สุรศักดิ์ หนุนแยก ก.กีฬา เชื่อ พัฒนางานด้านกีฬาชัดเจนขึ้น เผยยังไม่สรุปได้นั่งกระทรวงไหน

สุรศักดิ์ หนุนแยก ก.กีฬา เชื่อ พัฒนางานด้านกีฬาชัดเจนขึ้น เผยยังไม่สรุปได้นั่งกระทรวงไหน

สุรศักดิ์ หนุนแยก ก.กีฬา เชื่อ พัฒนางานด้านกีฬาชัดเจนขึ้น เผยยังไม่สรุปได้นั่งกระทรวงไหน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

‘สุรศักดิ์’ หนุนแยกกระทรวงกีฬา เชื่อพัฒนางานได้ชัดเจนขึ้น ชี้กระทรวงเล็ก-ใหญ่ไม่สำคัญเท่างานต้องมีศักยภาพ รับยังไม่เคาะได้นั่งกระทรวงไหน หลังโหวตนายกฯค่อยพิจารณาหน้าตาครม.
    
วันที่ 12 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 13.10 น. ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีการแยกกระทรวงการท่องเที่ยว ไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เหลือเพียงแค่กระทรวงกีฬา ว่าตนเห็นด้วยกับการแยกกระทรวง เพราะวัฒนธรรมกับการท่องเที่ยวค่อนข้างเป็นเนื้องานเดียวกัน ขณะเดียวกันโบราณสถานหลายที่ก็เป็นแหล่งการท่องเที่ยวอยู่แล้ว และหากแยกไปเป็นกระทรวงกีฬาอย่างเดียว การพัฒนาด้านกีฬาน่าจะชัดเจนขึ้น เพราะเป็นการมุ่งเน้นด้านกีฬาโดยตรง
    
เมื่อถามว่าจะทำให้กระทรวงดูมีขนาดเล็กลงหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า คิดว่าเรื่องของประสิทธิภาพสำคัญกว่าเรื่องของขนาดว่าเล็กหรือใหญ่ ถ้าใหญ่แล้วทำงานไม่มีศักยภาพ แต่เล็กแล้วมีศักยภาพก็อาจจะมุ่งเน้นเรื่องงานได้ถูกต้องกว่า 
    
เมื่อถามว่า ได้รับการทาบทามจากผู้ใหญ่ในพรรคแล้วหรือยัง นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่สรุป เพราะอย่างที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บอกว่าต้องรอโหวตนายกรัฐมนตรีก่อน แล้วจึงจะพิจารณาว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเป็นใครบ้าง ก็ตามที่ทุกคนพูด
    
เมื่อถามว่า ส่วนตัวถนัดกีฬาหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ปกติเล่นหมากเก็บกับโดดยาง ก่อนจะบอกว่าล้อเล่น ขณะนี้ก็ดูสโมสรฟุตบอลอยุธยา ยูไนเต็ดอยู่

เปิดขั้นตอนเลือก ประธานสภาฯ-รองประธานสภาฯ 15 มี.ค.นี้ จับตา ปชน. นัดเคาะส่งคนชิง

เปิดขั้นตอนเลือก ประธานสภาฯ-รองประธานสภาฯ 15 มี.ค.นี้ จับตา ปชน. นัดเคาะส่งคนชิง

เปิดขั้นตอนเลือก ประธานสภาฯ-รองประธานสภาฯ 15 มี.ค.นี้ จับตา ปชน. นัดเคาะส่งคนชิง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.49 น.

‘ศิโรจน์’ แจงขั้นตอนโหวตประธาน-รองประธาน สภาฯทั้ง 3 คน 15 มี.ค.นี้ เผยหากมีเสนอชื่อแข่งอาจใช้เวลาตำแหน่งละ2ชม.ครึ่ง โดยเป็นการลงคะแนนลับ ด้าน ‘ปชน.’ นัดถกเคาะชื่อส่งคนชิงปธ.สภาฯ-ปธ.วิปค้าน พรุ่งนี้ 13 มี.ค. 

วันที่ 12 มีนาคม 2569 นายศิโรจน์ แพทยพันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงขั้นตอนการโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า ผู้ที่ทำหน้าที่ประธานสภาฯชั่วคราวคือนายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ก่อนกระบวนการโหวตวันที่ 15 มี.ค.นี้ จะนัดซักซ้อมก่อน 

เบื้องต้นแจ้งให้ทราบแล้วว่าการทำหน้าที่ประธานที่ประชุมชั่วคราวต้องดำเนินการอะไรบ้าง สำหรับกระบวนการโหวตตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 3 คน หากไม่มีการเสนอชื่อแข่งขัน หรือมีเพียงรายชื่อเดียวในแต่ละตำแหน่ง ก็ไม่ต้องโหวต แต่ให้ผู้ถูกเสนอชื่อดำรงตำแหน่งแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุมสภา คนละ 10 นาที การโหวตก็จะเสร็จสิ้นเร็ว แต่หากมีการเสนอชื่อแข่งก็ต้องเป็นการลงคะแนนลับตามข้อบังคับ

ซึ่งประเมินว่าหากมีการเสนอชื่อแข่งอาจใช้เวลาโหวตตำแหน่งละ 2 ชั่วโมง 30 นาที โดยเป็นการลงคะแนนลับ คือ ให้ สส.เรียงตามตัวอักษร รับบัตรเพื่อเข้าคูหาเขียนชื่อบุคคลที่จะให้ดำรงตำแหน่ง และนำไปหย่อนลงคูหา ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งนับคะแนน โดยเป็นตัวแทน สส.จากละพรรคร่วมนับคะแนน  

ทั้งนี้ มีรายงานว่าพรรคประชาชนจะส่งบุคคลเสนอชื่อชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร และอาจชิงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วย โดยพรุ่งนี้(13มี.ค.) พรรคประชาชนมีประชุม สส.พรรคเพื่อเคาะชื่อบุคคลที่จะส่งเข้าชิงตำแหน่งประธานสภาฯ และประธานวิปฝ่ายค้าน 

ปชน.ออกแถลงการณ์! ถูกมือดีลอบเจาะฐานข้อมูลสมาชิก รับมีข้อมูลบางส่วนรั่วไหล

ปชน.ออกแถลงการณ์! ถูกมือดีลอบเจาะฐานข้อมูลสมาชิก รับมีข้อมูลบางส่วนรั่วไหล

ปชน.ออกแถลงการณ์! ถูกมือดีลอบเจาะฐานข้อมูลสมาชิก รับมีข้อมูลบางส่วนรั่วไหล

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.31 น.

