เท่าพิภพ ขี่มอไซค์ รายงานตัว สส. ปิดท้ายพรรคส้ม ลั่น ปชน. ตั้งเป้ากวาด กทม.ทั้ง ผู้ว่าฯ-สก.

เท่าพิภพ ขี่มอไซค์ รายงานตัว สส. ปิดท้ายพรรคส้ม ลั่น ปชน. ตั้งเป้ากวาด กทม.ทั้ง ผู้ว่าฯ-สก.

เท่าพิภพ ขี่มอไซค์ รายงานตัว สส. ปิดท้ายพรรคส้ม ลั่น ปชน. ตั้งเป้ากวาด กทม.ทั้ง ผู้ว่าฯ-สก.

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.12 น.

‘เท่าพิภพ’ ขี่มอไซค์มารายงานตัวสส.ปิดท้ายพรรคส้ม ลั่น ‘ปชน.’ ตั้งเป้ากวาดกทม.ทั้ง ‘ผู้ว่าฯ-สก.’ โวเปิดตัวมาว้าวแน่

วันที่ 10 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 09.30น. ที่รัฐสภา นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม. พรรคประชาชน เดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ PCX มารายงานตัวสส.ต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และให้สัมภาษณ์ว่า สาเหตุที่ตนไม่ได้มารายงานตัวพร้อมกับคณะสส.พรรคประชาชน เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากติดภารกิจกับครอบครัว ส่วนการทำงานในพื้นที่ แม้เขตบางพลัด บางกอกน้อยจะเป็นพื้นที่ใหม่ และตนไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว แต่ก็มีความคล้ายคลึงกับเขตคลองสานที่ติดริมแม่น้ำ มีลักษณะที่คล้ายคลึงกันหลายประการทั้งความหลากหลายทางศาสนา มีปัญหาด้านการเข้าถึงพื้นที่คล้ายกัน และเป็นปัญหาเรื้อรัง ซึ่งคนเป็นสส.อาจจะแก้ไขไม่ได้มาก เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาระดับท้องถิ่น ซึ่งอยากให้ในอนาคตมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เป็นพรรคประชาชน 

นายเท่าพิภพ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม วันนี้จะมีงานเสวนา อบรม เตรียมความพร้อมการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่จะมีขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งเราอยากได้สีส้มทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น ยืนยันว่าส่งสก.ทุกเขต และมั่นใจว่าผู้สมัคร สก.จะเอาชนะได้ เพราะที่ผ่านมาก็มีการลงพื้นที่รวมถึงมีความสามารถ และขอให้ประชาชนให้ความสนใจกับการเลือกตั้งท้องถิ่น เนื่องจากปัญหาหลายปัญหา เป็นเรื่องใกล้ตัวและ เป็นเรื่องของท้องถิ่น อย่างไรก็ดีตัวผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ครั้งนี้จะต้องสร้างความประหลาดใจแน่นอน

จากนั้น นายเท่าพิภพได้เข้าไปรายงานตัว สส.ต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทำให้วันนี้ สส.พรรคประชาชนมารายงานตัวครบแล้วทั้ง 120 คน 

อรรถกร ไม่ค้านไอเดียแยกท่องเที่ยวออกจากกีฬา ชี้หลายประเทศจับคู่กับวัฒนธรรม

อรรถกร ไม่ค้านไอเดียแยกท่องเที่ยวออกจากกีฬา ชี้หลายประเทศจับคู่กับวัฒนธรรม

อรรถกร ไม่ค้านไอเดียแยกท่องเที่ยวออกจากกีฬา ชี้หลายประเทศจับคู่กับวัฒนธรรม

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.05 น.

“อรรถกร” ไม่ค้านไอเดียแยกท่องเที่ยวกับกีฬา ชี้ หลายประเทศจับคู่กับวัฒนธรรม ตอบไม่ได้ ทำสำเร็จหรือไม่ แต่ถ้ากล้าธรรมมีอำนาจ เมื่อพูดอะไรแล้ว ทำแน่นอน

เมื่อเวลา 09.53 น. วันที่ 10 มีนาคม 2569 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงแนวคิดการแยกกระทรวง โดยนำเรื่องท่องเที่ยวไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม และมีกระทรวงที่ดูแลกีฬาอย่างเดียวว่า  พื้นฐานจากหลายๆ ประเทศที่ได้ทำงานร่วมกันมาในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา ก็มีการจัดสรรกระทรวงวัฒนธรรมอยู่กับการท่องเที่ยว เนื่องจากว่าภารกิจมีความใกล้เคียงกัน 

ผู้สื่อข่าวถามว่า สนับสนุนแนวคิดนี้หรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า ตนเองไม่มีปัญหา และไม่ได้ขัดข้อง เมื่อถามว่า แนวคิดนี้ทางกระทรวงฯ เคยมีการศึกษามาก่อนหรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า ในช่วงที่ตนเองเข้ามาทำงานไม่ได้มีการศึกษาเพิ่มเติมในส่วนนี้ แต่ทราบว่ามีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องนี้

