แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ขอให้เชื่อข้อมูลจากหน่วยงานประเมิน อย่าไปตื่นตกใจกับภาพข่าวที่ปรากฏ บางครั้งใช้ AI สร้างขึ้นมา ซึ่งบางกลุ่มพยายามใช้ความชอบธรรม สภาพแวดล้อมเหมาะสมกับตัวเองในการดำเนินการต่างๆ แต่ก็ไม่อยากให้ยืดเยื้อเพราะกระทบกับประชาชนและประชาคมโลกทั้งหมด”

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี

ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ

กองทัพซัดเขมร อยู่ตรงไหนให้อยู่ตรงนั้น

กองทัพซัดเขมร  อยู่ตรงไหนให้อยู่ตรงนั้น

กองทัพซัดเขมร อยู่ตรงไหนให้อยู่ตรงนั้น

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองทัพ ชี้ต้องรอเวทีจีบีซี ปม“ฮุน มาเนต”ขอถกเขตแดนหลังสงกรานต์ ให้ไทยมีรัฐบาลใหม่ก่อน ย้ำยึดมติเดิม “ใครอยู่ตรงไหนให้อยู่ตรงนั้น”ด้านรองโฆษกรัฐบาลเผยจ่ายเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเหตุปะทะไทย-เขมร ครบทั้ง 7 จังหวัด รวมกว่า 6.9 แสนครัวเรือน ยอดเงินกว่า 3.3 พันล้านบาท ศรีสะเกษ-สุรินทร์ สูงสุด

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผู้ช่วย ผบ.ทอ.)ในฐานะ ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กล่าวถึงความเป็นห่วงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่าห่วงเรื่องข่าวสารที่ไม่ใช่เรื่องจริงและบิดเบือน ทำให้เกิดการยั่วยุ โดยศูนย์ข่าวสารฯ เกาะติดสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง บางเรื่องที่ได้รับทราบข้อมูล จะยังไม่ได้รีบตัดสินใจ แต่จะพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การนำเสนอความจริงเท่านั้น ขอยืนยันกับประชาชน ว่าหากศูนย์ข่าวสารฯ นำเสนอสิ่งใดไปถือว่าเป็นข่าวสารที่มีการตรวจสอบ หรือ fact check เรียบร้อยแล้ว

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวต่อว่า อีกทั้งข้อมูลที่นำเสนอจะไม่มีการยั่วยุ เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิด เราต้องการเดินไปสู่สันติภาพ เพราะการปะทะหรือความขัดแย้ง ไม่ได้ทำให้ทั้งสองประเทศ มีความสุข ส่วนในมิติของความมั่นคงก็พยามประคับประคอง โดยศูนย์ข่าวสารฯ มีฮอตไลน์คุยกับทางกัมพูชา เพื่อตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร ว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ แต่ด้วยความที่มีข้อจำกัดในเรื่องหลายเรื่อง อาจจะมีข้อมูลบางอย่างเล็ดลอดไปบ้าง แต่ขอให้ระมัดระวังมากขึ้น

เมื่อถามถึงกรณีที่พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระบุว่าหลังช่วงสงกรานต์จะมีการเจรจากันเพื่อขอคืนพื้นที่นั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ทั้งสองฝ่าย ต้องยึดตามถ้อยแถลงร่วมฯ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่ง ระบุไว้ในข้อ 2 ว่า ใครอยู่ตรงไหนก็ต้องอยู่ตรงนั้น ส่วนที่ว่าจะคุยกันอย่างไร คงต้องรอเวทีของคณะกรรมาธิการร่วมเขตแดนไทย- กัมพูชา หรือเจบีซี จึงต้องรอรัฐบาลใหม่ซึ่งอาจจะช่วงเมษายนนี้

“ดังนั้นใครจะพูดอะไรก็ตาม ก็ต้องอยู่ในกรอบของถ้อยแถลงร่วมฯ รวมถึงข้อ 9 และ 10 คือการปฏิบัติตาสนธิสัญญาออตตาวา ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการร่วมมือในการปราบสแกมเมอร์ และข้อ 16 ที่มีศูนย์ประสานงานพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสาร เพื่อไม่ให้เกิดการยั่วยุเป็นต้น” ผู้ช่วย ผบ.ทอ.กล่าว

ด้าน น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 และวันที่ 23 ธันวาคม 2568 เห็นชอบให้จ่ายเงินเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กระทำของกองกำลังนอกประเทศ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคมและธันวาคม 2568 ซึ่งส่งผลให้มีประชาชนได้รับผลกระทบจำนวนมาก รวมถึงทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย พื้นที่ทางการเกษตรและสิ่งสาธารณประโยชน์ ได้รับความเสียหาย โดยรัฐบาล มอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นหน่วยงานที่โอนเงินช่วยเหลือเยียวยาครัวเรือนผู้ประสบภัยดังกล่าวผ่านธนาคารออมสิน เข้าบัญชีผู้ประสบภัยครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน ได้แก่ จ.จันทบุรี ตราด สระแก้ว อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ ซึ่งผลการโอนเงินช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยสำเร็จครบแล้ว 695,945 ครัวเรือน รวมกว่า 3,313 ล้านบาท

น.ส.อัยรินทร์ กล่าวต่อว่า ประชาชนได้รับเงินช่วยเหลือครบทุกครัวเรือน แบ่งเป็นการโอนเงินตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 โอนเงินสำเร็จ 307,188 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 1,375,518,000 บาท (ข้อมูลวันที่ 26 ธันวาคม 2568) และการโอนเงินตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 โอนเงินสำเร็จ 388,757 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 1,938,376,000 บาท (ข้อมูลวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569) โดย จ.ศรีสะเกษ และสุรินทร์ เป็นจังหวัดที่มียอดการโอนเงินสำเร็จ และจำนวนครัวเรือนที่ได้รับความช่วยเหลือสูงสุด

“รัฐบาลคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมดูแลช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน พร้อมกันนี้รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานความมั่นคง ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด บูรณาการทำงานอย่างเต็มสรรพกำลัง เพื่อดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และปกป้องอธิปไตยของชาติไทยอย่างเคร่งครัด” น.ส.อัยรินทร์ กล่าว

ก๊วนลูกเทพ’พรึ่บรมต.ป้ายแดง ครม.หนูลงตัว ‘เอกนัฏ-วราวุธ-เฮ้ง’ผงาด

ก๊วนลูกเทพ’พรึ่บรมต.ป้ายแดง  ครม.หนูลงตัว  ‘เอกนัฏ-วราวุธ-เฮ้ง’ผงาด

ก๊วนลูกเทพ’พรึ่บรมต.ป้ายแดง ครม.หนูลงตัว ‘เอกนัฏ-วราวุธ-เฮ้ง’ผงาด

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ก๊วนลูกเทพ’พรึ่บรมต.ป้ายแดง ครม.หนูลงตัว ‘เอกนัฏ-วราวุธ-เฮ้ง’ผงาด ตั้งแง่ชื่อ‘ประเสริฐ’ติดคดี แฉเบื้องหลังกธ./ปชป.ปิ๋ว

