นายกฯ โชว์เบ่งกล้ามทำแข็งแรง หลังสื่อถามหายป่วยหรือยัง เปิดงาน​ THAIFEX – HOREC ASIA 2026​ 

นายกฯ โชว์เบ่งกล้ามทำแข็งแรง หลังสื่อถามหายป่วยหรือยัง เปิดงาน​ THAIFEX – HOREC ASIA 2026​ 

นายกฯ โชว์เบ่งกล้ามทำแข็งแรง หลังสื่อถามหายป่วยหรือยัง เปิดงาน​ THAIFEX – HOREC ASIA 2026​ 

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.48 น.

‘นายกฯ’​ โชว์เบ่งกล้ามทำแข็งแรง หลังสื่อถามหายป่วยหรือยัง เปิดงาน​  THAIFEX – HOREC ASIA 2026​  ชิมสินค้าฝีมือคนไทย​  ไม่บอก​เปิดปาก​หลังโหวตประธานสภา​-นายกฯ​ หรือไม่​ ขณะที่บ่ายนี้เตรียมคุยเอกอัครราชทูต​ออสเตรเลีย​ หารือซื้อพลังงาน​ ยัน มีกระทรวงพลังงานรับผิดชอบหาแหล่งน้ำมันเพิ่ม​ หลังอิหร่านเริ่มวางกับระเบิดช่องแคบฮอร์มุซ​ 

วันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์การแสดงสินค้า และการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานแสดงสินค้า THAIFEX – HOREC ASIA 2026 ณ ห้องจูปีเตอร์ 4-6 อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี  โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รอให้การต้อนรับ

เมื่อเดินทางถึงสื่อมวลชนสอบถามถึงอาการป่วยของนายกรัฐมนตรีว่าหายดีแล้วหรือยัง นายกรัฐมนตรี ทำท่าเบ่งกล้ามแข็งแรง และยิ้มให้กับสื่อโดยไม่ได้พูดอะไร ก่อนเดินเข้าร่วมงาน

โดยนายอนุทิน กล่าวว่า จากความสำเร็จของการจัดงาน และการเติบโตของภาคธุรกิจ HoReCa สะท้อนถึงความพร้อมของประเทศไทยในการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของธุรกิจโรงแรม และการบริการของโลก ซึ่งจุดแข็งของไทยไม่ได้อยู่แค่สินค้า และบริการ แต่ยังรวมถึงวัฒนธรรมอาหาร การออกแบบ ไลฟ์สไตล์ ตลอดจนการต้อนรับและไมตรีจิตแบบไทยที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และขยายโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทยในเวทีสากล 

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้เยี่ยมชมนิทรรศการ จัดแสดงสินค้า​ ซึ่งระหว่างเดินชมสินค้า​ ผู้สื่อข่าวได้ถามย้ำนายกรัฐมนตรี​ว่าหายป่วยแล้วใช่หรือไม่​ ซึ่งนายอนุทิน​ นำมือมาจับที่คอแสดงอาการว่าเจ็บคอ​ กล่าวสั้นๆว่า​ หายแล้ว​ ผู้สื่อข่าวจึงถามว่าสามารถตอบคำถามผู้สื่อข่าวได้แล้วใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี​ หัวเราะก่อนกล่าวว่า ยัง​ ป่วยอยู่​  

ผู้สื่อข่าวถึงถามย้ำว่า นายกฯจะป่วยอีกกี่วัน หรือต้องรอหลังโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎรนายกฯจึงจะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนได้​ นายกฯหัวเราะในลำคอ และยิ้มก่อนกล่าวว่า ชอบแกล้งอยู่เรื่อย​ พร้อมชี้แจ้งว่า เมื่อวานท้องเสีย เพราะทานอาหารญี่ปุ่นซึ่งเป็นของดิบ

ก่อนที่นายก​ฯ​จะเดินชมสินค้าต่อ​ พร้อมชิม​น้ำซุปที่ปรุงโดยเครื่องปรุงสกัดจากผัก ซึ่งมีรสเค็มใช้แทนเกลือ เหมาะสำหรับผู้ป่วย​ เป็นสินค้าของไทย พร้อมชิมไอศกรีมที่ทำจากนมถั่วเหลือง​ และช็อก​โกแลต​ จ.ตาก​ นายอนุทินถึงกับออกปากว่า​ ของคนไทยอร่อยที่สุด

ขณะที่ในช่วงกลางวันนายกฯ มีกำหนดการรับประทานอาหารกลางวันเป็นการส่วนตัวร่วมกับ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย น.ส.แอนเจลา เจน แม็กดอนัลด์ส​  ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเป็นการเจรจาซื้อน้ำมันหรือไม่​ นายอนุทิน กล่าวว่า​ นัดกันมานานแล้ว​ เมื่อถามย้ำว่า จะเจรจาซื้อน้ำมันจากออสเตรเลีย​ใช่หรือไม่​ นายกฯ​ กล่าวว่า​ ก็คุยไว้ทั้งหมด​ 

