ณัฐกานต์ ลั่น ชวน หลีกภัย ไม่ได้พูดให้ยกเลิก อสม. ยันช่วยปกป้องเกียรติ-ศักดิ์ศรี

ณัฐกานต์ ลั่น ชวน หลีกภัย ไม่ได้พูดให้ยกเลิก อสม. ยันช่วยปกป้องเกียรติ-ศักดิ์ศรี

ณัฐกานต์ ลั่น ชวน หลีกภัย ไม่ได้พูดให้ยกเลิก อสม. ยันช่วยปกป้องเกียรติ-ศักดิ์ศรี

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.26 น.

วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายณัฐกานต์ ชูชนะ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และผู้ช่วยนายชวน หลีกภัย ได้ออกมาชี้แจง เรื่อง นายชวน หลีกภัย กับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 

โดยระบุว่า  สืบเนื่องจากการให้สัมภาษณ์ของนายชวน หลีกภัย ที่อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 6 มีนาคม โดยมีการกล่าวถึงอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และมีการนำไปขยายความซึ่งบางส่วนคลาดเคลื่อนหรือผิดไปจากข้อเท็จจริง นั้น

ขอเรียนชี้แจงว่า นายชวน หลีกภัย ให้สัมภาษณ์ในฐานะประจักษ์พยาน เนื่องจากนายชวนเป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อที่ตระเวนหาเสียงทุกภูมิภาค ทั่วประเทศ ได้รับทราบข้อมูลจากผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขต และพี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่ามีการทุจริตเลือกตั้งของนักการเมืองบางกลุ่มโดยใช้กลไกท้องถิ่น-ท้องที่ ตลอดจนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) แม้จะไม่ใช่ทั้งหมดทุกคนแต่การกระทำเหล่านั้นทำให้ภาพรวมขององค์กรได้รับผลกระทบด้วย ซึ่งพฤติการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก แต่เคยเกิดขึ้นในการเลือกตั้งทั่วไปและการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งที่ผ่าน ๆ มาแล้ว

ด้วยความไม่ดูดายต่อความไม่ชอบธรรมในบ้านเมือง เมื่อปี 2567 และ 2568 นายชวน หลีกภัย จึงได้ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข (นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์) 2 ฉบับ เพื่อขอให้ปกป้ององค์กรอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ไม่ให้ผู้ใดใช้สถานภาพของ อสม. เป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ เนื่องจากความผูกพันและห่วงใยอย่างจริงใจกับ อสม. ซึ่งในสมัยที่นายชวนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้มีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้ทุกวันที่ 20 มีนาคมของทุกปีเป็น “วันอาสาสมัครสาธารสุขประจำหมู่บ้าน” และเมื่อครั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีได้จัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นค่าตอบแทน (ค่าป่วยการ) แก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านจำนวน 600 บาทต่อเดือนเป็นครั้งแรก กระทั่งมีการเพิ่มเป็น 2,000 บาทโดยการผลักดันของนายสาธิต ปิตุเตชะ สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

เมื่อประธานชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขแห่งประเทศไทยมีแถลงการณ์ยืนยันว่าไม่ได้มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือการดำเนินกิจกรรมใด ๆ ที่ขัดต่อกฎหมายการเลือกตั้ง ทั้งได้ย้ำเตือนสมาชิก อสม. ว่าต้องปฏิบัติหน้าที่โดยเคารพต่อกฎหมายและห้ามใช้สถานะไปเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้สมัครที่เกี่ยวข้องทางการเมือง 

“ผมเห็นว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่ท่านยึดมั่นในหลักการความถูกต้อง และขอเป็นกำลังใจแก่ท่านประธานชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขฯ ได้ทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติโดยรณรงค์เรื่องนี้อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาเกียรติภูมิ ศักดิ์ศรีขององค์กรซึ่งมีประวัติความเป็นมาที่ดีงาม ทำประโยชน์ให้แก่วงการสาธารณสุขไทย ไม่ให้แปดเปื้อนเสียหายจากการแทรกแซงของนักการเมืองบางกลุ่มที่มุ่งเข้าสู่อำนาจโดยไม่เลือกวิธีการ”

ส่วนที่มีการออกมาพูดว่านายชวน หลีกภัย เสนอให้ยกเลิก อสม. นั้น ขอเรียนว่าไม่เป็นความจริง

ณัฐกานต์ ชูชนะ

เสรีนิยมในคราบอนุรักษนิยม การเมืองถูกตัดสินที่นามสกุล

เสรีนิยมในคราบอนุรักษนิยม การเมืองถูกตัดสินที่นามสกุล

เสรีนิยมในคราบอนุรักษนิยม การเมืองถูกตัดสินที่นามสกุล

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.10 น.

ในช่วงเวลาที่การเมืองไทยเต็มไปด้วยการถกเถียงแทบทุกวัน เสียงวิจารณ์ต่อบุคคลสาธารณะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อนักการเมืองรุ่นใหม่เริ่มก้าวขึ้นมารับตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล

กรณีล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต กล่าวถึงความคาดหวังต่อรัฐบาลในการรับมือสถานการณ์ตึงเครียดจากตะวันออกกลาง ระหว่างการแสดงความเห็นในรายการหนึ่ง พร้อมตั้งข้อสังเกตต่อรัฐมนตรีรุ่นใหม่ว่า

“ไม่หวัง จะไปหวังได้ไง มานั่งเป็นรัฐมนตรี อย่างลูกเนวิน ถามจริงทำอะไรเป็น หรือซาบีดา ก็โชว์เป็นภาพลักษณ์ได้ แต่อย่างอื่นก็ไม่แน่ใจ”

คำพูดดังกล่าวจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมทันที เพราะการตั้งข้อสังเกตไม่ได้มุ่งไปที่บทบาทหน้าที่ของตำแหน่งเพียงอย่างเดียว แต่โยงไปถึงภูมิหลังทางการเมืองของบุคคลที่ถูกกล่าวถึง

ในสังคมประชาธิปไตย การตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ นักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาชนมีสิทธิวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล

ปัญหาอยู่ที่จุดตั้งต้นของการวิจารณ์ เมื่อคำถามเริ่มต้นจาก “ตระกูล” หรือ “นามสกุล” การถกเถียงทางการเมืองก็เลื่อนไปจากบทบาทหน้าที่ของตำแหน่ง ไปสู่เรื่องชาติกำเนิดที่เจ้าตัวไม่ได้เป็นผู้เลือกตั้งแต่ต้น

แนวคิดเสรีนิยมย้ำมาตลอดว่า การประเมินบุคคลควรตั้งอยู่บนการกระทำและความรับผิดชอบ มากกว่าปัจจัยทางชาติกำเนิด แต่คำวิจารณ์ที่เริ่มต้นด้วยคำว่า “ลูกเนวิน” กลับพาความสนใจไปสู่สิ่งที่เจ้าตัวไม่ได้เป็นผู้เลือก

การเมืองจึงไม่ควรถูกตัดสินจากคำถามว่าใครเป็นลูกของใคร หากควรถูกพิจารณาจากบทบาทหน้าที่ของคนเหล่านั้นในตำแหน่ง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พิชายปรากฏตัวในสื่อและแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ในฐานะนักวิชาการที่วิพากษ์โครงสร้างการเมืองแบบเก่า

ท่าทีทางความคิดของเขามักใกล้เคียงกับกลุ่มการเมืองที่นิยามตนเองว่าเป็นฝ่ายก้าวหน้า โดยเฉพาะการวิจารณ์แนวคิดของกลุ่มอนุรักษนิยม และการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการเมืองไทย

ภาพลักษณ์ดังกล่าวทำให้เขาถูกมองว่าเป็นนักวิชาการสายเสรีนิยมที่ยืนอยู่ฝั่งการเมืองแบบก้าวหน้า

อย่างไรก็ตาม คำวิจารณ์ล่าสุดกลับเริ่มต้นจากภูมิหลังของบุคคล มากกว่าการพิจารณาบทบาทหน้าที่ของตำแหน่งรัฐมนตรี

คำพูดที่เริ่มต้นด้วยคำว่า “ลูกเนวิน” ทำให้จุดสนใจของการถกเถียงเลื่อนไปอยู่ที่นามสกุล มากกว่านโยบายหรือบทบาทของตำแหน่ง

การเมืองสมัยใหม่พยายามลดบทบาทของการตัดสินบุคคลจากปัจจัยเหล่านี้ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เจ้าตัวเลือก

ความย้อนแย้งอยู่ตรงนี้ นักวิชาการที่วิพากษ์การเมืองแบบตระกูลมาตลอด กลับเริ่มต้นคำวิจารณ์ของตนเองด้วยคำว่า “ลูกเนวิน”

ข้อถกเถียงครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่านักการเมืองรุ่นใหม่เก่งหรือไม่เก่ง หลายคนเพิ่งเริ่มต้นทำหน้าที่ และยังอยู่ในช่วงเวลาของการเรียนรู้บทบาททางการเมือง

สิ่งที่เห็นชัดคือการวิจารณ์ที่พุ่งไปยังภูมิหลังของบุคคลตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะการเชื่อมโยงความสามารถของคนรุ่นใหม่เข้ากับตระกูลทางการเมือง

ในความเป็นจริง แนวคิดอนุรักษนิยมไม่ได้หมายถึงความล้าหลัง หากเป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของสังคม การรักษาโครงสร้างหลักของประเทศ และสถาบันที่เป็นหลักยึดเหนี่ยวของประชาชน

แนวคิดดังกล่าวมองว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองควรเกิดขึ้นอย่างระมัดระวัง ค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้สังคมสูญเสียเสถียรภาพหรือรากฐานที่ค้ำจุนระบบการเมืองมาเป็นเวลานาน

การนำชาติกำเนิดมาเป็นเกณฑ์ตัดสินคนไม่ใช่หลักคิดของเสรีนิยม หากเป็นวิธีคิดแบบการเมืองเก่าที่ถูกวิจารณ์มานานในการเมืองไทย

เมื่อการเมืองถูกมองผ่านนามสกุลก่อนบทบาทหน้าที่ วิธีคิดเช่นนี้ก็ทำให้การเมืองถอยกลับไปสู่จุดเดิมที่หลายฝ่ายเคยวิพากษ์วิจารณ์

ภาพที่ปรากฏจึงไม่ใช่ความก้าวหน้าอย่างที่กล่าวอ้าง หากเป็นการเมืองที่ยังมองคนผ่านสายเลือดมากกว่าหน้าที่

และนั่นเองที่ทำให้คำวิจารณ์ครั้งนี้สะท้อนความย้อนแย้งของนักวิชาการที่ประกาศตนอยู่ฝ่ายเสรีนิยม แต่คำวิจารณ์กลับเริ่มต้นจากสิ่งที่เสรีนิยมพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด นั่นคือ การตัดสินคนผ่านนามสกุลก่อนบทบาทหน้าที่.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

น้าเดชซัดเดือด!!! ตราหน้าพวกนอมินีซื้อที่ดิน-ทำล้ง มีค่าเท่ากับคนขายชาติ

น้าเดชซัดเดือด!!! ตราหน้าพวกนอมินีซื้อที่ดิน-ทำล้ง มีค่าเท่ากับคนขายชาติ

น้าเดชซัดเดือด!!! ตราหน้าพวกนอมินีซื้อที่ดิน-ทำล้ง มีค่าเท่ากับคนขายชาติ

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.25 น.

วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ ระดับแนวหน้าของเมืองไทย โพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัว “ยิ่งรัก ยิ่งลุ่มหลง” ระบุว่า ถ้าตนมีอำนาจ ตนจะออกกฏหมายเพิ่มโทษ พวกคนไทยที่ทำตัวเป็นนายหน้า เป็นนอมินีให้ต่างชาติทำผิดกฏหมาย เช่นสวมสิทธิ์ซื้อที่ดิน ยอมให้ใช้ชื่อทำธุรกิจที่กฎหมายห้ามต่างชาติทำ

เช่นทำล้งรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร หรือประกอบกิจกรรมอื่นๆที่กฎหมายไทยห้ามต่างชาติทำ แต่ยังเ-ือกมีคนไทยไปรับสมอ้างออกหน้า แต่ให้ต่างชาติเป็นผู้ดำเนินการ คนส้น-ีนพวกนี้มีค่าเท่ากับคนขายชาติ เพราะฉะนั้นต้องออกกฏหมายเพิ่มโทษมันให้หนัก 

บังคับใช้แล้ว! ประกาศ สภาการพยาบาล ฉบับใหม่ กำหนดชั่วโมงการทำงานพยาบาล

บังคับใช้แล้ว! ประกาศ สภาการพยาบาล ฉบับใหม่ กำหนดชั่วโมงการทำงานพยาบาล

บังคับใช้แล้ว! ประกาศ สภาการพยาบาล ฉบับใหม่ กำหนดชั่วโมงการทำงานพยาบาล

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.07 น.

วันที่ 11 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสภาการพยาบาล เรื่อง ชั่วโมงการทำงานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัย พ.ศ.2569 ความว่า 

สภาการพยาบาลตระหนักถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่า การใช้บริการกำลังพยาบาลเพียงพอ และเหมาะสมมีผลเชิงบวกต่อคุณภาพ เป็นองค์ประกอบสำคัญของการให้บริการสุขภาพที่ปลอดภัยและมีคุณภาพแก่ผู้ป่วยและประชาชน รวมทั้งการปฏิบัติงานของพยาบาลที่มีชั่วโมงการทำงานต่อเนื่องยาวนาน หรือมีระยะเวลาการพักไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดความเหนื่อยล้า ส่งผลกระทบต่อสมรรถนะในการปฏิบัติงานของพยาบาล ที่ส่งผลต่อกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและคุณภาพการบริการสุขภาพ

ดังนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7(3) แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ.2540  และที่แก้ไขเพิ่มเติม และข้อ 6(3) แห่งข้อบังคับสภาการพยาบาลว่าด้วยการกำหนดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2540 ประธานสภาการพยาบาล โดยมติที่ประชุมคณะกรรมการสภาการพยาบาล ครั้งที่  1/2565  เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 จึงออกประกาศสภาการพยาบาล เรื่อง ชั่วโมงการทำงานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัย พ.ศ. 2565

โดยประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

และยกเลิกประกาศสภาการพยาบาล เรื่อง นโยบายชั่วโมงการทำงานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ฉบับวันที่ 17 เม.ย.2560

ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวมีใจความสำคัญเกี่ยวกับ ชั่วโมงการทำงาน ประกอบเป็นข้อๆ

ข้อ 6 ผู้บริหารการพยาบาลของสถานพยาบาล ออกแบบและดำเนินการในการจัดเวลาการปฏิบัติงานของพยาบาล เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้เต็มศักยภาพและมีความปลอดภัยทั้งต่อผู้ป่วยและพยาบาล  

ข้อ 7 กำหนดให้มีการจำกัดชั่วโมงการทำงานของพยาบาลตามช่วงเวลาไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 16 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

ข้อ 8 ผู้บริหารการพยาบาลต้องจัดตารางการปฏิบัติงาน โดยควบคุมให้ชั่วโมงการทำงานรวมของพยาบาลไม่เกินวันละ 12 ชั่วโมง และไม่เกิน 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทั้งนี้ การคำนวณชั่วโมงการทำงานรวม ให้รวมถึงชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา และชั่วโมงการปฏิบัติงานจริงจากการถูกเรียกตัว (On Call) ด้วย

การทำงานล่วงเวลาเป็นสิทธิของบุคคล และเป็นไปตามความสมัครใจ ทั้งนี้ ผู้บริหารการพยาบาลต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันและควบคุมความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าของพยาบาล โดยมีเงื่อนไขการจัดตารางการปฏิบัติงาน ดังต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย

(1) กำหนดให้มีระยะเวลาพักฟื้นระหว่างเวร (Recovery time between shifts) ไม่น้อยกว่า 11 ชั่วโมง

(2) หลีกเลี่ยงรูปแบบการจัดตารางเวรที่มีความเสี่ยงสูง โดยต้องไม่จัดให้กลับมาทำงานเวรถัดไปเร็วเกินไป (Quick return) แม้จะมีระยะเวลาพักฟื้นระหว่างเวรตามข้อ (2)

(3) จัดให้มีการฟื้นฟูภายหลังการปฏิบัติงานที่มีภาระสูงหรือเกินปกติ โดยจัดให้มีวันพักหรือเวลาพักชดเชยที่เหมาะสม

(4) จัดให้มีช่วงเวลาพักสั้น ๆ หรือการงีบหลับเชิงกลยุทธ์ (Strategic napping) โดยเฉพาะในการปฏิบัติงานเวรกลางคืน โดยสถานพยาบาลต้องจัดสัดส่วนพื้นที่พัก และจัดระบบการดูแลผู้ป่วยทดแทนที่ปลอดภัย เพื่อลดความเหนื่อยล้าสะสมระหว่างการปฏิบัติงาน

ข้อ 9  ผู้บริหารการพยาบาล ต้องไม่จัดตารางการปฏิบัติงานที่ทำให้พยาบาลปฏิบัติงานเกินวันละ 12 ชั่วโมง

-ในกรณีที่จัดให้ปฏิบัติงานวันละ 12 ชั่วโมง ต้องไม่จัดให้ปฏิบัติงานติดต่อกันเกิน 3 วัน ภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์ หรืออาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและพยาบาล

ข้อ 10 ในกรณีที่สถานพยาบาลมีความจำเป็นต้องจัดให้พยาบาลปฏิบัติงานเกินชั่วโมงการทำงานตามข้อ8 หรือข้อ 9 ให้กระทำได้เฉพาะกรณีจำเป็นเร่งด่วนและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้ ต้องเป็นการพิจารณาและอนุญาตของผู้บริหารการพยาบาล

ในการพิจารณาอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้หมายถึง กรณีที่มีอุบัติการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ล่วงหน้า หรือมีผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยในระดับวิกฤต ทั้งนี้ สถานพยาบาลต้องจัดให้มีแผนบริหารจัดการความต่อเนื่อง (Business Continuity Plan : BCP) และมาตรการแก้ไขปัญหาอัตรากำลังในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อมิให้มีการปฏิบัติงานเกินชั่วโมงการทำงานสะสมเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดติดต่อกันเกินกว่าช่วงเวลาที่จำเป็น

ข้อ 11 เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยของผู้ป่วยและพยาบาล และสนับสนุนการพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรบุคคลด้านการพยาบาลอย่างเหมาะสม ผู้บริหารการพยาบาลควรหลีกเลี่ยงการจัดตารางการปฏิบัติงานแบบเวรหมุนตลอด 24 ชั่วโมง (24-hour rotating shifts) ที่มีการเปลี่ยนช่วงเวลาการทำงานบ่อยครั้ง โดยเฉพาะรูปแบบที่อาจทำให้ระยะเวลาพักฟื้นระหว่างเวรไม่เพียงพอหรือก่อให้เกิดการกลับมาปฏิบัติงานเวรถัดไปเร็วเกินไป (quick return)

ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องจัดตารางเวรแบบหมุน ผู้บริหารการพยาบาลควรพิจารณาใช้การหมุนเวรแบบไปข้างหน้า (forward-rotating shifts) และต้องจัดให้มีระยะเวลาพักฟื้นระหว่างเวรไม่น้อยกว่า 11 ชั่วโมง ทั้งนี้ ควรส่งเสริมการจัดเวรแบบคงที่ (fixed shifts) หรือรูปแบบผสม (hybrid shifts) ตามบริบทของหน่วยงาน โดยคำนึงถึงความสมัครใจของพยาบาล ลักษณะงาน และความปลอดภัยของผู้ป่วย เป็นสำคัญ

ข้อ 12 พยาบาลต้องตระหนักและพิจารณาถึงความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจของตนเองในการปฏิบัติงานก่อนการตัดสินใจปฏิบัติงานล่วงเวลา หรือการปฏิบัติงานต่อเนื่องหลายเวร (back-to-back shifts) ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยต่อตนเอง ผู้ป่วย และผู้รับบริการ

ข้อ 13 แม้ว่าการทำงานล่วงเวลาจะเป็นไปตามความสมัครใจของพยาบาล แต่ผู้บริหารการพยาบาล ต้องคำนึงถึงผลกระทบจากการทำงานต่อเนื่องยาวนานที่อาจก่อให้เกิดความเหนื่อยล้าและความไม่ปลอดภัยต่อผู้ป่วยและพยาบาล ทั้งนี้ อาจพิจารณาใช้การประเมินความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจ (Pre-Overtime Fitness for Duty Assessment) ก่อนจัดตารางการปฏิบัติงานล่วงเวลาหรืออนุญาตให้พยาบาลปฏิบัติงานล่วงเวลา

ข้อ 14 ผู้บริหารการพยาบาล และฝ่ายบริหารของสถานพยาบาล ต้องจัดให้มีระบบสนับสนุนเชิงองค์กร เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าและภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout) ของพยาบาล โดยครอบคลุมทั้งการจัดการภาระงานและเวลาการทำงานที่เหมาะสม การส่งเสริมสุขอนามัยการนอนหลับ การจัดการความเครียด การดูแลด้านโภชนาการและการออกกำลังกาย รวมถึงการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เอื้อต่อการฟื้นตัวของร่างกายและจิตใจ ลดความเหนื่อยล้าจากการทำงาน และสนับสนุนการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัย

ข้อ 15 ภายใต้ระบบสนับสนุนเชิงองค์กรตามข้อ 14 ผู้บริหารสถานพยาบาลและผู้บริหารการพยาบาล ต้องส่งเสริมให้พยาบาลมีความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักในการจัดสมดุลระหว่างการทำงาน การพัฒนาตนเอง การดูแลครอบครัว และการพักผ่อนอย่างเพียงพอ โดยไม่ก่อให้เกิดภาระหรือความเสี่ยงต่อความปลอดภัยจากการทำงาน เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนในการประกอบวิชาชีพการพยาบาล และลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าและภาวะหมดไฟในการทำงาน

ข้อ 16 ให้ผู้บริหารการพยาบาลนำหลักเกณฑ์ตามประกาศนี้ไปใช้ในการจัดตารางการปฏิบัติงานของช่วยพยาบาลหรือพนักงานช่วยเหลือดูแลผู้ป่วย หรือบุคคลในทีมการพยาบาลโดยอนุโลม

ประกาศ ณ วันที่ 17กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

รองศาสตราจารย์ สุจิตรา เหลืองอมรเลิศ

นายกสภาการพยาบาล

ดร.นงนุช ตั้งคำถาม ลดการใช้น้ำมันด้วยการ Work from Home เห็นด้วยหรือไม่?

ดร.นงนุช ตั้งคำถาม ลดการใช้น้ำมันด้วยการ Work from Home เห็นด้วยหรือไม่?

ดร.นงนุช ตั้งคำถาม ลดการใช้น้ำมันด้วยการ Work from Home เห็นด้วยหรือไม่?

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.55 น.

