นายกฯ หารือ Huawei ขยายลงทุน AI-คลาวด์ในไทย หลังบริษัทชื่นชมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

นายกฯ หารือ Huawei ขยายลงทุน AI-คลาวด์ในไทย หลังบริษัทชื่นชมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

นายกฯ หารือ Huawei ขยายลงทุน AI-คลาวด์ในไทย หลังบริษัทชื่นชมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.13 น.

นายกฯ หารือ Huawei ขยายลงทุน AI-คลาวด์ในไทย หลังบริษัทชื่นชมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

เมื่อวันที่ 19 ก.ค.2569 เวลา 17.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปักกิ่ง ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง ณ Huawei Beijing Executive Briefing Center กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เยี่ยมชมนิทรรศการเทคโนโลยีและนวัตกรรมของ Huawei พร้อมหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เพื่อขยายความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ระบบคลาวด์ เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาบุคลากรไทย

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลพร้อมสานต่อความร่วมมือกับ Huawei ในฐานะนักลงทุนและพันธมิตรด้านเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการยกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยเทคโนโลยีต้องนำไปสู่ประโยชน์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพบริการภาครัฐ การศึกษา สาธารณสุข การเกษตร การบริหารจัดการเมือง ตลอดจนการสร้างงานและอาชีพใหม่ที่มีรายได้สูงขึ้น

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยเปิดกว้างต้อนรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบคลาวด์ และเทคโนโลยีสื่อสารความเร็วสูง โดยไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศการลงทุน และฐานอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิตโลก

ทางด้านผู้บริหาร Huawei ระบุว่า บริษัทดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 20 ปี และขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งศูนย์พัฒนาทักษะดิจิทัล บริการคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาค พร้อมชื่นชมประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่เปิดกว้าง มีศักยภาพ และมั่นใจในบรรยากาศและศักยภาพของไทย ที่เหมาะต่อการดำเนินธุรกิจดิจิทัล  

บริษัทยังเห็นสอดคล้องกับคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีในการประชุมปัญญาประดิโลก ที่นครเซี่ยงไฮ้ เรื่อง การสร้าง AI ธรรมาภิบาล ที่ควรตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ คุ้มครองประชาชน (Protection) ปลดล็อกศักยภาพ (Potential) และสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน (Prosperity)
 
ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่
การพัฒนาคนไทยให้มีทักษะแห่งอนาคต ผ่านโครงการ Huawei ICT Academy Thailand ซึ่งดำเนินงานร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ รวมถึงความร่วมมือด้าน Cloud และ AI กับหน่วยงานภาครัฐและมหาวิทยาลัย เพื่อผลิตบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

การขยายการใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาคธุรกิจ ยกระดับบริการสาธารณะ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่กับการสร้างบุคลากรไทย

“ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการดึงการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แต่คือการสร้างโอกาสให้คนไทยเข้าถึงความรู้ มีทักษะที่ตลาดต้องการ เกิดงานคุณภาพ และนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

หมอวรงค์ จี้รัฐคืนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้คนเก่า ชี้โดนตัดสิทธิ์ ขณะค่าครองชีพสูงขึ้น ชีวิตเขาลำบากแน่!

หมอวรงค์ จี้รัฐคืนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้คนเก่า ชี้โดนตัดสิทธิ์ ขณะค่าครองชีพสูงขึ้น ชีวิตเขาลำบากแน่!

หมอวรงค์ จี้รัฐคืนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้คนเก่า ชี้โดนตัดสิทธิ์ ขณะค่าครองชีพสูงขึ้น ชีวิตเขาลำบากแน่!

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.04 น.

หมอวรงค์ จี้รัฐคืนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้คนเก่า ชี้โดนตัดสิทธิ์ ขณะค่าครองชีพสูงขึ้น ชีวิตเขาลำบากแน่! 