อย่างไรก็ตามก่อนที่นายกฯจะเดินทางกลับ​ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงการจัดหาแหล่งน้ำมันเพิ่มเติม​หลังอิหร่านประกาศวางทุ่นระเบิดช่องแคบฮอร์มุซ​ ซึ่งจะทำให้การจัดหาพลังงานยากขึ้นหรือไม่​ ว่า​ เรามีกระทรวงพลังงาน​รับผิดชอบ​ เราไม่ได้ซื้อจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง​ เรามีเครือข่ายในการซื้อจัดหาน้ำมันจากทั่วโลก​ แต่ไม่ได้ตอบคำถึงมาตรการเวิร์ค​ฟอร์มโฮมสำหรับประชาชน

นอกจากนี้ นายกฯ​ ไม่ได้ตอบคำถามกรณีนายฮุน​ มาเนต​ นายกรัฐมนตรีกัมพูชาประกาศจะเจรจากับไทยขอคืนพื้นที่หลังช่วงเทศกาลสงกรานต์​ รวมถึงเรื่องการถ่ายโอน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน​ ราชอาณาจักรภาค 4​ ส่วนหน้า​ มาอยู่ภายใต้กำกับกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย​ 

กรณ์ แนะรัฐบาล เร่งปรับโครงสร้างค่าไฟ-ลดนำเข้า LNG ชี้มีศักยภาพอยู่แล้ว แค่รอนโยบายรัฐบาล

กรณ์ แนะรัฐบาล เร่งปรับโครงสร้างค่าไฟ-ลดนำเข้า LNG ชี้มีศักยภาพอยู่แล้ว แค่รอนโยบายรัฐบาล

กรณ์ แนะรัฐบาล เร่งปรับโครงสร้างค่าไฟ-ลดนำเข้า LNG ชี้มีศักยภาพอยู่แล้ว แค่รอนโยบายรัฐบาล

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.06 น.

’กรณ์‘ หนุนรัฐบาลออกมาตรการรับมือ-เตือนผลกระทบประชาชนจากเหตุตะวันออกกลาง – แนะปรับโครงสร้างราคาค่าไฟไทย-ลดนำเข้า LNG ชี้มีศักยภาพอยู่แล้ว แค่รอนโยบายรบ.

วันที่ 11 มีนาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคฯ กล่าวถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่จะส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานของราคาพลังงานของไทย จนรัฐบาลรักษาการได้ออกนโยบายต่าง ๆ เพื่อรับมือ เช่น การเวิร์คฟรอมโฮม โดยเห็นว่า รัฐบาล มีความเหมาะสมที่จะส่งสัญญาณให้ประชาชนตระหนักสถานการณ์ดังล่าว เพราะมีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ และอาจยืดเยื้อ ดังนั้น จึงควรตื่นตัว และปรับตัว ซึ่งดีกว่าที่จะบอกว่า ไม่มีปัญหาใด ๆ และการส่งสัญญาณเช่นนี้ ก็เป็นการทำให้ทุกคนตระหนัก เพราะเชื่อว่า จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจแน่นอน และหวังว่า สถานการณ์จะไม่ยืดเยื้อ เพราะมิเช่นนั้น ประประเทศไทย จะได้รับผลกระทบด้วย โดยเฉพาะการนำเข้าพลังงาน ทั้งน้ำมันและแก๊ส ในระดับที่สูง คิดเป็น 6.5% ของ GDP เช่นเดียวกับประเทศเอเชียอื่น ๆ ที่ใช้แหล่งพลังงานจากตะวันออกกลาง แต่สหรัฐอเมริกา และยุโรป จะได้รับผลกระทบเฉพาะราคานั้น แต่ประเทศไทย จะได้รับผลกระทบทั้งราคา และการเข้าถึง ทั้งอาจถึงขั้นซื้อแก๊สไม่ได้ ดังนั้น ตนจึงเห็นด้วยที่รัฐบาล จะส่งสัญญาณให้ประชาชนเตรียมตัว 

นายกรณ์ ยังกล่าวถึงนโยบายการดูแลราคาพลังงานของรัฐบาลด้วยว่า การกดราคาน้ำมันดีเซล 15 วันไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาทว่า ก็สามารถทำได้ผ่านกองทุนน้ำมัน แต่ตนก็ได้เตือนรัฐบาลแล้วว่า กรณีที่กระทรวงพลังงาน ขอให้กระทรวงการคลัง ออก พ.ร.ก.การกู้เงิน เพื่อช่วยกองทุนน้ำมัน และตนก็ยินดีที่คณะรัฐมนตรี ได้ถอนเรื่องดังกล่าวออก เพราะสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่มีความจำเป็น เนื่องจากกองทุนน้ำมันติดลบหลายแสนล้านบาทตั้งแต่สงครามยูเครน แต่ปัจจุบันกองทุนฯ สามารถดูแลตนเองได้อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องกู้ 

