​บี้DSIฟัน‘ชนนพัฒฐ์’ ก่อนเปิดประชุมสภา

​บี้DSIฟัน‘ชนนพัฒฐ์’ ก่อนเปิดประชุมสภา

​บี้DSIฟัน‘ชนนพัฒฐ์’ ก่อนเปิดประชุมสภา

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บี้DSIฟัน‘ชนนพัฒฐ์’ ก่อนเปิดประชุมสภา

โรม”ออกโรง จี้ดีเอสไอจัดการ “ชนนพัฒฐ์” ก่อนเปิดสภาฯ หวั่นใช้เอกสิทธิ์สส.คุ้มครอง หวังรัฐบาลเอาจริงปราบสแกมเมอร์

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงการทำงานในฐานะฝ่ายค้านที่มีการวางมาตรฐานในการตรวจสอบ การทำงานของรัฐบาล ว่า พรรคประชาชนทำการตรวจสอบมาเรื่อยๆ และหลายคนก็ดำเนินการอยู่ แม้ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่สส.อย่างเป็นทางการ แต่ก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

แน่นอนว่ามีข้อจำกัด เช่น เมื่อสภายังไม่เปิดการอภิปรายต่างๆ ก็ไม่เกิดขึ้น กลไกกรรมาธิการด้านต่างๆ ก็ยังไม่มีความพร้อม แต่ก็ทำเท่าที่ทำได้ ในการเก็บข้อมูลก็ดำเนินการอยู่ แล้วตนเกาะติดในเรื่องของนายเบน สมิธ ที่ล่าสุดมีข่าวออกมาว่าทางประเทศสิงคโปร์ได้จับกุม 2 กรรมการที่เชื่อมกับบริษัท CAI ซึ่งบริษัทนี้เกี่ยวพันกับบริษัทสแกนม่านตา เกี่ยวพันกับการไล่ซื้อหุ้นบริษัทต่างๆ และเชื่อมโยงกับการฟอกเงิน โดย 2 กรรมการนี้ยังมีความเกี่ยวพันกับกองทุนที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฮุ่ยวัน กรุ๊ป ที่มีเส้นเงินเกี่ยวข้องมหาศาล ซึ่งวันนี้พรรคฯก็ทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้อยู่ และอยากให้มีการขยายผลต่อไป

นทยรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า ส่วนการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ รัฐบาลยังไม่มีความสม่ำเสมอในการแก้ไขปัญหา เช่นกรณี นายเบน สมิธ ที่มีการออกหมายจับในคดีอื่นไม่ได้ใหญ่ เมื่อเทียบกับคดีจำนวนมากที่รออยู่ เมื่อมีการยึดอายัดทรัพย์หลายหมื่นล้านบาท แต่ไม่มีการออกหมายจับในคดีนั้น จึงเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด หรือขยายผลถึงนักการเมืองที่มีความเชื่อมโยง แม้ว่าการตรวจสอบเรื่องแสกนม่านตาจะถูกส่งไปยัง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)แล้ว ซึ่งอาจจะเกี่ยวกับ อาชญากรรมข้ามชาติ และเป็นคดีนอกราชอาณาจักรได้ แต่กลับไม่มีการดำเนินการใดๆ ดังนั้นตนเองอยากเห็นมาตรฐานในการเอาจริงเอาจัง ต่อสิ่งเหล่านี้

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า ส่วนคดีนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.เขต 4 สงขลา พรรคกล้าธรรม นั้นถือเป็นการซื้อเวลาตัวเองเพื่อให้ผ่านช่วงการ ปฏิญาณตนเข้าทำหน้าที่ส.สไปก่อน และหลังจากนั้นก็อ้างเอกสิทธิ์ของสส. ซึ่งส่วนตัวไม่อยากเห็นเรื่องนี้ แต่อยากเห็นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างขยันขันแข็ง ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และพร้อมดำเนินคดีโดยที่ไม่มีใครหลุดพ้นจากคดีความ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สำคัญ ไม่ใช่ปล่อยให้นักการเมืองเช่นนี้ สุดท้ายแล้วก็จะเกิดปัญหา เพราะวันนี้วาระของรัฐบาล วาระของชาติไม่มี แต่กลายเป็นวาระของตนเองและวาระทางการเมือง และการช่วยเหลือพวกพ้องใครตีสนิทกับนักการเมืองใหญ่ ก็ไม่ดำเนินการ

“ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ ใช้ช่วงเวลาก่อนเปิดประชุมสภา ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยไม่ปล่อยให้ใช้เวลาตามปกติสุขเช่นนี้ ซึ่งการทำเช่นนี้ ถือเป็นการหยามกันหรือไม่ และมีมาตรฐานในการแก้ปัญหาอย่างไร โดยเฉพาะการปราบปรามสแกมเมอร์ จึงตั้งคำถามว่า เป็นช่วงของการประสานมิจ สร้างมิจ ปกป้องมิจ อุ้มชูมิจ หรือไม่ ซึ่งผมเห็นว่าวิธีการเช่นนี้ ประชาชนจะตั้งคำถามและสร้างความไม่สบายใจขึ้นได้ต่อรัฐบาล” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการจัดซื้อเครื่องบินของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่ก่อนหน้าที่ได้มีการเปิดข้อมูลออกมาแล้วว่าเชื่อมโยงกับนายเบน สมิธ สรุปแล้วจะมีความชัดเจนอย่างไร ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ รัฐบาลจะเอาจริงเอาจังแก้ปัญหาอย่างไร และเป็นหน้าที่ของ ว่าที่ฝ่ายค้าน ของพรรคประชาชนต้องดำเนินการ และถ้าสภาฯเปิดเร็วที่สุดก็จะทำหน้าที่ได้ดีที่สุด แต่ก็ยอมรับว่า สภาฯชุดนี้มีข้อคำถามเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เกี่ยวกับความบริสุทธิ์ยุติธรรม

มีรายงานข่าวจากดีเอสไอ เผยว่านายชนนพัฒน์ ยังไม่ส่งเอกสารขอเลื่อนรับทราบข้อหาเว็บพนัน-ฟอกเงิน วันที่12มี.ค.นี้ หลังให้สัมภาษณ์สื่อ อ้างติดภารกิจประชุมรัฐสภา ซึ่งถ้าหากส่งหนังสือเลื่อนมาก็จะพิจารณาอีกหนหนึ่ง

‘สีหศักดิ์’ยังนิ่ง ปมเลิกMOU44 หลังเขมรขอคุย

‘สีหศักดิ์’ยังนิ่ง ปมเลิกMOU44 หลังเขมรขอคุย

‘สีหศักดิ์’ยังนิ่ง ปมเลิกMOU44 หลังเขมรขอคุย

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘สีหศักดิ์’ยังนิ่ง ปมเลิกMOU44 หลังเขมรขอคุย ปักปันเขตแดน

สีหศักดิ์” เผยรอรัฐบาลใหม่แจงต่อสภาฯ ปมยกเลิก MOU 44 ย้ำฝ่ายกัมพูชา ขอเปิดเวทีเจบีซีต้องแสดงความจริงจังร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด ให้พื้นที่ปลอดภัย เช่นเดียวกับกรณีสแกมเมอร์ที่เกี่ยวข้องทั่วโลก

เมื่อวันที่ 10มีนาคมที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ กล่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับกรณีที่นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความระบุว่าจะมีการเจรจากับไทย ในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ เรื่องการขอคืนพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ว่าเขาเสนอให้มีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) โดยการเจรจาต้องอยู่ในกรอบ รวมถึงเรื่องคืนพื้นที่ต้องไปว่ากันในที่ประชุม เพื่อเดินหน้าปักปันเขตแดน โดยต้องรอหลังจากมีรัฐบาลใหม่เข้ามาทำหน้าที่ แล้วค่อยมาพิจารณาว่าการประชุมเจบีซีฝ่ายไทยจะพร้อมเมื่อใด ที่เขาต้องการเจรจาเป็นผลมาจากการสู้รบครั้งล่าสุด

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและปราบปรามสแกมเมอร์ ไม่เกี่ยวข้องกับเวทีประชุมดังกล่าว เพราะเป็นสิ่งที่ฝ่ายกัมพูชาต้องดำเนินการอยู่แล้ว เนื่องจากผลการประชุมช่วงหยุดยิง เรื่องเก็บกู้ทุ่นระเบิดหากฝ่ายกัมพูชายังไม่พร้อมแต่ฝ่ายไทยพร้อม ฝ่ายกัมพูชาต้องให้ความร่วมมือกับเรา

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า เช่นเดียวกับสแกมเมอร์ ที่เกี่ยวข้องกับทั่วโลก ไม่เฉพาะไทยกับกัมพูชา ดังนั้นฝ่ายกัมพูชาต้องจริงจังกับเรื่องนี้ด้วยเพราะรู้ว่ากระบวนการเหล่านี้อยู่ฝั่งไหน หากกัมพูชาต้องการให้มีประชุมเจบีซี และเดินหน้าปักปันเขตแดน ต้องเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อทำพื้นที่ให้ปลอดภัย ไม่ใช่เปิดประชุมแล้วพูดคุยในประเด็นที่กัมพูชาต้องการจะคุย เพราะยังมีประเด็นอื่นที่ต้องพูดคุยกัน

“หน้าที่ของคณะกรรมการเจบีซีคือเรื่องของการปักปันเขตแดนตามกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่ความคืบหน้าในการยกเลิกเอ็มโอยู 44 ให้รอดูการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยมีการพูดคุยในระดับหนึ่งว่าควรเป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่” นายสีหศักดิ์ กล่าว

