อรรถกร เผยคุยธรรมนัสหลังกลับจากดูแสงเหนือแล้ว ยันจุดยืนยังไม่เป็นฝ่ายค้าน

อรรถกร เผยคุยธรรมนัสหลังกลับจากดูแสงเหนือแล้ว ยันจุดยืนยังไม่เป็นฝ่ายค้าน

อรรถกร เผยคุยธรรมนัสหลังกลับจากดูแสงเหนือแล้ว ยันจุดยืนยังไม่เป็นฝ่ายค้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.16 น.

อรรถกร โยนปธ.ที่ปรึกษาฯ และหัวหน้าพรรค ตอบเรื่องร่วมรัฐบาล เผยคุยธรรมนัส หลังกลับดูแสงเหนือฟินแลนด์แล้ว แต่คุยเรื่องงานกล้าธรรม มีจุดยืนตอนนี้เรายังไม่ได้เป็นฝ่ายค้าน

เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายอรรถกร ศิริลัทยากร สส.ฉะเชิงเทรา เขต 2 พรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์ภายหลังมารับหนังสือรับรองจาก กกต. ส่วนการไปรายงานตัวที่รัฐสภาวันไหน พรรคกล้าธรรมนัด สส.ไปพร้อมกัน 57 คน  เราในฐานะ สส. ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนก็มีความพร้อมที่จะทำงานในระดับพื้นที่และระดับประเทศได้

ส่วนความชัดเจนของพรรคกล้าธรรมจะร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า ก็ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี ตนยืนยันมาตลอดว่าตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งว่าเรามีความเชื่อมั่นว่าเรามีศักยภาพ เรามีบุคลากรที่มีความพร้อม และพร้อมทำทุกหน้าที่ที่สามารถขับเคลื่อนให้ไปข้างหน้าไปข้างหน้าได้

เมื่อถามว่า ร้อยเอก ธรรมนัส  พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้บอกอะไรกับลูกพรรคเกี่ยวกับดีลร่วมรัฐบาล นายอรรถกร กล่าวว่า ทุกคนก็ให้กำลังใจ และบอกว่าเราอยู่ในครอบครัวเดียวกัน   แม้ว่าจะมีหลายพรรคการเมืองรุมโจมตีเราก่อนเลือกตั้ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง แต่เราก็ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ที่เป็นเขตเลือกตั้งก็ 56 เขต ถือว่าเป็นก้าวที่มีความสำคัญ และยืนยันถึงความพร้อมของพรรคที่จะเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง 

ส่วนที่ล่าสุดมีโผ ครม. ออกมา ไม่มีรายชื่อของพรรคกล้าธรรม นายอรรถกร กล่าวว่า ตนไม่รู้ เพราะทำหน้าที่สมาชิกพรรค และส่วนตัวก็ยังทำหน้าที่รัฐมนตรี และการไปแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ส่วนเรื่องการเจรจาเป็นเรื่องของผู้ใหญ่คือประธานที่ปรึกษาพรรค และหัวหน้าพรรค ซึ่ง สส. ในพรรคก็รู้ดีอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ถ้าพรรคกล้าธรรมต้องเป็นฝ่ายค้าน สามารถทำงานร่วมกับพรรคประชาชนได้หรือไม่  นายอรรถกร กล่าวว่าเราก็มีคาแรกเตอร์และจุดยืนของเราพอสมควร แต่อย่าเพิ่งคิดเลย เพราะเรายังไม่ได้เป็นฝ่ายค้าน แต่เรามีจุดยืนของเราอยู่แล้ว อะไรที่คิดว่าเกิดประโยชน์ต่อประเทศเราก็ทำ เราไม่จำเป็นต้องตามใคร

เมื่อถามถึงกระแสข่าวงูเห่าจากพรรคกล้าธรรมที่อาจจะถูกซื้อตัวจากพรรคอื่น นายอรรถกร กล่าวว่า เรายังคงให้กำลังใจกันอยู่ และสมาชิกยังมีการพูดคุยกันระหว่างและหลังการเลือกตั้ง ทุกคนยืนยันว่าจะเดินไปด้วยกัน    หากมีงูเห่า ก็เกิดจากกระแสข่าวจากสื่อมวลชน ถ้ามีเบาะแสก็ฝากแจ้งมาด้วย 

ส่วนกรณีพรรคเพื่อไทยคัดค้านผลการเลือกตั้งที่ฉะเชิงเทรา  นายอรรถกร กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องของพรรคเขา แต่วันนี้พรรคก็ได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนชาวฉะเชิงเทรา 3 เขตด้วยกัน ซึ่งคะแนนก็ทิ้งห่าง เราพูดคุยกันตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้วเราจะลงสนามด้วยความพร้อมไม่ว่าจะด้วยผลงานต่างๆที่เราทำงานมา และการแก้ปัญหาให้กับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา  เราก็เชื่อว่าเรามีคาแรกเตอร์พอสมควร   ที่เหลือผู้สมัครก็ต้องใช้ความสามารถของตัวเองในการโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าเราสามารถเข้ามาทำงานได้

ส่วนกระแสข่าวพรรคกล้าธรรมจะหักดิบถ้าเป็นฝ่ายค้าน โดยจะไปเสนอพรรคประชาชนเป็นรัฐบาลแข่ง นายอรรถกร กล่าวว่า ยังไม่เคยได้ยินข่าวนี้ และไม่เคยมีการพูดคุยในพรรค ข่าวลือก็มาก ข่าวจริงก็มี ถึงเวลาให้กาลเวลาพิสูจน์ว่าเราจะทำอย่างไรดีกว่า แต่วันนี้การพูดคุยในพรรคยังไม่มี ทั้งนี้ทิศทางการเมืองของพรรคยากทุกครั้ง แต่เชื่อว่าเราเป็นพรรคที่มีศักยภาพ ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนเราก็ทำงานได้ ด้วยคาแรกเตอร์ที่ทำงานถึงลูกถึงคนมาโดยตลอด

เมื่อถามย้ำว่ามั่นใจแค่ไหนว่าจะไม่มีงูเห่าในพรรค นายอรรถกร ย้ำว่า ไม่มีอรรถกร และเชื่อว่า สส. อีก 57 คน ก็มีแนวคิดเหมือนอรรถกร เพราะลงเรือลำเดียวกันแล้ว