เมื่อถามว่าราคาพลังงานเป็นปัจจัยพื้นฐานราคาต้นทุน รัฐบาลควรรับมืออย่างไรนั้น นายกรณ์ กล่าวว่า ราคาพลังงานมีผลต่อการขนส่ง ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญ และเป็นเหตุผลที่ทุกรัฐบาลต้องดูแลไม่ให้ราคาน้ำมันดีเซลได้รับผลกระทบ เพราะการขนส่งใช้น้ำมันดีเซลเป็นหลัก ส่วนผลต่อราคาสินค้าระยะยาวอีกมิตินั้น การอ่อนค่าของเงินบาท ก็มีผลต่อค่าครองชีพประชาชน เพราะทำให้เงินบาทที่ใช้ในการนำเข้าน้ำมันสูง และหวังว่า สงครามจะไม่ยืดเยื้อ ซึ่งรัฐบาลควรมีแผนรองรับทุกสถานการณ์ เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชน รวมถึงค่าไฟ ปรับโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าไม่พึ่งพาเฉพาะแก๊สถึง 70% ที่ครึ่งหนึ่งจะต้องนำเข้า และปัจจุบันก็เกิดปัญหาที่ LNG ของไทยส่วนใหญ่ นำเข้ามาจากกาตาร์ และต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซด้วย ดังนั้น รัฐบาล จึงจะต้องดูแลค่าไฟ และปรับโครงสร้างพลังงานไฟฟ้าของไทยด้วย ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพอยู่แล้ว เพียงแต่รอนโยบายของรัฐบาลเท่านั้น 

สส.เป็นของเรา คดีเป็นของคุณ จาก ม.112 ถึง นับใหม่ มวลชนส้ม โดนเท ซ้ำซาก

สส.เป็นของเรา คดีเป็นของคุณ จาก ม.112 ถึง นับใหม่ มวลชนส้ม โดนเท ซ้ำซาก

สส.เป็นของเรา คดีเป็นของคุณ จาก ม.112 ถึง นับใหม่ มวลชนส้ม โดนเท ซ้ำซาก

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.46 น.

ภาพของ นายณัฐพงษ์  เรืองปัญญาวุฒิ ที่นำทัพ ส.ส. พรรคประชาชน (ปชน.) เดินตบเท้าเข้าสู่รัฐสภาเพื่อรายงานตัวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มชื่นมื่นเมื่อวันก่อน กำลังกลายเป็นภาพสะท้อนที่ย้อนกลับไปถามถึง “ต้นทุน” ของความเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นล้อมหีบบัตรเลือกตั้งที่ชลบุรี  ประเด็นบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง  หรือเพดานมาตรา 112 ที่เคยถูกชูไว้สูงลิบ จนสุดท้ายเหลือเพียง “คดีความ” ที่ทิ้งไว้เบื้องหลังให้กับมวลชน ขณะที่แกนนำพรรคก้าวข้ามสู่บทบาทใหม่ในสภาฯ ด้วยใบหน้าเปื้อนบิ้ม

ย้อนกลับไปในช่วงที่กระแสการตรวจสอบ กกต. พุ่งพล่าน สมรภูมิที่ดุเดือดที่สุดคงหนีไม่พ้น ชลบุรี เขต 1 ซึ่งถูกปูพรมด้วยวาทกรรม “โกงเลือกตั้ง” โดยมีแกนนำระดับแม่เหล็กของพรรคลงพื้นที่ปักหลักขยี้ประเด็นอย่างเข้มข้นจนเกิด “ดาวเด่น” ภาคประชาชนขึ้นมาในชั่วข้ามคืน ภาพจำที่สื่อบางสำนักยกย่องให้เป็นฮีโร่ในเวลานั้น  คือ น.ส.เบญจพร สุขสว่าง หญิงสาวสวมเสื้อลิเวอร์พูลสีแดงที่กลายเป็นไวรัลจากการบุกเข้าไปเปิดหีบบัตรเลือกตั้ง และ  น.ส.มนัสนันท์ กรเกษม หรือ “เจ๊ตอง” หญิงร่างท้วมผู้มีลีลาการปราศรัยดุดันปลุกเร้ามวลชนหน้าสถานที่นับคะแนน

 มวลชนส้ม

แฟ้มภาพ

ทว่าเมื่อแสงไฟจากสปอร์ตไลท์ดับลง และพรรคเปลี่ยนผ่านสู่บริบทใหม่ ผลลัพธ์ที่ตามมากลับเป็นชะตากรรมที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว เมื่อ ผอ.เลือกตั้ง เขต 1 ชลบุรี แจ้งความเอาผิดกลุ่มแนวร่วม 3 รายรวด คือ น.ส.มนัสนันท์ (เจ๊ตอง), น.ส.เบญจพร (สาวเสื้อแดง) และ น.ส.กนกวรรณ สร้อยสม (เฟิร์น) ในข้อหาหนักทั้งบุกรุก ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ และทำลายหีบบัตรเลือกตั้ง ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และเสี่ยงถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนานถึง 20 ปี ขณะที่เหล่าขุนพลพรรคที่เคยไปยืนเคียงข้างปลุกใจในวันนั้น วันนี้กลับเดินรายงานตัวเข้าสภาฯ อย่างหน้าชื่นตาบาน ทิ้งให้ “ฮีโร่ชั่วคราว” ต้องเดินสายพบทนายและสู้คดีเพียงลำพัง