เมื่อวันที่ 19 ก.ค.2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ถึงกระทรวงการคลัง

ตามที่กระทรวงการคลัง มีการแจ้งยอดผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ยอดรวม 18.8 ล้านคน

ผลการตรวจสอบพบว่า มีผู้ผ่านเกณฑ์ 9.5 ล้าน คน ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ 9.3 ล้านคน ในยอดนี้มีคนจนเก่าอยู่ 7.2 ล้านคน มีคนจนใหม่เพิ่มมาอยู่ 2.2 ล้านคน

สิ่งที่กระทรวงการคลังต้องคิดคือ ยอดคนจนเดิมตัวเลขกลมๆคือ 13 ล้านคน แสดงว่ามีคนจนเก่าหายไป 5.8 ล้านคน(13ล้านหักลบด้วย7.2 ล้านคน) สิ่งที่ต้องถามว่าคนจนเก่า 5.8 ล้านคนนี้ ทำไมถึงหายไป

หายไปเพราะเขามีฐานะดีขึ้น หรือหายไปเพราะเกณฑ์เข้มงวดขึ้น หรือหายไปเพราะมีข้อบกพร่องของเกณฑ์ รวมทั้งฐานข้อมูลต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องในทางปฏิบัติ

ทั้งๆที่วันนี้ทุกอย่างแพงขึ้น น้ำมันแพง ค่าครองชีพสูงขึ้น วัตถุดิบอาหารต่างๆแพง ตัวเลข 5.8 ล้านคนที่หายไป มันจึงไม่สอดคล้องกับ สภาพความเป็นจริงทางสังคม

ผมเสนอทางออก การที่จะให้คนจนกลุ่มนี้ไปอุทธรณ์สิทธิ์ มันไม่ง่ายเลย อาจทำให้เขาต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง ถ้าให้คนกลุ่มนี้ไปใช้สิทธิ์ ไทยช่วยไทยพลัส ก็ยิ่งไม่ง่าย

เป็นไปได้ไหมครับว่า อย่างน้อยๆคืนสิทธิ์ให้คนเก่า ที่เขาเคยได้รับไปก่อน ส่วนคนใหม่ที่ท่านให้ลงทะเบียนนั้น ก็ว่าไปตามเกณฑ์หรือการอุทธรณ์

ที่ผมต้องออกมาปกป้อง คนเก่าที่เคยได้รับสิทธิ์นั้น อย่าลืมว่าชีวิตเขา ดำรงอยู่ได้ เพราะว่าเขาเคยได้รับสิทธิ์นี้ และได้รับความช่วยเหลือมาก่อนแล้ว ถ้าถูกตัดสิทธิ์ที่เคยได้รับ บวกกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ผมคิดว่าชีวิตเขาลำบากแน่นอน

นายกฯ ปลื้มเยือนจีนสำเร็จ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีขั้นสูง มีแผนพร้อมลงทุนในไทยกว่า 7 หมื่นล้าน

นายกฯ ปลื้มเยือนจีนสำเร็จ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีขั้นสูง มีแผนพร้อมลงทุนในไทยกว่า 7 หมื่นล้าน

นายกฯ ปลื้มเยือนจีนสำเร็จ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีขั้นสูง มีแผนพร้อมลงทุนในไทยกว่า 7 หมื่นล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.04 น.

นายกฯ ปลื้มเยือนจีนสำเร็จ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีขั้นสูง มีแผนพร้อมลงทุนในไทยกว่า 7 หมื่นล้าน สร้างงานหลายหมื่นตำแหน่ง ชู Thailand FastPass ดึงฐานผลิตโลก ยกระดับทักษะแรงงานไทย ปลดล็อกการลงทุนครั้งใหญ่

เมื่อวันที่ 19 ก.ค.2569 เวลา 15.45 น. (ตามเวลาสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ระหว่างเดินทางโดยเครื่องบินของกองทัพอากาศ จากนครเฉิงตูมายังกรุงปักกิ่ง โดยเปิดเผยถึงความสำเร็จภายหลังการนำคณะทีมไทยแลนด์ หารือกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในประเทศจีน 4 บริษัทเมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมาว่ากลุ่มนักลงทุนจีนโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง มีความมั่นใจอย่างยิ่งในการเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเป้าหมายและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งนี้ การหารือพบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำ4แห่งได้รับการยืนยันว่ามีแผนการลงทุนในประเทศไทยมูลค่ารวมกว่า 70,000 ล้านบาทภายในปีนี้ โดยมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความแม่นยำและเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น  อุปกรณ์รับส่งสัญญาณทางแสง เพื่อรองรับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์, เซมิคอนดักเตอร์ และ ไมโครชิป สำหรับการสื่อสารความเร็วสูง รวมถึงการขยายกำลังการผลิตในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่อง 

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า การลงทุนมหาศาลครั้งนี้คาดว่าจะทำให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นคนโดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะ ซึ่งแรงงานไทยจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่จากบริษัทชั้นนำเหล่านี้โดยตรง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว สาเหตุสำคัญที่นักลงทุนจีนเลือกไทยเป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบขนส่งและสาธารณูปโภคที่เอื้อต่อการเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ นอกประเทศจีน เพื่อรับมือกับความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ 