เมื่อถามว่า บริบทในประเทศไทยมองว่าเหมาะสมหรือไม่ในการแยกกระทรว และมีความเข้มแข็งอย่างไร นายอรรถกร กล่าวว่า ต้องมองในเรื่องของภารกิจของวัฒนธรรม การท่องเที่ยวและกีฬาว่าแบบไหนสามารถไปด้วยกันได้  

เมื่อถามว่า ส่วนตัวคิดว่าแนวคิดนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะในสมัยของนายทักษิณ ชินวัตร สามารถแยกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมออกมาจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ นายอรรถกร กล่าวว่า ไม่สามารถตอบได้ แต่ถ้าพรรคกล้าธรรมมีอำนาจ เมื่อพูดอะไรแล้ว ทำแน่นอน

รมว.ยุติธรรม เผย ดีเอสไอ ออกหมายเรียก ชนนพัฒน์ ซ้ำหากเบี้ยว 12 มี.ค.

รมว.ยุติธรรม เผย ดีเอสไอ ออกหมายเรียก ชนนพัฒน์ ซ้ำหากเบี้ยว 12 มี.ค.

รมว.ยุติธรรม เผย ดีเอสไอ ออกหมายเรียก ชนนพัฒน์ ซ้ำหากเบี้ยว 12 มี.ค.

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.54 น.

รุทธพล พร้อมออกหมายเรียก “ชนนพัฒฐ์” ซ้ำ หากเบี้ยว12 มี.ค. ดีเอสไอ ลุยให้ได้ตัวช่วงเปิดสมัยประชุม ผ่านปธ.สภา

วันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 09.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึง กรณีนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ถูกออกหมายเรียกโดยดีเอสไอ กรณีเว็บพนัน รมว.ยุติกรรม กล่าวว่า ก็ออกหมายเรียก 12 มี.ค.นี้ ถ้าไม่มาก็จะออกหมายเรียกอีกครั้งหนึ่ง 

อย่างไรก็ตาม หากเปิดสมัยประชุมสภาฯ ก็คงดำเนินการตามกฏหมาย โดยจะยื่นไปทางประธานสภาฯ เพื่อให้ประธานใช้มติของสภา ว่าจะให้ออกหมายเรียกหรือหมายจับ ซึ่งตนคาดว่าทางอธิบดีดีเอสไอ จะดำเนินการตามนี้ 

รุทธพล เผย ขั้นตอนพักโทษ ทักษิณ ต้องผ่าน 3 คณะกรรมการ กำชับให้ทำตามกฎหมาย

รุทธพล เผย ขั้นตอนพักโทษ ทักษิณ ต้องผ่าน 3 คณะกรรมการ กำชับให้ทำตามกฎหมาย

รุทธพล เผย ขั้นตอนพักโทษ ทักษิณ ต้องผ่าน 3 คณะกรรมการ กำชับให้ทำตามกฎหมาย

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.36 น.

“รุทธพล” เผย ขั้นตอนพักโทษ “ทักษิณ” ต้องผ่าน 3 คณะกรรมการ พร้อมกำชับทำตามกฎหมาย

วันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 09.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าการยื่นขอพักโทษของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบ

เมื่อถามว่า ทางครอบครัวชินวัตร ระบุจะยื่นภายในเดือนนี้ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ยังไม่มีเรื่องมาถึงตน ทั้งเรือนจำ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม รวมถึงรัฐมนตรีไม่ทราบอะไรเลย 

ผู้สื่อข่าวถามว่าตามขั้นตอนจะต้องดำเนินการอย่างไร พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า จะต้องผ่าน 3 คณะกรรมการ คือ เรือนจำ กรมราชทัณฑ์ และกระทรวงยุติธรรม ซึ่งตนได้กำชับให้ดำเนินการตามกฏหมายแล้ว

นายกฯ ลาประชุม มอบ พิพัฒน์ นำถก ครม. ชงเคาะมาตรการประหยัดพลังงาน

นายกฯ ลาประชุม มอบ พิพัฒน์ นำถก ครม. ชงเคาะมาตรการประหยัดพลังงาน

นายกฯ ลาประชุม มอบ พิพัฒน์ นำถก ครม. ชงเคาะมาตรการประหยัดพลังงาน

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.24 น.

“อนุทิน” ลาประชุม ครม. มอบ ”พิพัฒน์“ ปธ.แทน ขณะรมต.ถอดสูท สวมเชิ้ต  ขานรับนโยบายประหยัดพลังงาน

วันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มอบหมาย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) 

โดยวาระสำคัญที่คาดว่าจะเข้าสู่การประชุม ครม. กระทรวงพลังงานจะรายงานสถานการณ์ราคาพลังงานจากเหตุสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก พร้อมประเมินผลกระทบต่อประเทศไทย และเสนอมาตรการประหยัดพลังงานในหน่วยงานราชการ อาทิ การขอความร่วมมือหน่วยงานราชการให้ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26-27 องศาเซลเซียส งดการสวมสูทหรือผูกไท สนับสนุนการทำงานจากบ้าน (Work from Home) และการประชุมออนไลน์ รวมถึงการขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันลดการใช้พลังงาน