ด้าน พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่ากองทัพบก ได้ติดตามความเคลื่อนไหวในพื้นที่อย่างใกล้ชิด มีการวางกำลังทหารดูแลเข้มแข็ง จากการประเมินสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณของการยกระดับความขัดแย้งในระยะใกล้ ส่วนพื้นที่ช่องซำแต จ.ศรีสะเกษ หน่วยทหารตรวจพบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา ลักษณะเข้าไปใกล้แนวรั้วลวดหนาม มีพฤติกรรมก่อกวนและถ่ายทำคอนเทนต์ยั่วยุบ่อยครั้ง ซึ่งฝ่ายไทยได้พูดคุยตักเตือน โดยเมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา ทหารไทยได้ยิงขึ้นฟ้า เป็นการเตือน เพื่อป้องกันการรุกล้ำและควบคุมสถานการณ์ตามกฎการใช้กำลัง และหน่วยทหารในพื้นที่ยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

สำหรับพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี ซึ่งมีรายงานว่าทหารกัมพูชา เข้ามาขุดคูเลต หรือสร้างฐานที่กำบัง ถือเป็นการจัดตั้งที่มั่นทางทหารตามหลักยุทธวิธีทั่วไป เนื่องจากภายหลังทหารกัมพูชา ถูกผลักดันกลับไปอยู่ในพื้นที่ตนเอง การจัดสร้างที่กำบังหรือสถานที่ปฏิบัติการต่างๆ ในเขตพื้นที่ของตนถือเป็นการสถาปนาความมั่นคงของหน่วยทหารเป็นหลักปฏิบัติโดยทั่วไป และยังไม่มีประเด็นที่น่ากังวล

ในส่วนที่บางคนมองว่ากัมพูชาน่าจะต้องการเอาพื้นที่คืนพล.ต.วินธัย กล่าวว่า หากเกิดขึ้นก็น่าจะเป็นในลักษณะการใช้มิติทางการทูตหรือกลไกทวิภาคีเป็นหลัก โดยมิติทางการทหารยังไม่พบสัญญาณหรือสิ่งบอกเหตุที่ชัดเจน ฝ่ายไทยยังคงยึดหลักการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ เช่น กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (เจบีซี) โดยปัจจุบันยังยึดตามถ้อยแถลงร่วมจากการประชุมจีบีซี คือฝ่ายใดวางกำลังอยู่ที่ใดก็ให้คงกำลังในพื้นที่นั้นไว้ จนกว่าจะมีการหารือผ่านกลไกที่เกี่ยวข้องในอนาคต

โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงการปรับลดกำลังในบางพื้นที่ชายแดน ว่าเป็นการปรับวางกำลังตามสถานการณ์และวงรอบการปฏิบัติราชการของหน่วย เพื่อให้กำลังพลบางส่วนได้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจปกติซึ่งในพื้นที่ยังคงมีการวางกำลังทหารเพื่อดูแลและเฝ้าระวังพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

“จากข้อมูลด้านการข่าว ยังไม่พบสัญญาณสิ่งบอกเหตุที่อาจจะนำไปสู่การปะทะขนาดใหญ่อย่างที่บางคนคาดเดา ในมุมมองทางทหารเชื่อว่า ณ ปัจจุบัน กัมพูชายังไม่มีความได้เปรียบเพียงพอที่ใช้กำลังทางทหารต่อฝ่ายไทย เนื่องจากการเตรียมความพร้อมฝ่ายไทยไม่ได้อยู่เพียงเฉพาะหน่วยที่ประจำบริเวณแนวชายแดนเท่านั้น จึงเชื่อว่าหากกัมพูชาตัดสินใจใช้กำลังจะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อกัมพูชามากกว่าฝ่ายไทยอย่างแน่นอน ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่น่ากังวล” พล.ต.วินธัย กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม ผู้บังคับบัญชา เน้นย้ำให้ทุกหน่วยปฏิบัติหน้าที่บนพื้นฐานของความไม่ประมาท

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ตามแนวชายแดนยังอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด และฝ่ายไทยยังยึดแนวทางแก้ไขปัญหาผ่านกลไกความร่วมมือและการหารือระหว่าง2 ประเทศ ควบคู่กับการรักษาความพร้อมของกำลังทหารในการดูแลความมั่นคงและความปลอดภัยประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“หากมาทำหน้าที่ในการตรวจสอบ หรือการเป็นฝ่ายค้าน เราแค่อาศัยความจริง เพราะความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว ไม่จำเป็นต้องใช้เสียงสนับสนุน เพียงแค่นำความจริงมาเสนอกับประชาชน ก็จะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติได้ จึงทำให้ผมตัดสินใจทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน”

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม

สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี

รบ.สั่ง‘เวิร์กฟรอมโฮม’ สู้วิกฤตน้ำมัน ห้ามข้าราชการไปนอก

รบ.สั่ง‘เวิร์กฟรอมโฮม’ สู้วิกฤตน้ำมัน ห้ามข้าราชการไปนอก

รบ.สั่ง‘เวิร์กฟรอมโฮม’ สู้วิกฤตน้ำมัน ห้ามข้าราชการไปนอก

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รบ.สั่ง‘เวิร์กฟรอมโฮม’ สู้วิกฤตน้ำมัน ห้ามข้าราชการไปนอก งดผูกไท-ถอดเสื้อสูท ลดใช้ลิฟต์/ปรับอุณหภูมิ เล็งปิดปั๊มน้ำมันหลัง4ทุ่ม

รมว.พลังงาน” ย้ำรับมือได้ เชื้อเพลิงไม่ขาดแคลน แม้ศึกตะวันออกกลางยืดเยื้อเกิน 90 วัน จ่อปรับสเปกนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป เพิ่มความยืดหยุ่นหาแหล่งใหม่ระบุปรับแผน ถ่างส่วนต่าง E20 ห่างโซฮอล์ 95 ลิตรละ 3 บาท ดึงคนใช้ E20 แทนขณะที่ ครม.เห็นชอบมาตรการรับมือวิกฤตพลังงาน สั่งหน่วยงานราชการ-รัฐวิสาหกิจเวิร์กฟรอมโฮมเต็มรูปแบบ เปิดแอร์ที่อุณหภูมิ 26-27 องศาฯ ถอดสูทประชุมส่วนสถานการณ์ที่เบตงปั๊มในหมู่บ้านน้ำมันเกลี้ยง ชาวบ้านแห่เข้าไปเติมในเมือง ขณะที่เกษตรกรโอดต้นทุนรดน้ำทุเรียนพุ่ง

เมื่อเวลา 09.55น.วันที่ 10มีนาคม2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงการหาแหล่งน้ำมันสำรอง ขณะนี้ได้มีมาเพิ่มเติมแล้วหรือไม่ว่า เป็นการทยอยตามรอบขนส่ง แต่ขึ้นอยู่กับถังน้ำมันที่เรามีด้วย และต้องดูว่าถังมีช่องว่างให้เติมหรือไม่ ซึ่งหลังจากนี้ 1 ถึง 2 สัปดาห์จะมีการไล่ยืนยันต่อไปเป็นรอบ ๆ

ย้ำอีกรอบไทยไม่ขาดแคลนน้ำมัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจใช่หรือไม่ว่า ประเทศไทยจะไม่ขาดแคลนน้ำมัน นายอรรถพล กล่าวว่า ยืนยันว่าเชื้อเพลิงเราไม่ขาดแคลน อยากจะขอความร่วมมือประชาชนว่าที่ผ่านมาเกิดความตื่นตระหนก จึงเกิดการซื้อมากกว่าปกติ ส่วนยอดขายเพิ่มเป็นสองเท่า ของมีต่อมีปัญหาเรื่องการขนส่ง เช่น ปั๊มน้ำมันบางแห่งต้องเพิ่มรอบการขนส่ง จาก 3 เที่ยว เป็น 4-5 เที่ยว บางทีขนไม่ทัน จึงขอว่าอย่าตื่นตระหนกและอย่ากักตุน เพราะการซื้อไปเก็บไว้เยอะก็เป็นอันตรายต่อตัวท่าน เพราะเชื้อเพลิงติดไฟง่าย

เมื่อถามว่า หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อกว่า 90 วัน จะมีผลต่อปริมาณน้ำมันสำรองของไทยหรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า เราทำคู่ขนานทั้งการจัดหาของใหม่เข้ามา และใช้ของเดิมให้น้อยที่สุด เช่น การที่เราเพิ่มสัดส่วนน้ำมันชีวภาพแทนน้ำมันดิบและระงับการส่งออก เพื่อเพิ่มการสำรองน้ำมัน ส่วนที่เรากำลังศึกษาอยู่คือ การปรับสเปกนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป เพื่อให้เรามีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการนำเข้าพลังงานจากหลายแหล่ง ซึ่งเรามีหลายมาตรการที่จะทำคู่ขนานกันไปตลอดเวลา

รณรงค์ให้คนหันมาใช้E20เพิ่มขึ้น

นายอรรถพล กล่าวถึงกรณีประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินว่า มาตรการของรัฐบาล คือ การตรึงน้ำมันราคาดีเซล 15 วัน ในส่วนของน้ำมันเบนซิน กองทุนน้ำมันจะเข้าไปช่วยบางส่วน และผู้ค้าก็จะดูตามความเหมาะสม ราคาจึงอาจจะมีขยับบ้างแต่สาเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมันเบนซินขยับ ในวันที่ 9 มี.ค.2569 เนื่องจากกองทุนน้ำมันสร้างความแตกต่าง การช่วยเหลือน้ำมันเบนซินที่มีอยู่หลายชนิด โดยน้ำมันเบนซิน หรือ E10 ที่มีส่วนผสมของเอทานอล10% และ E20 ที่มีส่วนผสมของเอทานอล20% เดิมการช่วยเหลือของกองทุนน้ำมัน จะช่วยเหลือ E20 มากกว่า E10 จำนวน 1 บาท แต่เมื่อวันที่ 9 มี.ค. กองทุนปรับการช่วยเหลือ E20 มากกว่า E10 จำนวน 2 บาท เพื่อถ่างความช่วยเหลือตามกลไกของผู้ค้า คือ ปรับขึ้นแก๊สโซฮอล์95 ขึ้น 50 สตางค์ และลด E20 ลง 50 สตางค์ จะต้องทำให้ผลต่างของราคาขายปลีกของน้ำมัน 2 ชนิดนี้ ที่เดิมต่างกัน 2 บาทตอนนี้ ก็จะแตกต่างกัน 3 บาท เป็นการจูงใจให้ใช้ E20 มากขึ้น

“ขอรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้ E20 ให้มากขึ้น เพื่อลดการใช้ สัดส่วนน้ำมันพื้นฐานที่มาจากเบนซิน และเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตในบ้านเรา ขณะที่สเปกน้ำมันดีเซลที่ปรับจาก B5 เป็น B7 เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ไบโอดีเซลที่ทำจากน้ำมันปาล์มมากขึ้น” นายอรรถพลกล่าว

นายกฯสั่งเวิร์กฟรอมโฮมทันที

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ถึงข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ว่า เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อวิกฤติด้านพลังงานในประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการให้หน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจเริ่มดําเนินมาตรการเวิร์ก ฟอร์ม โฮมในทันที ในส่วนงานที่ไม่กระทบ กับการให้บริการประชาชน และงดการเดินทางไปศึกษาดูงานและอบรมในต่างประเทศ โดยให้ดําเนินการในประเทศแทน เมื่อถามว่ามาตรการดังกล่าวกำหนดภาคเอกชนด้วยหรือไม่ น.ส.ลลิดา กล่าวว่า ในส่วนของภาคเอกชนยังไม่มีแจ้ง ให้หน่วยงานรัฐนำร่องไปก่อนและกำหนดเวลาดำเนินมาตรการยังไม่ได้กำหนดระยะเวลา

ระงับเดินทางไปดูงานต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยมุ่งเน้นไปที่การประหยัดพลังงานและการบริหารจัดการบุคลากรภาครัฐ ดังนี้ ให้หน่วยงานราชการทุกแห่งเริ่มปฏิบัติงานนอกสถานที่พัก (Work from Home) เต็มรูปแบบทันที จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายสำหรับหน่วยงานที่มีภารกิจในการบริการประชาชนโดยตรง ให้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการรับบริการของภาคประชาชน

ส่วนมาตรการประหยัดพลังงานในที่ทำงานรณรงค์ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐถอดสูทในการเข้าประชุมหรือปฏิบัติงาน และกำหนดให้ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศภายในหน่วยงานไว้ที่ 26 องศาเซลเซียส เพื่อลดการใช้กระแสไฟฟ้าในภาพรวม และการเดินทางไปต่างประเทศสั่งระงับการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับในขณะนี้ หากเป็นภารกิจการประชุมที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง สามารถเดินทางได้ตามความเหมาะสม โดยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ปริมาณสำรองน้ำมัน8พันล้านลิตร

น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.รับทราบแนวทางมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ เพื่อรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวน และเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชนสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ปัจจุบันประเทศไทยมี ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยต่อวันประมาณ 124ล้านลิตรต่อวัน โดยเมื่อวันที่ 5 มี.ค.ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวม 8,055 ล้านลิตร การใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยประมาณ 3.13ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเป็นสัดส่วนสูง โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง

ในส่วนของปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศ ปัจจุบันมีน้ำมันสำรองรวมประมาณ 8,054 ล้านลิตร ซึ่งแบ่งเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย และน้ำมันสำรองทางการค้า ซึ่งสามารถรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศได้ในระดับหนึ่ง

งัด6มาตรการสู้วิกฤตพลังงาน

อย่างไรก็ตาม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น กระทรวงพลังงานเสนอ มาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นตัวอย่างให้กับภาคส่วนอื่นๆ ของสังคม ประกอบด้วยมาตรการสำคัญ ดังนี้1.ปรับการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม และตั้งอุณหภูมิประมาณ 26–27 องศาเซลเซียส ใส่เสื้อแขนสั้น งดการใส่สูทผูกเนคไท ยกเว้นมีงานพิธีการ2.การลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น3.การใช้ระบบ Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์ และปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน4.การลดการใช้ลิฟต์ โดยส่งเสริมให้ใช้บันไดในระยะใกล้5.การลดการใช้กระดาษและเครื่องถ่ายเอกสาร รวมถึงส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสาร6.การส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการทำงานแบบ Work from Home ตามความเหมาะสม

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการด้านการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง เช่น การตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ การขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม การใช้รถร่วมกัน หรือ Car Pool การวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงาน

หากยืดเยื้ออาจปิดปั๊มหลัง4ทุ่ม

น.ส.อัยรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาลมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานความร่วมมือสถานีโทรทัศน์วิทยุ รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ รณรงค์การประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วนในช่วงสถานการณ์วิกฤต หากสถานการณ์มีการยกระดับความรุนแรง จนกระทั่งมีผลกระทบต่อการจัดหาพลังงาน เห็นสมควรเสนอแนวทางมาตรการภาคบังคับเพิ่มเติมเช่น ให้หลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าในการโฆษณาป้ายสินค้าหรือบริการ ป้ายชื่อ ร้านป้าย ชื่อโรงภาพยนตร์ สถานที่ทำธุรกิจ ในช่วงเวลาตั้งแต่ 22.00น.เป็นต้นไปกำหนดระยะเวลาเปิดปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกินเวลา 22.00น.โดยมีข้อยกเว้นสถานีบริการบนทางหลวงหลัก

ทั้งนี้ หากสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้ประมาณ ร้อยละ 5 จะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 3.3 แสนลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาทต่อเดือน หากลดการใช้ไฟฟ้าได้ร้อยละ 5 จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน

หลายปั๊มในเบตงน้ำมันหมดเกลี้ยง

บรรยากาศที่สถานีบริการน้ำมันหลายแห่งในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นไปอย่างคึกคักและตึงเครียด หลังมีการปรับราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินขึ้นอีกลิตรละ 50 สตางค์ ส่งผลให้ประชาชนและเกษตรกรจำนวนมากนำรถบรรทุกแกลลอนมาเข้าคิวรอเติมน้ำมันตั้งแต่ปั๊มเริ่มเปิดให้บริการในเวลา 06.00 น.จากการตรวจสอบราคาน้ำมันในพื้นที่อำเภอเบตงวันนี้พบว่า ดีเซล 30.48 บาท/ลิตร (คงเดิม), แก๊สโซฮอล์ 95: 31.59 บาท/ลิตร และเบนซิน: 40.18 บาท/ลิตร

พนักงานปั๊ม ปตท.เบตง เปิดเผยว่า หลังปรับขึ้นราคาทำให้เกษตรกรเร่งจัดหาน้ำมันสำรอง เพราะกังวลว่าราคาจะพุ่งสูงขึ้นอีกตามสถานการณ์โลก ประกอบกับปัจจุบันปั๊มน้ำมันตามหมู่บ้านรอบนอกเริ่มไม่มีน้ำมันจำหน่ายแล้ว ทำให้ประชาชนต้องหลั่งไหลเข้ามาเติมน้ำมันในเขตเทศบาลเมืองจนเนืองแน่น

เกษตรกรโอดต้นทุนรดน้ำทุเรียนพุ่ง

ด้านตัวแทนเกษตรกรชาวสวนทุเรียนรายหนึ่งระบุว่า ตนมีสวนกว่า 20ไร่ ต้องใช้น้ำมันถึงวันละ 30 ลิตรเพื่อเดินเครื่องสูบน้ำรดน้ำต้นไม้ แต่เมื่อปั๊มจำกัดปริมาณการเติมใส่แกลลอนเพื่อให้ทั่วถึง ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดเวลาการให้น้ำและประหยัดน้ำมันให้ได้มากที่สุด พร้อมเผยว่าหากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อ คงต้องตัดสินใจลงทุนติดตั้งโซล่าเซลล์แทนเพื่อลดภาระต้นทุนที่คุมไม่ได้

แม้เบตงจะเป็นพื้นที่ชายแดนติดประเทศมาเลเซียซึ่งมีราคาน้ำมันถูกกว่าไทยมาก แต่ประชาชนไม่สามารถพึ่งพาน้ำมันฝั่งเพื่อนบ้านได้ เนื่องจากมาตรการที่เข้มงวดของมาเลเซียที่จำกัดการเติมน้ำมันให้รถทุกชนิดเพียงคันละ 20 ลิตรเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อภาคการเกษตร ทำให้ชาวเบตงต้องยอมรับภาระราคาน้ำมันฝั่งไทยและเร่งสำรองไว้ใช้ในระยะสั้น

15มี.ค.นัดเลือกประธานสภา รีบตั้งรัฐบาล 19มี.ค.โหวตนายกรัฐมนตรี

15มี.ค.นัดเลือกประธานสภา รีบตั้งรัฐบาล 19มี.ค.โหวตนายกรัฐมนตรี

15มี.ค.นัดเลือกประธานสภา รีบตั้งรัฐบาล 19มี.ค.โหวตนายกรัฐมนตรี

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

15มี.ค.นัดเลือกประธานสภา รีบตั้งรัฐบาล 19มี.ค.โหวตนายกรัฐมนตรี เดือนเม.ย.ได้ครม.ชุดใหม่ ร่างพรฎ.ประชุมสภาฉลุย

อนุทินลาประชุมครม.มอบพิพัฒน์ปธ.แทนโดยครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 โดยยังมิได้ระบุวันที่ เรียกประชุมรัฐสภา รอนำขึ้นทูลเกล้าฯ เปิดไทม์ไลน์ตั้งรัฐบาลอนุทิน2”ชัด เดินหน้าสู่รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา14มี.ค.ก่อนนัด15.มีค.เลือกปธ.สภา-รองปธ.สภาถัดโหวตนายกฯ19มี.ค.คาดฟอร์มครม.ใหม่ได้กลางเมษายน โสภณบอกถึงเวลารู้เอง หลังสะพัดนั่ง ปธ.สภา ปัดมติ ภูมิใจไทย ด้านกล้าธรรมรับสภาพ พร้อมทำทุกบทบาท นัด14มี.ค.คุยก่อนโหวตปธ.สภาฯ โรมฟาดครม.ลูกเทพซัดเอาตระกูลนำความสามารถหวั่นปท.พัง รับมือความท้าทายไม่ไหว ยันไม่มีวันโหวตให้อนุทินจี้ถามธรรมนัสพรรคกล้าธรรมจะอยู่ฝั่งไหน

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น.ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มอบหมาย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

อนุทิน-ธรรมนัส ลาประชุมครม.

ขณะที่ครม.แจ้งลาการประชุมได้แก่นายอนุทิน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ นายอัครา พรหมเผ่า รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข

โดยมีวาระเพื่อพิจารณาสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.)จะเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ.2569เพื่อกำหนดกรอบการเปิดประชุมรัฐสภาหลังจากขั้นตอนรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสร็จสิ้นแล้ว เป็นต้น บรรยากาศการประชุม ครม.วันนี้บรรดารัฐมนตรีและทีมงานต่างสวมเสื้อเชิ้ตแทนการใส่สูทผูกไทมาร่วมประชุม ตามมาตรการลดใช้พลังงาน

ครม.ผ่านร่างพรฎ.เรียกประชุมรัฐสภา

เวลา 12.30น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ (โดยยังมิได้ระบุวันที่เรียกประชุมรัฐสภา) สำหรับวันเรียกประชุมรัฐสภา มอบให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีประสานกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานองคมนตรีเมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับเลือกตั้งถึงร้อยละเก้าสิบห้าของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดแล้ว (จำนวน 475 คน)ให้นำร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯถวายต่อไป

นางสาวอัยรินทร์กล่าวว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 83บัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนห้าร้อยคนโดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวนสี่ร้อยคน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจำนวนหนึ่งร้อยคน มาตรา 84 บัญญัติให้ในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งถึงร้อยละเก้าสิบห้าของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดแล้ว (จำนวน 475 คน) หากมีความจำเป็นจะต้องเรียกประชุมรัฐสภาก็ให้ดำเนินการเรียกประชุมรัฐสภาได้ และมาตรา 85 วรรคสี่ บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละเก้าสิบห้าของเขตเลือกตั้งทั้งหมด

โดยยังมิได้ระบุวันรอนำขึ้นทูลเกล้าฯ

ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องตรวจสอบเบื้องต้นและประกาศผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็วแต่ต้องไม่ช้ากว่าหกสิบวันนับแต่วันเลือกตั้ง(ภายในวันที่ 8 เมษายน2569)ประกอบกับมาตรา 121วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ภายในสิบห้าวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป(ภายในวันที่22เมษายน2569)ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก

และมาตรา122วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสี่ บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภาทรงเปิดและทรงปิดประชุม โดยพระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงทำรัฐพิธีเปิดประชุมสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งแรกด้วยพระองค์เอง หรือโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระรัชทายาทซึ่งทรงบรรลุนิติภาวะแล้วหรือผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นผู้แทนพระองค์ มาทำรัฐพิธีก็ได้ ทั้งนี้ การเรียกประชุมให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา

ดังนั้น เพื่อให้การเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยสลค.จึงได้ยกร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ.2569ขึ้น(โดยยังมิได้ระบุวันที่เรียกประชุมรัฐสภา)และได้ประสานกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานองคมนตรี เมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับเลือกตั้งถึงร้อยละเก้าสิบห้าของจำนวนสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดแล้ว เพื่อจะได้นำร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ต่อไป

ไทม์ไลน์จัดตั้งรัฐบาลเริ่มชัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับไทม์ไลน์กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เริ่มเห็นภาพชัด หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 399 เขต จากจำนวน 400 เขต ยังคงเหลือ เขต 2 จ.สุพรรณบุรีซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง(กปน.)และการรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อทั้ง 100 คนไปแล้ว ดังนั้นเมื่อกกต.รับรองผลสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกิน95%ของจำนวนทั้งหมดตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญทำให้สามารถเปิดประชุมรัฐสภาได้อย่างเป็นทางการ และเริ่มต้นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ในปี2569

14มี.ค.รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา

ไทม์ไลน์สำคัญเริ่มต้น ในวันที่ 14 มีนาคม 2569 ซึ่งจะมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุม ถือเป็นจุดเริ่มต้นกระบวนการทางรัฐสภา จากนั้น คาดว่าจะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก ประมาณวันที่ 15 มีนาคม เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทน 2 คน

ลุ้นนัดโหวตนายกฯ19มี.ค.

สำหรับในขั้นตอนสำคัญถัดมา คือ การประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีการประเมินว่า อาจเกิดขึ้นเร็วที่สุด ในวันที่ 19 มีนาคม 2569 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีโอกาสได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง หากได้รับเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ปลาย มี.ค. 2569 โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

คาดได้ครม.ใหม่กลางเม.ย.

หลังการโหวตนายกรัฐมนตรีกระบวนการจะเข้าสู่ขั้นตอนทูลเกล้าฯแต่งตั้งนายกฯและการฟอร์มจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ พร้อมตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีก่อนเสนอรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ คาดว่าการจัดตั้ง ครม.จะแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน อาจก่อนวันสงกรานต์และรัฐบาลอาจแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในช่วงปลายเมษายนถึงต้นพฤษภาคม ก่อนเริ่มบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ

โสภณปัดมติภท.เสนอนั่งปธ.สภา

ที่ทำเนียบรัฐบาล นาย โสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะสส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสข่าว ว่าที่ประชุมพรรคภูมิใจไทยได้มีมติ จะเสนอชื่อให้นั่งตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า ยังไม่มีมติ ซึ่งในวันที่ 14 มีนาคม จะเป็นรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา และในวันที่ 15 มีนาคมจะเป็นการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และขอยืนยันว่าในงานสัมมนาพรรคภูมิใจไทยที่จังหวัดบุรีรัมย์นั้นไม่ได้มีการพูดคุยกันเรื่องนี้ และก็ไม่มีการพูดคุยกันที่ไหนเมื่อถึงเวลาก็จะรู้เอง เมื่อถามว่าหากได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรก็พร้อมที่จะทำหน้าที่ใช่หรือไม่ นายโสภณตอบว่า ตนเคยพูดไว้นานแล้ว ว่าไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งไหนก็จะทำเต็มที่ และทำได้ดีด้วยเมื่อถามว่าขณะนี้มีความชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ ว่าตำแหน่งรองประธานสภาคนที่1 เป็นของพรรคภูมิใจไทย และตำแหน่งรองประธานสภาคนที่2 เป็นของพรรคเพื่อไทย นายโสภณกล่าวว่า ตามข่าวก็น่าจะเป็นแบบนั้น

กธ.รับสภาพพร้อมทำทุกบทบาท

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาในฐานะนายทะเบียนพรรคกล้าธรรมให้สัมภาษณ์ภายหลังมีความชัดเจนมากขึ้นว่าพรรคกล้าธรรมจะไม่ได้เป็นรัฐบาลว่า ก็มีการคุยกันในพรรค เราพร้อมทำทุกบทบาท ผู้สื่อข่าวถามว่า ร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค กล้าธรรมได้ให้กำลังใจ สส.ในพรรคอย่างไรบ้าง นายอรรถกรกล่าวว่าร.อ.ธรรมนัสบอกว่า เราก็ทำหน้าที่ของเรา ซึ่งการเลือกตั้งที่ผ่านมา ประชาชนมอบความไว้วางใจให้เราถึง 58 ที่นั่ง เราจะทำหน้าที่ของเราตามที่ทำได้

เสียดายไม่ได้ทำนโยบายที่ดินต่อ

เมื่อถามว่าเสียใจหรือไม่จากที่คาดหวังว่าจะได้ทำนโยบายเรื่องที่ดินส.ป.ก.ต่อซึ่งเป็นจุดขายที่ทำให้พรรคกล้าธรรมได้รับเลือกเข้ามาจำนวนมากนายอรรถกรกล่าวว่า ในฐานะที่เคยเป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์ และรมช.เกษตรฯซึ่งทำงานร่วมกันกับข้าราชการ ถือว่านโยบายนี้เป็นนโยบายที่ขับเคลื่อนประชาชนที่ต้องการสิทธิในการครอบครองที่ดินทำกิน ส่วนเสียดายหรือไม่นั้น ตนมองว่าเป็นนโยบายที่ดี เกิดประโยชน์กับประชาชน ถ้าไม่ได้สานต่อ ก็น่าเสียดาย เมื่อถามย้ำว่าจะฝากให้รัฐบาลเอาไปสานต่อหรือไม่ เพราะผู้ที่ได้รับประโยชน์คือประชาชน นายอรรถกร กล่าวว่า บังคับเขาไม่ได้ แต่ก็อยากให้ทำต่อ

นัด14มีค.คุยก่อนโหวตปธ.สภาฯ

นายอรรถกร ยังกล่าวถึงท่าทีของพรรคกล้าธรรมในการโหวตประธานสภาผู้แทนฯและนายกรัฐมนตรีจะให้เอกสิทธิ์สส.หรือต้องเป็นมติพรรคว่าจะมีการประเมินและคุยกันอีกรอบ ในวันเสาร์ที่14มี.ค.ก่อนรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาจะมีการนัดหารือเพื่อน สส.คุยกัน ส่วนจะยกมือโหวตอย่างไรนั้น ร.อ.ธรรมนัส บอกเสมอว่า พรรคนี้ไม่มีใครใหญ่ไปกว่าใคร ทุกคนโทรมาพูดคุยกันเพื่อฟังความคิดเห็นของสมาชิกแต่ละคน ซึ่งมีทั้ง สส.หลายสมัยและสส.สมัยแรก เพื่อพูดคุยหาทางออกที่ดีที่สุด เกี่ยวกับแนวทางการทำงานต่อไป

กธ.ขอรอโหวตปธ.สภา-นายกฯก่อน

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์ พรรคกล้าธรรม(กธ.) กล่าวถึงความชัดเจนของพรรคกธ.ในทางการเมืองว่า ยังคงเป็นไปตามที่ร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกธ.ได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่าเป็นเรื่องของแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในความชัดเจนว่าจะเลือกพรรคไหนเข้าร่วมรัฐบาล ขณะนี้ยังต้องรอขั้นตอน การเปิดประชุมรัฐสภา การโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีก่อน

ย้ำความชัดเจนอยู่ที่ภท.แกนตั้งรบ.

