ญี่ปุ่นสนับสนุนงบ 10 ล้าน กองทัพไทย อัปเกรดกู้ภัยทางทะเล-รับมือภัยพิบัติ

ญี่ปุ่นสนับสนุนงบ 10 ล้าน กองทัพไทย อัปเกรดกู้ภัยทางทะเล-รับมือภัยพิบัติ

ญี่ปุ่นสนับสนุนงบ 10 ล้าน กองทัพไทย อัปเกรดกู้ภัยทางทะเล-รับมือภัยพิบัติ

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.50 น.

กห. ต้อนรับคณะผู้แทนญี่ปุ่น หารือความร่วมมือด้านความมั่นคงโครงการ OSA รับมอบเงิน 100 ล้านบาท สานต่อความร่วมมือด้านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ

วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 กระทรวงกลาโหม โดยสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม มีความยินดีในการให้การต้อนรับคณะผู้แทนฝ่ายญี่ปุ่น ประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น​ ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย และผู้แทนจากสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารญี่ปุ่น ณ กรุงเทพฯ ในการร่วมหารือเกี่ยวกับการดำเนินการภายใต้โครงการให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคงแบบให้เปล่า (Official Security Cooperation : OSA) ระหว่างวันที่ 16 -17 ก.ค.69

การร่วมหารือดังกล่าว​มีวัตถุประสงค์​ เพื่อหารือถึงสถานะของการดำเนินโครงการ​ OSA​ 2025​ ตามที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ​ เมื่อวันที่​ 25 พฤศจิกายน​ 2568 และได้มีการลงนามร่วมกันระหว่างนายโอทาคา มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย และพลเอกธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 รวมทั้งเพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการ​ OSA​ 2026​ ร่วมกัน
 
ภายใต้โครงการ OSA 2025 ญี่ปุ่นจะได้สนับสนุนสิ่งอุปกรณ์ในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (Humanitarian Assistance and Disaster Relief : HADR) มูลค่า 500 ล้านเยน (ประมาณ 100 ล้านบาท)​ แก่กองบัญชาการกองทัพไทยและกองทัพเรือ ในการรับมือภัยพิบัติรวมทั้งการค้นหาและกู้ภัยทางทะเล ซึ่งจะมีส่วนช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคงของไทย ธำรงรักษาและเสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค รวมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นและไทย 

โครงการ OSA เป็นกลไกในการส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่นกับประเทศที่มีแนวคิดและมุมมองที่คล้ายคลึงกัน (Like-Minded Countries) โดยเป็นการสนับสนุนการจัดหายุทโธปกรณ์และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้แก่ประเทศผู้รับประโยชน์ให้แก่ประเทศในภูมิภาค และนำไปสู่การรักษาและเสริมสร้างสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศในภาพรวม

ดร.มัลลิกา รับรางวัล เพชรกนก สาขาพิทักษ์ธรรม ด้านเชิดชูผู้สร้างคุณประโยชน์แก่สังคม

ดร.มัลลิกา รับรางวัล เพชรกนก สาขาพิทักษ์ธรรม ด้านเชิดชูผู้สร้างคุณประโยชน์แก่สังคม

ดร.มัลลิกา รับรางวัล เพชรกนก สาขาพิทักษ์ธรรม ด้านเชิดชูผู้สร้างคุณประโยชน์แก่สังคม

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.34 น.

วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 เวลา16.00 น. รายงานข่าวแจ้งว่า ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ได้รับการประกาศเกียรติคุณเข้ารับ รางวัลเพชรกนก ครั้งที่ 6 สาขาพิทักษ์ธรรม ซึ่งจัดโดย สมาคมผู้ผลิตรายการภาพและเสียง เพื่อยกย่องบุคคลที่อุทิศตนทำความดี ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง

รางวัลเพชรกนกถือเป็นหนึ่งในรางวัลอันทรงคุณค่าที่มอบเพื่อเชิดชูเกียรติบุคคลในหลากหลายสาขา ผู้ซึ่งมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในการเสียสละเพื่อส่วนรวม ส่งเสริมคุณธรรม และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม โดยสาขา “พิทักษ์ธรรม” มอบให้แก่ผู้ที่ยืนหยัดในความถูกต้อง กล้าปกป้องหลักคุณธรรม ความยุติธรรม และดำเนินกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างต่อเนื่อง

ดร.มัลลิกา ในฐานะประธานมูลนิธิมัลลิกาเพื่อประชาชน กล่าวว่า รางวัลอันทรงเกียรตินี้ไม่ใช่ความสำเร็จของตนเพียงผู้เดียว แต่เป็นกำลังใจสำคัญในการเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชน และเป็นแรงผลักดันให้ยืนหยัดทำความดี ซื่อสัตย์สุจริต และขับเคลื่อนสังคมไทยบนพื้นฐานของคุณธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อส่วนรวมต่อไป

ทั้งนี้ รางวัลเพชรกนก ครั้งที่ 6 สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับบุคคลต้นแบบที่สร้างแรงบันดาลใจแก่สังคม และเป็นการส่งเสริมให้เกิดการทำความดีอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันพัฒนาสังคมไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืนในทุกมิติ

โดยมีบุคคลซึ่งมีชื่อเสียงทุกวงการเข้ารับรางวัลนี้ ทุกสาขาอาชีพ เช่น ผู้รับรางวัลนายณัฏฐพล บุญสา หรืออาจารย์เบียร์ ร้อยตำรวจเอกชนินทร์ ถนนกลาง ตำรวจตระเวนชายแดน นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  และ คุณพลพล พลกองเส็ง ศิลปินนักแสดง ดร.ธีรพล มั่นพิริยะกุล นักธุรกิจเพื่อสังคม เป็นต้น 

‘หมอวรงค์’ คว้ารางวัล เพชรกนก สาขาเมตตาธรรม เชิดชูเกียรติคนดีศรีแผ่นดิน แฟนคลับแห่ยินดีเพียบ

‘หมอวรงค์’ คว้ารางวัล เพชรกนก สาขาเมตตาธรรม เชิดชูเกียรติคนดีศรีแผ่นดิน แฟนคลับแห่ยินดีเพียบ

‘หมอวรงค์’ คว้ารางวัล เพชรกนก สาขาเมตตาธรรม เชิดชูเกียรติคนดีศรีแผ่นดิน แฟนคลับแห่ยินดีเพียบ

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.34 น.

วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ที่ หอประชุมชั้น 7 อาคารเอ็มพีกรุ๊ป ถ.ประดิษฐ์มนูธรรม กทม.  สมาคมผู้ผลิตรายการภาพและเสียง จัดวิธีมอบรางวัลเพชรกนกและกนกนาคราช ครั้งที่ 6 ประจำปีพ.ศ.2568-2569 ได้รับเกียรติจากคุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบรางวัล

พิธีมอบรางวัล “เพชรกนก” และ”กนกนาคราช” ครั้งที่ 6 ประจำปีพ..ศ.2568-2569คณะกรรมการได้คัดสรรบุคคลจากทุกสาขาวิชาชีพเข้ารับรางวัล เพชรกนก ในสาขาต่างๆทั้ง 5 สาขา อาทิ 

สาขากตัญญุตา เช่น คุณศรัณฉัตร์ สมบูรณ์ (แป้ง มิตรชัย) คุณนภัสสร สุวรรณานนท์ (นิว วงนิวจิ๋ว) คุณมงคล สะอาดบุญญพัฒน์ (นาย เดอะคอมเมเดี้ยน) คุณอธิป โสดา (ลีโอ ไมค์หมดหนี้) ว่าที่ร้อยตรี ธนัญชัย เฮี้ยนชาศรี (จุ๊บจิ๊บ เชิญยิ้ม) คุณพิมพ์ลดา แววไธสง (สอดอ Style)คุณรัชนก สุวรรณเกตุ (เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น) คุณฐิติรัศมิ์ เจริญภักดี (น้ำหวาน ซาซ่า) เป็นต้น

สาขาเมตตาธรรม เช่น นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม คุณกชพร เวโรจน์ (มาดามหยก) คุณภัครดา เหตระกูล คุณกวิน พงศ์นิยธรรม (รองผู้อำนวยการ ฝ่ายผลิตรายการ บริษัท ไทยบอร์ดคาสติ้ง จำกัดสถานีโทรทัศน์ช่อง workpoint) คุณพลพล พลกองเส็ง คุณปิยะวัฒน์ เข็มเพชร (ดีเจ พีเค) เป็นต้น

สาขายุติธรรม เช่น คุณกีรติ เทพธัญญ์ (เอ๊าะ ครัวคุณต๋อย) ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม (รักษาการอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ (อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) พท.ภ.พิษณุ แดงประเสริฐ (ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสุภาพโอสถ) คุณกรรณการ์ อวิรุทธ์ พลตำรวจโทศักดิ์รพี เพรียวพานิช (ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ) เป็นต้น

สาขาพิทักษ์ธรรม เช่น MR.MUSAH AMIDU JOHNSON (โจอี้ เชิญยิ้ม) คุณคริสโตเฟอร์ แจ๊ค เบญจกุล (คริส เบญจกุล) พล.ต.ต. ธนันท์ธร รัตนภาคย์  (รองผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี สตช.) คุณณัฏฐพล บุญสา (อ.เบียร์ คนตื่นธรรม) คุณสวิช เพชรวิเศษสิริ (นักแสดงช่อง 7) เป็นต้น

สาขา เกียรติภูมิแผ่นดิน เช่น คุณนทพร บุญบุบผา (เจ้าของผลิตภัณฑ์ Glass Skin) คุณปริภัณฑ์ วัชรานนท์ (โต๊ะ หัวหน้าทีมพากย์พันธมิตร) ดร.อุษณีย์ ลีโอณิโอ มหากิจศิริ คุณสุนทร สุจริตฉันท์ (จึ๊ด รอยัลสไปร์ท) คุณวันดา ใจมา (ศิลปินชื่อดัง) ดร.สุวรรณา ศิลปอาชา คุณเยาวณี นิรันดร (เจ้าของ 129 อาร์ต มิวเซียม) ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช (นายกแพทยสมาคม) อ.ธงชัย รักปทุม ศิลปินแห่งชาติ เป็นต้น 

ส่วนรางวัลกนกนาคราช สำหรับองค์กรศรีแผ่นดินผู้สร้างสมคุณงามความดีแก่สังคมและประเทศชาติในครั้งนี้ คณะกรรมการได้คัดสรรองค์กรต่างๆทุกสาขาวิชาชีพเพื่อเข้ารับรางวัล อาทิ  สภาทนายความแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รับโดย ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความฯ พิพิธภัณฑ์บ้านดำ จ.เชียงราย รับโดยดร.ดอยธิเบศร์ ดัชนี พิพิธภัณฑ์ศิลปะเชียงใหม่ รับโดยอ.พรชัย ใจมาและ วัดสารอด รับโดย พระครูสังฆกิจดิลก,ดร. เจ้าอาวาสวัดสารอด เป็นต้น