ส่วนถ้าเจองูเห่าจะมีปฏิบัติการตีงูเห่าให้เข้าร่องเข้ารอยหรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า อย่าพึ่งไปพูด แต่ถ้ามีจริงๆ ก็เชื่อว่าหนึ่งในเหตุผลที่ประชาชนเลือกมา ก็คือเชื่อมั่นในการทำงาน ส่วนอนาคตถ้ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นประชาชนก็อาจจะชั่งใจว่าเลือกมาแล้วไม่ได้ตามที่ต้องการหรือไม่

นายอรรถกร ยังบอกด้วยว่า หลังจาก ร.อ.ธรรมนัสเดินทางกลับจากดูแสงเหนือได้มีการพูดคุยกัน โดยเป็นการขอคำปรึกษาเรื่องงานในฐานะรองนายกฯ ที่กำกับดูแลกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่มีข่าวพรรคเพื่อไทย จะได้โควตารัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ นายอรรถกร บอกว่า ตนไม่มอง เพราะตั้งแต่สมัย ร.อ.ธรรมนัส นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ จนมาถึงตน งานของกระทรวงเกษตรฯก็มีความต่อเนื่อง เชื่อว่าคนที่จะมานั่งไม่ง่าย แต่ถ้าสานต่องานเดิม ก็จะเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรแน่นอน

ส่วนถ้าเป็นชื่อนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จะง่ายหรือยาก นายอรรถกร กล่าวว่า ตนตอบไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าใครจะมานั่ง แต่ก็มีโอกาสทั้งหมด ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีจะตัดสินใจว่าใครเหมาะสม พร้อมย้ำว่าตนไม่ได้อยู่ในกระบวนการดีลร่วมรัฐบาลมาตั้งแต่ต้น แต่ก็พร้อมไปกับประธานที่ปรึกษาพรรค

อนุทิน เมินตอบดึง ‘กล้าธรรม’ ร่วมรัฐบาลหรือไม่ ปัดปิดดีลหลังสะพัดจบที่ 292 เสียง

อนุทิน เมินตอบดึง ‘กล้าธรรม’ ร่วมรัฐบาลหรือไม่ ปัดปิดดีลหลังสะพัดจบที่ 292 เสียง

อนุทิน เมินตอบดึง ‘กล้าธรรม’ ร่วมรัฐบาลหรือไม่ ปัดปิดดีลหลังสะพัดจบที่ 292 เสียง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.12 น.

‘อนุทิน’ไม่ตอบ ดึง ‘กล้าธรรม’ร่วมรัฐบาลหรือไม่ ปัดปิดดีล หลังสะพัดจบที่ 292 เสียง บอกยังไม่ได้เปิดอะไรเลย

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 12.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)รับรองผลแล้ว ขั้นตอนของรัฐบาลต้องดำเนินการอย่างไร ว่า รัฐบาลไม่เกี่ยว ในส่วนของพรรคการเมืองก็ขอให้สส. ไปรับเอกสาร จากนั้นไปรายงานตัวที่สภาผู้แทนราษฎรตามเวลาที่กำหนด

เมื่อถามถึงขั้นตอนการเปิดสภาผู้แทนราษฎร นายกฯกล่าวว่า ไม่ทราบ เป็นเรื่องของขั้นตอนของสภาฯที่เขาจะมีการทำเรื่องกราบบังคมทูลฯเสด็จพระราชดําเนินไปทรงเปิดประชุมรัฐสภาด้วย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การดำเนินการของรัฐบาล ในเรื่องสภาฯ รัฐบาลไม่เกี่ยว

เมื่อถามว่าถ้านั่งเก้าอี้รมว.กลาโหมเองชอบหรือไม่ นายกไม่ตอบคำถามดังกล่าว แต่หยิบขนมครกขึ้นมากินและบอกว่า”หวานน้อย“

เมื่อถามย้ำว่าสรุปแล้วพรรคกล้าธรรม(กธ.)มาร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายกฯไม่ตอบคำถามดังกล่าว ก่อนลุกขึ้นและเดินออกจากวงสัมภาษณ์สื่อมวลชนทันที

เมื่อถามอีกว่าดีลรัฐบาลจะปิดที่ 292 เสียงใช่หรือไม่  นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่เปิดอะไรเลยจะปิดอะไรล่ะ

เมื่อถามต่อว่า การเปิดสภาตามขั้นตอนเราต้องแจ้งไปทางสภาด้วยหรือไม่ว่าเรามีความพร้อม นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เกี่ยวอยู่ที่ว่าสส.ไปรายงานตัว ถ้าครบ 95 เปอร์เซ็นต์ ถึงจะเปิดได้ ก็เป็นหน้าที่ของเลขาฯสภา ตนไม่ทราบว่าใครต้องทำเรื่องเรียกประชุม แต่ก่อนหน้านี้ประชุมอะไรก็แล้วแต่ ต้องมีพระราชพิธีเปิดรัฐสภา ตรงนั้นก็มีขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ยิ่งรัฐบาลรักษาการยิ่งไม่เกี่ยวใหญ่เลย

เมื่อถามว่าในฐานะที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต้องดำเนินการรวดเร็วเลยหรือไม่เพราะกกต.รับรองผลแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างมีขั้นตอน พอรับรองสส.แล้ว จะมีพระราชพิธีเปิดประชุมรัฐสภา จากนั้นเป็นขั้นเลือกประธาน และเลือกนายกฯ ก่อนจะมาเรื่องจัดตั้งครม. มันมีหลายออปชั่น

เมื่อถามอีกว่านายกฯเคยบอกว่าหลังกกต.รับรองการจัดตั้งรัฐบาลจะทำอย่างรวดเร็ว นายกฯ กล่าวว่า มันก็มีความพร้อมอยู่ 

เมื่อถามย้ำว่าพร้อมระดับไหนแล้วตอนนี้ นายกฯไม่ตอบคำถาม ก่อนหันมายกแขนเบ่งกล้ามโชว์สื่อมวลชน และเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า

นายกฯ นั่งกินขนมครก-ฝรั่งดอง ข้างรังนักข่าว เผย เสธ.ทบ. เข้าพบคุยเรื่องชายแดน 4 ด้าน

นายกฯ นั่งกินขนมครก-ฝรั่งดอง ข้างรังนักข่าว เผย เสธ.ทบ. เข้าพบคุยเรื่องชายแดน 4 ด้าน

นายกฯ นั่งกินขนมครก-ฝรั่งดอง ข้างรังนักข่าว เผย เสธ.ทบ. เข้าพบคุยเรื่องชายแดน 4 ด้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.59 น.