พรรคประชาชนออกแถลงการณ์ ถึงเหตุการณ์ที่มีบุคคลภายนอกพยายามเข้าถึงฐานข้อมูลของพรรคโดยไม่ได้รับอนุญาต – ยืนยันได้ยกระดับความปลอดภัยของระบบเรียบร้อยแล้ว พร้อมแจ้งสมาชิกพรรคถึงแนวทางการป้องกันความเสี่ยง 

วันที่ 12 มีนาคม 2569 พรรคประชาชนออกแถลงการณ์ถึงสมาชิกพรรคประชาชนกรณีที่มีความพยายามจากบุคคลภายนอกในการเข้าถึงฐานข้อมูลของพรรคโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยทางพรรคประชาชนได้มีแนวทางยกระดับความปลอดภัยของระบบที่พรรคดำเนินการไปแล้ว พร้อมทั้งมาตรการแก้ไขเยียวยาเพื่อป้องกันความเสี่ยง ดังนี้

[ เรียนแจ้งสมาชิกพรรคประชาชนถึงความพยายามของบุคคลภายนอกในการเข้าถึงฐานข้อมูลของพรรคโดยไม่ได้รับอนุญาต แนวทางการยกระดับความปลอดภัยของระบบที่พรรคดำเนินการไปแล้ว และมาตรการแก้ไขเยียวยาเพื่อป้องกันความเสี่ยง ]

พรรคประชาชนขอเรียนกับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะสมาชิกพรรคว่า พรรคได้ตรวจพบความพยายามจากบุคคลภายนอกในการเข้าถึงข้อมูลในระบบฐานข้อมูลสมาชิกของพรรคโดยไม่ได้รับอนุญาต

ทันทีที่ได้รับทราบถึงเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 ก.พ. พรรคประชาชนได้ดำเนินการแก้ไขและป้องกันระบบข้อมูลของพรรคเป็นที่เรียบร้อยในทันที โดยการ (1) ระงับช่องทางบุกรุกเพื่อปิดกั้นช่องทางมิให้ผู้ที่พยายามเข้าถึงระบบเข้าถึงได้อีก (2) ยกระดับการรักษาความปลอดภัยของระบบเครือข่ายทั้งระบบ และ (3) แจ้งเหตุต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ตามขั้นตอนทางกฎหมาย

เมื่อพรรคได้รับทราบข้อมูลเพิ่มเติมที่ปรากฎเมื่อวันที่ 10 มี.ค. เกี่ยวกับรายละเอียดและลักษณะของการละเมิดข้อมูลดังกล่าวซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูล พรรคจึงได้ดำเนินการ (1) แจ้งเหตุและมาตรการแก้ไขเยียวยาต่อสมาชิกพรรคซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลตามขั้นตอนทางกฎหมาย (2) รายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)

จากการตรวจสอบโดยละเอียด พรรคประชาชนพบว่า ผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวจำกัดอยู่เพียงเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการสมัครสมาชิกพรรค ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกบางส่วน (เช่น ชื่อ-สกุล เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล รวมถึงไฟล์ภาพถ่ายเอกสารประกอบการสมัครสมาชิกพรรคในบางราย) โดยไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อข้อมูลในระบบอื่นของพรรค (เช่น รหัสผ่าน ระบบการรับเรื่องร้องเรียน การเสนอความคิดเห็น และระบบการบริจาค ซึ่งครอบคลุมถึงข้อมูลทางการเงิน การชำระเงิน การชำระภาษี หรือข้อมูลธุรกรรมใด ๆ) – ณ วันนี้ พรรคยังไม่พบความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนอยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึกเพื่อยืนยันขอบเขตของข้อมูลที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการประเมินความเสี่ยงของข้อมูลในระบบอื่นของพรรคทั้งหมด

เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าวในระดับสูงสุด พรรคประชาชนขอแนะนำให้สมาชิกพรรคในฐานะเจ้าของข้อมูล ดำเนินการดังต่อไปนี้
เฝ้าระวังการแอบอ้าง : ระวังการติดต่อจากบุคคลแปลกหน้าที่อ้างชื่อหน่วยงานหรือพรรคประชาชนเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม หรือการทำธุรกรรมที่ท่านไม่ได้เป็นผู้ริเริ่ม

ตรวจสอบประวัติเครดิต/ธุรกรรม : หมั่นตรวจสอบรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีธนาคาร หรือรายการธุรกรรมทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ

เปลี่ยนรหัสผ่าน : หากท่านใช้รหัสผ่านที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลในเอกสารดังกล่าว แนะนำให้เปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ทันที

หากสมาชิกหรือประชาชนมีข้อสงสัย ข้อกังวล หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพรรคได้ ผ่านช่องทางดังต่อไปนี้

ที่อยู่: สำนักงานใหญ่ พรรคประชาชน เลขที่ 167 ชั้น 4 ซอยรามคำแหง 42 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร 10240

