ทำเนียบฯ พร้อมรับนโยบายรัฐบาล ประหยัดพลังงาน แจ้งทุกหน่วยงาน WFH-ลดใช้พลังงาน

ทำเนียบฯ พร้อมรับนโยบายรัฐบาล ประหยัดพลังงาน แจ้งทุกหน่วยงาน WFH-ลดใช้พลังงาน

ทำเนียบฯ พร้อมรับนโยบายรัฐบาล ประหยัดพลังงาน แจ้งทุกหน่วยงาน WFH-ลดใช้พลังงาน

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.13 น.

ทำเนียบฯ พร้อมรับนโยบายรัฐบาล ประหยัดพลังงาน แจ้งทุกหน่วยงาน WFH-ลดใช้พลังงาน-รับมือวิกฤต

เมื่อวันที่ 11 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการประหยัดและลดใช้พลังงาน เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานจากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางโดยขอความร่วมมือหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ ช่วยประหยัดพลังงานเป็นตัวอย่าง ด้วยการแบ่งเจ้าหน้าที่ทำงานที่บ้าน หรือ Work From Home และลดปริมาณการใช้ไฟฟ้า

ทั้งนี้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ได้มีหนังสือเวียนถึงผู้บริหารหน่วยงานในกำกับ สลน. อาทิ กองงานนายกรัฐมนตรี สำนักโฆษก กองพิธีการ กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร ฯลฯ ปรับรูปแบบการปฏิบัติราชการ เพื่อสนับสนุนการประหยัดพลังงาน โดยไม่กระทบกับการปฏิบัติราชการ เช่น การเวิร์กฟอร์มโฮม (WFH) ให้พิจารณาตามความเหมาะสม โดยให้บุคลากร สลน.ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งได้ แต่หากมีภารกิจจำเป็น เร่งด่วน สามารถเรียกให้บุคลากรเข้ามาปฏิบัติงานในสถานที่ตั้งได้ทันที

สำหรับในส่วนของสำนักโฆษกฯ ได้กำหนดสัดส่วนให้บุคลากร WFH โดยพิจารณาจากภารกิจของแต่ละกลุ่มงาน ตั้งเป้าหมายลดจำนวนที่ 50% พร้อมขอความร่วมมือปิดไฟระหว่างเวลา 12.00 -13.00 ปิดแอร์เวลา 15.30 และปิดคอมพิวเตอร์ เมื่อไม่ใช้งาน หรือใช้ระบบ Energy Saver โดยข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และบุคลากร ต่างตื่นตัวให้ความร่วมมือกับมาตรการของรัฐ ซึ่งในช่วงพักเที่ยงวันเดียวกันนี้ ทางสำนักโฆษกฯ ก็ได้ปิดไฟ-ปิดแอร์ ตามช่วงเวลาดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้มีรายงานว่าหน่วยงานอื่นๆ ภายในทำเนียบรัฐบาล ผู้บริหารแต่ละหน่วยงาน จะไปพิจารณาปรับรูปแบบการทำงาน พร้อมความขอร่วมความบุคลากรในการปฎิบัติ ตามความเหมาะสมต่อไป

ขณะที่นายกฯ ได้แต่งกายชุดผ้าไทย ปฎิบัติภารกิจ โดยช่วงเช้าเป็นประธานในพิธีเปิดงานแสดงสินค้า THAIFEX – HOREC ASIA 2026 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และช่วงบ่ายร่วมรับประทานอาหารกลางวันเป็นการส่วนตัวกับ น.ส.แอนเจลา เจน แม็กดอนัลด์ส เอกอัครทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ที่ทำเนียบฯ

เส้นทางการเมือง อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี จาก สส.ดาวรุ่ง ปชป. สู่ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ รทสช.

เส้นทางการเมือง อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี จาก สส.ดาวรุ่ง ปชป. สู่ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ รทสช.

เส้นทางการเมือง อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี จาก สส.ดาวรุ่ง ปชป. สู่ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ รทสช.

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.39 น.