“อนุทิน” ชิล กินขนมครก-ฝรั่งดอง หน้าห้องนักข่าว เผย ‘เสธ.ทบ.’เข้าพบคุยเรื่องชายแดน 4 ด้าน ไม่ใช่เฉพาะชายแดนกัมพูชา ย้ำ ไม่มีอะไรน่ากังวล แต่ต้องเตรียมความพร้อมช่วงรัฐบาลรักษาการ ชี้ซื้อจัดซื้อยุทโธปกรณ์ กองทัพมีงบปกติอยู่แล้ว

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 12.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย  เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ภายหลังกลับจากรับประทานอาหารกลางวัน โดยได้จอดรถยนต์และเดินลงมาพร้อมถือถุงขนมครกเจ้าดังศรีย่านและถุงฝรั่งดองมานั่งกินที่ข้างห้องผู้สื่อข่าว(รังนกกระจอก) และได้ชวนสื่อมวลชนนั่งกินด้วยกัน

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีพล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ได้เข้าพบนายกฯ บนตึกไทยคู่ฟ้าเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายกฯ กล่าวว่า มาถามธุระนิดหน่อย และความพร้อมเรื่องชายแดนทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องเฉพาะกัมพูชา แต่ชายแดนทั้ง 4 ด้านเลย

เมื่อถามว่ามีด้านไหนมีน่ากังวลหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ตอนนี้ไม่มี ท่านก็ยืนยันความพร้อม ตนก็ต้องถามว่าเราอยู่ในช่วงที่งบกลางเหลืออยู่นิดเดียว มันจะมีอะไรที่ไม่คาดฝันหรือไม่ ถ้ามีแล้วจะทำอย่างไรเกี่ยวกับการเงินในช่วงที่เราเป็นรัฐบาลรักษาการณ์อยู่ เราก็ต้องมีความพร้อมทุกอย่าง

เมื่อถามต่อว่าช่วงนี้สามารถจัดซื้อยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นเตรียมพร้อมไว้ได้หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า “พร้อมครับพร้อม ส่วนไหนพร่องท่านก็บอกว่าในงบประมาณปกติกองทัพเขามีอยู่แล้ว ก็เติมทุกอย่างมีความพร้อม”

ณัฏฐ์ชนน เผยสัมมนา ภูมิใจไทย ไร้คุยวางตัวคนนั่งประธานสภา-คุยการเมือง

ณัฏฐ์ชนน เผยสัมมนา ภูมิใจไทย  ไร้คุยวางตัวคนนั่งประธานสภา-คุยการเมือง

ณัฏฐ์ชนน เผยสัมมนา ภูมิใจไทย ไร้คุยวางตัวคนนั่งประธานสภา-คุยการเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.39 น.

‘เด็กภูมิใจไทย’ ปัดยกพลลุยบุรีรัมย์สัมมนาพรรคสุมหัวคุยการเมือง-วางตัวปธ.สภาฯ-เนวินไร้เอี่ยว แค่ละลายพฤติกรรมทำความรู้จัก – ให้ความรู้บทบาทหน้าที่ ชี้มีหลายคนเหมาะสมนั่ง ‘ประมุขนิติบัญญัติ’ เชื่อเลือกตั้งไม่โมฆะ

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 12.00 น. ที่รัฐสภา นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย เดินทางมารายงานตัวเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ก่อนให้สัมภาษณ์กรณีที่พรรคภูมิใจไทยนัดหมายมารายงานตัวเป็นหมู่คณะว่า ตนติดภารกิจในวันดังกล่าว วันนี้จึงไปคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเข้ามารายงานตัวที่สภาฯ เลย

เมื่อถามถึง การสัมมนาพรรคในวันที่ 8-9มี.ค.นี้ ที่ จ.บุรีรัมย์ มีประเด็นที่จะหารือกันเรื่องอะไรบ้าง นายณัฏฐ์ชนน กล่าวว่า จริงๆ แล้ว ในการเลือกตั้งแต่ละครั้งก่อนเปิดสมัยประชุม พรรคภูมิใจไทยจะมีการสัมมนาทุกรอบ ตั้งแต่ตนเป็นสส.มา 2 สมัย ส่วนใหญ่เป็นการละลายพฤติกรรมของ สส. ที่ได้รับการเลือกตั้งมา ขณะที่ประเด็นการเมืองส่วนใหญ่จะไม่มีการพูดคุยกัน การสัมมนาของพรรคภูมิใจไทยที่จะเกิดขึ้นเพื่อให้ สส. ได้รู้จักสนิทกัน และรู้บทบาทหน้าที่ รวมถึงการชี้แจงบัญชีทรัพย์สิน การทำบัญชีค่าใช้จ่ายของ กกต. โดยจะเป็นกรณีที่พรรคจะให้ความรู้ และให้ทุกคนได้ทำรายละเอียดส่วนนี้

เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคใหญ่แล้ว โควตาตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรได้มีการพูดคุยกันอย่างไรบ้าง นายณัฏฐ์ชนน กล่าวว่า เราได้รับการรับรองจาก กกต. เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยในส่วนประเด็นของฝ่ายสภาฯ นั้น พรรคยังไม่เรียกประชุม และยังไม่ได้พูดคุยกันว่าใครจะเป็นประธานสภาฯ ใครเป็นรองประธานสภาฯ หรือกรรมาธิการต่างๆ เพราะกระบวนการจะเริ่มได้ต้องมี สส.รายงานตัวกับสภาก่อน และจะมีการเปิดสภา จึงจะเป็นการเลือกประธานสภา โดยกระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติน่าจะเริ่มได้ตอนนั้น

เมื่อถามว่า มองว่าใครเหมาะสมบ้างในพรรคภูมิใจไทย นายณัฏฐ์ชนน กล่าวว่า มีหลายคน ในพรรคภูมิใจไทย มีผู้อาวุโสหลายคน และการจะมาเป็นประธานสภาฯ ต้องมีความเชี่ยวชาญด้านข้อกฎหมาย และเป็นที่ไว้ใจ เกรงใจของสมาชิก ดังนั้น มีหลายคนที่มีความเหมาะสมของพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถามถึง กรณีที่มีชื่อนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรรภูมิใจไทย จะมาเป็นประธานสภาฯ นายณัฏฐ์ชนน กล่าวว่า นายโสภณ ยังเป็นรักษาการรองนายกฯ อยู่ ส่วนหากจะมาเป็นนั้น ก็ขึ้นอยู่กับ สส. กรรมการบริหารพรรคว่าจะให้ใครมาเป็นตำแหน่งนี้

