหลได้อีกในวันที่ 10 มีนาคมซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากการดำเนินการแก้ไขระบบไปแล้ว

ประเด็นนี้มีความสำคัญในเชิงกฎหมาย เพราะตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) หากผู้ควบคุมข้อมูลพบว่าเกิดเหตุ ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล (Data Breach) องค์กรต้องแจ้งเหตุไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลภายใน 72 ชั่วโมงนับจากเวลาที่ทราบเหตุการณ์ และหากเหตุการณ์ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อสิทธิของเจ้าของข้อมูล ก็ต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบด้วย

ดังนั้นคำถามสำคัญในกรณีนี้จึงมีอยู่สองประเด็นหลัก คือ

ประการแรก เหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลเกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาใด ระหว่างช่วงการตรวจพบการโจมตีครั้งแรกในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ หรือเพิ่งเกิดขึ้นภายหลังในวันที่ 10 มีนาคม

และประการที่สอง หากระบบได้รับการแก้ไขและอุดช่องโหว่แล้วตั้งแต่ช่วงแรก เหตุใดจึงยังเกิดการเข้าถึงข้อมูลได้อีกในเวลาต่อมา ซึ่งอาจสะท้อนถึงข้อบกพร่องบางประการในมาตรการป้องกันของระบบ

ด้วยเหตุนี้ คำถามสำคัญในกรณีนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงว่า ระบบถูกโจมตีอย่างไร แต่ยังรวมถึงว่า เหตุการณ์การรั่วไหลเกิดขึ้นเมื่อใด และมาตรการป้องกันของระบบมีความเพียงพอหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่อาจต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานกำกับดูแลต่อไป

‘พิพัฒน์’หวั่นคุมไม่อยู่ คุยกองทุนน้ำมัน13มีค.

‘พิพัฒน์’หวั่นคุมไม่อยู่  คุยกองทุนน้ำมัน13มีค.

‘พิพัฒน์’หวั่นคุมไม่อยู่ คุยกองทุนน้ำมัน13มีค.

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พิษสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้ปุ๋ยชายแดนใต้เริ่มขาดแคลน ที่ยะลาขยับราคา ยูเรียสูตร 46-00-00 ขึ้นอีกกระสอบละ 50 บาท เกษตรกรหวั่นต้นทุนเพิ่มกระทบต่อการปลูกทะเรียน ที่กำลังออกดอก ด้านพิจิตร น้ำมันเริ่มขาดแคลน ปั๊มเล็ก-รายย่อย ปิดชั่วคราว

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากตลาดร้านค้าปุ๋ย ให้กับเกษรกร ในเขตเทศบาลเมืองเบตง จ.ยะลา ว่า จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบถึงราคาปุ๋ย ทำให้ร้านค้าปุ๋ยหลายแห่งโดย ปุ๋ยยูเรีย เริ่มมีราคาขยับขึ้น เป็นกระสอบละ 1,350 บาทแล้วแต่ยี่ห้อ และเริ่มขาดแคลน โดยเฉพาะปุ๋ยที่นำเข้าจากต่างประเทศ หลายร้านปุ๋ยยูเรีย หลายยี่ห้อที่เคยมีอยู่ในสต็อก ในขณะนี้เหลือไม่ถึงสัปดาห์คาดว่าคงหมด ซึ่งปุ๋ยที่ขนส่งมาในวันนี้คงจะเป็นรอบสุดท้าย ซึ่งที่ได้มาไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่ที่จัดส่งแจ้งว่าตอนนี้ไม่มีปุ๋ยล็อตใหม่จัดส่งมาให้เพราะจากผลกระทบจากภาวะสงครามทำให้เกิดปัญหาในด้านขนส่ง คาดการณ์ว่าหากปุ๋ยล็อตใหม่ที่จะนำมารอบนี้คงมีการปรับราคาสูงขึ้นไปอีกผู้ประกอบการหรือตัวแทนจำหน่ายต้องรับภาระจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้มีปุ๋ยจำหน่ายให้กับลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร

ด้านเจ้าของร้านจำหน่ายปุ๋ยรายหนึ่ง กล่าวว่า ปุ๋ยตอนนี้โรงงานมีการประชุมระงับการขายส่งให้ตัวแทนจำหน่าย ทำให้ปุ๋ยเกือบทุกบริษัทเหลือไม่มาก และทางบริษัทไม่ปล่อยสินค้า โดยเฉพาะปุ๋ยที่มีการผสมเปอร์เซ็นต์สูงๆ เนื่องจากทางบริษัทใหญ่กลัววัตถุดิบขาดและคิดว่าจะมีการปรับราคาขึ้น ซึ่งขณะนี้ปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 ปรับราคาจากกระสอบละ 1,300 บาท ปรับขึ้นเป็นกระสอบละ 1,350 บาท และสินค้ามีจำนวนจำกัด โดยทางร้านสั่งสินค้าไป 100 กระสอบ แต่ได้รับเพียง 50 กระสอบเท่านั้น เนื่องจากบริษัทแจ้งว่าสินค้าไม่เพียงพอ นอกจากนี้ยังมีการจำกัดการสั่งซื้อปุ๋ยสูตรอื่นๆ โดยแต่ละร้านสามารถสั่งได้ไม่เกินครั้งละ 15 ตัน ส่งผลให้ราคาปุ๋ยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่เกษตรกรผู้ทำสวนทุเรียน กล่าวว่า ต้องรีบมาซื้อเก็บไว้ก่อน เนื่องจากกังวลว่าในระยะต่อไป ราคาปุ๋ยเคมีจะปรับเพิ่มสูงขึ้นและอาจขาดตลาดซึ่งตอนนี้ปุ๋ยบางตัวเริ่มไม่มีแล้ว และยังไม่มีว่าจะมาล็อตใหม่เร็วๆ นี้ ซึ่งตนเองก็จะเริ่มให้ปุ๋ยต้นทุเรียนในช่วงนี้แล้ว เพราะเริ่มมีฝนตก ขณะที่พืชผลทางกสารเกษตรราคาไม่ดีหากปุ้ยราคาเพิ่มสูงขึ้นจะนำเงินที่ไหนไปซื้อปุ๋ยในราคาที่สูงขึ้น

ด้าน สถานการณ์น้ำมัน นางจันทิมา กองวัฒนศิลป์ ผู้จัดการปั๊ม ปตท.เบตง กล่าวว่า ในขณะนี้ เวลาสั่งน้ำมันไปจะได้มาประมาณ 15,000 – 18,000 ลิตรต่อคัน โดยทางคลังส่วนกลางเป็นคนจัดสรรให้แต่ละปั๊มว่าจะได้จำนวนกี่ลิตร โดยมีการกำหนด ดีเซล 6,000 ลิตร แก๊สโซฮอล์ 6,000 ลิตร ซึ่งในขณะการจัดสรรน้ำมันไม่ใช่จากคลังน้ำมันสงขลาแล้ว แต่เป็นการจัดสรรจากคลังส่วนกลางให้แต่ละปั๊ม โดยล่าสุด ปั๊ม ปตท.เบตง ได้น้ำมันมา 18,000 ลิตร ซึ่งทางปั๊มได้มีมาตรการในการเติมน้ำมันโดยให้เติมน้ำมันทุกชนิดได้คันละ 1,000 บาท รวมทั้งรถทั้งแกลลอนเพื่อให้ทั่วถึง

ด้านสถานการน้ำมันในจังหวัดพิจิตร นายเมทา นิลทับ เกษตรกร อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า ตนเองมีสวนผลไม้หลายไร่ แต่หาซื้อน้ำมันไม่ได้ เนื่องปั๊มปิดหมด ตอนนี้ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่โพธิ์ประทับช้าง

ซึ่งปั๊มน้ำมันทั้งขนาดกลาง ขนาดเล็ก รายย่อย และปั๊มสหกรณ์ฯ ต่างๆ ในพื้นที่อำเภอโพธิ์ประทับช้าง ในตำบลไผ่รอบ ตำบลไผ่ท่าโพ ตำบลทุ่งใหญ่ และตำบลใกล้เคียงนั้น ต่างปิดขายชั่วคราวกันหมด เนื่องจากน้ำมันไม่มีขาย โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลซึ่งตนองจึงต้องนำแกลลอนมาซื้อน้ำมันจากปั๊มบางจากขนาดใหญ่ในตัวเมืองพิจิตรไปทำการเกษตรใส่เครื่องตัดหญ้า ใส่เครื่องสูบน้ำทำสวน

นายประจบ ก้อนแก้ว เกษตรกรชาวสวนส้มโอท่าข่อย ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า ขณะนี้ปั๊มน้ำมันดีเซลในหมู่บ้าน และพื้นที่รอบนอก งดจำหน่ายชั่วคราวแทบทุกปั๊ม โดยผู้ประกอบการระบุว่า ไม่มีน้ำมันขายให้ ซึ่งตนเองจึงต้องนำแกลลอนมาซื้อน้ำมันดีเซลในตัวเมืองพิจิตร เพื่อนำไปใส่รถไถนา และเครื่องสูบน้ำในช่วงฤดูแล้ว ยอมรับว่า น้ำมันช่วงนี้หายากมาก และถ้ามีในปั๊มเล็กๆก็แพง ลิตร 39 บาท ทั้งนี้ตนเอง ซื้อได้เพียง 500 บาทเท่านั้น เนื่องจากทางปั๊มจำกัดการเติมใส่แกลลอนได้ไม่เกิน500บาท

นางกฤษดา นบพรสรวง ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน ถนนสระหลวง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ให้ข้อมูลว่า ตอนนี้ได้ปฏิบัติตามนโยบายของกระทรวงพลังงานอย่างเคร่งคัด โดยจำกัดการจำหน่ายน้ำมันวันละไม่เกิน 12,000 ลิตรต่อวัน โดยวันนี้ น้ำมันดีเซล จำกัดการเติม รถยนต์ขนาดเล็กเติมได้ไม่เกิน 1,000 บาทต่อคัน ส่วนรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ เติมได้ไม่เกิน 1,500บาทต่อคัน และอนุโลมเติมใส่แกลลอนให้ไม่เกินรายละ 500 บาท ส่วนกรณีรัฐบาลจะให้ปิดปั๊มหลัง 22.00น.เพื่อประหยัดพลังงานนั้น ปั๊มยินดีให้ความร่วมมือทุกอย่าง ทั้งนี้จะได้แบ่งปันน้ำมันเชื้อเพลิงให้ทั่วถึง เพื่อให้มีใช้อย่างเพียงพอของลูกค้าต่อไป

แรงงานไทย 18 คน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยกระทรวงแรงงานจัดเจ้าหน้าที่ต้อนรับ พร้อมดูแลสิทธิประโยชน์และอำนวยความสะดวกเดินทางกลับภูมิลำเนา

เช้าวันเดียวกัน นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เดินทางไปรับและดูแลอำนวยความสะดวกแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเดินทางกลับจากประเทศอิหร่าน จำนวน 18 คน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นแรงงานที่เดินทางกลับมาจากประเทศอิหร่าน 18 คน ก่อนหน้านี้จากประเทศบาห์เรนทั้งหมดรวมจำนวน 17 คน ทำให้จนถึงขณะนี้มีแรงงานเดินทางกลับมาถึงไทยแล้ว รวมจำนวน 35 คน

ขณะที่ นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยเดินทางกลับมาแล้ว รวมแล้ว 35 คน และจะมีแรงงานเดินทางกลับมาเพิ่มอีก 33 คน จากประเทศบาห์เรน 6 คน ประเทศอิหร่าน 27 คน โดยขณะนี้มีผู้แสดงความประสงค์จะเดินทางกลับไทยแล้วเกือบ 1,000 คน ซึ่งกระทรวงแรงงานจะแจ้งความคืบหน้าของเที่ยวบินให้ทราบล่วงหน้าเป็นระยะ

“ทันทีที่แรงงานเดินทางมาถึงประเทศไทย กระทวงแรงงานพร้อมดูแลสิทธิประโยชน์ของแรงงานที่ได้รับผลกระทบ พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอรับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ เพื่อให้แรงงานไทยได้รับเงินสิทธิประโยชน์ดังกล่าวโดยเร็วที่สุด” นายพิเชษฐ์ กล่าว

เย็นวันเดียวกัน นายพิพัฒน์   รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เผยถึงปัญหาราคาน้ำมันเมื่อมีเหตุการณ์แบบนี้ น้ำมันทั่วโลกก็จะขยับขึ้น ราคาน้ำมันดิบก็ไต่ราคาขึ้นอีก ส่วนต่างๆ ไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างไร แต่จากที่นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม เราจะตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ในราคา 29.94 บาท เป็นเวลา 15 วัน จนถึงวันที่ 16 มีนาคม แล้ววันที่ 17 มีนาคม จะมีการประกาศราคาว่าจะขยับขึ้นอย่างไร

