สีหศักดิ์ เผยผลหารือ สี จิ้นผิง บรรลุข้อตกลงตั้งกลไกความมั่นคงไทย-จีนแบบ 2+2

สีหศักดิ์ เผยผลหารือ สี จิ้นผิง บรรลุข้อตกลงตั้งกลไกความมั่นคงไทย-จีนแบบ 2+2

สีหศักดิ์ เผยผลหารือ สี จิ้นผิง บรรลุข้อตกลงตั้งกลไกความมั่นคงไทย-จีนแบบ 2+2

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.36 น.

“สีหศักดิ์”เผยผลหารือ”สี จิ้นผิง” บรรลุข้อตกลงตั้งกลไกความมั่นคงไทย-จีนแบบ 2+2 ระดับรัฐมนตรีต่างประเทศและกลาโหม ยกระดับความร่วมมือปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน และอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมขอจีนร่วมจัดการปัญหาธุรกิจสีเทาในไทย ย้ำส่งเสริมเฉพาะการลงทุนคุณภาพที่เคารพกฎหมายและไม่กระทบความรู้สึกของคนไทย

20 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ระหว่างร่วมคณะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ว่า จากการเข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงสำคัญในการจัดตั้งกรอบการหารือด้านความมั่นคงแบบ 2+2 ซึ่งจะเป็นเวทีหารือร่วมระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยและจีน เพื่อยกระดับการประสานนโยบายด้านความมั่นคงให้มีความใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยฝ่ายจีนได้แสดงความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งแรก

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญและหยิบยกขึ้นหารือเป็นลำดับแรก คือการเร่งปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อประชาชนในหลายประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การปราบปรามการค้ามนุษย์ การสกัดกั้นเส้นทางการฟอกเงิน และการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมข้ามชาติให้เกิดผลอย่างยั่งยืน ไม่สามารถอาศัยเพียงความร่วมมือระหว่างไทยกับจีนเท่านั้น แต่จำเป็นต้องบูรณาการความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมาและกัมพูชา เพื่อร่วมกันตัดวงจรและทลายเครือข่ายอาชญากรรมที่เชื่อมโยงข้ามพรมแดนให้หมดไปอย่างเป็นรูปธรรม

นายสีหศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ได้หยิบยกปัญหากลุ่มธุรกิจสีเทาที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยขึ้นมาหารือเพิ่มเติม โดยเน้นย้ำจุดยืนว่า รัฐบาลไทยมุ่งส่งเสริมเฉพาะการลงทุนที่มีคุณภาพ มีความยั่งยืน และนักลงทุนต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศไทยอย่างเคร่งครัด แม้ว่ากลุ่มธุรกิจสีเทาเหล่านี้จะเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับการลงทุนโดยรวมของจีนในไทย แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์กระทำผิดกฎหมายขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและจิตใจของประชาชนชาวไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฝ่ายไทยจึงได้ขอให้ทางการจีนให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว

“การลงทุนที่ที่ว่าเนี้ยนะครับในกลุ่มธุรกิจสีเทา แล้วก็อาจจะเป็นส่วนน้อยนะครับ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์พวกเนี้ย ย่อมจะมีการสร้างความรู้สึกในหมู่คนไทย เราก็อยากจะให้จีนคำนึงถึงความรู้สึกของคนไทยด้วย”

นักรัฐศาสตร์ ชมนายกฯ ปกป้องผลประโยชน์ชาติ หลังถกผู้นำจีนปมรถถังเขมร การันตีห้ามใช้กับไทย

นักรัฐศาสตร์ ชมนายกฯ ปกป้องผลประโยชน์ชาติ หลังถกผู้นำจีนปมรถถังเขมร การันตีห้ามใช้กับไทย

นักรัฐศาสตร์ ชมนายกฯ ปกป้องผลประโยชน์ชาติ หลังถกผู้นำจีนปมรถถังเขมร การันตีห้ามใช้กับไทย

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.33 น.

20 กรกฎาคม 2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช แสดงความคิดเห็นถึงการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า นอกจากการผลักดันความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือการใช้เวทีหารือระดับสูงกับ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เพื่อหยิบยกประเด็นด้านความมั่นคงที่ประชาชนไทยกำลังให้ความสนใจ โดยเฉพาะกรณีการส่งมอบรถถังของจีนให้กัมพูชา

ผศ.ดร.เชษฐา ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนการเชื่อมโยงหลายวาระเข้าด้วยกันในการเจรจาระหว่างประเทศ แม้เวทีหลักจะมุ่งเน้นด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรม แต่รัฐบาลไทยสามารถใช้โอกาสดังกล่าวในการหยิบยกประเด็นด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นผลประโยชน์สำคัญของประเทศ เข้าหารือกับผู้นำจีนได้อย่างเหมาะสม

นักรัฐศาสตร์ผู้นี้มองว่า การเมืองระหว่างประเทศในปัจจุบันไม่ได้แยกประเด็นเศรษฐกิจออกจากประเด็นความมั่นคงอย่างชัดเจนอีกต่อไป หากแต่ทั้งสองด้านมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การหารือจึงถือเป็นการใช้การทูตเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า ตลอดช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สังคมไทยมีความกังวลเกี่ยวกับการส่งมอบรถถังของจีนให้กัมพูชา และเกิดข้อสงสัยถึงผลกระทบต่อสถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย หากรัฐบาลไม่หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นสอบถามโดยตรง ก็อาจทำให้เกิดข่าวลือหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม

ทั้งนี้ จากการหารือระหว่างผู้นำไทยและจีน ฝ่ายจีนได้ชี้แจงว่า การจัดซื้อรถถังดังกล่าวเป็นไปตามสัญญาที่ทำไว้ก่อนเกิดสถานการณ์ความตึงเครียด พร้อมระบุว่าเคยชะลอการส่งมอบเนื่องจากคำนึงถึงความอ่อนไหวของสถานการณ์ และยืนยันว่ายุทโธปกรณ์ดังกล่าวจะไม่ถูกนำมาใช้สร้างความเสียหายต่อประเทศไทย

“จุดนี้ ถือว่าภารกิจที่จีนได้ผลลัพธ์เชิงบวกกลับมาแล้ว อย่างน้อย เป็นการทำให้จีน ต้องการันตีแล้วว่า เขมรจะไม่ใช้รถถังจีนยิงไทย จากนี้ จีนต้องเอาเงื่อนไขนี้ไปย้ำกับเขมรอีกที อย่างแน่นอน เพราะจีนต้องบาลานซ์ความสัมพันธ์กับไทยให้ดีด้วยเช่นกัน เพราะไทยเอง ก็ถือว่า มีแต้มต่อในภูมิภาค ทั้งกำลังการบริโภค และความสามารถด้านการผลิต ที่เหนือกว่ากัมพูชาแน่นอน”

ผศ.ดร.เชษฐา เห็นว่า คำชี้แจงจากจีน เป็นหลักประกัน แต่ไทยยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือรัฐบาลได้ทำหน้าที่สอบถามข้อเท็จจริงแทนประชาชน และสะท้อนความกังวลของประเทศต่อผู้นำจีนโดยตรงไปแล้ว

นักรัฐศาสตร์ยังเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนภาวะผู้นำที่ไม่หลีกเลี่ยงประเด็นอ่อนไหว แม้จะอยู่ในการหารือกับมหาอำนาจ พร้อมระบุว่า มิตรภาพระหว่างประเทศที่เข้มแข็งไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่คือการสามารถหารือกันอย่างตรงไปตรงมาบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันและการรักษาผลประโยชน์ของแต่ละประเทศ

นอกจากนี้ ผศ.ดร.เชษฐา ยังตั้งข้อสังเกตว่า จีนได้แสดงความพร้อมสนับสนุนการลดความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเสนอช่วยอำนวยความสะดวกในการสร้างบรรยากาศของการเจรจา รวมทั้งรับเป็นเจ้าภาพการประชุมกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้างแทนไทยในช่วงที่สถานการณ์มีความอ่อนไหว

“การเดินทางเยือนจีนครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปิดประตูความร่วมมือด้าน AI เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า และหุ่นยนต์ แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลใช้เวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเป็นโอกาสในการสื่อสารและแสวงหาคำตอบต่อประเด็นด้านความมั่นคงที่ประชาชนไทยให้ความสำคัญ ซึ่งถือเป็นอีกบทบาทหนึ่งของการทูตเพื่อรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

นายกฯ หารือประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ส่งเสริมความร่วมมือสองรัฐสภา สานต่อมิตรภาพไทย–จีนปีที่ 51

นายกฯ หารือประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ส่งเสริมความร่วมมือสองรัฐสภา สานต่อมิตรภาพไทย–จีนปีที่ 51

นายกฯ หารือประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ส่งเสริมความร่วมมือสองรัฐสภา สานต่อมิตรภาพไทย–จีนปีที่ 51

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.28 น.

20 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปักกิ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน จัตุรัสเทียนอันเหมิน ก่อนพบหารือนายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง

ทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นที่จะสานต่อมิตรภาพไทย–จีน ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 ของความสัมพันธ์ทางการทูต พร้อมผลักดันความร่วมมือ โดยเฉพาะในสาขาใหม่ๆ อาทิ อวกาศ ยานยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์  การรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และกระชับความร่วมมือระหว่างรัฐสภาทั้งสองให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศด้วย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไทยและจีนจะขับเคลื่อนความร่วมมือใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่

1.การเมืองและความมั่นคง เพิ่มการแลกเปลี่ยนระดับสูง จัดตั้งกลไกความร่วมมือ 2+2 ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหม รวมถึงร่วมปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งหลอกลวงออนไลน์

2.เศรษฐกิจและการลงทุน ส่งเสริมการค้าที่สมดุล การลงทุนคุณภาพสูงที่สร้างงานและมูลค่าเพิ่มในไทย ตลอดจนความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และโครงสร้างพื้นฐาน

3.ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ส่งเสริมการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนด้านสื่อ เพื่อสร้างความเข้าใจและความใกล้ชิดระหว่างประชาชนไทย–จีน

4.ความร่วมมือระดับภูมิภาค สนับสนุนบทบาทศูนย์กลางของอาเซียน ความร่วมมือในลุ่มแม่น้ำโขง การแก้ไขปัญหาในภูมิภาคผ่านการเจรจา และการสนับสนุนสันติภาพในเมียนมา

นายกรัฐมนตรียังสนับสนุนให้รัฐสภาของทั้งสองประเทศเพิ่มการแลกเปลี่ยนด้านนิติบัญญัติ พร้อมเชิญประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีนเยือนไทย ซึ่งหากเกิดขึ้นจะเป็นการเยือนไทยครั้งแรกในรอบ 15 ปี

นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติของไทยและจีน จะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เพิ่มความปลอดภัย และเสริมเสถียรภาพของภูมิภาคในระยะยาว

โอกาสนี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ยินดีการมาเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เป็นครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี ประสบความสำเร็จทั้งการเข้าร่วมการประชุม WAIC 2026 การเข้าเยี่ยมคารวะประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งทั้งสองฝ่าย จะได้นำความร่วมมือไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนทั้งสองประเทศ

ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ยังกล่าวว่า จีนพร้อมสนับสนุนไทยการดำเนินงานและความร่วมมือ ในวาระที่ทันสมัย โดยเฉพาะ ปัญญาประดิษฐ์ AI  ดิจิทัล อวกาศ สุขภาพ รวมทั้ง สิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด นอกจากนี้ จีนและไทย จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ในเวทีระหว่างประเทศ อาทิ อาเซียน-จีน กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง รวมถึงการยึดมั่นและการปกป้องหลักการสากล ตามหลักองค์การสหประชาชาติ

ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ยังแสดงความชื่นชมความร่วมมือของทั้งสอง รัฐสภา และหวังว่าจะได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนแนวทางเพื่อยกระดับกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมขอส่งความปรารถนาดีและคำเชิญถึงประธานรัฐสภาและรองประธานสภาเยือนจีนในโอกาสแรกด้วย.

ส่องภารกิจนายกฯเยือนจีนวันสุดท้าย พบนายกฯจีน เซ็น MOU 15 ฉบับ ร่วมมือปราบฟอกเงิน-คุย Alibaba ดึงลงทุน

ส่องภารกิจนายกฯเยือนจีนวันสุดท้าย พบนายกฯจีน เซ็น MOU 15 ฉบับ ร่วมมือปราบฟอกเงิน-คุย Alibaba ดึงลงทุน

ส่องภารกิจนายกฯเยือนจีนวันสุดท้าย พบนายกฯจีน เซ็น MOU 15 ฉบับ ร่วมมือปราบฟอกเงิน-คุย Alibaba ดึงลงทุน

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.56 น.

20 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับภารกิจของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พร้อมคณะ ในวันเดียวกันนี้ จะปฏิบัติภารกิจเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการในวันสุดท้าย โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการกระชับความสัมพันธ์ และประสานความร่วมมือกับทางการจีนผ่านการลงนามความตกลงถึง 15 ฉบับ และการหารือกับนายกรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน ณ มหาศาลาประชาชน

โดยภารกิจในช่วงเช้านายกฯ และภริยา พร้อมคณะ เดินทางไปยังจัตุรัสเทียนอันเหมิน เพื่อเข้าร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน จากนั้น นายกฯ และคณะ จะเดินทางไปยังมหาศาลาประชาชน เพื่อหารือกับ นายจ้าว เล่อจี้ (H.E. Mr. Zhao Leji) ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน

ต่อมา นายหลี่ เฉียง (H.E. Mr. Li Qiang) นายกรัฐมนตรีจีน จะให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีของไทยในพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ ห้อง North Hall โดยมีการตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ก่อนที่จะเข้าสู่การหารือแบบเต็มคณะ ภายหลังการหารือ ผู้นำทั้งสองได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงและบันทึกความเข้าใจ (MOU) รวมทั้งสิ้น 15 ฉบับ โดยมีรัฐมนตรีกระทรวงที่รับผิดชอบในด้านต่างๆ ทั้งฝ่ายจีนและฝ่ายไทยเป็นผู้ลงนาม โดยนายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน จะร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 15 ฉบับ ณ ห้อง Hebei มหาศาลาประชาชน ได้แก่ 1.ร่างบันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมทางการเงินเพื่อป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

2.ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือสาขาสาธารณสุข 3.ร่างพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดการกักกัน และสุขลักษณะสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคที่จะส่งออกจากประเทศไทยไปยังประเทศจีน 4.ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท 5.ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ฟิวชั่น 6.ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการประยุกต์ใช้ระบบดาวเทียมนำทาง 7.ร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการอุดมศึกษา 8.ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยเรื่องการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมไทย – จีน ด้านการสำรวจอวกาศห้วงลึก 9.ร่างข้อตกลงโครงการวิจัยร่วม

10.ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรม และห่วงโซ่อุปทาน 11.ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา 12.ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษาปัญญาประดิษฐ์ 13.ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านสื่อมวลชน 14.ร่างบันทึกความเข้าใจ ระหว่างกรมประชาสัมพันธ์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักข่าว People’s Daily แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และ 15.ร่างบันทึกความเข้าใจ ระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับกลุ่มสื่อแห่งชาติจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

ก่อนที่ช่วงบ่าย นายกฯ และคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมชม สำนักงานใหญ่บริษัท Alibaba Group ณ กรุงปักกิ่ง เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปด้านนวัตกรรมดิจิทัล

จากนั้น นายกฯ และคณะ จะเดินทางไปสักการะพระพุทธรูปสำคัญ ณ วัดลามะ (ยงเหอกง) ซึ่งเป็นศาสนสถานสำคัญในกรุงปักกิ่ง และช่วงเย็น นายกฯ และคณะ เดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติกรุงปักกิ่ง ในเวลา 16.00 น.และเดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 กรุงเทพฯ ในเวลาประมาณ 19.40 น.

– 006

‘ภราดร’ อัดคลิปชี้แจงผู้ ‘ไม่ผ่านเกณฑ์’ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 แนะ 3 ทางออก ปมรถเก่า-โอนลอย-นักศึกษา กศน. เตรียมยื่นอุทธรณ์

'ภราดร' อัดคลิปชี้แจงผู้ 'ไม่ผ่านเกณฑ์' บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 แนะ 3 ทางออก ปมรถเก่า-โอนลอย-นักศึกษา กศน. เตรียมยื่นอุทธรณ์

‘ภราดร’ อัดคลิปชี้แจงผู้ ‘ไม่ผ่านเกณฑ์’ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 แนะ 3 ทางออก ปมรถเก่า-โอนลอย-นักศึกษา กศน. เตรียมยื่นอุทธรณ์

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.47 น.

จากกรณีที่มีประชาชนจำนวนมากร้องเรียนและเกิดข้อถกเถียงในสังคมถึงปัญหาการตรวจสอบสิทธิ์ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ประจำปี 2569 ซึ่งพบว่ามีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์เป็นจำนวนมาก ล่าสุด นายภราดร ปริศนานันทกุล ได้อัดคลิปวิดีโอเพื่ออธิบายและแนะแนวทางการอุทธรณ์ให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ติดเงื่อนไขเรื่องการถือครองยานพาหนะและสถานะทางการศึกษา

นายภราดร เปิดเผยว่า ตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่และผ่านช่องทางออนไลน์ (เพจและอินบ็อกซ์) เป็นจำนวนมากถึงความขัดข้องดังกล่าว จึงได้รวบรวม 3 ประเด็นหลักที่มีการร้องเรียนเข้ามามากที่สุด พร้อมชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ประชาชนนำไปประกอบการยื่นอุทธรณ์ ดังนี้

1. ประเด็นการถือครองรถมอเตอร์ไซค์เกิน 1 คัน

ตามหลักเกณฑ์ ผู้ที่มีรถมอเตอร์ไซค์เกิน 1 คันจะไม่ได้รับสิทธิ์ แต่ปัญหาที่พบคือ ประชาชนหลายคนมีรถเก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว แต่ชื่อในระบบของกรมการขนส่งทางบกยังระบุว่ามีรถ 2 คัน เนื่องจากยังไม่ได้ไปทำเรื่องยกเลิกทะเบียน

ทางแก้ ขอให้ประชาชนเดินทางไปที่สำนักงานขนส่งเพื่อ “แจ้งยกเลิกทะเบียนรถ” คันที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว โดยขณะนี้ระดับนโยบายได้ประสานกับกรมการขนส่งทางบกเพื่ออำนวยความสะดวกในเรื่องนี้แล้ว เมื่อยกเลิกสำเร็จ ทางขนส่งจะรวบรวมตัวเลขทั่วประเทศส่งมอบให้กระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาการอุทธรณ์ต่อไป

2. ประเด็นรถยนต์เก่า 20-30 ปี และการ “โอนลอย”

ประชาชนหลายรายไม่ผ่านเกณฑ์เนื่องจากมีชื่อครอบครองรถยนต์ที่เก่ามาก สภาพแทบใช้งานไม่ได้ หรือบางรายใช้วิธี “โอนลอย” ไปนานแล้วแต่ชื่อยังคงค้างอยู่ในระบบ

ทางแก้ เช่นเดียวกับรถมอเตอร์ไซค์ เจ้าของชื่อต้องไปติดต่อกรมการขนส่งเพื่อแจ้งยกเลิกการใช้รถคันดังกล่าว หรือยกเลิกทะเบียน นอกจากนี้ นายภราดรยังได้เสนอว่าควรมีการทบทวนการประเมินมูลค่าทรัพย์สินสำหรับรถที่มีอายุ 15-20 ปีขึ้นไป โดยหักลบค่าเสื่อมสภาพจนเหลือเพียง “ราคาซาก” ซึ่งทางขนส่งจะทำการสรุปข้อมูลในส่วนนี้เพื่อช่วยให้กระทรวงการคลังใช้พิจารณาสิทธิ์ใหม่

3. ประเด็นผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษานอกโรงเรียน (สกล. / กศน.)

สำหรับกลุ่มผู้ที่ศึกษาอยู่ในระบบการศึกษานอกโรงเรียน แล้วพบปัญหาไม่ผ่านเกณฑ์

ความคืบหน้า ขณะนี้ได้มีการหารือกับทางกระทรวงศึกษาธิการแล้ว โดยกระทรวงฯ กำลังเร่งสรุปตัวเลขและฐานข้อมูลของผู้ที่เรียนอยู่ในระบบการศึกษานอกโรงเรียนทั้งหมด เพื่อส่งให้ทางกระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนเกณฑ์และพิจารณาการอุทธรณ์เพิ่มเติมให้อีกครั้ง

ในช่วงท้าย นายภราดร ย้ำว่า ขณะนี้ระบบได้เปิดให้มีการยื่นอุทธรณ์แล้ว ขอให้ประชาชนที่ตรวจสอบสิทธิ์ผ่านทางโทรศัพท์หรือเว็บไซต์แล้วพบว่า “ไม่ได้รับสิทธิ์” ให้นำเหตุผลที่ระบบแจ้ง ไปติดต่อที่ว่าการอำเภอเพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือสามารถดำเนินการยื่นอุทธรณ์ผ่านทางแอปพลิเคชันได้โดยตรง เพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเองในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ต่อไป

จับตา! นายกฯอนุทิน นัดถก ก.ตร. 22 ก.ค.นี้ ชี้ชะตาแต่งตั้ง ผบ.ตร. คนที่ 16

จับตา! นายกฯอนุทิน นัดถก ก.ตร. 22 ก.ค.นี้ ชี้ชะตาแต่งตั้ง ผบ.ตร. คนที่ 16

จับตา! นายกฯอนุทิน นัดถก ก.ตร. 22 ก.ค.นี้ ชี้ชะตาแต่งตั้ง ผบ.ตร. คนที่ 16

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.40 น.

จับตา!! นายกฯมาตร. ประชุมวาระสำคัญการคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. ในขณะที่กฏ ก.ตร. ระบุต้องเสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 ก.ค.นี้

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผูัสื่อข่าวรายงานว่านายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)จะเดินทางมาเป็นประธานฯครั้งที่ 7 /2569 ในวันที่ 22 ก.ค.2569 เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมศรียานนท์ อาคาร 1 ชั้น 2 ตร.โดยมีวาระต่างๆดังนี้

วาระที่ 1 เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ ,วาระที่ 2 รับรองรายงานการประชุม ก.ตร.ครั้งที่ 6/2569,วาระที่ 3 เรื่องที่เสนอเพื่อทราบ
(เรื่องที่ 1)รายงานการดำเนินการของ อ.ก.ตร.วินัย ที่ ก.ตร.มอบหมายให้ทำการแทน(เรื่องที่ 2)ขอสำเนารายงานการประชุม ก.ตร.

สำหรับวาระสำคัญ คือ วาระที่ 4 เรื่องที่เสนอเพื่อพิจารณา(เรื่องที่.1)การดำเนินการตามคำวินิจฉัย ก.พ.ค.ตร. กรณี พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม(เรื่องที่ 2)ร่างกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ…..

เรื่องถูกจับตานั้นคือ“(เรื่องที่ 3)การคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.” ส่วนวาระที่ 4 เรื่องอื่น ๆ

สำหรับขั้นตอนการแต่ง ผบ.ตร.ในวันดังกล่าวนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)เป็นประธานฯประชุมวาระการ แต่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) คนที่ 16 แทนพล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)ที่จะเกษียณราชการในวันที่ 30 กันยายน 2569  โดย พ.ร.บ.ตำรวจปี 2565 และกฏ ก.ตร.ระบุไว้ว่าการแต่งตั้งผู้บัญชาการสำนักงานแห่งชาติจะต้องแล้วเสร็จภายใน 30 กรกฎาคม กรณีที่ในปีนั้น ผบ.ตร.เกษียณราชการ

สำหรับคณะกรรมการ ฯทั้งหมดที่เข้าประชุมมีรายชื่อดังนี้ “คณะกรมการฯ ก.ตร.โดยตำแหน่ง”ชุดปัจจุบันประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีระกุลประธานฯพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร,(เกษียณ 30 ก.ย.) พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ (เกษียณ 30 ก.ย.),พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง (เกษียณ 30 ก.ย.) ,พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร.(อวุโสฯ1 แคนดิเดต คนที่ 1.)/พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผย.ตร.(อวุโสฯ 2 แคนดิเดต คนที่ 2.),/พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. (อวุโสอันดับที่ 3 แคนดิเดต คนที่ 3.),/พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประสิทธิ์ จเรตำรวจแห่งชาติ (อวุโสอันดับที่ 4 แคนดิเดต คนที่ 4),/นายปิยวัฒน์ ศิริรักษ์ เลขาธิการ ก.พ./และน.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ ก.พ.ร.

ส่วน”คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ“ ประกอบด้วย ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย พล.ต.อ.วินัย ทองสอง พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก อดีต รองผบ.ตร.,พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม อดีต รอง ผบ.ตร. ,นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย,นายประทิต สันติประภพ อดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ,ดร.ศุภชัย ยาวะประภาษ คือ คณบดีสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และนโยบายสาธารณะ ม.รังษิต

โดยในการประชุมในวันดังกล่าว แคนดิเดต 4 นาย ประกอบด้วย พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร.(อวุโสฯ1 แคนดิเดต คนที่ 1.) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผย.ตร.(อวุโสฯ 2 แคนดิเดต คนที่ 2.),/พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. (อวุโสอันดับที่ 3 แคนดิเดต คนที่ 3.),/พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประสิทธิ์ จเรตำรวจแห่งชาติ (อวุโสอันดับที่ 4 แคนดิเดต คนที่ 4), จะต้องออกจากห้องประชุมทันที โดยไม่มีสิทธิ์โหวตเลือก

คณะกรรมที่เหลืออยู่ในห้องประชุมก็มีเพียง คณะกรรมการ 11 คน ประธาน 1 คนรวม 12 คน โดยปกติประธานฯผู้เสนอชื่อจะไม่ใช้สิทธิ์ โหวตเลือก ถ้ามติเป็นเอกฉัน ยกเว้นคณะกรรมมีมติเห็นชื่อตามที่ประธานเสนอมีเสียงเท่ากัน กับคณะกรรมการที่มีมติไม่เห็นชอบ ประธานฯต้องใช้สิทธิ์โหวตเป็นเด็ดขาดเพื่อให้ได้ข้อยุติ.

รัฐบาลจัดใหญ่ THAILAND² 21 ก.ค.นี้ ยกระดับทักษะอนาคต ดันเศรษฐกิจโตยกกำลังสอง

รัฐบาลจัดใหญ่ THAILAND² 21 ก.ค.นี้ ยกระดับทักษะอนาคต ดันเศรษฐกิจโตยกกำลังสอง

รัฐบาลจัดใหญ่ THAILAND² 21 ก.ค.นี้ ยกระดับทักษะอนาคต ดันเศรษฐกิจโตยกกำลังสอง

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.56 น.

20 กรกฎาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า งาน “THAILAND² ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์” ถือเป็นงานใหญ่ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกจากการผนึกกำลังของ 5 กระทรวงหลัก ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสและพัฒนาทักษะให้กับคนไทย ทุกกลุ่ม ทุกสาขาอาชีพ และพลิกโฉมการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อรองรับโลกยุคใหม่ โดยงานจะมีขึ้นในวันที่ 21 กรกฎาคม นี้ เวลา 13.00 น. ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะเป็นประธานเปิดงานนี้

สำหรับแนวคิด “ยกกำลังสอง” หรือการเติบโตแบบทวีคูณนี้ เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยให้คนเป็นศูนย์กลาง เพิ่มโอกาสเรียนรู้ ด้วยการกระจายทุนและการศึกษาให้เข้าถึงง่าย ทั่วถึง และลดความเหลื่อมล้ำ ผลิตแรงงานทักษะสูงให้ตรงความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ดิจิทัล, AI, พลังงานใหม่ รวมถึงส่งเสริมนวัตกรรมใหม่ เปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันและสร้างรายได้

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ภายในงาน THAILAND² ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์ นี้ จะมีการนำเสนอผลงานครบรอบ 90 วัน และนโยบายด้านการพัฒนาคนอย่างเป็นรูปธรรม จาก 5 กระทรวง คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , กระทรวงศึกษาธิการ , กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม , กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงแรงงาน รวมทั้งมีกิจกรรมสานสัมพันธ์ ระหว่างหน่วยงานและผู้ร่วมงาน เพื่อรวมพลังยกระดับศักยภาพคนไทยร่วมกัน ประชาชนและผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี หรือติดตามการถ่ายทอดสดได้ทาง Facebook Live ของกระทรวง อว.

รัฐเปิดลงทะเบียนลดค่าน้ำประปา ผู้ผ่านสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เริ่มลงทะเบียนใหม่ 20 ก.ค.นี้

รัฐเปิดลงทะเบียนลดค่าน้ำประปา ผู้ผ่านสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เริ่มลงทะเบียนใหม่ 20 ก.ค.นี้

รัฐเปิดลงทะเบียนลดค่าน้ำประปา ผู้ผ่านสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เริ่มลงทะเบียนใหม่ 20 ก.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.34 น.

รัฐบาลเปิดลงทะเบียนรับสิทธิลดค่าน้ำประปา 20 ก.ค.นี้ ย้ำผู้ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 ทั้งรายเดิมและรายใหม่ ต้องลงทะเบียนใหม่ทุกคน

20 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้าบรรเทาค่าครองชีพให้กับผู้มีรายได้น้อย โดยเปิดให้ผู้ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิลดค่าน้ำประปา ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมย้ำว่า ผู้มีสิทธิทั้งรายเดิมและรายใหม่ จะต้องลงทะเบียนใหม่ทุกคน เพื่อยืนยันการใช้สิทธิ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลสนับสนุนค่าน้ำประปา ไม่เกิน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยกำหนดให้ 1 บ้าน (เลขที่บ้าน) ใช้สิทธิได้ 1 สิทธิ หากค่าน้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ผู้มีสิทธิชำระเฉพาะส่วนที่เกินจากวงเงินสนับสนุน ส่วนกรณีที่ค่าน้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้มีสิทธิจะเป็นผู้รับภาระค่าใช้น้ำทั้งหมด

สำหรับผู้มีสิทธิ รายเดิม ซึ่งเคยได้รับสิทธิตามโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 และผ่านการพิจารณาคุณสมบัติในโครงการปี 2569 สามารถลงทะเบียนได้ระหว่างวันที่ 20–25 กรกฎาคม 2569 เพื่อใช้สิทธิสำหรับรอบการใช้น้ำเดือนสิงหาคม 2569 และจะได้รับการสนับสนุนในใบแจ้งค่าน้ำประปาประจำเดือนกันยายน 2569 โดยไม่สามารถขอรับสิทธิย้อนหลังได้

ส่วนผู้มีสิทธิ รายใหม่ ที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติและยืนยันตัวตนแล้ว สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม–25 กันยายน 2569 เพื่อใช้สิทธิสำหรับรอบการใช้น้ำเดือนตุลาคม 2569 และจะได้รับการสนับสนุนในใบแจ้งค่าน้ำประปาประจำเดือนพฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้ ไม่สามารถขอรับสิทธิย้อนหลังได้เช่นกัน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผู้มีสิทธิสามารถลงทะเบียนได้ด้วยตนเองผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์การประปาส่วนภูมิภาค (www.pwa.co.th) แอปพลิเคชัน PWA Plus Life และ LINE Official Account : @PWAThailand หรือสามารถติดต่อขอลงทะเบียนผ่านเจ้าหน้าที่ ณ การประปาส่วนภูมิภาคสาขาทั่วประเทศ โดยในช่วงเปิดลงทะเบียนระหว่างวันที่ 20 กรกฎาคม–30 กันยายน 2569 จะเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–18.30 น. รวมวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง จึงขอเชิญชวนผู้ที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ดำเนินการลงทะเบียนภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อรักษาสิทธิในการรับการสนับสนุนค่าน้ำประปา และได้รับประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐอย่างครบถ้วน” นางสาวลลิดา กล่าว

นิด้ากางผลโพล ทุนสีเทา-นอมินี ภัยคุกคามสูงสุด คอร์รัปชันต้นตอ

นิด้ากางผลโพล  ทุนสีเทา-นอมินี  ภัยคุกคามสูงสุด  คอร์รัปชันต้นตอ

นิด้ากางผลโพล ทุนสีเทา-นอมินี ภัยคุกคามสูงสุด คอร์รัปชันต้นตอ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นิด้าโพลชี้ “ทุนสีเทา-นอมินี”ต่างชาติทำผิดกฎหมาย เป็นภัยคุกคามประเทศขั้นสูงสุด ชี้ต้นตออยู่ที่ระบบคอร์รัปชัน กฎหมายลงโทษไม่รุนแรง รัฐบาลเปิดรับฟังความเห็น ร่างกฎหมายอุ้มบุญฉบับใหม่ เชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านระบบการกฎหมาย http://www.law.go.th ถึง31ก.ค.นี้

เมื่อวันที่ 19กรกฎาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ต่างชาติ ผิดกฎหมาย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 13-15 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับพฤติกรรมการกระทำผิดกฎหมายของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0 จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อพฤติกรรมการกระทำผิดกฎหมายของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยที่เป็นอันตรายต่อประเทศไทย พบว่า

1.การเข้ามาลงทุนในธุรกิจที่ผิดกฎหมายหรือเปิดกิจการเพื่อฟอกเงินสีเทา ตัวอย่าง ร้อยละ 94.05 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 5.42 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 0.30 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย

2.การจ้างนอมินี (ตัวแทน) ชาวไทยถือครองที่ดินไม่ว่าจะเป็นในนามบุคคล องค์กรหรือบริษัท ตัวอย่าง ร้อยละ 82.14 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 14.81 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 2.14 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.76 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ

3.การจ้างคนไทยให้รับเป็นพ่อเด็กที่เป็นลูกต่างชาติเพื่อให้ได้สัญชาติ ตัวอย่าง ร้อยละ 81.76 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 14.20 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 3.05 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.76 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ

4.การประกอบธุรกิจศูนย์เหรียญ (ธุรกิจที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาผูกขาดและควบคุมระบบซื้อขายทั้งหมดเฉพาะเครือข่ายของคนชาติเดียวกัน ทำให้คนไทยขาดรายได้) ตัวอย่าง ร้อยละ 81.29 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 15.65 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 1.91 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.92 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ และร้อยละ0.23 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย 5.การจ้างนอมินี (ตัวแทน) ชาวไทยเปิดธุรกิจหรือถือหุ้นส่วนใหญ่ในธุรกิจในประเทศไทย ตัวอย่าง ร้อยละ 81.21 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 15.88 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 2.37 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ 6.การเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ใดที่หนึ่งจำนวนมากจนกลายเป็นหรือเกือบจะเป็นชุมชนหรือเมืองของชาวต่างชาติ ตัวอย่าง ร้อยละ 77.48 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 17.79 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 3.89 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ

7.การทำงานของต่างชาติที่ไม่ตรงกับใบอนุญาตทำงาน ตัวอย่าง ร้อยละ 72.98 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 23.13 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 3.51 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ 8.การเข้ามาประกอบอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย เช่น งานขับขี่ยานยนต์ งานมัคคุเทศก์หรือจัดนำเที่ยวเป็นต้น ตัวอย่าง ร้อยละ 65.42 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 27.86 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 5.65 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ

ด้านพฤติกรรมผิดกฎหมายของชาวต่างชาติที่เคยพบเห็นด้วยตนเอง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.95 ระบุว่าไม่เคยพบเจอพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายของชาวต่างชาติ รองลงมา ร้อยละ 26.11 ระบุว่า การเข้ามาลงทุนในธุรกิจที่ผิดกฎหมายหรือเปิดกิจการเพื่อฟอกเงินสีเทา ร้อยละ 25.88 ระบุว่า การจ้างนอมินี (ตัวแทน) ชาวไทยเปิดธุรกิจหรือถือหุ้นส่วนใหญ่ในธุรกิจในประเทศไทย ร้อยละ 20.92 ระบุว่า การจ้างนอมินี (ตัวแทน) ชาวไทยถือครองที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นในนามบุคคล องค์กรหรือบริษัท ร้อยละ 18.85 ระบุว่า การเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ใดที่หนึ่งจำนวนมากจนกลายเป็นหรือเกือบจะเป็นชุมชนหรือเมืองของชาวต่างชาติ ร้อยละ 17.71 ระบุว่า การเข้ามาประกอบอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย เช่น งานขับขี่ยานยนต์ งานมัคคุเทศก์หรือจัดนำเที่ยว เป็นต้น ร้อยละ 14.35 ระบุว่า การทำงานของต่างชาติที่ไม่ตรงกับใบอนุญาตทำงาน ร้อยละ 9.69 ระบุว่า การประกอบธุรกิจศูนย์เหรียญ (ธุรกิจที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาผูกขาดและควบคุมระบบซื้อขายทั้งหมด เฉพาะเครือข่ายของคนชาติเดียวกันทำให้คนไทยขาดรายได้) ร้อยละ 8.70 ระบุว่า การจ้างคนไทยให้รับเป็นพ่อเด็กที่เป็นลูกต่างชาติเพื่อให้ได้สัญชาติไทย และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยกระทำผิดกฎหมาย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 67.10 ระบุว่า การทุจริต ประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รองลงมา ร้อยละ 59.31 ระบุว่า บทลงโทษตามกฎหมายไม่รุนแรง ร้อยละ 52.21 ระบุว่า นโยบายของรัฐหรือกฎหมายเปิดช่องให้ดำเนินการได้ร้อยละ 50.46 ระบุว่า การทุจริต ประพฤติมิชอบของนักการเมือง ร้อยละ 48.70 ระบุว่า การเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนของคนไทยบางคน ร้อยละ 44.35 ระบุว่า การไม่ใส่ใจสอดส่องดูแลของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร้อยละ 29.54 ระบุว่า คนไทยไม่สนใจหรือไม่ตระหนักในปัญหาคนต่างชาติทำผิดกฎหมาย และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ด้าน นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย และมีแนวโน้มมีภาวะมีบุตรยากเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มีความก้าวหน้าและมีการใช้บริการมากขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับบริบททางสังคม กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมาตรฐานสากล

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาล โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ให้ความสำคัญกับ การปรับปรุงกฎหมายให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ (อุ้มบุญ) ซึ่งมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สำหรับการปรับปรุงกฎหมายในครั้งนี้ มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์กับการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็ก ผู้รับบริการ ผู้ให้กำเนิดแทน และบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งยกระดับประสิทธิภาพการกำกับดูแล ป้องกันการแสวงหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และการค้ามนุษย์ ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาประเทศสู่การเป็น Medical Hub ภายใต้กรอบกฎหมายที่มีความรัดกุม โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

“สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับปรับปรุง ประกอบด้วย การปรับแก้คำว่า สามีภริยา เป็น คู่สมรส เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและเปิดโอกาสให้คู่สมรสที่เท่าเทียมสามารถเข้าถึงบริการได้ การเพิ่มพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย การปรับเงื่อนไขการให้บริการแก่คู่สมรสที่มีชาวต่างชาติ การกำหนดให้เจ้าของอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน สามารถส่งออกอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อนได้ รวมทั้งการปรับเพิ่มอัตราโทษในความผิดที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดด้านการค้ามนุษย์และการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ รัฐบาล โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เชิญชวนประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมาย http://www.law.go.th ได้ตั้งแต่วันที่ 2 – 31 กรกฎาคม 2569 โดยความคิดเห็นของทุกภาคส่วนจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนากฎหมายให้มีความสมบูรณ์ ครอบคลุม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและระบบบริการสุขภาพของประเทศไทยต่อไป’ นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

นายกฯ เยือนสำนักงาน CP ในจีน ให้เป็นต้นแบบความสำเร็จของธุรกิจไทยในตลาดจีน

นายกฯ เยือนสำนักงาน CP ในจีน ให้เป็นต้นแบบความสำเร็จของธุรกิจไทยในตลาดจีน

นายกฯ เยือนสำนักงาน CP ในจีน ให้เป็นต้นแบบความสำเร็จของธุรกิจไทยในตลาดจีน

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.37 น.

นายกฯ เยือนสำนักงาน CP ในจีน ให้เป็นต้นแบบความสำเร็จของธุรกิจไทยในตลาดจีน  

เมื่อวันที่ 19 ก.ค.2569 เวลา 19.40 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปักกิ่ง ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและคณะ เดินทางถึงกรุงปักกิ่ง และได้เยี่ยมชมสำนักงาน CP Center โดยได้พบหารือกับผู้บริหารกลุ่มบริษัทและบริษัทในเครือ โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีได้พบหารือกับคณะผู้บริหารบริษัท CP โดยซีพีเป็นความภาคภูมิใจในฐานะนักลงทุนต่างชาติรายแรกของจีน และเป็นต้นแบบความสำเร็จของธุรกิจไทยในตลาดจีน  เน้นลงทุนระยะยาวที่สร้างคุณค่าร่วมกันระหว่างสองประเทศ  โดยหวังว่า จะถ่ายทอดประสบการณ์และองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการไทย 

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงงานเมื่อวานนี้ ได้เป็นประธานเปิดงาน Thailand–China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026 และร่วมพิธีเปิดฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู (BOI Chengdu Office) และรับประทานอาหารร่วมกับเจ้ากิจการและผู้บริหารมืออาชีพของภาคเอกชนไทยกว่า 140 คน ในกิจกรรม Prime Minister -Thai Private Sector Luncheon มั่นใจในศักยภาพของภาคเอกชนที่สามารถทำธุรกิจในต่างประเทศ ขอยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนไทยขยายการลงทุนในจีน เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) โดย นายศุภชัย เจียรวนนท์รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งบริษัทก่อตั้งเมื่อปี 2464 เป็นกลุ่มบริษัทเอกชนไทยขนาดใหญ่ ดำเนินธุรกิจใน 8 กลุ่มหลัก ครอบคลุมเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ค้าปลีก โทรคมนาคม ดิจิทัล อสังหาริมทรัพย์ ยานยนต์ เวชภัณฑ์ และการเงิน ใน 23 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก มีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ ปัจจุบันมีพนักงานกว่า 456,000 คนทั่วโลก โดยธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ค้าปลีกและจัดจำหน่าย รวมถึงธุรกิจดิจิทัลและโทรคมนาคม