เมื่อถามว่า การประชุมที่บุรีรัมย์จะมีการพูดคุยถึงพรรคการเมืองที่จะร่วมรัฐบาลด้วย ในส่วนของพรรคกล้าธรรมเป็นอย่างไร นายณัฏฐ์ชนน กล่าวว่า ไม่มีประเด็นนี้ในกำหนดการพวกเรา ตนเป็น สส. มาสมัยที่ 3 การสัมมนาของพวกเราจะไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง เป็นเพียงการละลายพฤติกรรมของ สส.เท่านั้น เพราะในวงใหญ่ไม่น่าพูดคุยถึงเรื่องการเมือง เรามอบอำนาจให้กับหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค เป็นผู้ดำเนินการ

เมื่อถามถึงการไปสัมมนาพรรรภูมิใจไทย ที่จ.บุรีรัมย์ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อาจจะเข้ามาร่วมด้วยนนายณัฏฐ์ชนน กล่าวว่า นายเนวินไม่ได้มาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว เพราะนายเนวินไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค และกิจกรรมเหล่านี้ ก็จะมีแค่หัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค

เมื่อถามย้ำว่า นายเนวินจะไม่ได้มาร่วมงานในงานสัมมนาครั้งนี้ใช่หรือไม่ นายณัฏฐ์ชนน กล่าวว่า ยืนยันว่าในกำหนดการยังไม่มีนายเนวินมาพบปะ

เมื่อถามว่า ได้คุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เกี่ยวกับการประกาศผลการเลือกตั้งและมั่นใจหรือไม่ว่าจากปัญหาที่เกิดขึ้นการเลือกตั้งจะไม่เป็นโมฆะ นายณัฏฐ์ชนน กล่าวว่า เป็นเรื่องของ กกต. ซึ่ง กกต.เป็นองค์กรอิสระ ที่จัดการเลือกตั้ง ฉะนั้นการกระทำผิดทั้งผิดกฎหมายหรือผิดระเบียบ ตนมองว่ามีความชัดเจนอยู่แล้วว่าหากทำผิดเหล่านี้ ก็มีโทษในกระบวนการยุติธรรมต่างๆ ซึ่งที่สำคัญคือศาลรัฐธรรมนูญ จะมีส่วนชี้ว่าให้เป็นโมฆะ หรือไม่โมฆะ แต่เราก็มั่นใจ เมื่อสักครู่ตนเองไป กกต. มา ก็ยังมั่นใจในกระบวนการของ กกต. ว่ายังไม่มีผิดกฎหมายที่ได้ดำเนินการๆ

พรรคประชาชน ส่ง วาโย ยื่นฟ้องอาญา กกต. ฟัน ม.157

พรรคประชาชน ส่ง วาโย ยื่นฟ้องอาญา กกต. ฟัน ม.157

พรรคประชาชน ส่ง วาโย ยื่นฟ้องอาญา กกต. ฟัน ม.157

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.30 น.

พรรคประชาชนส่ง “วาโย” ยื่นฟ้องอาญา กกต. ฟัน ม.157 ร่วม พ.ร.ป.กกต.-พ.ร.ป.เลือกตั้ง เตรียมนำกรณี กกต. ฟ้องประชาชนใส่เพิ่ม

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยทีมทนายความ ได้ดำเนินการยื่นฟ้องดำเนินคดีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในฐานะเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นผู้ใด หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งมาตรา 69 เจ้าหน้าที่ละเว้นกระทำการ หรือกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่, พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส. มาตรา 96 ประกอบมาตรา 164 ทำเครื่องหมายอันเป็นที่สังเกตได้ลงบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งมีโทษตามมาตรา 164

ซึ่งขณะนี้ได้มีการลงเลขรับคดีไว้แล้ว รอฟังคำสั่งอีกครั้งหนึ่งว่าจะมีคำสั่งให้แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง หรือจะมีคำสั่งให้รับฟ้อง หรือไม่รับฟ้อง ภายใน 30 วัน ซึ่งหากมีการรับฟ้อง ก็จะต้องมีการนัดไต่สวนมูลฟ้องต่อไป ซึ่งน่าจะมีการนัดไต่สวนมูลฟ้องได้ภายใน 45-60 วันนับจากวันที่ 24 มีนาคม 2569

รพ.วาโย กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมามีข้อเท็จจริงปรากฏขึ้นจำนวนมาก และมีคดีตัวอย่างแล้วคือกรณี วาสนา เพิ่มลาภ เมื่อปี 2549 ซึ่งมีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาออกมาเมื่อปี 2558 ซึ่งตนและทีมงานได้ศึกษาโดยละเอียดและนำข้อเท็จจริงมาปรับใช้ร่วมกันได้พอสมควร ซึ่งคดีนั้นศาลได้ตัดสินเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.กกต. มาตรา 24 ประกอบมาตรา 42 ซึ่งเทียบเคียงกับปัจจุบันคือ พ.ร.ป.กกต. มาตรา 69 ตามที่ฟ้องไป โดยคดีนี้น่าจะใช้เวลาต่อสู้กันอีกยาวนานถึงชั้นอุทธรณ์และฎีกาแน่นอน สิ้นสุดน่าจะใช้เวลาสัก 10 ปีคล้ายกับกรณีของวาสนา

ทั้งนี้ หลายคนอาจมีความกังวลว่ามาตรา 157 มีความเป็นพิเศษ นอกจากการแสดงเจตนาโดยทั่วไปแล้ว โจทก์จะลองสืบให้ได้ว่าจำเลยมีเจตนาพิเศษที่ซ่อน เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้หนึ่งผู้ใด ซึ่งไม่ง่าย คดีตัวอย่างตอนปี 2558 ก็ไม่ได้มีการตัดสินตามมาตรา 157 จึงมีความจำเป็นที่ต้องฟ้องตาม พ.ร.ป.กกต. มาตรา 69 ประกอบด้วย ซึ่งน่าจะสามารถรองรับได้ 