สำหรับน้ำมันเบนซิน เราไม่ได้ตรึงราคาแต่ก็มีการขยับราคาเบนซิน E10 95 และ 91 ขึ้นลิตรละ 50 สตางค์ ส่วน E20 E85 เราลดราคาลงมา น้ำมันดีเซลราคาคงที่โดยเฉพาะน้ำมันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในขณะนี้ ต้องเข้ามาชดเชยวันละ 3,000 ล้านบาท จากที่เงินกองทุนบวกอยู่ 2,500 ล้านบาท แต่หลังจากชดเชยก็จะติดลบ ตนเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศและสื่อมวลชนกำลังตั้งคำถามกับกระทรวงพลังงาน และ ศบก. กับนายกรัฐมนตรี ว่าราคาค่ากลั่นทำไมจาก 2 บาทขึ้นไปถึง 6 บาท ตนจะมีการเชิญให้ผู้บริหารมาประชุมร่วมกันวันพรุ่งนี้ 13 มีนาคม เวลา 10.00 น.
หารือว่าเขาใช้เหตุผลอะไรในการที่เพิ่มราคาเป็น 6 บาท เมื่อประชุมเสร็จน่าจะมีการแถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงเที่ยง

นายพิพัฒน์กล่าวว่า สำหรับแนวทางที่เกี่ยวข้องจะมีมาตรการอย่างไรที่จะดูแล ผู้ประกอบการเบื้องต้น นายพิพัฒน์ เผยว่า เราต้องฟังโรงกลั่นก่อนว่าใช้เหตุผลอะไรในการถ่างราคาเพิ่ม 4 บาท
เมื่อหารือแล้วคงจะต้องหารือต่อว่าแก้ปัญหาร่วมกันได้อย่างไร อย่าโยนภาระทั้งหมดให้กับผู้ใช้ เพราะผู้ได้รับผลกระทบทันทีก็คือกองทุนน้ำมัน ไม่ใช่ผู้ใช้ แต่ผู้ใช้จะได้รับผลกระทบเมื่อราคามีการขยับลอยตัวขึ้นไปหลังจากครบ 15 วัน กองทุนคือเงินของพวกเรา แต่เมื่อราคาน้ำมันดิบถูกลงราคาขายในประเทศสูงกว่า เราจะนำเงินที่มีส่วนต่างกลับเข้าไปในกองทุน ในภาวะปัจจุบันราคาน้ำมันดิบลอยตัวสูงขึ้นเราต้องนำเงินกองทุนมาชดเชยเพื่อไม่ให้เกิดการกระทบทันทีทันใด ”เหตุการณ์ปัจจุบันพวกเราไม่อยากให้เกิด นายกฯ ก็ไม่อยากเห็นเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ แต่เมื่อเกิดแล้วถึงแม้เราจะไม่ใช่คู่สงคราม แต่เราก็ได้รับผลกระทบจากสงคราม“

นายพิพัฒน์กล่าวว่า กระทรวงพลังงานมีความมั่นใจและสามารถตอบได้ว่า น้ำมันนอกตลาดที่เราซื้ออยู่ในตลาดผ่านช่องแคบฮอร์มุซประมาณ 50% ที่ไม่ได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ กระทรวงพลังงานโดย ปตท. ยังสามารถซื้อได้ตามปกติ แต่ราคาก็ยังขึ้นกับตลาดกลางของแต่ละภูมิภาค การที่ผู้ประกอบการตามมาตรา 7 ซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นในประเทศไทยจะใช้ราคาเฉลี่ย 3 วันของราคาตลาดกลางมาตั้งราคา แต่ถ้าหากติดวันเสาร์-อาทิตย์ ก็จะใช้วันถัดไป

เมื่อถามว่าการที่บริษัทมันมีกำไรหลายหมื่นล้าน แต่กองทุนติดลบ จะมีการช่วยประชาชนอีกทางหนึ่งอย่างไร รองนายกฯ และรมว.คมนาคม กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาลเป็นคนกลางในการดู
ราคา ในอดีตเคยติดลบแสนล้าน ปัจจุบันก็คงจะหลายพันล้าน ขอให้ช่วยภาวนาให้เหตุการณ์จบโดยเร็ววัน เพื่อจะได้ไม่ต้องให้กองทุนน้ำมันติดลบ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“รัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบและออกจากพื้นที่อันตรายด้วยความปลอดภัย เนื่องจากความปลอดภัยของชาวไทยในตะวันออกกลางตอนนี้คือ สิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด”

นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์

รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ

และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ

เรียกทูตชี้แจงเหตุถล่มเรือไทย กต.ประท้วงอิหร่าน

เรียกทูตชี้แจงเหตุถล่มเรือไทย  กต.ประท้วงอิหร่าน

เรียกทูตชี้แจงเหตุถล่มเรือไทย กต.ประท้วงอิหร่าน

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เรียกทูตชี้แจงเหตุถล่มเรือไทย กต.ประท้วงอิหร่าน สีหศักดิ์ต่อสายคุยโอมาน เร่งค้นหาอีก3คนสูญหาย ทร.สั่งตั้งวอร์รูม‘ฮอร์มุซ’ แจ้งเตือนผู้ประกอบการ

กต.เรียกทูตอิหร่านแจงข้อเท็จจริง เหตุยิงเรือสินค้าไทย ออกแถลงการณ์ประท้วงการโจมตีเรือพาณิชย์ “สีหศักดิ์” ต่อสายคุย รมว.โอมานช่วยเหลือลูกเรือไทย อาเซียนนัดประชุม รมต.การต่างประเทศรับวิกฤตตะวันออกกลาง 13 มีนาคม  ขณะที่ ผบ.ทร.ส่งข้อความด่วนถึง ผบ.ทร.โอมาน ขอบคุณที่ช่วยเหลือลูกเรือไทย ด้าน นายกฯ สั่งระดมทุกสรรพกำลังเร่งหาตัว 3 ลูกเรือไทยสูญหาย กำชับ กต. ประสานใกล้ชิด‘พิพัฒน์’ ชี้เหตุโจมตีเรือไทย ยังอยู่ในขั้นตอนหาข้อมูล รับยากที่จะรู้สาเหตุได้ เผยไร้เรือไทยตกค้างในช่องแคบฮอร์มุชแล้ว

สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่เรือบรรทุกสินค้า สัญชาติไทย ชื่อ “มยุรี นารี” (MayureeNaree) ขนาดระวางขับน้ำประมาณ 30,000 ตัน บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าของ โดยถูกโจมตีในขณะเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. วันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา หลังจากที่เรือลำดังกล่าวได้ออกเดินทางจากท่าเรือในเมืองคาลิฟา (Khalifa) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เมื่อเวลา 03.00 น.ในวันเดียวกัน เพื่อมุ่งหน้าท่าเรือกัณฑลา ประเทศอินเดีย Kandla, India แต่ได้ถูกอาวุธไม่ทราบฝ่าย ยิงบริเวณห้องเครื่องยนต์ท้ายเรือทำให้สูญเสียการควบคุม กัปตันจำเป็นต้องสละเรือ

โดยกองเรือโอมาน ได้เข้าให้ความช่วยเหลือลูกเรือแล้วจำนวน 20 คนจากทั้งหมด 23 คน และนำขึ้นฝั่งที่เมืองคาซับ (Khasab) ประเทศโอมาน เพื่อดูแลความปลอดภัย ขณะเดียวกันกำลังอยู่ในระหว่างช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คนที่ยังตกค้างภายในเรือ ที่ลอยเท้งเต้งอยู่กลางทะเลอาหรับ

ในเบื้องต้นลูกเรือทั้ง 23 คนเป็นคนไทย ส่วนมากมีภูมิลำเนาอยู่ภาคอีสาน หนึ่งในจำนวนนั้นมีนายชัยวัฒน์สิทธนุ หรือเอเปค อายุ 24 ปี เป็นชาวจังหวัดนครพนม ที่ได้รับการช่วยเหลือจนปลอดภัย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของประเทศโอมานดูแลเป็นอย่างดี

ยายลูกเรือไทยขอสิ่งศักดิ์คุ้มครองหลาน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านเลขที่ 66 หมู่ 4 บ้านคับพวง ต.น้ำก่ำ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม หน้าโรงเรียนบ้านคับพวง ริมถนนทางหลวงชนบท 3015 สายหว้านใหญ่-น้ำก่ำ ได้พบกับนางสมบูรณ์ พลนารี อายุ 74 ปี ผู้เป็นยาย ได้เปิดเผยว่าเพิ่งทราบข่าวหลานชายเมื่อเช้าวันนี้เอง เพราะแม่น้องเอเปคไม่ได้เล่าให้ฟัง ด้วยเกรงว่ายายจะช็อก เขาติดตามข่าวจนแน่ใจว่าน้องเอเปคปลอดภัยดีถึงมาเล่าให้ฟัง ซึ่งตนก็ไม่อยากให้หลานเป็นอะไร ได้จัดขันธ์ 5 ดอกไม้ ธูป เทียน กล่าวอธิษฐานขอความศักดิ์สิทธิ์องค์พระธาตุพนมคุ้มครอง และบนบานกับหลักบ้านคือศาลพ่อปู่ ซึ่งอยู่ภายในวัดโพธิ์ชัย ตามคติความเชื่อของคนในชุมชน

แม่สุดซาบซึ้งรู้ข่าวลูกชายปลอดภัย

ขณะเดียวกัน น.ส.สุธารัตน์ บุตรหาญ หรือแอน อายุ 40 ปี แม่น้องเอเปคได้กลับมาจากตลาดนัดไทยลาวในเขตเทศบาลตำบลธาตุพนม เพื่อซื้อหาวัตถุดิบมาเปิดร้านลาบ ก้อย ส้มตำอยู่หน้าบ้าน หลังทราบวัตถุประสงค์ก็เปิดเผยว่า รู้ข่าวทีแรกในสื่อออนไลน์ เมื่อเวลาประมาณบ่ายสามโมง ว่า เรือสินค้าไทยถูกยิงที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้นึกถึงลูกชายทันที เพราะเขาไปทำงานเป็นลูกเรือเดินสินค้าทางทะเลที่ประเทศศรีลังกา ผ่านกรมการจัดหางานถูกต้องตามกฎหมาย แต่ทักเฟซบุ๊กเขาแล้วไม่มีการอ่าน ยิ่งทำให้กระวนกระวายใจ

ยิ่งรู้ว่าเรือที่ถูกยิงชื่อมยุรี นารี (MayureeNaree) ตนถึงกับนั่งร้องไห้คนเดียวอยู่หน้าบ้าน โดยไม่ยอมเล่าให้แม่ฟัง สิ่งแรกที่คิดถึงคือองค์พระธาตุพนม ตั้งแต่บ่ายถึงค่ำกินข้าวไม่ลง ห่วงลูกชายจะเกิดอันตราย กระทั่งเวลาเกือบสามทุ่ม เฟซบุ๊กของตนก็เด้งขึ้นมา เป็นลูกชายที่ทักมาหา เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง น้ำตาแห่งความปิติมันพรั่งพรูออกมาทันที รู้ว่าลูกได้รับการช่วยเหลือ โดยทางการโอมานนำตัวไปพักที่โรงแรม ถึงมาเล่าให้แม่ฟัง

“สิ่งแรกที่จะทำเมื่อเจอหน้าน้องเอเปคคือ วิ่งเข้าไปกอดและหอมค่ะ” น.ส.สุธารัตน์ กล่าว

โดยนายชัยวัฒน์สิทธนู หรือเอเปค สมัครไปทำงานเป็นลูกเรืออยู่ประเทศศรีลังกา ซึ่งเป็นเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทย มีคนไทยเชื้อสายอินเดียเป็นเจ้าของ เงินเดือนประมาณ 50,000 บาท ได้ออกเดินเรือได้เกือบ 9 เดือน และเมื่อครบ 9 เดือนก็จะกลับมาจอดที่ประเทศไทย เพื่อให้ลูกเรือได้กลับบ้านพักผ่อน แต่ถูกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ยิงโจมตีเรือจนเสียหาย และยังไม่ทราบชะตากรรม 3 ลูกเรือคนไทยที่อยู่ในห้องเครื่องท้ายเรือ