ขณะที่วาระเพื่อพิจารณาสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) จะเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ.2569 เพื่อกำหนดกรอบการเปิดประชุมรัฐสภาหลังจากขั้นตอนรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสร็จสิ้นแล้ว เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการประชุม ครม.วันเดียวกันนี้ บรรดารัฐมนตรีและทีมงานต่างสวมเสื้อเชิ้ตแทนการใส่สูทผูกไทมาร่วมประชุม ตามมาตรการลดใช้พลังงาน

ส่วนครม.แจ้งลาการประชุมได้แก่ นายอนุทิน รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ นายอัครา พรหมเผ่า รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข

ขณะในเวลา 11.45 น. นายกฯจะเดินทางมาบันทึกเทปเนื่องในโอกาสวันท้องถิ่นไทย ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล 

บิ๊กดุลย์​ โบ้ยถาม​ อนุทิน​ มีชื่อโผล่นั่ง​ รมว.กลาโหม​ เมินตอบพร้อมทำหน้าที่ทุกตำแหน่งหรือไม่

บิ๊กดุลย์​ โบ้ยถาม​ อนุทิน​ มีชื่อโผล่นั่ง​ รมว.กลาโหม​ เมินตอบพร้อมทำหน้าที่ทุกตำแหน่งหรือไม่

บิ๊กดุลย์​ โบ้ยถาม​ อนุทิน​ มีชื่อโผล่นั่ง​ รมว.กลาโหม​ เมินตอบพร้อมทำหน้าที่ทุกตำแหน่งหรือไม่

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.19 น.

“พล.ท.อดุลย์​”  โบ้ยถาม​ “อนุทิน​” มีชื่อโผล่นั่ง​ รมว.กลาโหม​  ปัดตอบพร้อมทำหน้าที่ทุกตำแหน่งหรือไม่

วันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 09.50 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.อดุลย์​ บุญธรรม​เจริญ​ รมช.กลาโหม​ ให้สัมภา​ณ์สั้นๆ​ หลังมีชื่อปรากฏ​ในรายงานข่าว​เตรียมขยับจาก รมช.กลาโหม​ ไปเป็นรมว.กลาโหม​ ในรัฐบาล​อนุทิน​ 2 ว่า​ ขอให้ถาม​ นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.มหาดไทย​ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า พร้อมที่จะทำงานในทุกตำแหน่งหรือไม่​ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ไม่ตอบคำถาม ก่อนที่จะเดินเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีทันที

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สะพัด บิ๊กดุลย์ ขยับ รมว.กห. รุทธพล นั่ง รมว.ยุติธรรม ต่อ

อสม.ไม่ทน! แจงปมถูกพาดพิงการเมือง ย้ำทำงานด้วยหัวใจอาสา ไม่เกี่ยวการเลือกตั้ง

อสม.ไม่ทน! แจงปมถูกพาดพิงการเมือง ย้ำทำงานด้วยหัวใจอาสา ไม่เกี่ยวการเลือกตั้ง

อสม.ไม่ทน! แจงปมถูกพาดพิงการเมือง ย้ำทำงานด้วยหัวใจอาสา ไม่เกี่ยวการเลือกตั้ง

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.52 น.

วันที่ 10 มีนาคม 2569 จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์และสื่อบางช่องทาง ซึ่งมีการกล่าวพาดพิงว่า “อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นหน่วยงานที่ถูกใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมในการเลือกตั้งมากที่สุด” นั้น

ล่าสุด นายอมรินทร์ นิ่มนวล ประธานชมรม อสม.แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า  ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านแห่งประเทศไทย ขอแสดงความห่วงใยต่อการสื่อสารที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อบทบาทหน้าที่ของพี่น้อง อสม. ทั่วประเทศ

อสม. เป็นกำลังสำคัญของระบบสาธารณสุขมูลฐานของประเทศไทย ทำงานด้วยจิตอาสา เสียสละ และทุ่มเทเพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนในชุมชนมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี โดยมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค เฝ้าระวังโรค และดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางในชุมชน เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รวมถึงการรับมือกับสถานการณ์สาธารณภัยด้านสุขภาพต่าง ๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อสม. ทั่วประเทศได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และยึดมั่นในจริยธรรมของอาสาสมัครสาธารณสุข ซึ่งมุ่งเน้นการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนและชุมชนเป็นสำคัญ มิได้มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือการดำเนินกิจกรรมใด ๆ ที่ขัดต่อกฎหมายการเลือกตั้ง

ที่ผ่านมา อสม. มีบทบาทสำคัญร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะแกนนำขับเคลื่อนกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยในระดับชุมชน เรามีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ให้ความรู้ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่สำคัญคือเชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งตามหน้าที่พลเมืองที่ดี ได้ย้ำเตือนสมาชิก อสม. ทุกท่าน ว่าต้องปฏิบัติหน้าที่โดยเคารพต่อกฎหมายอย่างสูงสุด และห้ามใช้สถานะ อสม. ไปเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้สมัครที่เกี่ยวข้องทางการเมือง