ในแวดวงการเมืองไทย ชื่อของ “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” มักจะถูกพูดถึงในฐานะนักการเมือง “สายเทคโนแครต” ที่หยิบจับเรื่องข้อกฎหมายและตัวเลขเศรษฐกิจมาทำให้เข้าใจง่าย ด้วยบุคลิกที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา และมีผลงานเป็นรูปธรรม ทำให้เขายังคงเป็นหนึ่งในตัวแสดงสำคัญของการเมืองไทย

– ภูมิหลังและการศึกษา

อรรถวิชช์ ชื่อเล่น เอ๋ เกิดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2521 เป็นบุตรของ นายสมพงศ์ สุวรรณภักดี และ นางภคินี สุวรรณภักดี อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัย

ปริญญาตรี : คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปริญญาโท : ด้านกฎหมายการเงินและธนาคาร (Banking and Finance Law) จาก Boston University สหรัฐอเมริกา

ประสบการณ์การทำงาน : ก่อนเข้าสู่วงการเมือง เขาเคยรับราชการที่สำนักงานผู้อำนวยการเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง โดยมีบทบาทสำคัญในการร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงินหลายฉบับ

– ก้าวแรกสู่สนามการเมือง : “ดาวรุ่ง” ประชาธิปัตย์

อรรถวิชช์เริ่มงานการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ และสร้างชื่อจากการเป็น สส.กรุงเทพมหานคร เขตจตุจักร ในปี 2550 โดยได้รับฉายาว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ (Young Blood) ที่มีทักษะการอภิปรายโดดเด่น โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณและภาษี

– จุดเปลี่ยนและการก่อตั้ง “พรรคกล้า”

ในปี 2563 อรรถวิชช์ตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกับ กรณ์ จาติกวณิช เพื่อร่วมกันก่อตั้ง “พรรคกล้า” โดยชูธงเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยวิธี “ลงมือทำ” (Pragmatism) และพยายามนำเสนอการเมืองรูปแบบใหม่ที่ก้าวข้ามความขัดแย้ง

– บทบาทและการควบรวมสู่ “ชาติพัฒนากล้า”

ภายหลังการปรับทัพทางการเมือง พรรคกล้าได้ควบรวมกับพรรคชาติพัฒนา กลายเป็น “พรรคชาติพัฒนากล้า” ซึ่งอรรถวิชช์ยังคงทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเชิงโครงสร้าง เช่น การปฏิรูปเครดิตบูโร : นำเสนอระบบ “Credit Score” แทนการติดแบล็กลิสต์แบบเดิม , กฎหมายเศรษฐกิจสีเทา : การผลักดันให้ธุรกิจนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบเพื่อเพิ่มรายได้รัฐ และการต่อสู้เรื่องราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า : อภิปรายและตรวจสอบต้นทุนพลังงานอย่างต่อเนื่อง

– บทบาทล่าสุด : สส.บัญชีรายชื่อ “พรรครวมไทยสร้างชาติ”

อรรถวิชช์ได้เปิดตัวเข้าร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2567 โดยเขามีบทบาทสำคัญในพรรค ดังนี้

ทีมกฎหมาย : เริ่มต้นจากการเข้ามาช่วยเสริมทัพทีมกฎหมายของพรรค โดยเฉพาะงานด้านการปฏิรูปกฎหมายและเครดิตบูโร ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญส่วนตัว

รักษาการโฆษกพรรค : ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรักษาการโฆษกพรรค เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568

รองหัวหน้าพรรค : ต่อมาได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี : ในการเตรียมพร้อมเลือกตั้งปี 2569 เขาได้รับการวางตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 ของพรรคอีกด้วย

ล่าสุดวันนี้ (11 มีนาคม 2569) นายอรรถวิชช์ได้ขยับขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ หลังจากที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค รทสช.ได้ลาออกจากตำแหน่ง สส.เพื่อเปิดทางให้นายอรรถวิชช์ ได้เข้าไปทำงานในสภาฯ แทน (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วน! พีระพันธุ์ ลาออก สส. เปิดทาง อรรถวิชช์ เข้าสภาฯ ทำหน้าที่แทน)

ยังติดอยู่ในเรือ 3 คน ทร.เร่งช่วยเหลือ หลังเรือสินค้าไทยถูกโจมตีใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ

ยังติดอยู่ในเรือ 3 คน ทร.เร่งช่วยเหลือ หลังเรือสินค้าไทยถูกโจมตีใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ

ยังติดอยู่ในเรือ 3 คน ทร.เร่งช่วยเหลือ หลังเรือสินค้าไทยถูกโจมตีใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.44 น.