ศบก.แถลงยัน20ลูกเรือไทยปลอดภัย

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงความคืบหน้ากรณีที่เรือขนส่งสินค้า “มยุรี นารี” ของไทยประสบเหตุถูกยิงโจมตีช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา ว่า  กระทรวงการต่างประเทศ โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ประเทศโอมาน ได้ประสานกับกระทรวงการต่างประเทศโอมานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทันทีอย่างต่อเนื่องตลอดคืนวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยของเรือขนส่งสินค้าของไทย ซึ่งกองทัพเรือของโอมานช่วยเหลือลูกเรือไทยได้ 20 คน และนำขึ้นฝั่งของเมืองคาซาบ ประเทศโอมานอย่างปลอดภัยแล้ว และอยู่ระหว่างส่งทีมค้นหาไปช่วยเหลือลูกเรือไทยอีก 3 คน

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ได้ติดต่อพูดคุยกับกัปตันเรือทางโทรศัพท์แล้ว ซึ่งยืนยันว่าลูกเรือทั้ง 20 คน ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บร้ายแรง แต่ยังต้องดูแลสภาพจิตใจ โดยผู้แทนท้องถิ่นของบริษัทเจ้าของเรือได้พาคณะดังกล่าวเข้าพักที่โรงแรม และจะจัดให้มีการพูดคุยกับจิตแพทย์ต่อไป

ประสานเข้าเยี่ยม-พากลับประเทศ

นายปาณิดล กล่าวอีกว่า  นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ยังอยู่ระหว่างการประสานงานเรื่องการเดินทางโดยรถยนต์เข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากยังเป็นพื้นที่เขตห้ามบินอยู่ เพื่อไปเยี่ยมเยียนและดูแลลูกเรือไทย รวมถึงอำนวยความสะดวกเรื่องการเดินทางกลับสู่ประเทศไทยในโอกาสแรก และจากข้อมูลของกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ระบุว่าปัจจุบันเรือขนส่งสินค้าสัญชาติไทยเดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซหมดแล้ว ทั้งนี้ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากระทรวงการต่างประเทศกำลังเร่งประสานงานการค้นหาและช่วยเหลือลูกเรือไทย 3 คนโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งดูแลลูกเรือไทยที่ได้รับการช่วยเหลือแล้ว อีกทั้งจะติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงของสาเหตุดังกล่าวอย่างใกล้ชิดต่อไป

แถลงการณ์ประท้วงโจมตีเรือพาณิชย์

นายปาณิดล กล่าวว่า  ในทางการทูตนั้น กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 เกี่ยวกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เพื่อย้ำความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์และวิกฤติในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งทวีความรุนแรง เนื่องจากการโจมตีของอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา รวมถึงการตอบโต้ของประเทศอิหร่าน ซึ่งไม่เพียงก่อให้เกิดภัยคุกคามร้ายแรงต่อชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาค แต่ยังมีผลต่อประชาชนอื่นๆ และคนไทย อย่างเช่น กรณีของลูกเรือไทยที่ประสบเหตุเมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา การเคารพกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ อาทิ การคุ้มครองพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐาน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงนี้ ประเทศไทยจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างถึงที่สุด ลดระดับความตึงเครียดในทันที และกลับสู่การเจรจา เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและบั่นทอนเสถียรภาพของภูมิภาคและของโลก รวมทั้งขอประท้วงการก่อความรุนแรงต่อเรือพาณิชย์ และแสดงความห่วงกังวลในเรื่องนี้ด้วย

เชิญทูตอิหร่านหารือข้อเท็จจริง

นายปาณิดล กล่าวว่า นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยมาพบ เมื่อช่วงสายของวันเดียวกันนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ด้วย และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ จะหารือทางโทรศัพท์กับรมว.ต่างประเทศของโอมาน ในช่วงเย็นวันนี้ เพื่อขอบคุณรัฐบาลโอมานที่ช่วยเหลือลูกเรือไทย และติดตามความคืบหน้ากรณีของลูกเรืออีก 3 คน ด้วย

ส่วนสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยรวมยังมีความรุนแรงและยังมีความไม่แน่นอน แม้มีสัญญาณจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องถึงความประสงค์ที่จะยุติความขัดแย้ง แต่ยังมาพร้อมกับเงื่อนไข

รมต.ตปท.อาเซียนนัดถก13มี.ค.

ในส่วนของอาเซียนนั้น จะมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ ว่าด้วยสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ในวันที่ 13 มี.ค.นี้ ซึ่งเป็นข้อริเริ่มของไทย เพื่อหารือถึงสถานการณ์และผลกระทบต่ออาเซียน รวมทั้งแลกเปลี่ยนแนวทางการรับมือและการเตรียมความพร้อมของอาเซียนในระยะยาวด้วย

ต่อข้อถามถึงกรณีที่สื่อไทยบางสำนักรายงานข่าวว่าลูกเรือไทย 2 ใน 3 คนเสียชีวิตแล้ว นายปาณิดล กล่าวว่า  ยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องนี้ แต่ข่าวสารในช่วงนี้อาจมีความคลาดเคลื่อนได้ จึงขอให้ประชาชนรับฟังข้อมูลข่าวสารจากช่องทางทางการเท่านั้น ขอย้ำว่าความปลอดภัยของลูกเรือทั้ง 3 คน เป็นสิ่งที่เรากังวลที่สุด ทุกคนเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่

นายกฯสั่งเร่งค้นหา3ลูกเรือไทย

ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ลูกเรือไทยสูญหาย 3 คน จากเหตุการณฺ์ที่อิหร่านยิงเรือเอกชนไทยบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ว่า ต้องระดมทุกสรรพกำลังในการหาตัว โดยหวังว่าเขายังมีความปลอดภัยอยู่

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมเรือสัญชาติไทยยังผ่านเข้าไปได้ทั้งที่มีคำประกาศเตือน นายอนุทิน กล่าวว่า ฟังข่าวก็บอกว่าเค้าได้เตือนแล้ว อันนี้เราไม่รู้ว่าการเตือนเป็นอย่างไร เขาจะเชื่อฟังใคร เพราะอาจเป็นน่านน้ำสากลหรือไม่ เนื่องจากอยู่ในช่องที่เป็นอ่าวเข้าไป อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ของเราปลอดภัย ก็ถือว่ายังเป็นสิ่งที่ดี ทั้งนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสถานทูตให้ไปดูแลถึงเจ้าตัว ซึ่งทราบว่าใช้เวลานานมากในการเดินทาง แต่ก็ได้มีการประสานประเทศที่ให้การดูแลเรือของไทยเรียบร้อยแล้ว

รอฟังเหตุผลโจมตีเรือไทย

เมื่อถามว่ารัฐบาลไทยจะมีการทำหนังสือไปถึงอิหร่าน เพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริงหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า มันมีขั้นตอน เมื่อถามว่า จะต้องมีการเชิญทูตอิหร่านมาพูดคุยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่านายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ จะเป็นผู้ดำเนินการ เมื่อถามว่าทางเอกชน หรือเจ้าของเรือได้การติดต่อมาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เค้าอาจจะติดต่อทางกระทรวงคมนาคม หรือกระทรวงการต่างประเทศ เพราะเป็นหน่วยงานที่จะต้องดำเนินการในเรื่องพวกนี้ เมื่อถามว่ากรณีนี้จะกระทบความสัมพันธ์ไทยอิหร่านหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ก็ต้องดูว่าเหตุผลเป็นอย่างไร ถ้ามาทำร้ายเรือสิ่งที่ชอบก็ไม่ใช่สิ่งที่ชอบ

‘พิพัฒน์’ชี้ยังอยู่ในขั้นตอนหาข้อมูล

เวลา15.45น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะผอ.ศบก. เผยถึงเหตุการณ์เรือสัญชาติไทยชื่อ มยุรีนารี ส่งสินค้าเสร็จเรียบร้อยที่ UAE ขณะเดินทางกลับถูกระเบิดเข้าที่ส่วนท้ายของเรือ ในเรือมีทั้งลูกเรือทั้งหมด 23 คน หน่วยนาวิกโยธินของโอมาน ได้ช่วยเหลือลูกเรือทั้ง 20 คนเป็นที่เรียบร้อย ส่วน 3 คนน่าจะตกค้าง เมื่อคืนได้ข่าวว่ามีการลงไปค้นหาและช่วยเหลือแต่ยังไม่ได้รับรายงานเพิ่มเติมว่าเป็นอย่างไร

เมื่อถามถึงความคืบหน้าเรื่องนี้ว่าได้มีการพูดคุยกับเจ้าของเรือแล้วหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ได้มอบให้ปลัดกระทรวงคมนาคม และอธิบดีกรมเจ้าท่า เป็นผู้ประสานตลอดเวลา อธิบดีก็ยังไม่ได้รายงานความคืบหน้าว่าเป็นไปอย่างไร สำหรับสาเหตุที่แน่ชัดยังไม่รู้ ไม่รู้มั่นใจว่าสาเหตุจะหามาจากไหน แต่ทราบแล้วว่าอิหร่านยอมรับว่าเขาเป็นผู้ยิงระเบิด แต่สาเหตุเกิดจากอะไรคงจะเป็นเรื่องยากที่จะทราบได้ เป็นความรุนแรงที่เขาได้ประกาศว่าถ้าใครจะขับไล่ เอกอัครราชทูตของอิสราเอลออกจากประเทศ เขาก็จะปล่อยให้เรือของประเทศนั้นผ่านช่องแคบ ตนมองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ถูกต้อง ประเทศไทยเราคงไม่สามารถที่จะยอมรับในการข่มขู่ลักษณะนี้ เพราะไม่ใช่แค่เรือประเทศไทยประเทศเดียว ยังมีเรืออีกหลายลำหลายของประเทศที่เดินผ่านเข้าออก เพราะการขนส่งสินค้าไม่ว่าจะน้ำมัน น้ำมันดิบ แก๊ส หรือสินค้าอย่างอื่นก็ต้องผ่าน

เมื่อถามย้ำว่า ยังมีเรือลำอื่นสัญชาติไทยตกค้างในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่ นายพิพัฒน์ ยืนยันว่า เรือสัญชาติไทยลำสุดท้าย เมื่อวานได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุชเรียบร้อยปลอดภัย ไม่มีเรือไทยหรือเรือที่ชักธงไทยอยู่แล้ว

ปล่อยผียกก๊วน‘229คน’ ส่อล้มคดีฮั้วสว. ลงมติ5ต่อ2‘ไม่มีใครผิด’

ปล่อยผียกก๊วน‘229คน’   ส่อล้มคดีฮั้วสว.  ลงมติ5ต่อ2‘ไม่มีใครผิด’

ปล่อยผียกก๊วน‘229คน’ ส่อล้มคดีฮั้วสว. ลงมติ5ต่อ2‘ไม่มีใครผิด’

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปล่อยผียกก๊วน‘229คน’  ส่อล้มคดีฮั้วสว. ลงมติ5ต่อ2‘ไม่มีใครผิด’ อนุกกต.ชงชุดใหญ่ชี้ขาด อนุทินเคาะรบ.291เสียง ภท.ดัน‘โสภณ’ปธ.สภาฯ

“ภท.-พท.” โชว์ภาพจูบปากชื่นมื่นอีกรอบ หลัง “จุลพันธ์” หอบโผรองปธ.สภาฯมาส่ง ขณะที่ “อนุทิน” พูดชัดพรรคร่วมรัฐบาล 291 เสียง ไม่มี “กล้าธรรม-ประชาธิปัตย์” ด้านภูมิใจไทยดัน “โสภณ” ผงาดประธานสภาฯตามคาด ส่วน “มัลลิกา” รองคนที่หนึ่ง ด้าน อนุกกต.ลงมติ 5:2 ปล่อยผี 229 คน ไม่มีใครผิดคดีฮั้วสว. ระบุไม่มีมูลตามที่มีการกล่าวหา พร้อมทำความเห็นเสนอชุดใหญ่พิจารณา

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ที่อาคารพรรคภูมิใจไทย มีการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกพรรคเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่รัฐพิธีในวันที่ 14 มีนาคม และเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ในวันที่ 15 มีนาคมนี้ โดยบรรดาแกนนำและสส. เดินทางเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายศุภชัย ใจสมุทร, นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล และกลุ่มสส.เลือดใหม่ของพรรค

ภท.คึกคักถกสส.ก่อนเปิดสภาฯ

สำหรับในช่วงเช้ามีการประชุมทีมยุทธศาสตร์พรรคเพื่อวางแนวทางงานด้านนิติบัญญัติ โดยมีรายงานว่าในรัฐบาล “อนุทิน 2”จะชูแนวนโยบาย“ใช้นิติบัญญัตินำระบบบริหาร”เน้นการโละทิ้ง หรือ
“กิโยติน”กฎหมายที่ล้าหลังซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของประชาชนและการลงทุน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจัง

‘เพื่อไทย’ถกเก้าอี้รองปธ.สภา2

ก่อนหน้านี้ช่วงเช้าที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.)ว่าเป็นการประชุมตามขั้นตอนปกติของพรรคเพื่อมอบหมายให้มีการดำเนินการคัดสรรตัวบุคคลไปดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนกระบวนการถัดไปต้องมีการหารือกันก่อนในการเสนอชื่อรองประธานสภาฯ คนที่ 2 สส.ในพรรคเพื่อไทยก่อนจะนำรายชื่อไปเสนอต่อนายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทย ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลในช่วงบ่าย

‘จุลพันธ์’คณะพท.ถึง‘ภูมิใจไทย’

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคภูมิใจไทย ว่าวันเดียวกันได้มีการประชุมสส.ในช่วงบ่าย โดยบรรดาแกนนํา และสส.พรรคภูมิใจไทยต่างทยอยเดินเข้าพรรคอย่างคึกคัก โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางถึงที่ทําการพรรคในเวลา 14.00 น.