การกล่าวพาดพิงในลักษณะเหมารวมต่อ อสม. อาจส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของพี่น้อง อสม.กว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนอย่างใกล้ชิดในทุกหมู่บ้านและชุมชน ชมรม อสม.แห่งประเทศไทย จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความระมัดระวังในการสื่อสารข้อมูล และขอให้สังคมพิจารณาบทบาทที่แท้จริงของ อสม. ซึ่งเป็นพลังสำคัญของระบบสุขภาพชุมชน และเป็นแบบอย่างของการทำงานเพื่อส่วนรวม

ในนามของชมรม อสม.แห่งประเทศไทย ขอยืนยันเจตนารมณ์ในการปกป้องเกียรติและศักดิ์ศรีของพี่น้อง อสม. ทุกคน พร้อมทั้งยืนหยัดสนับสนุนการทำงานตามหลักการจรรยาบรรณของ อสม. มุ่งมั่นในการดูแลสุขภาพประชาชน และร่วมสร้างสังคมที่เข้มแข็งและสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ต่อไป “อสม. คือพลังของชุมชน ทำงานด้วยหัวใจอาสา เพื่อสุขภาพของประชาชนทุกคน”

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ให้ สัมภาษณ์ กับทีวีรัฐสภา ถึงการเลือกตั้งปี 2569 ว่า พี่น้องประชาชนอาจจะไม่รู้ว่า นักการเมืองใช้หน่วยงานไหน ทุจริตเลือกตั้งได้ดีที่สุด นั่นคือ อสม. ตนได้ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข 2 ฉบับ ให้ช่วยควบคุม ปกป้อง อสม.อย่าให้นักการเมืองใช้ อสม.เป็นเครื่องมือในการซื้อเสียง

“อย่างให้ อสม.เก็บเงินไว้ดูแล 25 บ้าน เก็บไว้ 20,000 บาท ไว้ซื้อบ้านละ 1,000 บาท อันนี้เป็นเรื่องที่นักการเมืองทำมา 2-3 สมัยแล้ว ตอนนี้ลามไปถึงชุมชน ท้องถิ่นแล้วเวลานี้ สิ่งที่ทำนี้ผิด ฝ่ายที่ดูแล อสม.คือปลัดกระทรวงสาธารณสุขต้องดูแล เราต้องไม่ดูดาย” นายชวน กล่าว

นายชวน กล่าวอีกว่า องค์กรเหล่านี้ควรยึดถือความถูกต้อง ไม่ย่อท้อ ดูดาย แม้ว่าฝ่ายการเมืองจะทำให้เสียหาย กระทรวงสาธารณสุข ต้องกล้าออกมายืนยันปกป้อง อสม.

ขอบคุณข้อมูล : hfocus

ชมคลิปนาทีนายชวนพูดถึง อสม.ตั้งแต่นาทีที่ 3.03. นาที ขึ้นไป
 

อัษฎางค์ ชำแหละโผ อนุทิน 2 ครม.สไตล์ คนละครึ่ง ชูโมเดล ความเก่งประสานความเก๋า

อัษฎางค์ ชำแหละโผ อนุทิน 2 ครม.สไตล์ คนละครึ่ง ชูโมเดล ความเก่งประสานความเก๋า

อัษฎางค์ ชำแหละโผ อนุทิน 2 ครม.สไตล์ คนละครึ่ง ชูโมเดล ความเก่งประสานความเก๋า

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.39 น.

วันที่ 10 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อนุทิน 2 ครม.สไตล์ “คนละครึ่ง” #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

การจัดทัพรัฐมนตรีของรัฐบาลอนุทิน สะท้อนถึงกลยุทธ์ “อนุทิน-เนวินสไตล์” หรือ การบริหารแบบ “คนละครึ่ง” คือการผสมผสานระหว่างภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือกับเสถียรภาพทางการเมือง ผมขอแบ่งเป็น 3 กลุ่ม

1. กลุ่ม “มืออาชีพ” (The Technocrats)

กลุ่มนี้ถูกวางไว้เป็น “หน้าตา” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคธุรกิจและสังคม โดยดึงคนนอกที่เป็นผู้เชี่ยวชาญตัวจริงมาคุมกระทรวงเศรษฐกิจและต่างประเทศ ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (รมว.คลัง), นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ (รมว.พาณิชย์) และ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (รมว.ต่างประเทศ) กลุ่มนี้เป็นการแก้จุดอ่อนเดิมที่ถูกมองว่านักการเมืองคุมเศรษฐกิจไม่เก่ง การใช้ “เทคโนแครต” ช่วยลดแรงต้านและสร้างความเชื่อมั่นว่านโยบายเศรษฐกิจ (เช่น คนละครึ่งพลัส) จะขับเคลื่อนด้วยฐานข้อมูลและความเชี่ยวชาญมากกว่าการเมืองบริสุทธิ์

2. กลุ่ม “ตอบแทนกลุ่มการเมือง”

กลุ่มนี้ประกอบด้วยแกนนำกลุ่มการเมืองที่นำเสียง สส. มาเติมเต็มเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมือทำงานที่ “เก๋าเกม” ในสนามการเมือง ได้แก่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ (รมว.พลังงาน), นายวราวุธ ศิลปอาชา (รมว.อุตสาหกรรม) และ นายสุชาติ ชมกลิ่น (รมว.ทรัพยากรฯ) กลุ่มนี้เป็นการจัดสรรตำแหน่งให้คนกลุ่มนี้คือ “รางวัล” สำหรับการรักษาฐานเสียงและการย้ายขั้วทางการเมือง สะท้อนว่ารัฐบาลยังต้องพึ่งพา “มุ้งการเมือง” เพื่อรักษายอดเสียงในสภา (ประมาณ 280-290 เสียง) ให้แน่นปึก