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนสานต่ออย่างไร นายกฯ กล่าว่ารัฐบาลได้ให้ความมั่นใจ โดยปัจจุบันมีนโยบาย “Thailand FastPass” ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ซึ่งจะเป็นจุดบริการเบ็ดเสร็จ (One-stop Service) เพื่อเร่งรัดกระบวนการอนุมัติและอนุญาตให้รวดเร็วขึ้น 

“นักลงทุนชื่นชมในความสะดวกและโปร่งใส โดยเฉพาะการที่ไม่มีปัญหาเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์หรือค่าน้ำร้อนน้ำชา เหมือนในอดีต รวมถึงไม่ต้องติดต่อหลายหน่วยงานให้ยุ่งยาก เพราะบีโอไอ จะเป็นผู้ประสานงานและขจัดอุปสรรคทั้งหมดให้เพียงจุดเดียว” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามต่อว่านักธุรกิจไทยที่มาลงทุนในจีนมีข้อเสนอทฝากนายกฯไปหารือกับ นายกฯของจีนในวัน 20 ก.ค.นี้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ส่วนใหญ่ ธุรกิจไทยที่มาประกอบกิจการในจีน อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร โรงไฟฟ้า และธุรกิจบริการ เช่น เครือโรงแรมต่าง ๆ ซึ่งจากการพบปะกับผู้บริหารและเจ้าของกิจการ หลายสิบรายที่เป็นเจ้าของกิจการในจีน ต่างยืนยันว่าได้รับความสะดวกในการดำเนินธุรกิจจากรัฐบาลจีนเป็นอย่างดีเช่นกัน ย้ำว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนและปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตเทคโนโลยีแห่งอนาคตของภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ

ศุภชัย การันตีวิสัยทัศน์ อนุทิน กุญแจสำคัญดึงทุนยักษ์จีนมัดใจนักลงทุน ชี้เป้าขุมทรัพย์ไฮเทค ฉงชิ่ง-เสฉวน

ศุภชัย การันตีวิสัยทัศน์ อนุทิน กุญแจสำคัญดึงทุนยักษ์จีนมัดใจนักลงทุน ชี้เป้าขุมทรัพย์ไฮเทค ฉงชิ่ง-เสฉวน

ศุภชัย การันตีวิสัยทัศน์ อนุทิน กุญแจสำคัญดึงทุนยักษ์จีนมัดใจนักลงทุน ชี้เป้าขุมทรัพย์ไฮเทค ฉงชิ่ง-เสฉวน

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.15 น.

ศุภชัย การันตีวิสัยทัศน์ อนุทิน กุญแจสำคัญดึงทุนยักษ์จีนมัดใจนักลงทุน ชี้เป้าขุมทรัพย์ไฮเทค ฉงชิ่ง-เสฉวน หนุนรัฐเร่งสปีดลงทุนเซมิคอนดักเตอร์ พลิกเกมทวงแชมป์จากเวียดนาม ดันไทยผงาดศูนย์กลางการผลิตแห่งอนาคตของอาเซียน

เมื่อวันที่ 19 ก.ค.2569 นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยระหว่างร่วมคณะนักธุรกิจพบปะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เมืองเฉิงตู ว่า การโรดโชว์ครั้งนี้จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภูมิภาคสำคัญอย่างเมืองฉงชิ่งและมณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่สำคัญของจีน ทั้งกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมการบิน หากไทยสามารถสร้างพันธมิตรจากพื้นที่เหล่านี้ได้ จะส่งผลบวกอย่างมากต่อการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

ทั้งนี้ ข้อมูลในปีที่ผ่านมาระบุว่า ประเทศไทยมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศอยู่เพียง 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่คู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนได้สูงถึง 27,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตัวเลขที่แตกต่างดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตของ GDP ทำให้ไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับบทบาทการเป็นฐานการผลิตและส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อชดเชยการลงทุนจากกลุ่มทุนตะวันตกที่ยังเข้ามาน้อยกว่าที่ควร แม้จะเริ่มมีสัญญาณบวกจากการลงทุนในกลุ่ม Data Center แล้วก็ตาม

สำหรับหัวใจสำคัญของการดึงดูดทุนจีน คือการสร้างความไว้วางใจและความเป็นมิตรระหว่างประเทศ เนื่องจากนักลงทุนจีนให้ความสำคัญอย่างมากกับความพร้อมด้านกฎหมาย สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการอำนวยความสะดวกจากภาครัฐ เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน

“การเดินทางเยือนครั้งนี้มีนิมิตหมายที่ดี เนื่องจากนายกรัฐมนตรีมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทั้งในมิติของภาครัฐ การเมือง และภาคเอกชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาล ทำให้ผู้นำระดับสูงของจีนพร้อมรับฟังข้อเสนอ เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนที่กำลังมองหาศูนย์กลางการผลิตในอาเซียน เมื่อเทียบกับเวียดนาม มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย”

นายศุภชัย ย้ำทิ้งท้ายว่า การรุกคืบทางเศรษฐกิจครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมาเป็นจุดหมายปลายทางหลักของเม็ดเงินลงทุนจากฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้มีความแข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว.

นายกฯ เยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้า เมืองเฉิงตู ก่อนสมทบทีม ครม. ลุยภารกิจปักกิ่ง

นายกฯ เยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้า เมืองเฉิงตู ก่อนสมทบทีม ครม. ลุยภารกิจปักกิ่ง

นายกฯ เยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้า เมืองเฉิงตู ก่อนสมทบทีม ครม. ลุยภารกิจปักกิ่ง

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.13 น.

นายกฯ ลุยภารกิจจีนต่อเนื่อง เยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้า เมืองเฉิงตู ก่อนบินไปกรุงปักกิ่ง โดยมีทัพ ครม. มาสมทบทีมไทยแลนด์ ทั้ง“ศุภจี-ยชนันท์-ประเสริฐ -สุริยะ-วัฒนา” ร่วมดูงานด้านเทคโนโลยี ก่อนพบนายกรัฐมนตรีหลี่เฉียง พรุ่งนี้(20 ก.ค.69)

19 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยทีมไทยแลนด์ ในการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ โดยในช่วงเช้าของวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569 คณะของนายกรัฐมนตรีได้เริ่มปฏิบัติภารกิจ ณ นครเฉิงตู โดยเดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้าและเพาะพันธุ์ ซึ่งได้เข้าชมแพนด้ายักษ์ ณ อาคารจัดแสดง Starry Giant Panda Pavilion และเยี่ยมชมศูนย์อนุบาลลูกแพนด้า จากนั้นคณะได้เดินทางต่อไปยังศาลเจ้าสามก๊ก ก่อนจะเข้าสู่จุดหมายถัดไปที่วัดต้าฉือ (Daci Temple) เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเยี่ยมชมความสวยงามของวัดเก่าแก่ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่นครเฉิงตู คณะของนายกรัฐมนตรีได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติซวงหลิว มุ่งหน้าสู่กรุงปักกิ่ง

สำหรับการปฏิบัติภารกิจที่กรุงปักกิ่งในครั้งนี้ มีคณะรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงเดินทางมาเข้าร่วมคณะสมทบเพิ่มเติมอีกหลายท่าน เพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบายสำคัญที่จะมีการหารือกับ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569 ได้แก่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะมาร่วมผนึกกำลังกับคณะเดิมที่ร่วมเดินทางมาตั้งแต่วันแรกอย่าง นายเอกนิติ นิติฑัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ในส่วนของภารกิจช่วงบ่ายและเย็น ณ กรุงปักกิ่ง นายกรัฐมนตรีจะนำคณะมุ่งเน้นไปที่การศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลก โดยเริ่มจากการเดินทางไปเยี่ยมชม Huawei Beijing Executive Briefing Center (EBC) จากนั้นได้เดินทางต่อไปยังสำนักงาน CP Center เพื่อเยี่ยมชมและรับฟังการบรรยายสรุปที่ CP Wisdom Museum ก่อนที่คณะของนายกรัฐมนตรีจะเดินทางกลับเข้าสู่ที่พัก ณ โรงแรม China World เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจอย่างเป็นทางการประจำวัน

รัฐบาลเดินหน้า กวาดล้างร้านกัญชาผิดกฎหมาย พื้นที่ภูเก็ต พบ 533 ร้านไม่ต่อใบอนุญาต

รัฐบาลเดินหน้า กวาดล้างร้านกัญชาผิดกฎหมาย พื้นที่ภูเก็ต พบ 533 ร้านไม่ต่อใบอนุญาต

รัฐบาลเดินหน้า กวาดล้างร้านกัญชาผิดกฎหมาย พื้นที่ภูเก็ต พบ 533 ร้านไม่ต่อใบอนุญาต

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.38 น.