จากนั้น เวลา 14.15 น. นายจุลพันธ์อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รองหัวหน้าพรรคฯสส.บัญชีรายชื่อ เดินทางถึง ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการทํางานร่วมกัน

‘อนุทิน’แซว‘หนูรอหนิมตั้งนาน’

โดยมีนายอนุทินยืนต้อนรับพร้อมกล่าวแซว ทันทีที่นายจุลพันธ์มาถึง ว่า “อ้าวหนิม หนูมารอหนิมตั้งนาน”ก่อนจะสวมกอดกันทําให้บรรยากาศการพบกันของแกนนำทั้งสองพรรคเป็นไปอย่างชื่นมื่นก่อนขึ้นไปยังห้องประชุมเพื่อหารือเรื่องการทํางานร่วมกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการนัดหมายพบกันระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยในวันนี้ มีกระแสข่าวมาก่อนหน้านี้จะมี การนํารายชื่อผู้ดํารงตําแหน่งรองประธานสภาฯคนที่ 2 ในโควตาของพรรคเพื่อไทย เดินมายืนมายื่นให้พรรคภูมิใจไทยพิจารณา

‘ภท.-พท.’โหวต ปธ.-รองปธ.สภาฯ

ต่อมาเวลา 14.45 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวร่วมกับแกนนำพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายชูศักดิ์ ศิรินิล และนางสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โดยนายอนุทินกล่าวว่าวันนี้พรรคเพื่อไทย นำโดยหัวหน้าและรองหัวหน้าพรรคทั้ง 3 คนได้มายื่นรายชื่อบุคคลที่พรรคเพื่อไทยจะนำเสนอให้ ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรให้กับพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากจะมีรัฐพิธีเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 14 มีนาคมนี้ และคาดว่าหลังจากนั้นจะมีการนัดหมาย ประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกซึ่งจะมีวาระในการนำเสนอชื่อทั้งประธานสภาผู้แทนฯ และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร 2 คน เพื่อให้มีการลงมติซึ่งในส่วนของพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย เราจะมีการนำเสนอชื่อทั้งประธานและรองประธานทั้ง 3 คน ให้มีการลงมติรับรอง

พูดชัดพรรคร่วมรัฐบาลครบแล้ว

นอกจากนี้ยังมีการหารือเรื่องไทม์ไลน์ว่าหลังจากนั้นจะต้องดำเนินการอย่างไรในทั้งสองพรรค แต่ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมจะนำมาพูด ในขณะนี้เป็นเพียงแค่การนำเสนอและต้องรอลงมติ และรอการโปรดเกล้าฯ ซึ่งเมื่อมีการโปรดเกล้าฯ ให้มีประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้วจะมีขั้นตอนในการเสนอชื่อบุคคล เพื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ดังนั้น สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยจะมีการนำเสนอคือถ้าเราได้เป็นรัฐบาล เราจะมีพรรคร่วมรัฐบาลครบเรียบร้อยแล้ว ซึ่งพรรคหลักประกอบไปด้วยพรรคภูมิใจไทยควบรวมกับพรรคเพื่อไทยและพรรคเล็ก คาดว่าะมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในอัตราส่วนที่เหมาะสมที่จะสามารถบริหาร ทางนิติบัญญัติและการบริหารประเทศ รวมถึงการดูแลรับใช้ประชาชนเพื่อให้เกิดความชัดเจน

ยังอุบชื่อคนนั่งปธ.สภาผู้แทนฯ

เมื่อถามว่าจะเสนอชื่อใครเป็นประธานสภารองประธานสภา นายอนุทิน หัวเราะพร้อมกับกล่าวว่า “ขอให้รอก่อนมันเป็นมารยาท”เมื่อถามว่าใช้หลักเกณฑ์อะไรในการเสนอชื่อคนเป็นประธานสภานายอนุทินกล่าวว่าจะต้องเป็นคนที่มีความรู้และมีประสบการณ์ ถ้าเป็นไปได้ก็ให้มีความอาวุโส พอจะต้องเป็นคนที่ได้รับการยอมรับนับถือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รอบรู้กฎระเบียบข้อบังคับกฎหมายในระดับหนึ่งและเป็นที่ยอมรับของพรรคร่วมรัฐบาล

เสียงพอแล้วไม่ต้องการรบ.เกิน300

เมื่อถามว่าปิดดีลที่ 291 เสียงใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “แถวๆ นั้นแหละครับ” เมื่อถามว่าหากวันโหวตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม โหวต สนับสนุนแคนดิเดตนายกฯพรรคภูมิใจไทยจากดึงร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “เราบอกแล้วว่าพรรคร่วมรัฐบาลคือตรงนี้” และเมื่อถามย้ำว่าทำไมถึงไม่มีพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลนายอนุทินกล่าวว่า“ตอนนี้มีจำนวนที่เหมาะสม และสะดวกต่อการบริหารราชการต่างๆ ในรัฐสภาแล้ว”

เมื่อถามว่าเขาสนับสนุนเราตั้งแต่แรกเหตุผลใดเราถึงไม่เลือกเขา นายอนุทิน ระบุว่า“ไม่ได้บอกว่าเลือก หรือไม่เลือก เราไม่ต้องการเป็นแกนนำที่เป็นรัฐบาล 300 กว่าเสียง”

รับอึดอัดคนเคยรักเป็นฝ่ายค้าน

ส่วนมีได้ยกหูคุยกับร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “ยังไม่ได้คุย” เมื่อถามย้ำว่าคนเคยรักไปเป็นฝ่ายค้านรู้สึกอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย แต่มันก็มีเหตุผลบางอย่าง มันฝืนไม่ได้ แต่ความเป็นเพื่อน ความผูกพัน ความรักก็ยังคงมี แต่ก็ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ต่างกัน การเมืองก็เป็นอย่างนี้ วันนี้หนูกับหนิม ก็มาอยู่ด้วยกันเมื่อถามว่าหลังการเลือกนายกฯจะมีการพูดคุยเคลียร์ใจกันหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าฝากผู้สื่อข่าวเคลียร์ด้วย

ย้ำไม่กังวล‘ฝ่ายค้าน’จ้องโจมตี

เมื่อถามว่าขณะนี้ว่าที่ฝ่ายค้านเตรียมโจมตีนายกฯ ในหลายประเด็น มีความพร้อมรับมืออย่างไร นายอนุทินระบุว่า เรามั่นใจว่าเราทำสิ่งที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญทุกอย่าง พร้อมชี้แจง ไม่จำเป็นว่า จะต้องเป็นฝ่ายค้าน เราเป็นผู้แทนสภาราษฎร เราเป็นคนสาธารณะก็พร้อมตอบ เพื่อให้คลายความกังวล ซึ่งเป็นอย่างนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นครั้งนี้หรือครั้งแรก

ได้ชื่อรองปธ.สภาฯเพื่อไทยแล้ว

เมื่อถามว่าตำแหน่งรองประธานสภาฯในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย เป็นนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย ใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์กล่าวว่า ได้ส่งรายชื่อให้กับนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผย ขอให้รอฟังในวันอาทิตย์ที่ 15 มี.ค. 2569 ทีเดียว เรื่องอย่างนี้ต้องเป็นไปตามขั้นตอน ส่วนพรรคเพื่อไทยจะได้ตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 2 หรือไม่ ขอให้รอดู

เมื่อถามว่ารายชื่อที่ส่งมาในวันนี้ มีแค่ตำแหน่งรองประธานสภาฯ ไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรีมาด้วยใช่หรือไม่ นายอนุทินระบุว่า “ใช่ ยังไม่เลือกนายกฯ เลย”เมื่อถามต่อว่า รายชื่อเป็นไปตามที่เสนอจะไม่มีการตีกลับเพื่อไปพิจารณาใหม่ใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นคนเสนอมา ผมก็มั่นใจว่าได้ผ่านความเห็นชอบจากกรรมการบริหารพรรคแล้ว”

โผรมต.พท.ยังไม่เสร็จยังไม่ส่ง

เมื่อถามว่ารายชื่อรัฐมนตรีสัดส่วนพรรคเพื่อไทยเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์กล่าวว่ายังไม่เสร็จและก็ยังไม่ได้ส่ง อย่างที่บอกกระบวนการต้องเป็นไปทีละขั้น หลังเลือกประธานสภาและรองประธานเสร็จ จึงจะมาคุยเรื่องโครงสร้าง ครม.และการเสนอชื่อ ซึ่งวันนี้พรรคเพื่อไทย ได้มีมติมอบหมายให้กรรมการบริหารพรรคทำหน้าที่คัดสรรบุคลากรที่จะมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง

เมื่อถามว่าภูมิใจไทยได้แจ้งโควตาของพรรคเพื่อไทยแล้วหรือยัง นายจุลพันธ์กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องหลักของเรา ให้มันเป็นไปตามขั้นตอน

ไม่กังวลตรวจคุณสมบัติรมต.เข้ม

เมื่อถามว่ารายชื่อรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยมีปัญหาหรือไม่ นายจุลพันธ์กล่าวว่ายังไม่มีรายชื่อเลย ยังไม่มีปัญหาก่อนจะหัวเราะส่วนเรื่องคุณสมบัติจะมีกระบวนการและขั้นตอนเมื่อถึงเวลาพรรคร่วมรัฐบาลจะส่งรายชื่อให้กับนายกรัฐมนตรีและจะถูกส่งต่อไปยังเลขาฯคณะรัฐมนตรีไปดำเนินการตรวจสอบประวัติกับ 18 หน่วยงานจึงไม่ต้องเป็นห่วง หากไม่ติดขัดข้อกฎหมายใดๆ ก็คงไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่าสิทธิ์ขาดโควตาอยู่ที่พรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า อย่าถามแบบนี้เลย ยังไม่ทันจะมาอยู่ด้วยกันก็มาถามแบบนี้หลักๆ มีอยู่แค่นี้หลังจากนี้ก็ต้องหารือกัน สิ่งที่เห็นไม่ตรงกันในอดีตและนำมาสู่ความขัดแย้ง วันนี้ต้องกลับมาทำงานรับใช้บ้านเมืองด้วยกัน สิ่งที่เป็นประเด็นในอดีตก็ควรหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้กลับไปสู่จุดนั้นอีก

ย้ำยึดตามคำวินิจฉัยศาลรธน.