ไม่เพียงแค่สมรภูมิชลบุรี พรรคประชาชนยังเคยเดินหน้าเขย่าความเชื่อมั่นผ่านประเด็น “บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” โดยอ้างว่าทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ มีการระดมนักวิชาการและอินฟลูเอนเซอร์มาร่วมทำ “การเลือกตั้งจำลอง” เพื่อดิสเครดิต กกต. อย่างเป็นระบบ แต่เมื่อประเด็นนี้จุดไม่ติดและไม่สามารถเปลี่ยนผลการเลือกตั้งได้จริง กระแสก็เงียบหายไป  ทิ้งไว้เพียง “ตัวเลขจำเลย” ที่เพิ่มขึ้นอีก 6 คนจากการเคลื่อนไหวครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ยุทธศาสตร์การเมืองที่ใช้มวลชนเป็น “เบี้ย” เพื่อสร้างแรงกดดันชั่วคราว แต่เมื่อพรรคได้ที่นั่งในสภาฯ ประเด็นเหล่านี้กลับถูกลดระดับความสำคัญลงทันที

 มวลชนส้ม

แฟ้มภาพ

สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับแนวร่วมสายอุดมการณ์ คือปรากฏการณ์ซ้ำรอยในกรณีการชูธงแก้ มาตรา 112 ซึ่งเคยเป็นจุดขายสูงสุดของพรรคส้มในอดีต ที่มีการปลุกเร้าเยาวชนและคนรุ่นใหม่จนเกิดการเคลื่อนไหวบนท้องถนนและต้องคดีความกันถ้วนหน้า

แต่ในวันที่พรรคต้องการรักษาสถานะทางอำนาจ  กลับมีการ “ลดเพดาน” และประกาศชัดเจนว่าไม่มีนโยบายแก้ 112 อีกต่อไป กลายเป็นความโหดร้ายทางการเมือง เพราะในขณะที่ “ตัวพรรค” ปรับตัวเพื่อความอยู่รอด แต่มวลชนที่หลงเชื่อกลับต้องกลายเป็นผู้ “ติดคุกฟรี” โดยที่อุดมการณ์ต้นทางถูกสละทิ้งเพื่อแลกกับตั๋วเข้าสู่กระบวนการทางอำนาจต่อไป

 มวลชนส้ม

แฟ้มภาพ

บทสรุปของการเข้าสภาฯ ในรอบนี้ จึงไม่ใช่แค่การเริ่มหน้าที่ ส.ส. แต่มันคือการตอกย้ำความลักลั่นของ “การเมืองสายกระแส” ที่ใช้ “มวลชนเป็นเชื้อเพลิง” ในการขับเคลื่อน เมื่อถึงจุดหมาย พรรคก็ได้ครองเก้าอี้และงบประมาณแผ่นดิน ขณะที่มวลชนแนวร่วมที่ออกตัว ออกหน้าให้ขับเคลื่อนประเด็นที่พรรคจุดขึ้นมา  กลับต้องเผชิญวิบากกรรมตามยถากรรม บทเรียนจากชลบุรีถึงมาตรา 112 สอนให้รู้ว่า ในสมรภูมิอำนาจ “พรรค” มักจะมีร่มชูชีพส่วนตัวเสมอ แต่สำหรับ “มวลชน” ที่เดิมพันด้วยอิสรภาพ พวกเขามักจะถูกทิ้งให้เผชิญกับพายุเพียงลำพัง… ในวันที่แกนนำพรรคเดินหน้าฉลองชัยชนะอย่างเป็นทางการ

‘ธรรมนัส’ ห่วงสงครามตะวันออกกลาง ทำต้นทุนเกษตรพุ่ง เผยยังไม่เก็บของกลับบ้าน ขอทำหน้าที่จนวาระสุดท้าย

'ธรรมนัส' ห่วงสงครามตะวันออกกลาง ทำต้นทุนเกษตรพุ่ง เผยยังไม่เก็บของกลับบ้าน ขอทำหน้าที่จนวาระสุดท้าย

‘ธรรมนัส’ ห่วงสงครามตะวันออกกลาง ทำต้นทุนเกษตรพุ่ง เผยยังไม่เก็บของกลับบ้าน ขอทำหน้าที่จนวาระสุดท้าย

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.45 น.

“ธรรมนัส”ห่วงใยเกษตรกรไทยได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ย้ำเร่งแก้ปัญหาที่ค้างคา ก่อนส่งมอบงานให้รัฐบาลใหม่ ยันยังไม่เก็บของกลับบ้าน ขอเดินหน้าแก้ปัญหาจนวาระสุดท้าย

วันที่ 11 มีนาคม 2569 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่เกษตรกรใช้ รวมถึงต้นทุนการผลิตของภาคเกษตรที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ทั้งยังมีกลุ่มชาวประมงส่งสัญญาณเตรียมเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลนั้น ว่า ในขณะนี้คณะรัฐมนตรียังมีอำนาจปฏิบัติหน้าที่อยู่ ซึ่งหากเป็นนักการเมืองคนอื่น อาจเตรียมเก็บของกลับบ้านไปแล้ว แต่ยืนยันว่าจะยังคงทำหน้าที่ต่อไป จนกว่าจะมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรจนถึงช่วงเวลาสุดท้ายของการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งนโยบายและการทำงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังคงดำเนินการตามปกติ โดยได้ประสานงานกับปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงอธิบดีของแต่ละกรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อหารือแนวทางรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพและต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญ

อย่างไรก็ตามขณะนี้ปัญหาด้านการตลาดของสินค้าเกษตรยังไม่รุนแรงมากนัก แต่สิ่งที่น่ากังวลคือเรื่องต้นทุนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นราคาปุ๋ยหรือราคาน้ำมัน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อเกษตรกรโดยตรง และเริ่มเห็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มเกษตรกรในหลายพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ได้หารือร่วมกับปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงผู้บริหารของกระทรวงว่า จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งหลังจากนั้นจะเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนต่อไปในการดำเนินนโยบายต่อไป

นิพิฏฐ์ ปลุกขวัญ สส. อย่าปล่อยรัฐบาลลุแก่อำนาจ

นิพิฏฐ์ ปลุกขวัญ สส. อย่าปล่อยรัฐบาลลุแก่อำนาจ

นิพิฏฐ์ ปลุกขวัญ สส. อย่าปล่อยรัฐบาลลุแก่อำนาจ

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.30 น.

วันนี้ 11 มีนาคม 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนบนหน้าฟีดเช้านี้  เมื่อนาย นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ร่ายยาวถึงบทบาทฝ่ายค้านที่มีคุณภาพพร้อมตั้งคำถามตัวโตๆ ถึงการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “จงภูมิใจในการเป็นฝ่ายค้าน ที่ให้ภูมิใจ มิใช่เพราะตอนเป็นนักการเมือง ผมเป็นฝ่ายค้านมากกว่าเป็นรัฐบาล แต่เป็นเพราะตอนประชาชนเลือกเราเป็น สส. เขาไม่รู้หรอกว่าเลือกแล้วเราจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล เขาเลือกเพราะต้องการให้เราไปเป็นตัวแทนของเขา(representative) ที่สำคัญ เป็น Representative ที่มีคุณภาพด้วย ก็อยากบอกประชาชนให้เข้าใจด้วยว่า การเป็นฝ่ายค้าน ยากกว่าการเป็นรัฐบาลมากยิ่งมีรัฐบาลที่ลุแก่อำนาจ แสวงหาผลประโยชน์ การเป็นฝ่ายค้านยิ่งยาก ยิ่งฝ่ายค้านที่มือไม่สะอาด หรือ หลังมีแผล เข้าไปแล้วก็ทำได้เพียงไปนั่งหาวในสภา ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาฝ่ายรัฐบาลที่ง่ายที่สุด คือ การเป็นรัฐมนตรี ใครที่คิดว่า ตัวเองต้องเป็นฝ่ายค้านแน่นอนแล้วลองแสดงภูมิให้ผมเห็นหน่อยสิว่า ทำไมวิกฤติพลังงาน , วิกฤติน้ำมัน นายกรัฐมนตรีไม่เป็นประธานแก้ปัญหาราคาน้ำมันเอง ทั้งที่เรื่องนี้ใหญ่มาก เกือบทุกประเทศนายกรัฐมนตรีลงมาแก้ปัญหาเองทั้งสิ้น ทำไมให้คุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่มีครอบครัวเป็นผู้จำหน่ายน้ำมันรายใหญ่ของประเทศ เป็นประธานแก้ปัญหาราคาน้ำมัน ใครเป็นฝ่ายค้านลองตอบหน่อย หรือว่า .. ไม่มีฝ่ายค้าน?”

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ

หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป บรรดาชาวเน็ตต่างตบเท้าเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการทำงานของฝ่ายค้านในปัจจุบัน เช่น

“คนที่มีกาแฟเอง.ชงเอง.แล้วกินเอง.คงลื่นคอหอย.แน่นอน.ฯ”

“เก็บเป็นข้อมูลไว้ประเมินเลือกตั้งคราวหน้าครับ”

“เรื่องน้ำมัน นายกฯ เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กๆ เลยให้เด็กๆทำครับ ก็เหมือนกับเรื่องน้ำท่วมหาดใหญ่ ที่ให้คนอื่นทำก็เพราะเป็นเรื่องเล็กๆ ก็ให้เด็กๆทำเหมือนกัน……เลยพังพินาศ เละเทะไงครับ…..55555”

“การมีส่วนได้เสีย รธน.ห้ามชัดเจน”

“ในเมื่อพรรคเป็นฝ่ายค้าน ผมก็จะเป็นฝ่ายค้านจะหาข้อมูลต่างๆส่งให้พรรคแน้นอน”

“ฝายค้านที่มีคุณภาพคับ สุ้คับปม”

“อย่ากลัวความจริงค่ะเราตกเป็นเบี้ยล่างมานาน..ต้องสู้ค่ะ”

“เป็นกำลังใจให้ค่ะ”

“เดโมแครตกับรีพับรีกัน”

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ 

ผู้ตรวจฯ เผย กกต.ส่งคำชี้แจง ปมบาร์โคดบัตรเลือกตั้งแล้ว อยู่ระหว่างพิจารณา ยันมีมติภายในกรอบเวลา

ผู้ตรวจฯ เผย กกต.ส่งคำชี้แจง ปมบาร์โคดบัตรเลือกตั้งแล้ว อยู่ระหว่างพิจารณา ยันมีมติภายในกรอบเวลา

ผู้ตรวจฯ เผย กกต.ส่งคำชี้แจง ปมบาร์โคดบัตรเลือกตั้งแล้ว อยู่ระหว่างพิจารณา ยันมีมติภายในกรอบเวลา

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.25 น.

‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’  เผย กกต.ส่งคำชี้แจงปมบัตรเลือกตั้งมี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด”  แล้ว  อยู่ระหว่างการพิจารณา  ยันต้องมีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง ว่าจะส่งศาลรธน. หรือไม่  ภายในกรอบเวลา

วันที่ 11 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ถนนแจ้งวัฒนะ กรุง เทพฯ พลตำรวจเอกสรายุทธ สงวนโภคัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยความคืบหน้าในการพิจารณาคำร้องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นโมฆะหรือไม่ กรณีบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับเพราะสามารถตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งโหวตให้กับพรรคการเมืองใด ว่า ล่าสุดเลขาธิการ กกต. ส่งคำชี้แจงมายังผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาอยู่

พลตำรวจเอกสรายุทธ กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตุว่าผู้ตรวจการฯอาจใช้กรอบเวลาครบแล้วทำให้ผู้ร้องไปยื่นร้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญเองว่า ไม่ได้รอให้ครบกรอบเวลา ยืนยันว่าผู้ตรวจการแผ่นดินต้องมีมติอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาว่าจะส่งศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

เมื่อถามว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนมีนาคมนี้หรือไม่ พลตำรวจเอกสรายุทธ ระบุว่า อยู่ในกรอบเวลา 

ศาลอุทธรณ์ พิพากษา ยกฟ้อง ช่อ พรรณิการ์ ไม่ผิดพรบ.คอมพ์ โพสต์เพลงยาว

ศาลอุทธรณ์ พิพากษา ยกฟ้อง ช่อ พรรณิการ์ ไม่ผิดพรบ.คอมพ์ โพสต์เพลงยาว

ศาลอุทธรณ์ พิพากษา ยกฟ้อง ช่อ พรรณิการ์ ไม่ผิดพรบ.คอมพ์ โพสต์เพลงยาว

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.21 น.

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้อง ช่อ พรรณิการ์พ้นผิดพ.ร.บ.คอมฯ โพสต์เฟซบุ้ก เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา ศาลชี้ยังไม่เข้าข่ายองค์ประกอบความผิดใช้สิทธิแสดงความคิดเห็นตามรธน.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 มีนาคม 2569 ที่ห้องพิจารณา 608 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก  ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีดำอ.567/2565 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ ฟ้องน.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือช่อ พรรณิการ์กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า เป็นจำเลยในความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศก หรือก่อให้เกิดความตระหนกแก่ประชาชน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14(2) และ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2560 มาตรา 8

โดยอัยการโจทก์ระบุฟ้องความผิดสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายน2556 – 9 มิถุนายน2562 จำเลยได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กของจำเลย ด้วยข้อความที่เกี่ยวข้องกับสถาบันเรื่องเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา อันเป็นเท็จ และเป็นการกระทบกระเทือนต่อจิตใจประชาชนไทยทั่วไป ก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชนและส่งผลกระทบกระเทือนถึงจิตใจและเกิดการตื่นตระหนกตกใจกับประชาชนทั้งในด้านเศรษฐกิจความมั่นคงของประเทศ สาธารณะ 

จำเลยให้การปฏิเสธ

คดีนี้ศาลอาญาพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว เห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และอื่นๆ 

 อัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยตามความผิดด้วย

ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า  เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา องค์การค้าคุรุสภา เคยนำมาตีพิมพ์เผยแพร่แก่ประชาชนมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งการกระทำของจำเลยไม่ได้สร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชน รวมทั้งไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ต่อระบบเศรษฐกิจ ต่อระบบสาธารณูประโภค และเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ตามรัฐธรรมนูญ

การกระทำของจำเลยจึงไม่เข้าข่ายองค์ประกอบความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยมานั้นศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน

ภายหลัง นายกฤษฎางค์  นุตจรัส ทนายความให้สัมภาษณ์ว่า คดีนี้อัยการฟ้องน.ส.พรรณิการ์ตั้งแต่ปี 2565 จากการโพสต์ข้อความเพลงยาวพยากรณ์ในสมัยที่ยังเป็นนิสิต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเมื่อปี 2566 จนกระทั้งวันนี้ศาลอุทธรณ์ก็เห็นพ้องกับที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าไม่มีความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นการแสดงความคิดเห็นตามเสรีภาพของตนเอง ซึ่งเพลงยาวพยากรณ์สมัยกรุงศรีอยุธยามีเนื้อหาที่เกี่ยวกับระบบการปกครองในสมัยนั้น อยู่ในแบบเรียนและพงศาวดารซึ่งน.ส.พรรณิกาก็นำมาโพสต์จากส่วนนั้น

เมื่อถามว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จะมีขั้นตอนอย่างไรต่อไป นายกฤษฎางค์ กล่าวว่า จะมีการปรึกษากันอีกครั้งเพราะเรื่องนี้ตัวน.ส.พรรณิการ์เสียหาย     ส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน กฎหมายบัญญัติเอาไว้ว่าคู่ความไม่สามารถยื่นฎีกาได้ แต่โจทก์ในคดีนี้เป็นพนักงานอัยการมีช่องว่าหากอัยการสูงสุดมีความเห็นอนุญาตให้ฎีกา ก็สามารถทำได้ภายใน 30 วัน 

ด้านน.ส.พรรณิการ์ กล่าวว่า ตนเป็นนักการเมืองไม่กี่คนในประเทศไทยที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตโดยศาลฎีกา จากการละเมิดจริยธรรมร้ายแรงโดยคดีนี้เป็นมูลเหตุจากการที่ตนโพสต์เฟซบุ้กในสมัยที่เป็นนิสิต  แต่ในทางคดีชนะไปแล้ว 2 ศาล ตนมองว่าการดำเนินคดีอาญา กับเรื่องจริยธรรมไม่ได้ไปด้วยกัน จึงอยากให้สังคมพิจารณาว่าการตัดสิทธินักการเมืองตลอดชีวิตโดยใช้เรื่องจริยธรรมเป็นธรรมหรือไม่ ตนไม่ได้พูดในฐานะที่เป็นผู้ถูกกระทำเพียงคนเดียว แต่ในอนาคตไม่อยากให้มีการใช้เรื่องจริยธรรมเข้ามาตัดสินกันอีก

ศธ. ขานรับมาตรการรัฐ สั่ง WFH ลดใช้พลังงานรับวิกฤตโลก

ศธ. ขานรับมาตรการรัฐ สั่ง WFH ลดใช้พลังงานรับวิกฤตโลก

ศธ. ขานรับมาตรการรัฐ สั่ง WFH ลดใช้พลังงานรับวิกฤตโลก

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.53 น.

เมื่อวันอังคารที่ 10 มี.ค.2569 เห็นชอบมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ โดยเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นตัวอย่างให้กับภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคม ประกอบด้วยมาตรการสำคัญ อาทิ การปรับการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม และตั้งอุณหภูมิประมาณ 26-27 องศาใส่เสื้อแขนสั้น งดการใส่สูทผูกไท ยกเว้นมีงานพิธีการ การลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการทำงานแบบ Work from Home ตามความเหมาะสม นั้น 

เมื่อวันที่ 11 มี.ค.2569 นายสุเทพ  แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัดศธ.) จึงได้ส่งหนังสือ ถึงหน่วยงานในสังกัด ศธ. เรื่อง ขอความร่วมมือในการลดการใช้พลังงาน เพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง ความว่า  ด้วยสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตและขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ ที่อาจจะเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานและต้นทุนพลังงานของประเทศ คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เห็นชอบมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือ กับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยมุ่งเน้นไปที่การประหยัดพลังงานและการบริหารจัดการบุคลากรภาครัฐ ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดแนวปฏิบัติในการลดการใช้พลังงานของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อลดค่าใช้จ่ายและเตรียมความพร้อมรับมือเหตุการณ์ ดังต่อไปนี้

สุเทพ  แก่งสันเทียะ

1.การปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย (Work from Home)ให้ผู้บริหารของแต่ละหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมาย บุคลากรในสังกัดปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย (Work from Home) ตามความเหมาะสม จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ยกเว้นหน่วยงานที่มีภารกิจในการบริการประชาชนโดยตรง ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการรับบริการของประชาชน

2.การประชุม อบรม สัมมนาหรือกิจกรรมต่าง ๆให้หน่วยงานพิจารณาจัดในรูปแบบออนไลน์ (On-line) เป็นลำดับแรก เว้นแต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องจัดในสถานที่ (On-site) เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงในการเดินทางของผู้เข้าร่วม

3.การรณรงค์ลดใช้พลังงานให้ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาเซลเซียส และเปิดใช้ไฟส่องสว่างเท่าที่จำเป็น รวมทั้งกำหนดเวลาเปิด-ปิด เพื่อลดการใช้กระแสไฟฟ้าในภาพรวม โดยให้ผู้บริหารของแต่ละหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการรณรงค์ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐแต่งกาย ดังนี้สุภาพบุรุษ ชุดสุภาพ ไม่สวมสูท ไม่ผูกเนคไทสุภาพสตรี ชุดสุภาพ
ทั้งนี้ เพื่อให้การแต่งกายเหมาะสมกับอุณหภูมิ

4.การเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ ให้หน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ระงับหรือเลื่อนการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศของเจ้าหน้าที่ทุกระดับออกไปก่อน เว้นแต่กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน หรือเป็นภารกิจการประชุมที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง สามารถเดินทางได้ตามความเหมาะสม โดยพิจารณาอย่างรอบคอบ

5.การใช้ยานพาหนะให้หน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ตรวจสอบสภาพยานพาหนะเครื่องยนต์ และบริหารการใช้ยานพาหนะอย่างมีประสิทธิภา เช่น ทางเดียวกันไปด้วยกัน ดับเครื่องยนต์แทนการอุ่นเครื่องยนต์กรณีจอดรอผู้เดินทาง เพื่อลดการสิ้นเปลืองพลังงาน