โผครม. “สีน้ำเงิน” ลงล็อก“เอกนัฏ” นั่ง “พลังงาน” ด้าน“วราวุธ” คุมอุตฯ ขณะที่ “สุชาติ”อยู่ “ทรัพยากรฯ” ที่เดิม “ก๊วนลูกบังเกิดเกล้า” ตบเท้าผงาดรมต.ป้ายแดง “ประเสริฐ” ถูกเบรกหัวทิ่ม หลังมีคดีใน’ปปช.’เปิดเบื้องหลังไม่ดึง‘กล้าธรรม-ปชป.’ร่วมรัฐบาล พัวพันสีเทา-มี2มุ้ง ด้าน‘เท้ง’ลั่นพร้อมทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภา

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 9 มีนาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล โดยสวมชุดเครื่องแบบสีกากี เพื่อปฏิบัติภารกิจบนตึกไทยคู่ฟ้า ภายหลังจากเดินทางไปร่วมสัมมนาพรรคภูมิใจไทยที่ จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสข่าวปิดดีลจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว 291 เสียง โดยไม่มีพรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทรวมพลัง

‘สุชาติ-เอกนัฎ-วราวุธ’ได้เก้าอี้แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.) “อนุทิน 2”ก่อนมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ในวันที่ 14มีนาคม2569 จากนั้นเป็นขั้นตอนการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 15มี.ค.และโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ช่วงวันที่ 18-19มี.ค.ก่อนจะจัดตั้งครม.ชุดใหม่

ล่าสุด มีรายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ภายหลังการสัมมนา สส.ผู้บริหารและสมาชิกพรรค ที่ จ.บุรีรัมย์ โผครม.เริ่มชัด ในสัดส่วนชื่อที่คลุมเครือมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะศึกสีน้ำเงินที่เข้ามาใหม่ อย่างกลุ่ม นายสุชาติ ชมกลิ่น คุ้มชลบุรี กลุ่ม นายวราวุธ ศิลปอาชา คุ้มสุพรรณและกลุ่ม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ คุ้มลุงกำนัน โดย นายสุชาติ จะได้เป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเอกนัฏ จะได้เป็นรมว.พลังงานและนายวราวุธ จะได้เป็น รมว.อุตสาหกรรม

‘ลูกบังเกิดเกล้าฯ’นั่งรมต.ป้ายแดง

ขณะที่สัดส่วน“ลูกเทพ”ซึ่งขณะนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น“แก๊งลูกบังเกิดเกล้า”เห็นเค้าลางการวางตัวสอดแทรกไปในกระทรวงสำคัญ อาทิ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล จะเป็น รมช.มหาดไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร เป็น รมช.คมนาคม น.ส.แนนบุญย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี เป็น รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ส่วน นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา อยู่ระหว่างจัดสรรความเหมาะสม ขณะที่ตำแหน่งฝ่ายนิติบัญญัติ นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่วนรองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง เป็นชื่อ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี เนื่องจากเป็นสส.หลายสมัย ประนีประนอมสูงและความร่วมมือในการทำงาน มีความคุ้นชินกับงานสภาฯ และคุ้นเคยกับสส.ต่างพรรค เชื่อว่าจะสามารถทำให้งานสภาฯราบรื่น

‘ประเสริฐ’หัวทิ่ม-มีคดีในชั้นปปช.

สำหรับสัดส่วนรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) มีรายงานข่าวว่า ชื่อของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ มีความเสี่ยงสุดเนื่องจากมีคดีสแกนม่านตาในชั้น ปปช.ที่คนในพรรคภูมิใจไทย ตรวจสอบผ่านกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและกระทรวงยุติธรรม มาตั้งแต่ต้น รวมถึงมีคดีงบภัยแล้ง 5.1หมื่นล้านบาท หลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยืนยันคุณสมบัติรัฐมนตรี ยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญล่าสุด อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า หัวหน้าพรรคเพื่อไทยจะเดินทางมาส่งชื่อรองประธานสภาฯ คนที่2 ในวันที่ 12มี.ค.นี้ ต่อแกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่พรรคภูมิใจไทย เวลา 13.30น.

เหตุแห้ว’กธ.’สีเทา-ปชป.มี2มุ้ง

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า สำหรับสาเหตุที่พรรคภูมิใจไทย ไม่เลือกพรรคกล้าธรรม (กธ.) เข้าร่วมรัฐบาล เนื่องจากมีสส.และแกนนำพรรคบางคนพัวพันธุรกิจสีเทา รวมถึงมี สส.หลายคนและแกนนำพรรค มีชื่อในคดีแจกกล้วยรับค่าเลี้ยงดูในสมัยรัฐบาล พล.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ปปช.กำลังจะชี้มูลในเร็วๆนี้ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แกนนำระดับสูงมองว่า ไม่มีเอกภาพทางการเมือง เพราะมีเพียง 21เสียง ยังมีการแบ่งกลุ่มก๊วนชัดเจน คือกลุ่ม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและกลุ่มนายชัยชนะ เดชเดโช ไม่มีใครฟังใครได้ จึงเป็นการยากหากต้องมาร่วมรัฐบาล

เล็งรวมก.ท่องเที่ยว-ก.วัฒนธรรม

รายงานข่าวจากพรรค ภท.ระบุถึงภารกิจงานฝ่ายนิติบัญญัติที่จะเร่งผลักดันให้สำเร็จ โดยพรรคภูมิใจไทย จะมุ่งเน้นงานนิติบัญญัตินำฝ่ายบริหาร เพื่อผลักดันกฎหมายต่างๆ เป็นไปตามนโยบาย ของรัฐบาลและเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆให้กับประชาชน โดยกฎหมายที่พรรคภูมิใจไทย จะผลักดันเป็นฉบับแรกๆ อาทิ แก้กฎหมายโอนสังกัดเป็นพระราชบัญญัติโอนกระทรวงการท่องเที่ยว มารวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เนื่องจากภารกิจงานสอดคล้องกัน ส่วนกระทรวงกีฬาจะแยกไปทำเรื่องกีฬาโดยเฉพาะ ซึ่งจะมุ่งเน้น พัฒนากีฬาให้เป็นเลิศซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอแก้ไขกฎหมายผ่านสภาฯได้ภายใน 6เดือน

ดันกม.ขออนุญาตแค่จุดเดียวจบ

แหล่งข่าวพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยจะผลักดันร่าง พรบ.การอำนวยความสะดวก ในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน หรือ กฎหมาย Super License โดยหลักการต้องการให้การขออนุญาตทุกอย่างเป็น One Stop Service เช่นการก่อสร้างโรงงาน โรงแรม สปา ที่ไม่ต้องยื่นขอ อนุญาตหลายหน่วยงาน แต่ให้จบในหน่วยงานเดียว ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อดึงดูดให้มีการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น โดยเป็นข้อเสนอของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศและนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน6เดือน

ไฟเขียวท้องถิ่นหาเงิน-ใช้เงินเอง

ส่วนกฎหมายอีก1ฉบับคือ ร่าง พรบ.บ้านเกิดเมืองนอน จะผลักดันให้แล้วเสร็จภายใน1ปี โดยจะมี 2 เรื่องคือ1.ทำให้ท้องถิ่นหารายได้ ด้วยตัวเองเพื่อนำมาพัฒนา โดยประชาชนสามารถเลือก สนับสนุนภาษี30% ให้บ้านเกิดตัวเองหรือท้องถิ่นที่ต้องการให้เกิดการพัฒนาได้ และ2.จะเป็นกลไกการตรวจสอบของภาคประชาชนที่เข้มแข็งซึ่งจะเป็นกลไกตรวจสอบภาคประชาชนที่แข็งแรงกว่า ป.ป.ช. และ ปปท.และทำให้ท้องถิ่นไม่กล้าใช้เงินแบบผิดประเภท ขณะเดียวกันยังมีเรื่องของการปลดล็อคเรื่องอายุและวาระการดำรงตำแหน่งท้องถิ่น ไม่ใช่แค่2 วาระ ขณะที่การการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจยังไม่เร่งผลักดัน เพราะไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวกับการปัญหาของพี่น้องประชาชน ในส่วนฝ่ายบริหารรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยจะผลักดันนโยบายต่างๆเร่งด่วนภายใน3-6เดือน อาทิ ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน200ยูนิตแรกจ่ายยูนิตละ3บาท ส่วนที่ใช้เกิน 200ยูนิตจะจ่ายเป็นขั้นบันได โดยสามารถออกเป็นประกาศของกระทรวงพลังงานได้ทันที

‘เท้ง’นำ119สส.ปชน.รายงานตัวสภา

เวลา 10.10น.ที่รัฐสภา พรรคประชาชน (ปชน.) นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรรค นำสส.ทั้ง119คน เข้ารายงานตัว เดินทางโดยรถบัสจำนวน 3 คัน ทั้งหมดใส่เสื้อยืดสีขาวสกรีนคำว่า ประชาชนพร้อมกับใส่สูททับติดเข็มกลัดโลโก้ของพรรค บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภามีมวลชนมาคอยต้อนรับมอบดอกไม้ให้ สส.พรรคปชน.มีทั้งหมด120คน โดยก่อนหน้านี้นายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี รายงานตัววันที่ 2มี.ค.แล้ว เนื่องจากไม่สามารถมาวันที่พรรคนัดได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ นายอิสรา สุนทรวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมารายงานตัวแล้ว ขณะนี้มีสส.รายงานตัวเกือบครบ ขาดเพียง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยภักดี ที่แจ้งว่าจะมารายงานตัวในวันที่ 10มี.ค.ทำให้มียอดส.ส.รายงานตัวแล้ว 498คน

พร้อมเป็นผู้นำฝ่ายค้านกับกธ.-ปชป.

ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน.ให้สัมภาษณ์หลังเข้ารายงานตัวต่อสภาว่างานที่เราจะผลักดันต่อคือ ชุดกฎหมายหลายฉบับที่เราพร้อมทำหน้าที่ทันทีเมื่อสภาเปิดอย่างเต็มรูปแบบ ส่วนการปรับตัวที่จะร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคกล้าธรรม ซึ่งน่าจะมาร่วมงานฝ่ายค้านนั้น เป็นกระบวนการปกติในสภาอยู่แล้ว คงไม่ต้องปรับกระบวนท่าการทำงานอะไร เราสามารถทำงานได้กับทุกฝ่ายอยู่แล้ว เมื่อถามว่า พรรคประชาชนจะรับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านไว้เองหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในฐานะพรรคการเมืองลำดับหนึ่งที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ก็เป็นตำแหน่งที่เราให้ความสำคัญอยู่แล้ว พร้อมทำหน้าที่ตรงนี้อย่างเต็มที่ เมื่อถามว่าพรรคประชาชนจะเสนอชื่อประธานสภา และรองประธานสภาแข่งหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยืนยันเราพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเข้มแข็ง ตำแหน่งสำคัญคือผู้นำฝ่ายค้านในสภา ซึ่งตามรัฐธรรมนูญผู้นำฝ่ายค้านไม่สามารถเป็นพร้อมกันได้กับประธานและรองประธานสภา แต่ก็ไม่ได้เป็นการปิดกั้นที่เราจะเสนอชื่อ ซึ่งจะหารือกันนให้ชัดเจนก่อนเปิดประชุมสภา

สส.รายงานตัวสภาฯแล้ว496คน

เมื่อเวลา16.30น.ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการรายงานตัวของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 เป็นวันที่ 12 จากจำนวน สส. ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ประกาศรับรอง 499คน โดยมี สส.แต่ละพรรคการเมืองมารายงานตัวแล้ว 496 คน หลังจากที่ ส.ส.พรรคประชาชน เข้ารายงานตัวพร้อมกันในวันนี้จำนวน 118 คน ทั้ง สส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

เหลือ‘เท่าพิภพ-หมอวรงค์-‘พีระพันธุ์’

โดยยังเหลืออีก 3 คนที่ยังไม่มารายงานตัว คือ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.กทม. พรรคประชาชนที่แจ้งว่าจะมารายงานตัวในวันที่ 10 มีนาคม ส่วนอีกคนคือ นายพีระพันธ์ุ สาลีรัฐวิภาค สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ยังไม่แจ้งการเข้ารายงานตัว

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานที่รับรายงานตัว สส. บริเวณชั้น B1 ของอาคารรัฐสภายังคงเปิดให้รับรองจนถึงวันวันที่ 10 มีนาคม หลังจากนั้นอาจปรับเปลี่ยนสถานที่ในการรายงานตัว

‘เท้ง’สั่งรับมือ คดี44สส.ชงแก้ม.112 ผวา10ปชน.ชะตาขาด

‘เท้ง’สั่งรับมือ  คดี44สส.ชงแก้ม.112  ผวา10ปชน.ชะตาขาด

‘เท้ง’สั่งรับมือ คดี44สส.ชงแก้ม.112 ผวา10ปชน.ชะตาขาด

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“เท้ง-ณัฐพงษ์” ไม่กังวล ป.ป.ช.ยื่นศาลฎีกา ฟัน 44 อดีตสส.ยุคก้าวไกล คดีมีเอี่ยวแก้ม.112 กระทบ สส.พรรคประชาชน ปัจจุบัน 10 คน ที่อาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ระบุเตรียมการไว้หมดแล้ว ยันความบริสุทธ์ ด้าน“หมอวาโย”เชื่อ ป.ป.ช.ยังต่อลมหายใจ ชะลอยื่นต่อศาลฎีกา

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามโปรแกรม วันที่ 9 มีนาคม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต้องดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายครั้งสำคัญ โดยมีกำหนดการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้วินิจฉัยกรณีอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.)พรรคก้าวไกล จำนวน 44 คน กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีการร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ซึ่งฝ่ายกฎหมายของ ป.ป.ช. กำลังเร่งเรียบเรียงคำฟ้องโดยอ้างอิงจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าพฤติการณ์ดังกล่าวมีเจตนา “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย” สถาบันหลักของชาติ โดยเป็นการกระทำที่มีเจตนาร่วมกันและไม่สามารถแยกแยะการกระทำเป็นรายบุคคลได้ ตามมติเอกฉันท์ที่ได้ชี้มูลความผิดไว้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เพื่อให้ทันกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้

วิกฤตการณ์ทางกฎหมายในครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของพรรคประชาชน เนื่องจากหากศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา จะส่งผลให้ สส. ที่มีรายชื่ออยู่ในกลุ่ม 44 คน และยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันจำนวน 10 คน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีตามกฎหมาย

ทั้งนี้ รวมถึงแกนนำคนสำคัญและฟันเฟืองหลักในการทำงานสภาฯ ได้แก่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค นายรังสิมันต์ โรม นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร พร้อมด้วย สส. บัญชีรายชื่อและ สส. เขต อย่างนายธีรัจชัย พันธุมาศ และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร

โดยทางพรรคได้มีการวางแผนสำรองเพื่อรับมือสถานการณ์ดังกล่าวด้วยการเตรียมเลื่อนผู้สมัครรับเลือกตั้งในบัญชีรายชื่อลำดับถัดไป อาทิ นางสาวธนพร วิจันทร์ และ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ ขึ้นมาทำหน้าที่แทนเพื่อรักษาจำนวนเสียงสมาชิกในสภาฯ ไม่ให้ลดน้อยลงไป

ขณะที่กระแสการปรับทัพใหม่มีแนวโน้มผลักดันแกนนำรุ่นใหม่หรือ “แถวที่ 4” อย่าง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ขึ้นมานำทัพแทน พร้อมทั้งมีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวทางการเมืองจากการประนีประนอมมาเป็นการปลุกอุดมการณ์ “2475” เพื่อต่อสู้กับสิ่งที่พรรคเรียกว่า “รัฐพันลึก” อย่างเต็มพิกัด

ในประเด็นดังกล่าว นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนระบุว่า เราไม่ได้กังวล แต่ไม่ได้ประมาท ยืนยันตามความบริสุทธิ์ของเราในการทำหน้าที่ สส.ในการยื่นร่างแก้ไขกฎหมาย ไม่ควรที่จะทำให้เราต้องโดนคดีแบบนี้

“คงต้องหารือกันภายในพรรค เพื่อให้เห็นภาพตรงกันว่าฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด คือถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ 10 คน จะเดินหน้าทำงานในสภากันต่ออย่างไร เพื่อให้การทำงานในฐานะ สส.ไม่สะดุดลง”นายณัฐพงษ์ กล่าว

ต่อข้อถามว่าแสดงว่าเตรียมคนที่จะขึ้นมาแทนหาก 10สส.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้วใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เตรียมกระบวนการ เตรียมวิธีการไว้หมดแล้ว แต่ตัวบุคคลต้องเป็นกระบวนการภายใน อาจจะต้องหารือกับที่ประชุม สส.พรรคก่อน สุดท้ายหากเกี่ยวกับตำแหน่งผู้บริหารพรรคต้องออกมาจากที่ประชุมใหญ่ของพรรค ซึ่งเราวางแผนไว้ว่าจะประชุมกันในช่วงเดือน เม.ย. นี้

เมื่อถามว่ามีการมองว่าหัวหน้าพรรคคนใหม่จะเป็นนายวีรยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์ พรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราไม่สามารถที่จะไปบอกแทนเพื่อนสมาชิกได้ เราพยายามออกแบบกระบวนการ แต่ไม่ได้ยึดติดตัวบุคคล จะออกมาเป็นชื่อใครก็แล้วแต่การตัดสินใจของสมาชิกพรรค

ด้านนพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายกฎหมาย อธิบายเพิ่มเติมถึงกรอบเวลา 9 มี.ค.ในการส่งคำร้องคดี 44 สส.ของป.ป.ช.ต่อศาลฎีกาว่า ความจริงแล้วไม่ใช่วันที่ 9 มี.ค.

นพ.วาโย อธิบายว่ากรอบเวลา 1 เดือน และ 30 วัน ในทางกฎหมายนั้นแตกต่าง การนับ 1 เดือนนั้น ต้องไม่ลืมว่าเดือน ก.พ.มีเพียง 28วัน หากนับ 30วัน กรอบเวลาของการยื่นคำร้องย่อมตรงกับวันที่ 11 มี.ค. อย่างไรก็ตาม นพ. วาโยยังระบุว่า ตามกฎหมายเกี่ยวกับ ป.ป.ช. สามารถขยายเวลายื่นคำร้องได้ต่อไปเรื่อยๆ หากมีเหตุผลรองรับ

วันเดียวกันกัน ศาลจังหวัดระยองสั่งจำคุก นายนครชัย ขุนณรงค์อดีต สส.ระยอง ก้าวไกล 2ปี สารภาพเหลือติด1 ปี ไม่รอลงอาญา ฐานเเจ้งความเท็จ ลงสมัครเลือกตั้งปี 66 ทั้งที่เคยต้องโทษจำคุก 1ปี 6 เดือนมาก่อน เพิกถอนสิทธิ เลือกตั้ง20 ปี รวมทั้งคืนเงินประจำตำแหน่งกว่า 4 แสน

อย่างไรก็ตามนายนครชัย ได้วางหลักทรัพย์ประกันตัว 1.5 แสนบาทศาลอนุญาตให้ไปสู้คดีต่อในชั้นอุทธรณ์คดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 มีนาคม2568 ศาลจังหวัดระยอง ได้มีคำพิพากษาคดีแพ่งให้จำเลยชดใช้ฐานทำให้รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ เป็นเงินจำนวน7,735,942บาทรวมดอกเบี้ย 492,806 บาท รวมทั้งสิ้น 8,228,748 บาท

กลับสู่มาตุภูมิ 29คนไทยหนีภัยลอตแรก

กลับสู่มาตุภูมิ  29คนไทยหนีภัยลอตแรก

กลับสู่มาตุภูมิ 29คนไทยหนีภัยลอตแรก

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คนไทย ลอตแรก 29 คน เดินทางออกจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน กลับถึงประเทศไทยแล้ว ขณะที่ทูตไทยประจำกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เข้าพบแรงงานไทย ดูแลและแนะนำความปลอดภัย ใกล้ชิด

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 9 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คนไทยชุดแรกซึ่งเดินทางกลับจากตะวันออกกลาง รวม 30 คน โดยอพยพออกจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน ได้เดินทางมาถึงประเทศไทย แล้ว โดยสายการบิน Turkish Airlines เที่ยวบินที่ TK 68 โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ เดินทางไปคอยให้การต้อนรับ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ส่วนการช่วยเหลือคนไทย ที่ยังตกค้างอยู่ในตะวันออกกลาง ทางสถานทูตไทยในประเทศ ภูมิภาคตะวันออกกลาง หลายแห่ง ได้ทยอยให้การช่วยเหลือ เช่นที่กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เปิดให้บริการในวันเดียวกันนี้เป็นวันแรก จนถึงวันที่ 13 มีนาคมนี้ ซึ่งจะบริการเฉพาะผู้ที่นัดหมายล่วงหน้าแล้วเท่านั้น ที่ต้องทำการนัดผ่านเว็บไซต์ งานตรวจลงตรา หนังสือเดินทางและทะเบียนราษฎร

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ทางสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดน ได้ประสานช่วยเหลือนักท่องเที่ยวชาวไทย รวม 10 คน ที่ติดค้างอยู่ที่เมืองคาบาลา ประเทศอิรัก โดยทั้งหมดได้เดินทางออกจากประเทศอิรัก ไปยังประเทศตุรกี เพื่อรอเดินทางกลับประเทศไทยแล้วเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ยังมีแรงงานไทยในประเทศคูเวต อีก 17 คน ซึ่งเป็นผู้ที่ตกค้างอยู่ในประเทศคูเวต ภายหลังสิ้นสุดสัญญาจ้างงาน โดยพบกับนางอุไรวรรณ กูร์โตด์ อุปทูต และเจ้าหน้าที่สถานทูต ณ ประเทศคูเวต สอบถามความเป็นอยู่ของคนไทยในช่วงสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง พร้อมจัดอาหารไทย และมอบถุงยังชีพ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ และประสานงานกับบริษัทและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่ออำนวยความสะดวกในการเตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทย ต่อไป

ขณะเดียวกัน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล พร้อมด้วยสำนักงานแรงงานประจำประเทศอิสราเอล ร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการติดตามดูแลความเป็นอยู่และให้ข้อแนะนำด้านความปลอดภัยในยามสงคราม แก่แรฟฟงงานไทย ในประเทศอิสราเอล รวมกว่า 65,000 คน ซึ่งช่วงวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา นายบุญญฤทธิ์ วิเชียรพันธุ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ พร้อมด้วยนายสกลวัฒน์ ทองเจริญ อัครราชทูตที่ปรึกษา และนายธนกร สิมลา รักษาการหัวหน้าสำนักงานแรงงานไทยในอิสราเอล ได้ร่วมกันพบปะสอบถามทุกข์สุขของแรงงานไทย ในนิคมเกษตรกรรม ร้านขายผักผลไม้ และร้านขายต้นไม้และจัดสวน ทางตอนกลางของอิสราเอล กว่า 50 ราย

ป.ป.ช.ยืดเวลาส่งคำร้องฟัน อดีต 44 สส. ก้าวไกล แก้ไข ม.112 ออกไปอีก

ป.ป.ช.ยืดเวลาส่งคำร้องฟัน อดีต 44 สส. ก้าวไกล แก้ไข ม.112 ออกไปอีก

ป.ป.ช.ยืดเวลาส่งคำร้องฟัน อดีต 44 สส. ก้าวไกล แก้ไข ม.112 ออกไปอีก

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.47 น.

ป.ป.ช.ยืดเวลาส่งคำร้องฟัน อดีต 44 สส. ก้าวไกล แก้ไข ม.112 ออกไปอีก

เมื่อวันที่ 9 มี.ค.2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าการส่งคำร้องชี้มูลความผิดจริยธรรมร้ายแรงอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กรณีเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ให้ศาลฎีกาพิจารณา ที่จะครบกำหนดระยะเวลา 30วัน ในวันที่ 9 มี.ค.ว่า การร่างคำร้องเสร็จแล้ว แต่อยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริง และเอกสารในสำนวนให้ตรงกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เนื้อหาในคำร้องมีมากจึงต้องใช้เวลาตรวจสอบให้รอบคอบ จึงต้องขอขยายเวลาการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาออกไปก่อน คาดว่าคงไม่เกิน 1-2 สัปดาห์

เลขาธิการป.ป.ช. กล่าวอีกว่า ส่วนกรอบเวลา 30 วัน ที่ ป.ป.ช.จะต้องส่งคำร้องต่อศาลฎีกา เป็นแค่มติตามหลักการ ไม่ใช่ข้อกฎหมาย จึงสามารถขยายระยะเวลาส่งคำร้องได้ กรณีต้องทำอย่างรอบคอบ เพราะมีเนื้อหารายละเอียดในสำนวนมาก แต่จะทำให้เร็วที่สุด หลังจากส่งคำร้องต่อศาลฎีกาแล้ว ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจศาลฯว่าจะสั่งให้อดีต สส.เหล่านี้จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ 

เพื่อไทยไร้ขัดแย้ง! จุลพันธ์ ลั่นไม่จริง มี สส.ไม่พอใจจัดโควตารัฐมนตรี

เพื่อไทยไร้ขัดแย้ง! จุลพันธ์ ลั่นไม่จริง มี สส.ไม่พอใจจัดโควตารัฐมนตรี

เพื่อไทยไร้ขัดแย้ง! จุลพันธ์ ลั่นไม่จริง มี สส.ไม่พอใจจัดโควตารัฐมนตรี

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.06 น.

“จุลพันธ์”ลั่นไม่จริง มี สส.ไม่พอใจจัดโควตารัฐมนตรี ยันพรรคไม่มีความขัดแย้ง ย้ำยังไม่มีวางตัวบุคคล เตรียมประชุม สส. 14 มี.ค.รับฟังทุกความเห็น ชี้ต้องให้ความเป็นธรรม”ประเสริฐ” หลังถูกตั้งคำถามเรื่องคดี ยันมีคุณสมบัติครบ บอกไม่มีข้อขัดข้อง 1 จังหวัด มี 2 รัฐมนตรี แต่ทุกตำแหน่งต้องผ่านมติกรรมการบริหารพรรค

9 มีนาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนสัดส่วนโควตารัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย คือ 5 รัฐมนตรีว่าการ , 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการ และ 1 รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า ยังไม่มีความชัดเจน แต่แน่นอนว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในลำดับที่ 2 ก็คาดการณ์ได้ว่า ก็ต้องมีการจัดสรรตำแหน่งคณะรัฐมนตรีตามความเหมาะสม ส่วนจะเป็นตำแหน่งใดก็คงจะต้องมีการพูดคุยกันอีกที

เมื่อถามถึงกรณีที่มีรายงานข่าวว่า สส.ภายในพรรคเพื่อไทย ไม่พอใจถึงการวางตัวบุคคลที่คาดว่าจะมาเป็นรัฐมนตรี นั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า หลังจากที่เห็นรายงานข่าว ตนในฐานะหัวหน้าพรรคได้มีการตรวจสอบ มีการพูดคุยกับ สส.หลายคน ยืนยันว่าไม่มีความไม่พอใจ และไม่มีความขัดแย้ง หรือไม่สบายใจใดๆ เราเพิ่งผ่านการเลือกตั้งกันมา การคัดกรองบุคคลที่ยังเหลืออยู่แน่นอน ว่าเป็นคนที่มีอุดมการณ์และมีความตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน วันนี้กระแสต่างๆ ตามข่าวที่เกิดขึ้นตามสื่อ ก็พบว่าใช้คำว่าแหล่งข่าว แหล่งข่าวก็หาตัวตนไม่ได้ และไม่สามารถยืนยันอะไรได้

“ผมขอยืนยันย้ำอีกครั้งว่า เหตุการณ์นี้ที่บอกว่ามีความไม่พอใจไม่เป็นความจริง และสอง กระบวนการในการจัดสรรตำแหน่งต่างๆ ตามข้อบังคับพรรคเป็นอำนาจของกรรมการบริหารพรรค ซึ่งทางสมาชิกเข้าใจดี และกลไกในการบริหาร เชื่อว่าคณะกรรมการบริหารพรรคคงไม่ทำโดยพลการ ต้องมีการรับฟังทั้งจาก สส.และสมาชิกพรรค อย่างกว้างขวาง แต่ขณะนี้ขั้นตอนยังไม่ถึง เพราะเรากำลังรอรัฐพิธีเปิดรัฐสภา และเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร หลังจากนั้นจึงจะมีการนัดประชุมอีกครั้งเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีการพูดคุยเรื่องการจัดจัดสรรตำแหน่ง โดยในส่วนของพรรคเพื่อไทยต้องมีการพูดคุยเป็นการภายในว่ากระทรวงที่ได้รับมาบุคลากรของเรามีความเหมาะสมเรื่องคุณสมบัติ ความถนัด และประสบการณ์ในแต่ละกระทรวงนั้นมีใครบ้าง และจะจัดสรรอย่างไร ฉะนั้น ที่เป็นข่าวออกมาทั้งหมดเป็นการคุยล่วงหน้าและคาดการณ์” นายจุลพันธ์ กล่าว

เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่า สส.ที่อยู่ในพรรคแล้วเห็นรายชื่อตามที่ปรากฏเป็นข่าวออกมา จึงเกิดความไม่พอใจ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ต่างคนต่างคิดได้ แต่ย้ำว่าเป็นเพียงกระแสข่าว ซึ่งตนได้พยายามตรวจสอบ แต่อาจจะยังโทรถามไม่ครบทุกคน แต่เท่าที่คุยมาก็ไม่มีความเข้าใจผิด หรือไม่สบายใจใดๆ ในกลุ่ม สส.ที่มีอยู่

เมื่อถามว่า จะมีการเรียกประชุม สส.เพื่อทำความเข้าใจและชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีการนัดประชุม ซึ่งในวันที่ 14 มี.ค.นี้ พรรคเพื่อไทยก็จะมีการเรียกประชุม สส.ก่อนที่จะมีการประชุมสภาเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 15 มี.ค.นี้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและหาข้อสรุปร่วมกัน โดยในส่วนของตำแหน่งรัฐมนตรีก็คงจะมีการเปิดให้แสดงความคิดเห็น และสุดท้ายก็จะเป็นอำนาจของคณะกรรมการบริหารพรรคตัดสินใจ ซึ่งเป็นไปตามกลไกของพรรค

เมื่อถามว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีกับจำนวน สส.มีไม่เพียงพอ หลักเกณฑ์การพิจารณาในการคัดเลือกบุคคลที่จะรับตำแหน่งรัฐมนตรีจะมีความเป็นธรรม ไม่ให้ สส.ที่ไม่สมหวังน้อยใจหรือเสียใจอย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ต้องเป็นไปตามกลไกที่ทุกฝ่ายรับได้ และที่สำคัญคือพรรคเพื่อไทยไม่มีมุ้งไม่มีกลุ่ม เป้าหมายหลักคือการเดินหน้าทำประโยชน์ให้ประชาชน การที่จะมีตำแหน่งใดๆ ก็ต้องบุคคลที่เหมาะสม สามารถขับเคลื่อนนโยบายของพรรคและขับเคลื่อนรัฐบาล นำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้จริง นี่คือเกณฑ์สำคัญ

เมื่อถามถึงกรณีของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค ที่มีรายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ว่าอาจจะติดปัญหาเรื่องคดี นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับนายประเสริฐ สิ่งที่ออกมาตามหน้าสื่ออาจจะเป็นเพราะกระบวนการการทำงานที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนของกระทรวงแต่ยังไม่มีกระบวนการในการเอาผิดใดๆ จึงต้องยังยืนยันในความบริสุทธิ์ของนายประเสริฐ และความตั้งใจในการทำงาน ทำให้ขณะนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่า นายประเสริฐขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งหลังจากนี้พรรคก็จะมีการดำเนินการตรวจสอบในเชิงลึก และพิจารณาอีกครั้ง

ต่อข้อถามว่า กรณีที่รายงานข่าวว่าทั้งนายประเสริฐ และ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็น สส.ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ทั้ง 2 คน จะได้นั่งตำแหน่งรัฐมนตรี ทำให้ สส.ในพรรคเกิดความไม่พอใจว่าในจังหวัดเดียวมีรัฐมนตรีถึง 2 คน นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้มีข้อขัดข้องใดๆ หากหนึ่งจังหวัดจะมีรัฐมนตรีถึง 2 คน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ทั้ง 2 คน จะได้ดำรงตำแหน่งอะไร เพราะขณะนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุป แต่ทั้ง 2 คน ก็เป็นบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาก่อน และมีผลงานที่ประสบความสำเร็จ ไม่มีข้อขัดข้องที่จะดำรงตำแหน่งใดๆ ต่อไป

ถามย้ำว่า หากทั้ง 2 คน ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรี จะสามารถทำความเข้าใจกับ สส.ในพรรคได้ใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วกระบวนการต้องเริ่มจากการพูดคุย สส.ในพรรคก่อน จึงเชื่อว่าจะไม่เป็นปัญหาใดๆ

เมื่อถามถึงกรณีตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ขณะนี้มีรายชื่อของ นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย นั้น รายชื่อนี้ชัดเจนแล้วหรือไม่ที่จะถูกวางตัวในตำแหน่งรองประธานสภาฯ ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์  กล่าวว่า ตำแหน่งนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน เพราะจะมีการพูดคุยอีกครั้งในวันประชุม สส.วันที่ 14 มี.ค.นี้

เมื่อถามถึงกรณีที่มีรายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทย ว่าแกนนำพรรคเพื่อไทยจะนำส่งรายชื่อรองประธานสภาผู้แทนราษฎรสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยให้แกนนำของพรรคภูมิใจไทย ในวันที่ 12 มี.ค.นี้ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะมีการพูดคุยกันในวันที่ 14 มี.ค.นี้ ถึงจะมีกระบวนการในการไปพบปะพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทยเพื่อส่งรายชื่อ เพราะต้องเป็นมติกรรมการบริหารพรรค ซึ่งขณะนี้พรรคก็ยังไม่ได้มีมติส่งชื่อของนางมนพร เพราะภายในพรรคก็ยังมีบุคลากรที่มีคุณสมบัติและมีความเหมาะสมอีกหลายคน

สีหศักดิ์ รับคนไทยที่อพยพกลับจากอิหร่าน ถึงไทยชุดแรก 29 ราย

สีหศักดิ์ รับคนไทยที่อพยพกลับจากอิหร่าน ถึงไทยชุดแรก 29 ราย

สีหศักดิ์ รับคนไทยที่อพยพกลับจากอิหร่าน ถึงไทยชุดแรก 29 ราย

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.03 น.

“สีหศักดิ์” รับคนไทยที่อพยพกลับจากอิหร่าน ถึงไทยแล้ว 29 คน พรุ่งนี้เดินทางกลับถึงไทยอีก 23 คน

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ที่อาคารผู้โดยสารขาเข้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปต้อนรับคนไทยที่อพยพมาจากประเทศอิหร่าน เดินทางกลับมาถึงประเทศไทยชุดแรกทจำนวน 29 คน ว่ารู้สึกดีใจที่คนไทยกลุ่มแรกเดินทางอพยพออกมาจากอิหร่าน ผ่านมาทางชายแดนตุรกี และเดินทางมาถึงประเทศไทยด้วยความปลอดภัย โดยกลุ่มแรกที่เดินทางมาถึงวันนี้มีจำนวน 29 คน  และในวันพรุ่งนี้(10 มี.ค.) จะเดินทางกลับมาอีกจำนวน 23 คน ซึ่งคนไทยกลุ่มแรกที่เดินทางกลับประเทศไทยวันนี้มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ก็ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่สถานทูตไทยในเตหะรานที่ดูแลการเดินทางของคนไทยที่ค่อนข้างจะทรหดเน็ตเหนื่อย ซึ่งเดินทางโดยรถยนต์ใช้เวลากว่า 10 ชั่วโมง โดยเดินทางมาทางด่านชายแดนตุรกี แล้วไปพักค้างที่เมืองวาน ประเทศตุรกี 1 คืน ก่อนเดินทางมาขึ้นเครื่องบินที่อิสตันบูล

ด้วยในวันที่ 10 มีนาคม จะนำคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งประมาณ 75 คน เดินทางจากเตหะราน โดยรถยนต์ มาที่ชายแดนตุรกี แล้วบินต่อมาที่ประเทศไทย  ก็ขอขอบคุณทางการท่าอากาศยาน และ กองบังคับการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ที่อำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับของชาวไทย ที่อำนวยความสะดวก ด้วยความเรียบร้อย และรวดเร็ว ก็ถือว่าเป็นนโยบายของรัฐบาล และ นายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ที่เป็นห่วงคนไทย ที่อยู่อิหร่านให้อพยพออกมา หรือกลับมาประเทศไทย เราก็พยายามอยากให้คนไทยทั้งหมด อพยพออกมา แต่ก็ทราบว่าบางคนพึงประสงค์ที่จะอยู่ต่อ และบางคนก็เป็นนักศึกษาที่อยากอยู่ต่อ 

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า กลุ่มคนไทยที่เดินทางกลับมาในวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากกรุงเตหะราน  อีกส่วนหนึ่งมาจากทางใต้ของเมืองกุม(Qom) ซึ่งการเดินทางก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย ก็ต้องขอขอบคุณทางรัฐบาลอิหร่าน เพราะเราได้มีการประสานงานกันล่วงหน้า เพื่อขอให้ทางรัฐบาลอิหร่านดูแลคนไทยให้ปลอดภัยในการเดินทางจากเตหะราน หรือเมืองกุม มาที่ชายแดนตุรกี เพื่อกลับประเทศไทย 
          
กลุ่มแรกมีผู้อพยพเดินทางกลับประเทศไทยจำนวน 29 คน และกลุ่มที่ 2 มีจำนวน 25 คน ที่เดินทางออกจากเตหะรานเมื่อ7 มี.ค. และจะอพยพกลับถึงไทยพรุ่งนี้  และอีกกลุ่มหนึ่งที่จะอพยพจากเตหะราน หรือที่เมืองกุม  ซึ่งที่นั่นจะมีนักศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก จะมีประมาณ 75 คน ที่จะเดินทางด้วยช่องทางบกในวันที่ 10 มี.ค.นี้ โดยเดินทางมาที่ชายแดนตุรกี และมาที่เมืองวาน แล้วขึ้นเครื่องบินมาที่อิสตันบูล อย่างไรก็ตาม เราก็พยามโน้มน้าวคนไทยที่เหลือให้อพยพออกมาจากพื้นที่ก่อนเพื่อความปลอดภัย แต่ก็ให้เป็นการตัดสินใจของคนไทย ว่าจะเดินทางออกมาหรือไม่ แต่ทั้งนี้เราอยากให้ทุกคนออกมามากที่สุด

การรัฐบาลตัดสินใจอพยพคนไทยออกมาถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะเราต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของคนไทยเป็นสำคัญ แต่เราก็ไม่ได้บังคับ แต่เราก็จัดการเรื่องการเดินทางให้คนไทยเดินทางออกมาด้วยความปลอดภัยทุกคนในสถานการณ์เช่นนี้ ก็อยากให้สอบถามคนไทยที่อพยพออกมาด้วย เพราะมีเด็กหลายคนเดินทางกลับมาด้วย ได้กลับมาเจอญาติ ถ้าหากทางโน้นปลอดภัยเมื่อไหร่ก็สามารถเดินทางกลับไปใหม่ได้

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ กระทรวงการต่างประเทศ ได้อำนวยความสะดวกให้กับคนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศข้างเคียงกลับประเทศอิหร่าน โดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้อำนวยความสะดวกให้คนไทยเดินทางออกมาอย่างต่อเนื่อง  เช่นที่ ประเทศดูไบ ก็มีเที่ยวบินพาณิชย์ปกติ เราก็จัดหาสำรองที่นั่งให้กับคนไทยได้เดินทางออกมา  ซึ่งตอนนี้เดินทางออกมา 100 กว่าคนแล้ว แต่ที่เราเป็นห่วงคือ ที่ประเทศบาห์เรน คูเวต กาตาร์ และเลบานอล ก็อยากให้คนไทยเดินทางออกมาจากพื้นที่ด้วย

ทั้งนี้ ผู้แทนกลุ่มผู้อพยพ กล่าวขอขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  สถาน เอกอัครราชทูต และสมาคมคนไทย ที่ช่วยเหลือพวกเราผู้อพยพในการเดินทางกลับไทยครั้งนี้  ซึ่งการเดินทางอพยพครั้งนี้ก็เหน็จเหนื่อยเพราะต้องใช้เวลากว่า 2 วันจึงจะเดินทางถึงกรุงเทพฯ  ซึ่งขณะนี้ที่ประเทศอิหร่านก็ยังคงมีการโจมตีทางอากาศกันอยู่ แต่เราก็ประสานงานกับคนที่ยังคงอยู่ในอิหร่านอยู่ตลอด ซึ่งสถานทูตและสมาคมคนไทยที่นั่นก็ให้การช่วยเหลือคนที่ยังอยู่อย่างเต็มที่ และก็จะมีการอพยพคนไทยออกมาเรื่อยๆ ก็ขอขอบคุณสื่อมวลชน และคนไทยที่ให้ความห่วงใยพวกเราและส่งกำลังใจให้พวกเรา พวกเรารู้สึกขอบคุณอย่างยิ่ง“

สำหรับคนไทยที่อยู่ในอิหร่านขณะนี้ส่วนใหญ่อยู่ในครอบครัวและอยู่ในพื้นที่ ที่ไม่มีการโจมตีทางอากาศมากนัก หรืออยู่ต่างจังหวัดไม่ใช่ในเตหะลาน จึงไม่ค่อยได้รับผลกระทบมาก และคนไทยที่ไปอยู่ที่อิหร่านส่วนใหญ่ไปเป็นแม่บ้านหรือไปทำงานในสปา 

เพื่อไทย ยืนยันส่งชื่อ ประเสริฐ เป็นรัฐมนตรี

เพื่อไทย ยืนยันส่งชื่อ ประเสริฐ เป็นรัฐมนตรี

เพื่อไทย ยืนยันส่งชื่อ ประเสริฐ เป็นรัฐมนตรี

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.07 น.

เพื่อไทย ยืนยันส่งชื่อ ประเสริฐ เป็นรัฐมนตรี

เมื่อวันที่ 9 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยในการร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย มีการตกลงกันว่าพรรคเพื่อไทยมีอำนาจคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมเสนอไป แต่จากกระแสข่าวที่ว่าพรรคภูมิใจไทย มีคำถามเกี่ยวกับชื่อนายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เพราะมีคดีลงนามเอ็มโอยูสแกนม่านตาในชั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่คนในพรรคภูมิใจไทยตรวจสอบผ่านกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและกระทรวงยุติธรรม รวมถึงกรณี ป.ป.ช.มีมติไต่สวนข้อกล่าวหา การจัดงบประมาณโครงการบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงปี 68 วงเงิน 5.1 หมื่นล้าน ที่มีการโยงไปถึงนายประเสริฐ เนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ยืนยันคุณสมบัติรัฐมนตรีโดยยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญล่าสุด ที่รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์นั้น ล่าสุดทางพรรคเพื่อไทยยังคงยืนยันเหมือนเดิมที่จะส่งชื่อนายประเสริฐ เป็นรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยเช่นเดิม 

ใกล้ครบ!!! สส.ตบเท้ารายงานตัวสภาฯแล้ว 496 คน

ใกล้ครบ!!! สส.ตบเท้ารายงานตัวสภาฯแล้ว 496 คน

ใกล้ครบ!!! สส.ตบเท้ารายงานตัวสภาฯแล้ว 496 คน

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

ใกล้ครบ!!! สส.ตบเท้ารายงานตัวสภาฯแล้ว 496 คน เหลือเพียง”เท่าพิภพ-หมอวรงค์”แจ้งมา 10 มี.ค. ส่วน”พีระพันธุ์”ยังล่องหน

9 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการรายงานตัวของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 เป็นวันที่ 12 จากจำนวน สส.ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรอง 499 คน โดยมี สส.แต่ละพรรคการเมืองมารายงานตัวแล้ว 496 คน หลังจากที่ สส.พรรคประชาชน (ปชน.) เข้ารายงานตัวพร้อมกันในวันนี้จำนวน 118 คน ทั้ง สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ

โดยยังเหลืออีก 3 คน ที่ยังไม่มารายงานตัว คือ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี และ นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.พรรคประชาชน ที่แจ้งว่าจะมารายงานตัวในวันที่ 10 มี.ค.นี้ ส่วนอีกคนคือ นายพีระพันธ์ุ สาลีรัฐวิภาค สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ยังไม่แจ้งการเข้ารายงานตัว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานที่รับรายงานตัว สส.บริเวณชั้น B1 ของอาคารรัฐสภา ยังคงเปิดให้รับรองจนถึงวันวันที่ 10 มี.ค.หลังจากนั้นอาจปรับเปลี่ยนสถานที่ในการรายงานตัว

– 006