เมื่อถามว่าพรรคภูมิใจไทยมั่นใจใช่หรือไม่ ว่าการจัดรัฐบาลในครั้งนี้ จะไม่มีเรื่องจริยธรรมของรัฐมนตรีคนไหนมาสะเทือนเก้าอี้ของนายกรัฐมนตรี นายอนุทินกล่าวว่าต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นไกด์ไลน์ที่ผูกพันกับองค์กรและบุคคล ต้องส่งรายชื่อมาสุ่มตรวจสอบหมดทุกคน ถ้าถามว่ารายชื่อผ่านการตรวจสอบหมดแต่พรรคภูมิใจไทยไม่ถูกใจคนนี้แล้วขอให้พรรคร่วมเปลี่ยนยืนยันว่าไม่มี เพราะเป็นสิทธิ์ของพรรคร่วมที่จะต้องทำงานร่วมกัน ทำงานรับใช้บ้านเมืองไม่ใช่ทำงานรับใช้อารมณ์ตัวเอง

‘พท.’ส่ง‘เลิศศักดิ์’ นั่งรองปธ.สภา2

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวพรรคเพื่อไทยภายหลังแกนนำพรรคเพื่อไทยหารือกับพรรคภูมิใจไทยถึงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคมีมติเห็นชอบให้นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย ดำรงตำแหน่งดังกล่าวหลังจากในพรรคมีการเสนอรายชื่อบุคคลที่เหมาะสม ขึ้นมาทำหน้าที่อาทินายเลิศศักดิ์ และนายพัฒนา สัพโส สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ซึ่งที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เห็นชอบให้เสนอชื่อนายเลิศศักดิ์ เข้ามาทำหน้าที่ในสัดส่วนโควตาภาคอีสาน

ทั้งนี้นายเลิศศักดิ์ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นสส.สมัยที่ 3 แล้วโดยก่อนหน้านี้ เคยเป็นนายกเทศบาลเมืองวังสะพุงหลายสมัย ก่อนมาเล่นการเมืองสนามใหญ่ ยังเคยเป็นกรรมาธิการหลายคณะอาทิ โฆษกคณะกรรมาธิการการกีฬาสภาผู้แทนราษฎร, กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วม CPTPP เป็นต้น

เคาะเก้าอี้รมช.ให้สส.เขต 3 ภาค

สำหรับรายชื่อรัฐมนตรีช่วย ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย 3 ตำแหน่งที่เหลือขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาให้กับ สส.เขตโดยมาจากสัดส่วนของภาคอีสาน 1 คน ภาคกลาง 1 คน และ ภาคเหนือ
1 คน โดยสัดส่วนภาคอีสานเบื้องต้นคาดว่า นายพัฒนา สัพโส สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย จะได้ดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ ถือเป็นบ้านใหญ่สกลนคร มี สส.ถึง 2 คน และมีภรรยา เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.)

มติภท.‘โสภณ’ปธ.-‘มัลลิกา’รองปธ.

เวลา 15.53 น. นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภท.เปิดเผยว่าที่ประชุมพรรคภท. มีมติเสนอชื่อตนเข้ารับเสนอชื่อเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร และนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วานิช สส.ลพบุรี เป็นรองประธานสภาคนที่ 1 อย่างเป็นทางการ โดยหลังรัฐพิธีวันที่ 14 มี.ค. จากนั้นวันที่ 15 มี.ค. จะมีการนัดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการเลือกประธานและรองประธานสภา ส่วนเหตุผลที่พรรคเสนอชื่อตนนั้น เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่และกรรมการบริหารพรรคเห็นถึงความเหมาะสมในการทำงานในสภาได้ สำหรับตนมีความพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ ตนได้เรียนแล้วว่าไม่ว่าตำแหน่งไหนก็พร้อมทำงานได้ ด้วยความตั้งใจ

ปัดบุรีรัมย์คุม 2 สภาเบ็ดเสร็จ

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตวิพากษ์วิจารณ์ว่าประธานวุฒิสภาเป็นคนบุรีรัมย์ ประธานสภาก็เป็นคนบุรีรัมย์ นายโสภณกล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะเรื่องของวุฒิสภาตนไม่เกี่ยวข้อง ไม่ยุ่ง เพราะเป็นเรื่องของวุฒิสภา แต่ถ้าสมมุติพรรคภูมิใจไทยไม่ได้เสียงข้างมาก ตนก็ไม่มีโอกาสที่จะได้รับการเสนอชื่อ พรรคคำนึงถึงความเหมาะสมบางส่วนบังเอิญเป็นคนบุรีรัมย์ไปตรงกันก็อีกเรื่องหนึ่ง เราไม่สามารถกำหนดได้ว่า คนบุรีรัมย์แล้วเป็นไม่ได้ แต่ถ้าตนไม่เหมาะสม ก็เข้าใจกันได้ ซึ่งถ้าตนเป็นสส.บุรีรัมย์ แล้วไม่เหมาะสม ด้วยคุณสมบัติอะไรก็ตาม เป็นเรื่องของสังคมที่ต้องมอง แต่ถ้าพรรคเห็นว่าตนเหมาะสม เข้าไปแล้วทำงานได้ก็เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคม พิสูจน์การทำงาน

เมื่อถามว่า แต่ก็เกิดคำถามว่าเป็นการกินรวบ ระหว่างสภาสูงกับสภาล่าง นายโสภณกล่าวว่า กินรวบหรือไม่ ให้ดูที่การทำงาน จังหวัดอะไรก็ได้ถ้าจะทำงานแบบกินรวบก็ทำได้ มันอยู่ที่เราทำงานพิสูจน์ ซึ่งไปพิสูจน์กันตอนที่ทำงานก็แล้วกัน   พร้อมยืนยันไม่รู้สึกหนักใจที่มีฝ่ายค้านทั้งพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์และพรรคกล้าธรรม ทุกฝ่ายต่างทำหน้าที่กันไป ฝ่ายค้านก็ต้องทำหน้าที่ของเขา รัฐบาลก็ทำหน้าที่ของรัฐบาล ฝ่ายบริหารก็ทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติก็ทำหน้าที่นิติบัญญัติ ประธาน ก็มีหน้าที่ควบคุมการทำงานให้เที่ยงธรรมเท่านั้นเอง

เลขาสภาฯแจงขั้นตอนโหวตปธ.สภา

นายศิโรจน์ แพทยพันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกล่าวถึงขั้นตอนการโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 15 มี.ค.นี้ว่า ผู้ที่ทำหน้าที่ประธานสภาชั่วคราวในการประชุมจะต้องเป็นผู้ที่มีอายุมากที่สุดในสภาผู้แทนฯคือ นายไพโรจน์  โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อายุ 89 ปี โดยก่อนกระบวนการโหวตวันที่ 15 มี.ค.นี้จะนัดซักซ้อมก่อน เบื้องต้นแจ้งให้ทราบแล้วว่าการทำหน้าที่ประธานที่ประชุมชั่วคราวต้องดำเนินการอะไรบ้าง 

ชี้ถ้าเสนอชื่อแข่ง/ใช้เวลา2.30ชม.

นายศิโรจน์กล่าวต่อว่าส่วนช่วงเวลากระบวนการโหวต ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 3 คน หากไม่มีการเสนอชื่อแข่งขัน หรือมีเพียงรายชื่อเดียวในแต่ละตำแหน่งก็ไม่ต้องโหวต แต่ให้ผู้ถูกเสนอชื่อดำรงตำแหน่งแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุมสภา คนละ 10 นาที การโหวตก็จะเสร็จสิ้นเร็ว แต่หากมีการเสนอชื่อแข่ง ก็ต้องเป็นการลงคะแนนลับตามข้อบังคับ ซึ่งประเมินว่า หากมีการเสนอชื่อแข่งอาจใช้เวลาโหวตตำแหน่งละ 2 ชั่วโมง 30 นาที โดยเป็นการลงคะแนนลับ คือ ให้ สส.เรียงตามตัวอักษร รับบัตร เพื่อเข้าคูหาเขียนชื่อบุคคล ที่จะให้ดำรงตำแหน่ง และนำไปหย่อนลงคูหา ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งนับคะแนน โดยเป็นตัวแทน สส.จากแต่ละพรรคร่วมนับคะแนน

จับตาปชน.เสนอชื่อชิงปธ.สภาฯ

ทั้งนี้ มีรายงานว่าพรรคประชาชน จะส่งบุคคลเสนอชื่อชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรและอาจชิงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วย โดยในวันที่ 13 มี.ค.นี้พรรคประชาชนมีประชุม สส.พรรคเพื่อเคาะชื่อบุคคลที่จะส่งเข้าชิงตำแหน่งประธานสภา และประธานวิปฝ่ายค้าน

อนุกกต.มติ5ต่อ2ยกคำร้องคดีฮั้วสว.

รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 เปิดเผยความคืบหน้ากรณีสำคัญเกี่ยวกับคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือคดีฮั้ว สว. โดยคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ซึ่งได้รับมอบหมายให้พิจารณาสำนวนการไต่สวนส่วนกลางที่ 87 ได้มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เห็นค้านกับผลการสอบสวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ที่เคยสรุปสำนวนกล่าวหาผู้กระทำความผิดไว้ก่อนหน้านี้

ปล่อยผี 229 สว.ไม่มีมูลความผิด

โดยมติของอนุกรรมการชุดล่าสุดระบุชัดเจนว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภา (สว.)ชุดปัจจุบัน จำนวน 138 ราย พร้อมด้วยกลุ่มนักการเมือง ซึ่งรวมถึงกรรมการบริหารพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) สมาชิกพรรค และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอีก 91 รายนั้น “ไม่มีมูลความผิด”ตาม
ข้อกล่าวหาแต่อย่างใด และเตรียมนำเสนอมติเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ทั้ง 7 คน เพื่อพิจารณาประกาศผลอย่างเป็นทางการต่อไป

ส่องประวัติ โสภณ ซารัมย์ ขุนพลบ้านใหญ่เติบโตจากดิน สู่แคนดิเดตประมุขสภาฯ

ส่องประวัติ โสภณ ซารัมย์ ขุนพลบ้านใหญ่เติบโตจากดิน สู่แคนดิเดตประมุขสภาฯ

ส่องประวัติ โสภณ ซารัมย์ ขุนพลบ้านใหญ่เติบโตจากดิน สู่แคนดิเดตประมุขสภาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.48 น.

ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ชื่อของ โสภณ ซารัมย์ มักถูกจดจำในฐานะขุนพลคู่ใจของตระกูลชิดชอบแห่งบุรีรัมย์ แต่ในวันนี้ชื่อของเขากลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง เมื่อพรรคภูมิใจไทยมีมติเอกฉันท์ส่งชื่อเขาสู้ศึกเลือกตำแหน่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 15 มีนาคม 2569 นี้

นาย โสภณ ซารัมย์ หรือที่รู้จักในชื่อเล่นว่า ตุ๋ง เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2502 ที่บ้านหนองเก้าข่า ตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ปัจจุบันอายุ 67 ปี เขาเป็นบุตรของ นายสนั่น ซารัมย์ อดีตกำนัน และนางละไม ซารัมย์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลลำปลายมาศ

โสภณ ซารัมย์

ซึ่งชีวิตในวัยเรียนของโสภณไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาสำเร็จการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต สาขาการประถมศึกษา จากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ ซึ่งในช่วงชีวิตนักศึกษานี่เองที่เป็นที่มาของฉายา โส ซาเล้ง เนื่องจากเขาต้องสู้ชีวิตถีบรถซาเล้งรับจ้างเพื่อหารายได้เสริมส่งตัวเองเรียน จนกระทั่งเรียนจบและเริ่มต้นอาชีพรับราชการครู หลังฝ่าฟันอุปสรรคจนเรียนจบครุศาสตร์ โสภณเลือกบรรจุเป็น ครูประถมศึกษา ในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ครูประชาบาล เขาเลือกกลับมาทำงานในโรงเรียนถิ่นทุรกันดารของบ้านเกิดอย่างลำปลายมาศ ในยุคที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึงและถนนหนทางยังเป็นดินแดง สำหรับคนในพื้นที่ เขาคือ ครูตุ๋ง ครูบ้านนอกผู้ใช้เวลาเกือบ 20 ปีในชีวิตราชการ คลุกคลีอยู่กับฝุ่นและแดดในโรงเรียนประถมขนาดเล็กที่ห่างไกลความเจริญ การเป็นครูของเขาในตอนนั้นจึงไม่ใช่แค่การยืนหน้ากระดานดำ แต่คือการเป็นนักพัฒนาที่ต้องร่วมแรงร่วมใจกับชาวบ้านสร้างโรงเรียน ขุดบ่อน้ำ และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ลูกศิษย์ที่ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานเกษตรกรยากจน

ด้วยความเป็นคนใจกว้างและรักพวกพ้องตามสไตล์คนบุรีรัมย์ ครูโสภณในขณะนั้นจึงกลายเป็นที่ปรึกษาของชาวบ้านในทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องกฎหมายพื้นฐาน การเกษตร ไปจนถึงการไกล่เกลี่ยปัญหาในชุมชน ความผูกพันที่เขามีต่อชาวบ้านไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบข้าราชการกับประชาชน แต่เป็นความสัมพันธ์แบบญาติมิตรที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาจริง ๆ ความเป็นครูที่เข้าถึงง่ายและไม่ลืมรากเหง้า นี้เองที่ทำให้บารมีของเขาสะสมมาตั้งแต่ยังไม่มีตำแหน่งทางการเมือง