นพ.วาโย ยังได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงความแตกต่างของการยื่นฟ้องคดีครั้งนี้จากการยื่นฟ้องคดีตามช่องทางอื่นๆ โดยระบุว่าการยื่นกับผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นเรื่องของการให้เหตุการณ์และข้อเท็จจริงนี้ขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีอำนาจในการวินิจฉัยคดีอาญา แต่จะเป็นเรื่องของตำแหน่งหน้าที่ หรือการมีคำสั่งให้เลือกตั้งนั้นเป็นโมฆะหรือไม่ หรือหากไปที่ศาลปกครอง ก็จะมีอำนาจเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครอง สั่งให้มีการเลือกตั้งหรือสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่หรือลงคะแนนใหม่ หรือแม้แต่เป็นแบบพิมพ์บัตรต่างๆ เพราะฉะนั้นแต่ละส่วนไปคนละที่กัน แต่ส่วนที่พวกตนมาที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในวันนี้คือคดีอาญา ส่วนเรื่องจะมีการรวมสำนวนหรือไม่เป็นไปตามดุลพินิจของศาล แต่ไม่ใช่การฟ้องซ้ำซ้อนแน่นอน เพราะผู้เสียหายเป็นคนละคนกัน

การที่ราษฎรจะฟ้องคดีอาญาด้วยตัวเองโดยหลักไม่ง่ายอยู่แล้ว ยิ่งเป็นคดีอาญาทุจริตยิ่งยากขึ้น การฟ้องต่อเจ้าพนักงานของรัฐยิ่งยากขึ้นอีก การสืบพยานก็มีกระบวนการวิธีที่แตกต่างกันจากคดีอาญาโดยทั่วไป แต่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนถือได้ว่าเป็นผู้เสียหาย สามารถมีสิทธิโดยชอบที่จะฟ้องคดีแบบนี้ต่อคณะกรรมการ กกต.ได้ ถ้าเทียบเคียงกับกรณีปี 2559 ศาลให้แนวฎีกาไว้แล้วว่าการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม หรือมีการกระทำใดๆ ที่เกิดขึ้นและกระทบต่อสิทธิของประชาชนเป็นวงกว้างประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนถือว่าเป็นผู้เสียหายตามนิตินัย โดยหลักคือการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญและในกฎหมายหลายฉบับ ว่าการเลือกตั้งว่าต้องเป็นไปโดยตรงและลับ

นพ.วาโย กล่าวต่อไปว่า ส่วนในฐานะพรรคการเมือง มีทั้งในเรื่องของการเลือกตั้งและความเสียหายทางเศรษฐกิจ ในฐานะที่พรรคการเมืองมีวัตถุประสงค์จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง เพื่อส่งผู้แทนราษฎรลงเลือกตั้ง เสนอนโยบาย และให้ประชาชนเลือกเข้าไปปฏิบัติหน้าที่แทนประชาชน มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทางเศรษฐกิจ มีการดำเนินกิจกรรมต่างๆ มีการใช้บุคลากรจำนวนมาก ย่อมมีความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ไม่ตรง และไม่ลับ

ผู้สื่อข่าวยังได้ถามถึงกรณีที่ กกต.กทม. ฟ้องร้องดำเนินคดีต่อประชาชน ซึ่ง นพ.วาโย ระบุว่า ที่ กกต. อ้างว่าต้องฟ้องร้องประชาชนโดยระบุว่าถ้าไม่ทำจะโดนมาตรา 157 เป็นการกระทำตามหน้าที่และอำนาจ แต่การกระทำของ กกต. นี้เสี่ยงต่อมาตรา 157 มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะ กกต. มีสิทธิที่จะสามารถใช้ดุลพินิจในการฟ้องร้องบุคคลใดหรือไม่ก็ได้ ไม่ได้เป็นหน้าที่หรือมีกฎหมายบังคับเฉพาะว่าเมื่อเกิดเหตุนี้แล้วต้องทำ กกต. ต้องประเมินว่าการฟ้องคดีนั้นเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมหรือไม่ 

ตนจึงคิดว่าจะเอาการกระทำนี้ของ กกต. ไปแก้ฟ้องเพิ่มเติมภายใน 15 วัน เพื่อใส่เข้าไปเพิ่มเติมว่าการกระทำแบบนี้เป็นการเลือกปฏิบัติ ไม่ใช่ว่าทำแล้วจะไม่ผิด 157 แต่ทำแล้วจะโดน 157 มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะเป็นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดผลเสียต่อผู้หนึ่งผู้ใด การที่ กกต. ดำเนินคดีฟ้องประชาชนที่มาพิสูจน์ความผิดปกติ แต่กลับไม่ตั้งคณะกรรมการตามอำนาจของตัวเองในการไต่สวนเรื่องราวดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นว่า กกต. มีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงเมื่อปี 2549

นพ.วาโย ยังกล่าวต่อไปว่า ขณะนี้เป็นการยากมากที่ประชาชนจะทำอะไรกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และเป็นอีกครั้งที่ประชาชนเห็นได้อย่างประจักษ์ชัด เกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ขององค์กรอิสระ และเห็นได้ชัดว่าองค์กรอิสระไม่มีความยึดโยงกับประชาชน และไม่มีกลไกอะไรเลยในการเข้าชื่อหรือแสดงออกในการคัดค้านหรือถอดถอนองค์กรอิสระได้

มติวุฒิสภา เห็นชอบ ‘จิรุตม์ วิศาลวิจิตร’ นั่ง กกต. ใหม่ ปัดตก ‘มณฑล สุดประเสริฐ’

มติวุฒิสภา เห็นชอบ ‘จิรุตม์ วิศาลวิจิตร’  นั่ง กกต. ใหม่ ปัดตก ‘มณฑล สุดประเสริฐ’

มติวุฒิสภา เห็นชอบ ‘จิรุตม์ วิศาลวิจิตร’ นั่ง กกต. ใหม่ ปัดตก ‘มณฑล สุดประเสริฐ’

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.16 น.