เสธ ทร.เผย ประสาน บาห์เรน-โอมาน ช่วย 23 ลูกเรือ หลังเรือพาณิชย์ไทยถูกยิงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เหลือ 3 คนติดในเรือ อยู่ระหว่างตรวจสอบบาดเจ็บหรือไม่ ยันไม่มีผู้เสียชีวิต ยังไม่รู้ฝ่ายใดยิง

11 มีนาคม 2569 พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสธ ทร.เปิดเผยว่า กองทัพเรือได้รับรายงานแล้วว่าเรือพาณิชย์ของไทยถูกยิงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ในน่านน้ำประเทศโอมาน ทางฝ่ายทหารกองทัพเรือ ประจำบาห์เรน ได้ใช้ความสัมพันธ์ ช่วยติดต่อกับประเทศโอมาน ให้เขาไปช่วยเหลือลูกเรือทั้งหมด

โดยเบื้องต้นทราบว่า ได้รับการช่วยเหลือ 20 คน ส่วนอีก 3 คน ยังอยู่ภายในเรือ ทั้งนี้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าลูกเรือทั้ง 23 คน ได้รับบาดเจ็บหรือไม่ แต่ยืนยันว่าไม่มีผู้เสียชีวิต ส่วนสาเหตุที่เรือพาณิชย์ของไทยถูกยิงนั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าฝ่ายใดเป็นผู้ยิง

ด้าน พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ (11 มี.ค.69) ศูนย์ควบคุมการจราจรทางทะเล ของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ (ศคจร.ศปก.ทร.) ได้รับรายงานเบื้องต้นว่าประมาณเวลา 11.00 น.เรือบรรทุกสินค้าประเภทเทกอง สัญชาติไทย ชื่อ “มยุรีนารี” (Mayuree Naree) ขนาดระวางขับน้ำประมาณ 30,000 ตัน ที่มีบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าของ ถูกโจมตี ขณะเดินเรือในทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ภายหลังได้ออกเดินทางจากท่าเรือในเมืองคาลิฟา (Khalifa) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เมื่อเวลา 03.00 น.ของวันนี้

ภายหลังได้รับรายงานเหตุการณ์ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ ได้เร่งประสานขอความช่วยเหลือผ่านกรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลระหว่างประเทศ โดยให้นายทหารประสานงานของกองทัพเรือที่ประจำอยู่ที่กองกำลังทางทะเลร่วม (Combined Maritime Forces หรือ CMF) ติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงมัสกัต ประเทศโอมาน เพื่อขอความช่วยเหลือโดยทันที โดยปัจจุบันกองทัพเรือโอมาน ได้เข้าให้ความช่วยเหลือลูกเรือแล้วจำนวน 20 คน และกำลังดำเนินการช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คน สำหรับลูกเรือชาวไทย 20 คน ที่ได้รับการช่วยเหลือแล้ว ได้ถูกนำขึ้นฝั่งที่เมืองคาซับ (Khasab) ประเทศโอมาน เพื่อดูแลความปลอดภัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนสาเหตุการถูกโจมตียังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

กองทัพเรือ โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง และเร่งรัดการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้การช่วยเหลือลูกเรือชาวไทยทั้ง 23 คน เป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด พร้อมทั้งจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

– 006

นายกฯ-ทูตออสเตรเลีย ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน กว่า 1 ชั่วโมง คาดถกแหล่งซื้อ-ขายน้ำมัน

นายกฯ-ทูตออสเตรเลีย ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน กว่า 1 ชั่วโมง คาดถกแหล่งซื้อ-ขายน้ำมัน

นายกฯ-ทูตออสเตรเลีย ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน กว่า 1 ชั่วโมง คาดถกแหล่งซื้อ-ขายน้ำมัน

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.58 น.

นายกฯ-ทูตออสเตรเลีย ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน กว่า 1 ชั่วโมง คาดถกแหล่งซื้อ-ขายน้ำมัน

เมื่อวันที่ 11 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 13.00 น. วันที่ 11 มี.ค.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล โดยได้นัดหมาย น.ส.แอนเจลา แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย มาร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่ตึกไทยคู่ฟ้า  กว่า 1 ชั่วโมง คาดว่าจะมีการหารือเรื่องการซื้อขายน้ำมัน ในช่วงที่มีการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินลงมาส่งเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย พร้อมลาแบบตะวันตกก่อนจะส่งเอกอัครราชทูตออสเตรเลียขึ้นรถและกลับขึ้นไปปฏิบัติภารกิจบนตึกไทยคู่ฟ้า

จากนั้นเวลา 15.30 น. นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยแจ้งว่าไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัว

ด่วน! พีระพันธุ์ ลาออก สส. เปิดทาง อรรถวิชช์ เข้าสภาฯ ทำหน้าที่แทน

ด่วน! พีระพันธุ์ ลาออก สส. เปิดทาง อรรถวิชช์ เข้าสภาฯ ทำหน้าที่แทน

ด่วน! พีระพันธุ์ ลาออก สส. เปิดทาง อรรถวิชช์ เข้าสภาฯ ทำหน้าที่แทน

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.44 น.