โสภณ ซารัมย์

และประสบการณ์การเห็นเด็กขาดแคลนอุปกรณ์การศึกษา เห็นครูในชนบททำงานอย่างโดดเดี่ยว ทำให้เมื่อเขาก้าวเข้าสู่สภาฯ เขาจึงมักได้รับความไว้วางใจให้ดูแลงานด้านการศึกษาเสมอ ทั้งการดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร หลายสมัย ซึ่งเขามักจะผลักดันเรื่องความเท่าเทียมของครูบ้านนอกและกองทุนการศึกษา เพราะเขารู้ดีว่าการศึกษาคือเครื่องมือเดียวที่จะเปลี่ยนชีวิตเด็กยากจนให้กลายเป็นรัฐมนตรีได้ เหมือนที่เขาเคยทำสำเร็จมาแล้ว

ก่อนจะเข้าสู่สมรภูมิเลือกตั้งในปี 2544 นายโสภณรับราชการครูอย่างยาวนานเกือบ 2 ทศวรรษ เริ่มต้นจากตำแหน่งครูตัวเล็ก ๆ ในโรงเรียนประถมถิ่นทุรกันดารที่อำเภอลำปลายมาศ จิตวิญญาณความเป็นครูบ้านนอกที่ต้องแบกรับทั้งภาระการสอนและงานพัฒนาชุมชนร่วมกับชาวบ้านในยามลำบาก คือเบ้าหลอมสำคัญที่ทำให้เขากลายเป็นนักการเมืองที่เข้าถึงรากหญ้าได้ลึกที่สุด การทำงานท่ามกลางปัญหาความยากจนมาตลอดชีวิตราชการครูคือต้นทุนชีวิตที่เงินก็ซื้อไม่ได้ และเป็นเหตุผลว่าทำไมบทบาทของเขาในสภาฯ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จึงให้ความสำคัญกับนโยบายการศึกษาและคุณภาพชีวิตครูอย่างไม่เคยเปลี่ยน

โสภณ ซารัมย์

โสภณ ซารัมย์ ก้าวเข้าสู่ถนนการเมืองอย่างเต็มตัวในปี 2544 โดยได้รับเลือกตั้งเป็น สส.บุรีรัมย์ ครั้งแรกในนาม พรรคชาติไทย ก่อนจะย้ายสู่ พรรคไทยรักไทย ในปี 2548 และ พรรคพลังประชาชน ในปี 2550 ตามลำดับ และจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2551 เมื่อเกิดวิกฤตการเมืองและการยุบพรรคพลังประชาชน โสภณในฐานะคนสนิทของ เนวิน ชิดชอบ ได้ย้ายเข้าสังกัด พรรคภูมิใจไทย และกลายเป็นกำลังหลักของพรรคตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งสำคัญอย่างต่อเนื่อง เช่น ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และยังเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่แม้แต่ตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 และประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 เจ้าตัวก็ยังเคยดำรงตำแหน่งมาแล้ว

ฉายา โส ซาเล้ง กลายเป็นที่รู้จักกว้างขวางในปี 2552 ขณะดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม เมื่อถูกนักข่าวซักถามเรื่องรถไฟตกรางในภาคใต้ ซึ่งเขาตอบด้วยอารมณ์ขันและถ่อมตัวว่าเรื่องรถไฟอาจไม่สัดทัดเท่าเรื่องถีบซาเล้ง นอกจากนี้ เขายังเคยผ่านบทพิสูจน์สำคัญในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อปี 2553 กรณีโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งเขาสามารถฝ่ามรสุมมาได้ด้วยคะแนนไว้วางใจ 234 เสียง

โสภณ ซารัมย์

บนเส้นทางถนนแห่งความรักของ โสภณ ซารัมย์ เขาได้สมรสกับ นางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ และสร้างรากฐานครอบครัวจนมีทายาทร่วมกัน 3 คน คือ นายอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง), น.ส.ภัทรภร ซารัมย์ (ลูกตั๊ก) และ นายปวริศร์ ซารัมย์ (ลูกต้อ) ซึ่งดูเป็นครอบครัวที่อบอุ่นและเพียบพร้อมอย่างสมบูรณ์แบบในสายตาคนนอก แต่แล้วโชคชะตากลับเล่นตลกอย่างไม่คาดฝัน เมื่อข่าวคราวความสูญเสียครั้งใหญ่ได้ซัดเข้าหาครอบครัวในปี 2560

และแล้วเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดคือการจากไปอย่างกะทันหันของบุตรชายคนโต นายอาณัตพณ ซารัมย์ หรือ สจ.เติ้ง ดาวรุ่งทางการเมืองของบุรีรัมย์ที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ความโศกเศร้าในครั้งนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โสภณตัดสินใจเปลี่ยนน้ำตาให้เป็นพลัง ด้วยการก่อตั้ง มูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) ขึ้นเพื่อช่วยเหลือสังคมและสืบทอดเจตนารมณ์ของผู้เป็นลูกชายให้คงอยู่ตลอดไป

โสภณ ซารัมย์

ในขณะที่พี่ชายคนโตล่วงลับไป ทายาทอีก 2 คนที่เหลืออยู่ก็ได้ก้าวขึ้นมาขับเคลื่อนงานอย่างแข็งขันแทนพี่ชาย เพื่อประคับประคองทั้งงานราษฎร์และงานหลวงของตระกูลซารัมย์ โดยมี น.ส.ภัทรภร ซารัมย์ หรือ ลูกตั๊ก บุตรสาวเพียงคนเดียวผู้เปรียบเสมือนลมใต้ปีกของบ้าน เธอคือทายาทหญิงที่เป็นกำลังหลักในการบริหารจัดการงานเบื้องหลังทั้งหมด แม้จะไม่ได้ก้าวลงสู่สนามเลือกตั้งท่ามกลางสปอตไลท์เหมือนคุณพ่อ แต่ลูกตั๊กคือคนดูแลความเรียบร้อยของมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ อย่างใกล้ชิด พร้อมควบตำแหน่งบริหารธุรกิจของครอบครัว เธอจะปรากฏตัวเคียงข้างนายโสภณในทุกงานสังคมและกิจกรรมการกุศล ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ และดูแลภาพลักษณ์ของตระกูลซารัมย์ให้สง่างามเสมอ ส่งผลให้ผู้เป็นพ่อสามารถทุ่มเทเวลาให้กับงานการเมืองระดับประเทศได้อย่างไร้กังวล

ส่วนน้องคนเล็กอย่าง นายปวริศร์ ซารัมย์ หรือ ลูกต้อ ก็ไม่ได้นิ่งดูดาย เขาตัดสินใจก้าวเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่นเพื่อรับไม้ต่อและเดินตามรอยเท้าของพี่ชายที่จากไป ปัจจุบันลูกต้อดำรงตำแหน่ง สจ.บุรีรัมย์ เขตอำเภอลำปลายมาศ โดยใช้บทบาทนี้เป็นกระบอกเสียงแทนชาวบ้าน พร้อมกับเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ ของมูลนิธิฯ ในระดับชุมชน เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มคนยากไร้และผู้เปราะบางตามความตั้งใจดั้งเดิมของครอบครัวซารัมย์อย่างแท้จริง

โสภณ ซารัมย์

หลังจากห่างหายจากตำแหน่งฝ่ายบริหารไปนาน ในวันที่ 19 กันยายน 2568 โสภณกลับมาดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก่อนที่ล่าสุดในวันที่ 12 มีนาคม 2569 พรรคภูมิใจไทยจะเสนอชื่อเขาเป็น ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วานิช เป็นรองประธานสภาคนที่ 1

การสู้ศึกทางการเมืองของโสภณในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี หรือแคนดิเดตประธานสภาฯ จึงมีกำลังใจสำคัญมาจากทายาทที่เหลืออยู่ทั้งสองคน รวมถึงแรงผลักดันจากเจตนารมณ์ของบุตรชายคนโตที่ฝากไว้ผ่านงานมูลนิธิฯ ทำให้ก้าวย่างของ โสภณ ซารัมย์ ในวัย 67 ปี ยังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและแข็งแกร่ง

โสภณ ซารัมย์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก bhumjaithai.com, เฟซบุ๊ก ครูโสภณ ซารัมย์, เพจเฟซบุ๊ก มูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์(ลูกเติ้ง)

‘ชนนพัฒฐ์’ ขอบคุณศาลให้โอกาสพิสูจน์ตัวเอง ลั่น ต้องเข็มแข็งสร้างความสง่างามคราบ สส.ต่อไป

'ชนนพัฒฐ์' ขอบคุณศาลให้โอกาสพิสูจน์ตัวเอง ลั่น ต้องเข็มแข็งสร้างความสง่างามคราบ สส.ต่อไป

‘ชนนพัฒฐ์’ ขอบคุณศาลให้โอกาสพิสูจน์ตัวเอง ลั่น ต้องเข็มแข็งสร้างความสง่างามคราบ สส.ต่อไป

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.41 น.

สส.ชนนพัฒฐ์  ขอบคุณศาลที่ให้โอกาสได้ออกมาพิสูจน์ตัวเอง หลังจากนี้ปล่อยให้เป็นไปตามพยานหลักฐาน ยอมรับต้องเข้มแข็ง และสร้างความสง่างามความเป็นสส.ต่อไป

ภายหลังได้รับการประกันตัวนายชนนพัฒฐ์ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ตนเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อไม่ให้มีข้อครหาต่อสังคม หลังจากนี้ก็เป็นกระบวนการที่ตนจะต้องพิสูจน์ตัวเองในคดีนี้ต่อไป ตอนนี้ตนไม่ได้กังวลมากเท่าไหร่ แต่การสู้ในชั้นศาลก็ทำให้มีความกังวลอยู่บ้าง ขณะที่ตนเองอยู่ที่ห้องเวรชี้ข้างล่างทำให้ตนเองได้คิดถึงความสง่างามในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวออกมาก็จะพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่าจะต้องอยู่บนความสง่างามของสังคม 

เมื่อถามว่ามองอย่างไรบ้างการที่ถูกออกหมายเรียกก่อนที่จะมีการเปิดสมัยประชุมสภา นายชนนพัฒฐ์ กล่าวว่า ระยะเวลาจริง ๆ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำเกินเลย หลังจากขออนุมัติศาลออกหมายจับ แต่ศาลอยากให้ออกหมายเรียกมารายงานตัวภายใน 7 วัน จริง ๆ วันนี้ติดภารกิจหลายอย่าง แต่อยากพิสูจน์ตัวเองเพื่อสังคม จึงเดินทางเข้ามารายงานตัวต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ กลัวอย่างเดียวแค่คนในพื้นที่จะไม่สบายใจ ส่วนเรื่องคดีความปล่อยให้เป็นไปตามพยานหลักฐาน แต่เพื่อให้ปราศจากข้อสงสัยก็ต้องเข้าชี้แจงต่อหน่วยงาน เรื่องนี้ตนไม่โทษใคร

เมื่อถามว่าได้พูดคุยประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมหรือไม่ นายชนนพัฒฐ์ กล่าวว่า ตนได้รายงานต่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าอยากพิสูจน์ตัวเองให้สังคมไทยได้เห็น

เมื่อถามว่าระหว่างนี้จะมีการยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติม หรือคำร้องขอความเป็นธรรมต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือไม่ นายชนนพัฒฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องทำหลังจากนี้คือการชี้แจง  ปล่อยให้ทางเราได้ชี้แจงทุกเรื่องรวมถึงเรื่องเส้นทางการเงินเมื่อปี 2562 ด้วย ตนมั่นใจว่าจะสามารถชี้แจงเรื่องทั้งหมดได้ 

เมื่อถามวว่ามีความกังวลใจไหมว่าในอนาคตจะมีการหยิบเรื่องนี้มาเป็นประเด็นในสภา นายชนนพัฒฐ์ กล่าวว่า เมื่อเป็นภาพให้เห็นไปจะต้องเข้มแข็งและอดทนไม่ว่าจะถูกหยิบมาเป็นประเด็นเพื่อซักถามในสภา ก็ต้องยอมรับในส่วนนี้ด้วย.

โผ’อนุทิน2’สะเด็ดน้ำ คอนเฟิร์ม บิ๊กดุลย์ รมว.กลาโหม-สรรเพชญ โผล่ รมช.คมนาคม

โผ'อนุทิน2'สะเด็ดน้ำ คอนเฟิร์ม บิ๊กดุลย์ รมว.กลาโหม-สรรเพชญ โผล่ รมช.คมนาคม

โผ’อนุทิน2’สะเด็ดน้ำ คอนเฟิร์ม บิ๊กดุลย์ รมว.กลาโหม-สรรเพชญ โผล่ รมช.คมนาคม

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.34 น.