ล่าสุด นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทยภักดี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า วันนี้ผมได้มารับรางวัล “เพชรกนก” เชิดชูเกียรติคนดีศรีแผ่นดิน บุคคลที่สร้างสมคุณงามความดี มีความเสียสละ และบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมและประเทศชาติ สาขาเมตตาธรรม ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้ผลิตรายการภาพและเสียง

หลังจากโพสต์ออกไปก็มีความเข้ามาแสดงความยินดีเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ รางวัล “เพชรกนก” และ “กนกนาคราช” เป็นรางวัลเชิดชูเกียรติคนดีศรีแผ่นดิน บุคคลและ องค์กร ผู้สร้างสมคุณงามความดี มีความเสียสละ และบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมและประเทศชาติ
ดำเนินการและบริหารจัดการโดย สมาคมผู้ผลิตรายการภาพและเสียง และ สมาคมสุนทรียศาสตร์และศิลป์

หลักการและเหตุผล

* พระราชดํารัสในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2515 ความตอนหนึ่งว่า… “ทุกคนจะต้องร่วมกันรักษาความดีงามให้ดํารงมั่นคงอยู่ในแผ่นดิน เพื่อความเป็นปึกแผ่น ความผาสุกและความก้าวหน้าของประเทศชาติและของคนไทย ทุกถ้วนหน้า…”*

ซึ่งสมาคมและคณะกรรมการจัดพิธีมอบรางวัล “เพชรกนก”และ “กนกนาคราช” ได้น้อมนำกระแสพระราชดํารัสดังกล่าวมาเป็นหลักการและแนวทางในการดําเนินการเพื่อยกย่องเชิดชูผู้กระทำคุณงามความดีให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปีพ.ศ.2558 เป็นต้นมา พร้อมกันนี้สมาคมฯขอน้อมนำ

*พระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 ความว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”* มาเป็นพลังในการขับเคลื่อนการยกย่องเชิดชูคนดี คิดดี พูดดี และทำดี ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นหลักชัยของสังคมและประเทศชาติต่อไป โดยจัดให้มีการยกย่อง เชิดชูและมอบรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติแก่ผู้สั่งสมคุณงามความดี ทั้งบุคคล และองค์กรที่มีความเสียสละบำเพ็ญตนเพื่อสาธารณประโยชน์ เพื่อเป็นการส่งเสริมสร้างขวัญและกําลังใจแก่คนดีเหล่านั้น ให้ร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่มีคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนเป็นแบบอย่าง เพื่อปลุกกระแสการสร้างสังคมแห่งความดีอย่างเป็นรูปธรรมเนื่องจากความดีและคุณธรรม เป็นรากฐานอันสําคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและพัฒนาสังคมสู่ความร่มเย็นเป็นสุขอย่างมั่นคงและยั่งยืน

วัตถุประสงค์
1.เพื่อส่งเสริมสนับสนุน ให้คนไทยตระหนักในหน้าที่รับผิดชอบที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

2.เพื่อยกย่องส่งเสริมบุคคลและองค์กรผู้กระทําความดีอันเป็นที่ประจักษ์แก่สังคมและประเทศชาติ

3.เพื่อสร้างขวัญ กําลังใจตลอดจนปลุกจิตสํานึกและกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนได้มีแบบอย่างที่ดีและมีส่วนร่วมในการรณรงค์รักษาและส่งเสริมคนดีที่มีความเสียสละและตั้งมั่นในการกระทำความดีทั้งต่อตนเองและประเทศชาติ

4.เพื่อเสริมสร้างสังคมไทยและสังคมโลกให้เป็นสังคมแห่งคุณธรรมอย่างมั่นคงและยั่งยืนตามแนวทางของ ESG และ SDGs

อนุทิน ย้ำนักลงทุนเชื่อมั่นไทย เร่งแก้ Missing Link เชื่อมระนอง-ชุมพร ชี้ยังลุยศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

อนุทิน ย้ำนักลงทุนเชื่อมั่นไทย เร่งแก้ Missing Link เชื่อมระนอง-ชุมพร ชี้ยังลุยศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

อนุทิน ย้ำนักลงทุนเชื่อมั่นไทย เร่งแก้ Missing Link เชื่อมระนอง-ชุมพร ชี้ยังลุยศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.08 น.

“อนุทิน”เผย นักลงทุนเชื่อมั่นไทย เร่งชูจุดแข็งโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมแก้ “Missing Link” เชื่อมระนอง-ชุมพร บูรณาการโปรเจกต์แลนด์บริดจ์ ชี้รัฐบาลยังเดินหน้าศึกษาแลนด์บริดจ์ แต่มุ่งปรับปรุงการเชื่อมโยงระบบคมนาคมทางบกและระบบราง ปรับปรุงท่าเรือฝั่งระนองก่อน เพื่อเชื่อมโยงกับการขนส่งกับประเทศอื่น

วันที่ 18 ก.ค. ที่นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังการหารือกับนักลงทุนจีนว่านักลงทุนจีนมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยอย่างมาก โดยเฉพาะความพร้อมด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานที่รองรับการลงทุนได้จริง ซึ่งระบบคมนาคมและการขนส่งสินค้าถือเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนตัดสินใจเลือกไทยเป็นฐานการผลิต ทั้งนี้ ภาคธุรกิจมีความต้องการให้ภาครัฐดำเนินการต่าง ๆ ด้วยความรวดเร็วและลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการมาตลอด

“ในสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน ประเทศไทยถือว่ามีความโดดเด่นและยืนอยู่ในแถวหน้าของการเป็นฐานการผลิตทางอุตสาหกรรมที่สำคัญในส่วนของนโยบายด้านความโปร่งใสรัฐบาลจะไม่ยอมให้มีเรื่องค่าน้ำร้อนน้ำชาหรือการทุจริตโดยเด็ดขาด เพราะเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน” นายอนุทิน กล่าว 