วันที่ 11 มีนาคม 2569 ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด และ Visiting Associate Professor, School of Electronics and Computer Science, University of Southampton สหราชอาณาจักร โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ลดการใช้น้ำมันด้วยการ Work from Home … เห็นด้วยหรือไม่

จากสถิติการปล่อยคาร์บอน จะเห็นว่าในช่วงการระบาดโควิด-19 มีการปล่อยคาร์บอนน้อยลงในช่วงที่มีการ lock down ซึ่งมีการ Work from Home หยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประเภท รวมถึงงดการผลิตในโรงงาน

ถ้าเราจะให้สงครามตอนนี้กระทบชีวิตประจำวันของคนในประเทศและเศรษฐกิจของเราน้อยที่สุด เราต้องทำสิ่งต่อไปนี้ค่ะ

1. การใช้น้ำมันและไฟฟ้าภายในประเทศลดลง ใช้เท่าที่จำเป็น เช่น

– ป้ายไฟ ไฟประดับ ไฟสวยงามทั้งหลาย ปิดๆ ไปเถอะค่ะ ไม่ต้องรอว่าสงครามในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อมั้ย อย่างน้อยก็คิดซะว่า ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ 

– ลดการขุดเหรียญคริปโต เพราะมันใช้กำลังไฟจำนวนมากในการ complete 1 transaction 

– ลดจำนวนชั่วโมงการเปิดใช้ระบบงาน เช่น อะไรที่ไม่จำเป็นต้องเปิด 24 ชั่วโมง ก็จัดเวลาเปิด-ปิดให้เหมาะสม

– ทีวี/มือถือ/tablet ไม่ต้องเปิดทั้งวันค่ะ work from home ไม่ได้แปลว่าให้เปิดคอมพ์ทำงาน พร้อมดูทีวีหรือเล่นมือถือไปด้วยได้

– เลิกใช้มือถือทั้งวันทั้งคืน ใช้แค่จำเป็น เลิกเถอะค่ะ การชาร์ตมือถือทั้งวัน แบบชาร์ตไปด้วย เล่นไปด้วย มันเปลืองไฟค่ะ

2. การหาแหล่งน้ำมันทดแทน หรือลดการใช้น้ำมันในการผลิตไฟฟ้า เพราะต่อให้เราพยายามลดการใช้น้ำมันแค่ไหน รัฐก็ต้องทำให้ประเทศมีความมั่นคงทางพลังงาน

ข้อแนะนำค่ะ เร่งการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานงานลม พลังงานน้ำ บ้านเรามีแสงอาทิตย์มากกว่า ยาวนานกว่า ประเทศอื่นๆ ใช้จุดแข็งกำจัด Threat เพื่อให้เราเป็นอิสระจากสถานการณ์ความไม่สงบภายนอก

3. ปล่อยให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง จะได้บรรลุการลดการใช้น้ำมันในข้อ 1.  ยิ่งรัฐอุ้มไว้ คนก็จะไม่รู้สึกถึงการขาดแคลน ใช้ไม่ประหยัด สิ้นเปลือง ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ การ work from home อาจช่วยลดการใช้น้ำมันจากการเดินทางไปทำงานค่ะ ลดฝุ่นและควัน แต่มันก็อาจจะไม่เป็นเช่นนั้น ถ้า work from home ทำให้คนเลือกที่จะเปิดคอมพ์ทั้งวันทั้งที่ไม่ได้ทำอะไร หรือเดินทางท่องเที่ยวเป็น work from anywhere ไป Work from home ต้องมาพร้อมกับการออกแบบระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และลดการเดินทางได้จริงค่ะ

อดีตผู้พิพากษาชำแหละบทเรียน ใบส้ม และเกราะคุ้มกันตามมาตรา 23

อดีตผู้พิพากษาชำแหละบทเรียน ใบส้ม และเกราะคุ้มกันตามมาตรา 23

อดีตผู้พิพากษาชำแหละบทเรียน ใบส้ม และเกราะคุ้มกันตามมาตรา 23

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.23 น.

วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กว่า ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่กับการตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการ: บทเรียน “ใบส้ม” และเกราะคุ้มกันตามมาตรา 23

ในระบอบนิติรัฐ การใช้ “ดุลพินิจ” (Discretion) ของเจ้าหน้าที่ของรัฐคือการใช้อำนาจภายใต้กรอบของเหตุผล ทว่าคดีประวัติศาสตร์ของ นายสุรพล เกียรติไชยากร อดีตผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ เขต 8 พรรคเพื่อไทย ได้กลายเป็นกรณีศึกษาที่ชวนสังคมตั้งคำถามถึง “ความรับผิดชอบของรัฐ” เมื่อดาบที่ใช้รักษากฎหมายกลับทำลายสิทธิเสรีภาพของบุคคลเสียเอง

1. ลำดับเหตุการณ์: จากชัยชนะท่วมท้นสู่ “ใบส้ม”

ชัยชนะที่สูญเปล่า: ปี 2562 คุณสุรพลชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนสูงถึง 52,106 คะแนน แต่กลับถูก กกต. สั่งระงับสิทธิสมัคร (ใบส้ม) 1 ปี และสั่งเลือกตั้งใหม่
ชนวนเหตุ: การถวายปัจจัย 2,000 บาท และนาฬิกาให้พระสงฆ์เพื่อสนับสนุนชุด ชรบ.
มุมมอง กกต.: ตีความว่าเป็นการให้ทรัพย์สินเพื่อ “จูงใจ” ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
มุมมองศาลฎีกา (คดีเลือกตั้ง): ตัดสินว่า “ไม่มีความผิด” เพราะเป็นการทำบุญตามปกติวิสัยและเพื่อสาธารณประโยชน์ (คำพิพากษาที่ 4209/2563)

2. ดุลพินิจ: จาก “วินิจฉัย” สู่ “ตัดสินใจ”

คดีนี้สะท้อนการใช้ดุลพินิจ 2 ชั้นที่ผิดพลาด:
ดุลพินิจวินิจฉัย (Discretionary Determination): กกต. ตีความข้อเท็จจริงผิดพลาด จนนำไปสู่การสรุปว่าพฤติการณ์เข้าข่ายผิดกฎหมาย
ดุลพินิจตัดสินใจ (Discretionary Choice): เมื่อวินิจฉัยผิด กกต. จึงเลือกใช้มาตรการ “ใบส้ม” ซึ่งเป็นมาตรการที่รุนแรงและไม่อาจแก้ไขเยียวยาได้เมื่อกระบวนการเดินหน้าไปแล้ว

3. การตรวจสอบโดยองต์กรตุลาการ: ความสมเหตุสมผล vs ข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาทำหน้าที่ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายและใช้ หลักความสมเหตุสมผล (Rationality) ชี้ให้เห็นว่าคำสั่ง กกต. ปราศจากฐานข้อเท็จจริงรองรับ เพราะ “เจตนา” ไม่ใช่การซื้อเสียง แต่เป็นการทำตามจารีตประเพณี