เช็คเลย! คืบโผ ‘ครม.อนุทิน2’ ใกล้สะเด็ดน้ำ ขณะที่ ‘4 เก้าอี้’ ฟากฝั่ง’นิติบัญญัติ’ ลงตัว ‘โสภณ’ ปธ.สภาฯตามคาด ‘มัลลิกา’ รองฯ1 ขณะที่ ‘เลิศศักดิ์ เพื่อไทย’ รองฯ 2 ส่วน ‘กรวีร์’ ผงาด ‘ประธานวิปรัฐบาล’

12 มีนาคม 2569 รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับความคืบหน้า โผคณะรัฐมนตรี “อนุทิน 2” เริ่มสะเด็ดน้ำ ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ได้โควตา 14 กระทรวง 26 ตำแหน่ง ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการมหาดไทย 4 คน คือ นายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรค ภท. ,นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี ,นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา 

ส่วนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง ,นางศุภมาส อิศรภักดี สส.บัญชีรายชื่อ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ แกนนำพรรค และนางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ ซึ่งนางสุขสมรวย อาจโยกเป็น รมช.สาธารณสุข 

ขณะที่กระทรวงกลาโหมชัดเจนแล้วว่า พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ จะขยับจากรัฐมนตรีช่วย ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ส่วนความชัดเจนของกระทรวงยุติธรรม ยังเป็นคนเดิม คือ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ขณะที่กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีรัฐมนตรีช่วย ได้แก่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ ,นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร และมีรายชื่อ นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา ซึ่งเป็นโควต้าภาคใต้ สอดแทรกเข้ามา 

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีนายไชยนก ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และมีนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี 

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กระทรวงพลังงาน มีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 

กระทรวงวัฒนธรรม มีน.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม 

กระทรวงสาธารณสุข มีนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

กระทรวงอุตสาหกรรม มีนายวราวุธ ศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ยังมีโควตา นายอนุทิน ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ,นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยฯ เพราะต้องการให้ทำงานเต็มที่ และไม่มีการเมืองแทรก และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี  

ส่วนโควตาพรรคร่วม ได้รับการจัดสรร 5 กระทรวง 9 ตำแหน่ง โดยมีรัฐมนตรีว่าการ 4 ตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วย 3 ตำแหน่ง และรองประธานสภาคนที่ 2 ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ,กระทรวงศึกษาธิการ ,กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ,กระทรวงแรงงาน ,กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

อย่างไรก็ตามสำหรับ รายชื่อ ครม.มีการเสนอให้นายกฯ มากกว่า 35 รายชื่อ เพื่อสำรองไว้แทนที่ หากมีบุคคลใดไม่ผ่านขั้นตอนตรวจคุณสมบัติของสำนักเลขาธิการนายกฯ ที่จะส่งไปให้ 18 หน่วยงาน ตรวจสอบอย่างละเอียด

สำหรับตำแหน่งประธานสภาฯ คือ นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทยรองประธานสภาฯ คนที่ 1 คือ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย ส่วนรองประธานสภาฯคนที่ 2 คือ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย

นอกจากนี้ ตำแหน่งประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลหรือ วิปรัฐบาล คือนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย

อัษฎางค์ ตอกหน้าพรรคส้ม พังเพราะตัวเอง เป็น วิกฤตความสามารถ ใช้แค่ความจริงใจแก้ไม่ได้

อัษฎางค์ ตอกหน้าพรรคส้ม พังเพราะตัวเอง เป็น วิกฤตความสามารถ ใช้แค่ความจริงใจแก้ไม่ได้

อัษฎางค์ ตอกหน้าพรรคส้ม พังเพราะตัวเอง เป็น วิกฤตความสามารถ ใช้แค่ความจริงใจแก้ไม่ได้

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.10 น.

วันนี้ 12 มีนาคม 2569  กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองดิจิทัล เมื่อนักวิชาการอิสระชื่อดัง อัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ โพสต์บทวิเคราะห์เชิงลึกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีพรรคประชาชนแถลงยอมรับว่าฐานข้อมูลสมาชิกพรรคถูกบุคคลภายนอกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งอาจกระทบข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมาก โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “เหตุข้อมูลสมาชิกพรรคประชาชนถูกเจาะ กำลังเปลี่ยนจากปัญหาเทคนิค ไปเป็นวิกฤตทางการเมืองหรือไม่? #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ กรณีที่พรรคประชาชนออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ว่ามีบุคคลภายนอกพยายามเข้าถึงฐานข้อมูลสมาชิกพรรคโดยไม่ได้รับอนุญาต และพรรคตรวจพบเหตุครั้งแรกตั้งแต่ 23 กุมภาพันธ์ ก่อนจะระบุภายหลังว่าเมื่อ 10 มีนาคมจึงได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “รายละเอียดและลักษณะของการละเมิด” ที่อาจกระทบสิทธิของเจ้าของข้อมูลนั้น

ทำให้ประเด็นนี้ไม่อาจถูกมองเป็นเพียงเหตุขัดข้องทางเทคนิคธรรมดาได้อีกต่อไป เพราะพรรคเองยอมรับว่าข้อมูลในขั้นตอนสมัครสมาชิกบางส่วนอาจได้รับผลกระทบ เช่น ชื่อ-สกุล เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด เบอร์โทร อีเมล และไฟล์เอกสารประกอบการสมัครในบางราย ขณะที่พรรคยืนยันว่าไม่กระทบระบบรหัสผ่าน ระบบร้องเรียน และระบบบริจาคทางการเงินของพรรค ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “มีการโจมตีเกิดขึ้นหรือไม่” แต่คือ “เหตุการณ์นี้กำลังเปลี่ยนจากปัญหาเทคนิค ไปเป็นวิกฤตทางการเมืองหรือไม่” และคำตอบก็คือ มีแนวโน้มอย่างมากว่าจะใช่ เหตุผลแรกคือ นี่เป็นกรณีของ “คำเตือนที่กลายเป็นจริง” ก่อนหน้านี้พรรคประชาชนเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกรณีการขอข้อมูล Laser ID (รหัสหลังบัตรประชาชนที่ใช้ยืนยันตัวตน) ในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกภาพและการยืนยันตัวตน โดยฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองมาตลอดว่าการขอข้อมูลระดับนี้มีความเสี่ยงสูง หากระบบจัดเก็บหรือกำกับดูแลไม่รัดกุมพอ

เอ็ดดี้

เมื่อเวลาผ่านไปแล้วเกิดเหตุที่พรรคเองต้องออกมาแจ้งว่ามีการเข้าถึงฐานข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง แม้พรรคจะยังไม่ได้ระบุว่าความเสียหายปลายทางเกิดขึ้นแล้วมากน้อยเพียงใด แต่ในทางการเมือง “ความรู้สึกของสังคม” มักมาก่อนข้อสรุปทางนิติวิทยาศาสตร์เสมอ ภาพที่เกิดขึ้นในสายตาคนจำนวนมากจึงเป็นภาพของการ “เตือนแล้วไม่ฟัง” มากกว่าภาพขององค์กรที่ควบคุมความเสี่ยงได้ดี ตรงนี้เองที่ทำให้กรณีนี้ร้ายแรงกว่าข่าวข้อมูลรั่วทั่วไป เพราะมันไปชนกับทุนทางการเมืองของพรรคประชาชนโดยตรง พรรคนี้วางตัวเองมาโดยตลอดในฐานะพลังการเมืองของคนรุ่นใหม่ ของความทันสมัย ของรัฐดิจิทัล และของการบริหารแบบมีประสิทธิภาพ เมื่อเกิดเหตุเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลขึ้น ความเสียหายจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “ความเชื่อใจ” แต่ลุกลามไปถึง “ภาพลักษณ์ด้านความสามารถ” หรือ สมรรถนะในการบริหารองค์กร ทันที วาทกรรมที่ฝ่ายตรงข้ามจะใช้โจมตีจึงมีพลังมาก เพราะมันไม่ใช่แค่ด่าทางการเมืองแบบเดิม ๆ แต่เป็นการตั้งคำถามเชิงสมรรถนะว่า หากแม้แต่ข้อมูลสมาชิกพรรคของตัวเองยังดูแลไม่ได้ แล้วสังคมจะฝากความหวังให้บริหารโครงสร้างข้อมูลระดับประเทศได้อย่างไร

นี่คือจุดที่ต้องแยกให้ออกว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่แค่วิกฤตศรัทธา (crisis of trust) แต่เป็นวิกฤตความสามารถ (crisis of competence) ด้วย และในบางครั้ง วิกฤตแบบหลังน่ากลัวกว่า เพราะมันทำลาย “ความชอบธรรมในการอ้างตนว่าเหนือกว่าระบบเก่า” โดยตรง ในวรรณกรรมรัฐศาสตร์เรื่อง ความชอบธรรมทางการเมือง (political legitimacy) ของ แม็กซ์ เวเบอร์ (Max Weber) ซึ่งแยกความชอบธรรมออกเป็นหลายแบบ ในกรณีนี้ พรรคประชาชนสร้างฐานความชอบธรรมด้วย ความชอบธรรมแบบเหตุผล-กฎหมาย (rational-legal legitimacy) ผ่านภาพลักษณ์ว่า “ทันสมัย มีระบบ มีประสิทธิภาพ” การโดนตั้งคำถามเรื่องความสามารถจึงไปกระทบแกนกลางของฐานความชอบธรรมที่พรรคสร้างขึ้นเองพอดี วิกฤตศรัทธา หมายถึง คนยังเชื่อว่าคุณทำได้ แต่ไม่แน่ใจว่าคุณ จะทำเพื่อพวกเขาหรือไม่ เช่น นักการเมืองที่คนสงสัยว่าโกง แต่ก็ยังยอมรับว่าเก่ง วิกฤตแบบนี้แก้ได้ด้วยการแสดงความโปร่งใสและความจริงใจ แต่วิกฤตความสามารถ หมายถึง คนเริ่มสงสัยว่าคุณทำได้จริงหรือเปล่า ไม่ใช่แค่ไม่ไว้วางใจ แต่ตั้งคำถามกับความสามารถขั้นพื้นฐานขององค์กร วิกฤตแบบนี้อันตรายกว่ามาก เพราะแก้ยากกว่า การแสดงความจริงใจอย่างเดียวไม่พอ ต้องพิสูจน์ด้วยผลงานจริง ซึ่งต้องใช้เวลา

เอ็ดดี้

เมื่อนำมาใช้กับแนวคิดของเวเบอร์ จะเห็นว่า พรรคที่สร้างความชอบธรรมแบบเหตุผล-กฎหมายนั้น “ความสามารถ” ไม่ใช่แค่ข้อดีเสริม แต่คือตัวความชอบธรรมเอง กล่าวคือ ถ้าคุณบอกว่าฉันชอบธรรมเพราะฉันมีระบบที่ดีกว่า มีความสามารถสูงกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่า การโดนตั้งคำถามเรื่องความสามารถก็เท่ากับโดนตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมโดยตรงทันที เปรียบเทียบให้เห็นภาพ ถ้าพระมหากษัตริย์ภายใต้ความชอบธรรมแบบจารีตประเพณี (traditional legitimacy) ทำผิดพลาดเรื่องเทคนิค คนก็อาจยังยอมรับอำนาจได้เพราะ “ท่านยังคือพระมหากษัตริย์” แต่ถ้าพรรคที่บอกว่า “เราคือองค์กรยุคใหม่ที่มีระบบดีกว่า” แล้วระบบล้มเหลว ฐานความชอบธรรมทั้งหมดก็สั่นคลอนพร้อมกัน เพราะ “ระบบที่ดีกว่า” คือเหตุผลหลักที่ใช้ยืนยันว่าตนเองมีความชอบธรรม ในแง่นี้ สิ่งที่พรรคกำลังเผชิญจึงไม่ใช่แค่ศึกจากภายนอก แต่เป็นบททดสอบว่าพรรคจะรักษาความสอดคล้องระหว่าง “คุณค่าที่ประกาศ” กับ “วิธีปฏิบัติจริง” ได้หรือไม่ พรรคที่เรียกร้องความโปร่งใสจากรัฐ ย่อมถูกเรียกร้องความโปร่งใสในระดับเดียวกัน พรรคที่สนับสนุนรัฐบาลดิจิทัล ย่อมถูกวัดจากมาตรฐานการดูแลข้อมูลดิจิทัลของตนเอง พรรคที่อ้างว่าการเมืองใหม่ต้องมีความรับผิดรับชอบสูงกว่าเดิม (accountability) ก็ไม่มีทางขอสิทธิพิเศษให้สังคมอ่อนข้อเวลาเกิดวิกฤตกับตัวเองได้

ในทางรัฐศาสตร์มีแนวคิดเรื่อง ต้นทุนต่อสาธารณะจากการผิดคำพูดหรือทำไม่ได้ตามที่ประกาศ ซึ่งอธิบายว่า ผู้นำที่ประกาศจุดยืนต่อสาธารณะแล้วทำไม่ได้ จะเสียต้นทุนทางการเมืองสูงกว่าผู้นำที่ไม่เคยประกาศอะไรเลย พรรคประชาชนมีต้นทุนลักษณะนี้สูงมากในกรณีนี้ เพราะเคยพูดเรื่องสิทธิทางดิจิทัล และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อย่างชัดเจน แต่ต้นทุนนี้ยังมีอีกมิติที่บทวิเคราะห์จำนวนมากมองข้ามไป คือ ต้นทุนของการ “เงียบ” ต่อสมาชิกพรรคที่อาจได้รับความเสียหายจริง เพราะถ้าสมาชิกรู้สึกว่าพรรคพยายามรักษาหน้าองค์กร มากกว่าดูแลพวกเขาอย่างจริงจัง มันอาจนำไปสู่ความแตกร้าวภายในพรรคได้ในระยะต่อไป สรุปให้สั้นที่สุด เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงเหตุด้านความมั่นคงไซเบอร์ แต่เป็นบททดสอบความชอบธรรมทางการเมือง อย่างเต็มรูปแบบ และสาระสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่ว่าข้อมูลหลุดอะไรบ้าง หากแต่อยู่ที่ว่า พรรคจะตอบคำถามสังคมได้หรือไม่ว่า เหตุใดจึงเก็บข้อมูลเช่นนั้น เก็บอย่างไร ใครเข้าถึงได้บ้าง รู้เมื่อไร แจ้งเมื่อไร และจะรับผิดอย่างไรต่อจากนี้”

เอ็ดดี้

หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ชาวโซเชียลต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อน โดยมีทั้งการตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์ถึงมาตรฐานความปลอดภัยของพรรค เช่น

“นึกอยู่ว่าหลุดแน่นอน คงจะกลัวเกิดคดีความแล้วถูกสาวมาถึงพรรคเลยรีบออกตัว แต่คงไม่ทันแล้วปานนี้ข้อมูลถึง DSI เรียบร้อย”

“ไม่มีใครเข้าไปยุ่งฐานข้อมูลของพรรคส้มน่าจะคนภายในเป็นคนปล่อยกันเองแต่ละคนในพรรคมีแต่ดีดีทั้งนั้น”

“บาร์โค้ต QR code เขาย้อนกลับไปหาว่าใครเลือกใครได้ซึ่งก็ได้พยายามสาธิตกัน ก็แค่ Hack ฐานข้อมูลมันจะยากอะไร #อะไรที่ว่าลับก็ไม่ควรเข้าไปทำให้ไม่ลับมันผิดกฎหมายครับ”

vแน่ใจหรอครับว่าโดนเจาะ น่าจะตรวจสอบรายได้อย่างละเอียดนะครับ”

“Spectre C ทำงาน”

“ในยุคที่ข้อมูลส่วนตัวของบุคคลมีความสำคัญที่สุดและต้องรักษาไว้ให้ดีที่สุด แต่พรรคส้มกลับเป็นตัวการในการเจาะข้อมูลของด้อม แล้วทำให้ความลับส่วนบุคคลไม่เป็นความลับอีกต่อไป คิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นในหมู่ด้อมส้มทั้งหลาย?
คิดว่าพวกเขาจะรู้สึกรู้สาอะไรในเรื่องนี้กันหรือไม่? พวกเขาจะยังคงมีความเชื่อมั่น มีความศรัทธา และให้ความไว้เนื้อเชื่อใจพรรคการเมืองที่ตัวเองชื่นชอบอีกต่อไปหรือไม่? แม้ตอนนี้อาจจะยังไม่เกิดเหตุร้ายใดๆขึ้น แต่จะเชื่อได้อย่างไรว่าวันดีคืนดีข้อมูลของด้อมเหล่านี้จะไม่หลุดออกไปสู่มือของมิจฉาชีพ? ก็หวังว่าด้อมทั้งหลายจะหูตาสว่าง มองเห็นความเป็นจริงว่าความไว้เนื้อเชื่อใจของพวกคุณ กำลังจะย้อนกลับมาทำลายพวกคุณเอง #โชคดีนะด้อมส้ม #หวังว่าพวกคุณคงไม่เจอแจ็คพอตอะไรหรอกนะ”

“ด้อมส้มเขาไม่ว่า ไม่เดือดร้อนอะไรหรอกค่ะ เขารักของเขา ยอมทุกอย่าง”

เอ็ดดี้
เอ็ดดี้
เอ็ดดี้
เอ็ดดี้
เอ็ดดี้

ขอขอบคุณข้อมูและภาพจาก เฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์

สยบ ค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติ ไทย-ผนึกทูตออสเตรเลีย เปิดประชุม ค้าทาสยุคใหม่ ครั้งที่ 3

สยบ ค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติ ไทย-ผนึกทูตออสเตรเลีย เปิดประชุม ค้าทาสยุคใหม่ ครั้งที่ 3

สยบ ค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติ ไทย-ผนึกทูตออสเตรเลีย เปิดประชุม ค้าทาสยุคใหม่ ครั้งที่ 3

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.54 น.

รองอัยการสูงสุด ร่วมกับทูตออสเตรเลีย จัดประชุมโครงการอาเซียน-ออสเตรเลียเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ (ASEAN-ACT) และองค์กรต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จัดการประชุมว่าด้วยการค้าทาสยุคใหม่ ครั้งที่ 3 : “การขับเคลื่อนด้วยสังคม” (The 3rd Thailand’s Modern Slavery Conference: “Pursuing Whole-of-Society Approaches”) ผนึกกำลังสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันในการป้องกันและปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติในด้านการค้ามนุษย์ ป้องกันกลุ่มผู้เปราะบาง อ่อนด้อย และแรงงานข้ามชาติ       

เวลา 09.00 น.วันที่ 12 มีนาคม 2569  นางจตุพร แสงหิรัญ รองอัยการสูงสุด (รองอสส.)ร่วมกล่าวต้อนรับในพิธีเปิดการประชุมว่าด้วยการค้าทาสยุคใหม่ ครั้งที่ 3 : “การขับเคลื่อนด้วยสังคม” (The 3rd Thailand’s Modern Slavery Conference: “Pursuing Whole-of-Society Approaches”) โดยสำนักงานคดีค้ามนุษย์ สำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย, โครงการอาเซียน-ออสเตรเลียเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ (ASEAN-ACT),  โครงการ Fast แห่งโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP), องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM), มูลนิธิเอ-ทเวนตี้วัน, มูลนิธิไอเจเอ็มประเทศไทย, สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย และกระทรวงยุติธรรม ร่วมกันจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 13 มีนาคม นี้โดยมี ดร.แองเจลา แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ผู้แทนองค์กรและหน่วยงานต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุม ณ โรงแรมแลนมาร์ค ถนนสุขุมวิท กรุงเทพมหานคร  

ต่อต้านการค้ามนุษย์

นางจตุพร กล่าวว่า การจัดการประชุมว่าด้วยการค้าทาสยุคใหม่ ใน 2 ปีที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานด้วยดีมาตลอด โดยได้มีการนำเสนอเกี่ยวกับรูปแบบของสาเหตุที่ทำให้คนต้องตกเป็นทาสยุคใหม่ ปัญหาต่างๆ แนวทางแก้ไข การคุ้มครองป้องกันผู้เสียหาย การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด รวมถึงนโยบายต่างๆ ของภาครัฐที่จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางป้องกันปราบปรามการเอารัดเอาเปรียบของผู้อ่อนด้อย เปราะบาง รวมทั้งแรงงานข้ามชาติ

ในรอบปีที่ผ่านมาปัญหาความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจความเหลื่อมล้ำทางสังคม สภาพภูมิอากาศ สงครามทั้งในภูมิภาคและในตะวันออกกลาง เป็นเหตุให้ผู้คนต้องดิ้นรนหางานทำ หารายได้เพื่อยังชีพ บ้างต้องย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่นเนื่องจากได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้ต้องตกเป็นเหยื่อในการถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกแสวงหาประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ อยู่ในสถานะทาสยุคใหม่ รวมถึงการพัฒนาทางเทคโนโลยีสมัยใหม่มีการนำ AI มาใช้ ทำให้คนตกงานและคนร้ายยังได้นำเทคโนโลยีเหล่านี้มาเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฉ้อโกงทางออนไลน์ การหลอกลวงผู้คนทั่วโลกในรูปแบบต่างๆ ทำให้ต้องสูญเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก และในอีกด้านพวกองค์อาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ยังได้หลอกลวงผู้ต้องการทำงานให้ตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อว่าจะได้ทำงานทำที่ดีมีรายได้สูงพร้อมสวัสดิการต่างๆ แต่กลับนำคนเหล่านี้ไปบังคับ ข่มขู่ ทำร้าย ให้ทำงานเป็นผู้หลอกลวงผู้อื่นเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์

ต่อต้านการค้ามนุษย์

ในการประชุมในครั้งนี้ จะได้รับฟังรายงานจากหน่วยงานภาคประชาสังคมที่ได้ให้การช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวว่าให้ความช่วยเหลือ คุ้มครองผู้เสียหายเหล่านี้เช่นไร รวมทั้งการทำแคมเปญต่างๆ ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้คนตกเป็นเหยื่ออีกต่อไป ส่วนงานหลักของผู้บังคับใช้กฎหมาย คือการติดตามจับผู้กระทำผิดและติดตามยึดทรัพย์สินที่คนร้ายได้จากการกระทำผิดยังมีปัญหาด้านการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งเกี่ยวพันกับในหลายประเทศ มีการใช้ AI ปิดบังตัวตนที่แท้จริง การจับกุมระดับผู้นำของกระบวนการทำได้ยาก

ส่วนการติดตามทรัพย์สินของประชาชนถูกหลอกลวงไป มีการนำเงินที่ได้จากการกระทำผิดกฎหมายไปฟอกเงินในหลากหลายรูปแบบ นำไปซุกซ่อนอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โอนต่อกันไปหลายทอดโดยใช้บัญชีม้าอย่างรวดเร็ว นำไปซื้อทองคำ เงินดิจิตอล และยังพบว่ามาใช้ซื้อสินค้าทั่วไปเข้าไปปะปนอยู่กับการค้าขายที่ถูกต้องสุจริต ซึ่งเรื่องนี้เป็นหัวข้อสำคัญในการประชุมหัวข้อหนึ่ง เราจะแยกแยะและจะตามเส้นทางการเงินอย่างไร รวมทั้งจะป้องกันได้อย่างไร 

ต่อต้านการค้ามนุษย์

รองอัยการสูงสุด ยังกล่าวต่อไปอีกว่า อาชญากรรมไม่ได้เกิดขึ้นแต่กับผู้ใหญ่เท่านั้น เด็กก็ถูกแสวงหาประโยชน์ในรูปแบบบังคับใช้แรงงานและการแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบต่างๆ โดยมีการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการหลอกล่อให้กระทำผิดและตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก เราจะมีมาตรการในการคุ้มครองป้องกันลูกหลานของพวกเราอย่างไร และเมื่อเด็กเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องจะปฏิบัติต่อเด็กอย่างไรให้ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งปีที่แล้วในการประชุมได้พูดถึงการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนรอบด้าน (Human Rights Due Diligence – HRDD) ในปีนี้ก็จะติดตามความคืบหน้าว่าไปถึงไหนแล้ว กฎหมายประเทศไทยผ่านหรือยัง การบังคับใช้ในยุโรปผลกระทบเป็นอย่างไร และมีหน่วยงานภาคธุรกิจได้นำเรื่อง HRDD ไปใช้บ้างหรือไม่

นอกจากนี้ในการประชุมยังได้มีการจัดกิจกรรมเครือข่ายสัมพันธ์ ถือว่าเป็นกิจกรรมที่สำคัญอีกส่วนหนึ่ง เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายการประสานงานการทำงานร่วมกัน เป็นโอกาสอันดีที่ทุกหน่วยงานจะได้ทำความรู้จัก แลกเปลี่ยนข้อมูล และมีช่องทางติดต่อสื่อสารในการทำงานร่วมกัน.

ต่อต้านการค้ามนุษย์
ต่อต้านการค้ามนุษย์
ต่อต้านการค้ามนุษย์
ต่อต้านการค้ามนุษย์