นายกรัฐมนตรี ระบุว่าสำหรับภาคการท่องเที่ยว ไทยมีทรัพยากรธรรมชาติที่ครบถ้วนทั้ง “Sea Sand Sun”  ซึ่งรัฐบาลมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัยและความเป็นธรรมให้กับนักท่องเที่ยว โดยมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ และยืนยันว่ามาตรฐานความปลอดภัยของไทยนั้นสามารถวัดผลเปรียบเทียบกับประเทศที่เจริญแล้วได้อย่างมั่นใจ 

ผู้สื่อข่าวถามถึงโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) นายอนุทิน กล่าวว่า โครงการดังกล่าวยังคงเป็นแนวทางนโยบายของรัฐบาล ที่จะศึกษาโครงการต่อไป แต่สิ่งสำคัญตอนนี้คือต้องเร่งดำเนินการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานทางบกที่เป็นจุดที่ยังไม่เชื่อมต่อ (Missing Link)  รวมทั้งระบบราง เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางอาเซียนและเป็นประเทศเดียวที่สามารถลิงก์กับประเทศอื่น ๆ ได้ทั้งทางบกและทางน้ำ 

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะดำเนินการในฝั่งท่าเรือฝั่งตะวันตกก่อนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าเราเริ่มจากการปรับปรุงท่าเรือน้ำลึกฝั่งตะวันตกที่จังหวัดระนองก่อน เพื่อให้เชื่อมโยงกับจังหวัดชุมพร และระบบโลจิสติกส์ทางบก เชื่อมโยงกับประเทศอื่นๆได้

นายกรัฐมนตรี ระบุว่าด้วยว่ากระทรวงคมนาคมกำลังดำเนินการศึกษาโครงการนี้อย่างต่อเนื่องแบบคู่ขนาน เพื่อพิจารณาถึงความคุ้มค่าและเงื่อนเวลาการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อให้การพัฒนาเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศต่อไป

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ตรวตเหตุไฟไหม้ตากสิน 11 ส่งต่อ 17 แมวรอดชีวิตสู่บ้านประเวศ ชวนผู้ใจบุญช่วยอุปการะ

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ตรวตเหตุไฟไหม้ตากสิน 11 ส่งต่อ 17 แมวรอดชีวิตสู่บ้านประเวศ ชวนผู้ใจบุญช่วยอุปการะ

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ตรวตเหตุไฟไหม้ตากสิน 11 ส่งต่อ 17 แมวรอดชีวิตสู่บ้านประเวศ ชวนผู้ใจบุญช่วยอุปการะ

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ตรวตเหตุไฟไหม้ตากสิน 11 ส่งต่อ 17 แมวรอดชีวิตสู่บ้านประเวศ ชวนผู้ใจบุญช่วยอุปการะ

เมื่อเวลา 11.00 น. 18 ก.ค. 69 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมผู้บริหารสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานเขตธนบุรี และผู้เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุเพลิงไหม้บ้านบริเวณซอยสมเด็จพระเจ้าตากสิน 11 เขตธนบุรี โดยได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้เมื่อช่วงเช้าวันนี้ เวลา 05.59 น. เจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยถึงที่เกิดเหตุเวลา 06.05 น. และสามารถควบคุมเพลิงได้เมื่อเวลา 06.14 น. มีผู้เสียชีวิต 2 ราย

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

นายชัชชาติ กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้ามีเหตุการณ์น่าเสียใจเกิดขึ้น เป็นเหตุเพลิงไหม้บ้านแฝด 2 หลัง ในซอยตากสิน 11 มีคุณลุงและคุณป้า 2 ท่าน พักอาศัยอยู่บนชั้น 2 และเสียชีวิต คาดว่าสาเหตุเกิดจากการสำลักควันไฟ ส่วนบ้านที่อยู่ติดกันสามารถช่วยเหลือผู้อยู่อาศัยออกมาได้ทั้งหมด โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยมาถึงที่เกิดเหตุภายใน 6 นาที แต่ขณะนั้นเพลิงได้ลุกลามไปมากแล้ว

คุณลุงและคุณป้าผู้เสียชีวิตเป็นผู้มีจิตเมตตา เลี้ยงแมวไว้เป็นจำนวนมาก คาดว่าประมาณ 100 ตัว ภายหลังควบคุมเพลิงได้พบแมวตาย 73 ตัว อย่างไรก็ตาม มีแมวได้รับการช่วยเหลือและรอดชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ 19 ตัว โดยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์ 2 ตัว และอีก 17 ตัว ส่งมายังสำนักงานเขตธนบุรีแล้ว โดยในเวลาเที่ยงวันนี้ (18 ก.ค. 69) ได้ส่งแมวทั้ง 17 ตัว ไปยังศูนย์ควบคุมสุนัขกรุงเทพมหานคร (ประเวศ) หรือบ้านน้องหมาน้องแมวประเวศ เพื่อรอผู้ใจบุญรับอุปการะ

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

“ถึงแม้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะมาถึงที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็วแล้ว แต่บางครั้งก็ไม่สามารถช่วยเหลือชีวิตได้ทัน เนื่องจากปัจจัยหลายประการ เช่น ควันไฟ และความรวดเร็วในการลุกลามของเพลิง ขอแสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิตและญาติ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น และขอให้ประชาชนช่วยกันระมัดระวังสาเหตุที่อาจทำให้เกิดเพลิงไหม้” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว

ผู้ที่สนใจอุปการะแมวที่ส่งต่อมายังศูนย์ควบคุมสุนัขกรุงเทพมหานคร (ประเวศ) หรือบ้านน้องหมาน้องแมวประเวศ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ในวันจันทร์–วันศุกร์ เวลา 08.00–15.00 น. หรือโทร. 02-328-7460 หรือที่ Facebook : bkk adopter

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ปิยะรัฐชย์ เดินหน้าโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ มุ่งเน้นแก้ปัญหาเกษตรกรอย่างยั่งยืนทั่วประเทศ

ปิยะรัฐชย์ เดินหน้าโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ มุ่งเน้นแก้ปัญหาเกษตรกรอย่างยั่งยืนทั่วประเทศ

ปิยะรัฐชย์ เดินหน้าโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ มุ่งเน้นแก้ปัญหาเกษตรกรอย่างยั่งยืนทั่วประเทศ

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

“ปิยะรัฐชย์”เปิดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 ระดับประเทศ ยกระดับการให้บริการแบบ One Stop Service นำเทคโนโลยีช่วยเกษตรกรลดต้นทุน และรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 ระดับประเทศ โดยมีนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนจากหน่วยงาน ภาครัฐ ภาคเอกชนและเกษตรกร เข้าร่วม ณ โรงเรียนแม่จันวิทยาคม อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช

โดยนางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสมหามงคล วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดโครงการฯดังกล่าวขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติและสืบสานพระราชปณิธานที่ทรงมุ่งมั่น ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อช่วยเหลือ แก้ไขปัญหา และบรรเทาความเดือดร้อนของ ราษฎรในทุกด้าน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น ด้านการเกษตร การศึกษา การสาธารณสุข การบริหารจัดการน้ำ และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้เป็นหนึ่งในรูปแบบ ของการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรที่สอดคล้องกับความต้องการ ของเกษตรกรในพื้นที่อย่างครบวงจร เพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างยั่งยืน สำหรับจุดเด่นของการจัดงานในครั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พัฒนารูปแบบการให้บริการโดยยึดแนวคิดการเรียนรู้จากปัญหาจริงควบคู่กับการสื่อสารเพื่อให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหา ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ ในรูปแบบ One Stop Service ที่มีความรวดเร็ว ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเสริมในการลดภาระต้นทุนการผลิต เพื่อให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการงบประมาณและจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน  รวบการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับ โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดเตรียมแนวทาง เพื่อนำเสนอในการเป็นทางเลือกให้แก่เกษตรกรเพื่อให้สามารถรับมือสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย

สำหรับภายในงาน โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ บูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯและหน่วยงานภาคีเครือข่าย ในการให้คำปรึกษา การวิเคราะห์ปัญหา การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสนับสนุนปัจจัยการผลิต ตลอดจนการสาธิตองค์ความรู้ด้านการเกษตร ที่ครอบคลุมทุกมิติ จำนวน 11 คลินิกหลัก ได้แก่ คลินิกส่งเสริมการเกษตรคลินิกดิน คลินิกพืช คลินิกข้าว คลินิกปศุสัตว์คลินิกประมง คลินิกชลประทาน คลินิกสหกรณ์ คลินิกบัญชี คลินิกกฎหมาย และคลินิกหม่อนไหมรวมทั้งคลินิกอื่น ๆ จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอีกจำนวน 17 หน่วยงาน 

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะดำเนินการจัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ เฉลิมพระเกียรติ ฯ ในระดับจังหวัดอีก 76 จังหวัด ทั่วประเทศ ตลอดเดือนกรกฎาคมนี้ โดยเกษตรกรที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัด ใกล้บ้าน หรือที่เว็บไซต์ข้อมูลโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ (https://clinickaset.doae.go.th)

ยศชนัน ผนึก พม. ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด คิกออฟ Sandbox แก้จน 5 ด้าน

ยศชนัน ผนึก พม. ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด คิกออฟ Sandbox แก้จน 5 ด้าน

ยศชนัน ผนึก พม. ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด คิกออฟ Sandbox แก้จน 5 ด้าน

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

“ยศชนัน” ผนึก พม. ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด คิกออฟ Sandbox “แก้จน 5 ด้าน” ใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมพาคนจนพ้นความยากจน สำเร็จแล้วจะขยายผลทั่วประเทศ

วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดปฏิบัติการ “แผนขจัดความยากจนและยกระดับฐานะทางสังคม 5 ด้าน ด้วย อววน.” (แผนแก้จน 5 ด้าน) ในรูปแบบ Sandbox นำร่องพื้นที่จริง โดยใช้องค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาความยากจนอย่างแม่นยำถึงระดับครัวเรือน หากประสบผลสำเร็จจะขยายผลสู่ทั่วประเทศ โดยมีผู้บริหารทั้ง 2 กระทรวง และผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เข้าร่วม

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หัวใจของ Sandbox ครั้งนี้คือ การลงมือปฏิบัติจริงในพื้นที่ โดยใช้แพลตฟอร์มขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำระดับจังหวัด (Provincial Poverty Alleviation Platform: PPAP) ที่มีมหาวิทยาลัยในพื้นที่เป็นแกนกลาง เชื่อมโยงการทำงานกับจังหวัด ท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และหน่วยงานรัฐทุกระดับ

ที่ผ่านมา ระบบข้อมูล PPPConnext ของกระทรวง อว. สามารถค้นหาและสอบทานครัวเรือนยากจนได้ 1,243,449 คน จาก 303,444 ครัวเรือน ใน 20 จังหวัด ทำให้พบ คนจนที่เคยตกหล่นจากระบบ และวิเคราะห์ปัญหาตามฐานทุน 5 ด้าน คือ ทุนมนุษย์ ทุนกายภาพ ทุนการเงิน ทุนธรรมชาติ และทุนสังคม ก่อนออกแบบความช่วยเหลือรายครัวเรือน

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

 แผนงานวิจัยนี้พัฒนา โมเดลแก้จนด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแล้วกว่า 458 โมเดล สร้างรายได้ให้คนยากจน 179,370 คน คิดเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นรวม 979 ล้านบาท โดยมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมพร้อมขยายผลรวม 3,638 เทคโนโลยี ครอบคลุมด้านอาหารและการแปรรูป ประมง เกษตรกรรม และการเพิ่มมูลค่าเศษวัสดุ ผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่กว่า 70 แห่งทั่วประเทศ

สำหรับจังหวัดร้อยเอ็ดซึ่งเป็นพื้นที่ Sandbox ครั้งนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดได้ค้นหาและสอบทานครัวเรือนยากจนแล้ว 53,795 คน และดำเนินโครงการเด่นอย่างโมเดล “การผลิตผักปลอดภัยด้วยเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture)” ในอำเภอเกษตรวิสัยและอำเภอเมืองร้อยเอ็ด ที่นำระบบ IoT เซนเซอร์ ระบบน้ำหยดอัตโนมัติ และการตลาดดิจิทัลมาช่วยเกษตรกร มีครัวเรือนได้รับประโยชน์ 514 ครัวเรือน รายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3,414 บาท/เดือน/ครัวเรือน เกษตรกรร้อยละ 27.4 เริ่มมีเงินออมเป็นครั้งแรก และร้อยละ 44.5 มีภาระหนี้สินลดลง

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

การลงพื้นที่ร่วมกันของสองกระทรวงครั้งนี้ สะท้อนการบูรณาการข้ามกระทรวงอย่างเป็นรูปธรรม โดยแผนแก้จน 5 ด้าน ครอบคลุม 1. เศรษฐกิจ: เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน เชื่อมตลาด 2. มาตรฐานความเป็นอยู่: ยกระดับที่อยู่อาศัยและการรับมือภัยพิบัติ 3. สุขภาพ: ส่งต่อผู้เปราะบางเข้าสู่บริการและระบบดูแลต่อเนื่องในชุมชน 4. การศึกษา: ลดความยากจนข้ามรุ่น ติดตามเด็กเสี่ยงหลุดระบบ และ 5. การคุ้มครองทางสังคม: เชื่อมสิทธิ สวัสดิการ กองทุน และบริการภาครัฐ ซึ่งมิติด้านสุขภาพและการคุ้มครองทางสังคมจะทำงานประสานโดยตรงกับกลไกของกระทรวง พม. รพ.สต. อปท. และ อสม. ในพื้นที่

“การแก้จนด้วย อววน. คือการแก้จนด้วยความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ต้องร่วมกันสร้างกลไกความร่วมมือในพื้นที่ ศึกษาให้เข้าใจบริบทของครัวเรือนยากจนอย่างลึกซึ้ง และออกแบบให้เข้าถึงสวัสดิการสังคมและอาชีพที่มีรายได้อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงสร้างความมั่นใจและความภาคภูมิใจในตัวเอง ที่จะลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาของตัวเองอย่างพอเพียงและยั่งยืนพร้อมย้ำว่า หาก Sandbox ที่ร้อยเอ็ดพิสูจน์ผลสำเร็จ รัฐบาลพร้อมขยายโมเดลนี้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้คนไทยทุกครัวเรือนหลุดพ้นจากความยากจนอย่างแท้จริง“ ศ.ดร.ยศชนันกล่าว

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

นายนิกร กล่าวว่า กระทรวง พม. ได้พลิกโฉมการทำงานโดยนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา ด้วยการขับเคลื่อน “ฐานข้อมูลกลางผู้เปราะบาง” หรือ Social Map เพื่อชี้เป้าให้ความช่วยเหลือได้ตรงจุด ตรงคน และตรงเวลา โดยรับประกันว่าจะไม่มีใครตกหล่นจากการดูแลของรัฐอีกต่อไป พร้อมชูความสำเร็จ 4 ประการ ได้แก่ การบูรณาการฐานข้อมูลที่ช่วยให้กลุ่มเปราะบางรายใหม่กว่า 2.3 แสนคนได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, การเปิดตัวแพลตฟอร์มออนไลน์ “พม. care”, การนำ AI มาช่วยสืบค้นข้อมูลในสายด่วน 1300 พร้อมระบบ Social Monitoring บนโลกออนไลน์ และการจัดตั้ง “ศูนย์สร้างสุข” ในทุกอำเภอทั่วประเทศ  

นายนิกร กล่าวย้ำว่า ลำพังเพียงสวัสดิการจาก พม. อาจไม่เพียงพอ จึงต้องบูรณาการความร่วมมือกับ อว. ขับเคลื่อนนโยบาย “แก้จนรายพื้นที่” โดยทำการ Kick-off ปูพรมสำรวจพื้นที่นำร่องที่ร้อยเอ็ดเป็นแห่งแรก ด้วยเป้าหมายหลักคือการค้นหาและเติมคนที่ตกหล่นเข้าสู่ระบบการดูแลให้ครบ 100% และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างสองกระทรวงเพื่อ “สร้างงาน สร้างอาชีพ” อย่างเป็นรูปธรรม โดย พม. จะดูแลเรื่องความเป็นอยู่และฐานรากของชีวิต ขณะที่ อว. จะนำเทคโนโลยีและวิชาชีพเข้าไปยกระดับทักษะ เพื่อให้ประชาชนสามารถยืนหยัดหาเลี้ยงครอบครัวได้อย่างมีศักดิ์ศรี  

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ภายหลังการแถลงนโยบาย ได้มีพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ภาคีเครือข่ายที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนในจังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 11 โล่ จากนั้น นายนิกร ได้เป็นตัวแทนรับมอบข้อมูลครัวเรือนยากจนเพื่อการเข้าถึงสวัสดิการแห่งรัฐของจังหวัดร้อยเอ็ดจากผู้ว่าราชการจังหวัด และ คณะผู้บริหารร่วมถ่ายภาพ เดินชมนิทรรศการ พบปะพูดคุยให้กำลังใจตัวแทนกลุ่มเป้าหมาย นักวิจัยโครงการ และนักศึกษาที่มาร่วมงานอย่างใกล้ชิด

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ผ่ากลยุทธ์อุ้ม ทุเรียนใต้ 3 แสนตัน! ศุภจี ย้ำแก้ครบวงจร ดันส่งออกทะลุแสนล้าน

ผ่ากลยุทธ์อุ้ม ทุเรียนใต้ 3 แสนตัน! ศุภจี ย้ำแก้ครบวงจร ดันส่งออกทะลุแสนล้าน

ผ่ากลยุทธ์อุ้ม ทุเรียนใต้ 3 แสนตัน! ศุภจี ย้ำแก้ครบวงจร ดันส่งออกทะลุแสนล้าน

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.07 น.

‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ โชว์สปิริตทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา สั่งการตรงถึงกรมการค้าภายใน เร่งระบายผลผลิตทุเรียนภาคใต้กว่า 300,000 ตัน พร้อมกางแผนระยะยาวแก้ปัญหาราคาทั้งระบบ ดันสินค้าเกษตรไทยสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน

18 ก.ค.69 เพจเฟซบุ๊ก “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” โพสต์ข้อความเปิดเผยว่า ข้อดีของโลกที่การสื่อสารเชื่อมต่อถึงกัน คือ การที่เราสามารถ ‘ทำงาน’ ได้ในทุกที่ทุกเวลาค่ะ

ในระหว่างที่มีภารกิจเดินทางในต่างประเทศ เพื่อเจรจาการค้า การลงทุน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เราก็ยังคอยดูแลแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุดได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในดูแลทุเรียนในภาคใต้ ด้วยการเร่งระบายผลผลิตกว่า 300,000 ตัน แม้ว่าราคาของทุเรียนใต้เกรดหมอนทองจะอยู่ที่ช่วง 85-105 บาทต่อกิโลกรัมแล้วก็ตาม

ที่ผ่านมา เราส่งออกทุเรียนไปแล้วกว่าแสนล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการทำงานอย่างจริงจัง และคาดการณ์ล่วงหน้าว่า จะเกิดปัญหาอะไรขึ้นเมื่อผลผลิตออกมาจำนวนมาก ซึ่งก็ได้เห็นตัวอย่างจากประเทศเพื่อนบ้านแล้ว และตอนนี้เรากำลังช่วยทุเรียนใต้อย่างเต็มที่ค่ะ 

สุดท้าย เหมือนที่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่า ทางแก้ที่ยั่งยืน คือ ต้องกลับไปดูแล “ทั้งระบบ“ ตั้งแต่ ‘ต้นน้ำ’ ทั้งเรื่องคุณภาพ สายพันธุ์ การจัดโซนนิ่ง ต้นทุนปุ๋ยและยา ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ดูแล รวมถึง ‘กลางน้ำ’ เรื่องการแปรรูปที่ต้องทำอย่างจริงจัง เพื่อแก้ปัญหาอุปทานเกิน ซึ่งเรากำลังเริ่มทำโมเดลกับผลผลิตทุเรียนทางภาคตะวันออก โดยร่วมกับมหาวิทยาลัย ทำการศึกษาร่วมกับหอการค้าและเกษตรกรในพื้นที่ และ ‘ปลายน้ำ’ ที่ต้องทำการตลาดล่วงหน้า การตลาดที่หลากหลายเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้ขายตรงเองจากสวนบ้าง 
เราทำอย่างจริงจังทั้งระบบ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นทรัพย์สินล้ำค่า เป็นความมั่งคั่งบนผืนแผ่นดินไทย ที่ใครก็แย่งไปจากเราไม่ได้ค่ะ

เปิดชื่อ 11 ซีอีโอ ร่วมโต๊ะนายกฯ รับประทานอาหารที่เฉิงตู

เปิดชื่อ 11 ซีอีโอ ร่วมโต๊ะนายกฯ รับประทานอาหารที่เฉิงตู

เปิดชื่อ 11 ซีอีโอ ร่วมโต๊ะนายกฯ รับประทานอาหารที่เฉิงตู

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.43 น.

เปิด 11 บิ๊กซีอีโอ ได้นั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหาร “นายกฯอนุทิน” ที่เฉิงตู 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเข้าร่วมกิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนภาคเอกชนไทย นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และภริยา ที่Tianfu International Convention นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมด้วยทีมไทยแลนด์ มีภาคเอกชนไทยที่เดินทางมาร่วมการเจรจาธุรกิจที่เฉินตู 48 บริษัท รวม 153 คน และเข้าร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนายกรัฐมนตรี 110 คน

บิ๊กซีอีโอ

โดยมีนักธุรกิจ 11 คนที่ได้ร่วมรับประทานอาหารโต๊ะเดียวกับนายกฯ ประกอบด้วย

1.นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล  ประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  

2.นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล  ประธาน หอการค้าไทย-จีน

3.นายวิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล  รองประธาน หอการค้าไทย

4.นายศุภชัย เจียรวนนท์  รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์

5.นายสราวุฒิ อยู่วิทยา  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP

6.นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช  ประธานกรรมการ เดอะมอลล์ กรุ๊ป

7.นายวิกรม กรมดิษฐ์ – ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อมตะ (AMATA)

8.นายวิชัย กุลสมภพ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร เครือสหพัฒน์  

9.นายโยธิน ดำเนินชาญวนิชย์ ประธานสวนอุตสาหกรรม 304 

10.นายชญาว์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานกลยุทธ์องค์กร ปตท.

และ 11.นางมนูญศรี โชติเทวัญ ประธานกรรมการบริหาร สหฟาร์ม

บิ๊กซีอีโอ

โดยนายกฯใช้โอกาสนี้รับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะของภาคเอกชนไทยเพื่อนำไปหารือกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันจันทร์ที่ 19 ก.ค.นี้ 

ซีอีโอ
ซีอีโอ
ซีอีโอ
ซีอีโอ
ซีอีโอ
ซีอีโอ
บิ๊กซีอีโอ
บิ๊กซีอีโอ

นายกฯ ผนึกกำลังเอกชนไทย ให้คำมั่นรัฐบาลเป็น ลู่ทาง สร้างโอกาสใหม่ ดันสินค้าไทยบุกตลาดจีน

นายกฯ ผนึกกำลังเอกชนไทย ให้คำมั่นรัฐบาลเป็น ลู่ทาง สร้างโอกาสใหม่ ดันสินค้าไทยบุกตลาดจีน

นายกฯ ผนึกกำลังเอกชนไทย ให้คำมั่นรัฐบาลเป็น ลู่ทาง สร้างโอกาสใหม่ ดันสินค้าไทยบุกตลาดจีน

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.41 น.

“นายกฯ”ผนึกกำลังเอกชนไทย ให้คำมั่นรัฐบาลเป็น“ลู่ทาง” สร้างโอกาสใหม่ ดันสินค้าไทยบุกตลาดจีน

วันนี้ 18 กรกฎาคม 2569 เวลา 12.40.น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครเฉิงตู ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ Tianfu International Convention นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมกิจกรรม Prime Minister -Thai Private Sector Lunch eon  ร่วมกับ 140 ผู้บริหารระดับสูงไทย (CEO)  เป็นภาคเอกชนไทยที่มาลงทุนในจีนจากกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้แก่ ธุรกิจการเงิน อาหาร พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม การแพทย์- สาธารณสุข ท่องเที่ยว

อนุทิน ชาญวีรกูล

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ดีใจที่ได้มานครเฉิงตู ครั้งแรก รู้สึกยินดีที่พบปะกับภาคเอกชนไทย ในวันนี้การเดินทางมาเยือนอย่างเป็นทางการของรัฐบาลในครั้งนี้ถือเป็นทริปที่มีเป้าหมายที่ชัดเจนและหนักแน่น โดยเฉพาะเรื่องการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกันในอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งในการพบหากับท่านประธานาธิบดีสีจึ้นผิง วานนี้ก็รับการยืนยันจาก ประธานาธิบดีจีนไทย-จีน ว่า “ไทย-จีน ครอบครัวเดียวกัน” ที่จะหารือกับนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ในวันพรุ่งนี้  ก็จะฝากให้ท่านทั้งสองช่วยดูแลผู้ประกอบการชาวไทยในประเทศจีนด้วย  

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงว่า กิจกรรมวันนี้ ยังได้มาเปิดสำนักงาน BOI ณ นครเฉิงตู และงานสัมมนา Thailand -China (Sichuan) Investment and Economic Forum บ่ายนี้ เป็นการปักหมุดและประกาศว่า ไทยจริงจังในการยกระดับความร่วมมือทางการค้าในระดับท้องถิ่นโดยได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีคลังและการต่างประเทศ รัฐมนตรีและหัวหน้าศูนย์ราชการที่กำกับดูแลกระทรวงเศรษฐกิจและการลงทุน เอกอัครราชทูต เลขาบีโอไอ ร่วมหารือแลกเปลี่ยนความคิดโอกาส และความท้าทาย ในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนไทยในจีนโดยเฉพาะมณฑลเสฉวน 

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรีย้ำความพร้อมของไทย รัฐบาลมีหน้าที่แสวงความร่วมมือ สร้างโอกาศให้กัาประเทศให้กับภาคเอกชน ภายใต้หลักธรรมาภิบาล ดังนั้น รัฐ-เอกชนต้องทำงานร่วมกัน ยึดหลัก โปร่งใส ตรวจสอบได้ คีอ หลักธรรมาภิบาล (Good Governence) โดยรัฐมีหน้าที่อำนวยความสะดวก เช่น การปรับแก้กฏหมายที่เป็นอุปสรรค เป็นต้น จึงขอเอกชนมีความมั่นใจไทยมีความพร้อม และเชื่อมั่นรัฐบาลชุดนี้ จะอำนวยความสะดวกและเป็น “ลู่ทาง” การลงทุนของเอกชนไปสู่เป้าหมายที่สูงสุด เอกชนไทยแข็งแกร่ง เติบโต ไม่เพียงตลาดจีนรวมถึงตลาดโลก ดังนั้น หน้าที่ของรัฐบาลตอนนี้ คือ ต้องเร่งเจรจา  FTA กับคู่ค้าสำคัญต่างๆ  

ช่วงท้ายนายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณภาคเอกชนไทยทุกคนที่ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมย้ำว่า “รัฐบาลมีหน้าที่สร้างโอกาส ส่วนเอกชนคือผู้สร้างความสำเร็จ หากเราทำงานร่วมกันในฐานะ ‘ทีมไทยแลนด์’ ด้วยเป้าหมายเดียวกัน เชื่อมั่นว่าไทยจะไม่เพียงเติบโตในตลาดจีน แต่จะก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน”