กุมบังเหียน‘กลาโหม’ ‘บิ๊กดุลย์’ย้ำ เชื่อมั่นผู้นำเหล่าทัพ ร่วมปกป้องประเทศชาติ

กุมบังเหียน‘กลาโหม’ ‘บิ๊กดุลย์’ย้ำ เชื่อมั่นผู้นำเหล่าทัพ ร่วมปกป้องประเทศชาติ

กุมบังเหียน‘กลาโหม’ ‘บิ๊กดุลย์’ย้ำ เชื่อมั่นผู้นำเหล่าทัพ ร่วมปกป้องประเทศชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กุมบังเหียน‘กลาโหม’ ‘บิ๊กดุลย์’ย้ำ เชื่อมั่นผู้นำเหล่าทัพ ร่วมปกป้องประเทศชาติ ‘ปานปรีย์’ผนึก‘สีหศักดิ์’ นั่งปธ.ที่ปรึกษารัฐมนตรี เสริมมิติทางการทูต/ศก.

“บิ๊กดุลย์” ไม่หนักใจ ขึ้นกุมบังเหียน คุม “ก.กลาโหม” เชื่อมั่น ผบ.เหล่าทัพ-ทหารทุกคน พร้อมปกป้องประเทศชาติด้าน “ปานปรีย์” คัมแบ๊กร่วมทีม“สีหศักดิ์” ดึงนั่งปธ.ที่ปรึกษา รมว.กต.เสริมทัพสายแข็ง มิติด้านการทูต-เศรษฐกิจ ให้โดดเด่น “เอกนิติ” ตั้ง “สันติธาร” ผช.รมว.คลัง “นิกร”ขอบคุณ “ซาบีดา” ได้เลื่อนเป็นสส.หลังยื่นลาออกพ้นบัญชีรายชื่อ เตรียมเข้ารายงานตัว 8 เม.ย.นี้

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี พลโทอดุลย์บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีการเข้ามารับตำแหน่งในช่วงที่ประเทศกำลังเจอกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชามีความกดดันหรือไม่

‘บิ๊กดุลย์’ไม่หนักใจคุม‘ก.กลาโหม’

โดยกล่าวว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าตนไม่ลำบากใจเลย เพราะเชื่อมั่นในผู้บัญชาการเหล่าทัพและเชื่อมั่นในตัวผู้บังคับหน่วยซึ่งทุกคนมีความมุ่งมั่นอันเดียวกันที่จะรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะเรามีอุดมการณ์เดียวกัน จบจากโรงเรียนเหล่าทหารของแต่ละเหล่าทัพ ทั้งโรงเรียนนายสิบและโรงเรียนนายร้อยซึ่งเราไม่ได้แบ่งแยกแต่ว่าเป็นเส้นทางในการศึกษา โดยพอมาอยู่ในหน่วยก็มาอยู่หน่วยเดียวกัน กลายเป็นทีมเดียวกัน ไม่ต้องกังวลใจ

เมื่อถามว่าได้มีการมอบนโยบายเรื่องของการดูแลปัญหาชายแดนอย่างไร เพราะในปีหน้ากัมพูชาจะมีการเลือกตั้งระดับประเทศกลัวว่าจะมีการสร้างสถานการณ์เกิดขึ้นหรือไม่รมว.กลาโหม กล่าวว่า ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องรบรอบที่ 3 แต่ไม่ใช่ว่า ไม่ต้องกังวล เพราะเรามีความเชื่อมั่นในกำลังพลในการป้องกันชายแดน ซึ่งการจะรบ ต้องมีสิ่งบอกเหตุ ซึ่งเรามีระบบการข่าวกรอง หรือ ISR (Intelligence, Surveillance, and Reconnaissance)ที่ดี และขอให้เข้าใจว่าเรามีระบบการติดตาม และระบบเฝ้าตรวจสิ่งบอกเหตุ

ขออย่าไปเชื่อข่าวลือ-โซเชียล

“ขอให้อย่าไปเชื่อ “ข่าวลือ” แต่ขอให้เชื่อ “ข่าวสารของทางการ” ที่ปล่อยออกไป เช่น จากโฆษกกองทัพภาค หรือว่า นายอำเภอ ผู้ใหญ่บ้าน ที่มีช่องทางการติดต่อกับชาวบ้านอยู่แล้ว ซึ่งหากมีเหตุการณ์ก็จะมีการแจ้งผ่านช่องทางเหล่านี้ ขออย่า
ไปเชื่อโซเชียล เพราะขณะนี้เรากำลังเข้าสู่ภาวะสงครามที่เรียกว่า สงครามไฮบริด (Hybrid Warfare) หรือสงครามลูกผสม ซึ่งขอให้ดูแล้วใช้วิจารณญาณ เพราะว่าคนที่นำข้อมูลมาโพสต์ในโซเชียล เขาต้องการอะไรเราไม่รู้ซึ่งต้องการโฆษณาชวนเชื่อหรือไม่ ขอให้ใจเย็นๆ อย่าไปสร้างความแตกแยกให้กับผู้ปฏิบัติงาน” พลโทอดุลย์ กล่าว พร้อม ยืนยันว่า ผู้บังคับหน่วยทหาร ไม่มีใคร ไม่มีไม่รักลูกน้อง

ส่วนกรณีที่นายวีระ สมความคิดประธานเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน ออกมาระบุว่า มีเจ้าหน้าที่เรียกรับส่วย แล้วปล่อยให้ทหาร BHQ เข้าเมืองแบบผิดกฎหมายนั้น พลโทอดุลย์ ย้อนถามกลับว่า จะเชื่อนายวีระ หรือจะเชื่อทหารในพื้นที่ทหาร แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะนายวีระได้ให้ข้อมูลเป็นข่าวสารขั้นต้นซึ่งเราก็รับฟัง ตนก็ได้นำมาตรวจสอบกับคนในพื้นที่ว่าเป็นข่าวจริงหรือไม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี ยืนยันว่าไม่ได้ว่านายวีระ เพราะเมื่อมีข่าวสารอะไรก็พร้อมรับฟังทั้งหมดให้หน่วยในพื้นที่ไปกลั่นกรอง ตรวจสอบและมาตัดสินใจว่า จะทำอย่างไรต่อไป

เสริมทีมสายแข็ง ครม.อนุทิน 2

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศ พระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี อนุทิน 2 เมื่อวันที่ 31 มีนาคม มีกำหนดเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณในวันที่ 6 เมษายนโดยมีกำหนดจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 9-10 เมษายนนั้น

รายงานข่าวแจ้งว่า ครม.ชุด อนุทิน 2 นอกจากให้รัฐมนตรีที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทำงานอย่างต่อเนื่องใน 3 กระทรวง คือ กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงพาณิชย์ และการกระทรวงการคลังแล้ว ก็ยังมีการนำผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านมาเสริม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องด้วย

‘สีหศักดิ์’ดึง‘ปานปรีย์’ปธ.ที่ปรึกษาฯ

ล่าสุดมีรายงานข่าวแจ้งว่าในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เตรียมแต่งตั้งนายปานปรีย์ พหิทธานุกร มาเสริมในตำแหน่งประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ทั้งนี้ นายปานปรีย์ กับนายสีหศักดิ์เคยร่วมงานกันมาตั้งแต่เป็นทีมงานที่ปรึกษาพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกฯ หรือที่รู้จักกันในชื่อ“ที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก” นอกจากนี้ เมื่อครั้งนายปานปรีย์ ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศในรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน ก็ได้แต่งตั้งนายสีหศักดิ์ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศให้กับนายปานปรีย์ ซึ่งในช่วงเวลาที่ทั้งคู่ได้ทำงานร่วมกันดังกล่าว การต่างประเทศของไทยถือว่ามีการดำเนินนโยบายเชิงรุกในหลายๆ ด้าน

ผนึกลุยงานต่างประเทศให้โดดเด่น

การที่นายปานปรีย์ได้ตอบรับที่จะดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษา รมว.การต่างประเทศในครั้งนี้ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งแกร่งให้กับงานในหลายๆด้านโดยเฉพาะในด้านการทูตเศรษฐกิจ ในฐานะที่นายปานปรีย์เป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศมาอย่างยาวนานและลึกซึ้ง ขณะที่การเสริมสร้างมิติการทูตเศรษฐกิจก็เป็นหนึ่งในประเด็นที่นายสีหศักดิ์ให้ความสำคัญตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่ง รมว.การต่างประเทศในรัฐบาล อนุทิน 1 ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ ทั้งนายสีหศักดิ์ และนายปานปรีย์ ถือว่าเป็นผู้มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านงานต่างประเทศสูงการเข้ามาเสริมทีมครั้งนี้เชื่อว่าจะสามารถทำให้งานด้านการต่างประเทศของรัฐบาล โดดเด่นมากขึ้น

‘เอกนิติ’ตั้ง‘สันติธาร’ผช.รมว.คลัง

ก่อนหน้านี้ มีรายงานข่าวแจ้งว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะตั้งนายสันติธาร เสถียรไทยFuture Economy Advisor สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็น ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วย

‘นิกร’ขอบคุณ‘ซาบีดา’ได้เลื่อนเป็นสส.

นายนิกร จำนง ว่าที่สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยเปิดเผยว่าตนได้รับทราบกรณีที่น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม ที่มีชื่อเป็นสส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยลำดับที่ 5 ได้มีหนังสือขอลาออกจากการเป็นสส.ตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมาเนื่องจากต้องการเตรียมพร้อมเข้าไปทำหน้าที่ในตำแหน่งรมว.วัฒนธรรมโดยพลัน และต่อมาวันที่ 3 เม.ย.ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เลื่อนลำดับตนที่อยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 20 ขึ้นมาเป็นสส. ทั้งนี้ ต้องขอบคุณน.ส.ซาบีดาเป็นอย่างยิ่งที่ได้โทรแจ้งตนให้ทราบภายหลังยื่นหนังสือขอลาออกจากการเป็นสส.

โดยตนจะเข้าไปรายงานตัวเป็นสส.ต่อสภาฯ ในวันที่ 8 เม.ย.นี้ เวลา 09.00 น. และจะทำการปฏิญาณตัวในที่ประชุมสภาฯวันเดียวกัน จากนั้นก็จะเริ่มทำหน้าที่ที่พี่น้องประชาชนได้มอบหมายให้เต็มกำลังความสามารถในทันที ขอบคุณประชาชนที่ลงคะแนนเลือกตั้งให้พรรคภูมิใจไทย ขอบคุณหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค เพื่อน สส.ทุกๆคนและสมาชิกพรรคทุกคนที่ร่วมกันให้โอกาสสำคัญนี้กับตน

‘ชัยวุฒิ’ติงสส.ไม่ควรใช้ AI เขียนสคริปต์

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พร้อมฝากข้อคิดการทำหน้าที่ในสภาฯเน้นย้ำให้อภิปรายด้วยเหตุผลและศึกษาข้อมูลด้วยตนเอง ไม่ควรใช้เทคโนโลยี AI หรือบุคคลอื่นเขียนบทให้ พร้อมฝากประธานสภาฯ หารือแกนนำทุกพรรค จัดอบรมกติกามารยาทให้ สส. ใหม่ เพื่อรักษาภาพลักษณ์อันดีของฝ่ายนิติบัญญัติ

“การอภิปรายในสภาฯ ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล ข้อมูลที่นำมาใช้อภิปรายนั้น สส. ควรเป็นผู้ศึกษา วิเคราะห์ และเขียนขึ้นด้วยตนเอง ไม่ใช่การพึ่งพาปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือให้บุคคลอื่นเขียนบทให้ เนื่องจากผู้แทนราษฎรจำเป็นต้องพูดและสื่อสารจากสิ่งที่ตนเองรู้และเข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้ จึงอยากฝากไปยัง สส.ว่า การอภิปรายในสภาควรพูดด้วยเหตุ ด้วยผลควรศึกษาข้อมูลต่างๆ แล้วก็คิดเองเขียนเอง แล้วจึงนำมาอภิปรายในสภา ไม่ใช่ไปให้ AI หรือไปใช้คนอื่นเขียนมาให้ เราต้องพูดจากสิ่งที่เรารู้สิ่ง ที่เราเข้าใจจริงๆ” นายชัยวุฒิ กล่าว

ฝากปธ.สภาฯจัดอบรมกติกาสส.ใหม่

หัวหน้าพรรครักชาติ ยังได้เน้นย้ำถึงวุฒิภาวะในการทำหน้าที่สส. ว่าควรหลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์ การโต้เถียง หรือการด่าทอกันเพื่อหวังสร้างกระแสต่อหน้าประชาชน เพราะพฤติกรรมดังกล่าวจะส่งผลเสียและทำลายภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของสภาผู้แทนราษฎรโดยรวม ที่สำคัญต้องการเคารพกติกาเรื่องเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่ยึดถือปฏิบัติกันมาในทุกยุคทุกสมัย เพื่อให้เกิดการจัดสรรเวลาอย่างเป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ สส. ทุกคนได้นำเสนอปัญหาจากทุกจังหวัดและทุกพื้นที่ หากมีบุคคลใดใช้เวลาเกินกำหนดหรือเหมาเวลาพูดเพียงคนเดียว ก็จะทำให้ สส. ท่านอื่นเสียโอกาสในการสะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ตนเอง

นายชัยวุฒิ ยังฝากข้อเสนอแนะไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้เร่งหารือกับแกนนำของทุกพรรคการเมือง เพื่อจัดเตรียมการประชุมอบรมให้แก่ สส. โดยเฉพาะกลุ่ม สส. หน้าใหม่ เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อบังคับกฎกติกา และมารยาท ต่างๆ ในการประชุมสภาฯ เพื่อให้การขับเคลื่อนงานในสภาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทรงเกียรติสูงสุด

กกต.รับสอบคดีสเปกเตอร์ ซี

รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองได้รับคำร้องเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยยุบพรรคประชาชน กรณีผู้บริหารพรรคและบุคคลผู้มิใช่สมาชิกพรรคได้ร่วมดำเนินกิจการที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับบริษัท สเปกเตอร์ ชี จำกัด ซึ่งเป็นสื่อมวลชนและมีการกระทำอันเข้าข่ายลักษณะเอื้อประโยชน์และแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน ซึ่งอาจเข้าข่ายการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 และกรณีพรรคประชาชนเปิดรับสมาชิกทางออนไลน์หรือระบบคอมพิวเตอร์โดยให้ผู้สมัครกรอกหมายเลข Laser ID(รหัสที่อยู่หลังบัตรประชาชน) และอาจมีการใช้ปฏิบัติการไอโอ โดยให้ Spectre C เป็นผู้ขับเคลื่อนให้ ซึ่งอาจเป็นการครอบงำกิจกรรมของพรรคอาจเข้าข่ายการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 หรือไม่ และได้มอบหมายให้คณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรค การเมือง คณะที่ 2ดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคำร้องดังกล่าว

เรียก2นักร้องให้ปากคำต่อกกต.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าล่าสุดคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง คณะที่ 2 ได้ส่งหนังสือ “ลับ” ด่วนที่สุด เรียกตัวผู้ยื่นคำร้อง อาทิ นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน นายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร นักวิชาการอิสระ และพยานที่เกี่ยวข้อง มาให้ปากคำที่สำนัก กกต. ในระหว่างวันที่ 7-10 เม.ย. 2569 พร้อมหลักฐาน เพื่อทำความเห็นเสนอให้นายทะเบียนพิจารณาต่อไป

ทุบโต๊ะรื้อโครงสร้างน้ำมัน ผุดศบก.ชุดใหม่ ดีเอสไอฟันคดีอั้งยี่ฟอกเงิน คลังน้ำมันดังสุราษฎร์ธานี

ทุบโต๊ะรื้อโครงสร้างน้ำมัน ผุดศบก.ชุดใหม่ ดีเอสไอฟันคดีอั้งยี่ฟอกเงิน คลังน้ำมันดังสุราษฎร์ธานี

ทุบโต๊ะรื้อโครงสร้างน้ำมัน ผุดศบก.ชุดใหม่ ดีเอสไอฟันคดีอั้งยี่ฟอกเงิน คลังน้ำมันดังสุราษฎร์ธานี

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทุบโต๊ะรื้อโครงสร้างน้ำมัน ผุดศบก.ชุดใหม่ ดีเอสไอฟันคดีอั้งยี่ฟอกเงิน คลังน้ำมันดังสุราษฎร์ธานี ซุ่มกักตุนเก็งกำไร2ล้านลิตร กห.ปิดประตูส่งไปกัมพูชา

นายกฯ เผยครม.นัดพิเศษ 6 เมษายน ถกตั้ง ศบก.ชุดใหม่ เตรียมรื้อโครงสร้างน้ำมันครั้งใหญ่ ด้านอธิบดี DSI ตั้งวอร์รูมมอนิเตอร์ “คดีกักตุนน้ำมัน” เร่งเอาผิดไอ้โม่ง พร้อมชงบอร์ดรับเป็นคดีพิเศษก่อนสงกรานต์ เผยคลังน้ำมัน 6 จุด จ.สุราษฎร์ธานี กักตุนน้ำมันกว่า 2 ล้านลิตร จ่อประเคนข้อหาอั้งยี่-ฟอกเงิน ฝ่ายปชน.-ปชป.ง้างปาก นายกฯพูดให้ชัดไอ้โม่งเป็นใคร“กรณ์”แขวะรัฐบาลหยุดหน่อมแน้ม

เมื่อวันที่ 4 เมษายน ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการพบการลักลอบขนน้ำมันเถื่อน ผ่านชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า เมื่อ 3 เม.ย. 2569 ได้มีการแถลงข่าวไปแล้ว รายละเอียดเป็นไปตามนั้น เพราะน้ำมันเป็นยุทธภัณฑ์หลักที่ใครๆ ก็ต้องการ แต่ตอนนี้ขาดแคลน ส่วนการตรวจสอบ หากเป็นทางทะเลไม่ต้องห่วงเพราะ เรามีกรมเจ้าท่า และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล หรือ ศรชล. ซึ่งมีเครื่องมือในการติดตามเรือขนน้ำมันออกจากโรงกลั่น หากไม่ไปถึงที่หมายตามระยะเวลา หรือประวิงเวลาก็แสดงว่า มีการกักตุน

พลโทอดุลย์ กล่าวต่อว่า โดยจากเดิมการขนส่งใช้เวลา 3 วัน แต่ถ้าหากประวิงเวลา 5 วันก็ยังไม่ถึง เพื่อรอราคาน้ำมันขึ้นแล้วค่อยปล่อย แบบนี้สื่อมวลชน และพี่น้องประชาชนก็ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา และช่วยรัฐบาล รวมถึงประชาชนต้องมาช่วยกัน มาช่วยรัฐบาล ถ้าไม่ช่วยกันแล้วมาด่าแต่รัฐบาล รัฐบาลก็ทำเต็มที่ หากสังเกตดู นายกฯ ดูแววตานายกฯ ทุกครั้งที่เจอตน ท่านก็ฝากทุกครั้ง ให้ช่วยกันดูแลเรื่องต่างๆ เหล่านี้

อย่างไรก็ตาม ทุกเรือในอ่าวไทยมีหลาย 1,000 ลำทุกลำต้องมี GPS เรือลำไหนที่ผิดปกติที่วิ่งไปแล้วปิด GPS ถือว่าผิดปกติ ซึ่งเรามีการตรวจสอบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ชี้แจง คือข้อมูลที่ได้มีการตรวจสอบแล้ว

รื้อโครงสร้างน้ำมัน

มีรายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก ในวันที่ 6 เมษายนนี้ พิจารณาแก้ปัญหาราคาน้ำมันอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการแกะรอยและรื้อโครงสร้างพลังงานไทยครั้งสำคัญ

เช่นเดียวกับ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ที่เตรียมเสนอที่ประชุม ครม. ให้พิจารณาทบทวนโครงสร้างค่าการกลั่น พร้อมปรับเวลาประกาศราคาน้ำมันใหม่ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและทำให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคมากขึ้น ก่อนเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่มีการเดินทางหนาแน่น

แหล่งข่าวด้านพลังงาน เปิดเผยว่าการเดินหน้าแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันอย่างเป็นรูปธรรมในครั้งนี้ ได้มีการนำฐานข้อมูลเชิงลึกที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ได้ศึกษากลไกราคาอย่างละเอียดเอาไว้ ส่งให้ที่ประชุมคณะรัฐมนรีได้พิจารณา โดยเฉพาะประเด็นค่าการกลั่นที่เคยพุ่งสูงผิดปกติจากราคา 2 บาทต่อลิตร ขยับขึ้นเป็น 6-7 บาทต่อลิตร ในเดือนมีนาคม ก่อนจะปรับสูงขึ้น 12-14 บาทต่อลิตร ในเดือนเมษายน ซึ่งนายพิพัฒน์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า โครงสร้างราคาน้ำมันอาจจะมีการบวก “ค่าความเสี่ยงจากสงคราม (War Premium)” รวมถึงค่าขนส่งและค่าประกันภัย ที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริงในปัจจุบัน ทั้งที่ประเทศไทยไม่ได้พึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่าสูตรการคำนวณราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นมีการบวกค่าขนส่งและค่าประกันภัยรวมอยู่ด้วย ซึ่งอาจเป็นตัวเลขที่สูงเกินจริงและไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในปัจจุบัน

ตัดต้นทุนส่วนเกิน

แหล่งข่าว เปิดเผยด้วยว่า ข้อมูลที่นายพิพัฒน์ทำไว้ ได้ถูกนายเอกนิตินำมาขยายผลต่อยอด สั่งการให้กระทรวงพลังงานพิจารณา “ตัดต้นทุนส่วนเกิน”ออกจากราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น พร้อมทบทวนความจำเป็นของ War Premium เพื่อสะท้อนราคาที่เป็นธรรมและโปร่งใสมากขึ้น นโยบายนี้ไม่เพียงมุ่งลดราคาน้ำมัน แต่ยังเป็นการแก้ไขปัญหาที่โครงสร้าง เพื่อดูแลต้นทุนภาคขนส่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ และส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนในทุกระดับ โดยที่รัฐบาลจะเร่งให้ทันกับช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์นี้

“บทบาทของนายพิพัฒน์จึงเปรียบเสมือนคนปูทาง ให้การแก้ปัญหาครั้งนี้เดินไปได้ไกลกว่าที่เคย จากการแก้เฉพาะหน้าสู่การแก้เชิงระบบ ที่แตะถึงต้นทุนจริงของภาคพลังงาน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อภาคขนส่ง อันเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ ที่ความต้องการใช้น้ำมันพุ่งสูง ดังนั้น ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของพลังงานไทย ชุดข้อมูลของนายพิพัฒน์จึงถือว่ามีความสำคัญและเป็นชุดข้อมูลที่รองรับการเดินหน้าเต็มกำลังของรัฐบาลชุดใหม่”แหล่งข่าว กล่าว

ตั้งวอร์รูมมอนเตอร์น้ำมัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีคณะทำงาน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ร่วมกับกรมสอบ สวนคดีพิเศษ(DSI) และพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. และในฐานะ ผอ.ศูนย์ปราบปราม
การกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงลงตรวจคลังน้ำมันผู้ค้าขนาดใหญ่ 6 จุดในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามคำสั่งนายกฯ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงในภาคใต้ตอนบน พบบางคลังมีปริมาณรับน้ำมันเข้าในเดือนมี.ค.มากกว่าขายออก
อย่างแตกต่างจากเดือนก.พ. จึงสงสัยว่าอาจกักตุน และขณะนี้ DSI รับเป็นคดีพิเศษ เพื่อสอบสวนต่อไปในฐานความผิดพ.ร.บ.สิน ค้าและบริการ เกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันปิโตรเลียม

จัดหนักอั้งยี่ฟอกเงิน

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า วันนี้คณะพนักงานสืบสวนดีเอสไอได้มีการหารือกันในประเด็นสำคัญและปลีกย่อยต่างๆ เกี่ยวกับคดีการกักตุนน้ำมัน โดยล่าสุดในที่ประชุม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอจัดเตรียมห้องประชุม ชั้น 1อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ สำหรับใช้เป็นสถานที่เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์การดำเนินคดีเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีวัตถุประสงค์ไว้รับและเเลกเปลี่ยนข้อมูลจากหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.), กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี, กรมสรรพสามิต, กรมเจ้าท่า, ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล, กรมธุรกิจพลังงาน, กรมศุลกากร เป็นต้น เพื่อจะได้นำข้อมูลใช้วิเคราะห์ ประมวลผล เช่น ข้อมูลจากกรมสรรพสามิต จะเป็นตัวเลขจากคลังน้ำมันต่างๆ ว่ามีการส่งน้ำมันให้โรงกลั่นใดบ้าง หรือมีคลังใดเกี่ยวข้องบ้าง ด้วยปริมาณน้ำมันจำนวนกี่ลิตรวันที่เวลาในไทม์ไชน์ทั้งหมด หรือข้อมูลจากกรมศุลกากร จะเป็นเรื่องปริมาณการนำเข้าน้ำมันในแต่ละช่วงเวลา หรือข้อมูลจากศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ที่เป็นกรณีความผิดปกติของเที่ยวเรือต่างๆ ในขนส่งลำเลียงน้ำมันกลางทะเล ส่วนข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จะเป็นกรณีการตรวจคลังและสถานีบริการน้ำมันในแต่ละภูมิภาค หรือข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงาน ที่จะมีตัวเลขภาพรวมทั้งหมด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนของดีเอสไอ ก่อนรวบรวมข้อมูลเรื่องเสนอคณะกรรม การคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) พิจารณารับสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษในฐานความผิดเบื้องต้น พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ส่วนประมวลกฎหมายอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน จะค่อยพิจารณาขยายผลต่อไปเมื่อรับเป็นคดีพิเศษแล้ว

6 จุดสุราษฎรธานีหนัก

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า สำหรับกรณีความผิดปกติที่พบเจอจากการลงพื้นที่ตรวจบริษัทคลังน้ำมันขนาดใหญ่ 6 จุด ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีเมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งข้อมูลของคณะพนักงานสืบสวน พบว่า “บริษัท พ.” คือ จุดที่มีการกักตุนน้ำมันกว่า 2 ล้านลิตร ซึ่งตัวเลขรายงานการรับเข้าน้ำมัน การขายออกน้ำมัน และปริมาณคงคลังของเดือน มี.ค.2569 แตกต่างอย่างมากกับเดือน ก.พ.2569 ซึ่งในเรื่องนี้ที่ประชุมทราบว่าจะต้องให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ดำเนินการบันทึกปากคำพยานของบริษัทฯ ไว้ก่อน เนื่องด้วยตำรวจท้องที่สามารถรวบรวมแสวงหาข้อมูลไว้เบื้องต้นก่อนได้ เเละหากบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติดีรับเป็นคดีพิเศษเมื่อใด ข้อมูลรายละเอียดเหล่านี้สามารถนำข้อเท็จจริงมาประกอบสำนวนได้ ทั้งนี้ ที่ประชุมคาดว่าจะมีการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการกักตุนน้ำมันทั้งบนบก หรือทางทะเล หรือกรณีบริษัทคลังน้ำมันรายใหญ่กักตุนเพื่อเก็งกำไร ฯลฯ เสนอขอให้บอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ รับเป็นคดีพิเศษก่อนเทศกาลสงกรานต์นี้

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยต่อว่า ที่ประชุมได้รับทราบด้วยว่า พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีการเตรียมบุคลากรมากความสามารถสำหรับเป็นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในเรื่องนี้โดยเฉพาะการดึงเอาผู้อำนวยการกองคดีต่างๆ และผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษด้านต่างๆ ภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษมาร่วมเป็นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้การสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามระเบียบกรมสอบสวนคดีพิเศษว่าด้วยการบริหารงานคดีพิเศษ พ.ศ. 2567 ข้อ 20 เพื่อสืบสวนและสอบสวนตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยให้มีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ครบถ้วนตามวาระสำคัญ

เจรจาลดค่าการกลั่น

เมื่อเวลา 15.20 น. ที่ห้างโลตัส บางกะปินายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องของการลดค่ากลั่น ว่า ใกล้จะได้ข้อสรุปแล้ว พยายามเจรจากับโรงกลั่น แนะนำตัวเลขต่างๆ มาหารือกัน เท่าที่ได้รับรายงานมา ทุกรายยังให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี หวังว่าจะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า

เมื่อถามย้ำว่า แนวโน้มน่าจะได้ลดราคาใช่หรือไม่ นายอนุทิน ชี้ไปที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ก่อนจะกล่าวว่าประธานบอร์ด ปตท.อยู่นี่ ขณะนี้กำลังดูตัวเลขอยู่ พยายามเจรจาลดราคาอยู่ แต่ก็ต้องให้ทางโรงกลั่นน้ำมันอยู่ได้ด้วย ไม่ใช่ไปบีบบังคับ จนรู้สึกว่าหากขายแบบนี้แล้วไม่คุ้มค่าการกลั่น เกิดเขาหยุดกลั่นน้ำมันขึ้นมา ก็จะยิ่งทำให้ปัญหาทวีเพิ่มขึ้นไปอีก ขณะนี้ที่ได้รับรายงานมา ก็มั่นใจว่าปริมาณน้ำมัน โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์จะเพียงพอ

อธิบายให้ทุกคนเข้าใจ

เมื่อถามว่าลงพื้นที่วันนี้ก็มีคนมาร้องเรียนเรื่องของราคาน้ำมันให้ช่วยเหลือ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ต้องอธิบายให้ทุกคนได้ฟัง ส่วนใหญ่จะบ่นเรื่องน้ำมันแพง แต่จริงๆ แล้วราคาตรงนี้ กองทุนน้ำมันยังอุ้มอยู่ลิตรละประมาณ 17 บาท แต่อุ้มตรงนี้ ไปตลอดไม่ได้ เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะต้องหาช่องทางอื่นในการลดภาระให้กับประชาชน ซึ่งการเจรจาค่าการกลั่นก็เป็นอีกทางหนึ่ง แต่สิ่งที่รัฐบาลอยากจะขอความร่วมมือจากประชาชน ค่าน้ำมันไทยไม่ได้เป็นคนกำหนดและไทยไม่มีทรัพยากรประเภทนี้ อยู่ในประเทศ ต้องพึ่งพาการนำเข้า 100% ดังนั้นช่วงไหนที่มีวิกฤตการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ก็จะต้องใช้น้ำมันให้ประหยัดมากขึ้น

“ไม่ใช่การโยนภาระให้ประชาชน แต่จากที่เคยใช้รถคนละคัน ก็อาจจะต้องไปไหนมาไหนด้วยกัน บ้านไหนที่มีรถไฟฟ้า อาจจะต้องนำรถไฟฟ้าออกมาใช้มากขึ้น ส่วนการไปเติมน้ำมันก็ให้ไปเติมแบบในภาวะปกติ ไม่ต้องขนแกลลอนไปตุนเอาไว้ เพราะจะทำให้เกิดการขาดน้ำมันในระบบ” นายอนุทินกล่าว

เมื่อถามว่าการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จะมีเรื่องวิกฤตพลังงานอยู่ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มี โดยจะเป็นการพูดถึงการปรับโครงสร้างพลังงาน ในช่วงที่โลกมีวิกฤตการณ์ ความขัดแย้งในภูมิภาคที่ส่งออกน้ำมัน รวมถึงการเตรียมพร้อมสภาวะขาดแคลนน้ำมัน และสภาวะความผันผวนของราคาน้ำมัน

เร่งตามหาน้ำมันล่องหน

เมื่อถามว่า มีการรายงานความคืบหน้ากรณีน้ำมันหาย 57 ล้านลิตรแล้วหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ขณะนี้ทุกหน่วยงานดำเนินการขยายผล และพร้อมดำเนินคดีกับผู้ที่ค้ากำไรเกินควร รวมไปถึงผู้ที่กักตุนน้ำมัน เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย การที่ได้ตรวจสอบพบ ถือเป็นการที่ทำให้เราควบคุมปริมาณน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่น เพราะต้องการให้น้ำมันจากโรงกลั่น ทุกลิตรไปถึงมือพี่น้องประชาชน และสถานีบริการน้ำมันต่างๆ ไม่ใช่นำไปกักตุนเอาไว้เพื่อเก็งกำไรแบบนั้นทำไม่ได้ ต้องชื่นชมเจ้าหน้าที่บ้านเมือง สามารถลงไปสืบได้ในเชิงลึก

“ที่ผมเงียบมาตลอด เพราะต้องการทราบข้อมูลการกระทำผิดไม่ให้ข่าวรั่วออกไป เราทราบแม้กระทั่งว่าเรือลำไหนไปลอยลำ อยู่กลางทะเล ใช้เวลามากเกินควร ที่จะเดินทางจากจุดรับน้ำมันมาจุดส่งน้ำมันได้ แสดงว่าเป็นการถ่วงเวลา เพราะค่าน้ำมันช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ขึ้นทุกวัน เขาจึงใช้วิธีการถ่วงเวลา ซึ่งเราใช้เวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ ก็สามารถติดตามเส้นทางของคนเหล่านี้ได้หมด เชื่อว่าจากนี้ไป การควบคุมปริมาณน้ำมัน จะไม่มีการรั่วไหลออกไป ทั้งลอยลำอยู่กลางทะเล ทั้งถ่ายทอดออกไปนอกประเทศ ผ่านทางช่องทางธรรมชาติต่างๆ” นายอนุทินระบุ

ตั้งศบค.ชุดใหม่

เมื่อถามว่า ครม.นัดพิเศษวันที่ 6 เมษายน จะมีการนำเรื่องน้ำมันเข้าสู่ที่ประชุมครมด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีบ้างประเด็น เช่น การจัดตั้ง ศบก.ใหม่แทนชุดเดิมกำลังจะสิ้นสุดไปพร้อม ครม.เดิม ที่จากนี้ไปจะเน้นเรื่องของการควบคุมราคาน้ำมัน รวมถึงการหามาตรการอื่นๆในการช่วยเหลือประชาชน ขณะนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เสนอเป็นโมเดลคร่าวๆแล้ว ยืนยันว่ารัฐบาลจะทำทุกวิถีทาง ที่จะช่วยลดภาระประชาชน
ในส่วนของค่าครองชีพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่อย่างที่บอกราคาน้ำมันขึ้นอยู่กับตลาดโลก จะอุ้มตลอด โดยใช้กองทุนน้ำมันไม่ได้ จึงต้องนำมาตรการอื่นๆ มาช่วยเหลือประชาชนด้วย

ปชน.ตามขย้ำไม่ยั้ง

นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงรัฐบาล “ไหนว่าไม่มีไอ้โม่ง” โดยนายศุภโชติกล่าวว่า หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามอธิบายว่าวิกฤตน้ำมันเกิดจากประชาชนแห่เติมน้ำมัน จนความต้องการพุ่งขึ้นผิดปกติ แต่วันนี้กลับมีข่าวพบการกักตุนตั้งแต่เช้ายันเย็น พบการลักลอบขนน้ำมัน และพบความผิดปกติในระบบกระจายน้ำมันอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงมีการออกมายอมรับด้วยว่า พบพฤติกรรมกักตุนที่อาจเข้าข่าย 20 ล้านลิตรต่อวัน

นายศุภโชติกล่าวว่า คำถามก็คือ ถ้ามีจริง ที่ผ่านมารัฐบาลกำลังช่วยปกปิดผู้ที่กระทำความผิดหรือไม่ ใครกันแน่ที่สามารถขนน้ำมันปริมาณมหาศาลได้ ใครกันแน่ที่มีคลัง มีรถ มีเรือ มีเส้นทาง มีเครือข่าย และมีอำนาจพอจะทำให้น้ำมันหายไปจากระบบได้เป็นสิบล้านลิตร เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ประชาชนทั่วไปทำได้แน่นอน

จี้รัฐบาลเปิดตัวไอ้โม่ง

นายศุภโชติยกตัวอย่างจากกรณีที่สุราษฎร์ธานีมีการตรวจพบความผิดปกติถึง 57 ล้านลิตร ถ้าเป็นจริง นี่อาจไม่ใช่แค่“เคสเดียว” แต่อาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของความผิดปกติในระบบน้ำมันทั้งประเทศ ยิ่งเมื่อกองทัพเรือระบุว่ามีการตรวจพบการลักลอบขนน้ำมันทางทะเลมาโดยตลอดแต่แค่ไม่เป็นข่าว ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามหนักขึ้นว่า การปกปิดดังกล่าว ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐกำลังมีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่

เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ปัญหาการกักตุน แต่คือการกำกับดูแลของรัฐที่น่าตั้งคำถาม และอาจเข้าข่าย “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” หากมีข้อมูล มีสัญญาณ มีความผิดปกติอยู่แล้ว แต่กลับไม่เร่งตรวจสอบ ไม่เร่งเปิดเผย และปล่อยให้ประชาชนเดือดร้อนหาน้ำมันเติมแทบไม่ได้อยู่เกือบเดือน

แฉใครบ้างค้าน้ำมัน

นายศุภโชติ ย้ำว่าหากรัฐบาลต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ต้องเปิดข้อมูลทั้งระบบย้อนหลังตั้งแต่วันแรกที่เกิดวิกฤตทันที ดังนี้ เปิดข้อมูลผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ตามมาตรา 7 ทั้ง 55 ราย,- เปิดข้อมูลผู้ค้าน้ำมันรายย่อยตามมาตรา 10ทั้ง 245 ราย, เปิดข้อมูลสถานีบริการน้ำมันตามมาตรา 11 ทั้ง 25,310 ราย,เปิดข้อมูลผู้ขนส่งน้ำมันตามมาตรา 12 ทั้ง 2,681 ราย

นายศุภโชติทิ้งท้ายว่า รัฐบาลต้องเปิดเผยข้อมูลให้เห็นชัดๆ ว่าใครมีน้ำมันอยู่เท่าไหร่ ปล่อยน้ำมันออกไปเท่าไหร่ ส่งไปที่ไหน ถึงปลายทางครบหรือไม่ และมีจุดไหนที่น้ำมัน “หาย” ไปจากระบบกันแน่ เพราะวันนี้สิ่งที่สังคมสงสัย ไม่ใช่แค่ว่ามี “ไอ้โม่ง” หรือไม่ แต่คือใครกันแน่ที่ปกปิดและปล่อยให้ไอ้โม่งหากินบนความเดือดร้อนของประชาชนได้มากและนานขนาดนี้

เหน็บแรงรวยไม่ไหวแล้ว

ด้านนายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ใครรวย ไม่ไหวแล้ว…หนู!!! มีหลักฐาน ตรองดู แล้วมองเห็น หย่อนยาน ควบคุม ลำเค็ญ ราษฎร ตายทั้งเป็น เซ่นกำไร

นายอดิศรระบุต่อว่า แถลงชัดเจน…น้ำมันหายไป 57 ล้านลิตร ฟันกำไรฉั่วๆๆ สบาย สบาย จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เรื่องนี้แสดงให้เห็นมีขบวนการกักตุนน้ำมัน แล้วพอราคาขึ้นก็เอาออกมาขาย แถลงนโยบาย จะโดนสภาตรวจสอบอย่างหนัก “รวยไม่ไหวแล้ว” “มันคือใคร???”

กรณ์กระตุกหยุดหน่อมแน้ม

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความจริงใจและจริงจังในการแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน โดยเฉพาะกรณีส่วนต่างค่าการกลั่นน้ำมันที่พุ่งสูงผิดปกติ ชี้รัฐต้องใช้อำนาจตามกฎหมายแทนการ “ขอรับบริจาค” เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมตามหลักธรรมาภิบาล

นายกรณ์ระบุว่า ปัจจุบันประชาชนกำลังเผชิญวิกฤตค่าครองชีพจากปรากฏการณ์ค่าการกลั่นที่บางวันพุ่งสูงถึง 17 บาทต่อลิตร ซึ่งรัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว โดยย้ำว่าหาก คตร. พบข้อเท็จจริงว่าโรงกลั่นมีกำไรเกินควรจริง รัฐบาลต้องกล้าหาญที่จะใช้อำนาจรัฐดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย

“รัฐบาลอย่าหน่อมแน้มขอเงินบริจาคจากโรงกลั่น” นายกรณ์กล่าว พร้อมเตือนว่าการใช้วิธีขอความร่วมมือโดยไม่มีกฎหมายรองรับนั้น นอกจากจะแสดงถึงความไม่จริงจังแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อหลักธรรมาภิบาลของโรงกลั่นที่เป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการฟ้องร้องจากผู้ถือหุ้นได้

เตือนใจ‘เอกนิติ’

นายกรณ์ ยังได้หยิบยกบทเรียนเมื่อปี 2565 เพื่อเตือนใจนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะประธาน คตร. ว่าอย่าเดินซ้ำรอยยุทธศาสตร์การซื้อเวลาที่ทั้งรัฐมนตรีพลังงานและผู้ประกอบการเคยใช้มาแล้ว โดยในครั้งนั้นโรงกลั่นเคยตกลงว่าจะบริจาคเงินรวม 24,000 ล้านบาท (เดือนละ 8,000 ล้านบาท เป็นเวลา3 เดือน) แต่สุดท้ายกลับมีการจ่ายจริงเพียงไม่กี่ร้อยล้านบาทจากบางบริษัทเท่านั้น และเรื่องก็เงียบหายไปโดยไม่มีการแก้ไขโครงสร้างราคาที่บกพร่องอย่างแท้จริง

พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายกรณ์จาติกวณิช ยืนยันว่า ความชัดเจนและความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย สังคมควรได้รับรู้ว่าโครงสร้างราคาในปัจจุบันบกพร่องจริงหรือไม่

“ประชาชนรอการทำงานที่จริงจังและโปร่งใส อย่าใช้วิธีการซื้อเวลารอให้กระแสกดดันผ่านไป รัฐบาลต้องยึดหลักธรรมาภิบาลและกฎหมายที่ถูกต้อง เพื่อความเป็นธรรมต่อทั้งภาคธุรกิจและที่สำคัญที่สุดคือเพื่อบรรเทาความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชน” นายกรณ์ระบุทิ้งท้าย

57 ล้านลิตรหายไปไหน

น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แถลงว่ามีน้ำมันหายไปจากระบบจำนวนมหาศาลถึง 57 ล้านลิตร ระหว่างการขนส่งจากคลังน้ำมันไปยังปลายทาง โดยตั้งข้อสังเกตว่าน้ำมันจำนวนมหาศาลนี้อยู่ที่ไหนกันแน่ และลอยอยู่กลางทะเลจริงตามกระแสข่าวหรือไม่ หรือถูกลักลอบส่งออกนอกประเทศไปแล้ว

รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าข้อมูลน้ำมันที่หายไป 57 ล้านลิตรนั้น ตามหลักปฏิบัติแล้วสามารถตรวจสอบได้ไม่ยากโดย

1.ใบกำกับขนส่ง ทุกครั้งที่เรือเข้าโหลดน้ำมันจากโรงกลั่น จะต้องได้รับใบกำกับขนส่งที่ระบุชัดเจนว่าต้นทางมาจากไหน ปลายทางคือที่ใด ขนส่งผลิตภัณฑ์ประเภทใด และขนให้กับบริษัทน้ำมันแห่งใด

2.ระบบติดตามเรือ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ตรวจสอบตำแหน่งเรือได้แบบเรียลไทม์ ว่าเรือแต่ละลำจอดอยู่ที่ไหน หรือกำลังเดินทางไปที่ใดผ่านเว็บไซต์ตรวจสอบการจราจรทางน้ำสากล

3.ผู้มีสิทธิ์โหลดน้ำมัน เรือขนส่งเป็นเพียง “ผู้รับจ้างขน” เท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นได้เอง ผู้ที่มีสิทธิ์มีเพียงบริษัทน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่บริษัทในประเทศไทยเท่านั้น

น.ส.ศิริภา ตั้งข้อสังเกตทิ้งท้ายว่า หากมีการโหลดน้ำมันหายไปจากระบบจริง อาจเกิดขึ้นได้เพียงกรณีเดียวคือโรงกลั่นอนุญาตให้เรือที่ผิดกฎหมายเข้าโหลดน้ำมัน หรือบริษัทน้ำมันตามมาตรา 7 เปลี่ยนปลายทางการขนส่ง จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเลิกเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนน้ำมัน

“ขอให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลความจริงให้กับประชาชนทราบอย่างครบถ้วน ว่าใครคือไอ้โม่งตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังน้ำมัน 57 ล้านลิตรที่หายไป” น.ส.ศิริภา กล่าวย้ำ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า อาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตแขนงวิชาการตลาดประจำปีการศึกษา พ.ศ.2554 ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ได้รับความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชและอาจารย์ประจำหลักสูตรดังกล่าว ประจำปีการศึกษา 2555 ถึงปีการศึกษา 2559 มีทั้งหมด 5 คน รวมถึงผู้ฟ้องคดีจึงเห็นได้ว่า การจัดอัตราคำสั่งอาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต แขนงวิชาการตลาด เป็นการจัดให้มีอาจารย์ประจำหลักสูตรเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน ตลอดระยะเวลาที่จัดการศึกษาตามหลักสูตรโดยเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรเกินกว่า 1 หลักสูตรในเวลาเดียวกันไม่ได้ตามที่ข้อ 9 ของประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องหลักเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ.2548 กำหนดไว้

กรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า รองศาสตราจารย์ จ. มีคุณสมบัติเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต แขนงวิชาการตลาดได้ แต่ไม่ได้รับการแต่งตั้งนั้น เห็นว่า รองศาสตราจารย์จะได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต แขนงวิชาสหกรณ์ สาขาวิชาเกษตรศาสตร์และสหกรณ์ ซึ่งเป็นการจัดให้มีอาจารย์ประจำหลักสูตรในระดับปริญญาตรี หากจะมีการจัดอาจารย์ประจำผู้นั้นเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรอีกหลักสูตร จะต้องเป็นหลักสูตรพหุวิทยาการ (Multidisciplinary) ได้อีก 1 หลักสูตรเท่านั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ไม่สามารถจัดให้เป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต แขนงวิชาการตลาดได้ เนื่องจากเป็นการขัดต่อหลักเกณฑ์ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้ ตามหนังสือที่ ศธ 0506(2)/ว 569 ลงวันที่ 18 เมษายน 2549 ดังนั้น การจัดให้มีอาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตแขนงวิชาการตลาดจึงเป็นไปตามแนวทางที่สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานจำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตรระดับอุดมศึกษาไว้ทุกประการแล้ว

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

“นโยบายรัฐบาลมีอยู่แล้ว เรามีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งโดยหลักแล้วทำอย่างไรก็ได้ ให้ประชาชนยิ้มได้และลดความทุกข์ นั่นคือโจทย์ จากนี้ ศอ.บต. จะต้องไปดูเรื่องเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้สอดรับกับการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ภาคใต้”

นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร

เลขาธิการ ศอ.บต.

ทำเนียบฯ เตรียมพร้อมครม.ชุดใหม่ ล้างผนังด้านนอกตึกไทยคู่ฟ้า-ขยับปรับปรุงห้องตึกบัญชาการ 1

ทำเนียบฯ เตรียมพร้อมครม.ชุดใหม่ ล้างผนังด้านนอกตึกไทยคู่ฟ้า-ขยับปรับปรุงห้องตึกบัญชาการ 1

ทำเนียบฯ เตรียมพร้อมครม.ชุดใหม่ ล้างผนังด้านนอกตึกไทยคู่ฟ้า-ขยับปรับปรุงห้องตึกบัญชาการ 1

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.10 น.

ทำเนียบฯเตรียมพร้อมครม.ชุดใหม่ ล้างผนังด้านนอกตึกไทยคู่ฟ้า-ขยับปรับปรุงห้องตึกบัญชาการ 1 

วันที่ 4 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศทำเนียบรัฐบาล ก่อนนายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ในวันที่ 6 เม.ย. โดยในช่วงวันหยุด ได้มีเจ้าหน้าที่เข้ามาปรับปรุงอาคารสถานที่ โดยที่ตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งเป็นที่ทำงานนายกฯ ได้มีการทำความสะอาดขัดล้างตะไคร่น้ำที่ผนังอาคารด้านนอก โดยเฉพาะบริเวณด้านหน้าตึก รวมถึงระเบียงชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ขณะที่ตึกบัญชาการ 1 ซึ่งเป็นห้องทำงานของรองนายกรัฐมนตรีและรมต.ประจำสำนักนายกฯ โดยในวันเดียวกันได้มีเจ้าหน้าที่้เข้ามาปรับปรุงที่ชั้น 4 ห้องทำงานของนางสุขสมรวย วันทนียกุล รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนห้องทำงานอื่นๆ เจ้าหน้าที่เริ่มทยอยนำเฟอร์นิเจอร์ชุดทำงานของทำเนียบฯมาไว้ที่ห้องทำงานของบรรดารองนายกฯและรมต.ประจำสำนักนายกฯแล้ว

ดร.ณัฏฐ์ สวน ปิยบุตร บิดเบือนข้อเท็จจริง คดี 44 สส. ชี้ไม่ใช่นิติสงคราม

ดร.ณัฏฐ์ สวน ปิยบุตร บิดเบือนข้อเท็จจริง คดี 44 สส. ชี้ไม่ใช่นิติสงคราม

ดร.ณัฏฐ์ สวน ปิยบุตร บิดเบือนข้อเท็จจริง คดี 44 สส. ชี้ไม่ใช่นิติสงคราม

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.07 น.

“ดร.ณัฏฐ์” สวดหมัด “ปิยบุตร” บิดเบือนข้อเท็จจริง “คดีจริยธรรม อดีต 44 สส.ก้าวไกล” ไม่ใช่นิติสงคราม แต่ใช้อำนาจเกินขอบเขต-ล้มล้างการปกครอง

วันที่ 4 เมษายน 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า ระบุว่า กรณี 44 สส.ก้าวไกลที่พิจารณาร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่มีอะไรฝ่าฝืนจริยธรรม แต่เป็นนิติสงครามสั่งสอนนิติสงครามและนิติสงครามล้อมคอก นั้น

ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชนชื่อดัง ระบุว่า นายปิยบุตร แสงกนกกุล ใช้อคติทางการเมือง เป็นอารมณ์ทางการเมืองอยู่เหนือเหตุผลข้อกฎหมาย ขัดต่อคำวินิจฉัยชี้ขาด ของ ปปช.และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 3/2567 ในคดีล้มล้างการปกครองฯ เพราะเสร็จเด็ดขาดและผูกพันทุกองค์กร ไม่อยู่กับร่องกับรอย บิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้พี่น้องประชาชนสับสนในข้อเท็จจริง

นายปิยบุตรฯ เคยเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สอนวิชารัฐธรรมนูญ แต่ด้วยความเคารพในฐานะครูบาอาจารย์ มุมมองกฎหมายมหาชนอาจแตกต่างกัน ส่วนตนเรียนจบปริญญาเอกทางด้านกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยายพิเศษด้านกฎหมายมหาชน – รัฐธรรมนูญ สถาบันชั้นนำของรัฐหลายแห่ง มานานหลายปี ไม่เป็นสองรองใคร มวยถูกคู่ ที่รู้เท่าทันเหลี่ยมชั้นเชิงของนายปิยบุตรฯ  หากเผยแพร่ความรู้แก่สาธารณะ ต้องยึดหลักความถูกต้องและยึดหลักกฎหมาย มิใช่ ความถูกใจของผู้สนับสนุนของฝ่ายตน หรือ คาดคะเน ทำให้ข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องและถูกบิดเบือนให้ผิดไปจากความเป็นจริง

จริยธรรมนักการเมือง ปรากฎในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 219 ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มาตรฐานจริยธรรมของตุลาการรัฐธรรมนูญ และผู้ตำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 โดยมาตรฐานจริยธรรมให้ใช้บังคับแก่ สส. , สว.และคณะรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 219 วรรคสองด้วย

ส่วนโทษในคดีจริยธรรมร้ายแรง หากศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิในการเลือกตั้ง จะถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดไป ปรากฏในรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 วรรคหนึ่ง (1) ,วรรคสี่ ประกอบ พรป.ปปช. มาตรา 81 วรรคสอง

พูดภาษาชาวบ้าน คือ คดีจริยธรรม ใช้บังคับ องค์กรอิสระ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เจ้านหน้าที่ของรัฐตามตำแหน่งที่กำหนดไว้ รวมถึง สส. สว.และคณะรัฐมนตรี  นับแต่การดำรงตำแหน่งเป็นต้นไป หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็นอำนาจ ปปช.ไต่สวน และเป็นอำนาจศาลฎีกาพิจารณาพิพากษา อัตราโทษของ คดีจริยธรรมร้ายแรง “ไม่มีโทษอาญา” แต่เป็นโทษการเมือง  “ถูกตัดสิทธิการเมืองตลอดไป” หรือ ถูกประหารชีวิตทางการเมือง        

หากย้อนไป คดี อดีต 44 พรรคก้าวไกล หรือจำนวน “10 สส.พรรคประชาชน” สืบเนื่องจาก คดีล้มล้างการปกครองฯ กรณี อดีต 44 สส.ก้าวไกล ที่ได้ลงชื่อญัตติในร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงของพรรคก้าวไกล ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยระบุชัดว่า “เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้เสื่อมโทรมหรืออ่อนแอลง แม้ผลไม่ได้เกิดทันที แต่มีเจตนาเล็งเห็นผลได้ว่า ผลนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน” เป็นการลดทอนพระเกียรติพระมหากษัตริย์ พฤติการณ์เป็นการล้มล้างการปกครองฯ นำไปสู่การยุบพรรคก้าวไกล โดยผู้ร้องได้หยิบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ไปยื่นต่อ ปปช.ให้ไต่สวนในคดีจริยธรรมร้ายแรง​ โดย ปปช.วินิจฉัยชี้มูลความผิดกับ  อดีต 44 สส.ก้าวไกล

ปกติ ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจหน้าที่ในการตรากฎหมาย ยกเลิก แก้ไขกฎหมาย ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร โดยการทำหน้าที่ต้องอยู่ภายในกรอบของกฎหมายและต้องกระทำโดยสุจริต ถึงรัฐธรรมนูญคุ้มครองในการทำหน้าที่ สส. แต่การทำหน้าที่ สส.ของอดีต 44 พรรคก้าวไกล จงใจใช้อำนาจหน้าที่เกินขอบเขตและไม่สุจริต  ทั้งนโยบายแก้ไข มาตรา 112 พรรคก้าวไกล – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคในขณะนั้น นำไปรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้ง 2566 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่า เป็นพฤติการณ์ใช้สิทธิหรือเสรีภาพเป็นการล้มล้างการปกครองฯ ตรงนี้ ชัดเจนว่า เป็นการทำหน้าที่เกินกรอบของกฎหมายและเกินอำนาจหน้าที่ โดยมีเจตนาเล็งเห็นได้ว่า การลงชื่อในร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กระทบโครงสร้างระบอบการปกครอง เพราะพระกษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างระบอบการปกครองไทย

นายปิยบุตรฯ ระบุว่า “การกระทำของ 44 สส.ก้าวไกล ไม่ผิดจริยธรรม แต่เป็น นิติสงครามสั่งสอนนิติสงครามและนิติสงครามล้อมคอก สั่งสอนนักการว่า อ่าสะเออะมาทำเรื่องนี้อีก”โดยพยายามโยงถึง ถูกจับ “กิโยติน”ตัดคอประหารชีวิตทางการเมือง ตรงนี้ เป็นความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง

 ต้องอธิบายคำว่า “นิติสงคราม” คือ การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการโจมตี ทำลายล้างพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม เพื่อกำจัดให้ออกจากสนามการเมือง หรือให้ลดพลังอำนาจในทางการเมือง

แต่กรณี ปปช.วินิจฉัยชี้มูลความผิดร้ายแรงในคดีจริยธรรม กับอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล โทษ คือ ถูกตัดสิทธิทางการเมือง โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 ประกอบ มาตรา 235 วรรคหนึ่ง(1) ,วรรคสี่ ประกอบ พรป.ปปช. คดีจริยธรรม เป็นกลไกที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 ก่อนที่ อดีต สส.44  ของพรรคก้าวไกลเข้าสู่อำนาจในปี 2566  มิใช่ เป็นการตัดทอนกำลังหรือใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเพื่อทำลาย สส.พรรคก้าวไกลหรือพรรคประชาชน ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล แต่เป็นการกระทำส่วนตัวล้วนๆ

 ส่วนนายปิยบุตรฯ ระบุว่า นิติสงครามสั่งสอนนิติสงครามและนิติสงครามล้อมคอก น่าจะอ่านนิยายน้ำเน่ามาเยอะ ไม่ได้เป็นการใช้นิติสงครามทำลายล้างทางการเมือง ทั้งกลไก กฎหมาย หาก ปปช.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแล้ว ผู้ถูกร้องทั้ง 44 คน หากมีพยานหลักฐานใหม่ ย่อมนำไปหักล้างทำลายน้ำหนัก ข้อมูล ปปช.พิสูจน์ตนเองในกระบวนการยุติธรรมได้

ส่วนกรณี ไอซ์ นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน อวยยศ ยกความดีความชอบของ 10 สส.พรรคประชาชน ผลงานของแต่ละคน มาเทียบกับ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส.และ สส.พรรคภูมิใจไทย เป็นอคติส่วนตัวของนางสาวรักชนกฯ เป็นคู่ขัดแย้งในคดีอาญา ต้องแยกจากกัน สส.พรรคประชาชนจำนวน 10 คนที่ถูกดำเนินคดีจริยธรรม หากแพ้คดีจะถูกประหารชีวิตทางการเมือง ไม่อาจมาเล่นการเมืองได้อีก เพราะการทำหน้าที่ สส.ของแต่ละคน เป็นไปอำนาจหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ควรยกทวงบุญคุณกับประชาชนเพื่อหลบเลี่ยงความรับผิดทางกฎหมายเพราะจริยธรรมสูงกว่าความรับผิดชอบทางการเมือง

ส่วน “กิโยติน” เป็นอุปกรณ์ประหารชีวิตด้วยการตัดศรีษะ ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือประหารชีวิตในฝรั่งเศสช่วงปฏิวัติ คศ.1792 เพื่อความเสมอภาคและมนุษยธรรม จนกระทั่งยกเลิกโทษประหารชีวิต ในปี คศ.1981 ไม่สามารถเทียบเคียงกับคดีจริยธรรมในไทยได้ เพราะคำว่า เครื่องประหารกิโยตินในฝรั่งเศส กับกรณีศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 235 วรรคสี่ เป็นบทลงโทษเฉพาะตามกฎหมาย ดังนั้น โทษถูกตัดสิทธิกับเครื่องประหาร จึงไม่อาจเปรียบเทียบกันได้

อนุทิน ชี้แจงเหตุเงียบไอ้โม่งตุนน้ำมัน เพราะไม่อยากให้ข่าวรั่ว ยันสงกรานต์น้ำมันพอ

อนุทิน ชี้แจงเหตุเงียบไอ้โม่งตุนน้ำมัน เพราะไม่อยากให้ข่าวรั่ว ยันสงกรานต์น้ำมันพอ

อนุทิน ชี้แจงเหตุเงียบไอ้โม่งตุนน้ำมัน เพราะไม่อยากให้ข่าวรั่ว ยันสงกรานต์น้ำมันพอ

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.48 น.

นายกฯ เผย ใกล้ได้ข้อสรุปเจรจาลดค่ากลั่น บอกต้องไม่บีบบังคับเกินไป หวั่น หยุดกลั่นปัญหาทวีเพิ่ม ย้ำ ราคาต้องเป็นไปตามกลไกตลาด อุ้มตลอดไม่ได้ แต่รัฐหามาตรการอื่นด้วยแทน ยืนยัน ช่วงสงกรานต์​น้ำมันพอ  เปิดสาเหตุเงียบเรื่องไอ้โม่ง เพราะไม่อยากให้ข่าวรั่ว ชื่นชมเจ้าหน้าสืบเชิงลึก แค่ 1 สัปดาห์​ รู้เส้นทางทั้งหมด 

วันที่ 4 เมษายน 2569 เวลา 15.20 น. ที่โลตัส บางกะปิ​ นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.มหาดไทย​ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องของการลดค่ากลั่น ว่า ใกล้จะได้ข้อสรุปแล้ว พยายามเจรจากับโรงกลั่น แนะนำตัวเลขต่างๆมาหารือกัน เท่าที่ได้รับรายงานมา ทุกรายยังให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี หวังว่าจะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า

เมื่อถามย้ำว่า แนวโน้มน่าจะได้ลดราคาใช่หรือไม่ นายอนุทิน ชี้ไปที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ก่อนจะกล่าวว่า ประธานบอร์ด ปตท.อยู่นี่ ขณะนี้กำลังดูตัวเลขอยู่ พยายามเจรจาลดราคาอยู่ แต่ก็ต้องให้ทางโรงกลั่นน้ำมันอยู่ได้ด้วย ไม่ใช่ไปบีบบังคับ จนรู้สึกว่าหากขายแบบนี้แล้วไม่คุ้มค่าการกลั่น เกิดเขาหยุดกลั่นน้ำมันขึ้นมา ก็จะยิ่งทำให้ปัญหาทวีเพิ่มขึ้นไปอีก ขณะนี้ที่ได้รับรายงานมา ก็มั่นใจว่าปริมาณน้ำมัน โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์จะเพียงพอ 

เมื่อถามว่าลงพื้นที่วันนี้ก็มีคนมาร้องเรียนเรื่องของราคาน้ำมันให้ช่วยเหลือ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ต้องอธิบายให้ทุกคนได้ฟัง ส่วนใหญ่จะบ่นเรื่องน้ำมันแพง แต่จริงๆแล้วราคาตรงนี้ กองทุนน้ำมันยังอุ้มอยู่ลิตรละประมาณ 17 บาท  แต่อุ้มตรงนี้ ไปตลอดไม่ได้ เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะต้องหาช่องทางอื่นในการลดภาระให้กับประชาชน ซึ่งการเจรจาค่าการกลั่นก็เป็นอีกทางหนึ่ง แต่สิ่งที่รัฐบาลอยากจะขอความร่วมมือจากประชาชน ค่าน้ำมันไทยไม่ได้เป็นคนกำหนดและไทยไม่มีทรัพยากรประเภทนี้ อยู่ในประเทศ ต้องพึ่งพาการนำเข้า 100% ดังนั้นช่วงไหนที่มีวิกฤตการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ก็จะต้องใช้น้ำมันให้ประหยัดมากขึ้น 

“ไม่ใช่การโยนภาระให้ประชาชน แต่จากที่เคยใช้รถคนละคัน ก็อาจจะต้องไปไหนมาไหนด้วยกัน บ้านไหนที่มีรถไฟฟ้า อาจจะต้องนำรถไฟฟ้าออกมาใช้มากขึ้น ส่วนการไปเติมน้ำมันก็ให้ไปเติมแบบในภาวะปกติ ไม่ต้องขนแกลลอน​ไปตุนเอาไว้ เพราะจะทำให้เกิดการขาดน้ำมันในระบบ” นายอนุทินกล่าว 

เมื่อถามว่าการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จะมีเรื่องวิกฤตพลังงานอยู่ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มี โดยจะเป็นการพูดถึงการปรับโครงสร้างพลังงาน ในช่วงที่โลกมีวิกฤตการณ์ ความขัดแย้งในภูมิภาคที่ส่งออกน้ำมัน รวมถึงการเตรียมพร้อมสภาวะ​ข​าดแคลนน้ำมัน และสภาวะความผันผวนของราคาน้ำมัน 

เมื่อถามว่า มีการรายงานความคืบหน้ากรณีน้ำมันหาย 57 ล้านลิตรแล้วหรือไม่ นายอนุทิน​ กล่าว​ว่า​ ขณะนี้ทุกหน่วยงานดำเนินการขยายผล และพร้อมดำเนินคดีกับผู้ที่ค้ากำไรเกินควร รวมไปถึงผู้ที่กักตุนน้ำมัน เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย การที่ได้ตรวจสอบพบ ถือเป็นการที่ทำให้เราควบคุมปริมาณน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่น เพราะต้องการให้น้ำมันจากโรงกลั่น ทุกลิตรไปถึงมือพี่น้องประชาชน และสถานีบริการน้ำมันต่างๆ ไม่ใช่นำไปกักตุนเอาไว้เพื่อเก็งกำไร แบบนั้นทำไม่ได้ ต้องชื่นชมเจ้าหน้าที่บ้านเมือง สามารถลงไปสืบได้ในเชิงลึก 

“ที่ผมเงียบมาตลอด เพราะต้องการทราบข้อมูลการกระทำผิดไม่ให้ข่าวรั่วออกไป เราทราบแม้กระทั่งว่าเรือลำไหนไปลอยลำ อยู่กลางทะเล ใช้เวลามากเกินควร ที่จะเดินทางจากจุดรับน้ำมันมาจุดส่งน้ำมันได้ แสดงว่าเป็นการถ่วงเวลา เพราะค่าน้ำมันช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ขึ้นทุกวัน เขาจึงใช้วิธีการถ่วงเวลา ซึ่งเราใช้เวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ ก็สามารถติดตามเส้นทางของคนเหล่านี้ได้หมด เชื่อว่าจากนี้ไป การควบคุมปริมาณน้ำมัน จะไม่มีการรั่วไหลออกไป ทั้งลอยลำอยู่กลางทะเล ทั้งถ่ายทอดออกไปนอกประเทศ ผ่านทางช่องทางธรรมชาติต่างๆ” นายอนุทินระบุ 

เมื่อถามว่า ครม.นัดพิเศษ วันที่ 6 เมษายน​ จะมีการนำเรื่องน้ำมันเข้าสู่ที่ประชุมครมด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีบ้างประเด็น เช่น การจัดตั้ง ศบก.ใหม่แทนชุดเดิมกำลังจะสิ้นสุดไปพร้อม ครม.เดิม ที่จากนี้ไปจะเน้นเรื่องของการควบคุมราคาน้ำมัน รวมถึงการหามาตรการอื่นๆในการช่วยเหลือประชาชน ขณะนี้นายเอกนิติ นิติ​ทัณฑ์​ประภาศ​ รอง​นายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​การคลัง ได้เสนอเป็นโมเดลคร่าวๆแล้ว ยืนยันว่ารัฐบาลจะทำทุกวิถีทาง ที่จะช่วยลดภาระประชาชน ในส่วนของค่าครองชีพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่อย่างที่บอกราคาน้ำมันขึ้นอยู่กับตลาดโลก จะอุ้มตลอด โดยใช้กองทุนน้ำมันไม่ได้ จึงต้องนำมาตรการอื่นๆมาช่วยเหลือประชาชนด้วย 

จับตา! ครม.นัดแรก รัฐบาลรื้อโครงสร้างน้ำมันครั้งใหญ่ ดึงฐานข้อมูล พิพัฒน์ ปรับราคาน้ำมันใหม่

จับตา! ครม.นัดแรก รัฐบาลรื้อโครงสร้างน้ำมันครั้งใหญ่ ดึงฐานข้อมูล พิพัฒน์ ปรับราคาน้ำมันใหม่

จับตา! ครม.นัดแรก รัฐบาลรื้อโครงสร้างน้ำมันครั้งใหญ่ ดึงฐานข้อมูล พิพัฒน์ ปรับราคาน้ำมันใหม่

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.06 น.

จับตา! ครม.นัดแรก  รัฐบาลเตรียมรื้อโครงสร้างน้ำมันครั้งใหญ่ ดึงฐานข้อมูล “พิพัฒน์” ปรับราคาน้ำมันใหม่ คืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค

วันที่ 4 เมษายน 2569.มีรายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก ในวันที่ 6 เมษายนนี้ พิจารณาแก้ปัญหาราคาน้ำมันอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการแกะรอยและรื้อโครงสร้างพลังงานไทยครั้งสำคัญ เช่นเดียวกับ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์  รมว.พลังงาน ที่เตรียมเสนอที่ประชุม ครม. ให้พิจารณาทบทวนโครงสร้างค่าการกลั่น พร้อมปรับเวลาประกาศราคาน้ำมันใหม่ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและทำให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคมากขึ้น ก่อนเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่มีการเดินทางหนาแน่น   

แหล่งข่าวด้านพลังงาน เปิดเผยว่า การเดินหน้าแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันอย่างเป็นรูปธรรมในครั้งนี้ ได้มีการนำฐานข้อมูลเชิงลึกที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ได้ศึกษากลไกราคาอย่างละเอียดเอาไว้ ส่งให้ที่ประชุมคณะรัฐมนรีได้พิจารณา โดยเฉพาะประเด็นค่าการกลั่นที่เคยพุ่งสูงผิดปกติ จากราคา 2 บาทต่อลิตร ขยับขึ้นเป็น 6–7 บาทต่อลิตร ในเดือนมีนาคม ก่อนจะปรับสูงขึ้น 12–14 บาทต่อลิตร ในเดือนเมษายน  ซึ่งนายพิพัฒน์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า โครงสร้างราคาน้ำมันอาจจะมีการบวก “ค่าความเสี่ยงจากสงคราม (War Premium)” รวมถึงค่าขนส่งและค่าประกันภัย ที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริงในปัจจุบัน ทั้งที่ประเทศไทยไม่ได้พึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่าสูตรการคำนวณราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นมีการบวกค่าขนส่งและค่าประกันภัยรวมอยู่ด้วย ซึ่งอาจเป็นตัวเลขที่สูงเกินจริงและไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในปัจจุบัน

แหล่งข่าว เปิดเผยด้วยว่า ข้อมูลที่นายพิพัฒน์ทำไว้ ได้ถูกนายเอกนิตินำมาขยายผลต่อยอด​ สั่งการให้กระทรวงพลังงานพิจารณา “ตัดต้นทุนส่วนเกิน” ออกจากราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น พร้อมทบทวนความจำเป็นของ War Premium เพื่อสะท้อนราคาที่เป็นธรรมและโปร่งใสมากขึ้น นโยบายนี้ไม่เพียงมุ่งลดราคาน้ำมัน แต่ยังเป็นการแก้ไขปัญหาที่โครงสร้าง เพื่อดูแลต้นทุนภาคขนส่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ และส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนในทุกระดับ โดยที่รัฐบาลจะเร่งให้ทันกับช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์นี้

“บทบาทของนายพิพัฒน์จึงเปรียบเสมือนคนปูทาง ให้การแก้ปัญหาครั้งนี้เดินไปได้ไกลกว่าที่เคย จากการแก้เฉพาะหน้าสู่การแก้เชิงระบบ ที่แตะถึงต้นทุนจริงของภาคพลังงาน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อภาคขนส่ง อันเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ ที่ความต้องการใช้น้ำมันพุ่งสูง ดังนั้น ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของพลังงานไทย ชุดข้อมูลของนายพิพัฒน์จึงถือว่ามีความสำคัญและเป็นชุดข้อมูลที่รองรับการเดินหน้าเต็มกำลังของรัฐบาลชุดใหม่“ แหล่งข่าว กล่าว

อนุทิน คอนเฟิร์ม! คนละครึ่งพลัส มาแน่ หลังสิ้นเดือน เม.ย. วงเงิน 2,000 เท่าเดิม แต่ครอบคลุมมากขึ้น

อนุทิน คอนเฟิร์ม! คนละครึ่งพลัส มาแน่ หลังสิ้นเดือน เม.ย. วงเงิน 2,000 เท่าเดิม แต่ครอบคลุมมากขึ้น

อนุทิน คอนเฟิร์ม! คนละครึ่งพลัส มาแน่ หลังสิ้นเดือน เม.ย. วงเงิน 2,000 เท่าเดิม แต่ครอบคลุมมากขึ้น

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.56 น.

 หลัง 30 เม.ย. ได้วงเงิน 2,000 เท่าเดิม แต่ครอบคลุมมากขึ้น”

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 4 เมษายน 2569 ที่โลตัสบางกะปิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้พูดคุยกับประชาชนภายหลังลงพื้นที่ดูสินค้าโครงการไทยช่วยไทย และได้มีประชาชนสอบถามถึงโครงการคนละครึ่งพลัสด้วย โดยนายกฯตอบประชาชนว่า หลังวันที่ 30 เม.ย. เมื่อประชาชนถามอีกว่าดำเนินการได้เลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ได้เลย ซึ่งจะครอบคลุมมากกว่าเดิม โดยจำนวนเงินเท่าเดิม 2,000 บาท 

ชาวบ้านกล่าวกับนายกฯอีกว่าตอนนี้เศรษฐกิจแย่อยากให้ได้เงินมากกว่าเดิม และรอนานแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า หลังแถลงนโยบายจะเริ่มดำเนินการตามนโยบายต่างๆ

ชาวบ้านถามอีกว่าจะมีโอกาสได้มากกว่าเดิมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อาจจะทำบ่อยขึ้น ขึ้นอยู่กับเม็ดเงินที่เรามี โดยจะทำเป็นช่วงๆ 

จากนั้นผู้สื่อข่าวถามนายกฯว่าที่มีข่าวจะให้ 200 บาท 10 เดือนไม่จริงใช่หรือไม่ นายอนุทินย้อนถามว่า เอาข่าวมาจากไหน ก่อนกล่าวอีกว่า คนละครึ่งมันเป็นช่วงๆไป 

นายกฯ แต่งตัวชิล เดินตรวจราคาสินค้า ไทยช่วยไทย แนะผู้ประกอบการจัดโซนเฉพาะหาง่ายต่อการซื้อ 

นายกฯ แต่งตัวชิล เดินตรวจราคาสินค้า ไทยช่วยไทย แนะผู้ประกอบการจัดโซนเฉพาะหาง่ายต่อการซื้อ 

นายกฯ แต่งตัวชิล เดินตรวจราคาสินค้า ไทยช่วยไทย แนะผู้ประกอบการจัดโซนเฉพาะหาง่ายต่อการซื้อ 

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.47 น.

‘นายกฯ’ แต่งตัวชิล เดินตรวจราคาสินค้าโครงการไทยช่วยไทย แนะ ผู้ประกอบการจัดโซนเฉพาะหาง่ายต่อการซื้อ พร้อมเชิญชวนซื้อสินค้าร่วมโครงการถูกกว่า 20% เจอประชาชนปรี่ร้องช่วยหน่อยน้ำมันแพง ปล่อยแบบนี้ตายแน่ บอก หลังแถลงนโยบาย คนละครึ่งมาแน่มากกว่าพลัส ครอบคลุมมากกว่าเดิม

วันที่ 4 เมษายน 2569 เวลา 14.00 น. ที่โลตัสบางกะปิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะอดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่สำรวจราคาสินค้าที่โลตัสบางกะปิ โดยนายกฯ สวมชุดลำลอง เสื้อยืดกางเกงขายาวสีกรม

โดยทันทีที่เดินทางถึงมีประชาชนมาทักทายบอกได้เจอตัวจริง หล่อกว่าในทีวี มีหลายคนเข้ามาขอถ่ายภาพ พูดคุยก่อนจะบอกว่าที่ผ่านมาก็ได้รับโครงการคนละครึ่ง 

นอกจากนี้ มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาถามว่า รวยไม่ไหวแล้วหมายถึงประชาชนหรือนายทุนน้ำมัน โดยนายกฯไม่ได้ยิน เนื่องจากอยู่ระหว่างการถ่ายรูปกับประชาชน ทำให้น.ส.รัชดา พยายามเข้าไปพูดคุย โดยชายคนดังกล่าว ระบุว่า ไม่ต้องสร้างภาพประชาชนเขารู้ทัน

จากนั้น นายกฯ เดินต่อมาด้านใน ศูนย์การค้าโลตัสเพื่อดูบูธสินค้า ในส่วนโครงการไทยช่วยไทย ที่เป็นการลดภาระค่าครองชีพ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล ช่วยประชาชนในช่วงวิกฤติตะวันออกกลาง มีสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็น โดยมีการติดป้ายอย่างชัดเจนว่าร่วมโครงการไทยช่วยไทย โดยนายกฯ ได้แนะนำให้จัดสินค้าที่อยู่ในโครงการไทยช่วยไทยอยู่ในโซนเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนเลือกซื้อง่าย พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนซื้อสินค้าในโครงการเนื่องจากราคาจะถูกกว่า 20% และเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ โดยนายกฯ กล่าวกับประชาชนว่า มาวันนี้เพื่อมาสำรวจราคาสินค้า และอยากให้ซื้อสินค้าที่มีป้ายโครงการไทยช่วยไทย เพราะราคาถูก 

โดยระหว่างนายกฯเดินดูสินค้าที่ร่วมโครงการ มีประชาชน เดินเข้ามาบอกว่า นายกฯช่วยหน่อยน้ำมันแพง ไปไหนไม่ได้ ทุกวันนี้ไม่กล้าไปไหนอยู่แต่ในบ้าน สินค้าแพงนายกฯช่วยหน่อย อย่าให้ประชาชนตายแน่ๆ นายกฯช่วยด้วย ลูกสะใภ้ขายของ ขายไม่ได้เลย 

จากนั้น นายกฯได้แวะร้านนาฬิกา และได้ซื้อนาฬิกาข้อมือ CASIO ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมจึงตัดสินใจซื้อ นายกฯ บอกว่า เคยใส่ตอนเด็ก พร้อมกับยกป้ายหน้าร้านที่เขียนว่า Sale 60% 

จากนั้นเวลา 15.20 น. นายกฯ ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจราคาสินค้า ว่า ไม่เชิงเป็นการสุ่มตรวจ เพียงแต่ตนสนใจว่าหลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ จัดให้มีสินค้าอุปโภคบริโภค ประหยัดกว่าราคาปกติ จึงอยากมาดูว่า การกระจายสินค้าเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด จึงมาดูที่โลตัสบางกะปิเป็นที่แรก ซึ่งผู้จัดการห้างได้รายงานว่า มีสินค้าที่ราคาต่ำกว่าปกติหลายตัว เพียงแต่อาจไม่ใช่แบรนด์ที่คุ้นหูคุ้นตา เพราะเอาค่าการตลาดออกจึงนำมาขายถูกได้ ขอเชิญชวนให้ประชาชนเวลามาห้าง ทุกห้างไม่ใช่เฉพาะโลตัส จะมีสินค้าประเภทนี้จำหน่าย ราคาเฉลี่ยต่ำกว่าราคาทั่วไป 20-30%

ภายหลังการสัมภาษณ์ มีประชาชนเข้ามา สอบถามนายกฯ ถึงโครงการคนละครึ่งว่าสามารถดำเนินการได้เลยหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ได้เลย ส่วนจะได้เหมือนเดิมหรือไม่นั้น นายกฯ กล่าวว่า พลัสมากกว่าเดิม ซึ่งจะครอบคลุมมากกว่าเดิม ในเงินจำนวนเท่าเดิม และอาจจะทำได้หลายรอบ 

ก่อนที่ประชาชนจะบอกว่าเศรษฐกิจแย่  ซึ่งนายกฯ บอกว่า ถูก โดยหากแถลงนโยบายแล้วก็สามารถดำเนินนโยบายต่างๆได้  

จากนั้นประชาชนถามต่อว่ามีโอกาสจะได้มากกว่าเดิมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า อาจจะทำบ่อยขึ้น ขึ้นอยู่กับเม็ดเงินที่เรามี ส่วนระยะเวลาในการดำเนินการนั้นก็เป็นช่วงๆ เช่นครั้งที่แล้ว 2 เดือน จะไปใช้ยาวเลยไม่ได้