ในการนี้ สำนักงานปลัดศธ. จึงขอความร่วมมือลดการใช้พลังงานตามแนวปฏิบัติในการลดการใช้พลังงานของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อร่วมกันลดการใช้พลังงานทุกด้านอย่างเคร่งครัด

บิดเบือน! ราเมศ แจง ชวน ไม่เคยพูดเลิก อสม. ลั่นทำเพื่อปกป้องเกียรติ

บิดเบือน! ราเมศ แจง ชวน ไม่เคยพูดเลิก อสม. ลั่นทำเพื่อปกป้องเกียรติ

บิดเบือน! ราเมศ แจง ชวน ไม่เคยพูดเลิก อสม. ลั่นทำเพื่อปกป้องเกียรติ

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.46 น.

บิดเบือน! “ราเมศ”แจง “ชวน” ไม่เคยพูดเลิก อสม. ลั่นทำเพื่อปกป้องเกียรติ-วอนหยุดใช้เป็นเครื่องมือหาเสียง

วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายราเมศ รัตนะเชวง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะเลขานุการนายชวน หลีกภัย ได้กล่าวถึงกรณีประธานชมรม อสม.แห่งประเทศไทย และกรมการปกครอง ได้ออกมาตอบโต้กรณีการให้สัมภาษณ์ของนายชวน หลีกภัย ที่ได้กล่าวถึงการทุจริตการเลือกตั้งที่ผ่านมาว่า
กรณีดังกล่าวอยากให้กลับไปตรวจดูคำให้สัมภาษณ์ของนายชวนทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ไม่เคยพูดให้มีการยกเลิก อสม. แต่อย่างใด เป็นการบิดเบือนเพื่อให้ประชาชนเข้าใจผิด สาระสำคัญทุกถ้อยคำเกิดจากสุจริตใจในการกล่าวถึง อสม.ก็เพื่อช่วยดูแลและปกป้องพี่น้อง “อสม.” ปกป้องเกียรติ อสม. ด้วยซ้ำ และข้อความที่นายชวนได้ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข ถึง  2 ครั้ง เป็นสิ่งสำคัญที่ยืนยันได้ว่าเจตนาเพื่อขอให้ปกป้องเกียรติของ อสม.ที่ไม่อยากให้ฝ่ายการเมืองใช้เป็นเครื่องมือในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง  อสม.ที่สุจริตก็มีที่ไม่อยากร่วมมือกับฝ่ายการเมืองที่ใช้วิธีการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย พรรคการเมืองที่ทำเช่นนี้ก็รู้อยู่แก่ใจดี 

นายราเมศ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนที่กรมการปกครองได้ออกแถลงการณ์ในเรื่อง กำนันผู้ใหญ่บ้านนั้น ที่บอกว่าได้กำชับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมการปกครอง รวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ในการปฏิบัติราชการด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม และวางตัวเป็นกลางทางการเมืองในการเลือกตั้งทุกประเภท นั้น ให้ไปดูในภาคปฏิบัติว่าความเป็นกลาง ความสุจริตเที่ยงธรรมมีอยู่จริงหรือไม่ เรื่องนี้นายชวนได้ติดตามมาโดยตลอด ก่อนการเลือกตั้งได้ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย เรื่องขอให้กำชับข้าราชการในสังกัดมหาดไทย ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ท้องที่ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง และเที่ยงธรรม  ทั้งหมดเพื่อความหวังดีต่อบ้านเมืองทั้งสิ้น หลักการความถูกต้องในเรื่องนี้ รัฐบาลที่ดีจะไม่ใช้กลไกระบบราชการเป็นเครื่องมือ พฤติกรรมของรัฐบาลใดที่ใช้วิธีการเช่นนี้ก็ไม่ต่างจากรัฐบาลโจรที่ใช้กระบวนการชั่วร้ายในการปล้นอำนาจมาโดยไม่สนใจหลักการที่ถูกต้องของบ้านเมือง อย่าคิดว่าการเลือกตั้งเป็นเพียงกระบวนการในการเข้าสู่อำนาจเพียงเท่านั้น 

“ทั้งหมดที่นายชวนกล่าว ยืนยันว่า เจตนาหวังดีต่อบ้านเมืองทั้งสิ้น การไม่มีผู้ร้องเรียนไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง  แต่อยากให้กลับไปถามประชาชนก็จะได้คำตอบที่เป็นความจริงและถูกต้องที่สุด และจะทราบว่าสิ่งที่นายชวนพูดคือความจริง”นายราเมศกล่าว

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศพระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมรัฐสภา ตั้งแต่ 14 มี.ค.นี้

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศพระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมรัฐสภา ตั้งแต่ 14 มี.ค.นี้

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศพระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมรัฐสภา ตั้งแต่ 14 มี.ค.นี้

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.36 น.

วันที่ 11 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 แล้ว และมาตรา 121 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้มีการเรียกประชุมรัฐสภา ภายในสิบห้าวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป

โดยให้ถือเป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 121 มาตรา 122 และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

รับสนองพระบรมราชโองการ

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี