เป็นเรื่องส่วนตัว ตอบแทนกันไม่ได้! ธรรมนัส โยนถาม ชนนพัฒฐ์ ปมดีเอสไอ เรียกพบพรุ่งนี้

เป็นเรื่องส่วนตัว ตอบแทนกันไม่ได้! ธรรมนัส โยนถาม ชนนพัฒฐ์ ปมดีเอสไอ เรียกพบพรุ่งนี้

เป็นเรื่องส่วนตัว ตอบแทนกันไม่ได้! ธรรมนัส โยนถาม ชนนพัฒฐ์ ปมดีเอสไอ เรียกพบพรุ่งนี้

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.08 น.

“ธรรนัส”ปฏิเสธตอบคำถามประเด็น กรมสอบสวนคดีพิเศษเรียก สมาชิกพรรค เข้ารับทราบข้อกล่าวหาภายในวันพรุ่งนี้ พร้อมย้ำ เป็นเรื่องส่วนตัว ตอบแทนกันไม่ได้ อย่างมากทำได้เพียงให้กำลังใจ 

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เปิดเผยถึงจากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เรียกให้ นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว  สส.สงขลา เขต 4 พรรคกล้าธรรม เข้ารับทราบข้อกล่าวหากรณีเชื่อมโยงกับเครือข่ายเว็บพนัน ภายในพรุ่งนี้ (12 มี.ค.) นั้น ว่า ต้องไปถามสอบถามกับนายชนยพัฒฐ์ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว เข้าไปยุ่งมากไม่ได้ และอย่างมากที่สุดทำได้คือให้กำลังใจ เพราะเราอยู่พรรคเดียวกัน

ร้อยเอกธรรมนัส ย้ำว่าเชื่อ ในฐานะสมาชิกพรรคหากจะถามไถ่กัน ให้กำลังใจกัน ถือเป็นเรื่องปกติ สำหรับประเด็นที่ว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายชนนพัฒฐ์ เป็นการเล่นงานทางการเมืองหรือไม่ ร้อยเอก ธรรมนัส  ระบุเพียงว่า ไม่ทราบ ถ้าตนเองเป็นคนทำ ถึงจะตอบได้  ทั้งนี้เมื่อถึงความมั่นใจในความบริสุทธิ์ใจของนายชนนพัฒฐ์หรือไม่ ร้อยเอก ธรรมนัส ย้ำว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ตอบแทนกันไม่ได้ 

เชาว์ ป้อง ชวน สวนกรมการปกครอง อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ หลังแจงไม่พบหลักฐาน จนท.ช่วยซื้อเสียง

เชาว์ ป้อง ชวน สวนกรมการปกครอง อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ หลังแจงไม่พบหลักฐาน จนท.ช่วยซื้อเสียง

เชาว์ ป้อง ชวน สวนกรมการปกครอง อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ หลังแจงไม่พบหลักฐาน จนท.ช่วยซื้อเสียง

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.01 น.

“เชาว์” ป้อง “ชวน” สวนกรมการปกครอง “ไม่พบหลักฐาน” จนท.ช่วยซื้อเสียง “อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ” ย้อนเกล็ด โยกย้ายฤดูเลือกตั้ง 400 ตำแหน่ง เพื่อใคร

วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ทนายเชาว์ มีขวด (Chao Meekhuad) ตั้งคำถามต่อคำชี้แจงของกรมการปกครอง กรณีการใช้เงินในการเลือกตั้ง โดยระบุหัวข้อว่า “ไม่พบหลักฐาน หรือไม่กล้ายอมรับความจริง?”

นายเชาว์ระบุว่า หลังจาก นายชวน หลีกภัย ออกมาเตือนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีการใช้เงินอย่างรุนแรง และมีความพยายามใช้เครือข่ายในพื้นที่ ทั้งอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เป็นเครื่องมือในการซื้อเสียง กรมการปกครองได้ออกมาชี้แจงทันทีว่า “ไม่พบหลักฐาน”

นายเชาว์ ตั้งคำถามว่า แถลงการณ์ดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือเพียงใด โดยระบุว่า การบอกว่าไม่พบหลักฐาน ไม่ได้หมายความว่าความจริงไม่มีอยู่ และคำปฏิเสธที่สวนทางกับสิ่งที่สังคมรับรู้กันอย่างกว้างขวาง ยิ่งทำให้คำชี้แจงขาดความน่าเชื่อถือมากขึ้น

นอกจากนี้ นายเชาว์ยังตั้งข้อสังเกตถึงการโยกย้ายข้าราชการของกระทรวงมหาดไทยก่อนการเลือกตั้ง โดยระบุว่า ก่อนเลือกตั้งไม่นานมีคำสั่งโยกย้ายนายอำเภอจำนวนมาก ได้แก่
• ปลายปีมีการย้ายนายอำเภอ 196 คน
• ต้นปีมีการย้ายเพิ่มเติมอีก 236 คน
รวมแล้วในช่วงเวลาสั้น ๆ มีการขยับตำแหน่งข้าราชการ กว่า 400 คน

นายเชาว์ตั้งคำถามว่า การโยกย้ายในระดับดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงฤดูเลือกตั้งพอดี  จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า หากทุกอย่างเป็นไปตามปกติ เหตุใดจึงต้องมีการโยกย้ายในช่วงเวลาดังกล่าว สิ่งที่นายชวนออกมาเตือน ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อโจมตีบุคคลใด แต่เป็นการเตือนสังคมว่าไม่ควรปล่อยให้การเลือกตั้งถูกบิดเบือนด้วยเงินและเครือข่ายอำนาจ
“เพราะถ้าการเมืองไทยปล่อยให้เกิดภาวะ ‘ไม่มีโกงเลือกตั้ง เพียงเพราะหาหลักฐานจับคนซื้อเสียงไม่ได้’ การเลือกตั้งก็จะเหลือคุณค่าเพียงพิธีกรรม” นายเชาว์ระบุ

นายเชาว์ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า ในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งไม่เพียงต้องโปร่งใส แต่ต้องทำให้ประชาชนเชื่อได้จริงว่าสุจริต มิใช่ปล่อยให้สังคมรู้สึกว่า “อมพระมาพูด ก็ไม่เชื่อ”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘กรมการปกครอง’ โต้ ‘ชวน’ กล่าวหาซื้อเสียงใช้กลไกกำนัน-ผญบ.คุมเลือกตั้ง ยันไร้เรื่องร้องเรียน

ผู้ตรวจการแผ่นดิน เผยมีคำร้องเลือกตั้งแล้ว 40 เรื่อง พร้อมกลั่นกรองส่งศาล รธน. หากเข้าเงื่อนไข

ผู้ตรวจการแผ่นดิน เผยมีคำร้องเลือกตั้งแล้ว 40 เรื่อง พร้อมกลั่นกรองส่งศาล รธน. หากเข้าเงื่อนไข

ผู้ตรวจการแผ่นดิน เผยมีคำร้องเลือกตั้งแล้ว 40 เรื่อง พร้อมกลั่นกรองส่งศาล รธน. หากเข้าเงื่อนไข

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.53 น.

“ผู้ตรวจการแผ่นดิน” เผยมีคำร้องเลือกตั้งปี 2569 แล้ว 40 เรื่อง อยู่ระหว่างวิเคราะห์อย่างรอบคอบในกรอบ 60 วัน “ทรงศัก” ย้ำพิจารณาเฉพาะอำนาจหน้าที่ พร้อมกลั่นกรองส่งศาล รธน.หากเข้าเงื่อนไข

วันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 10.30 น. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ถนนแจ้ง วัฒนะ กรุงเทพฯ นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคำร้องเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนในการเลือกตั้งปี 2569 ว่าอยู่ระหว่างการพิจารณา ส่วนขอชี้แจงของกกต.นั้น ขอเวลาพิจารณาเป็นการภายในก่อน ต้องนำข้อมูลมาวิเคราะห์ มั่นใจว่าเราทำเรื่องนี้อย่างรอบคอบและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ส่วนข้อมูลที่เข้ามาหลายเรื่องนั้นจัดส่งรวมหรือไม่ ยังไม่ทราบและยังไม่ทราบว่าจะส่งหรือไม่ ถ้าหากเป็นคำร้องที่มีองค์ประกอบเนื้อหา ข้อมูลหลักฐานที่คล้ายกันก็อาจจะส่งพร้อมกัน หากส่งเรื่องแล้วก็จะแถลงข่าวให้ประชาชนทราบ

เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าผู้ตรวจการแผ่นดินทำเรื่องนี้จนเต็มระยะเวลา 60 วัน แล้วค่อยเปิดโอกาสให้ประชาชนไปฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายทรงศัก กล่าวว่า ต้องไปถามคนที่ตั้งข้อสังเกต ตนไม่สามารถตอบแทนได้ ซึ่งขณะนี้เหลือเวลาอีก 30 กว่าวัน  ถ้าเสร็จเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแต่อยู่ในกรอบเวลา 60 วัน

สำหรับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ล่าสุดมีทั้งหมด 40 คำร้อง โดยมีกรณีการละเมิดสิทธิเสรีภาพ ประมาณ 20 เรื่อง เรื่องความเดือดร้อนอีก 10 กว่าเรื่อง และอื่นๆ รวมถึงประเด็น ไม่คือตอนนี้ตอนแรกก็โวยไง แต่โวยแล้วไม่ไม่ดังพอที่จะทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเป็นรูปธรรม กลายเป็นว่ามะพร้าวน้ำหอมปลอมส่งไม่ได้เพราะว่าเจออีหลงที่มันอยู่ในประเทศไทยล้มคนจีนส่งไปมันเสือกเอาของปลอมก็เลยเป็นเรื่องขึ้นมาใช่ก็เลยเพิ่งค่อยมาเป็นเรื่อง แต่บ้านเราน่ากลัวนะ ที่ดินแต่ละที่เนี่ยมันต้องมาสำรวจกันนะอันไหนเป็นของคนไทยจริงมั้ง TOR(ทีโออาร์) และการจัดพิมพ์บาร์โค๊ดลงในบัตรเลือกตั้ง ซึ่งนับตั้งแต่รับเรื่องร้องเรียนในวันแรก เมื่อข้อมูลเข้ามาเราก็นำมาวิเคราะห์เลย 

เมื่อถามต่อว่าการพิจารณาว่าการเลือกตั้งนั้นเป็นไปโดยลับหรือไม่ อยู่ในอำนาจพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดินหรือไม่นั้น นายทรงศัก กล่าวว่า ต้องดูว่าเป็นไปตามระเบียบ และรัฐธรรมนูญหรือไม่

คุรุสภาอนุมัติตั๋วครูจบนอก 311 คน พร้อมจ่อใช้ ตั๋วครูใบเดียว ทั่วประเทศ

คุรุสภาอนุมัติตั๋วครูจบนอก 311 คน พร้อมจ่อใช้ ตั๋วครูใบเดียว ทั่วประเทศ

คุรุสภาอนุมัติตั๋วครูจบนอก 311 คน พร้อมจ่อใช้ ตั๋วครูใบเดียว ทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.47 น.

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 3/2569 โดยมีคณะกรรมการคุรุสภา และ ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กรรมการและเลขานุการ เข้าร่วมประชุม 

ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบการรับรองคุณวุฒิ เพื่อการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู กรณีสำเร็จการศึกษา จากต่างประเทศ ของผู้ยื่นคำขอรับรองคุณวุฒิฯ ตามประกาศคุรุสภา เรื่อง การรับรองคุณวุฒิ เพื่อการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู กรณีสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ พ.ศ. 2566 จำนวน 311 ราย และที่ประชุมเห็นชอบหลักการในหลักเกณฑ์แนวทางการพัฒนาการทดสอบด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู เห็นชอบ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง  หลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู (ฉบับที่ …) พ.ศ. …. 

บอร์คุรุสภา

โดยให้นำประสบการณ์ปฏิบัติงานสอนของครูผู้ช่วย มามีส่วนในการพิจารณา ในการรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้ ซึ่งเป็นการนำคะแนนประเมินภาคปฏิบัติ จากต้นสังกัดมารวมกับคะแนนสอบ หากได้เกิน 60 % ก็สามารถรับใบอนุญาตฯได้ทันที แต่จะมีการกำหนดระยะเวลา เช่น ถ้าทำงาน 2 ปี ใช้ประกอบการพิจารณาได้ไม่เกิน 20% ทำงาน 3-4 ปี ใช้ได้ 30

“แนวทางดังกล่าว จะตอบโจทย์การทำงานของครูหลายกลุ่ม โดยเฉพาะครูการศึกษาพิเศษ ซึ่งคะแนนส่วนนี้มีความสำคัญมาก แทนที่จะใช้คะแนนสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตฯ เพียงอย่างเดียว ส่วนจะเหลือใบอนุญาตฯกี่ใบนั้น ยังไม่ได้ข้อสรุป ต้องรอความชัดเจนภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้  เรื่องการทบทวนการสอบใบอนุญาตฯ ทั้งระบบ ว่าจะให้จบตั้งแต่ที่มหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของกลุ่มแพทย์  ซึ่งจะมีการสอบตามบำดับชั้นปี ตั้งแต่สถาบันการผลิต หากใช้แนวทางนี้ มหาวิทยาลัยและคุรุสภา ต้องทำงานใกล้ชิดสอดคล้องกัน เพื่อให้สามารถผลิตครูได้ตรงตามความต้องการอย่างแท้จริง  การพัฒนาควรจะต้องจบภายในมหาวิทยาลัย ไม่ใช้ออกมาแล้วยังต้องลุ้นว่าจะได้รับใบอนุญาตฯหรือไม่” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

บอร์คุรุสภา

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบกรอบแนวทางการดำเนินงานการพัฒนาการทดสอบด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยมีข้อเสนอเพื่อการพัฒนาคุณภาพการผลิตครูเชิงระบบเพื่อความยั่งยืน ประกอบด้วย 9 ประเด็น อาทิ การปรับปรุงคุณภาพการคัดเลือกผู้เรียนที่จะเข้าเรียนในสถาบันผลิตครู, การตรวจสอบความพร้อมและมาตรฐานของสถาบันผลิตครู, การตรวจสอบคุณภาพหลักสูตรการผลิตครู, การตรวจสอบคุณภาพของอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร  ผู้สอนของสถาบันผลิตครู เป็นต้น 

บอร์คุรุสภา

ศบก.เผย ช่วยคนไทย ในตะวันออกกลางแล้ว 381 คน เร่งอพยพคนไทยเดินทางกลับ

ศบก.เผย ช่วยคนไทย ในตะวันออกกลางแล้ว 381 คน เร่งอพยพคนไทยเดินทางกลับ

ศบก.เผย ช่วยคนไทย ในตะวันออกกลางแล้ว 381 คน เร่งอพยพคนไทยเดินทางกลับ

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.44 น.

บัวแก้ว เผย คนไทยล็อตสองถึงไทย 12 มี.ค. ข่าวดี เอทิฮัด เปิดเส้นทาง ยูเออี ถึง กทม.-ภูเก็ต ระบายคนตกค้าง 

วันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 11.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวัน โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลางและความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทยว่า สถานการณ์โดยรวมในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงมีความรุนแรงและความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะที่ อิหร่าน อิรัก อิสราเอลและเลบานอนที่ถูกโจมตีอย่างหนักช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมา ส่วนในประเทศที่ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และกาตาร์ที่มีแนวโน้มความรุนแรงลดลงในระดับหนึ่ง ส่งผลให้มีเที่ยวบิน ทั้งเที่ยวบินพิเศษและเที่ยวบินพาณิชย์แบบจำกัด บินออกจากประเทศในภูมิภาคมากขึ้น

นายปาณิดล กล่าวว่า การอพยพคนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยงซึ่งเป็นภารกิจหลักของกระทรวงการต่างประเทศก็มีความคืบหน้า ขณะนี้ยังไม่มีการรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต อย่างไรก็ดี เนื่องจากสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูงกว่า กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้คนไทยหลีกเลี่ยงการเดินทางไปภูมิภาคตะวันออกกลาง พิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด รวมทั้งลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางติดต่อให้กับสถานเอกราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ

นายปาณิดล กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ ในส่วนประเทศอิหร่าน คนไทยกลุ่มที่อพยพชุดแรกจากอิหร่านได้เดินทางถึงกลับถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพครบแล้ว ส่วนคนไทยในอิหร่านจำนวน 68 คน ที่อพยพออกจากอิหร่านเมื่อวันที่ 10 มี.ค. ได้เดินทางถึงศูนย์ปฏิบัติการชั่วคราว ณ เมืองวาน ประเทศตุรกี เรียบร้อยแล้ว ซึ่งคนไทยชุดที่ 2 จะเดินทางกลับประเทศไทย โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ซึ่งกลุ่มแรกจะเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเช้าวันที่ 12 มี.ค.และกลุ่มที่สอง จะเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันที่ 13 มี.ค. ซึ่งทางกรมการกงสุล สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุง อังการา ประเทศตุรกี กำลังอยู่ระหว่างการประสานอย่างใกล้ชิดเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับประเทศไทยของคนไทยกลุ่มนี้ ในส่วนของประเทศอิรัก ยังมีคนไทยอีก 14 คน ที่จะเดินทางออกจากอิรัก ผ่านการประสานงานกับ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุง อัมมาน ประเทศจอร์แดน เพื่อให้มาถึงศูนย์ปฏิบัติการชั่วคราว ที่เมืองวาน ประเทศตุรกี 
 
นายปาณิดล กล่าวว่า สำหรับยูเออีมีรายงานว่า สายการบินเอทิฮัด ประกาศเปิดเที่ยวบินไปกรุงเทพฯและภูเก็ต เส้นทางละหนึ่งเที่ยวต่อวัน จนถึงวันที่ 12 มี.ค. และจะมีแผนกลับมาบินในเส้นทางเชียงใหม่และกระบี่ หากสถานการณ์เอื้ออำนวย ซึ่งสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุง อาบูดาบี และสถานกุงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ จะอำนวยความสะดวกและแจ้งข่าวสารให้คนที่อยู่ในยูเออีอย่างใกล้ชิด ในส่วนของกาตาร์ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโดฮา ได้ประสานให้คนไทยที่ต้องค้างทั้งหมด ซึ่งประสงค์จะกลับไทยจำนวน 24 คน เดินทางด้วยสายการบิน กาตาร์ แอร์เวย์ ในเส้นทาง กรุงโดฮา-กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเที่ยวบินพิเศษเพื่อระบายผู้โดยสารตกค้างซึ่งจะถึงกรุงเทพฯในคืนวันที่ 11 มี.ค. และคนไทยในกาตาร์ทุกคนที่ประสงค์จะกลับไทย โดยเที่ยวบินดังกล่าวสามารถสำรองตั๋วเครื่องบินได้โดยตรง รวมถึงสามารถสำรองตั๋วเครื่องบินกลับไทยผ่านจุดแวะพักอื่นๆ ที่มีจำหน่ายได้เช่นกัน ซึ่งสถานเอกอัครราชทูต ได้ประชาสัมพันธ์ให้ทราบทั่วกันแล้ว และขณะนี้คนไทยจำนวนมากได้สำรองที่นั่งแล้ว 

นายปาณิดล กล่าวว่า ในส่วนของประเทศอื่นๆ สถานเอกอัครราชทูลและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ ยังคงอำนวยความสะดวกดูแลให้คำแนะนำประสานงานกับสายการบิน และมอบสิ่งของจำเป็นในการยังชีพให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยที่ประสงค์กลับประเทศในพื้นที่ที่สามารถทำการบินได้ รวมถึงช่วยประสานงานกับหน่วยงานในประเทศที่น่านฟ้ายังคงปิดอยู่ เพื่อขออนุญาตเดินทางผ่านแดนให้คนไทยสามารถเดินทางไปยังประเทศข้างเคียงเพื่อเดินทางกลับประเทศไทยและไปประเทศที่สามเพื่อกลับทางอากาศต่อไปได้ 
 
นายปาณิดล กล่าวว่า สถานการณ์โดยรวมในขณะนี้ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ มีคนไทยที่ติดค้างที่ได้รับความช่วยเหลือออกจากภูมิภาคตะวันออกกลางรวมแล้วประมาณ 381 คน นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุง เทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ได้ออกแจ้งเตือนว่า ได้มีมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่สถานทูต หลอกลวงให้โอนเงินค่าตั๋วเครื่องบินและค่าดำเนินการเพื่อเดินทางกลับไทย ย้ำว่าสถานทูตไม่มีนโยบายให้โอนเงินเพื่อเป็นค่าธรรมเนียมในการเดินทางกับประเทศไทย ขอให้ประชาชนที่ประสงค์จะเดินทางกลับไทยติดต่อสถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ที่ที่รับผิดชอบประเทศนั้นๆ ผ่านช่องทางกลางเท่านั้น ขอยืนยันว่าประเทศไทยยึดมั่นในหลักการสันติภาพ และขอให้ทุกฝ่ายเลือกใช้แนวทางทางการทูตและการเจรจาอย่างสันติเพื่อไม่ให้ความขัดแย้งขยายวงกว้าง ทั้งนี้ ความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่เป็นที่สำคัญที่สุด นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ กระทรวงการต่างประเทศโดยสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ยังคงอำนวยความสะดวกให้ประชาชน ในการอพยพออกจากพื้นที่อันตรายรวมถึงให้คำแนะนำและด้านต่างๆ แก่พี่น้องคนไทยต่อไป

สันติ กาง 6 มาตรการเข้ม สกัดพวกฉวยโอกาส กักตุน-โก่งราคา รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

สันติ กาง 6 มาตรการเข้ม สกัดพวกฉวยโอกาส กักตุน-โก่งราคา รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

สันติ กาง 6 มาตรการเข้ม สกัดพวกฉวยโอกาส กักตุน-โก่งราคา รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.32 น.

“สันติ” เผย 6 มาตรการคุ้มครองผู้บริโภคช่วงสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง รับ มีร้องกักตุนน้ำมันในภาคใต้ สั่ง สคบ.ลงพื้นที่ตรวจถี่ขึ้น บังคับใช้กฎหมายเข้มข้น  

วันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 11.05 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการแถลงข่าวของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง(ศบก.) โดย นายสันติ ปิยะทัต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แถลงว่า ในช่วงระหว่างสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจรวมถึงความมั่นคงในระดับภูมิภาคและระดับโลก สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความผันผวนของราคาพลังงาน ซึ่งกระทบต่อค่าขนส่งและต้นทุนโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ รวมถึงส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของสินค้าและภาคบริการ ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจบางส่วนอาจปรับวิธีการทางการค้า การปรับขึ้นราคาสินค้า การชะลอการส่งมอบสินค้า การปฎิเสธการขายหรือผิดสัญญาซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรง 

นายสันติ กล่าวว่า คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้ประชุมและมีมติกำหนดแผนบูรณาการหน่วยงานและ กำหนด 6 มาตรการเพื่อเป็นการป้องกันในเชิงรุกเพื่อคุ้มครองประชาชนชาวไทย รวมทั้งประชาชนที่เดินทางมาจากต่างประเทศที่เข้ามาพักอาศัยในประเทศไทย ซึ่งบูรณาการหน่วยงานในเชิงรุกภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ในฐานะประธานอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัด นายกเมืองพัทยา และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่จะต้องดำเนินการตาม 6 มาตรการให้ไปในทิศทางเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อความสงบเรียบร้อยและเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค

นายสันติ กล่าวว่า สำหรับ 6 มาตรการ ประกอบด้วย

1. สคบ.ได้เปิดสายด่วนรับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคเพิ่มเติมอีก 10 คู่สาย ประชาชนสามารถติดต่อได้หมายเลข 1166 และให้ สคบ.ประจำจังหวัดพิจารณาเปิดคู่สายตามความเหมาะสม

2. สคบ.ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลและควบคุมการประกอบธุรกิจที่ส่งผลต่อการบริโภคสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน โดย สคบ.ต้องดำเนินการและบูรณาการเชิงรุกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจเพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน รวมทั้งเฝ้าระวังการโฆษณาที่นำไปสู่การเข้าใจผิดของประชาชน เรื่องนี้ต้องเน้นย้ำ เพราะการโฆษณาในขณะนี้อาจจะก่อให้เกิดความตื่นตระหนก หรือแม้กระทั่งมีการกักตุนสินค้าหรือการซื้อสินค้าในราคาแพงในภาวะที่จำยอม ต้องเข้มงวดในการตรวจสอบฉลากสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ฉลากข้าวสารบรรจุถุง หลักฐานการรับเงิน การซื้อขายถังก๊าซหุงต้ม รวมถึงควบคุมผู้ประกอบธุรกิจที่ให้เช่าที่พักอาศัยไม่ให้คิดอัตราค่าสาธารณูปโภคสูงเกินจริง เพื่อป้องกันการเอารถเอาเปรียบ ซึ่งการคุ้มครองส่วนนี้ไม่ใช่เฉพาะประชาชนไทย แต่รวมทั้งชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยมาพักพิงในประเทศไทยด้วย

3. หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคในทุกจังหวัด สำนักงานเขตทุกเขตใน กทม. และเมืองพัทยา ต้องกำกับดูแลและควบคุมการขายทองคำอย่างเป็นธรรมต่อผู้บริโภคตามกฏหมาย ได้แก่ การควบคุมฉลากกำกับทองคำรูปพรรณ และให้กรมการค้าภายในทุกจังหวัด รวมทั้งในส่วนกลางต้องเข้มงวดการบังคับใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการเพื่อเฝ้าระวังการฉวยโอกาสและการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค

4. สคบ.และหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคในทุกจังหวัด สำนักงานเขตทุกเขตใน กทม. และเมืองพัทยา ต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคตระหนักรู้สิทธิการบริโภคสินค้าและบริการทางด้านราคา คุณภาพ มาตรฐานที่ตรงกับสินค้าและบริการในการเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางปกติและช่องทางช่องทางออนไลน์ที่ปลอดภัย 

5. ขอความร่วมมือร้านค้าเปิดให้ประชาชนมีทางเลือกในการชำระเงินหลายช่องทาง เช่น บัตรเครดิต การโอนเงินผ่านช่องทางแอพพลิเคชั่นและเงินสด ซึ่งหากเกิดกรณีสถานการณ์สู้รบขยายความรุนแรงอาจส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ภาวะสัญญาณเครือข่ายโทรคมนาคมขัดข้อง หรือมีปัญหาด้านพลังงานและไฟฟ้า การชำระเงินสดถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือก

6. ให้ผู้ซื้อสินค้าและบริการออนไลน์เลือกซื้อจากแพลตฟอร์มที่จดทะเบียนตลาดแบบตรงกับ สคบ. เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการแก้ปัญหาหรือข้อพิพาท ระหว่างผู้ขายสินค้ากับผู้บริโภค ทั้งนี้ ขอให้ สคบ. พร้อมหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคทุกจังหวัด สำนักงานเขตทุกเขตใน กทม และเมืองพัทยา ใช้อำนาจตามกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค ดูแลสิทธิผู้บริโภคที่พักอาศัยอาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือต่างชาติในภาวะที่เกิดขึ้นในขณะนี้ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีบางปั๊มน้ำมันที่ประชาชนเข้าไปบริการแล้วระบุว่าน้ำมันหมด ในแง่การคุ้มครองผู้บริโภคจะดูแลประชาชนอย่างไรบ้าง นายสันติ กล่าวว่า ปัญหานี้มีการร้องเรียนเข้ามาบ้างแล้ว เรื่องนี้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้เรียกประชุมและให้มีการกำชับกรมการค้าภายในให้ร่วมกับ สคบ.ในการลงตรวจสอบว่าในสภาวะที่มันขาดแคลนมันเกิดจากการขาดแคลนจริงหรือเกิดจากการกักตุนกันแน่ ซึ่งกำชับให้มีความถี่ในการเข้าไปตรวจสอบ เมื่อถามอีกว่า มีพื้นที่ใดบ้างที่มีการร้องเรียนเข้ามา นายสันติ กล่าวว่า ตอนนี้ทางภาคใต้ก็มีที่ จ.พังงา ซึ่งมีการแจ้งเข้ามา และอาจจะมีพื้นที่อื่นบ้าง แต่เชื่อว่าอาจเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ

กรณ์ ข้องใจ ก.ล.ต.-ปปง. เกียร์ว่างปล่อยกองทุน CAI ขายหุ้นหนี

กรณ์ ข้องใจ ก.ล.ต.-ปปง. เกียร์ว่างปล่อยกองทุน CAI ขายหุ้นหนี

กรณ์ ข้องใจ ก.ล.ต.-ปปง. เกียร์ว่างปล่อยกองทุน CAI ขายหุ้นหนี

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.22 น.

’ปชป.‘ บี้ ‘กลต.-ปปง.’ เปิดปากแจงปมเกียร์ว่างปล่อยกองทุน CAI ขายหุ้นหนี หลัง ‘สิงคโปร์’ รุกกวาดล้างจับผู้บริหาร-อายัดทรัพย์กว่า 160 ล้าน กังขายังเกรงใจ ‘พรรคร่วมรัฐบาล’ เอี่ยว MOU สแกนม่านตา ที่ DSI ชี้ข้อกล่าวหาคู่สัญญาณ บ.ในเครือของ CAI พัวพัน ‘เบนสมิธ’ ด้วยหรือไม่ 

วันที่ 11 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แถลงกรณีที่ทางการสิงคโปร์ โดยสถาบันการเงินแห่งประเทศสิงคโปร์ หรือ MAS และสำนักงานตำรวจสิงคโปร์ หรือ SPF ได้กวาดล้างเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ โดยมีการจับกุมผู้บริหารระดับสูง 2 รายของบริษัท Capital Asia Investments หรือ CAI และอายัดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์แต่หน่วยงานของไทยโดยเฉพาคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ กลต.และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง.ยังไม่ดำเนินการใด ๆ ว่า พรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงเตือน กลต.และ ปปง.ทราบตั้งแต่ 20 พฤศจิกายนปีที่แล้ว และปัจจุบัน พรรคฯ ยังได้ยื่นเอกสารเพิ่มเติมต่อ กลต.และออกแถลงกรณ์ เพื่อติดตามเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด แต่สิ่งที่ปรากฏคือ ปัจจุบันทางการของสิงคโปร์ ได้ดำเนินการกับ CAI แล้ว แต่ทั้ง 2 หน่วยงานของไทย ยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ทั้งที่กองทุน CAI มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการตลาดทุนไทย และการปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย 

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้กองทุน CAI เคยถือหุ้น BCBG ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบางจาก จำนวน 16 ล้านหุ้น ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ เคยเรียกร้องให้หน่วยงานทั้ง กลต. และ ปปง.ไปตรวจสอบ แต่ก็ยังไม่มีการใด ๆ จน CAI ได้ขายหุ้น BCBG ออกไปเกือบทั้งหมด จึงเกิดเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้น และหน่วยงานสิงคโปร์ยืนยันแล้วว่า CAI มีความเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน และปั่นตลาดหุ้นไทย เว้นแต่กรณีของบางจากที่ ปปง. และ กลต.ได้มีการอายัดไป ดังนั้น ตนจึงตั้งข้อสงสัยว่า เมื่อ ปปง.เห็นพฤติกรรมของบางจาก จนมีคำสั่งยึดอายัดการขายหุ้น BCBG แล้ว เหตุใดไม่ดีเนินการกับหุ้นอื่น ๆ ที่ CAI ถือหุ้นไว้อยู่ จนปล่อยให้มีการขายหุ้นไปด้วย รวมทั้งในกรณีหุ้น BCBG นี้ เป็นเป็นการขายหุ้นหนีโดยกองทุน CAI ซึ่งตามกฎหมายใครก็ตามที่ซื้อหรือขายหุ้น ในระดับที่ที่ให้การถือหุ้นต่ำกว่า 5% จะต้องรายงานต่อ กลต. แต่ CAI ได้ขายไปถึง 5.62% ก็ไม่เคยมีการรายงานใด ๆ ให้ กลต.รับทราบ และ กลต.ยังปล่อยให้ CAI ดำเนินการดังกล่าวได้โดยไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ทั้งที่ควรประสานกับ ปปง.เพื่อดำเนินการตาม พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ จนปล่อยให้ CAI ขายหุ้นต่อไปได้ 

นายกรณ์ กล่าวถึงรัฐบาลที่กำกับ ปปง. และ กลต.ว่า รัฐบาล มีอุปสรรค หรือมีคำอธิบายอย่างใดว่า หน่วยงานรัฐทั้ง 2 หน่วยงานนี้ ไม่สามารถดำเนินการปกป้องประโยชน์ประชาชนได้อย่างทันท่วงที ทั้งที่รัฐบาล ได้เคยประกาศต่อสู้เอาจริงกับทุนเทา แต่ก็ช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน และความเสียหาย ก็ได้เกิดขึ้นในไทย จนทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ เกิดความเสียหายหลายครั้งรวมมูลค่าหลายแสนล้านบาท ทั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้เคยเตือนรัฐบาลแล้วให้เร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการอายัดทรัพย์เป็นของรัฐ เพื่อสกัดไม่ให้มีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน และนำเงินไปชดเชยให้กับประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อจากการหลอกลวง จนที่สุดกองทุน CAI ได้ขายหุ้น BCBG มูลหลายพันล้านบาทไปแล้ว และยังมีหุ้นอีกหลายตัวที่ถือหุ้นโดย CAI ที่ยังไม่ถูกอายัด และยังอยู่ในนามของคนกลุ่มนี้ในตลาดหลักทรัพย์ไทย ดังนั้น ต่อจากนี้รัฐบาล กลต. และ ปปง.จะดำเนินการอย่างไร เมื่อใด และจะมีแนวทางใดที่จะติดตามทรัพย์สินหน่วยงานที่ควรถูกยึด เพราะทรัพย์สินต่าง ๆ ควรจะถูกยึดไปได้แล้ว เพื่อนำไปชดเชยให้กับประชาชน ที่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง 

เมื่อถามว่าหลังจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ จะมีการดำเนินการเอาผิดทางอาญากับ กลต.และ ปปง.อย่างไรหรือไม่นั้น นายกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้ พรรคฯ จะยังรอการชี้แจงจาก กลต. และ ปปง.ว่า มีเหตุผลหรือปัญหาใดที่ไม่ดำเนินการ ซึ่งในมุมของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เห็นความชัดเจนของปัญหา และความเสี่ยงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น จึงขอรอความชัดเจนจาก กลต.และ ปปง.ก่อนพิจารณาจะดำเนินการต่อไป 

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ยังมีประเด็นที่สังคมเคลือบแคลงใจต่อปัญหาดังกล่าวว่า มีการเกรงใจใครเกรงใจหรือไม่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยึดตามหลักฐานที่ปรากฏว่า CAI ไปเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญในวงการการเมืองหลายคน หรือแม้แต่กรณี MOU สแกนม่านตา ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ชี้ข้อกล่าวหาคู่สัญญาณ ก็เป็นบริษัทที่อยู่ในเครือของ CAI ซึ่งในวันที่ลงนามสัญญานายเบน สมิธ ก็เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย พร้อมย้ำว่า พรรคฯ ไม่ได้ยึดตามภาพที่แพร่กระจายออกมาว่า นายเบน สมิธ เคยกินข้าวกับใครบ้าง แต่ยึดตามหลักฐานที่ปรากฏ 

“พรรคการเมืองที่กำลังจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบัน มีส่วนหรือเป็นสาเหตุที่ทำให้หน่วยงานไทยไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรมในการกำจัดขบวนการฟอกเงินในตลาดทุนไทยหรือไม่ ซึ่งยังไม่รับรวมกับผู้ลงนามในสัญญาที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในขณะนั้น ปัจจุบันก็เป็นประธาน กลต.ซึ่งก็ทำให้สังคมท้อใจ ที่จะเห็นโอกาสการเอาจริงเอาจังกับการต่อสู้กับทุนเทา ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องดำเนินการ แต่ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์ จะเดินหน้าต่อ และจะรอคำถามจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า จะมีคำอธิบายอย่างไร ก่อนจะตัดสินใจเดินหน้าดำเนินการต่อไป และการต่อสู้ทุนเทา พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า เป็นวาระสำคัญที่จะต้องปฏิบัติเรื่องดังกล่าวต่อไป โดยจะทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็ง ต่อกรกับกลุ่มสแกมเมอร์ ที่ใช้ระบบเศรษฐกิจ ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งฟอกเงินจากธุรกิจที่มาจากการเอาเปรียบคนไทย” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

‘ธรรมนัส’ ยันมีคุณธรรมมากพอ ไม่เป็นฝ่ายแค้น พร้อมทำทุกบทบาท

'ธรรมนัส' ยันมีคุณธรรมมากพอ ไม่เป็นฝ่ายแค้น พร้อมทำทุกบทบาท

‘ธรรมนัส’ ยันมีคุณธรรมมากพอ ไม่เป็นฝ่ายแค้น พร้อมทำทุกบทบาท

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.10 น.

“ธรรมนัส”มั่นใจรัฐบาลใหม่ สานต่อนโยบายโฉนดเพื่อการเกษตร ชี้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน พร้อมย้ำจุดยืนพรรคกล้าธรรม 58 เสียง พร้อมทำหน้าที่สภาฯ ไม่ว่าเป็นฝ่ายใด

วันที่ 11 มีนาคม 2569 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ตอบถึงจากกระแสข่าวที่คาดการณ์ว่า รัฐบาลชุดใหม่จะไม่สานต่อนโยบายการยกระดับเอกสารสิทธิโฉนดเพื่อการเกษตร เป็นโฉนดครุฑแดง นั้น ว่า เรื่องดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอแก้ไขกฏหมายมาตรา 39 และได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีประโยชน์กับประชาชน จึงมั่นใจว่ารัฐบาลใหม่ไม่ว่าใครก็ตามที่จะมานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ต้องสานต่อ แต่ถ้าไม่ได้รับการไม่สานต่อ พรรคกล้าธรรมก็มีกลไกล ของสส.ทั้ง 58 คนในสังกัดพรรคขับเคลื่อนผ่านสภา สำหรับประเด็นว่ามีนักวิชาการให้ความเห็นถึงสาเหตุที่พรรคกล้าธรรมไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลเป็นเพราะมีคำขอผู้ใหญ่ในบ้านเมืองบางคนนั้น ร้อยเอกธรรมนัส ระบุเพียงว่า“นักวิชาการคนนั้นไม่รู้จริง” เช่นเดียวกับกรณีที่นายไผ่ ลิคก์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรมได้ให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ว่าการไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลเป็นการสกัดพรรคกล้าธรรม ไม่ให้เติบโต นั้น ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า นั่นก็เป็นความคิดเห็นของเลขาธิการพรรค ก็ต้องไปถามเลขา

ร้อยเอกธรรมนัสกล่าวด้วยว่า ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคฯ จะมีการถอดบทเรียนถึงสาเหตุของการไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล ทั้งที่มีเสียง สส. 58 เสียงหรือไม่ ว่า  การเป็นนักการเมืองบางครั้งได้มาซึ่งชัยชนะการเลือกตั้งไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าเราจะสามารถเป็นรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้านได้ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดเมื่อใดก็ตามที่เราไม่ใช่พรรคอันดับ 1 เราก็ไม่สามารถควบคุมได้  

ส่วนประเด็นที่มองถึงสายสัมพันธ์ระหว่างพรรคกล้าธรรม กับพรรคภูมิใจไทยขาดลงเพราะลงแข่งขันในพื้นที่เดียวกันใช่หรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า ถ้าไม่แข่ง ก็จะเป็นการฮั้วเลือกตั้งสิครับ  ส่วนกรณีที่พรรคประชาชนระบุว่าหากพรรคกล้าธรรมมาเป็นฝ่ายค้าน จะเป็นเป็นฝ่ายค้านเชิงรุกนั้น ร้อยเอกธรรมนัสกล่าวเพียงว่าว่า “ไม่มีหรอกครับ ผมไม่ใช่ฝ่ายค้าน ไม่ใช่ฝ่ายแค้น ไม่ต้องห่วงผมมีคุณธรรมพอ”

ศุภจี ขอปชช.ไม่ตื่นตระหนก เหตุตะวันออกกลาง ตอบปม WFH เพิ่มภาระค่าไฟให้ ปชช.

ศุภจี ขอปชช.ไม่ตื่นตระหนก เหตุตะวันออกกลาง ตอบปม WFH เพิ่มภาระค่าไฟให้ ปชช.

ศุภจี ขอปชช.ไม่ตื่นตระหนก เหตุตะวันออกกลาง ตอบปม WFH เพิ่มภาระค่าไฟให้ ปชช.

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.56 น.

“ศุภจี” ขอประชาชน ไม่ต้องตื่นตระหนก ภาวะสู้รบในตะวันออกกลาง ย้ำมีศูนย์ประเมินสถานการณ์รายวัน ยันรัฐบาลมีแผนรับมือผลกระทบทั้งระยะสั้น-ยาว ก่อนถามกลับสื่อ “ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น” หลังถูกถาม WFH เพิ่มภาระค่าไฟให้ปชช. บอกใครพร้อมก็ทำ ถ้าลำบากก็ไม่มีความจำเป็น ขอให้ดูที่ความเหมาะสม 

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 มี.ค.69  ที่ศูนย์การแสดงสินค้า และการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึง ความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบล้งมะพร้าว เพื่อตรวจสอบถึงกลุ่มนอมินี ว่า ”ไม่มีอะไร“  และย้ำว่าไม่เกี่ยวกับการขึ้นราคาน้ำมะพร้าว เพราะเป็นเรื่องของอุปสงค์และอุปทาน 

เมื่อถามว่า  ราคาสินค้า และผลทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง มีความน่ากังวลมากน้อยแค่ไหน นางศุภจี กล่าวว่า ตอนนี้มีเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะราคาพลังงาน เพราะจะเป็นตัวชี้วัดของราคาสินค้า ทั้งอุปโภคและบริโภค ซึ่งเรามีศูนย์บริหารสถานการณ์ เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประสานงานกันกับหลายกระทรวง เพื่อทำให้มั่นใจว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์เราจะสามารถมีนโยบาย หรือมาตรการมาช่วยปกป้อง ประชาชนได้ 

เมื่อถามว่า ประชาชนไม่จำเป็นจะต้องตื่นตระหนกมากไปใช่หรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ตอนนี้ขอให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ซึ่งก็จะมีการแถลงข่าวอยู่แล้วว่าจะมีสถานการณ์แบบใด ขอให้ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก และขอให้ช่วยกันในเรื่องของพลังงาน ช่วยกันให้ถึงที่สุด 

ส่วนหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะมีมาตรการรับมืออย่างไรบ้าง นางศุภจี ตอบว่า เรามีการวางมาตรการไว้ ถ้าเป็นผลกระทบระยะสั้น หรือ ระยะยาวเราก็มีมาตรการรองรับเช่นกัน ตอนนี้เราต้องประเมินวันต่อวัน และทางศูนย์ฯ ก็จะมีการประเมินสถานการณ์วันต่อวันประชาชนไม่ต้องตกใจ 

เมื่อถามว่ามาตรการ work from home เริ่มที่กลุ่มข้าราชการก่อนนั้น นางศุภจี กล่าวว่า  หากหน่วยงานไหนมีความพร้อมก็สามารถทำได้ทันที ซึ่งจริง ๆ แล้วถือเป็นสิ่งที่ดี และต้องมานั่งดูเรื่องกระบวนการทำงาน หน่วยงานไหนที่ยังไม่พร้อมก็ต้องมานั่งดูแลตัวเอง ว่าจะทำยังไงจะทำอย่างไรให้ทำงานนอกสถานที่ได้ ซึ่งย้ำว่าถือเป็นสิ่งที่ดีที่ต้องกลับมาดูกระบวนการทำงานและใช้เทคโนโลยี

เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนกลับมาเชื่อมั่น เนื่องจากกระแสข่าวการเก็บสำรองน้ำมัน ปุ๋ย ซึ่งประชาชนกังวลว่าจะมีราคาสูงขึ้นนั้น นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลมีการให้ข้อมูลอยู่ตลอดเวลา ในเรื่องการสำรองน้ำมันที่อยู่ได้ 90 กว่าวัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้ข้อมูลว่ามีการหาแหล่ง น้ำมันเพิ่มเติมน้ำมันเพิ่มเติมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่อยากให้กังวลจนเกินไป ขอให้ติดตามการแถลงข่าวของรัฐบาลทุกวันถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ในการที่จะทำให้ทุกอย่างมีเสถียรภาพมากที่สุดในปัจจัยที่เราควบคุมได้ อย่างไรก็ตามก็ยังมีปัจจัยอื่นที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ในเรื่องของพลังงานก็ยังมีวัตถุดิบบางอย่าง ที่ต้องนำเข้าที่ต้องนำเข้าจึงมีการปรับการใช้ไบโอดีเซล ด้วยการปรับสูตร มีการใช้ปาล์มน้ำมันและการทบทวน การใช้มันสำปะหลังอ้อย และมีเอทานอลผสมกับเบนซินมากยิ่งขึ้นซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะทำเท่าที่เราจะทำได้ 

เมื่อถามว่านโยบาย work from home เป็นการลดภาระของรัฐบาลแต่เพิ่มภาระค่าไฟให้ประชาชนมากขึ้นหรือไม่ นางศุภจี หันกลับมาถามนักข่าวว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ก่อนจะบอกว่าใช้วิธีช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถ้าประชาชนคิดว่าลำบากในเรื่องค่าใช้จ่าย การจะมาทำงานในที่ทำงานก็ไม่เสียหาย อยู่ที่การมองเรื่องความสมดุลมากกว่า ถ้าลำบากก็ไม่มีความจำเป็นก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำงานที่บ้านได้ เราต้องดูถึงความถูกต้องและเหมาะสม ใครทำได้ก็ทำทุกคนต้องช่วยกัน

สภา พร้อมจัดรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา 14 มี.ค. โหวตเลือก ‘ปธ.-รองปธ.สภา’ 15 มี.ค.

สภา พร้อมจัดรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา 14 มี.ค. โหวตเลือก ‘ปธ.-รองปธ.สภา’ 15 มี.ค.

สภา พร้อมจัดรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา 14 มี.ค. โหวตเลือก ‘ปธ.-รองปธ.สภา’ 15 มี.ค.

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.50 น.

‘สภาฯ’ พร้อมจัดรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา 14 มี.ค.นี้ นัดประชุมโหวตเลือก ‘ปธ.-รองปธ.สภา’ 15มี.ค.  ขณะที่ยอดสส.498คน ขาดแค่ ’พีระพันธุ์‘

วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการประกาศพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ.2569 ในวันที่ 14 มี.ค. เป็นต้นไปว่า ทางรัฐสภามีความพร้อมต่อการจัดรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาในวันดังกล่าว โดยสำนักงานเลขาธิการสภาฯ จะเชิญสส. สว. รวมถึงนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ทูตานุทูต ประธานองค์กรอิสระ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมรัฐพิธี ที่จะจัดที่ห้องโถงพิธี ชั้น 11 อาคารรัฐสภา ในเวลา 17.00 น. โดยขณะนี้ทางสำนักงานได้จัดสถานที่ให้มีความพร้อมต่อการจัดรัฐพิธีแล้ว

นายศิโรจน์ กล่าวต่อว่า ขณะที่การเปิดประชุมสภาฯ เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาฯ ทั้งนี้ได้รับการประสานมาจากพรรคการเมืองที่รวบรวมเสียงข้างมาก ว่ามีความพร้อมในวันที่ 15 มี.ค. ดังนั้นทางสำนักงานจะจัดประชุมสภาฯ ในวันดังกล่าว ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เพื่อให้ สส. กล่าวปฏิญาณตนต่อที่ประชุมก่อนปฏิบัติหนน้าที่ และเลือกประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ สำหรับจำนวนรองประธานสภาฯ จะมีกี่คนต้องขึ้นอยู่กับที่ประชุมสภาฯ จะพิจารณาและมีมติ ขณะที่การประชุมนัดถัดไปเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจะเป็นเมื่อใดนั้น ต้องรอให้ประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ ที่ได้รับความเห็นชอบจากสภาฯ ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งก่อน จึงจะกำหนดได้ว่าจะนัดประชุมสภาฯเพื่อโหวตเลือกนายกฯ ได้เมื่อใด
สำหรับการรับรายงานตัวสส. จากข้อมูลวันนี้ (11 มี.ค.) มียอดสส. เข้ารายงานตัวแล้ว 498 คน ยังเหลือ สส.ที่รอการเข้ารายงานตัว 1 คน  จึงจะครบ 499 คนที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับสส. 1 คนที่ยังไม่เข้ารายงานตัว คือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ทั้งนี้ยังไม่มีการประสานมายังสำนักงานเลขาธิการสภาฯ อย่างเป็นทางการว่าจะเข้ารายงานตัวเมื่อใด อย่างไรก็ดี นายพีระพันธุ์ยังสามารถมารายงานตัวสส. ต่อสภาฯ ที่ยังคงเปิดรับรายงานตัวแบบภายในได้