การเติบโตในตระกูลการเมือง ตราบาปที่สังคมเขียนไว้ล่วงหน้า

การเติบโตในตระกูลการเมือง ตราบาปที่สังคมเขียนไว้ล่วงหน้า

การเติบโตในตระกูลการเมือง ตราบาปที่สังคมเขียนไว้ล่วงหน้า

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.10 น.

การจัดตั้งรัฐบาลทุกครั้ง มักตามมาด้วยกระแสอคติอยู่เสมอ โดยเฉพาะทันทีที่มีชื่อทายาทนักการเมืองปรากฏขึ้น สังคมไทยจำนวนไม่น้อยก็พร้อมจะสวมบทผู้พิพากษาทันที รีบตีตราล่วงหน้าว่านี่คือการสืบทอดอำนาจของทายาททางการเมือง

การโจมตีคนเพียงเพราะนามสกุล จึงกลายเป็นกระแสที่ทำกันจนลืมทั้งมารยาทและเหตุผล เรากำลังติดอยู่ในกับดักของการตรวจสอบแบบบิดเบี้ยว คือการตั้งสมมติฐานล่วงหน้าไปก่อนว่า ใครก็ตามที่เกิดในตระกูลการเมืองย่อมต้องเป็นคนไร้ความสามารถ และอยู่ได้เพราะบารมีครอบครัว

ตรรกะแบบนี้ไม่ได้ทำให้สังคมดูตื่นรู้มากขึ้นเลย ตรงกันข้าม มันสะท้อนวิธีคิดที่รีบลดทอนศักยภาพของคนรุ่นใหม่ เพียงเพราะเขาเกิดมาในบ้านที่มีต้นทุนมากกว่าคนอื่น

เมื่อสังคมตัดสินคนจากสายเลือดก่อนจะได้เห็นการทำงานจริง กำแพงก็ถูกสร้างขึ้นทันที และกำแพงนั้นเองที่ขวางกั้นคนที่อาจมีความพร้อมในการบริหารประเทศมากที่สุด เพียงเพราะความรู้สึกส่วนตัวของสังคม ตราบาปจึงถูกเขียนใส่ตัวบุคคลตั้งแต่เขายังไม่ได้เริ่มพิสูจน์อะไรเลย

ถ้ามองโลกตามความเป็นจริง การเติบโตในบ้านนักการเมือง คือการเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จริงที่ไม่มีอยู่ในหลักสูตรปริญญาที่ไหนในโลก

ในขณะที่บางคนต้องเรียนรู้ผ่านตำรา ทายาทเหล่านี้เติบโตมาพร้อมกับภาพของการเจรจาต่อรองทางอำนาจ เห็นการจัดการความขัดแย้ง เห็นแรงกดดันจากประชาชน และเห็นการทำงานของระบบราชการมาตั้งแต่จำความได้

ประสบการณ์ที่ซึมซับผ่านชีวิตแบบนี้คือปัญญาจากภาคปฏิบัติ เป็นต้นทุนสำคัญที่ทำให้คนบางคนไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ในวันที่ต้องรับผิดชอบงานระดับกระทรวง งานที่ต้องการการตัดสินใจรวดเร็วและแม่นยำ

การมองต้นทุนแบบนี้ว่าเป็นอภิสิทธิ์ที่น่ารังเกียจ จึงสะท้อนการมองโลกที่ไม่เข้าใจกลไกของการบริหารจริง เพราะในโลกของการทำงานระดับประเทศ ความต่อเนื่องของประสบการณ์ และสัญชาตญาณทางการเมือง คือเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนงาน

ที่น่าสนใจคือ สังคมไทยมีมาตรฐานที่ลักลั่นอย่างน่าประหลาด

เราชื่นชมทายาทธุรกิจที่ขึ้นมารับไม้ต่อในอาณาจักรหมื่นล้าน เรียกพวกเขาว่า “คนรุ่นใหม่ไฟแรง” และยกย่องว่าเป็นผู้สืบทอดความสำเร็จของครอบครัว

แต่พอเป็นทายาททางการเมืองที่ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งบริหารในรัฐ กลับถูกตราหน้าว่าเป็นผลผลิตของการสืบทอดอำนาจทันที

ทำไมการสืบทอดความสามารถทางธุรกิจจึงถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าภูมิใจ แต่การสืบทอดประสบการณ์ทางการเมืองกลับถูกตีความว่าเป็นความผิด

ความจริงแล้ว ทายาทนักการเมืองก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง เขามีสิทธิ์เลือกเส้นทางชีวิตตามทักษะและสภาพแวดล้อมที่เติบโตมา การที่ใครคนหนึ่งรวยหรือมีนามสกุลดัง ไม่ใช่อาชญากรรม และไม่ควรถูกใช้เป็นตราบาปไปตลอดชีวิต

การจับผิดเฉพาะเรื่องชาติตระกูล จึงไม่ใช่การตรวจสอบที่เข้มข้น หากเป็นเพียงอคติที่สังคมเขียนกำกับตัวบุคคลไว้ล่วงหน้า ทั้งที่เขายังไม่ได้เริ่มทำงานด้วยซ้ำ

หน้าที่ของสังคมคือการตรวจสอบการทำงาน ไม่ใช่การกักขังโอกาสตั้งแต่ยังไม่เริ่ม การตะแบงด่าเรื่องนามสกุลไปวัน ๆ ไม่ได้ช่วยให้ประเทศได้คนเก่งขึ้นมาบริหารประเทศ

ถ้าบุคคลคนหนึ่งมีคุณสมบัติครบตามกฎหมาย และมีประสบการณ์ชีวิตที่หล่อหลอมมาทั้งชีวิต สิ่งที่สังคมควรทำคือเปิดพื้นที่ให้เขาพิสูจน์ตัวเองผ่านการทำงานจริง มากกว่าจะไปขุดคุ้ยรากเหง้าเพื่อหาความชอบธรรมในการเกลียดชัง

คำว่า “สืบทอดอำนาจ” จึงถูกหยิบมาใช้เป็นตรรกะตัดสินคนรุ่นใหม่ทันทีที่นามสกุลของเขาปรากฏขึ้น ทั้งที่ในการเมืองมีเครื่องมือวัดที่ชัดเจนกว่านั้นอยู่แล้ว นั่นก็คือผลงาน

เพราะในสนามการทำงานจริง ไม่มีนามสกุลใดช่วยให้ใครยืนอยู่ในตำแหน่งได้ตลอดไป หากทำงานไม่ได้เรื่อง ผลงานจะเป็นผู้ตัดสินเขาเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สิ่งที่สังคมควรจับตามองจึงไม่ใช่สายเลือดของนักการเมือง แต่คือความคิด วิธีแก้ปัญหา และผลลัพธ์ของการทำงาน

ประเทศไม่ได้เดินหน้าหรือถอยหลังตามนามสกุลของใคร ประเทศเดินหน้าตามคุณภาพของการบริหารที่ประชาชนสัมผัสได้จริง

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

เหลือ พีระพันธุ์ คนเดียว! ​สส.รายงานตัวสภาฯ แล้ว 498 คน

เหลือ พีระพันธุ์ คนเดียว! ​สส.รายงานตัวสภาฯ แล้ว 498 คน

เหลือ พีระพันธุ์ คนเดียว! ​สส.รายงานตัวสภาฯ แล้ว 498 คน

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.08 น.

10 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ถึงการรับรายงานตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในวันนี้ ที่เป็นวันที่ 13 ของการรายงานตัว ว่า ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น.มี สส.มารายงานตัวเพิ่มอีก 2 คน ได้แก่ นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) และ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี (ทภด.) รวม 13 วัน มี สส.มารายงานตัวแล้วทั้งหมด 498 คน จาก 499 คน ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลรับรอง ทั้งนี้ เหลือเพียง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) คนเดียวที่ยังไม่มารายงานตัว

ลุงป้อมชวนชิม เปิดสวรรค์ของคนรักชาบู สไตล์ญี่ปุ่น

ลุงป้อมชวนชิม เปิดสวรรค์ของคนรักชาบู สไตล์ญี่ปุ่น

ลุงป้อมชวนชิม เปิดสวรรค์ของคนรักชาบู สไตล์ญี่ปุ่น

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.58 น.

“ลุงป้อมชวนชิม” เปิดสวรรค์ของคนชอบทานชาบูสไตล์ญี่ปุ่น รับประกันเนื้อวัว-เนื้อหมู ผัก เกรดพรีเมียม ราคาเข้าถึงได้

10 มีนาคม 2569 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แวะรับประทานอาหารกลางวันที่ Shabu Nashi ร้านชาบูสไตล์ญี่ปุ่น ตั้งอยู่ภายใน Erawan Bangkok ย่านแยกราชประสงค์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

โดย พล.อ.ประวิตร ระบุว่า เคยมาใช้บริการร้านนี้หลายครั้ง รสชาติอร่อยเหมือนเดิม เนื้อวัวมีลายไขมันแทรกพอดี สไลซ์บางๆ ลวกในน้ำซุปร้อนไม่นานก็รับประทานได้ เนื้อนุ่ม เคี้ยวง่าย ไม่เหนียว ส่วนเนื้อหมูมีความสด ลวกแล้วไม่กระด้าง อยากให้มาลอง ส่วนน้ำซุปของร้านเป็นสไตล์ญี่ปุ่น รสหวานอ่อน ไม่เค็มจัด ซดคล่องคอ ช่วยให้รสชาติของเนื้อชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ ร้านยังให้บริการแบบหม้อส่วนตัว เป็นสัดส่วน สะอาด เหมาะกับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า แม้ร้านจะใช้วัตถุดิบคุณภาพ แต่ราคายังอยู่ในระดับเหมาะสม เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบชาบูญี่ปุ่น พร้อมกล่าวติดตลกอย่างอารมณ์ดี ว่า “ใครจะมากิน ก็บอกทางร้านว่ามาตามลุงป้อม เผื่อเขาจะมีขนม หรืออะไรเล็กๆ น้อยๆ แจก”

– 006

โรม งานเข้า!!! อ.ไชยันต์-ดี้ นิติพงษ์ ฟ้องหมิ่น โยง IO ทหาร

โรม งานเข้า!!! อ.ไชยันต์-ดี้ นิติพงษ์ ฟ้องหมิ่น โยง IO ทหาร

โรม งานเข้า!!! อ.ไชยันต์-ดี้ นิติพงษ์ ฟ้องหมิ่น โยง IO ทหาร

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.06 น.

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 รายงานข่าวแจ้งว่า ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วย นายนิติพงษ์ ห่อนาค หรือ ดี้ นิติพงษ์ นักร้องนักดนตรีวงเฉลียง และนักแต่งเพลงชื่อดัง ได้มอบหมายให้ นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา เป็นทนายความฟ้องร้อง นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ให้ข้อหาหมิ่นประมาททำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

สำหรับการฟ้องร้องดังกล่าว สืบเนื่องมาจากกรณีเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี นายรังสิมันต์ โรม เป็นประธาน ได้พิจารณากรณี “IO ทหาร” โดยได้มีการนำแผนผังบุคคลมาแสดง พร้อมระบุว่าเป็นแผนผัง IO ทหาร ซึ่งในเอกสารดังกล่าวมีชื่อ และภาพถ่ายของบุคคลหลายคนที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมด้วย รวมทั้งภาพและชื่อ ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร และ นายนิติพงษ์ ห่อนาค รวมอยู่ด้วย

ต่อมา เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 ศ.ดร.ไชยันต์ ได้ทำหนังสือถึงนายรังสิมันต์ โรม โดยส่งไปที่สภาผู้แทนราษฎร ขอข้อมูลสำเนาเอกสารหลักฐานที่กล่าวว่าตนเป็นส่วนหนึ่งในผังภาพ IO ของทหาร แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ และเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ศ.ดร.ไชยันต์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กติดตามความคืบหน้า โดยระบุว่า “คุณโรมครับ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 ผมได้ทำหนังสือถึงคุณโรม ส่งไปที่สภาผู้แทนราษฎร ขอข้อมูลสำเนาเอกสารหลักฐาน (เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวว่า ผมเป็นส่วนหนึ่งในผังภาพ IO ของทหาร) ประกอบการประชุมที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ พร้อมบันทึกรายงานการประชุมที่ท่านทำหน้าที่ประธานการประชุมเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 เพื่อประกอบการพิจารณาและตัดสินใจดำเนินการทางกฎหมายอันเป็นการปกป้องสิทธิในฐานะพลเมืองและนักวิชาการของผม
ผมไม่ได้รับการตอบรับหรือติดต่อใดๆจากคุณโรมเลย ผมได้ทวงถามผ่านหลายทางก่อนหน้านี้ ผมจึงขอทวงถามคุณโรมทางสาธารณะอีกครั้ง หวังว่า คุณโรมจะมีเวลาตอบผมนะครับ”

ขณะที่ ดี้ – นิติพงษ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 โดยได้ลงภาพ ระบุว่า “แผนผัง IO ทหาร” พร้อมข้อความระบุว่า “รูปอาจไม่ชัดมาก แต่พอเห็นลางๆ….ที่จริงเคยมีคนส่งให้ดูมาตั้งแต่ปีก่อนแล้ว…ชัดกว่านี้ แต่ไม่ได้สนใจ นอกจากขำ…แล้วก็กดลบทิ้งไป….
ที่ตอนแรกขำ…ไม่รู้ว่าตัวเองไปอยู่ในรูปทำไม…แถมยังรูปแรกด้วย เป็นนักวิชาการด้วย….
ที่ตอนแรกขำ…คือต้องถามรุ่นน้องว่า io มันย่อมาจากอะไรวะ แล้วต้องทำตัวยังไงเหรอ ถึงจะได้เป็น…
แล้วก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะไม่รู้ว่ามันมีที่มาที่ไปยังไงจากไหน นึกว่าเด็กๆ บางกลุ่ม เล่นโซเชี่ยลแบบมีจินตนาการ แล้วก็ทำขึ้นมาแบบเด็กๆ โจมตีผู้คนที่ตัวเองไม่ชอบ ว่าเป็นโง้นเป็นงี้ ให้ดูน่าเชื่อถือกันเองแบบเด็กๆ ที่บังเอิญทำอินโฟกราฟฟิกแล้วดูน่าสนใจ…
อ้าว….วันนี้ เพิ่งรู้ว่า ใครจะทำก็ไม่รู้แหละ แต่คนเอามาเผยแพร่คือ นายรังสิมันต์ โรม เพราะอาจารย์ไชยันต์ ไชยพร แกถามหาหลักฐานต่อนายคนนี้โดยตรง แล้วนายคนนี้เงียบ…เหมือนทุกครั้งที่พูดให้คนเสียหายก่อน แล้วเงียบ…ไปพูดเรื่องอื่นต่อ..
ฉันอาจจะเป็นคนแรกหัวแถวของฝ่ายวิชาการ ด้วยเหตุอะไรไม่รู้…กูเป็นนักวิชาการแต่ปางไหน….พิมพ์ไปยังหัวเราะอยู่เลย….แต่คนที่ถูกวงสีเขียวไว้ ว่าสั่งได้ให้เขียนตามใบสัี่ง คงไม่ขำ….เพราะชื่อเสียงเสียหายหนักกว่ามาก…
คนรุ่นไหน รุ่นใหม่รุ่นเก่า เจนไหนก็ได้ ถ้าทัศนคติดี ไม่แฝงชั่ว ก็ดีทั้งนั้น…คบได้….แต่ดูเหมือนคนชั่วรุ่นเก่า จะสู้คนชั่วรุ่นใหม่ไม่ได้ก็ตรงเทคโนโลยี่นี่แหละ….
แล้วคนชั่วรุ่นใหม่นี่แหละ…น่ากลัวและซับซ้อน ชั้นเชิงมากกว่ามาก….
ช่วงนี้ เบื่อข่าว เพราะมีแต่แค่ข่าวพรรคไหนจะมารวมกันกี่เสียงตั้งรัฐบาล…ข่าวนับบัตรใหม่ไหม ข่าวคนเถียงกันเรื่องบาร์โค้ด ลับไม่ลับ จะโมฆะไหม….หาเรื่องกันไปเรื่อย ไม่ยอมจบ
ทุกวันนี้…ฉันยังสงสัยไม่หายเลยว่า….คนแบบไหนกันหนอ ที่อยากสมัครมาเป็น กกต. ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า จะไม่มีฝ่ายไหนรักเขาเลย
ในสังคม มักจะพูดกันถึงเรื่องจะเลือกทางนิติศาสตร์ หรือรัฐศาสตร์ ซึ่งเถียงกันโลกแตกก็ไม่จบ….ฉันหวังว่า เรื่อง บาร์โค้ดบ้าๆบอๆ อะไรนี่ จะไปถึงจุดยุติ..ที่กระบวนการยุติธรรม….ไม่หวังเรื่องสามัญสำนึกละ..เพราะทุกคนมีสามัญสำนึกคนละอัน…
ปล่อยเรื่องพวกนั้นให้จบที่ศาล…แล้วบ้านเมืองจะได้สงบเดินหน้า…
กลับมาที่ภาพนี้…ฉันเป็นไอโอ….หลายคนเป็นไอโอที่สั่งได้อีก…
เออ…ไอโอที่สั่งไม่ได้ กับสั่งได้ มันต่างกันยังไงเหรอ….
ก็กูเขียนเพราะกูรู้สึกแบบนั้นในฐานะประชาชนคนหนึ่งตลอดมา….ก็โดนแต่งตั้งให้เป็นไอโอ….
ทหารก็น้องๆฉันหมดแล้ว…ต่อให้เป็น ผบ.อะไรจากไหน มันก็ยกมือไหว้ฉันก่อน ดูเขาจะเกรงใจฉันว่าเป็นนักแต่งเพลงแก่ๆ แล้ว จะกล้ามาสั่งอะไรฉัน
จากนี้….ฉันขอเดินตามอาจารย์ไชยันต์ ให้ไปขุดให้ได้ ว่าไอ้รูปนี้มาจากไหน….ใครทำ และที่สำคัญคือ ใครเป็นตัวดีที่เอามาแพร่และชี้นำ…
เอาคนชั่วรุ่นใหม่มาเข้าระบบยุติธรรมสักทีเถอะอาจารย์….ผมเอาด้วย…”

ล่าสุด “แนวหน้าออนไลน์” ได้รับรายงานข่าวว่า หลังจากทวงถามหลายครั้ง แต่ไม่มีคำตอบจากนายรังสิมันต์ โรม แม้แต่ครั้งเดียว ศ.ดร.ไชยันต์ และ ดี้ นิติพงษ์ ได้ตัดสินใจฟ้องร้องดำเนินคดี ในข้อหาหมิ่นประมาททำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง โดยได้มอบหมายให้ นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา เป็นทนายความดำเนินคดีกับนายรังสิมันต์

สมชัย จ่อบุกกองปราบพฤหัสฯ นี้ บอกยินดีหากให้จัดจำลองเลือกตั้งอีกรอบ ต่อหน้ากกต.

สมชัย จ่อบุกกองปราบพฤหัสฯ นี้ บอกยินดีหากให้จัดจำลองเลือกตั้งอีกรอบ ต่อหน้ากกต.

สมชัย จ่อบุกกองปราบพฤหัสฯ นี้ บอกยินดีหากให้จัดจำลองเลือกตั้งอีกรอบ ต่อหน้ากกต.

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.04 น.

สมชัย เตรียมไปกองปราบพฤหัสฯ นี้ พร้อมบอกยินดีหากให้จัดจำลองเลือกตั้งอีกรอบ ต่อหน้ากกต.  ชี้เป็นบทเรียนของ กกต. อย่าเลือกใช้บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง ลั่นมีอีก 108 วิธี ที่ป้องกันการปลอมแปลงได้

เมื่อวันที่ 10 มี.ค.2569 ที่ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีที่ กกต.ได้ดำเนินคดีกับตนเอง ว่าจากที่มีการปรากฏเป็นข่าว ว่ากกต.แจ้งข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง เช่น การขัดขวางการทำหน้าที่ของกกต.ในวันที่จัดการเลือกตั้งใหม่ หรือกระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง กระทำการผิดมาตรา 116  การทำการอันเป็นพฤติกรรมคณะบุคคลขบวนการที่ทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หรืออั้งยี่ซ่องโจร ซึ่งข้อกล่าวหาต่างๆเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรง แต่เรื่องเหล่านี้ยังไม่เคยออกจากปาก กกต.ว่าได้ดำเนินคดีกับตนมีเพียงแค่ข่าวที่ออกไปเท่านั้น ดังนั้น ในวันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคมนี้ตนเองและบุคคลที่ปรากฏเป็นข่าว จะเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่กองปราบ เพื่อขอทราบรายละเอียดของการกล่าวหาดังกล่าวว่าเป็นความจริงหรือไม่ ใครเป็นผู้กล่าวหา ด้วยข้อกล่าวหาอะไร

ทั้งนี้ ตนหวังว่าทางกองปราบจะให้ข้อมูลข้อเท็จจริงเพราะไม่เช่นนั้นแล้วจะเป็นการเสื่อมเสียทั้งในแง่ของชื่อเสียงและจะให้สังคมเข้าใจตนเองและคณะบุคคลอื่นๆที่ปรากฏเป็นข่าวในทางที่ผิด

พร้อมกันนี้ นายสมชาย ยังกล่าวถึงการจำลองการเลือกตั้งที่จัดขึ้นโดยคณะกรรมการพัฒนาการเมืองฯ ของสมาชิกวุฒิสภา ว่า ตนเองไม่ทราบว่าขณะนี้อยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว และดูเหมือนเรื่องจะเงียบไป ตนเองก็มองว่าควรจัดจำลองขึ้นอีกรอบดีหรือไม่ หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างข้องใจว่าบัตรเลือกตั้งของตนเองไม่สามารถที่จะรั่วไหลได้ก็สามารถจัดการเลือกตั้งจำลองขึ้นอีก 1 รอบต่อหน้าคณะกรรมการการเลือกตั้ง เอาตรงกลางลานอาคาร B ก็ได้

เมื่อถามว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าบัตรเลือกตั้งในเมื่อเป็นความลับ ทำไมถึงอยากจะเปิดเผยเชื่อมโยงจนอาจจะไปกระทบกับสิทธิของประชาชนนั้น นายสมชัย กล่าวว่าเราไม่เคยเปิดเผยว่าบัตรใบนี้ใครเลือกใคร เราเพียงแค่พิสูจน์ในวิธีการว่าการใช้วิธีการแบบนี้ จะนำไปสู่การเปิดเผยถึงตัวบุคคลได้ ทั้งการเล่าให้ฟังในเชิงทฤษฎีและในเชิงปฏิบัติด้วยการจัดการเลือกตั้งจำลอง และผลที่ออกมา คือ ทายถูก 100% 3 ใน 5 ทีม, 90% 1 ทีม, 40% 1 ทีม เพราะฉะนั้นรับรองได้ว่าภายใต้วิธีการที่ออกแบบมามีจุดอ่อนและทำให้สามารถที่จะล่วงรู้ว่าใครเลือกใครได้ แต่ในคณะทำงานของเราไม่เคยเปิดเผยว่าใครเลือกใคร

“เรื่องนี้น่าจะเป็นบทเรียนให้ทาง กกต. ทราบว่าในการเลือกตั้งคราวหน้า หรือการเลือกตั้งกทม.ที่กำลังจะถึง ไม่ควรมีบาร์โค้ดที่บัตรเลือกตั้งไม่ว่าบาร์โค้ดดังกล่าวจะเชื่อมไปยังบัตรเลือกตั้งใบต่อใบ หรือจะเชื่อมไปยังเล่ม หรือเชื่อมไปยังล็อตผลิตต่างๆก็ตาม ทำให้เกิดความหวาดระแวงไม่วางไว้วางใจจากประชาชนต่อบัตรเลือกตั้งแล้ว เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรดีที่สุดไปหาทางอื่นในการตรวจนับจำนวน หรือแหล่งที่มาหรือป้องกันการปลอมแปลงอีก 108 วิธีที่ทำได้ การใช้บาร์โค้ดเป็นวิธีการที่มีปัญหา แต่ถ้าท่านดื้อดึงดื้อรั้น ยังอยากจะมีบาร์โค้ดอีกก็เป็นสิทธิ์ของท่านที่จะตัดสินใจ แต่ก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมาจากการวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมด้วย” นายสมชัย กล่าว

ทั้งนี้ ตนเชื่อว่ากกต.ทำงานด้วยความตั้งใจแต่เอกสารรายละเอียดของการทำงานบางอย่าง จำเป็นต้องพิจารณาด้วยความรอบ คอบมากกว่านี้ ขณะเดียวกันเรื่องใดที่เห็นว่าควรทำหรือไม่ควรทำต้องกล้าที่จะให้ความเห็นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ใช่ประเภทว่าเออ..ออ ตามกรรมการการเลือกตั้งอยากได้อะไรก็เอาตามนั้น เพราะฉะนั้นจะเป็นผลเสียที่เกิดขึ้นช่วยกันคลิปช่วยกันไตร่ตรองน่าจะดีที่สุด 

ปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯ 76 จว. คุมเข้มน้ำมัน-LPG สกัดกักตุน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

ปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯ 76 จว. คุมเข้มน้ำมัน-LPG สกัดกักตุน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

ปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯ 76 จว. คุมเข้มน้ำมัน-LPG สกัดกักตุน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.56 น.

“ปลัด มท.”สั่งผู้ว่าฯทั่วประเทศ เข้มบูรณาการหน่วยงานด้านพลังงาน-ทุกภาคส่วน บริหารจัดการรองรับสถานการณ์ด้านพลังงานทุกพื้นที่ทั่วประเทศจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

10 มีนาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงข้อสั่งการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยเร่งดำเนินการภายหลังการหารือสถานการณ์พลังงานจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เมื่อวันที่ 9 มี.ค.69 ที่ผ่านมา ว่า เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศเป็นไปอย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ตนจึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ดำเนินการ 3 แนวทาง ได้แก่ 1.มอบหมายสำนักงานพลังงานจังหวัดบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสำรวจและรวบรวมข้อมูลความต้องการใช้เชื้อเพลิงของภาคเอกชนในพื้นที่ตามประเภทกิจการ พร้อมทั้งจัดทำฐานข้อมูลปริมาณความต้องการใช้น้ำมันแต่ละประเภท และปิโตรเลียมเหลว (LPG) โดยจัดลำดับความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับกิจการสำคัญที่ต้องได้รับการจัดสรรเป็นลำดับต้น แล้วรายงานข้อมูลให้กระทรวงพลังงานทราบโดยด่วน

2.บูรณาการข้อมูลสถานการณ์ด้านพลังงานร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่อย่างใกล้ชิด รวมทั้งกำกับดูแลไม่ให้มีการกักตุนหรือฉวยโอกาสจำหน่ายในลักษณะที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน และ 3.เตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์พลังงานในพื้นที่ โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และไม่ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการดำรงชีพของประชาชน

“เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้ต่อภาคธุรกิจเอกชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของพื้นที่ จึงเน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้เตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์ด้านพลังงานในพื้นที่ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงและปิโตรเลียมเป็นไปอย่างต่อเนื่องและราบรื่นที่สุด ป้องกันการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตประจำวันของพี่น้องประชาชน ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญที่ทางกระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้นำและผู้บริหารราชการในพื้นที่ต้องดำเนินการอย่างใกล้ชิดตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานระดับนโยบายที่เกี่ยวข้อง” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว

เด้งรับทันควัน! นายกฯ ถอดสูท สวมเชิ้ตขาว ตามมาตรการประหยัดพลังงาน ยืนคุยงานหน้าตึกไทยฯ

เด้งรับทันควัน! นายกฯ ถอดสูท สวมเชิ้ตขาว ตามมาตรการประหยัดพลังงาน ยืนคุยงานหน้าตึกไทยฯ

เด้งรับทันควัน! นายกฯ ถอดสูท สวมเชิ้ตขาว ตามมาตรการประหยัดพลังงาน ยืนคุยงานหน้าตึกไทยฯ

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.42 น.

เด้งรับทันควัน! นายกฯ ถอดสูท สวมเชิ้ตขาว ตามมาตรการประหยัดพลังงาน ยืนฟัง อธิบดีปกครอง รายงานหน้าตึกไทยฯ แผนโอนภารกิจกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้ามากรมการปกครอง

เมื่อเวลา 11.54 น.วันที่ 10 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ภายหลังแจ้งลาประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)  ก่อนที่เวลา 15.00 น.นายกฯเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล  ซึ่งก่อนเดินทางกลับนายกฯได้ยืนพูดคุยกับนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ที่มารายงานการเตรียมความพร้อมรองรับการถ่ายโอนภารกิจและพื้นที่จากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4ส่วนหน้า) มายังกรมการปกครอง 

โดยนายกฯได้สวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว ตามมาตรการประหยัดพลังงานของรัฐบาลที่เริ่มทันทีในวันนี้ ในการรณรงค์ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐถอดสูทในการเข้าประชุมหรือปฏิบัติงาน.

ทบ.ยันชายแดนไทย-เขมรยังปกติ ไร้สัญญาณปะทะ สั่งเข้มงวดแต่ไม่ประมาท

ทบ.ยันชายแดนไทย-เขมรยังปกติ ไร้สัญญาณปะทะ สั่งเข้มงวดแต่ไม่ประมาท

ทบ.ยันชายแดนไทย-เขมรยังปกติ ไร้สัญญาณปะทะ สั่งเข้มงวดแต่ไม่ประมาท

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

ทบ.แจงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชายังไม่น่ากังวล ยังไม่พบสัญญาณยกระดับความขัดแย้ง มีการปรับกำลังตามสถานการณ์ พร้อมวางกำลังทหารดูแล และเฝ้าระวังพื้นที่อย่างใกล้ชิด

10 มีนาคม 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่สังคมอาจมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ว่ากองทัพบกได้ติดตามความเคลื่อนไหวในพื้นที่อย่างใกล้ชิด มีการวางกำลังทหารดูแลอย่างเข้มแข็ง และจากการประเมินสถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณของการยกระดับความขัดแย้งในระยะใกล้

สำหรับกรณีพื้นที่ช่องซำแต จังหวัดศรีสะเกษ หน่วยทหารไทยในพื้นที่ตรวจพบความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชาในลักษณะเข้าใกล้แนวรั้วลวดหนาม พร้อมพฤติกรรมในลักษณะก่อกวน และมีการถ่ายทำคอนเทนต์ยั่วยุอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งฝ่ายไทยได้มีการพูดคุยตักเตือนไปแล้วหลายครั้ง โดยเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ทหารไทยได้ทำการยิงเตือนขึ้นฟ้าเพื่อเป้องกันการรุกล้ำและควบคุมสถานการณ์ตามกฎการใช้กำลัง และหน่วยทหารในพื้นที่ยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยจากการประเมินเบื้องต้นพบว่ากำลังทหารที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นกำลังพลใหม่ที่ยังขาดประสบการณ์และวินัยในการปฏิบัติ

ส่วนกรณีพื้นที่ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี ที่มีรายงานว่าทหารกัมพูชามีการขุดคูเลตหรือจัดสร้างฐานที่กำบังนั้น ถือเป็นการจัดตั้งที่มั่นทางทหารตามหลักยุทธวิธีทั่วไปของหน่วยทหารรบ เนื่องจากภายหลังที่กำลังทหารกัมพูชาถูกผลักดันกลับไปอยู่ในพื้นที่ของตนเอง การจัดสร้างที่กำบังหรือสถานที่ปฏิบัติการต่าง ๆ ในพื้นที่ของตนถือเป็นการสถาปนาความมั่นคงของหน่วยทหารในพื้นที่ใหม่ ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติทางทหารโดยทั่วไป และยังไม่มีประเด็นที่น่ากังวล

ในส่วนของประเด็นที่บางคนมองว่ากัมพูชาน่าจะมีการเอาพื้นที่คืนนั้น โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า หากเกิดขึ้นก็น่าจะเป็นไปในลักษณะใช้ในมิติทางการทูตหรือกลไกทวิภาคีเป็นหลัก ส่วนในมิติทางทหารยังไม่พบสัญญาณหรือสิ่งบอกเหตุที่ชัดเจน ซึ่งไทยยังคงยึดหลักการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ เช่น กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) โดยในปัจจุบันยังคงยึดหลักการตามถ้อยแถลงร่วมจากการประชุม GBC คือฝ่ายใดที่วางกำลังอยู่ในพื้นที่ใดก็ให้คงกำลังในพื้นที่นั้นไว้ก่อน จนกว่าจะมีการหารือผ่านกลไกที่เกี่ยวข้องในอนาคต

ในเรื่องของการปรับลดกำลังทหารไทยในบางพื้นที่ชายแดนนั้น เป็นการปรับการวางกำลังตามสถานการณ์และวงรอบการปฏิบัติราชการของหน่วย เพื่อให้กำลังพลบางส่วนได้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจปกติของหน่วย ซึ่งในพื้นที่ยังคงมีการวางกำลังทหารเพื่อดูแลและเฝ้าระวังพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จากข้อมูลด้านการข่าว ยังไม่พบสัญญาณสิ่งบอกเหตุที่อาจจะนำไปสู่การปะทะขนาดใหญ่อย่างที่บางคนคาดเดา ในมุมมองทางทหารเชื่อว่า ณ ปัจจุบัน กัมพูชายังไม่มีความได้เปรียบเพียงพอที่ใช้กำลังทางทหารต่อฝ่ายไทย เนื่องจากการเตรียมความพร้อมฝ่ายไทยไม่ได้อยู่เพียงเฉพาะหน่วยที่ประจำบริเวณแนวชายแดนเท่านั้น จึงเชื่อว่าหากกัมพูชาตัดสินใจใช้กำลังจะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อกัมพูชามากกว่าฝ่ายไทยอย่างแน่นอน ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันจึงยังไม่น่ากังวล แต่อย่างไรก็ตามผู้บังคับบัญชาได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยปฏิบัติหน้าที่อยู่บนพื้นฐานของความไม่ประมาท  

ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ตามแนวชายแดนยังอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด และฝ่ายไทยยังยึดแนวทางการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกความร่วมมือและการหารือระหว่างสองประเทศ ควบคู่กับการรักษาความพร้อมของกำลังทหารในการดูแลความมั่นคงและความปลอดภัยประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ

สาทิตย์ แจงคดี สส.เขต3 ตรัง ปชป. ถูกหมายเรียกปมภาษี เหตุธุรกิจขาดทุน มั่นใจไม่กระทบพรรค

สาทิตย์ แจงคดี สส.เขต3 ตรัง ปชป. ถูกหมายเรียกปมภาษี เหตุธุรกิจขาดทุน มั่นใจไม่กระทบพรรค

สาทิตย์ แจงคดี สส.เขต3 ตรัง ปชป. ถูกหมายเรียกปมภาษี เหตุธุรกิจขาดทุน มั่นใจไม่กระทบพรรค

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

สาทิตย์ แจงคดี สส.เขต3 ตรัง ปชป. เป็นเรื่องเก่า ยันไม่มีเจตนาเบี้ยวภาษี เจ้าตัวยอมรับไม่มีเงินจ่าย เหตุธุรกิจขาดทุน – ถูกฟ้องล้มละลาย พร้อมให้คำปรึกษาด้านกฎหมายเต็มที่ มั่นใจไม่กระทบพรรค-การทำงานสส. ตั้งข้อสังเกตถูกไล่บี้ จังหวะที่ ปชป. ต้องเป็นฝ่ายค้าน 

เมื่อวันที่ 10 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่รายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์เมื่อวันที่ 10 มี.ค. ระบุว่ากองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ออกหมายเรียก นายกฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณน์ สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ให้เข้าไปรับทราบข้อหากรณีมีพฤติกรรมหลบเลี่ยงภาษี ว่า กรณีที่เป็นข่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ในข้อเท็จจริง 9 มี.ค.  มีเจ้าหน้าที่ของรายการโทรศัพท์หาตนสอบถามตนว่าทราบเรื่องหรือไม่ ซึ่งตนตอบว่าไม่ทราบ ทำให้ทางรายการพยายามสอบถาม ตนตอบกลับไปว่าต้องคุยกับนายกฤตย์อิชย์ ก่อน แต่จากการตรวจสอบของตนเมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 มี.ค. ว่าเรื่องที่ตำรวจออกหมายเรียกเป็นเรื่องจริง แต่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจครอบครัวของนายกฤตย์อิชย์ โดยเหตุเกิดมา เมื่อปี 2559 – 2562  เนื่องจากครอบครัวของนายกฤตย์อิชย์มีห้างหุ้นส่วน ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 2530 ทำรับเหมาก่อสร้างซึ่งเป็นของญาติ ต่อมาพ่อของนายกฤตย์อิชย์รับดูแลห้างหุ้นส่วนดูแล และต่อมาได้เสียชีวิต ทำให้กิจการดังกล่าวตกทอดมาถึงบุตรและภรรยา แต่เมื่อทำได้สักระยะ เกิดสภาพขาดทุน ประกอบกับถูกกลั่นแกล้งงานด้านรับเหมาก่อสร้าง จึงทำให้เกิดสภาพขาดทุน และไม่มีเงินชำระภาษี หลังจากนั้น พี่ชายของนายกฤตย์อิชย์ ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. พรรคภูมิใจไทย ถึง 2 ครั้ง แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง และเกิดสภาพคล้ายการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง ทำให้แม่ของนายกฤชย์อิชย์พยายามจะสู้ แต่ไม่มีเงินทำให้เกิดสภาพหนี้สินล้นพ้นตัว ทรัพย์สินที่มีขายออกไปหมด จนกระทั่งถูกญาติฟ้องล้มละลาย ทั้งนี้ในที่สุดสามารถเคลียร์กันได้เพราะความเป็นพี่น้อง

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องคดีตลอดมานายกฤชย์อิชย์ไม่มีเจตนาหลบหนี เพียงแต่ไม่มีเงินจ่าย ซึ่งตนทราบมาว่า ต้นเงินประมาณ 1.7 ล้านบาท แต่เมื่อผ่านมาหลายปี ทำให้โดนเบี้ยปรับและดอกเบี้ย รวมเป็น 7.4 ล้านบาท ซึ่งแหล่งข่าวที่บ้านของนายกฤชย์อิชย์ที่ตนพูดคุยด้วยบอกว่านายกฤตย์อิชย์ ถูกหมายเรียกเมื่อ 16 ก.พ. ที่ผ่านมา  ซึ่ง นายกฤตย์อิชย์ได้ไปพบและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมีข้อเสนอแนะว่าให้ไปเคลียร์กับกรมสรรพากร ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนพูดคุย และระหว่างการพูดคุยที่ไม่จบตนทราบมาว่ามีคนส่งข้อมูลให้กับรายการเจาะลึกทั่วไทย ซึ่งตนขอตั้งข้อสังเกตว่า แปลกที่ส่งข้อมูลในจังหวะที่ นายกฤตย์อิชย์ได้เป็นสส. ทั้งที่มีการเจรจากันมาโดยตลอด เพียงแต่ไม่มีเงินไปชำระ ทั้งนี้ทราบว่าจะมีหมายเรียกอีกครั้ง ในช่วง 17 -18 มี.ค. อีกครั้ง ซึ่งนายกฤชย์อิชย์พร้อมไปพบตำรวจ

“โดยปกติคดีเกี่ยวกับภาษีมีการเจรจากันโดยตลอด ผมเข้าใจว่านนอกจากคดีเลี่ยงภาษีแล้วจะมีคดีอื่นที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่น ใบเสร็จรับเงิน ซึ่งกำลังถูกตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ทั้งหมดเกิดจากธุรกิจที่มีปัญหา ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเรื่องประจวบเหมาะที่มีมือดีส่งไปให้รายการและตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาทันทีลงเลขคดีเลย เหมือนกันเตรียมพร้อมเอาไว้ ส่วนของพรรคผมได้พูดคุยกับฝ่ายกฎหมายแล้ว จะสนับสนุนให้คำปรึกษากับ นายกฤตย์อิชย์อย่างเต็มที่เพราะดูแล้วเรื่องนี้มีประเด็นข้อเท็จจริงของเรื่องที่เกิดมาเกือบ 10 ปี แต่พอได้เป็น สส. กลับถูกหยิบยกขึ้นมา โดยผมไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่ เพราะมาช่วงเวลาเหมาะพอดีที่พรรคประชาธิปัตย์ดูเหมือนจะไปเป็นฝ่ายค้าน” นายสาทิตย์ กล่าว

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่าได้คุยกับนายกฤตย์อิชย์แล้ว ได้สอบถามว่าจะทำอย่างไร ซึ่งนายกฤตย์อิชย์ระบุว่าได้ปรึกษากับกรมสรรพากร และเมื่อถึงขั้นนี้คงต้องหายืมเงินมาชำระก่อน ซึ่งมีญาติพี่น้องบางส่วนและเพื่อนๆ ช่วยเหลือเบื้องต้นเพื่อนำไปจ่ายกรมสรรพากรก่อน อย่างไรก็ดีทางพรรคได้แจ้งให้เตรียมข้อเท็จจริงไปต่อสู้คดีเพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่มีเจตนาหลบเลี่ยงทั้งที่มีกำไร แต่เป็นเพราะธุรกิจขาดทุนและสภาพครอบครัวมีหนี้สินล้นพ้นตัว ถือเป็นเรื่องน่าเห็นใจ ซึ่งตนทราบว่า นายกฤตย์อิชย์คุยกับกรมสรรพากรในส่วนของเงินที่ค้างอยู่ และญาติของ นายกฤตย์อิชย์พยายามช่วยเหลือแต่มีบางฝ่ายที่เห็นทางการเมืองไม่ตรงกันไม่เห็นด้วย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา และเมื่อถามมนายกฤตย์อิชย์แล้วมีเจตนาจ่ายเงินโดยไปหาเงินพร้อมกับเจรจากับกรมสรรพากร เพราะที่ผ่านมาไม่มีเงิน แม้มาเป็น สส. ยังไม่ได้รับเงินเดือนสักบาท จึงต้องพยายามเจรจา

เมื่อถามว่าช่วยคัดเลือก นายกฤตย์อิชย์ลงสมัคร สส. พรรคทราบข้อมูลดังกล่าวหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องทุจริตคอร์รัปชัน และไม่ใช่ธุรกิจสีเทา ในตอนนั้นตน และคนในพรรคไม่มีใครรู้เรื่องดังกล่าว และตอนที่ นายกฤตย์อิชย์มาสมัครได้ตรวจสอบแล้ว แต่ไม่พบประเด็นที่ทำให้ขาดคุณสมบัติของการลงสมัครรับเลือกตั้ง นอกจากนั้นเรื่องที่โดนกล่าวหาเป็นคดีเพ่งที่สามารถเจรจาได้ ถ้าเป็นคดีอาญาต้องต่อสู้คดีในศาลต่อไป ซึ่งไม่ได้กระทบต่อการทำหน้าที่สส. ส่วนจะกระทบต่อพรรคหรือไม่ตนคิดว่าไม่ใช่เรื่องทุจริต คอร์รัปชัน เป็นเรื่องที่คนๆ หนึ่งทำธุรกิจขาดทุนอาจมีปัญหาได้ จึงคิดว่าไม่มีปัญหากับพรรค

ชัยวุฒิ เรียกร้องนายกฯ ล้างบางพวกเกียร์ว่าง-รับส่วย ปล่อยแก๊งตุ๋นคริปโตสูบเงินนับพันล้าน

ชัยวุฒิ เรียกร้องนายกฯ ล้างบางพวกเกียร์ว่าง-รับส่วย ปล่อยแก๊งตุ๋นคริปโตสูบเงินนับพันล้าน

ชัยวุฒิ เรียกร้องนายกฯ ล้างบางพวกเกียร์ว่าง-รับส่วย ปล่อยแก๊งตุ๋นคริปโตสูบเงินนับพันล้าน

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.49 น.

10 มีนาคม 2569 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีข่าวการหลอกลงทุน คริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งกลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง หลังพบมีผู้เสียหายสูญเงินไปนับพันล้านบาท โดยระบุว่า ขบวนการเหล่านี้ไม่ใช่หน้าใหม่ที่ไหน แต่เป็นแก๊งเดิมที่เคยหากินกับการหลอกลงทุนฟอเร็กซ์ (Forex) ซึ่งสมัยที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี เคยเห็นคนกลุ่มเหล่านี้ทำฟอเร็กซ์ หลอกลวงลงทุนแบบนี้ แล้วก็มีการตั้งคณะทำงาน สั่งการให้ดำเนินการจัดการให้ถึงที่สุด ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้จัดการขั้นเด็ดขาดไปแล้ว

“ปัญหาเรื่องการหลอกลวงลงทุนบิทคอยน์ คริปโต มีผู้เสียหายพันกว่าล้าน เรื่องเหล่านี้มันไม่ควรเกิดขึ้นแล้ว เพราะตอนที่ผมเป็นรัฐมนตรีกระทรวงดีอี ผมเคยเห็นคนกลุ่มเหล่านี้ทำฟอเร็กซ์ หลอกลวงลงทุนแบบนี้ แล้วก็มีการตั้งคณะทำงาน สั่งการไปแล้ว ให้ดำเนินการจัดการให้ถึงที่สุด ทั้งแบงก์ชาติ ทั้งตำรวจต้องเข้าไปดูแลแก้ปัญหาเรื่องนี้ ซึ่งที่ผ่านมาหลายปีก็ไม่มีการดำเนินการอะไร ปล่อยให้คนกลุ่มเดิม ก็ไปหลอกลงทุนในคริปโตอีก เพราะในช่วงที่ผ่านมากระแสบิทคอยน์ กระแสคริปโตมันแรง ก็มีการหลอกลงทุนกัน มีผู้เสียหายพันกว่าล้าน” นายชัยวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้ หัวหน้าพรรครักชาติ ยังได้ตั้งคำถามอีกด้วยว่า การที่เจ้าหน้าที่รัฐใส่เกียร์ว่าง ไม่ยอมดำเนินการใดๆ นั้น เป็นเพราะเบื้องหลังมีอะไรแอบแฝงหรือไม่ เพราะการที่เจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการ มันมีอะไร หรือไม่ ช่วยไปดูด้วย

“ขอฝากความหวังไปยังนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลชุดปัจจุบัน ให้ตื่นจากภวังค์ และลงมาลุยล้างบางปัญหานี้อย่างจริงจังเสียที กฎหมายที่มีอยู่ทั้งของ ก.ล.ต.และแบงก์ชาติ ถือว่าครอบคลุมและเอาผิดได้อยู่แล้ว ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย แต่อยู่ที่คนใช้กฎหมาย”