4. มาตรา 23: “เกราะคุ้มกัน” ที่เหนือกว่าความผิดพลาด

ประเด็นที่น่าตกใจที่สุดคือ คดีแพ่งที่เรียกค่าเสียหาย 70 ล้านบาท แม้ศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์จะสั่งให้ กกต. ชดใช้ แต่ศาลฎีกาที่ 8891/2568 (อ่านเมื่อ 10 มี.ค. 2569) กลับพิพากษายกฟ้อง! โดยน่าจะมีหัวใจสำคัญคือ มาตรา 23 แห่ง พ.ร.ป. เลือกตั้ง สส. ที่บัญญัติว่า:
“หากกระทำโดย ‘สุจริต’ ย่อมได้รับความคุ้มครอง ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง” 

5. วิพากษ์: “เอกสิทธิ์” ที่ไร้ผู้รับผิดชอบ

กฎหมายมาตรานี้สร้าง เอกสิทธิ์ (Privilege) ที่กว้างขวางมาก จนเกิดภาวะ “ความยุติธรรมที่ว่างเปล่า” (Empty Justice):

ศาลหนึ่งบอก: กกต. ทำผิด (คำสั่งไม่ชอบ)

อีกศาลบอก: กกต. ไม่ต้องรับผิด (เพราะถือว่าสุจริต)

ผลลัพธ์: ผู้บริสุทธิ์เสียโอกาสทางการเมือง 4 ปีเต็ม โดยไม่ได้รับการชดเชยแม้แต่บาทเดียว!

6. บทสรุปและทางออก: การเยียวยาที่ขาดหาย

การคุ้มครองเจ้าหน้าที่เป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องไม่กลายเป็น “ใบอนุญาตให้ประมาท” 
ทางออกที่ยั่งยืนคือ:
การแยกความรับผิด: แม้ตัวบุคคล (เจ้าหน้าที่) จะไม่ต้องรับผิด แต่ “หน่วยงานของรัฐ” ต้องรับผิดชอบตามหลักความรับผิดโดยปราศจากความผิด (Strict Liability) 
กองทุนเยียวยา: รัฐพึงมีกลไกชดเชยค่าเสียโอกาสให้ประชาชน เพื่อไม่ให้ความผิดพลาดของรัฐต้องกลายเป็น “ภาระความซวย” ของประชาชนฝ่ายเดียว 
ดุลพินิจที่ปราศจากการเยียวยา คืออำนาจที่ล้นเกิน และจะทำลายความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยในที่สุด 

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

11/3/69 

คนไทยที่อพยพออกจากอิหร่าน ชุดที่ 2 จำนวน 69 คน ถึงตุรกีแล้ว เดินทางถึงไทย 12-13 มี.ค.

คนไทยที่อพยพออกจากอิหร่าน ชุดที่ 2 จำนวน 69 คน ถึงตุรกีแล้ว เดินทางถึงไทย 12-13 มี.ค.

คนไทยที่อพยพออกจากอิหร่าน ชุดที่ 2 จำนวน 69 คน ถึงตุรกีแล้ว เดินทางถึงไทย 12-13 มี.ค.

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.12 น.

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 21.00 น. ของตุรกี ซึ่งช้ากว่าไทยประมาณ 4 ชั่วโมง นายอภัยชีพ บุนนาค อุปทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ได้นำคนไทย ออกจากอิหร่าน ชุดที่ 2 จำนวนรวม 69 คน ผ่านจุดผ่านแดน Razi ของอิหร่าน ไปยังด่าน Kapikoy ของตุรกีด้วยความปลอดภัย โดยใช้เวลาเดินทางและการผ่านด่านรวมกว่า 17 ชั่วโมง 

เมื่อเดินทางข้ามด่านตุรกีแล้ว นายบัญชา ยืนยงจงเจริญ รองอธิบดีกรมการกงสุล พร้อมด้วยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ได้ให้การต้อนรับ โดยได้จัดเตรียมที่พัก อาหาร ถุงยังชีพ และสิ่งจำเป็นต่าง ๆ ที่ศูนย์ปฏิบัติการชั่วคราวฯ ให้กับคณะระหว่างพำนักในตุรกี ก่อนที่จะเดินทางกลับถึงประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ในวันที่ 12 และ 13 มีนาคม ต่อไป

กระทรวงการต่างประเทศขอขอบคุณฝ่ายอิหร่านและตุรกีที่สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้แก่คณะคนไทยอพยพ และขอส่งความห่วงใยไปยังทุกท่านและขอให้คนไทยที่พำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางติดตามข่าวสารและประกาศจากสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ ในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด 

สำหรับคนไทยในประเทศไทยโปรดติดตามความคืบหน้าที่เพจ Facebook กรมการกงสุล หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อ Call Center กรมการกงสุล 0-2572-8442 สายด่วนกองคุ้มครองฯ (Hotlines) 096-216-1837 096-183-6736  064-564-7573

2 ทศวรรษสู้ระบอบทักษิณ บันทึกการเมืองไทย จาก ถาวร เสนเนียม

2 ทศวรรษสู้ระบอบทักษิณ บันทึกการเมืองไทย จาก ถาวร เสนเนียม

2 ทศวรรษสู้ระบอบทักษิณ บันทึกการเมืองไทย จาก ถาวร เสนเนียม

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.04 น.

วันนี้ 11 มีนาคม 2569 นาย ถาวร เสนเนียม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม อดีต สส.สงขลา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ประกาศเปิดตัวหนังสือผลงานเขียนเล่มใหม่ที่รวบรวมเบื้องหลังการต่อสู้ทางการเมืองที่ยาวนานกว่า 20 ปี โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้ผมถาวร เสนเนียม ร่วมกับพี่น้องประชาชนจำนวนนับล้านๆคน ต่อสูักับระบอบทักษิณ เพื่อขจัดการทุจริต คอร์รัปชั่น ปฏิรูปประเทศไทยก่อนการเลือกตั้ง จนส่งผลให้พี่น้องประชาชนเสียชีวิต 25 คน บาดเจ็บร่วม 800 คน ต้องทุพลภาพหลายคน ถูกศาลพิพากษาให้จำคุกร่วม 100 คน

ระยะเวลาในการต่อสู้ร่วม 2 ทศวรรษ พวกเราพี่น้องประชาชนต้องสูญเสีย ชีวิต อิสรภาพ แต่ผลลัพธ์ ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ กลับยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม ดัชนี Corruption ซึ่งสำรวจโดย Transparency International Organization ระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยได้ 33 คะแนน ลำดับที่ 116 ต่ำกว่าประเทศลาว ในขณะเดียวกัน ประธาน ACT ดร.มานะ นิมิตรมงคล ก็ระบุเช่นนี้

ถาวร เสนเนียม

ดังนั้นเพื่อเป็นการ สรุป ถอดบทเรียน และ เป็นการบันทึกเหตุการณ์เรื่องนี้ ผมถาวร เสนเนียม จึงได้เขียนหนังสือขึ้นมาหนึ่งเล่ม คือ “ 2 ทศวรรษ สู้ระบอบทักษิณ ” หนังสือเล่มนี้หนา 200 หน้า จะวางตลาด และออกเผยแพร่เร็วๆนี้ รายได้จากการจำหน่าย ไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ผมจะมอบให้ โรงเรียนระโนดวิทยา โรงเรียนมหาวชิราวุธ และ มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์
นี้คือภาพปกหน้า และ ปกด้านใน ครับ”

หลังจากที่โพสต์ของนาย ถาวร เสนเนียม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม อดีต สส.สงขลา เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่ามากมาย เช่น

“สุดยอด”

“ราคาครับ”

“ซื้อได้ที่ไหนคะ ราคา?”

ถาวร เสนเนียม
ถาวร เสนเนียม
ถาวร เสนเนียม

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ถาวร เสนเนียม

เทพไท ซ้ำดาบ 2 คอนเฟิร์ม อสม. เครื่องมือซื้อเสียง ยันคำพูด ชวน คือเรื่องจริงที่ต้องยอมรับ

เทพไท ซ้ำดาบ 2 คอนเฟิร์ม อสม. เครื่องมือซื้อเสียง ยันคำพูด ชวน คือเรื่องจริงที่ต้องยอมรับ

เทพไท ซ้ำดาบ 2 คอนเฟิร์ม อสม. เครื่องมือซื้อเสียง ยันคำพูด ชวน คือเรื่องจริงที่ต้องยอมรับ

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.02 น.

วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า “ยืนยัน อสม. ซื้อเสียงให้ สส.จริง” 

จากกรณีที่นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานรัฐสภา ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ถึงการเลือกตั้ง สส. ปี 2569 ว่า พี่น้องประชาชนอาจจะไม่รู้ว่า นักการเมืองใช้หน่วยงานไหนทุจริตการเลือกตั้งได้ดีที่สุด นั่นก็คือ อสม. นอกจากนั้นยังได้ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข 2 ฉบับ ให้ช่วยควบคุม ปกป้อง อสม. อย่าให้นักการเมืองใช้ อสม.เป็นเครื่องมือในการซื้อเสียง

ต่อมาได้มีแถลงการณ์จากประธานชมรม อสม.แห่งประเทศไทย โดยนายอมรินทร์ นิ่มนวล ได้ออกแถลงการณ์ว่า ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านแห่งประเทศไทย ขอแสดงความห่วงใยต่อการสื่อสาร ที่ก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ต่อบทบาทของพี่น้อง อสม.ทั่วประเทศ เพื่อที่จะอธิบายหรือชี้แจงว่า อสม.ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับการซื้อเสียง

ผมคนหนึ่งที่ได้ติดตามการเลือกตั้ง ในฐานะผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง และเห็นว่า คำพูดของนายชวน หลีกภัย เป็นคำพูดที่ยืนยันข้อเท็จจริงว่า มีนักการเมืองได้ใช้ อสม.เป็นเครื่องมือในการซื้อเสียงจริง แต่อาจจะไม่ใช่ อสม.ทั้งหมด หรือ อสม.ทุกคน แต่พอจะอนุมานได้ว่า เป็น อสม.ส่วนใหญ่ที่เป็นเครื่องมือให้กับนักการเมืองในการซื้อเสียง และต้องยอมรับความจริงว่า การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา มี 3 องค์กร 3 กลุ่ม ที่มีบทบาทสำคัญในการซื้อเสียง คือ

1.กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น ตั้งแต่นายก อบจ. สจ. นายกเทศมนตรี สท. นายก อบต. และสมาชิก อบต. เป็นเครื่องมือให้กับพรรคการเมือง นักการเมืองในการซื้อเสียง ได้ใช้เครือข่ายที่เคยซื้อเสียงกันมา ในสมัยเลือกตั้งท้องถิ่น มาซื้อเสียงให้กับนักการเมืองระดับชาติอีก

2.กลุ่มกำนันผู้ใหญ่บ้าน มีการใช้กลไกของหน่วยงานราชการ ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด นายอำเภอ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลกำนันผู้ใหญ่บ้าน จึงใช้กลไกอำนาจรัฐ สั่งการให้กำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้มีบทบาทในการซื้อเสียง

3.กลุ่ม อสม.ซึ่งเป็นองค์กรจิตอาสา ที่ทำงานใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด มีพรรคการเมืองบางพรรคใช้กลไกของ อสม.ซื้อเสียงมาตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 จนถึงการเลือกตั้งปี 2569 และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก จึงได้ใช้ อสม.เป็นเครื่องมือในการซื้อเสียง เพราะมีบทบาทใกล้ชิดกับประชาชน มีความน่าเชื่อถือ มีความเชื่อใจ จึงทำให้การซื้อเสียงประสบความสำเร็จ

สิ่งที่นายชวน หลีกภัย ได้กล่าวถึง ไม่ได้หมายความว่า เป็น อสม.ทุกคน แต่เป็น อสม.บางกลุ่ม บางส่วน ที่เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับนักการเมือง ที่นักการเมืองมีทั้งคนดีและคนไม่ดี มีทั้งคนซื้อเสียงและคนไม่ซื้อเสียง แต่ยุคนี้นักการเมืองที่ซื้อเสียงมีมากกว่านักการเมืองที่ไม่ซื้อเสียง

เพราะฉะนั้นการที่ออกมาพูดถึงการซื้อเสียงของ อสม.เป็นเรื่องจริง และมีการบิดเบือนว่า จะมีการเสนอยุบองค์กร อสม.นั้นไม่เป็นความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดของนายชวน หลีกภัย ซึ่งเป็นผู้สถาปนาองค์กร อสม. ในสมัยที่นายชวนหลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี และมาถึงยุคของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้สนับสนุนให้มีค่าตอบแทน อสม.เดือนละ 600 บาทเป็นครั้งแรก ซึ่งเจตนารมณ์ของการมี อสม. เพื่อดูแลด้านสาธารณสุข ด้านสุขภาพของประชาชน แต่มีนักการเมืองบางกลุ่ม พรรคการเมืองบางพรรค กลับบิดเบือนใช้ อสม.เป็นเครื่องมือในการซื้อเสียง

จึงทำให้นายชวน หลีกภัย ผู้ที่สนับสนุนหรือสถาปนาให้มีองค์กร อสม. รู้สึกผิดหวัง และเชื่อว่าอสม.จะได้รับการสนับสนุนให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพียงแต่ไม่อยากให้ อสม.ทำงานผิดไปจากเจตนารมณ์ โดยตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองในการซื้อเสียง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : อสม.ไม่ทน! แจงปมถูกพาดพิงการเมือง ย้ำทำงานด้วยหัวใจอาสา ไม่เกี่ยวการเลือกตั้ง

‘กรมการปกครอง’ โต้ ‘ชวน’ กล่าวหาซื้อเสียงใช้กลไกกำนัน-ผญบ.คุมเลือกตั้ง ยันไร้เรื่องร้องเรียน

คนไทยชุดสอง ออกจากอิหร่าน กลับบ้าน11มี.ค.

คนไทยชุดสอง ออกจากอิหร่าน กลับบ้าน11มี.ค.

คนไทยชุดสอง ออกจากอิหร่าน กลับบ้าน11มี.ค.

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คนไทยชุดสอง ออกจากอิหร่าน กลับบ้าน11มี.ค. สงครามรบหนัก

ศบก.เผยเหตุปะทะในตะวันออกกลาง ยังคุกรุ่นไร้ท่าทียุติ เตือนให้หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ส่วนคนไทยจากอิหร่านชุดที่ 2 กลับถึงไทย 11 มีนาคมนี้ ย้ำจุดยืนรัฐบาลไทย หวังให้ทุกฝ่ายหันหน้าเจรจาเพื่อความสันติ

เมื่อวันที่ 10มีนาคมที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงถึงสถานการณ์ประจำวัน โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทยว่าสถานการณ์โดยรวมยังมีความรุนแรง มีการโจมตีกันด้วยขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง และโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในบาห์เรน ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากขึ้น และขณะนี้ยังไม่มีท่าทีว่าสหรัฐอเมริกากับอิสราเอล และอิหร่าน จะกลับเข้าสู่การเจรจา และผู้นำของประเทศคู่ขัดแย้งยังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าว เราจึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นายปาณิดล กล่าวต่อว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่ามีคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังมีความเปราะบาง กระทรวงต่างประเทศขอเรียกร้องให้คนไทยหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าว ส่วนความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยในประเทศอิหร่าน ช่วงเช้าวันเดียวกันนี้คนไทยกลุ่มที่เหลือที่อพยพออกจากประเทศอิหร่านรอบแรก เมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วรวม 23 คน นอกจากนี้ยังมีคนไทยในประเทศอิหร่านชุดที่2 รวม 69 คน ซึ่งกำลังจะเดินทางออกจากประเทศอิหร่านไปยังประเทศตุรกี โดยคนไทยบางส่วนจะเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันที่ 11มีนาคมนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะรานและกรุงอังการา กำลังประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับประเทศไทย

สำหรับการอพยพคนไทยออกจากประเทศอิรัก ขณะนี้ยังมีคนไทย 14 คน ที่จะอพยพออกจากประเทศอิรัก โดยการประสานของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัมมาน เพื่อมาที่ศูนย์ปฏิบัติการชั่วคราวที่ประเทศตุรกี ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการฯ พร้อมรองรับการเดินทางกลับของคนไทยกลุ่มนี้ในส่วนของประเทศอื่นๆ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ ยังคงอำนวยความสะดวก ดูแลให้คำแนะนำ และประสานงานกับสายการบิน รวมถึงมอบสิ่งของที่จำเป็นในการยังชีพ ให้กับคนไทยที่ประสงค์จะเดินทางกลับประเทศไทย โดยจะเดินทางในพื้นที่ซึ่งทำการบินได้ และจะคอยประสานกับหน่วยงานในเรื่องการขออนุญาตผ่านแดนกับประเทศที่น่านฟ้ายังปิดอยู่ เพื่อให้สามารถเดินทางไปยังประเทศข้างเคียงได้

นายปาณิดล กล่าวอีกว่า โดยภาพรวมขณะนี้มีคนไทยที่ได้รับการช่วยเหลือจากตะวันออกกลางเดินทางกลับประเทศไทยแล้วทั้งสิ้น 351 คน ยืนยันว่ารัฐบาลยังคงเดินหน้าให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ ให้ออกจากพื้นที่อันตรายด้วยความปลอดภัย และขอความร่วมมือให้หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่การชุมนุมในประเทศที่มีความขัดแย้ง ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในหลักการสันติภาพ และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้แนวทางทางการทูต และการเจรจาอย่างสันติ เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งขยายวงกว้าง