ผู้สื่อข่าวถามว่าทางพรรคภูมิใจไทยโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูลหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้สัมภาษณ์ถึงคุณสมบัติรัฐมนตรีต้องนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องของจริยธรรมมาประกอบการพิจารณาด้วยตรงนี้ถือว่าชัดเจนแล้วหรือไม่น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่าก็เป็นความชัดเจนของพรรคภท.แต่พรรคกธ.ก็มีความชัดเจนในการทำหน้าที่ เมื่อถามย้ำถ้าพรรคกธ.จะแสดงความชัดเจนเลยหรือไม่ น.อ.อนุดิษฐ์ย้ำว่า ความชัดเจนจะออกมาจากแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

โรมฟาดเดือดโผครม.ลูกเทพ

นายรังสิมันต์ โรมสส บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงรายชื่อครม.ชุดใหม่นี้มีคนรุ่นใหม่ที่เขาเรียกกันว่า เป็นลูกเทพ หรือว่าลูกบังเกิดเกล้าเป็นทายาททางการเมืองมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่า ถ้ามองในมุมคาดหวังของประชาชน เชื่อว่ายังมีความเปลี่ยนแปลงได้อยู่ คงไม่สามารถสรุปได้ 100%แต่ถ้ามองในมุมความคาดหวังของประชาชนก็คงหวังครม.ที่มีความสามารถ เอาความสามารถ เป็นตัวตั้งมากกว่า ที่จะเอาวงศาคณาญาติ วงตระกูลเป็นตัวตั้ง ความสามารถเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ความท้าทายของประเทศเราวันนี้มีอะไรเยอะแยะ

“ถามว่าคุณจะพึ่งพารัฐมนตรีไม่กี่คน ที่บอกว่าเป็นรัฐมนตรีที่มีความเชี่ยวชาญ มีความรู้ แล้วที่เหลือก็ปล่อยให้คนที่อาจจะไม่ได้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี ถ้าทำกันแบบนั้นภายใต้สถานการณ์ที่ประเทศเป็นแบบนี้ คำถามก็คือว่า ประเทศไทยจะพร้อมรับมือกับความท้าทายจริงหรือเปล่า เชื่อว่าพี่น้องประชาชน อยากเห็นรัฐบาลที่เต็มไปด้วยคนที่มีความสามารถมากกว่าในเรื่องของวงตระกูล”นายรังสิมันต์ ย้ำ

อุบปชน.เสนอชื่อชิงนายกฯ

เมื่อถามว่าขณะนี้รัฐบาลมีเสียง 292 ในขณะที่ทางฝ่ายค้าน รวมเสียงกันได้ 209 พรรคประชาชนจะเสนอชื่อ นายกรัฐมนตรีแข่งในสภา นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ในทางปฏิบัติ เรายังเรียกว่าเป็นพรรคฝ่ายค้านไม่ได้ ทุกอย่างมันเป็นข้อมูลตามข่าว ยังไม่แน่ใจว่าฝ่ายค้านมีเท่าไหร่ ยังไม่มั่นใจไม่รู้ว่า จะมีมีงูเห่าอีกหรือเปล่า อันนี้เราคงต้องไปดู แต่ถ้าตอบในฐานะของพรรคประชาชนถ้าเรื่องของการแข่งนายก แข่งอะไรต่างๆ อยากให้รอดูความชัดเจนจากพรรคอีกที เข้าใจว่าทางโฆษกพรรคคงจะได้มีการพูดเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ

ลั่นไม่มีวันโหวตให้อนุทิน

เมื่อถามว่าชัดเจนแล้วใช่มั้ยว่าพรรคกล้าธรรมจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาล นายรังสิมันต์ กล่าวว่าก็ต้องถามนายธรรมนัส การเป็นฝ่ายค้านของพรรคประชาชน เราเคยพูดตอนหาเสียงว่า เราจะไม่มิวันโหวตให้กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และเราก็ยืนยันว่าพรรคอันดับ1มีสิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน และสิ่งที่เราทำก็คือ เรารักษาสัจจะ เรารักษาคำพูดที่เราพูดเอาไว้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้น เมื่อนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง เค้าก็มีสิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น เราก็คงต้องเตรียมการ

จี้ถามธรรมนัสกธ.อยู่ฝั่งไหน

สำหรับการทำหน้าที่ในการตรวจสอบทำหน้าที่ในสภา ซึ่งตนไม่รู้จริงๆว่าพรรคการเมืองอื่น พรรคกล้าธรรมเขาตัดสินใจอย่างไรคือการเป็นฝ่ายค้านของพรรคการเมืองอื่นก็มีความเป็นไปได้อยู่ 2 ทาง 1คือเลือกที่จะเป็นฝ่ายค้าน กับ 2ก็คือเขาไม่ให้เป็นรัฐบาลเลย ต้องมาเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งตนไม่แน่ใจว่าพรรคกล้าธรรมทำเราสามารถพูดสรุปจบได้ 100% จริงๆ หรือเปล่าว่าเขาไม่ให้เป็นรัฐบาลแน่ๆอันนี้เดี๋ยวรอดูเลย ไม่กี่วันเราก็รู้แล้ว

หมอวรงค์เข้ารายงานตัวสส.

ที่บริเวณโถงชั้น B1 อาคารรัฐสภา นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี เดินทางเข้ารายงานตัวเป็นสส.ชุดที่27 ต่อสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยเปิดเผยถึงทิศทางการทำงานทางการเมืองของพรรคว่า หลังจากที่ใช้เวลาไตร่ตรองมานานกว่า1เดือนโดยยืนยันว่าแม้พรรคไทยภักดีจะได้รับเลือกเข้ามาเพียง1เสียง แต่ก็เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก เนื่องจากมีความคาดหวังจากทั้งฝั่งที่อยากให้ร่วมรัฐบาลที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นแกนนำ และฝั่งที่อยากให้ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตในสภาฯซึ่งจากการวิเคราะห์ถึงประโยชน์สูงสุดของส่วนรวม

ประกาศเป็นฝ่ายค้านที่รักชาติ

นายแพทย์วรงค์ ยืนยันว่าจะเป็นฝ่ายค้านที่รักชาติ อะไรที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติบ้านเมืองตนจะทำหน้าที่ หรืออะไรที่รัฐบาลทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเราจะไม่ค้าน จะขอทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านเพื่อความคล่องตัวในการทำงานเนื่องจากมองว่าการเป็นรัฐบาลด้วยเสียงเพียง1เสียงจะมีข้อจำกัดในการผลักดันงาน แต่การเป็นฝ่ายตรวจสอบสามารถใช้”ความจริงเพียงหนึ่งเดียว”ในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติได้โดยไม่ต้องพึ่งพาจำนวนเสียงสนับสนุน โดยบทบาทหลังจากนี้จะเน้นการตรวจสอบที่มีหลักฐานชัดเจนไม่เน้นการสร้างกระแส หรือทำเพียงเพื่อเป็นข่าว ทุกอย่างต้องไปจบที่กระบวนการของป.ป.ช.หรือศาล

ลั่นถ้าทุจริตเจอกันแน่ในสภา

“ผมตัดสินใจยากลำบากมาก ผมต้องใช้เวลาตัดสินใจและวิเคราะห์บวกลบถึงประโยชน์ที่ประเทศชาติจะได้รับในช่วง1เดือนที่ผ่านมาจนได้บทสรุปว่า 1เสียง ถ้าไปร่วมรัฐบาล ผมอาจทำงานได้ไม่เต็มที่ เพราะมีข้อจำกัดด้านเสียงสนับสนุนแต่การทำหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบเราใช้แค่ความจริงก็นำเสนอต่อประชาชนเพื่อปกป้องประโยชน์ชาติได้ ผมจึงขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านแต่จะเป็นฝ่ายค้านผู้รักชาติหรือ Patriotic Opposition อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อชาติ เราจะไม่ค้านไปเรื่อย แต่ถ้ามีหลักฐานการทุจริตประพฤติมิชอบเมื่อไหร่ เราเจอกันแน่นอนในสภา”

ย้ำ12ปีที่รอคอยลุยทำงานเต็มที่

นายแพทย์วรงค์ ย้ำอีกว่า การไม่เข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคเพื่อไทย ไม่มีส่วนในการตัดสินใจ ที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีการประสานงานจากทางพรรคภูมิใจไทย หรือนายอนุทินโดยตรง แต่เป็นการวิเคราะห์ด้วยตัวเองว่าสถานะฝ่ายค้าน จะสร้างประโยชน์ให้บ้านเมืองได้มากกว่า

ในส่วนของจุดยืนการโหวตเลือกประธานสภา หรือ นายกรัฐมนตรีนั้น ตามมารยาทของฝ่ายค้าน คงไม่โหวตสนับสนุนซีกรัฐบาล วิธีของฝ่ายค้านจะมีสองอย่างคือ หนุนฝ่ายค้านกับงดออกเสียง ยกเว้นในเรื่องสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองที่พร้อมจะสนับสนุนนายกรัฐมนตรี

ส่วนการทำงานร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอื่นๆเช่นพรรคประชาชนจะเป็นการร่วมมือกันแบบหลวมๆไม่จำเป็นต้องมีมติร่วมกันทุกเรื่องเหมือนฝ่ายรัฐบาล เพราะแต่ละพรรคมีมุมมองและการทำงานที่เป็นอิสระต่อกัน พร้อมย้ำทิ้งท้ายว่า รู้สึกตื่นเต้นที่ได้กลับเข้ามาทำหน้าที่อีกครั้งในรอบ 12 ปี และยืนยันความพร้อมในการทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งเต็มที่เพื่อประชาชนตามที่รอคอยมานาน

เท่าพิภพขี่มอไซค์รายงานตัวปิดท้าย

เวลา 09.30น.ที่รัฐสภา นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.พรรคประชาชน เดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ PCX มารายงานตัวสส.ต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรโดยให้สัมภาษณ์ว่าสาเหตุที่ตนไม่ได้มารายงานตัวพร้อมกับคณะสส.พรรคประชาชนเมื่อวันที่ 9 มี.ค.เนื่องจากติดภารกิจกับครอบครัว ส่วนการทำงานในพื้นที่แม้เขตบางพลัด บางกอกน้อยจะเป็นพื้นที่ใหม่ ตนไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวก็มีความคล้ายคลึงกับเขตคลองสานที่ติดริมแม่น้ำ มีทั้งความหลากหลายทางศาสนา มีปัญหาด้านการเข้าถึงพื้นที่คล้ายกัน และเป็นปัญหาเรื้อรัง คนเป็นสส.อาจจะแก้ไขไม่ได้มากเพราะเป็นปัญหาระดับท้องถิ่น อยากให้ในอนาคตมีผู้ว่า กทม.และสก.เป็นพรรคประชาชน

ลั่นปชน.ตั้งเป้ากวาดทั้งผู้ว่าฯ-สก.

นายเท่าพิภพกล่าวต่อว่าวันนี้จะมีงานเสวนา อบรม เตรียมความพร้อมการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.ที่จะมีขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้ เราอยากได้สีส้มทั้งในระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น ยืนยันว่าส่งสก.ทุกเขต มั่นใจว่าผู้สมัคร สก.จะเอาชนะได้เพราะที่ผ่านมาก็มีการลงพื้นที่รวมถึงมีความสามารถ และขอให้ประชาชนให้ความสนใจกับการเลือกตั้งท้องถิ่น เนื่องจากปัญหาหลายปัญหา เป็นเรื่องใกล้ตัวและ เป็นเรื่องของท้องถิ่น อย่างไรก็ดี ตัวผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ครั้งนี้เปิดมาจะต้องสร้างความประหลาดใจแน่นอน

จากนั้นนายเท่าพิภพ ได้เข้าไปรายงานตัว สส.ต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทำให้มียอดสส.พรรคประชาชน มารายงานตัวครบแล้วทั้ง 120 คน

สส.รายงานตัวแล้ว498เหลือพีระพันธุ์

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ถึงการรับรายงานตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในวันนี้ ที่เป็นวันที่ 13 ของการรายงานตัว ว่า ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น.มี สส.มารายงานตัวเพิ่มอีก 2 คน ได้แก่ นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) และ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี (ทภด.) รวม 13 วัน มี สส.มารายงานตัวแล้วทั้งหมด 498 คน จาก 499 คน ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลรับรอง ทั้งนี้ เหลือเพียง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) คนเดียวที่ยังไม่มารายงานตัว

ฟ้า พรหมศร อดอาหารในคุก หลังศาลไม่ให้ประกันตัวคดี ม.112

ฟ้า พรหมศร อดอาหารในคุก หลังศาลไม่ให้ประกันตัวคดี ม.112

ฟ้า พรหมศร อดอาหารในคุก หลังศาลไม่ให้ประกันตัวคดี ม.112

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.08 น.

10 มีนาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ฟ้า พรหมศร” อดอาหารในเรือนจำ หลังไม่ได้ประกันตัว เรียกร้องนิรโทษกรรมนักโทษทางความคิดทั้งหมด

10 มี.ค.2569 ทนายความเดินทางไปที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี เพื่อเยี่ยม “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู ซึ่งเพิ่งถูกคุมขังตั้งแต่วานนี้ หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายืนจำคุก 2 ปี 10 เดือน ในคดีข้อหาหลักตามมาตรา 112 จากกรณีทำกิจกรรมเรียกร้องให้ปล่อยตัว “นิว” สิริชัย นาถึง ที่บริเวณหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 14 ม.ค.2564 และศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งส่งคำร้องขอประกันตัวให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณา

ระหว่างรอเยี่ยม ทราบจากผู้ช่วยงานของเรือนจำ ว่าฟ้าไม่ได้อยู่ที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี จากนั้นจึงได้มีการตรวจเช็คกับเจ้าหน้าที่เรือนจำ จึงทราบว่าฟ้าถูกนำไปกักตัวที่เรือนจำชั่วคราวรังสิต โดยการกักตัวผู้ต้องขังที่เข้าใหม่มีกำหนด 7 วัน จะเยี่ยมได้เฉพาะผ่านระบบวิดีโอคอลทางไลน์เท่านั้น และเมื่อพ้น 7 วันแล้ว ผู้ต้องขังจะถูกส่งตัวกลับมาที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี

เมื่อไปติดตามที่เรือนจำชั่วคราวรังสิต ทำให้ทราบข้อมูลว่าเรือนจำนี้มีขึ้นในช่วงสถานการณ์โควิด-2019 ซึ่งต้องมีการกักตัวผู้ต้องขังที่เข้าไปใหม่ในเรือนจำอำเภอธัญบุรี เมื่อสถานการณ์โรคระบาดคลี่คลาย ทางเรือนจำก็ยังดำเนินใช้เป็นสถานที่กักตัวผู้ต้องขังเข้าใหม่ต่อไป พร้อมกับใช้เป็นสถานที่คุมขังผู้ต้องขังที่สามารถออกไปทำงานกองนอกด้วย

ต่อมา จึงสามารถเยี่ยมฟ้าได้ผ่านระบบวิดีโอคอลทางไลน์ของเจ้าหน้าที่ ฟ้าอยู่ในเสื้อคอวีสีออกน้ำตาล สวมแว่นตาเดิม การพูดคุยเริ่มด้วยการฝากข้อความจากแฟนของฟ้า ฟ้าได้รีบบอกเล่าว่า ทั้งสองคนมีแผนจะแต่งงานกันในช่วงปีหน้า รวมทั้งมีแผนเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวด้วยกันด้วย ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะได้ไปดำเนินการตามแผนหรือไม่

รวมทั้งฟ้ายังกังวลเรื่องของพ่อ หรือที่เขาเรียกว่า “ป๊า” ซึ่งอายุ 73 ปีแล้ว และมีโรคภัยรุมเร้า ทั้งอัลไซเมอร์ พาร์กินสัน โรคหัวใจ และโรคไต ซึ่งต้องฟอกไตสัปดาห์ละสามวัน โดยมี “ม๊า” คอยดูแลอยู่เพียงลำพัง ก่อนหน้านี้เขาเป็นผู้ทำงานหารายได้และดูแลครอบครัวไปด้วย การถูกคุมขังจึงส่งผลกระทบต่อครอบครัวเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้

จากนั้น ฟ้ารีบแจ้งว่าเขาได้เริ่มอดอาหารประท้วงตั้งแต่เมื่อเย็นวาน หลังต้องเข้ามาในเรือนจำ โดยไม่รับประทานอาหาร แต่กินเพียงน้ำเปล่า ฟ้าบอกว่าเขาต้องการเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรม “นักโทษทางความคิด” ซึ่งหมายรวมถึงคดีมาตรา 112 ทุกคน

ฟ้าบอกว่าตอนนี้ร่างกายยังโอเคอยู่ โดยพยายามจิบน้ำเยอะๆ เขาอยากอดอาหารอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเรียกร้องเรื่องการประกันตัว แต่อยากให้พรรคการเมืองและสังคมสนใจปัญหานักโทษการเมือง นักโทษทางความคิดอีกครั้ง โดยร่างกายเขาจะไหวหรือไม่อย่างไร จะตัดสินใจต่อไป

“ไม่ว่าคุณจะคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร ทุกคนมีชุดความหวัง ความเชื่อที่แตกต่างต่างกันได้ การที่คนเรามีความเชื่อ ความหวังที่แตกต่างกัน ทำให้เราคิดต่างกัน พอเราคิดต่างกัน ก็กลายเป็นความขัดแย้ง เกิดเป็นข้อพิพาททางความคิด ถ้าสังคมจะก้าวต่อไปได้โดยที่เราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เราต้องโอบอุ้มทุกความคิดต่าง

“สุดท้ายแล้วเราจะอยู่กันไปแบบนี้จริงๆ เหรอ เราจะมองข้ามเรื่องมาตรา 112 ไปจริงๆ เหรอ เมื่อเรื่องนี้คือคดีทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” ฟ้าระบายความคิดของเขา

จากนั้น ฟ้ายังบอกเล่าถึงความกังวลจากการถูกคุมขังอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องการจัดฟัน ซึ่งเขาจัดฟันเพื่อแก้ปัญหาฟันล้ม และต้องมีการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้หากไม่ได้ประกันตัว เขายังไม่แน่ใจว่าภายในเรือนจำจะมีเครื่องมือที่ดูแลเรื่องนี้หรือไม่ หรือจะสามารถทำเรื่องออกไปพบทันตแพทย์ที่ดูแลเขาอยู่ได้หรือไม่ อยากให้ช่วยดูว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง

นอกจากนั้น ฟ้ายังเป็นโรคเกาต์ที่ต้องไปพบแพทย์ที่คลินิกอีกด้วย รวมทั้งเขายังกินยาลดไขมันในเลือดอยู่ แต่เขาบอกว่าในตอนอดอาหารนี้อาจจะไม่ได้กินอีก

ฟ้ายังพูดคุยเรื่องการจัดการคดีต่างๆ ของเขาที่มีนัดอยู่ในช่วงเดือนนี้และเดือนหน้า ทั้งการสืบพยานคดีชุมนุมในกรุงเทพฯ อัยการนัดฟ้องคดีคาร์ม็อบที่ร้อยเอ็ด และนัดถามคำให้การคดีที่เขาถูกฟ้องที่พัทลุง โดยเขายังมีความหวังจะได้ประกันตัวในคดีที่ถูกคุมขังนี้ ถ้าไม่ได้ในครั้งแรก ก็อยากให้ลองยื่นต่อไป

ก่อนฟ้าจะฝากข้อความทิ้งท้ายถึงแฟนว่า “ขอโทษที่ไม่ได้ไปรับ ขอโทษที่ผิดแผนหมดเลย โอเคชาบูมื้อสุดท้ายถือว่าแฮปปี้มาก ๆ เดี๋ยวถ้าได้ออกไป น่าจะได้เจอกันอยู่”

ต่อมาในช่วงเย็น ศาลฎีกาได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวฟ้าในระหว่างฎีกา โดยเห็นว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงเกรงว่าจำเลยจะหลบหนี

ทั้งนี้ ฟ้า พรหมศร ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองรวมทั้งหมด 24 คดี โดยแยกเป็นคดีข้อหาหลักตามมาตรา 112 ทั้งหมด 6 คดี

น่าสังเกตว่าก่อนหน้านี้เมื่อช่วงกลางปี 2568 เขาถูกศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนให้จำคุก 2 ปี ในคดีปราศรัยและร้องเพลงหน้าศาลจังหวัดธัญบุรี ซึ่งเป็นคดีที่ศาลจังหวัดธัญบุรีเช่นเดียวกันนี้ แต่ในวันฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์นั้น ศาลจังหวัดธัญบุรีได้สั่งอนุญาตให้ประกันตัวพรหมศรในระหว่างฎีกา โดยไม่ได้ส่งให้ศาลฎีกาสั่งแต่อย่างใด แตกต่างจากแนวทางที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้

หากนับรวมโทษในคดีมาตรา 112 สามคดีของฟ้าที่ถูกศาลลงโทษ เขาถูกลงโทษจำคุกรวมกัน 6 ปี 18 เดือน โดยทุกคดียังไม่สิ้นสุด ยังอยู่ระหว่างอุทธรณ์และฎีกา โดยเขาเดินทางไปตามนัดในคดีต่างๆ เรื่อยมา

ก่อนหน้านี้ฟ้าเคยอดอาหารประท้วงในระหว่างถูกคุมขังเมื่อช่วงปี 2564 ทั้งหมด 3 ครั้ง โดยสองครั้งแรกคือการไม่ได้ประกันตัวในชั้นฝากขังในคดีชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง นี้ เมื่อช่วงเดือนมีนาคม – ต้นเดือนเมษายน 2564 เป็นเวลา 19 วัน หลังจากนั้นยังอดอาหารอีกครั้งในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม อีก 15 วัน รวมทั้งยังได้อดอาหารในช่วงเดือนสิงหาคม 2564 อีกครั้ง เป็นเวลา 9 วัน หลังไม่ได้ประกันตัวในคดีชุมนุมหน้า บก.ตชด.ภาค 1 การเริ่มอดอาหารในเรือนจำครั้งนี้ของฟ้าจึงนับเป็นครั้งที่ 4 แล้ว

‘กรมการปกครอง’ โต้ ‘ชวน’ กล่าวหาซื้อเสียงใช้กลไกกำนัน-ผญบ.คุมเลือกตั้ง ยันไร้เรื่องร้องเรียน

'กรมการปกครอง' โต้ 'ชวน' กล่าวหาซื้อเสียงใช้กลไกกำนัน-ผญบ.คุมเลือกตั้ง ยันไร้เรื่องร้องเรียน

‘กรมการปกครอง’ โต้ ‘ชวน’ กล่าวหาซื้อเสียงใช้กลไกกำนัน-ผญบ.คุมเลือกตั้ง ยันไร้เรื่องร้องเรียน

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.02 น.

’กรมการปกครอง‘ โร่โต้ ’ชวน‘ ปูดใช้กลไก ‘มหาดไทย’ ในพื้นที่ ’ซื้อเสียง‘ เลือกตั้ง69 ยันไม่พบหลักฐาน ลั่นหากพบวางตัวไม่เป็นกลางทางการเมือง พร้อมฟันไม่เลี้ยงทั้งวินัย-อาญา

วันนี้ 10 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้เผยแพร่เอกสารข่าวผ่านเพจเฟซบุ๊ค ”กรมการปกครอง fanpage“ ชี้แจงกรณีปรากฏข่าวสารเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ผ่านช่องทางวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา เกี่ยวกับการใช้กลไกมหาดไทยซื้อเสียง โดยมีเนื้อหาว่า  ตามที่ปรากฏข้อมูลข่าวสารเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ผ่านช่องทางวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาเกี่ยวกับการใช้กลไกมหาดไทย ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ซื้อเสียง โดยมีข้อเท็จจริง ดังนี้นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานของกลไกมหาดไทย โดยระบุว่าการบริหารราชการในระดับพื้นที่ของประเทศไทยอาศัยโครงสร้างการปกครองท้องที่ ซึ่งมีกำนัน และผู้ใหญ่บ้านเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายของภาครัฐกับประชาชนในระดับหมู่บ้าน และระดับตำบล

ทั้งนี้ ได้มีการตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทและอิทธิพลของกลไกดังกล่าวต่อระบบการเมืองและการบริหารราชการในระดับพื้นที่ ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐ จึงควรมีการพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการให้เกิดความเหมาะสม โปร่งใส และสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน

กรมการปกครอง ขอชี้แจงว่า นับตั้งแต่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรมีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 กระทรวงมหาดไทยโดยกรมการปกครอง ได้วางแนวทางการปฏิบัติตนในการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติของข้าราชการและบุคลากรในสังกัด เพื่อให้การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สุจริตและเที่ยงธรรม ดังนี้

1. กระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ มท 0310.4/ว 11609 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2568 แจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด กำชับเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงมหาดไทยทราบถึงความผิดและบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 พร้อมทั้งให้ทุกจังหวัด ดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบ เพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นความผิดตามกฎหมาย ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำบทบาทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ พึงปฏิบัติหน้าที่วางตัวเป็นกลางทางการเมืองอย่างเคร่งครัด

2.ในการสัมมนาเตรียมความพร้อมในการสนับสนุนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปและการออกเสียงประชามติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด นายอำเภอ และผู้อำนวยการเขตในสังกัดกรุงเทพมหานครเข้าร่วมสัมมนาโดยปลัดกระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงมหาดไทยทุกคน วางตัวเป็นกลางทางการเมืองทุกประเภท และกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ข้าราชการทุกคนต้องยึดถือจรรยาบรรณของข้าราชการเป็นสำคัญ โดย “ห้ามใช้ทรัพยากรของรัฐตำแหน่งหน้าที่ หรือเวลาราชการ ไปเอื้อประโยชน์แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งโดยเด็ดขาด” หากฝ่าฝืนจะมีโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง

3.ในการสัมมนาผู้ปฏิบัติงานในการสนับสนุนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งทั่วไปและการออกเสียงประชามติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผู้ช่วยจ่าจังหวัดและปลัดอำเภอผู้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเข้าร่วมสัมมนาฯ อธิบดีกรมการปกครองได้กำชับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมการปกครอง รวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ในการปฏิบัติราชการด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม และวางตัวเป็นกลางทางการเมืองในการเลือกตั้งทุกประเภท

สรุปได้ว่า กรณีที่นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวอ้างถึงการกระทำดังกล่าวนั้น กรมการปกครองยังไม่เคยได้รับเรื่องร้องเรียน หรือปรากฏพยานหลักฐานใด ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อกรมการปกครอง จึงเป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใดรองรับที่มีน้ำหนักเพียงพอ ให้รับฟังได้ และไม่อาจถือเป็นข้อกล่าวอ้างที่มีมูลข้อเท็จจริงรองรับในทางราชการแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม กรมการปกครองขอขอบคุณต่อการหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างต่อสาธารณะ ซึ่งอย่างน้อยก็เป็นการสะท้อนข้อห่วงใยในประเด็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยกรมการปกครองจะได้นำข้อสังเกตดังกล่าวไปพิจารณาประกอบการกำหนดแนวทางและมาตรการกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดต่อไป

ทั้งนี้ หากปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย หรือกรมการปกครองปฏิบัติหน้าที่หรือดำเนินการในลักษณะสนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรือสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่วางตัวเป็นกลางทางการเมือง สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย สายด่วน 1567 เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงพร้อมดำเนินการทางวินัยและตามกฎหมายต่อไป

สมาคมนักข่าวฯ ร่อนแถลงการณ์! จี้เพจหนุนนักการเมือง หยุดคุกคาม-ข่มขู่สื่อ

สมาคมนักข่าวฯ ร่อนแถลงการณ์! จี้เพจหนุนนักการเมือง หยุดคุกคาม-ข่มขู่สื่อ

สมาคมนักข่าวฯ ร่อนแถลงการณ์! จี้เพจหนุนนักการเมือง หยุดคุกคาม-ข่มขู่สื่อ

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.32 น.

10 มีนาคม 2569 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์เรื่อง สมาคมนักข่าวฯ เรียกร้องเพจผู้สนับสนุนนักการเมือง ยุติการคุกคาม ข่มขู่ ให้เกิดอันตรายต่อสวัสดิภาพผู้สื่อข่าว

ฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ขอแสดงความเป็นห่วงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สื่อข่าวสตรีในเพจเฟซบุ๊กกลุ่มผู้สนับสนุนนักการเมืองชื่อดัง (ชื่อเพจนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ Fc โพสต์โดยเย็นฉ่ำ เย็นฉ่ำ) โดยมีการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว นำภาพ รายชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และที่อยู่ มาแขวนเผยแพร่พร้อมข้อความยุยงปลุกปั่นให้เกิดการติเตียนด้วยถ้อยคำรุนแรง รวมถึงมุ่งหวังให้เกิดอันตรายต่อสวัสดิภาพของผู้สื่อข่าวรายดังกล่าว โดยกล่าวหาว่า เป็นผู้ตั้งคำถามเสียดสี เยาะเย้ยหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2569 ที่สภาผู้แทนราษฎร

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า ผู้สื่อข่าวที่ตกเป็นเป้าโจมตีมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรืออยู่ในเหตุการณ์และได้เตรียมดำเนินคดีกับผู้โพสต์ข้อมูลดังกล่าวเพื่อปกป้องสิทธิ์ การกระทำของกลุ่มผู้สนับสนุนในเพจดังกล่าวจึงปราศจากข้อเท็จจริง เข้าข่ายคุกคามสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนอย่างร้ายแรง จึงขอเรียกร้องให้เจ้าของเพจหรือผู้ที่ถูกอ้างชื่อในเพจดังกล่าว ห้ามปรามกลุ่มแฟนคลับมิให้กระทำการที่ผิดกฎหมายเพื่อรักษาบรรยากาศการสื่อสารที่สร้างสรรค์ร่วมกันและยุติการข่มขู่คุกคามการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน

“บุญรวี”ร้องขอรัฐบาลช่วยแรงงาน-กลุ่มชาติพันธุ์

“บุญรวี”ร้องขอรัฐบาลช่วยแรงงาน-กลุ่มชาติพันธุ์

“บุญรวี”ร้องขอรัฐบาลช่วยแรงงาน-กลุ่มชาติพันธุ์

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.19 น.

“บุญรวี ยมจินดา”นำทัพรวมใจไทยช่วยรัฐบาลอนุทิน พร้อมเปิดตัวเลขาพรรคนใหม่ เสนอรัฐบาลขับเคลื่อนช่วยเกษตรกร  แรงงาน กลุ่มชาติพันธุ์ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม

วันนี้ (10 มี.ค.) ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว  นายบุญรวี ยมจินดา สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรครวมใจไทย  จัดประชุมคณะกรรมการบริหารและแกนนำพรรคหลังแล้วเสร็จการเลือกตั้ง

ต่อมานายบุญรวี เปิดแถลงข่าว ยอมรับการเลือกตั้งที่ผ่านมาหนักสุด ทั้งแสดงข้อสงสัยว่าพรรครวมไจไทย ได้คะแนนบัญชีรายชื่อว่ากว่า 4 แสนคะแนน ได้สส.มา 1 คน แต่บางพรรคได้คะแนนบัญชีราย 1 แสนเศษ ก็ยังได้สส.1คนเช่นเดียวกัน เรื่องนี้สร้างความสับสนให้กับผู้ลงคะแนนเป็นอย่างมาก

นายบุญรวี ยังแถลงเปิดตัวนายโรจน์จะนะศักดิ์ มากสมบูรณ์ ว่าที่เลขาธิการพรรครวมใจไทยคนใหม่ พร้อมแกนนำกลุ่มเกษตรกร แรงงาน และกล่มชาติพันธุ์ ต่างๆ โดยมีอดีตแกนนำพรรคประชาชน มาร่วมงานด้วยหลายคน

นายบุญรวี แถลงว่ายินดีต้อนรับสมาชิกพรรครายใหม่ทุกคนที่จะมาร่วมงานโดยตนตั้งเงื่อนไข 2 ข้อคือ 1.ห้ามแซะกฎหมายความมั่นคง และสถาบันหลักของชาติ และ2.อย่าโจมตีรัฐบาลนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องจากเขาเชิญเราให้ร่วมรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ  กระนั้นก็ตามสมาชิกพรรคยังต้องมีหน้าที่เป็นปากเสียงให้กับประชาชน สะท้อนปัญหาไปยังรัฐบาลด้วยใจบริสุทธิ์

ด้านนายโรจน์จะนะศักดิ์ แถลงว่าบ้านเก่าที่ตนเคยอยู่ ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิดจึงยกทีมออกมาร่วมกับพรรครวมใจไทย  เพื่อขับเคลื่อนงานด้านเกษตรกรแรงงาน และกลุ่มชาติพันธุ์ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม ด้วยการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ที่สำคัญจากนี้ไปเราจะดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด ห้ามตัดน้ำ ตัดไฟประชาชนผู้มีรายได้น้อย

015

สว.สำรอง ยื่น กกต.พิจารณาคดีฮั้ว ไม่กังวล เจี๊ยบ พิสุทธิ์ ถูกกลืนเป็นสีน้ำเงิน

สว.สำรอง ยื่น กกต.พิจารณาคดีฮั้ว ไม่กังวล เจี๊ยบ พิสุทธิ์ ถูกกลืนเป็นสีน้ำเงิน

สว.สำรอง ยื่น กกต.พิจารณาคดีฮั้ว ไม่กังวล เจี๊ยบ พิสุทธิ์ ถูกกลืนเป็นสีน้ำเงิน

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.11 น.

“สว.สำรอง”ยื่น กกต.พิจารณาคดีฮั้ว ไม่กังวล”เจี๊ยบ พิสุทธิ์”ถูกกลืนเป็น”สีน้ำเงิน”หลังเข้าสภาฯ ยืนยัน”สว.สำรอง”ยังมีเอกภาพ เชื่อหากหัวใจไม่มี ปชช.เดินไปไม่กี่ก้าวก็ละลายเป็นอย่างอื่น

10 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง เข้ายื่นหนังสือต่อ กกต.เพื่อขอให้พิจารณาอย่างรอบคอบในคดีที่เกี่ยวกับการฮั้ว สว.หลังจากข้อสรุปของกรรมการสอบฯ ชุดที่ 36 จะเสนอเข้าที่ประชุม กกต.พิจารณา

นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า ตนในนาม สว.สำรอง อยากเห็นคดีนี้ได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ ด้วยพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นก็อยากเห็นการตัดสินคดีนี้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่ให้ถูกครอบงำ หรือมีผู้หนึ่งผู้ใดสั่งการ ขอให้ กกต.ยืนหยัดบนหลักการที่ถูกต้อง เป็นที่พึ่งของประชาชน ทำงานด้วยความตรงไปตรงมา ตามกรอบกฎหมายเป็นธรรมเท่าเทียม คำพูดต่างๆ ที่ผ่านมา หากเป็นการล่วงเกิน เราต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ แต่เป็นเพราะเราติ ชมท่าน ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ในตำแหน่งหน้าที่ของ กกต.ไม่ได้เป็นการกล่าวโทษ ให้ร้าย เป็นการส่วนตัว ซึ่งเรื่องต่างๆ น่าจะพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นแล้วว่า สิ่งที่ สว.สำรอง ต่อสู้มา 1 ปี 9 เดือน เราไม่ได้ท้อถอย แต่อยากเห็นความยุติธรรมเกิดขึ้น

เมื่อถามว่า การออกมาสื่อสารวันนี้ หมายความว่า สุดท้ายคดีฮั้ว สว.อาจไม่เป็นไปตามที่ สว.สำรอง เรียกร้องหรือไม่ จากที่ระบุว่าไม่ได้มีการไปก้าวล่วง นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้กังงวลตรงนั้น ขอชี้แจงว่า สิ่งที่เราต่อสู้ สุดท้ายแล้วทุกอย่างต้องไปจบที่กระบวนการยุติธรรม ที่ตนเป็นผู้ฟ้อง กกต.ทั้ง 7 คน ตั้งแต่สมัย นายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน เพราะทำคดีล่าช้าเกิน 1 ปี ดังนั้น อยากขอให้ กกต.ชุดปัจจุบันทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

เมื่อถามว่า สิ่งที่เคยฟ้องดำเนินคดีก่อนหน้านี้ต้องยุติลงหรือไม่ นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า เรื่องนี้ ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของศาล ซึ่งข้อมูลหลักฐาน หากผลออกมาเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับศาล สรุปคือ รอศาล แต่เชื่อว่าพอถึงมือ กกต.ทั้ง 7 คนแล้ว จะเร่งพิจารณาโดยเร็ว เพื่อประกอบการพิจารณาเรื่องที่ตนร้องต่อศาลว่าทำงานล่าช้า

เมื่อถามถึงความเป็นเอกภาพของกลุ่ม สว.สำรอง ภายหลังที่ นายพิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร ได้เลื่อนลำดับเป็น สว.ตัวจริง จะไม่ทิ้งเพื่อนไว้กลางทางใช่หรือไม่ นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า ยืนยันว่า เรามีความเป็นเอกภาพ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพราะต่อสู้ขับเคลื่อนกันมา ไม่ใช่แค่เพียง สว.สำรอง แต่รวมถึงผู้สมัคร สว.ปี 2567 ทั้งหมด มีกำลังใจที่เข้มแข็งอยากเห็นบ้านเมืองสุจริตเที่ยงธรรม อะไรที่ผิดก็ว่าไปตามผิด อะไรที่ถูกก็ว่าไปตามถูก ไม่ได้แตกแยกจากกัน ยังมีเอกภาพที่ดีต่อกันอยู่

เมื่อถามว่า จะเห็นนายพิสุทธิ์ ออกมาเรียกร้องช่วยเหลือเพื่อนๆ สว.สำรอง ใช่หรือไม่ นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่า นายพิสุทธิ์ที่เข้าสภาฯ ไปแล้ว ก็ยังเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่ก็คงจะต้องดูกรอบกฎหมาย อะไรทำได้ทำไม่ได้

เมื่อถามย้ำว่า กังวลหรือไม่ว่าจะถูกกลืนเป็น สว.สีน้ำเงิน นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า ไม่กังวล คนเรา ถ้าหัวใจไม่มีประชาชน ไม่มีประชาธิปไตย เดินไปไม่กี่ก้าวก็ละลายเป็นอย่างอื่น แต่ถ้ายึดมั่นในหลักการอุดมการณ์ รักในที่ตนเองต่อสู้มาเต็มที่ วันหนึ่งจะเปลี่ยนสีเปลี่ยนข้างโดยไม่ยึดหลักการของความถูกต้องสุจริตเที่ยงธรรม เห็นแก่อามิสสินจ้าง คงต้องให้เจ้าตัวพิสูจน์ตนเอง