รัฐบาลเดินหน้า กวาดล้างร้านกัญชาผิดกฎหมาย พื้นที่ภูเก็ต พบ 533 ร้านไม่ต่อใบอนุญาต-12 ร้านถูกพักใบอนุญาต

19 กรกฎาคม 2569 น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากนโยบายของรัฐบาลประกาศให้ “ช่อดอกกัญชา” เป็นสมุนไพรควบคุม ผู้ประกอบการที่จำหน่ายหรือแปรรูปเพื่อการค้าจะต้องได้รับใบอนุญาต และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด พร้อมกันนี้ รัฐบาลเดินหน้าตรวจสอบการประกอบกิจการเกี่ยวกับช่อดอกกัญชาอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์และคุ้มครองผู้บริโภค

น.ส.พลอยทะเล กล่าวว่า จ.ภูเก็ต บูรณาการฝ่ายปกครอง ตำรวจ และสาธารณสุข เดินหน้าปูพรมตรวจสอบร้านจำหน่ายกัญชาทั่วจังหวัด ตามนโยบายรัฐบาลที่เข้มงวดการควบคุมกัญชาเพื่อการแพทย์ และปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย ผลจากการตรวจสอบอย่างเข้มข้นพบว่า มีร้านกัญชาที่ไม่ต่ออายุใบอนุญาตจำนวน 533 แห่ง และร้านที่ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต 12 แห่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเร่งตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างจริงจัง หากพบว่ายังลักลอบเปิดให้บริการหรือกระทำผิด

“รัฐบาลกำชับให้ทุกหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการที่ไม่มีใบอนุญาต หรือฝ่าฝืนเงื่อนไขการได้รับอนุญาตอย่างจริงจัง พร้อมเดินหน้าตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่สำคัญด้านการท่องเที่ยว เพื่อจัดระเบียบสังคม และเพื่อสร้างความปลอดภัย ยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว รวมถึงยกระดับมาตรฐานการประกอบธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด” น.ส.พลอยทะเล ย้ำ

จุดพลุคลื่นการลงทุนลูกใหม่ เทียบยุคทอง เมื่อรัฐบาลบุกปิดดีล ดึง 4 บิ๊กเทค-อีวีจีน

จุดพลุคลื่นการลงทุนลูกใหม่ เทียบยุคทอง เมื่อรัฐบาลบุกปิดดีล ดึง 4 บิ๊กเทค-อีวีจีน

จุดพลุคลื่นการลงทุนลูกใหม่ เทียบยุคทอง เมื่อรัฐบาลบุกปิดดีล ดึง 4 บิ๊กเทค-อีวีจีน

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.46 น.

จุดพลุคลื่นการลงทุนลูกใหม่เทียบยุคทอง เมื่อรัฐบาลบุกปิดดีลดึง 4 บิ๊กเทคและอีวีจีน ทั้ง “ฉางอาน-อินโนไลท์-อีออปโตลิงก์-เสียวหมี่” หอบเงิน 7 หมื่นล้าน ย้ายฐานหนีภูมิรัฐศาสตร์มาปักหมุดในไทย พร้อมงัดไม้เด็ด”BOI to IPO”ดันบริษัทข้ามชาติเหล่านี้เข้าตลาดหุ้น หวังโกยเม็ดเงินจากทั่วโลกดันเศรษฐกิจไทยให้พุ่งทะยาน

19 กรกฎาคม 2569 ที่เมืองเฉิงตู นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ว่า ความสำเร็จจากการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำทีมประเทศไทยเดินสายโรดโชว์ดึงดูดการลงทุน ณ เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้มีการเปิดโต๊ะเจรจาเจาะลึกแบบตัวต่อตัวกับ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับท็อปของจีนในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีขั้นสูง ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยคาดว่าจะกวาดเม็ดเงินลงทุนเข้าไทยได้สูงถึง 70,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการต่อยอดฐานลงทุนเดิม 50,000 ล้านบาท และเตรียมอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนใหม่อีกกว่า 20,000 ล้านบาท

“ปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปรียบเสมือนลมใต้ปีก เร่งให้กลุ่มทุนต้องย้ายฐานการผลิตออกจากจีนมายังอาเซียน โดยมีไทยเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ปรากฏการณ์นี้ถือเป็น คลื่นการลงทุนลูกใหม่ ที่สามารถเทียบชั้นได้กับยุคทศวรรษที่ 1980 ซึ่งกลุ่มทุนญี่ปุ่นแห่เข้ามาตั้งฐานผลิตในพื้นที่อีสเทิร์นซีบอร์ดจนเกิดเป็นยุคโชติช่วงชัชวาล แต่ในรอบนี้คือการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งเทคโนโลยี AI ยานยนต์ไฟฟ้า และหุ่นยนต์อัจฉริยะ สอดคล้องกับรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ที่ประเมินว่าประเทศไทยกำลังผงาดเป็นดาวรุ่งด้านเทคโนโลยีระดับโลก”

สำหรับความคืบหน้าการเจรจากับ 4 บิ๊กคอร์ปอเรชัน แม้รายละเอียดเม็ดเงินในเชิงลึกยังเป็นความลับทางธุรกิจ แต่มีภาพรวมยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน นำโดย บริษัท ฉางอาน ออโตโมบิล ค่ายรถ EV ระดับท็อปเทียร์ของจีน ที่ฟันธงเลือกไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาแห่งแรกนอกประเทศ โดยตั้งโรงงานที่จังหวัดระยองเพื่อเป็นฮับส่งออกไปยังกลุ่มประเทศที่ไทยมีเอฟทีเอ พร้อมเตรียมขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 200,000 คันต่อปี และดึง SME ไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนได้แล้วถึง 40 แห่ง ในขณะที่กลุ่มนวัตกรรมประมวลผลข้อมูล AI อย่าง บริษัท อินโนไลท์ เทคโนโลยี ซึ่งเป็นเบอร์ 1 ของโลกด้านอุปกรณ์ส่งข้อมูลทางแสง ก็เตรียมขยายฐานผลิตในไทย สร้างการจ้างงานกว่า 20,000 อัตรา พร้อมผนึกกำลังกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยร่วมวิจัยและพัฒนากับวิศวกรไทยกว่า 1,500 คน

นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของโลกในอุตสาหกรรมเดียวกันอย่าง บริษัท อีออปโตลิงก์ เทคโนโลยี ก็ได้เดินหน้าเปิดโรงงานแห่งแรกที่ระยองและกำลังลุยขยายโรงงานแห่งที่ 2 อย่างต่อเนื่อง รวมถึง บริษัท เสียวหมี่ คอร์ปอเรชัน บิ๊กเทคฯ ที่ครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนอันดับ 3 ในไทย ซึ่งรัฐบาลได้เจรจาดึงดูดให้เข้ามาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ (IoT) โดยชูจุดแข็งด้านความพร้อมของซัพพลายเชนกลุ่มสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ของไทย

ท้ายสุด นายเอกนิติ ได้เน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์ใหม่ที่จะมาช่วยติดปีกการลงทุน คือโครงการ “BOI to IPO” เพื่ออำนวยความสะดวกแบบ Fast Track ให้บริษัทเทคโนโลยีต่างชาติที่เติบโตเร็วเหล่านี้ เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะเพิ่มเสน่ห์ให้กับตลาดหุ้นไทยแล้ว ยังเป็นการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากกระแสหุ้นเทคโนโลยีที่กำลังร้อนแรงไปทั่วโลกอีกด้วย

ต้นทุนขนส่ง-บรรจุภัณฑ์ ลดจากช่วงพีค รัฐบาลติดตามราคาสินค้าจำเป็น ต้องเป็นธรรม

ต้นทุนขนส่ง-บรรจุภัณฑ์ ลดจากช่วงพีค รัฐบาลติดตามราคาสินค้าจำเป็น ต้องเป็นธรรม

ต้นทุนขนส่ง-บรรจุภัณฑ์ ลดจากช่วงพีค รัฐบาลติดตามราคาสินค้าจำเป็น ต้องเป็นธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.36 น.

19 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลติดตามค่าครองชีพของประชาชนอย่างใกล้ชิด แม้สถานการณ์ราคาพลังงานเริ่มผ่อนคลายลง โดยนายกรัฐมนตรีติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจับตาราคาสินค้าจำเป็นและอาหารจานเดียว เพื่อให้การปรับราคาสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับราคาที่ค้างอยู่บนต้นทุนเดิม