3. กลุ่ม “ทายาทนักการเมือง/บ้านใหญ่” 

นี่คือกลุ่มที่น่าสนใจที่สุดในรอบนี้ คือการผลัดใบสู่ “รุ่นลูก” หรือที่สื่อมักเรียกว่า “แก๊งลูกบังเกิดเกล้า” เพื่อลดแรงเสียดทานเรื่องภาพลักษณ์เดิมๆ ของคนรุ่นพ่อที่ลี้ภัยทางจริยธรรม โดยแกนนำ “รุ่นพ่อ” หลายคนมีความเสี่ยงเรื่องคุณสมบัติและจริยธรรม การส่ง “ลูก” ที่มีประวัติสะอาด จึงเป็นวิธีเดียวที่จะรักษาโควตารัฐมนตรีของตระกูลไว้ได้โดยไม่ถูกสกัดกั้นทางกฎหมาย
ทายาทเหล่านี้มักมีประวัติการศึกษาสูงจากต่างประเทศ มีภาพลักษณ์ที่ทันสมัย ซึ่งพรรคภูมิใจไทยใช้จุดนี้ในการแก้ภาพลักษณ์ “เจ้าพ่อท้องถิ่น” ให้กลายเป็น “นักบริหารรุ่นใหม่” เพื่อดึงดูดคะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่ในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม “รัฐมนตรีที่มาตามนามสกุล มักมีพันธนาการมากกว่ารัฐมนตรีที่มาตามความสามารถ“ คนกลุ่มนี้ได้แก่ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์, นายไชยชนก ชิดชอบ, นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์

สำหรับคนกลุ่มนี้ในมุมบวกด้านโอกาส: ทายาทกลุ่มนี้ได้เปรียบเรื่อง “แต้มต่อทางการเมือง” เพราะมีฐานเสียงที่แน่นปึกจากตระกูล ทำให้ไม่ต้องพะวงเรื่องคะแนนเสียงมากนัก และสามารถโฟกัสที่การทำงานในกระทรวงได้หากมีความตั้งใจจริง

ส่วนในด้านความท้าทาย: ทายาทเหล่านี้ต้องเผชิญกับคำครหาว่าเป็น “ร่างทรง” ของผู้เป็นพ่อ หากไม่สามารถสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมหรือมีอิสระในการตัดสินใจ สังคมจะมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจแบบเผด็จการท้องถิ่น ซึ่งอาจเป็นชนวนเหตุของ “วิกฤตศรัทธา” ในอนาคต

สรุป

รัฐบาลอนุทิน 2 พยายามสร้าง “สมดุลระหว่างความเก่งและความเก๋า” โดยใช้สูตรหน้าตาเป็นสากล (มืออาชีพ) + ฐานรากเป็นบ้านใหญ่ (การเมือง)ความเสี่ยงที่ต้องระวังคือ หากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการ “ปันเค้ก” หรือตอบแทนกลุ่มการเมืองมากเกินไปจน “มืออาชีพ” ทำงานลำบาก หรือเกิดกรณีการสอดแทรกงบประมาณเพื่อเอื้อประโยชน์พื้นที่บ้านใหญ่ ความเชื่อมั่นที่อุตส่าห์ดึงมืออาชีพมาประดับไว้ก็จะเลือนหายไปอย่างรวดเร็วจุดชี้วัดอยู่ที่ว่ารัฐมนตรี “รุ่นลูก” จะพิสูจน์ตัวเองได้หรือไม่ว่าเขามี “ของ” มากกว่าแค่นามสกุลที่พ่วงท้ายมา

อดีตผู้พิพากษา ชี้ ขายกิจการแล้วบังคับย้ายบริษัท ไม่ไปคือไล่ออก? ศาลฎีกาชี้ชัด เลิกจ้างไม่เป็นธรรม!

อดีตผู้พิพากษา ชี้ ขายกิจการแล้วบังคับย้ายบริษัท ไม่ไปคือไล่ออก? ศาลฎีกาชี้ชัด เลิกจ้างไม่เป็นธรรม!

อดีตผู้พิพากษา ชี้ ขายกิจการแล้วบังคับย้ายบริษัท ไม่ไปคือไล่ออก? ศาลฎีกาชี้ชัด เลิกจ้างไม่เป็นธรรม!

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.47 น.

วันที่ 10 มีนาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กว่า  ขายกิจการแล้วบังคับย้ายบริษัท… ไม่ไปคือไล่ออก? ศาลฎีกาชี้ชัด “เลิกจ้างไม่เป็นธรรม!” 

ในยุคที่การควบรวมกิจการ (M&A) หรือการขายหน่วยธุรกิจเกิดขึ้นเป็นว่าเล่น หลายคนอาจเคยเจอเหตุการณ์ที่บริษัทบอกว่า “เราขายแผนกนี้ให้บริษัทอื่นแล้วนะ พนักงานทุกคนต้องย้ายไปเริ่มงานที่ใหม่ ใครไม่ไป… เราไม่มีตำแหน่งให้ทำแล้ว”
คำถามคือ นายจ้างทำแบบนี้ได้จริงหรือ? และลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธได้หรือไม่? 

วินิจฉัยจากเคสจริง: 
พนักงาน 30 ปี กับเงินเดือน 1.7 แสน 
เรื่องนี้มีบรรทัดฐานจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5429/2562 ซึ่งเป็นคดีของลูกจ้างหญิงระดับผู้จัดการในบริษัทผลิตยาข้ามชาติ เธอทำงานมานานกว่า 30 ปี จนเงินเดือนแตะหลัก 171,656 บาท
ต่อมาบริษัทแม่ขายแผนกที่เธอทำอยู่ให้กับบริษัทใหม่ และยื่นคำขาดว่า “ต้องตอบรับการโอนย้ายภายในกำหนด มิฉะนั้นจะถือว่าไม่ประสงค์ทำงาน และจะไม่มีตำแหน่งงานให้ทำอีกต่อไป” เมื่อเธอไม่ยินยอมย้าย… ผลคือ “ถูกเลิกจ้าง” เธอจึงฟ้องเรียกค่าเสียหายรวมกว่า 17 ล้านบาท!

ศาลฎีกาวางบรรทัดฐาน: 
เมื่อ “สัญญา” ปะทะ “ความมั่นคง”
คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้กันของ 2 หลักการทางกฎหมายที่สำคัญที่สุด:

• หลักเสรีภาพในการทำสัญญา (Freedom of Contract): 
นายจ้างอ้างว่าเขามีสิทธิที่จะเลือกดำเนินธุรกิจหรือขายกิจการให้ใครก็ได้ และลูกจ้างก็ควรมีสิทธิเลือกนายจ้างใหม่ด้วยตัวเอง ไม่ควรถูกบังคับโอนไปโดยไม่เต็มใจ

• หลักการคุ้มครองความมั่นคงในการทำงาน (Job Security): 
ลูกจ้างมองว่าการทำงานมานานคือความมั่นคงในชีวิต การที่นายจ้างเปลี่ยนมือธุรกิจ ไม่ควรเป็นเหตุให้ลูกจ้างต้องตกงานหรือสูญเสียสิทธิที่สะสมมา
ผลการวินิจฉัยของศาลฎีกา:

1.การโอนตัวลูกจ้าง ไม่ใช่เรื่องอัตโนมัติ!  ตาม ป.พ.พ. มาตรา 577 นายจ้างจะโอนสิทธิความเป็นนายจ้างได้ ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง เพราะลูกจ้างคือ “บุคคล” ไม่ใช่ “ทรัพย์สิน” ที่จะแถมไปกับยอดขายกิจการได้

2. ไม่ย้าย = ไม่ผิด!  เมื่อลูกจ้างไม่ยินยอมย้าย สัญญาจ้างเดิมยังคงอยู่ การเลิกจ้างเพราะเหตุนี้จึงถือเป็น “เลิกจ้างไม่เป็นธรรม”

3. บอกกล่าวต้องชัดเจน: การแจ้งเงื่อนไขคลุมเครือว่า “ถ้าไม่ย้ายจะไม่มีงานให้” โดยไม่ระบุวันเลิกจ้างที่แน่นอน ถือว่าเป็นการบอกกล่าวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องจ่าย “สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า” เพิ่มด้วย

อัปเดตกฎหมายใหม่: 
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562

ปัจจุบันกฎหมายไทยได้ขยับเข้าใกล้หลักการคุ้มครองความมั่นคงในการทำงาน (Job Security) มากขึ้น โดยแก้ไข มาตรา 13 ให้รัดกุมดังนี้:

ต้องยินยอมเป็น “หนังสือ”: การโอนสิทธิหน้าที่ไปยังนายจ้างใหม่ นายจ้างต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็น ลายลักษณ์อักษร เท่านั้น

สิทธิต้องคงเดิม 100%: นายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้ง สิทธิและหน้าที่ ของนายจ้างเดิมทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นอายุงานที่สะสมมา สวัสดิการ หรือฐานเงินเดือน ห้ามตัดทอนแม้แต่บาทเดียว!

ข้อสังเกตเชิงวิชาการ: 

กฎหมายไทยที่ยังอยู่กึ่งกลาง

นักกฎหมายหลายท่านมองว่า ฎีกา 5429/2562 แสดงให้เห็นว่ากฎหมายแรงงานไทยยังกึ่งกลางระหว่าง “กฎหมายแพ่งเดิม” (ที่เน้นความยินยอมของคู่สัญญา : Consent Model) กับ “กฎหมายแรงงานสมัยใหม่” (ที่พยายามคุ้มครองไม่ให้ลูกจ้างตกงานจากการเปลี่ยนมือนายจ้าง)

เราควรไปถึงขั้น “โอนย้ายอัตโนมัติ” (Automatic Transfer) แบบยุโรป/TUPE หรือไม่ เพื่อให้ธุรกิจขับเคลื่อนได้คล่องตัวขึ้น แต่ยังคงต้องรักษาหัวใจสำคัญคือ “สิทธิของลูกจ้างต้องไม่ด้อยไปกว่าเดิม”

สรุปสำหรับพนักงาน

หากบริษัทจะขายกิจการ แล้วคุณไม่อยากย้าย:
1.คุณมีสิทธิ “ปฏิเสธ” การโอนย้ายได้โดยชอบธรรม
2. นายจ้างเดิมต้องจ้างคุณต่อ หรือหากเลิกจ้าง ต้องจ่ายค่าชดเชย + ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
3. อย่าเซ็นยินยอมเด็ดขาดหากคุณยังไม่มั่นใจในเงื่อนไขของที่ใหม่!