อีเมล: pdpa@peoplespartythailand.org

พรรคประชาชนขออภัยเป็นอย่างสูงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอน้อมรับความกังวลของสมาชิกทุกท่าน พรรคตระหนักดีว่าการคุ้มครองสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกเป็นเรื่องสำคัญ และความไว้วางใจของสมาชิกคือสิ่งที่พรรคให้ความสำคัญสูงสุด – พรรคประชาชนขอยืนยันกับสมาชิกและประชาชนว่า พรรคได้พยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ไขและป้องกันความเสียหายเพิ่มเติมจากเหตุการณ์ดังกล่าว และพรรคจะดำเนินการต่อไปอย่างเคร่งครัดในมาตรการการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เพื่อให้สมาชิกและประชาชนทุกคนมั่นใจว่าข้อมูลของสมาชิกจะได้รับการคุ้มครองสูงสุด

เลขาฯสภาฯ แจงขั้นตอนขยับเลื่อน อรรถวิชช์ ขึ้น สส.รทสช.แทน พีระพันธุ์

เลขาฯสภาฯ แจงขั้นตอนขยับเลื่อน อรรถวิชช์ ขึ้น สส.รทสช.แทน พีระพันธุ์

เลขาฯสภาฯ แจงขั้นตอนขยับเลื่อน อรรถวิชช์ ขึ้น สส.รทสช.แทน พีระพันธุ์

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.28 น.

‘เลขาฯสภาฯ‘ แจงขั้นตอนขยับเลื่อน ‘อรรถวิชช์’ ขึ้น สส.รทสช.แทน ’พีระพันธุ์‘ ต้องรอโปรดเกล้า ‘ประธานสภาฯ’ ก่อน ยังไม่ชัดทันก่อนโหวต ‘นายกฯ’ หรือไม่ 

วันที่ 12 มีนาคม 2569 นายศิโรจน์ แพทยพันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า หลังจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ลาออกจากสส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ขั้นตอนต่อไป ต้องรอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการประกาศเลื่อน สส.บัญชีรายชื่อลำดับถ้ดไป แต่ขณะนี้ยังไม่มีประธานสภาผู้แทนราษฎร จึงต้องรอกระบวนการเลือกของสภาผู้แทนราษฎรและโปรดเกล้าแต่งตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นทราบว่าสส.บัญชีรายชื่อลำดับถัดไปของพรรครวมไทยสร้างชาติ คือนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี 
ส่วนกระบวนการเลื่อนลำดับสส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ จะเสร็จสิ้นก่อนที่จะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น จะดำเนินการโดยเร็ว หลังมีการโปรดเกล้าฯประธานสภาฯมาแล้ว 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการเตรียมรับสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ มีการปรับเปลี่ยนห้องทำงานของ สส. โดยของพรรคประชาชนจะอยู่ที่ชั้น 8 โดยให้แต่ละพรรคจัดโซนห้องเองตามความเหมาะสม ส่วนพรรคภูมิใจไทยจะอยู่ที่ชั้น 6-7 และไล่เรียงตามจำนวนสัดส่วน สส.แต่ละพรรคในสภา ซึ่งแตกต่างจากสภาฯชุดก่อนๆ ที่จัดแบ่งตามตัวอักษรชื่อ สส. 

ลุ้นปล่อยตัว’ทักษิณ’ 11 พ.ค.นี้ ทนายวิญญัติ เผยยื่นเอกสารพักโทษแล้ว รอกรมราชทัณฑ์พิจารณา

ลุ้นปล่อยตัว'ทักษิณ' 11 พ.ค.นี้  ทนายวิญญัติ เผยยื่นเอกสารพักโทษแล้ว รอกรมราชทัณฑ์พิจารณา

ลุ้นปล่อยตัว’ทักษิณ’ 11 พ.ค.นี้ ทนายวิญญัติ เผยยื่นเอกสารพักโทษแล้ว รอกรมราชทัณฑ์พิจารณา

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.15 น.

‘ทนายวิญญัติ”เผยยื่นเอกสารพักโทษ “ทักษิณ”แล้ว รอกรมราชทัณฑ์พิจารณา หากเข้าตามเกณฑ์ จะได้ปล่อยตัวเช้า 11 พ.ค. 

ที่เรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อเวลา 09.45 น.วันที่ 12 มีนาคม 2569 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี เข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร พร้อมนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนาย ความประจำตัวนายทักษิณ ซึ่งในครั้งนี้จะเป็นการเยี่ยมครั้งที่ 47

หลังใช้เวลาเข้าเยี่ยมประมาณ 50 นาที  น.ส.แพทองธาร ออกมาเปิดเผยว่า คุณพ่อสบายดี สำหรับเรื่องอาการนอนไม่ค่อยหลับของคุณพ่อนั้นตอนนี้ก็ดีขึ้น ส่วนเรื่องความไม่สงบในตะวันออกกลางไม่ได้มีการพูดคุยกัน ส่วนเรื่องการเมืองก็ไม่ได้มีการพูดคุยกัน ในวันนี้มีการพูดคุยเรื่องคดีความของท่าน

ผู้สื่อข่าวถามว่าอีก 2 เดือนนายทักษิณก็จะได้ออกมาจากเรือนจำแล้ว ทางครอบ ครัวมีความรู้สึกอย่างไรบ้าง น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ก็อยากให้ท่านออกมาแล้ว สำหรับเรื่องเอกสารการพักโทษได้มีการมอบหมายให้ทางทนายความดำเนินการ

จากนั้น น.ส.แพทองธาร และนายปิฎก ได้เข้าไปทักทายเพื่อนร่วมรุ่นจากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ รุ่นมงฟอร์ต 2508 และกลุ่มคนเสื้อแดงที่เดินทางมาให้กำลังใจนายทักษิณ โดยคนเสื้อแดงได้บอกกับ น.ส. แพทองธาร ว่าในคืนวันที่ 10 พ.ค. จะมีการมานอนค้างคืนหน้าเรือนจำฯ เพื่อมารอรับนายทักษิณในเช้าวันที่ 11 พ.ค.ด้วย

ด้านนายวิญญัติ กล่าวว่า ทางทนายความได้มีการยื่นเอกสารเรื่องการพักโทษแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการพิจารณาของทางกรมราชทัณฑ์ ในส่วนนี้ตนขอไม่ก้าวล่วง ถ้าได้พักโทษตามเกณฑ์และได้รับการพิจารณา จะได้ปล่อยตัวในวันที่ 11 พ.ค. เวลาเช้าประมาณ 07.00 น. 