ผ่าน1ร่วง1! ‘วุฒิสภา’ ไฟเขียว ‘จิรุตม์’ นั่ง  ‘กกต.’ ใหม่ แต่ปัดตก ‘มณฑล’ ไม่ได้รับความเห็นชอบ

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา สมัยวิสามัญ ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่2 เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาเรื่องด่วน คือ ให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ที่ได้รับบการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 2 คน คือ นายจิรุตม์ วิศาลวิจิตร อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และนายมณฑล สุดประเสริฐ อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง

โดยหลังการประชุมลับเพื่อตรวจสอบรายงานประวัติ ความประพฤติ  และพฤติกรรมทางจริยธรรรม แล้วเสร็จ  ได้ลงมติ พบว่า นายจิรุตม์ ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมด้วยมติ 144 เสียง ไม่เห็นชอบ 1 เสียง และงดออกเสียง 26 เสียง  

ขณะที่นายมณฑล ไม่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม โดยได้คะแนนเห็นชอบ เพียง 9 เสียง ไม่เห็นชอบ 102 เสียงง และงดออกเสียง 57 เสียง

ครึ่งวันเช้าผ่าน! ภูมิใจไทย-เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ ตบเท้ารายงานตัวต่อเนื่อง

ครึ่งวันเช้าผ่าน! ภูมิใจไทย-เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ ตบเท้ารายงานตัวต่อเนื่อง

ครึ่งวันเช้าผ่าน! ภูมิใจไทย-เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ ตบเท้ารายงานตัวต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.08 น.

คิกออฟรายงานตัวผู้แทนฯวันแรก!ครึ่งวันเช้าผ่าน ’ภูมิใจไทย-เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์‘ ตบเท้าทยอยแต่งตัวเป็นสส.ต่อเนื่อง 

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดรับรายงานตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 เป็นวันแรก ที่บริเวณชั้น B1 ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสส.แบบแบ่งเขต จำนวน 396 คน และให้ผู้ได้รับการเลือกตั้งดังกล่าวรับหนังสือรับรอง ตั้งแต่ในช่วงครึ่งวันเช้าเริ่มเป็นไปอย่างคึกคัก มีสส.มารอรายงานตัว ตั้งแต่ก่อนเวลาเปิดรับรายงานตัว คือน.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย และได้รายงานตัวเป็นสส.คนแรก ในเวลา 08.50 น.

จากนั้นมีสส.จากแต่ละพรรคการเมือง ทยอยเดินทางเข้ามารายงานตัวอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย อาทิ นายพีระเดช ศิริวันสาณฑ์ สส.นครสวรรค์ นายบรม เอ่งฉ้วน สส.สกลนคร นายจักรกฤษณ์ ทองศรี สส.บุรีรัมย์ นายธนา กิจไพบูลย์ชัย สส.ศรีสะเกษ นายอรรถพล วงษ์ประยูร สส.สระบุรี ขณะที่พรรคเพื่อไทย อาทิ นายรวี เล็กอุทัย สส.อุตรดิตถ์ ซึ่งมารายงานตัวเป็นคนแรกของพรรคเพื่อไทย ตามมาด้วย น.ส.ธัญธารีย์ สันตพันธุ์ สส.อุบลราชธานี นายเชิงชาย ชาลีรินทร์ สส.ชัยภูมิ นายวัชรพล ขาวขำ สส.อุดรธานี นางหทัยรัตน์ เพชรพนมพร สส.อุดรธานี นายวิรัช พิมพ์พะนิตย์ สส.กาฬสินธุ์ เป็นต้น พรรคประชาธิปัตย์ ได้แก่ นายพศิน ปิตุเตชะ สส.ระยอง 

ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้เปิดให้มีการรายงานตัวเป็นสส.แบบแบ่งเขตทั้ง 396 คน ตั้งแต่วันนี้ (26 ก.พ.) – 27 ก.พ. 69 และระหว่างวันที่ 2 – 6 มี.ค. 69 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. – 16.30 น.

สว.นันทนา ยุติยื่นเอาผิด กกต. ปมบาร์โค้ด เหตุกฎหมายไม่เปิดช่อง

สว.นันทนา ยุติยื่นเอาผิด กกต. ปมบาร์โค้ด เหตุกฎหมายไม่เปิดช่อง

สว.นันทนา ยุติยื่นเอาผิด กกต. ปมบาร์โค้ด เหตุกฎหมายไม่เปิดช่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.01 น.

”สว.นันทนา“ ประกาศยุติ ยื่นร้องเอาผิด กกต.ปม บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด เหตุกฎหมายไม่เปิดช่อง พร้อมส่งเรื่องคืน “ทนายอั๋น” รวบรวมชื่อ ปชช.ร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ-ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอโทษปชช.ที่ทำได้แค่ส่งเสียง 

วันที่ 26 กุมภาพัรธื 2569 เวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. แถลงถึงความคืบหน้าการยื่นฟ้องศาลกรณีการเลือกตั้งมิชอบตามรัฐธรรมนูญ ว่า จากการที่ให้ฝ่ายกฎหมายทำการศึกษารัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ประกอบรัฐธรรมนูญต่างๆทั้งหมดแล้ว เราไม่พบว่ามีบทบัญญัติใดที่เปิดช่องทางให้ส.ว.รวบรวมรายชื่อเพื่อกล่าวโทษถอดถอนองค์กรอิสระใดๆได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)โดยการพิมพ์บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง อาจส่งผลให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ซึ่งต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 83 และ 85 หรือไม่ ดังนั้นเราจึงไม่สามารถใช้กลไก ส.ว. ดำเนินการได้เลย

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ดังนั้นตนจึงขอส่งคำร้องดังกล่าวกลับคืนให้นายภัทรพงศ์  ศุภักษร  หรือ ทนายอั๋น กลับไปทำหน้าที่ในการรวบรวมภาคประชาชนในการรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อดำเนินการฟ้องร้อง กกต.ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตามมาตรา 157 หรือดำเนินการยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 213 โดยใช้สิทธิ์ที่ประชาชนถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพในการจัดการเลือกตั้งไม่เป็นความลับขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งทนายอั๋นรับปากเป็นเจ้าภาพดำเนินการฟ้องร้องในครั้งนี้

น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า นี่คือปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนถอดถอนองค์กรอิสระ และนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็น สส.หรือ สว. ก็ไม่สามารถที่จะตรวจสอบและถอดถอนองค์กรอิสระได้เช่นกัน แต่งตั้งได้อย่างเดียวแต่ไม่อาจถอดถอนได้ เพราะไม่มีกลไกใดที่จะตรวจสอบ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราจะต้องยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้กลไกตรวจสอบถ่วงดุลเกิดขึ้นจริงในกระบวนการนิติบัญญัติ คือ สส.และสว.ต้องสามารถตรวจสอบองค์กรอิสระได้ และภาคประชาชนก็ต้องสามารถตรวจสอบ สามารถถอดถอนองค์กรอิสระได้ เพราะในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีเครื่องมือใดสามารถทำได้เลย ถือเป็นช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ 

“ขณะที่คนร่างรัฐธรรมนูญ 2560 เขียนได้ซับซ้อนจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนซึ่งจะต้องประกาศหาคนหาย เพราะเราไม่พบคนที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ซ่อนอำนาจประชาชนไว้อย่างมิดชิด ไม่ให้อำนาจประชาชนในการตรวจสอบถ่วงดุล ดังนั้นในส่วนของส.ว.ต้องขอยุติกระบวนการตรวจสอบการเลือกตั้งเพียงเท่านี้ และต้องขอโทษประชาชนในการทำหน้าที่ตรงนี้ด้วย เพราะตามกลไกเราไม่สามารถทำได้ เราทำได้แค่ส่งเสียงเท่านั้น”น.ส.นันทนา กล่าว

สว.ประชุมลับ ถกรายงานประวัติ 2 กกต.ใหม่ ก่อนลงมติ นันทนา จี้สืบความใกล้ชิดพรรคการเมืองหรือไม่?

สว.ประชุมลับ ถกรายงานประวัติ 2 กกต.ใหม่ ก่อนลงมติ นันทนา จี้สืบความใกล้ชิดพรรคการเมืองหรือไม่?

สว.ประชุมลับ ถกรายงานประวัติ 2 กกต.ใหม่ ก่อนลงมติ นันทนา จี้สืบความใกล้ชิดพรรคการเมืองหรือไม่?

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.54 น.

สว.ประชุมลับถกรายงานสอบประวัติ 2 กกต. ก่อนลงมติ ด้าน “เปรมศักดิ์” ท้วงเร่งลงมติ หวั่นเกิดวิกฤตศรัทธา หลัง เลือกตั้ง 8 ก.พ. พบความล้มเหลวของการจัดเลือกตั้ง  ด้าน “นันทนา” ซัด เลือกตั้งสกปรก ตั้งคำถาม กก.สอบประวัติ สืบความใกล้ชิด พรรคการเมือง หรือไม่ หลัง 2 ว่าที่กกต. อยู่ในแวดลง ก.คมนาคม

26 ก.พ.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา สมัยวิสามัญ โดยนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาเรื่องด่วน คือ ให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ที่ได้รับบการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 2 คน คือ นายจิรุตม์ วิศาลวิจิตร อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก   และ นายมณฑล สุดประเสริฐ อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง  หลังจากที่คณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม ที่มี นายกมล รอดคล้าย สว. เป็นประธานกมธ. ได้พิจารณาแล้วเสร็จและนำเสนอรายงานลับให้ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาก่อนลงมติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนเข้าสู่การประชุมลับ ได้เปิดโอกาสให้ สว. ได้อภิปรายแสดงความเห็นในส่วนที่เปิดเผยได้ โดยนพ.เปรมศักดิ์ เพียรยุระ สว. อภิปรายขอให้ ที่ประชุมวุฒิสภาทบทวนการลงมติเห็นชอบ กกต. คนใหม่ หลังจากการเลือกตั้ง เมื่อ 8 ก.พ. มีปัญหาต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งหลายประเด็น โดยเฉพาะปัญหาบัตรเขย่ง ความโปร่งใสในการนับคะแนนที่มีปัญหา รวมไปถึง กกต. มีการสื่อสารที่สะท้อนถึงทัศนคติที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง ทำให้ประชาชนคลางแคลงใจและไม่ไว้วางใจ จนกระทบต่อความศรัทธาของกกต. 

“ความเชื่อมั่นกกต. มีเพียง 20% ต่ำสุดในรอบหลายสิบปี  ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเลือกตั้งบอกให้ทบทวนบทบาทและโครงสร้าง หากสว.เลือกบุคคลเข้าไปเพิ่มอีก อาจทำให้ซ้ำเติมปัญหา อีกทั้งอาจถูกมองว่าไม่รับผิดชอบ ทำกระบวนการตรวจสอบอ่อนแอ แม้สว.จะลงคะแนนตัดสิน แต่ผมมองว่าควรมีข้อเสนอเชิงวิชาการให้กกต.ปรับปรุง รวมถึงเพิ่มการตรวจสอบ ถอดถอนได้หากเกิดความผิดพลาดบกพร่องที่ร้ายแรง” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไม่ต้องการ กกต. ที่ครบองค์ประชุม แต่ต้องการความโปร่งใส ความรับผิดชอบและความเชื่อถือ ขอให้ กกต. ตอบคำถามที่คาใจของประชาชน ทั้งนี้ความชอบธรรมของการเลือกตั้งคือรากฐานมั่นคงของประเทศ หากเลือกตั้งดี มีกกต. ดี จะได้รัฐบาลดี แต่หากกกต.มีปัญหา เลือกตั้งมีปัญหา รัฐบาลจะมีปัญหา ทั้งนี้อย่าให้ความรีบร้อนกลายเป็นรอยร้าวนระยะยาว อย่าให้องค์ประชุมตามกฎหมายต้องแลกกับความไม่ไวว้วางใจ ซึ่งตนมองว่าประเทศอยู่ได้ด้วยกฎมาย แต่ประชาธิปไตยอยู่ได้ด้วยความศรัทธา 

ขณะที่ น.ส.นันทนา  นันทวโรภาส สว. ตั้งคำถามกับคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติ กกต. ว่า ได้ตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลที่ถูกสรรหามาเป็น กกต. หรือไม่ เพราะบุคคลทั้ง 2 อยู่ในแวดวงของกระทรวงคมนาคม และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) กกต. กำหนดคุณสมบัติ ในมาตรา 9 (4) ว่าให้เลือกบบุคคลที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ นอกจากนั้นต้องเข้าใจในภารกิจของ กกต. ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของพรรคการเมือง ดังนั้นได้ตรวจสอบในประเด็นดังกล่าวด้วยหรือไม่

“การจัดเลือกตังที่ผ่านมา กกต.จัดเลือกั้งไม่เรียบร้อย จนถูกวิจารณ์ว่าเป็นการเลือกตั้งสกปรกที่สุด ดังนั้นขอเรียกร้องจิตสำนึก สว. ให้เคารพต่อประชาชน อย่าทำลายเกียรติของสว. ด้วยการดึงดันลงมติเลือก กกต.ใหม่ และขอให้สว.พิสูจน์ตนเองให้สิ้นสงสัย จากนี้จะไม่ขอสังฆกรรมต่อการเลือกกรรมการองค์กรอิสระใดๆอีก” น.ส.นันทนา กล่าว

ขณะที่สว.กลุ่มสีน้ำเงิน อาทิ นายชินโชติ แสงสังข์ สว. อภิปรายแย้งว่า การกล่าวหา 138สว.คดีฮั้วเลือกสว. ยังเป็นแค่ข้อกล่าวหา ต้องสอบสวน สืบสวน และรอคำสั่งศาลที่จะพิพากษา สว.ไม่ได้เป็นคนเลือกหรือสรรหากกต.ในครั้งนี้ เป็นแค่ผู้พิจารณาจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เท่านั้น การพิจารณารายชื่อกกต. มีองค์กรที่สรรหาเสนอชื่อมา  มีระดับประธานศาลฎีกา ประธานรัฐสภา ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นผู้ส่งชื่อ 2กกต.มา วันนี้สว.ถูกใส่ร้าย ปากก็ว่า สว.ที่ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่สุดท้ายก็แผ่นเสียงตกร่อง กล่าวหาสว.ไม่มีจิตสำนึกในทุกครั้งที่มีการเลือกองค์กรอิสระ ขอให้หยุดใส่ร้าย รอให้มีคำพิพากษาศาลออกมาก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่ให้สว.อภิปรายในเนื้อหาส่วนแรกแล้ว ได้เข้าสู่การประชุมลับเพื่อพิจารณารายงานการตรวจสอบประวัติของผู้เสนอชื่อเป็น กกต.  

จิราพร เผย พท.รวบรวมเลือกตั้งไม่ปกติ ส่ง กกต.กว่า 100 เรื่อง หวังชี้แจงสังคมได้

จิราพร เผย พท.รวบรวมเลือกตั้งไม่ปกติ ส่ง กกต.กว่า 100 เรื่อง หวังชี้แจงสังคมได้

จิราพร เผย พท.รวบรวมเลือกตั้งไม่ปกติ ส่ง กกต.กว่า 100 เรื่อง หวังชี้แจงสังคมได้

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.46 น.

“จิราพร” เผยพท.ส่งร้อยเคสผิดปกติเลือกตั้งให้กกต.แล้ว ระบุแม้รับรองแล้วก็ยังชี้แจงคลายความกังวลสังคมได้ เตรียมลุยแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน ปัญหาแหล่งน้ำและชลประทานในพื้นที่

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรม การการเลือกตั้ง(กกต.) น.ส.จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด เขต 5 พรรคเพื่อไทย เดินทางมารับหนังสือรับรองการเป็น สส. โดยน.ส.จิราพร กล่าวว่า รู้สึกดีใจแล้วก็เป็นเกียรติ ที่พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดร้อยเอ็ด เขต 5 ได้มอบความไว้วางใจให้ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รับใช้พี่น้องประชาชนอีกครั้ง ซึ่งในส่วนของพรรคเพื่อไทย ได้นัดหมาย ให้ สส.เขต ไปรายงานตัวพร้อมกันวันพรุ่งนี้( 27 ก.พ.)ที่รัฐสภา

น.ส.จิราพร ตอบข้อถามความกังวลกับเรื่องของบัตรเลือกตั้ง  และผลการเลือกตั้งเกี่ยวกับความโปร่งใส ว่าพรรคเพื่อไทย ได้ตั้งมีการคณะทำงานเพื่อตรวจสอบเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งอยู่แล้ว โดยมีการรวบรวมความผิดปกติ ความกังวลต่างๆจากพื้นที่เป็นร้อยเคส ส่งถึง กกต. เพื่อจะได้ชี้แจงแล้วติดตามตรวจสอบทั้งประเด็นจำนวนบัตรเลือกตั้ง บาร์โค้ดต่างๆ ตอนนี้มีการส่งไปที่ กกต. เรียบร้อยแล้ว ตนเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ก็ปรารถนาที่จะเห็นการเลือกตั้งที่โปร่งใส และก็ยุติธรรม เพราะพี่น้องประชาชนที่ไปเลือกตั้งก็มีต้นทุน ทั้งเรื่องของเวลาและก็ค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่างๆ ก็อยากจะเห็นการเลือกตั้งที่ออกมาผลเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ กกต. ที่จะต้องชี้แจง เพื่อคลายความกังวลให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป

ส่วนที่การเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีเรื่องร้องเรียนแต่กกต.ก็ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้วนั้น น.ส.จิราพร กล่าวว่า ส่วนตัวเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง เมื่อมีการรับรองก็มาดำเนินการตามขั้นตอนตามหน้าที่ แต่ว่าแม้จะมีการรับรองไปแล้ว การตรวจสอบต่างๆ ก็ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้อยู่ และก็ กกต.เองก็ยังสามารถที่จะชี้แจงให้พี่น้องประชาชนได้คลายความกังวล สร้างความโปร่งใส ความเชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ได้

น.ส.จิราพร ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ว่า ในพื้นที่มีปัญหาหลากหลาย ส่วนตัวเมื่อเป็น สส. สมัยแรกก็เป็นฝ่ายค้าน ก็ไม่ได้อยู่ในรัฐบาล พอมาเป็น สส. ฝ่ายรัฐบาลก็ได้มีโอกาสทำงานราว 2 ปีกว่าๆ ทำให้การขับเคลื่อนต่างๆไม่ต่อเนื่องมีปัญหา ตั้งแต่เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม หรือเรื่องของแหล่งน้ำ เพราะว่าในภาคอีสานเอง เขตชลประทานไม่สามารถครอบคลุมถึงพื้นที่ทั้งหมด และเป็นพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกข้าวจำนวนมาก ซึ่งเป็นประเด็นหลักๆ ที่อาจจะต้องดำเนินการเป็นเรื่องแรก ตามที่ได้ลงพื้นที่สัมผัสกับพี่น้องประชาชน นอกจากนี้ยังประเด็นอื่นๆ ที่อยากจะช่วยสร้างงานสร้างอาชีพให้พี่น้องประชาชนต่อไป
 
สำหรับตำแหน่งในรัฐบาล ได้มีการพูดคุย หรือทาบทามอะไรกันบ้างหรือยัง น.ส.จิราพร กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกัน เพราะตอนนี้เอกสารรับรองก็ยังไม่เรียบร้อย 100% ยังเหลือของในส่วนของระบบบัญชีรายชื่อ