“เรื่องปากท้องเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น และได้มีโครงการประคับประคองค่าครองชีพออกมาต่อเนื่อง อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามต้นทุนทุกขั้นตอน ตั้งแต่ราคาพลังงาน วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง ไปจนถึงราคาจำหน่ายหน้าร้าน เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อต้นทุนลดลง ประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสม” นางสาวรัชดา กล่าว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ล่าสุดกรมการค้าภายในได้เชิญผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และห้างค้าปลีกกว่า 80 ราย หารือร่วมกัน พร้อมขอความร่วมมือตรึงราคาสินค้าจำเป็นในช่วงที่ประชาชนยังเผชิญภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ แชมพู ยาสีฟัน น้ำตาลทราย ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และนมพร้อมดื่ม

“กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า ขณะนี้ต้นทุนบางส่วนเริ่มลดลง โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติกและค่าขนส่ง ซึ่งลดจากระดับสูงสุดในช่วงวิกฤติประมาณ 20% อย่างไรก็ตาม สินค้าบางส่วนยังเป็นสต๊อกที่ผลิตในช่วงต้นทุนสูง จึงต้องติดตามการปรับราคาตามรอบต้นทุนอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการ” นางสาวรัชดา กล่าว

สำหรับราคาอาหารจานเดียว กระทรวงพาณิชย์ติดตามตั้งแต่ต้นทางวัตถุดิบที่กระทบต้นทุนร้านอาหารโดยตรง เช่น ข้าวสารเหนียว เครื่องปรุง กุ้งขาว ผักกาดขาว ผักบุ้งจีน ผักชี พริก มะนาว และน้ำตาลทราย รวมถึงสินค้าอาหารสำเร็จรูป โดยหลายรายการยังมีราคาทรงตัวหรือมีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนร้านอาหารและค่าใช้จ่ายของประชาชน

“รัฐบาลดูแลประชาชนทั้งในด้านการควบคุมราคาสินค้า การประสานความร่วมมือกับผู้ผลิตและห้างค้าปลีก การจัดโปรโมชันสินค้าจำเป็น และการใช้กลไกกฎหมายป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา เพื่อให้ประชาชนซื้อสินค้าและอาหารที่จำเป็นได้ในราคาที่เป็นธรรม” นางสาวรัชดา กล่าว

รัฐบาลขยายเวลาผ่อนผันแรงงาน 3 สัญชาติถึงปี 2570 ลดปัญหาแรงงานขาดแคลน

รัฐบาลขยายเวลาผ่อนผันแรงงาน 3 สัญชาติถึงปี 2570 ลดปัญหาแรงงานขาดแคลน

รัฐบาลขยายเวลาผ่อนผันแรงงาน 3 สัญชาติถึงปี 2570 ลดปัญหาแรงงานขาดแคลน

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.04 น.

รัฐบาลขยายเวลาผ่อนผันแรงงาน 3 สัญชาติถึงปี 2570 มุ่งรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ-ลดปัญหาแรงงานขาดแคลน 

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงรายละเอียดของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ได้เห็นชอบการขยายระยะเวลาการผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ลาว และเวียดนาม ให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวและทำงานต่อ จนถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2570 ว่า เพื่อประคองระบบเศรษฐกิจและลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ

ทั้งนี้ เดิมทีใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่ กำลังทยอยหมดอายุในช่วงปลายปี 2569 ซึ่งหากไม่มีการขยายเวลา อาจจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยที่พึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้ ทั้งภาคการผลิต ภาคก่อสร้าง ภาคบริการ และเกษตรกรรมทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่อุตสาหกรรมและจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เพราะหากแรงงานเหล่านี้ต้องออกจากระบบไป จะส่งผลต่อเสถียรภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในภาวะที่ตลาดแรงงานยังมีความต้องการสูง

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลออกมาตรการล่วงหน้า ก่อนใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวจำนวนมากหมดอายุ ก็เพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน ช่วยให้ภาคเอกชนสามารถวางแผนบริหารกำลังคนต่อเนื่อง ไม่ต้องหยุดสายการผลิตหรือปิดกิจการชั่วคราว โดยในช่วงที่รัฐบาลผ่อนผันและขยายเวลานี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะเร่งปรับปรุงฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าว ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมระบบระหว่างหน่วยงาน เพื่อดูแลตรวจสอบให้แรงงานต่างด้าว ได้อยู่ในระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ลดปัญหาการลักลอบเข้าเมืองและแรงงานเถื่อน ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ภาคธุรกิจไม่ขาดแรงงานและไม่ถูกกดดันจากมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศด้วย 