สำหรับเรื่องการฟ้องหมิ่นประมาทผู้ที่ให้ร้าย นายทักษิณ ขณะนี้ทางทนายความได้ดำเนินการแล้ว ผู้ที่ปล่อยข่าวปลอม หวังผลยอดไลค์ หวังผลทางการเมือง ก็ต้องรับผิดชอบ ซึ่งตนได้เน้นฟ้องคนหลักๆ 
 

สธ. เพิ่มช่องทางปรึกษาสุขภาพกาย-จิต ให้คนไทยในประเทศเสี่ยง สงครามตะวันออกกลาง

สธ. เพิ่มช่องทางปรึกษาสุขภาพกาย-จิต ให้คนไทยในประเทศเสี่ยง สงครามตะวันออกกลาง

สธ. เพิ่มช่องทางปรึกษาสุขภาพกาย-จิต ให้คนไทยในประเทศเสี่ยง สงครามตะวันออกกลาง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.11 น.

โฆษก สธ. เพิ่มช่องทางออนไลน์ ปรึกษาสุขภาพจิต-สุขภาพกายคนไทย ในพื้นที่เสี่ยงสงครามตะวันออกกลาง ย้ำเตรียมมาตรการคัดกรอง 3 มิติ พร้อมจัดทีมแพทย์- จนท. ไว้รองรับ ติดตามอาการถึงบ้าน ยัน มีความพร้อมทั้งบุคลากร-เวชภัณฑ์

วันที่ 12 มีนาคม 2569 เวลา 11.05 น.  ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวประจำวัน  โดย นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข แถลงว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ได้เน้นย้ำกับทุกหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องให้มีการเตรียมพร้อมดูแลสุขภาพของแรงงานไทยที่มีอยู่กว่า 1 แสนคนในประเทศที่มีความเสี่ยง ทั้งในมิติทางกายและมิติทางใจอย่างรอบด้าน ใน 3 ส่วน คือ  1.จัดช่องทางการดูแลสุขภาพคนไทยเพิ่มขึ้นในพื้นที่เสี่ยง โดยสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้ทันทีผ่านระบบออนไลน์ที่ทางกระทรวงสาธารณสุขได้จัดเตรียมไว้ โดยในด้านสุขภาพกาย สามารถรับคำปรึกษาและดูแลสุขภาพผ่านทางช่องทางระบบการแพทย์ทางไกล โดยใช้ หมอพร้อม Super App ซึ่งให้บริการตั้งแต่การนัดหมายแพทย์ออนไลน์ ตรวจรักษาทางไกล ไปจนถึงการจัดเก็บเอกสารสุขภาพดิจิทัลอย่างปลอดภัย หรือใช้ช่องทางไลน์  OA “คู่ใจสุขภาพแรงงานไทยในต่างประเทศ” โดยพิมพ์ข้อความขอคำปรึกษาทางการแพทย์เข้ามาในระบบ จะสามารถเข้าถึงบริการการประเมินอาการเบื้องต้นได้ และได้รับคำแนะนำด้านสุขภาพจากบุคลากรทางการแพทย์ได้ทุกที่ทุกเวลา ในด้านสุขภาพใจ กรมสุขภาพจิตได้เปิดช่องทางพิเศษเพื่อลดความเครียดและความวิตกกังวลสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยสามารถติดต่อได้โดยเพิ่มเพื่อนทางไลน์ ไอดี @1323middle.east หรือสแกน QR Code จากสื่อที่เห็น

นพ.วรตม์ กล่าวว่า 2. มีมาตรการคัดกรอง 3 มิติ ณ จุดเข้าประเทศ โดยได้จัดเตรียมทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่ต่างๆ ประจำ เพื่อรองรับกระบวนการคัดกรอง มิติแรกเป็นมิติเชิงรุก ซึ่งกรมควบคุมโรคจะคัดกรองกลุ่มอาการสำคัญ เช่น มีอาการไข้ ไอ อาการทางระบบทางเดินหายใจ และผื่นผิวหนัง หากพบกรณีเหล่านี้ หรือสงสัยว่ามีปัญหา จะเข้าสู่เส้นทางการแยกกัก และส่งต่อไปยังสถานพยาบาลที่กำหนดในทันที ส่วนมิติที่สอง ทางกรมการแพทย์จะคัดกรองโรคประจำตัว รวมถึงการบาดเจ็บต่างๆกรณีที่จะต้องได้รับการรักษา จะส่งต่อไปยังเครือข่ายในโรงพยาบาล ซึ่งเตรียมความพร้อมไว้ขณะนี้เรียบร้อยแล้วทั่วประเทศ และอีกมิติ คือ มิติสุขภาพจิต โดยทางกรมสุขภาพจิตและทีม MCATT จะประเมินภาวะสุขภาพจิตเบื้องต้น หากพบอาการนอนไม่หลับตื่นตระหนกหรือภาวะเครียดที่รุนแรงจะได้รับการเยียวยาจิตใจในทันที 

นพ.วรตม์ กล่าวว่า 3. กระทรวงสาธารณสุข ยังติดตามและดูแลประชาชนชาวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยจะส่งต่อความห่วงใยไปถึงที่บ้านของทุกคน โดยในระดับพื้นที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด รวมถึงโรงพยาบาลตามภูมิลำเนาจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเยี่ยมบ้านและติดตามอาการทางโทรศัพท์ ในส่วนความต่อเนื่องของการรักษาหากเป็นผู้ป่วยที่มีอาการโรคเรื้อรัง หรือต้องการการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง กระทรวงสาธารณสุขจะอำนวยความสะดวกให้สามารถเข้าถึงบริการแพทย์ในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่องและทันท่วงที

โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังมีข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่เดินทางกลับคือ หากเดินทางกลับมาแล้วมีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ ไอ หอบเหนื่อย หรือมีความเครียดสะสม ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ ณ จุดคัดกรอง เพื่อทีมแพทย์จะได้นำเข้าสู่กระบวนการการรักษาตามมาตรฐานได้อย่างทันท่วงที 

นอกจากนี้ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่องจากแหล่งที่เชื่อถือได้ มีแผนสำรองสำหรับความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน พยายามใช้ชีวิตอย่างปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามหากิจกรรมคลายเครียด รวมถึงติดต่อคนที่ท่านรักอย่างสม่ำเสมอ และสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้เมื่อต้องการ ไม่ต้องลังเล ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันความพร้อมในทุกด้าน ทั้งด้านบุคลากรและเวชภัณฑ์ต่างๆ ในการดูแลชาวไทยทุกคน

กต.ประท้วงเหตุยิงเรือสินค้าไทย​ เชิญทูตอิหร่านชี้แจง ลั่นไม่มีเรือไทยในพื้นที่แล้ว

กต.ประท้วงเหตุยิงเรือสินค้าไทย​ เชิญทูตอิหร่านชี้แจง ลั่นไม่มีเรือไทยในพื้นที่แล้ว

กต.ประท้วงเหตุยิงเรือสินค้าไทย​ เชิญทูตอิหร่านชี้แจง ลั่นไม่มีเรือไทยในพื้นที่แล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.05 น.

“ศบก.” เผย กต.ประท้วงเหตุยิงเรือสินค้าไทย เชิญทูตอิหร่านหารือขอเท็จจริงแล้ว “สีหศักดิ์” ยกหูหา  รมว.กต.โอมาน ประสานขอบคุณ หลังเข้าช่วยลูกเรือ ปัดข่าว 2 ใน 3 ชีวิต ขอให้รอฟังทางการ จ่อประชุม รมต.ต่างประเทศอาเซียน หาแนวทางรับมือตะวันออกกลาง

วันที่ 12 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 11.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวประจำวัน โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทยว่า เมื่อวันที่ 11 มี.ค. เวลา 11.00 น ตามเวลาของประเทศไทย เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทย มยุรี นารี ที่มีลูกเรือไทยจำนวน 23 คน ประสบเหตุและได้รับความเสียหายบริเวณท้ายเรือขณะเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากเดินทางออกเดินทางจากท่าเรือคาลิฟา ในเมืองอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)  ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูต ได้ประสานกับกระทรวงการต่างประเทศโอมานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทันทีและต่อเนื่อง เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย ซึ่งทางกองทัพเรือโอมานสามารถให้การช่วยเหลือลูกเรือไทยได้จำนวน 20 คน และนำขึ้นฝั่งที่เมืองคาซาบ  ประเทศโอมาน โดยจากการตรวจสอบไม่มีใครได้รับบาดเจ็บรุนแรง แต่ยังคงต้องดูแลสภาพจิตใจ โดยผู้แทนท้องถิ่นบริษัทเจ้าของเรือได้พาไปพักที่โรงแรมและจัดให้มีการพูดคุยกับจิตแพทย์ และยังอยู่ระหว่างส่งทีมค้นหาช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คน ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูต อยู่ระหว่างการประสานเข้าไปยังพื้นที่ดังกล่าวทางรถยนต์ เนื่องจากเป็นเขตพื้นที่ห้ามบิน เพื่อเยี่ยมเยียนให้การดูแลลูกเรือไทย พร้อมอำนวยความสะดวกในการพากลับประเทศไทย

นายปาณิดล  กล่าวว่า กรมเจ้าท่ารายงานว่า ปัจจุบันเรือสัญชาติไทยได้เดินทางออกจาก บริเวณช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมดแล้ว และไม่มีเรือขนส่งสินค้าสัญชาติไทยตกค้างอยู่ในพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่า กระทรวงการต่างประเทศกำลังเร่งประสานการค้นหาและให้ความช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คน โดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริง เหตุการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดต่อไป

นายปาณิดล กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ในทางการทูต กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 เกี่ยวกับพัฒนาการสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางเพื่อย้ำความกังวลต่อสถานการณ์วิกฤตในภูมิภาค ซึ่งทวีความรุนแรงจากการโจมตีของอิสราเอล สหรัฐอเมริกา และการตอบโต้ของอิหร่าน ซึ่งได้ก่อให้เกิดภัยคุกคาม ร้ายแรง ต่อชีวิตและความปลอดภัยของพลเรือนในภูมิภาค และยังมีผลต่อประชาชนในภูมิภาคอื่นๆ รวมถึงคนไทย อย่างเช่นกรณีลูกเรือไทยที่ประสบเหตุ ทั้งนี้ การเคารพกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศที่ให้การคุ้มครองพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานมีความสำคัญอย่างยิ่ง ประเทศไทยจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างถึงที่สุด พร้อมลดระดับความตึงเครียดในทันทีและกลับเข้าสู่การเจรจา เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและบั่นทอนเสถียรภาพของภูมิภาคและของโลก

“กระทรวงการต่างประเทศขอประท้วงความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเรือพาณิชย์ และแสดงความกังวลในเรื่องนี้ โดยในช่วงเช้าวันนี้ (12 มี.ค.) กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญเอกอัครราชทูตอิหร่าน ประจำประเทศไทย มาพบเพื่อหารือข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ และในช่วงเย็นวันนี้ รมว.ต่างประเทศ จะหารือทางโทรศัพท์กับ รมว.ต่างประเทศของโอมาน เพื่อขอบคุณรัฐบาลโอมาน ที่ให้ความช่วยเหลือ และติดตามความคืบหน้าของลูกเหลืออีก 3 คน”

นายปาณิดล กล่าวอีกว่า ส่วนพัฒนาสถานการณ์ของตะวันออกกลางยังมีความรุนแรง และยังไม่แน่นอน ไม่มีสัญญาณจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องบางฝ่ายถึงความประสงค์ที่จะยุติความขัดแย้ง แต่ยังมาพร้อมกับเงื่อนไขโดยฝ่ายอิหร่านได้ระบุเงื่อนไขหลัก 3 ข้อ ได้แก่ การยอมรับสิทธิ์อันชอบธรรมของอิหร่าน การชดใช้ความเสียหาย การให้หลักประกันให้ชัดเจนจากประชาคมระหว่างประเทศว่าจะไม่เกิดการรุกรานอิหร่านขึ้นอีกในอนาคต 

นายปาณิดล เปิดเผยว่า ในวันที่ 13 มี.ค.นี้ จะมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ ซึ่งเป็นข้อริเริ่มของไทย เกี่ยวกับสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางต่ออาเซียนและแลกเปลี่ยนแนวทางในการรับมือและเตรียมความพร้อมของอาเซียนในระยะยาว โดยการประชุมนี้จะเป็นโอกาสการตอกย้ำความเป็นเอกภาพของอาเซียนและการเป็นแกนกลางของอาเซียนในการรับมือกับวิกฤติที่ส่งผลกระทบต่อภูมิภาค

นายปาณิดล กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าของการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่อิหร่าน ตามที่ได้มีการรายงานไปแล้วว่า คนไทยที่ชุดที่ 2 อพยพออกจากอิหร่านถึงตุรกีแล้ว และจะเดินทางกลับถึงไทย โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมากลุ่มแรกจำนวน 34 คนได้เดินทางกลับถึงไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนใหญ่เป็นแรงงาน อีกกลุ่มจะเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเช้าของวันที่ 13 มี.ค. ย้ำว่ารัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นในการให้ช่วยความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบและออกจากพื้นที่อันตรายด้วยความปลอดภัย เนื่องจากความปลอดภัยของชาวไทยในตะวันออกกลางตอนนี้คือ สิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด

เมื่อถามถึงกรณีที่มีสื่อต่างประเทศรายงานว่า ก่อนการโจมตีมีการแจ้งเตือนแล้ว นายปาณิดล กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ ซึ่งสาเหตุที่เชิญทูตอิหร่าน ประจำประเทศไทยมาพบ เพราะอยากตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนว่า จะพิจารณาดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่ขอย้ำอีกครั้งหลังจากได้รับรายงานเรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศได้มีความห่วงกังวลเป็นอย่างยิ่ง จึงได้สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูตของไทยติดต่อกับกระทรวงการต่างประเทศของโอมานทันที ซึ่งให้ความอนุเคราะห์ด้วยดีในการประสานกองทัพเรือโอมานเพื่อเข้าให้ความช่วยเหลือ ส่วนความชัดเจนในการช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คนที่ตกค้างอยู่ คงต้องรอฟังการดำเนินการของกองทัพเรือโอมาน ซึ่งจะมีการประสานผ่านกระทรวงการต่างประเทศกับเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมัสกัต แต่เท่าที่ทราบการเข้าช่วยเหลือมีอุปสรรคเนื่องจากเรือมีขนาดใหญ่มาก และข้างในมืดมาก แต่กองทัพเรือโอมานก็จะพยายามให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

นายปาณิดล กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า เรือพาณิชย์ของไทยถูกโจมตีด้วยอาวุธประเภทใด ทราบเพียงว่า ถูกโจมตีด้านท้ายเรือ ซึ่งบังเอิญว่า ลูกเรือไทยทั้ง 3 คนอยู่ใกล้กับห้องดังกล่าว ส่วนที่มีสื่อไทยรายงานข่าวว่า ลูกเรือ 2 ใน 3 คนเสียชีวิตแล้วนั้น ยืนยันว่า ยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องนี้ ข่าวสารในช่วงนี้อาจมีความคลาดเคลื่อนได้ อยากให้รับฟังจากช่องทางทางการเท่านั้น ขอย้ำว่าความปลอดภัยของลูกเรือทั้ง 3 คน เป็นสิ่งที่เรากังวลที่สุด ทุกคนเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่

เมื่อถามถึงมาตรการป้องกันการโจมตีเรือพาณิชย์ของไทยไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ นายปาณิดล กล่าวว่า เรื่องนี้กองทัพเรือดูแลอยู่แล้ว และได้มีการออกแถลงเตือนเรือที่แล่นอยู่ในพื้นที่ว่า ควรปฏิบัติอย่างไรและมีแผนประเมินความเสี่ยงอย่างไร จึงจะต้องขอให้เรือปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เบื้องต้นที่ทราบมีการแจ้งเตือนไปแล้ว 5 ครั้ง แต่ขอย้ำว่าขณะนี้เรือพาณิชย์ของไทยได้ออกจากพื้นที่ดังกล่าวหมดแล้ว

มาร์ค-กรณ์ จี้ รัฐบาล ผันค่าการกลั่น เข้ากองทุนน้ำมัน แก้วิกฤตพลังงาน

มาร์ค-กรณ์ จี้ รัฐบาล ผันค่าการกลั่น เข้ากองทุนน้ำมัน แก้วิกฤตพลังงาน

มาร์ค-กรณ์ จี้ รัฐบาล ผันค่าการกลั่น เข้ากองทุนน้ำมัน แก้วิกฤตพลังงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.56 น.

“อภิสิทธิ์-กรณ์” จี้ “รัฐบาล” ผันค่าการกลั่นอุดหนุนที่จ่ายให้เอกชน เติมในกองทุนน้ำมัน หลังพบใช้เงินกองทุน ตรึงราคาดีเซลสูง 16 บาทต่อลิตร หวั่นเป็นภาระของประชาชน พร้อมจี้ให้ทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมัน-ก๊าซ-ไฟฟ้า

วันที่ 12 มีนาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์คลิปผ่านเพจเฟซบุ๊ก เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลใช้เงินส่วนต่างที่เพิ่มจากค่าโรงกลั่นแก้ปัญหาวิกฤติราคาพลังงาน เพราะปัจจุบันนพบว่าค่าการกลั่นมีราคาสูงขึ้นเกือบ 3 เท่า เมื่อเทียบกับเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ควรนนำค่าการกลั่นดังกล่าวจ่ายให้กับกองทุนน้ำมัน เพื่อลดภาระที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในอนาคต ทั้งนี้รัฐบาลใช้มาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซล  โดยใช้เงินจากกองทุนน้ำมัน  ที่ลิตรละเกือบ 16 บาท เป็นตัวเลขที่สูงมาก

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า และในภาวะวิกฤติพลังงานปัจจุบันรัฐบาลจำเป็นทบทวนเรื่องโครงสร้างราคาพลังงานทั้งหมด ไม่เฉพาะ น้ำมัน แต่ยังรวมถึงก๊าซ และไฟฟ้า เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน และไม่มีใครที่แสวงหากำไร หรือ ผลตอบแทนในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์โพสต์เฟซบุ๊คในประเด็นเดียวกัน โดยระบุว่า ประชาชนนอาจไม่ทราบว่าเหตุที่ราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการยังนิ่ง เพราะกองทุนนน้ำมันใช้เงินในกองทุนชดเชย โดยวานนี้ (11 มี.ค.) ชดเชยดีเซลถึงลิตรละ 16.97 บาท  ส่วนแก๊ซโซฮอล  91 และ 95 ชดเชยลิตรละ 7.41 บาท ทั้งนี้รัฐบาลประกาศว่าจะตรึงดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน ซึ่งจะครบวันที่ 17 มี.ค. จากนั้นหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายคงต้องปรับราคาสูงขึ้น เพื่อลดภาระกองทุนนํ้ามัน และเพื่อให้กลไกตลาดช่วยทำให้เกิดการประหยัดการใช้มากกว่าปัจจุบัน

“แต่มีเรื่องหนึ่งที่กระทรวงพาณิชย์ไม่ควรมองข้าม นั่นคือค่าการกลั่น ที่เพิ่มขึ้น 3 เท่าในช่วง 10 วันที่ผ่านมา จากลิตรละ 2 บาทเป็น 6 บาท หมายความว่า เรากำลังใช้เงินของประชาชนไปจ่ายกำไรเพิ่มขึ้นให้กับเหล่าบริษัทกลั่นนํ้ามันหากทางกระทรวงพาณิชย์คุมให้ค่าการกลั่นอยู่ในระดับปกติคือ 2 บาท ราคานํ้ามันจะถูกลงได้ถึง 4 บาทต่อลิตรทันที” นายกรณ์ กล่าว

ทวีค้านแยก ก.ท่องเที่ยวและกีฬา หวั่นทำลายพลังสำคัญทางเศรษฐกิจ

ทวีค้านแยก ก.ท่องเที่ยวและกีฬา หวั่นทำลายพลังสำคัญทางเศรษฐกิจ

ทวีค้านแยก ก.ท่องเที่ยวและกีฬา หวั่นทำลายพลังสำคัญทางเศรษฐกิจ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.37 น.

ทวี ค้านแยกการท่องเที่ยว-กีฬา ชี้ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาเป็นพลังสำคัญทางเศรษฐกิจ ทำเงินมหาศาล ติง วัฒนธรรม ไม่ใช่สินค้าประดับตู้โชว์ เพื่อดึงดูดเงินตรา ผ่านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

วันที่ 12 มีนาคม 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า  แยก“ท่องเที่ยว-กีฬา” และรวม “วัฒนธรรม–ท่องเที่ยว” เป็นโจทย์ที่ท้าทายและมีความละเอียดอ่อนสูง 

ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปโครงสร้างราชการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเสนอให้กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา การแยกท่องเที่ยวออก แล้วนำท่องเที่ยวไปอยู่ในกระทรวงวัฒนธรรม หรือ วัฒนธรรม-ท่องเที่ยว จึงมีข้อวิพากษ์ประเด็นนี้เป็นมุมมองจากประสบการณ์ ดังนี้

1. การแยก “ท่องเที่ยว-กีฬา” : เสาหลักที่ทำหน้าที่ได้ดีมาโดยตลอด

ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย ล่าสุดในปี 2568 กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬารายงานว่าสร้างรายได้มหาศาลให้แก่ประเทศกว่า 1.5 ล้านล้านบาท สะท้อนว่ากระทรวงนี้ทำงานได้อย่างสอดประสานและบูรณาการทุกภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความสำเร็จนี้ไม่ได้มีเพียงมิติเงินตรา แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนผ่านระบบกีฬาและการสร้างภาพลักษณ์ประเทศในเวทีโลก การจะแยกโครงสร้างที่ทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนาน รัฐต้องมีคำตอบที่ชัดเจนว่า “ประชาชนจะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างไร?” มิฉะนั้น การปฏิรูปอาจกลายเป็นเพียงการรื้อระบบที่ลงตัวอยู่แล้วให้หยุดชะงัก และทำให้กลไกทางเศรษฐกิจและสังคมที่ประชาชนพึ่งพาต้องอ่อนแรงลง

2. ด้านกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อ “วัฒนธรรม” คือประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรม ดังนั้น ข้อเสนอที่ให้นำงานวัฒนธรรมไปควบรวมกับการท่องเที่ยว จึงเป็นประเด็นที่ต้องฉุกคิดอย่างระมัดระวัง เพราะวัฒนธรรมคือ “ลมหายใจของผู้คน” ไม่ใช่ “สินค้าประดับตู้โชว์” เพื่อดึงดูดเงินตราเพียงอย่างเดียว หากรัฐมองวัฒนธรรมผ่านเลนส์ของ “อุตสาหกรรมท่องเที่ยว” เพียงอย่างเดียว เรากำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่กัดเซาะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  อาทิ

รากเหง้า vs ยอดขาย : เมื่ออัตลักษณ์ถูกประเมินด้วย KPI คุณค่าของคนจะถูกลดทอนเหลือเพียงตัวเลขทางสถิติ

วิถีชีวิต vs การแสดง : วัฒนธรรมอาจถูกทำให้ “เรียบง่าย” เพื่อเอาใจตลาด จนสูญเสียจิตวิญญาณดั้งเดิมและความภาคภูมิใจ

พลเมือง vs ตัวประกอบฉาก : ประชาชนอาจถูกลดทอนฐานะเป็นเพียง “ฉากหลัง” ของการท่องเที่ยว ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 70 ที่คุ้มครองสิทธิในการดำรงวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างสงบสุข

3. การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมนั้นต้องแสวงจุดรวม สงวนจุดต่าง การบริหารพหุวัฒนธรรมไม่ใช่การนำดอกกุหลาบและดอกมะลิมาปั่นรวมกันจนไร้อัตลักษณ์ แต่ต้องใช้แนวคิด “ทฤษฎีดอกไม้หลากสี” ภายใต้หลักการ “แสวงจุดรวม สงวนจุดต่าง” คือการร่วมมือเพื่อเป้าหมายส่วนรวมของชาติ (จุดรวม) แต่ต้องเคารพและรักษาเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์ ความเชื่อ และจิตวิญญาณ (จุดต่าง) ไว้อย่างมีศักดิ์ศรี รัฐต้องเคารพ “กาลเทศะและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์” ของวัฒนธรรม มิใช่ปล่อยให้การท่องเที่ยวเข้าไปทำลายความสงบทางจิตวิญญาณเพียงเพื่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจ

4. คำสุภาษิตที่ว่า “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” ย้ำเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงย่อมมีขึ้นเสมอตามยุคสมัย แต่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งหมายให้ “ดีขึ้นกว่าเดิม” และต้องชอบด้วยเหตุผลตามหลักวิชาการ หลักกฎหมาย หลักจริยธรรม (ยึดมั่นในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์) และหลักความเป็นจริงตามบริบททางสังคม มีเป้าประสงค์สูงสุดเพื่อความผาสุกของประชาชน และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ โจทย์นี้มีความท้าทายและมีความละเอียดอ่อนสูงมาก

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง

หัวหน้าพรรคประชาชาติ

สภาสูง สั่ง สว. งด-เลื่อน เดินทางเยือนต่างประเทศ ขานรับมาตรการประหยัดพลังงาน

สภาสูง สั่ง สว. งด-เลื่อน เดินทางเยือนต่างประเทศ ขานรับมาตรการประหยัดพลังงาน

สภาสูง สั่ง สว. งด-เลื่อน เดินทางเยือนต่างประเทศ ขานรับมาตรการประหยัดพลังงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.35 น.

“วิปวุฒิสภา” สั่ง สว. งด-เลื่อน เดินทางเยือนต่างประเทศ หนุนมาตรการรัฐบาล รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง พร้อมนัดประชุม 16 – 17 มี.ค. 

วันที่ 12 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ฐานะประธานคณะกรรมาธิการกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ได้นัดประชุมวิปวุฒิสภา เมื่อ 11 มี.ค. เพื่อพิจารณาการบรรจุระเบียบวาระการประชุมวุฒิสภา ในวันที่ 16 -17 มี.ค.    โดยมีวาระพิจารณาสำคัญ คือ ในวันที่ 16 มี.ค. พิจารณาเรื่องด่วน ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภาฝ่ายวุฒิสภาในคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา (ก.ร.)  แทนตำแหน่งที่ว่าง จำนวน 2 คน ขณะที่การประชุมวันที่ 17 มี.ค. จะพิจารณาเรื่องที่กมธ.พิจารณาแล้วเสร็จ 4 เรื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ประชุมวิปวุฒิสภา ได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางและผลกระทบต่อประเทศไทยในประเด็นต่าง ๆ และเห็นควรให้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยขอความร่วมมือ กมธ.ปรับเปลี่ยนการประชุมเป็นการประชุมออนไลน์เพื่อลดการเดินทางมาประชุมที่อาคารรัฐสภา และให้งดหรือเลื่อนการเดินทางไปประชุมทวิภาคีและไปเยือนต่างประเทศในช่วงนี้ออกไปก่อน ในส่วนของบุคลากรของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาให้พิจารณาทำงานจากที่บ้าน ตามความจำเป็นและเหมาะสม