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

10/3/69

เพจ BIOTHAI ผ่าทางตันเกษตรไทย! เทียบฟอร์ม ‘พิธา-ศุภจี’ สองขั้วแนวคิด

เพจ BIOTHAI ผ่าทางตันเกษตรไทย! เทียบฟอร์ม 'พิธา-ศุภจี' สองขั้วแนวคิด

เพจ BIOTHAI ผ่าทางตันเกษตรไทย! เทียบฟอร์ม ‘พิธา-ศุภจี’ สองขั้วแนวคิด

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.21 น.

วันที่ 10 มีนาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก BIOTHAI โพสต์บทวิเคราะห์นโยบายด้านการเกษตรว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นนักการเมืองต่างเส้นทาง 2 คนที่มีบทบาทโดดเด่น แม้มีแบคกราวด์แตกต่างกัน แต่ทั้งสองคนได้นำเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับการแก้ปัญหาเกษตรกรรมที่น่าสนใจ สะท้อน 2 ขั้วของการหาทางออกเกษตรกรรมไทย

ภาคเกษตรของประเทศไทย สะท้อนความย้อนแย้งเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทย กล่าวคือ แม้ภาคเกษตรจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงประมาณ 6% ของ GDP แต่กลับมีแรงงานอยู่ในภาคนี้ถึงเกือบหนึ่งในสามของแรงงานทั้งประเทศ ความเหลื่อมล้ำนี้ทำให้เกษตรกรจำนวนมากติดอยู่ในวงจรเดิม คือ ผลผลิตราคาตก ต้นทุนสูง หนี้สินเพิ่มขึ้น อำนาจต่อรองต่ำ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า จะทำอย่างไรให้ราคาพืชผลดีขึ้น แต่คือ ใครกำหนดกติกาของระบบอาหาร อันเป็นคือหัวใจของสิ่งที่เรียกว่า การเมืองเศรษฐกิจอาหาร (food politics) ในบริบทนี้ แนวคิดของนักการเมืองสองคนคือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ สะท้อนมุมมองต่อการแก้ปัญหาเกษตรไทยที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

1.แนวคิดของพิธา: แก้ที่โครงสร้าง
แนวคิดของพิธาเริ่มต้นจากคำถามพื้นฐานว่า ทำไมเกษตรกรไทยถึงจน ทั้งที่ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม คำตอบที่เขาเสนอคือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เกษตรกร แต่เกิดจาก โครงสร้างระบบเกษตร เขาอธิบายปัญหาเป็น “กระดุม 5 เม็ด” ได้แก่

– ที่ดิน
– หนี้สิน
– ต้นทุนการผลิต
– นวัตกรรม
– การต่อยอดรายได้
แนวทางแก้ไขที่เสนอจึงเน้นการ ปฏิรูปโครงสร้าง เช่น ปฏิรูปที่ดิน ธนาคารที่ดิน การปลดหนี้เกษตรกร การลดต้นทุนปัจจัยการผลิต การเพิ่มมูลค่าผลผลิตผ่านการแปรรูป
ในมุมมองของการเมืองเศรษฐกิจอาหาร แนวคิดนี้พยายามแก้ปัญหาที่ต้นทางของระบบอาหาร คือ อำนาจการถือครองทรัพยากร เพราะหากเกษตรกรไม่มีที่ดิน ไม่มีทุน และต้องซื้อปัจจัยการผลิตจากบริษัทขนาดใหญ่ โอกาสที่จะหลุดจากความยากจนก็แทบไม่มี

2. แนวคิดของศุภจี : แก้ที่ตลาด
ต่างจากแนวคิดของพิธา แนวคิดของศุภจีเริ่มต้นจากคำถามอีกแบบหนึ่ง คือจะทำอย่างไรให้สินค้าเกษตรขายได้ราคา แนวทางที่เสนอจึงเน้นการบริหารตลาด เช่น
– การจัดการล้ง
– การสร้างล้งกลาง
– การขยายตลาดส่งออก
– การทำ business matching
– การใช้สินค้าเกษตรเป็นเครื่องมือในการเจรจาการค้า
แนวคิดนี้เชื่อว่า หากสามารถเพิ่มความต้องการสินค้าเกษตรและเปิดตลาดใหม่ ๆ ได้ รายได้ของเกษตรกรก็จะเพิ่มขึ้น ในทางหนึ่ง แนวคิดนี้สะท้อนบทบาทของรัฐในฐานะ ผู้จัดการตลาดสินค้าเกษตร ซึ่งอาจสามารถช่วยแก้ปัญหาราคาตกต่ำในระยะสั้นได้

3. แต่คำถามสำคัญคือ “ใครควบคุมระบบอาหาร”
หากมองผ่านกรอบ food politics ปัญหาของระบบอาหารไม่ได้อยู่แค่ที่การผลิตหรือการค้า แต่เกี่ยวข้องกับ อำนาจในห่วงโซ่อาหาร ในหลายประเทศ บรรษัทขนาดใหญ่ควบคุมตั้งแต่ 
– เมล็ดพันธุ์ 
– ปุ๋ย อาหารสัตว์
– การแปรรูป
– การค้าปลีก
โครงสร้างนี้ทำให้เกษตรกรรายย่อยมีอำนาจต่อรองต่ำที่สุดในระบบ
ในบริบทนี้ แนวคิดของพิธาเข้าใกล้การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่า เพราะพยายามลดความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากร ขณะที่แนวคิดของศุภจีแม้จะช่วยแก้ปัญหาราคาตกต่ำได้ แต่ยังคงทำงานอยู่ภายในโครงสร้างตลาดเดิม

3. อย่างไรก็ตาม ทั้งสองแนวคิดต่างมีข้อจำกัด แต่ต้องการการทำงานทั้งสองทาง
การปฏิรูปโครงสร้างแบบพิธาอาจต้องใช้เวลาและเผชิญแรงต้านทางการเมืองสูง ในขณะที่แนวทางบริหารตลาดแบบศุภจี แม้จะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่หากไม่เปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและการถือครองทรัพยากร ปัญหาก็อาจเกิดซ้ำอีก
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง แนวคิดหนึ่งแก้รากของปัญหา อีกแนวคิดหนึ่งแก้อาการของปัญหา ซึ่งเกษตรไทยอาจต้องการทั้งสองแนวทาง หากพิจารณาอย่างเป็นธรรม แนวทางที่เหมาะสมที่สุดอาจไม่ใช่การเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือการนำข้อเด่นของทั้งสองแนวคิดมารวมกัน
กล่าวคือ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างเกษตร ควบคู่กับการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง แก้โครงสร้างในระยะยาวพร้อมกับแก้ตลาดในระยะสั้น
หากทำได้พร้อมกัน โอกาสที่เกษตรกรจะมีรายได้ที่มั่นคงก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

4. อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นสำคัญอีกด้านหนึ่งที่ยังได้รับน้ำหนักน้อยในนโยบายของนักการเมืองไทยหลายคน นั่นคือ อำนาจของบรรษัทขนาดใหญ่ในระบบอาหาร เพราะปัจจุบันระบบอาหารไทยกำลังเผชิญกับการกระจุกตัวของอำนาจทางเศรษฐกิจ เช่น มีบรรษัทยักษ์ใหญ่ด้านเกษตรและอาหาร ที่ครอบครองทั้งเมล็ดพันธุ์ อาหารสัตว์ การผลิตอาหาร ค้าปลีก และผู้ส่งออกสินค้าเกษตร
โครงสร้างเช่นนี้ทำให้เกษตรกรจำนวนมากต้องอยู่ในฐานะผู้รับความเสี่ยง แต่ไม่ได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม
ประเด็นเหล่านี้คือสิ่งที่เครือข่ายภาคประชาชนให้ความสนใจ ครอบคลุมเนื้อหาของสิ่งที่เรียกว่า อธิปไตยทางอาหาร (Food Sovereignty) สิทธิของเกษตรกรเหนือเมล็ดพันธุ์ การควบคุมทุนผูกขาดในระบบอาหาร และการสร้างความเป็นธรรมในห่วงโซ่อุปทานอาหาร

5. การแก้ปัญหาเกษตรไทยไม่ใช่เพียงเรื่องของผลผลิตหรือราคา แต่คือเรื่องของอำนาจในระบบอาหาร
แนวคิดของพิธาและศุภจีสะท้อนสองแนวทางสำคัญของนโยบายเกษตรโลก แต่ในโลกที่ระบบอาหารกำลังถูกครอบงำโดยบรรษัทขนาดใหญ่ การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจในห่วงโซ่อาหารยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยต้องเผชิญ
หากนโยบายเกษตรในอนาคตสามารถผสานข้อดีของทั้งสองแนวคิด พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมในระบบอาหารมากขึ้น เกษตรกรไทยก็อาจมีโอกาสหลุดพ้นจากวงจรปัญหาเดิมที่ดำรงอยู่มานานหลายทศวรรษ

6. นี่ยังไม่ได้พูดถึงปัญหาใหญ่ของยุคสมัย คือภัยคุกคามจากปัญหาสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทำให้เกษตรรายย่อย ผู้บริโภค และที่จริงกระทบกับทุกคนบนผืนพิภพ ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันหาคำตอบว่า ทำอย่างไรจะสร้างระบบเกษตรกรรมเชิงนิเวศและวิถีการบริโภคอย่างยั่งยืน ที่พรรคการเมืองและนักการเมืองยังไม่ได้กล่าวถึงมากนักอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูล : BIOTHAI