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้เปิดให้ขึ้นทะเบียนแรงงานใหม่เป็นการทั่วไป แต่ขยายเวลาผ่อนผันสำหรับกลุ่มเดิมที่มีข้อมูลอยู่ในระบบแล้วเท่านั้น เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขั้นตอนในลำดับถัดไป ทางกระทรวงแรงงานจะมีการออกประกาศรายละเอียดและแนวปฏิบัติ เพื่อลดขั้นตอนเอกสารให้มีความสะดวกและรวดเร็วที่สุด ดังนั้น ขอให้นายจ้างและสถานประกอบการติดตามประกาศอย่างเป็นทางการผ่านช่องทางของกรมการจัดหางาน (www.doe.go.th) และสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 เพื่อป้องกันการถูกมิจฉาชีพแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์

สื่อมณฑลเสฉวนชื่นชม นายกฯอนุทิน ใช้คำภาษาจีน เจียโหยว ในการกล่าวปาฐกถาซึ่งสะท้อนความจริงใจ

สื่อมณฑลเสฉวนชื่นชม นายกฯอนุทิน ใช้คำภาษาจีน เจียโหยว ในการกล่าวปาฐกถาซึ่งสะท้อนความจริงใจ

สื่อมณฑลเสฉวนชื่นชม นายกฯอนุทิน ใช้คำภาษาจีน เจียโหยว ในการกล่าวปาฐกถาซึ่งสะท้อนความจริงใจ

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.02 น.

สื่อมณฑลเสฉวนชื่นชม นายกฯอนุทิน ใช้คำภาษาจีน เจียโหยว ในการกล่าวปาฐกถาซึ่งสะท้อนความจริงใจในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน

19 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่าจากการติดตามการนำเสนอข่าวของสื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อการเยือนจีนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า นอกจากการรายงานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุนแล้ว สื่อท้องถิ่นของจีนยังให้ความสำคัญกับ การสื่อสารที่เข้าถึงประชาชน โดยเฉพาะการใช้ภาษาจีนของนายกรัฐมนตรี ซึ่งสะท้อนความเป็นมิตรและความใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า Sichuan Online (四川在线) สื่อหลักในเครือเสฉวนเดลี่ ซึ่งเป็นสื่อสำคัญของมณฑลเสฉวน ได้รายงานภารกิจของนายกรัฐมนตรีในเวทีการลงทุนและเศรษฐกิจจีน (เสฉวน)–ไทย ประจำปี 2569 โดยเลือกนำประโยคภาษาจีนของนายกรัฐมนตรีขึ้นเป็นพาดหัวข่าวว่า ‘นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวคำว่า ‘加油’ (เจียโหยว) ติดต่อกัน 4 ครั้ง’ แทนการเน้นประเด็นเศรษฐกิจหรือการลงทุน

รายงานระบุว่า ในช่วงท้ายของปาฐกถาพิเศษ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวคำว่า “加油” (เจียโหยว) ซึ่งเป็นคำให้กำลังใจที่ชาวจีนนิยมใช้ในความหมายว่า ‘สู้ต่อไป’ หรือ ‘เดินหน้าไปด้วยกัน’ รวม 4 ประโยค ได้แก่ ‘加油泰国、加油四川、加油中国、加油好朋友’ หรือ ‘เดินหน้าประเทศไทย เดินหน้าเสฉวน เดินหน้าประเทศจีน และเดินหน้าเพื่อนที่ดี’ โดยสื่อเสฉวนระบุว่า ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนความจริงใจในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน รวมถึงความร่วมมือระหว่างไทยกับมณฑลเสฉวน และได้รับเสียงปรบมือจากผู้เข้าร่วมงานอย่างอบอุ่น

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่สื่อท้องถิ่นของจีนเลือกหยิบถ้อยคำภาษาจีนสั้น ๆ ของนายกรัฐมนตรีขึ้นเป็นพาดหัวข่าว ทั้งที่ภายในงานมีประเด็นด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่าสื่อจีนให้ความสำคัญกับ การสื่อสารที่เข้าถึงประชาชนและการสร้างความสัมพันธ์ระดับประชาชน (People-to-People Connectivity) ควบคู่ไปกับความร่วมมือในระดับรัฐบาลและภาคธุรกิจ

‘รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับประเทศคู่ค้าในทุกมิติ ทั้งความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน เทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน การที่สื่อจีนเลือกนำเสนอถ้อยคำที่สะท้อนมิตรภาพและความจริงใจของนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ไทย–จีนไม่ได้เติบโตเฉพาะในระดับนโยบาย แต่ยังได้รับการรับรู้และตอบรับจากประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ’ นางสาวลลิดา กล่าว