11 มีนาคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า สวัสดีครับ เมื่อวานนี้ (10 มีนาคม 2569) ผมได้หารือร่วมกับกรรมการบริหารพรรค และมีความเห็นตรงกันว่า ปัจจุบันพรรครวมไทยสร้างชาติยังคงได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องประชาชนอย่างมั่นคง ขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่ของพรรคก็มีศักยภาพ มีแนวคิด และมีพลังที่จะช่วยขับเคลื่อนให้พรรคเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในอนาคต ดังนั้น พรรคจึงควรเปิดพื้นที่และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านนโยบายและการสร้างเครือข่ายทางการเมืองของพรรค

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขออาสาเป็นแกนหลักในการผลักดันและสนับสนุนการทำงานของคนรุ่นใหม่อย่างเต็มกำลัง ซึ่งภารกิจดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยเวลา ความทุ่มเท และการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน พรรคยังต้องเดินหน้าสร้างผลงานทางการเมืองและทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเข้มแข็งควบคู่กันไป ซึ่งหากผมต้องรับผิดชอบทั้งสองภารกิจพร้อมกัน ก็อาจทำให้การขับเคลื่อนงานในแต่ละด้านไม่เต็มศักยภาพเท่าที่ควร

ผมจึงได้เสนอให้ท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค เข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรแทนผม และผมมั่นใจอย่างยิ่งว่า ท่านอรรถวิชช์เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ พร้อมที่จะทำหน้าที่ดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพรรคและพี่น้องประชาชน

ภายหลังจากที่ได้มีการหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างรอบด้าน ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามแนวทางนี้ ผมจึงได้แจ้งขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ท่านอรรถวิชช์เลื่อนขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ สส.บัญชีรายชื่อ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ และทำงานในสภาผู้แทนราษฎรแทนผมต่อไป

สำหรับตัวผมเองนั้น ผมยังคงทำหน้าที่หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติอย่างเต็มกำลัง และจะยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อพรรค เพื่อประชาชน และเพื่อประเทศชาติต่อไปอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

ผมขอขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนพรรครวมไทยสร้างชาติ และให้กำลังใจผมมาโดยตลอด ความเชื่อมั่นและพลังสนับสนุนจากทุกท่าน คือพลังสำคัญที่ทำให้ผมและพรรครวมไทยสร้างชาติยังคงมุ่งมั่นทำงานเพื่อบ้านเมืองต่อไปอย่างเต็มความสามารถครับ

#พีระพันธุ์สาลีรัฐวิภาค
#พีระพันธุ์
#หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

ยืดอกรับไม่ถูกเชิญร่วมรัฐบาล! อภิสิทธิ์ ยัน ปชป. พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ไร้ปัญหาร่วมงาน กล้าธรรม-พรรคส้ม

ยืดอกรับไม่ถูกเชิญร่วมรัฐบาล! อภิสิทธิ์ ยัน ปชป. พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ไร้ปัญหาร่วมงาน กล้าธรรม-พรรคส้ม

ยืดอกรับไม่ถูกเชิญร่วมรัฐบาล! อภิสิทธิ์ ยัน ปชป. พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ไร้ปัญหาร่วมงาน กล้าธรรม-พรรคส้ม

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

ยืดอกรับไม่ถูกเชิญร่วมรัฐบาล! อภิสิทธิ์ ยัน ปชป. พร้อมทำหน้าที่ ฝ่ายค้าน ไร้ปัญหาร่วมงาน กล้าธรรม-พรรคส้ม เตรียมสัมมนาสส. พรรค 13 มี.ค.นี้ คุยปฐมนิเทศรับงานสภาฯ-ถกทิศทางเลือกประธานฯ ชี้ โสภณ เป็นคนมีประสบการณ์

เมื่อวันที่ 11 มี.ค.2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนในการร่วมรัฐบาลว่า ไม่ได้รับการทาบทามเข้าร่วมรัฐบาล และคิดว่ารัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็ชัดเจน ว่าเสียงที่มีอยู่ก็เพียงพอ และตนก็เคยพูดเรื่องนี้ไปแล้ว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมทำหน้าที่ ซึ่งวันนี้เราก็เดิน ทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ เรายืนยันว่าวันนี้เศรษฐกิจ และสังคมเดินยาก ถ้าเราไม่จริงจังกับปัญหาสแกมเมอร์ทุนเทา รวมถึงข้อมูลที่ให้ไป และคำเตือนที่เคยให้ไว้ว่าจะมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน ว่าด้วยเหตุที่ ปปง. ก.ล.ต. ไม่ได้ดำเนินการ ความเสียหายก็ได้เกิดขึ้นแล้วในแง่การขายหุ้น เราอยากได้คำตอบว่าเรื่องนี้ใครจะรับผิดชอบ และจะแก้ไขปัญหานี้ไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไร รวมถึงทำให้สังคมสงสัยว่าอะไรคืออุปสรรคที่ 2 หน่วยงาน จะใช้อำนาจตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา รวดเร็ว เพื่อปกป้องประโยชน์ของประชาชน ขอย้ำว่า ยังติดตาม รวมถึงสังเกตดูด้วยว่าเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาแล้ว ประชาชนจะมั่นใจได้มากน้อยแค่ไหนว่าไม่มีอุปสรรคต่อการทำงานเรื่องนี้

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ ติดตามเรื่องสถานการณ์โลก ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน อยากให้รัฐบาลมีความชัดเจนมากกว่านี้ เรื่องแผนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน ก๊าซ และ การผลิตไฟฟ้าซึ่งภายใน 1-2 วันนี้ จะมีข้อเสนอติดตามนโยบายที่เราเคยใช้หาเสียง ว่าการผลิตไฟฟ้าต้องพึ่งพาก๊าซลดลง มิเช่นนั้น หากสถานการณ์โลก ราคาก๊าซสูงขึ้น ประชาชนต้องแบกรับ และโครงสร้างยังไม่ได้ปรับ กลายเป็นว่าภาคเอกชนจะไม่ได้เดือดร้อน แต่มีกำไรเพิ่มขึ้น

เมื่อถามถึงการทำงานในฐานะฝ่ายค้าน ร่วมกับพรรคกล้าธรรม และพรรคประชาชน จะมีปัญหาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่คิดว่าจะมีปัญหา เพราะการเป็นฝ่ายค้าน ไม่เหมือนกับการเป็นฝ่ายบริหาร แต่ละพรรคสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ ไม่น่ามีปัญหา

เมื่อถามถึงกรณีที่จะมีการสัมมนา สส.ของพรรคประชาธิปัตย์ในวันศุกร์ที่ 13 มี.ค.นี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทราบว่าจะมีการเปิดประชุมสภา ในวันที่ 15 มี.ค. นี้ จึงต้องเตรียมความพร้อมในการประชุม สส.โดยมีการปฐมนิเทศ และสัมมนาเล็ก ๆ เพื่อให้ สส. ทั้งแบบเขต และแบบบัญชีรายชื่อได้พูดคุยกัน รวมถึงทิศทางการโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วย

เมื่อถามถึงแนวทิศทางการโหวตเลือกประธานสภา จะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรืองดออกเสียง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะรอฟังว่าขณะนี้แต่ละพรรคมีท่าทีอย่างไร ซึ่งตนได้บอกโจทย์นี้กับ สส. ของพรรคแล้ว

เมื่อถามว่ามองอย่างไร ที่จะอาจมีการเสนอชื่อนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานสภาฯ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของฝ่ายรัฐบาล ที่ปกติจะเสนอชื่อคนในพรรคแกนนำอยู่แล้ว และนายโสภณ ก็ต้องถือว่าเป็นคนที่มีประสบการณ์พอสมควร

4 สส.ภท.สงขลา ชง รมว.คลัง หนุนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ-เงินเยียวยา ฟื้นฟูหลังน้ำท่วมหาดใหญ่

4 สส.ภท.สงขลา ชง รมว.คลัง หนุนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ-เงินเยียวยา ฟื้นฟูหลังน้ำท่วมหาดใหญ่

4 สส.ภท.สงขลา ชง รมว.คลัง หนุนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ-เงินเยียวยา ฟื้นฟูหลังน้ำท่วมหาดใหญ่

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.47 น.

‘4 สส.สงขลา ภท.’ ผนึกยื่นหนังสือถึง ’เอกนิติ‘ หนุนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ-เงินเยียวยา ขอเร่งช่วยฟื้นฟูหลังน้ำท่วมหาดใหญ่สงขลา ให้เศรษฐกิจเดินหน้า

วันที่ 11 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 4 สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย ได้แก่ นายสรรเพชญ บุญญามณี นายสมยศ พลายด้วง นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ และนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ทำหนังสือถึงนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เพื่อขอให้พิจารณามาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบการและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีเนื้อหาระบุว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เกี่ยวกับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนพ.ย.2568 ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากได้รับความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย ทรัพย์สิน ตลอดจนกิจการทางเศรษฐกิจในพื้นที่
ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ประกอบการได้สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับความคืบหน้าของมาตรการช่วยเหลือและการเยียวยาจากภาครัฐ โดยเฉพาะมาตรการด้านการเงินที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินกิจการได้อีกครั้ง เนื่องจากที่ผ่านมา มาตรการช่วยเหลือของภาครัฐส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ขณะที่การช่วยเหลือผู้ประกอบการเพื่อฟื้นฟูกิจการยังมีไม่มากนัก

“ด้วยเหตุนี้ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทยจึงได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยเสนอให้ปรับเพิ่มวงเงินสินเชื่อจากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกินรายละ 1 ล้านบาท เป็นไม่เกินรายละ 40 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่” 

พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ผ่อนปรนเงื่อนไขการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเปิดโอกาสให้องค์กรหรือสมาคมภาคเอกชนที่ผู้ประกอบการเป็นสมาชิก สามารถให้การรับรองอย่างน้อย 2 ราย เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ในกรณีที่ผู้ประกอบการมีประวัติเครดิตทางการเงิน (เครดิตบูโร) ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงแหล่งทุน

สำหรับเงื่อนไขทางการเงินของสินเชื่อดังกล่าว เสนอให้กำหนดวงเงินกู้ไม่เกินรายละ 40 ล้านบาท โดยให้ปลอดดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือนแรก และตั้งแต่เดือนที่ 6 จนถึงปีที่ 5 ของสัญญาเงินกู้ ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 1.5 ต่อปี เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินและสนับสนุนการฟื้นฟูกิจการอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังได้เสนอให้รัฐบาลเร่งรัดการจ่ายเงินเยียวยาและเงินช่วยเหลือค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็ว พร้อมทั้งพิจารณาขยายระยะเวลาให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมครบถ้วน และไม่ให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบตกหล่นจากมาตรการของภาครัฐ

ด้านนายสรรเพชญ กล่าวว่า ภาคเอกชนในจังหวัดสงขลากำลังเตรียมจัดประชุมเพื่อรวบรวมข้อเสนอและแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อนำเสนอต่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยตนพร้อมประสานนำข้อเสนอจากพื้นที่ส่งต่อไปยังรัฐบาลต่อไป

ถอดรหัส ‘ฝ่ายค้านผู้รักชาติ’ ปักหมุดกลางใจ ‘อนุรักษ์นิยม’

ถอดรหัส 'ฝ่ายค้านผู้รักชาติ' ปักหมุดกลางใจ 'อนุรักษ์นิยม'

ถอดรหัส ‘ฝ่ายค้านผู้รักชาติ’ ปักหมุดกลางใจ ‘อนุรักษ์นิยม’

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.42 น.

วันอังคารที่ 10 มีนาคม หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ 1 เดียวของพรรคไทยภักดี เข้ารายงานตัวเป็น สส. ที่สัปปายะสภาสถาน เป็นการหวนกลับสู่ตำแหน่ง สส. หลังห่างหายไปเกือบ 13 ปี

ที่ต้องถือว่าไม่ธรรมดา คือ “หมอวรงค์” ใช้คำพูดสั้นๆ แต่ตรงประเด็น พลิกสถานะพรรคฝ่ายค้านที่มีเสียงน้อยที่สุดคือ 1 เสียง กลายเป็นฝ่ายค้านที่มีสีสันที่สุดทันที

“#ผมเป็นฝ่ายค้าน
ผมมารายงานตัวที่สภา
ประกาศเป็นฝ่ายค้าน
แต่ขอเป็นฝ่ายค้านผู้รักชาติ (patriotic opposition)”

นอกจากให้สัมภาษณ์แล้ว คำพูดของ “หมอวรงค์” ก็ถูกนำไปโพสต์บนเฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom ด้วย

การนิยามตัวเอง เป็น “ฝ่ายค้านผู้รักชาติ” เคลียร์ชัดตัดจบว่า แม้เป็นฝ่ายค้านเหมือนกัน แต่ยืนคนละข้างกับพรรคประชาชน ซึ่งถูกเคลือบแคลงจากมวลชนฝ่ายอนุรักษนิยม ว่าเป็นพรรคไม่รักชาติ

สื่อสารตรงๆ ไปถึงฐานเสียง “ฝ่ายอนุรักษนิยมโทนเข้ม” ว่า นี่คือ “หมอวรงค์คนเดิม” ไม่ใช่นักการเมืองประเภทเปลี่ยนสีเปลี่ยนข้างเก็บอุดมการไว้ในลิ้นชักเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้า

นอกจากนี้ยังย้ำหมุดว่า การ “เลือก” เป็นฝ่ายค้านครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะสภาพจำยอม แต่เพราะได้คิดไคร่ครวญมาอย่างดี

“ผมตัดสินใจยากลำบากมาก ผมต้องใช้เวลาตัดสินใจและวิเคราะห์บวกลบถึงประโยชน์ที่ประเทศชาติจะได้รับในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาจนได้บทสรุปว่า 1 เสียงถ้าไปร่วมรัฐบาล ผมอาจทำงานได้ไม่เต็มที่ เพราะมีข้อจำกัดด้านเสียงสนับสนุน แต่การทำหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบเราใช่แค่ความจริงก็นำเสนอต่อประชาชนเพื่อปกป้องประโยชน์ของประเทศชาติได้”

ส่วนความร่วมมือกับรัฐบาลที่มีแกนใหญ่ “ฝ่ายน่้ำเงิน” เป็นผู้นำนั้น หมอวรงค์ บอกว่า “ในเรื่องสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง พร้อมจะสนับสนุนนายกรัฐมนตรี” เท่ากับว่า “หมอวรงค์” ตั้งโพสิชั่น รักษามิตรกับอนุรักษนิยมทุกเฉดสี แต่ยืนตรงข้ามกับฝั่งตรงข้าม แม้ต้องร่วมงานกันในฐานะฝ่ายค้าน ก็ “ร่วมมือกันแบบหลวมๆ ไม่ต้องมีมติเหมือนกันทุกเรื่อง”

ในมุมของ “การสื่อสารทางการเมือง” ถือได้ว่า การกลับมาในช่วงที่ภูมิทัศน์การเมืองเริ่มเปลี่ยนแปลง เส้นแบ่งอุดมการเริ่มพร่าเลือน จนมวลชนหลายฝ่ายรู้สึกเหมือนโดนหักหลัก “หมอวรงค์” วางตำแหน่งตัวเองได้สวยงามและมีพลังอย่างยิ่ง

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ธรรมนัส ปัดส่งสัญญาณหาใคร ชี้เปลี่ยนผ่านทางการเมืองเป็นไปตามธรรมชาติ

ธรรมนัส ปัดส่งสัญญาณหาใคร ชี้เปลี่ยนผ่านทางการเมืองเป็นไปตามธรรมชาติ

ธรรมนัส ปัดส่งสัญญาณหาใคร ชี้เปลี่ยนผ่านทางการเมืองเป็นไปตามธรรมชาติ

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

“ธรรมนัส”ชี้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเป็นไปตามธรรมชาติ ย้ำไม่ใช่การส่งสัญญาณการเมืองหาใคร เชื่อหาก”สุริยะ”มานั่งจริงมาบริหารได้ ไม่จำเป็นต้องส่งมอบงานอะไร เพราะมีประสปการณ์การเมืองโชกโชน

11 มีนาคม 2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่องการยกระดับมาตรฐานเชื่อมโยงเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนสหกรณ์สู่ความยั่งยืน เนื่องในโอกาสครบรอบ 74 ปี วันคล้ายวันสถาปนากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลท กรุงเทพฯ โดยในช่วงหนึ่งในการมอบนโยบายแก่บุคคลากรกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ร.อ.ธรรมนัส ได้ระบุว่า “ไม่ว่าตนเองจะอยู่ในสถานะใด ตนอาจจะไปแล้วไปไม่นานแล้วกลับมาอย่างที่เคยเห็น หากมีโอกาสได้กลับมาดูแลเกษตรกรหรือไม่ จะตั้งใจทำหน้าที่อย่างดีที่สุด แต่หากถึงเวลาที่ต้องมีการเปลี่ยนผ่าน ก็อยากฝากถึงข้าราชการทุกคนให้ยึดมั่นในหน้าที่ในการทำงานเพื่อประชาชน อย่างเต็มกำลังความสามารถ” ทำให้มีการคาดเดาของสื่อมวลชนว่าเป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่นั้น โดย ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า เป็นเพียงการชี้ถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตนเองเห็นอะไรมาเยอะ บางครั้งพรรคที่ได้อันดับ 1 ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นรัฐบาลเสมอไป หรือพรรคที่ได้อันดับ 1 จะจัดตั้งรัฐบาลอย่างยั่งยืนเสมอไป อยู่ที่การบริหารบ้านเมืองเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณอะไร เป็นไปตามธรรมชาติของการเมือง เมื่อถามต่อว่า จากการคาดการณ์ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในรัฐบาลชุดใหม่ คือ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) นั้น จะต้องมีการส่งมอบงานให้กับรัฐมนตรีเกษตรฯ คนใหม่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า หากเป็นนายสุริยะ คงไม่ไม่จำเป็นต้องส่งมอบงานอะไร เพราะนายสุริยะเป็นการเมืองมานาน เชื่อว่ารู้วิธีการบริหารงานได้เป็นอย่างดี

โดยหลังให้สัมภาษณ์ ร.อ.ธรรมนัส ได้พูดคุยกับผู้สื่อข่าวทีเล่นทีจริงว่า จากนี้ไม่ต้องไปเฝ้ารอที่ทำข่าวที่กระทรวงเกษตรฯ แล้วนะ ผู้สื่อข่าวตอบกลับว่า งั้นก็ไปรอที่สภาฯ ได้ไหม ร.อ.ธรรมนัส ตอบกลับมาว่า เราไม่ใช่ผู้นำฝ่ายค้าน เราไม่ใช่แนวร่วมอะไร ก็ต้องกลับมาดูแลตัวเองสุขภาพตัวเอง และดูแลลูกพรรคให้ดีขึ้นดีกว่า

อภิสิทธิ์ ยันคดี กฤตย์อิชย์ เลี่ยงภาษี เป็นไปตามกฎหมาย-เจ้าตัวพร้อมให้ความร่วมมือ

อภิสิทธิ์ ยันคดี กฤตย์อิชย์ เลี่ยงภาษี เป็นไปตามกฎหมาย-เจ้าตัวพร้อมให้ความร่วมมือ

อภิสิทธิ์ ยันคดี กฤตย์อิชย์ เลี่ยงภาษี เป็นไปตามกฎหมาย-เจ้าตัวพร้อมให้ความร่วมมือ

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.15 น.

“อภิสิทธิ์”ยันคดี”กฤตย์อิชย์”เลี่ยงภาษี ให้เป็นไปตามกฎหมาย เผยเจ้าตัวพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ ชี้ยังไม่ได้คิดถึงขั้นเลือกตั้งซ่อม

11 มีนาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พนักงานสอบสวน บก.ปอศ.ออกหมายเรียก นายกฤตย์อิชย์ ภาคอิชณน์ สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ รับทราบข้อกล่าวหาคดีเลี่ยงภาษี 7,400,000 ล้านบาท ว่า เรื่องดังกล่าว เจ้าหน้าที่จะเรียกเข้าไปในวันที่ 16 มี.ค.นี้ ซึ่งนายกฤตย์อิชย์ ได้ยืนยันกับตนว่าจะให้ความร่วมมือ ซึ่งก็ให้ว่ากันไปตามข้อเท็จจริง เพราะตนทราบคร่าวๆ ว่าเป็นเรื่องธุรกิจในครอบครัว ที่เหตุเกิดขึ้นราว 10 ปีแล้ว แต่ยืนยืนว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย และได้กำชับให้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ด้วย

เมื่อถามว่า จะมีผลต่อพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด แต่เมื่อมีหมายเรียก เจ้าตัวจะได้ไปรับทราบ และเชื่อว่าเมื่อถึงเวลานั้น จะได้ทราบรายละเอียด

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาชี้แจงเป็นคดีแพ่ง แต่ตำรวจยืนยันเป็นคดีอาญานั้น นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า มีทั้งส่วนที่เป็นภาษี และน่าจะมีส่วนที่เป็นอาญาด้วย แต่ทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎหมาย และนายกฤตย์อิชย์ พร้อมให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่

เมื่อถามว่า กังวลจะถึงขั้นมีการขยายผลจนต้องมีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้คิดถึงขั้นนั้น แต่ขอให้ทราบข้อเท็จจริงก่อน และให้เป็นไปตามกระบวนการ และตนเองก็ไม่ทราบว่า เรื่องดังกล่าวถูกโยงเป็นเรื่องการเมืองด้วยหรือไม่