รัฐ ดัน มันสำปะหลัง บุกญี่ปุ่น สู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง

รัฐ ดัน มันสำปะหลัง บุกญี่ปุ่น สู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง

รัฐ ดัน มันสำปะหลัง บุกญี่ปุ่น สู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.47 น.

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569  นางสาว ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศ เร่งขับเคลื่อนนโยบายผลักดันการส่งออกมันสำปะหลังไทยสู่ตลาดศักยภาพอย่างต่อเนื่อง เตรียมนำคณะผู้แทนภาครัฐ นักวิชาการ และภาคเอกชน เดินทางไปขยายโอกาสทางการค้าสินค้ามันสำปะหลัง ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 25–26 กุมภาพันธ์ 2569 มุ่งเจาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภค พร้อมยกระดับการส่งออกสินค้าแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่ม และกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดส่งออกหลักเพียงตลาดเดียว

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ในปี 2569 กรมการค้าต่างประเทศมีแผนเดินหน้าขยายตลาดส่งออกมันสำปะหลังไปยังต่างประเทศที่มีศักยภาพ โดยมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังแปรรูปมูลค่าสูง อาทิ มันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลังดัดแปร และแป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมต่อเนื่องในญี่ปุ่น โดยเฉพาะภาคปศุสัตว์และอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภค ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญของสินค้าไทยในการขยายตลาดเชิงลึก และต่อยอดจากความสำเร็จการเจรจาการค้าเมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

ล่าสุด บริษัทญี่ปุ่นด้านนวัตกรรมสินค้าเกษตรและที่ปรึกษาการผลิตอาหาร แสดงความสนใจนำเข้าสินค้าเม็ดไข่มุก (Tapioca Pearl) และเทอร์โมพลาสติกสตาร์ช (Thermoplastic Starch) ที่ผลิตจากแป้งมันสำปะหลังไทย สะท้อนศักยภาพของสินค้าไทยในฐานะวัตถุดิบอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดพรีเมียม

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า มันสำปะหลังไทยมีจุดแข็งด้านคุณภาพและมาตรฐานการผลิต เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ดัดแปลงพันธุกรรม (Non-GMO) และปราศจากกลูเตน (Non-Gluten) สอดคล้องกับความต้องการของตลาดญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยผู้บริโภค ทำให้สามารถพัฒนาไปสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงได้อย่างเป็นรูปธรรม

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกมันสำปะหลังอันดับ 2 ของไทย โดยในปี 2568 ไทยส่งออกไปญี่ปุ่นรวม 394,742 ตัน มูลค่า 261.64 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าหลักคือแป้งมันสำปะหลังแปรรูป คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 84 ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด

รองโฆษกฯ กล่าวย้ำว่า รัฐบาลมุ่งมั่นผลักดันสินค้าเกษตรไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงในตลาดโลก เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกร เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

อรรถวิชช์ แนะผู้ส่งออกไทย เร่งเจรจาคู่ค้าสหรัฐฯ ทวงคืนส่วนต่างกำไร 4%

อรรถวิชช์ แนะผู้ส่งออกไทย เร่งเจรจาคู่ค้าสหรัฐฯ ทวงคืนส่วนต่างกำไร 4%

อรรถวิชช์ แนะผู้ส่งออกไทย เร่งเจรจาคู่ค้าสหรัฐฯ ทวงคืนส่วนต่างกำไร 4%

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.45 น.

“อรรถวิชช์”แนะผู้ส่งออกไทย เร่งเจรจาคู่ค้าสหรัฐฯ ทวงคืนส่วนต่างกำไร 4% หลัง”ทรัมป์”ใช้อำนาจประธานาธิบดีขึ้นภาษีทั่วโลก 15%

23 กุมภาพันธ์ 2569 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวถึงสถานการณ์การค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ จากกรณีก่อนหน้านี้นโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยในอัตรา 19% นั้น ส่งผลให้บริษัทผู้ส่งออกของไทยหลายแห่งต้องยอมปรับลดราคาสินค้าของตนเองลง เพื่อเป็นการช่วยเหลือและลดภาระต้นทุนให้แก่คู่ค้าหรือผู้นำเข้าฝั่งสหรัฐฯ ที่ต้องเผชิญกับกำแพงภาษีที่สูงขึ้น ซึ่งถือเป็นการพึ่งพาอาศัยกันในการทำธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไป หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำสั่งระงับการเรียกเก็บภาษีในอัตราดังกล่าว ส่งผลให้ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องปรับกลยุทธ์โดยใช้อำนาจประธานาธิบดีในการประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลกในอัตรา 15% แทน ซึ่งอำนาจดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ได้เพียง 5 เดือนเท่านั้น หากไม่ได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า การที่อัตราภาษีปรับลดลงจาก 19% มาอยู่ที่ 15% ทำให้เกิดส่วนต่างของภาษีอยู่ที่ 4% ซึ่งในทางปฏิบัติ หากมีการคืนเงินภาษีในส่วนนี้ เม็ดเงินจะตกไปอยู่ในกระเป๋าของผู้นำเข้าฝั่งสหรัฐฯ ไม่ใช่ผู้ส่งออกฝั่งไทยในขณะที่ผู้ประกอบการไทยได้ทำการปรับลดราคาสินค้าให้ไปแล้วก่อนหน้านี้

“ผมขอฝากข้อเสนอแนะไปยังผู้ส่งออกฝั่งไทย อย่าลืมทำสัญญากับคู่ค้าฝั่งสหรัฐที่ซื้อสินค้าจากท่านขอส่วนต่างเงินภาษี 4% ถ้ารัฐบาลสหรัฐยอมคืนให้นะครับ เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย” นายอรรถวิชช์ กล่าว

เตือน คนขับแอป รับผู้โดยสาร ต้องจดทะเบียน รย 17/18 ภายใน 28 กพ นี้

เตือน คนขับแอป รับผู้โดยสาร ต้องจดทะเบียน รย 17/18 ภายใน 28 กพ นี้

เตือน คนขับแอป รับผู้โดยสาร ต้องจดทะเบียน รย 17/18 ภายใน 28 กพ นี้

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.27 น.

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569  นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าจัดระเบียบการให้บริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน (Ride Sharing) เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและทำให้การรับผู้โดยสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะอย่างถูกกฎหมาย โดยกำหนดให้ผู้ขับขี่ที่ให้บริการผ่านแอปฯ ต้องดำเนินการจดทะเบียนรถประเภท รย.17/18 ให้เรียบร้อยภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมา คนขับจำนวนหนึ่งใช้รถส่วนบุคคลรับผู้โดยสารผ่านแอปฯ โดยยังไม่ได้เปลี่ยนสถานะเป็นรถสาธารณะ ส่งผลให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย ขณะนี้ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ได้ดำเนินการจัดระบบผู้ให้บริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน โดยเปิดระบบ Driver Verify เพื่อให้ผู้ขับขี่ลงทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งล่าสุดมีผู้ขับขี่ลงทะเบียนผ่านระบบแล้วจำนวน 34,434 ราย สะท้อนถึงความตื่นตัวของผู้ให้บริการในการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง

คนขับรถรับผู้โดยสารผ่านแอป

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับใบรับรองผ่านระบบดังกล่าว ต้องดำเนินการจดทะเบียนรถประเภท รย.17/18 กับ กรมการขนส่งทางบก ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และนำรถไปเปลี่ยนสถานะเป็นรถสาธารณะให้ครบถ้วนภายในช่วงวันที่ 1–30 มีนาคม 2569 ก่อนที่ประกาศเกี่ยวกับ Ride Sharing Platform จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 31 มีนาคม 2569

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า ภายหลังวันที่ 31 มีนาคม 2569 หากยังมีการใช้รถส่วนบุคคลรับผู้โดยสาร จะมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ส่วนการขับรถสาธารณะโดยไม่มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน และหากแพลตฟอร์มฝ่าฝืนข้อกำหนด อาจถูกสั่งระงับการดำเนินธุรกิจได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ขับขี่ดำเนินการครบถ้วนตามขั้นตอน จะสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นใจภายใต้กรอบกฎหมาย ขณะเดียวกันผู้โดยสารจะได้รับประโยชน์จากระบบที่สามารถตรวจสอบข้อมูลผู้ขับขี่และยานพาหนะ มีระบบติดตามตำแหน่ง (GPS) และมีช่องทางร้องเรียนที่ชัดเจน เพิ่มความปลอดภัยและความเชื่อมั่นในการใช้บริการ

“การจัดระเบียบครั้งนี้เป็นการยกระดับมาตรฐานบริการ Ride Sharing ของประเทศไทย ให้สอดคล้องกับกฎหมายและสร้างความเป็นธรรมทั้งต่อผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการในระยะยาว” รองโฆษกฯ กล่าว

‘นรเศรษฐ์’ เล็งเรียก กกต. แจง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ปมเลือกตั้ง 22 ก.พ.ไม่รันเลขบนบัตร

'นรเศรษฐ์' เล็งเรียก กกต. แจง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ปมเลือกตั้ง 22 ก.พ.ไม่รันเลขบนบัตร

‘นรเศรษฐ์’ เล็งเรียก กกต. แจง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ปมเลือกตั้ง 22 ก.พ.ไม่รันเลขบนบัตร

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.10 น.

‘นรเศรษฐ์’ ขอรอฟัง ‘กกต.’ แจงปมไม่รันเลขบนบัตรเลือกตั้ง 22 ก.พ. ก่อนเชิญสอบใน’กมธ.พัฒนาการเมืองฯ‘ ชี้มีโอกาสเลือกตั้งใหม่ หากกระบวนการผิดพลาด จนเจตนารมณ์ปชช.คลาดเคลื่อน

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน  สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวถึงการเข้าสังเกตการณ์การลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ ในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 แขวงคันนายาว เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมาว่า มีประเด็นที่ตรวจพบว่าบนต้นขั้วบัตรเลือกตั้งไม่มีการกำหนดหมายเลข ซึ่งต่างจากบัตรเลือกตั้งที่ใช้เมื่อ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รู้สึกถึงความผิดปกติ จึงไม่ใช่บัตรที่รันหมายเลข ที่มีประเด็นถูกตรวจสอบได้ว่าการออกเสียงไม่เป็นความลับ เพราะสามารถตรวจสอบย้อนกลับว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นลงคะแนนให้ผู้ใดได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวตนยังรอคำชี้แจงอย่างชัดเจนจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนแปลง จากนั้นจะรวบรวมข้อมูลจากภาคส่วนต่างๆ และนำเข้ากมธ.เพื่อพิจารณาศึกษาต่อไป

เมื่อถามว่ามองว่ามาตรฐานบัตรเลือกตั้งที่ต่างกัน มองว่าจะนำไปสู่การลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ทั้งหมดได้หรือไม่ นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ในกรณีดักงล่าวต้องพิจารณาในหลายขั้นตอน ซึ่งกรณีปัญหาของคิวอาร์โค้ด หรือ บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่ทำให้การออกเสียงเป็นความลับหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอีกครั้ง ทั้งนี้ตนมองว่ามีความสุ่มเสี่ยงที่จะขัดรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนหากสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ 

“ส่วนจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ต้องพิจารณาตามหลักการว่าหากการเลือกตั้งไม่เป็นไปในทางลับจะมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ หากเจตนารมณ์ของประชาชนไม่เปลี่ยนแปลง แต่หากพบข้อสังเกตเรื่องบัตรเขย่งหรือความผิดพลาดที่ส่งผลให้เจตนารมณ์ของประชาชนเปลี่ยนไป ก็อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ได้” นายนรเศรษฐ์ กล่าว 

รมว.กลาโหม ยันพร้อมตรวจสอบปมช้อนในเถ้ากระดูก พลทหารเพชรรัตน์

รมว.กลาโหม ยันพร้อมตรวจสอบปมช้อนในเถ้ากระดูก พลทหารเพชรรัตน์

รมว.กลาโหม ยันพร้อมตรวจสอบปมช้อนในเถ้ากระดูก พลทหารเพชรรัตน์

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.06 น.

“รมว.กลาโหม” ยันพร้อมตรวจสอบปมช้อนในเถ้ากระดูก “พลทหารเพชรรัตน์” ลั่นผิดว่าไปตามผิด ย้ำหากสงสัยเพิ่มเปิดทางพิสูจน์ได้

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11.35 น. ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่าช้อนที่พบในเถ้ากระดูกภายหลังฌาปนกิจ “พลทหาร เพชรรัตน์ กำลังยิ่ง” กรมทหารสังกัดกรมปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ พรหมโยธี จังหวัดปราจีนบุรี อาจอยู่ภายในร่างกายไม่ได้อยู่ในเสื้อผ้าตามที่ชี้แจงก่อนหน้านี้ ว่า ทางหน่วยได้รายงานมาแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร และพร้อมที่จะให้คำชี้แจงพร้อมให้การตรวจสอบ

ผู้สื่อข่าวถามว่าโดยปกติการอยู่ในห้องคุมขังจะไม่อนุญาตให้พกช้อนเข้าไปได้ใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียด แต่ทหารปกติพกช้อนได้อยู่แล้วเพราะเป็นช้อนประจำตัว ซึ่งบางหน่วยพกทั้งช้อนและแก้ว

เมื่อถามว่าแต่กรณีอยู่ในเรือนจำช้อนสามารถใช้เป็นอาวุธทำร้ายตัวเองได้นั้น พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องไปตรวจสอบกับหน่วยอีกที เพราะเบื้องต้นได้รับชี้แจงมาไม่ได้มีปัญหาอะไรทางการชันสูตรทางการแพทย์นั้นไม่มีปัญหาอะไรภายในร่างกาย เสียงเหมือนกับ ตนก็ฟังแพทย์ก่อน แตหากญาติยังไม่พอใจก็พร้อมให้ตรวจสอบ ซึ่งก็ได้มีการเน้นย้ำเรื่องนี้ไปแล้ว แม้การปฎิบัติการทางการทหารที่ผ่านมาจะได้รับความชื่นชม จากประชาชนแต่เมื่อกลับมาอยู่ในหน่วยปกติก็มีอีกหลายเรื่องที่อาจเป็นปัญหา ทำให้ประชาชนไม่สบายใจ ก็ฝากผู้บัญชาการเหล่าทัพให้ได้ลงไปดูในรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นพลทหาร ทหารพราน พนักงานราชการ หรือแม้แต่นายสิบก็ตาม แม้จะได้รับคำชมแต่หากมีปัญหาเข้ามาก็ทำให้เสียหายได้ และในยุคนี้บอกได้เลยว่าพร้อมตรวจสอบผิดก็ว่าไปตามผิด แล้วถ้าหากมีการซักซ้อมก็ต้องว่ากันตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย และผู้ใต้บังคับบัญชาก็ต้องเห็นใจผู้บังคับบัญชา มิฉะนั้นผู้บังคับบัญชาก็ไม่สามารถชี้แจงสังคมได้ เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงว่ากันตามกฏหมายได้เลย ย้ำหากสงสัยเพิ่มเติมสามารถตรวจสอบได้

3 ร่างใน 1 คน เอ็ดดี้ ถอดรหัส หมอวรงค์ ผ่านเงา ซุนฮก-หมันทอง-สุมาอี้ ‘ผู้ภักดี-นักตรวจสอบ’

3 ร่างใน 1 คน เอ็ดดี้ ถอดรหัส หมอวรงค์ ผ่านเงา ซุนฮก-หมันทอง-สุมาอี้ 'ผู้ภักดี-นักตรวจสอบ'

3 ร่างใน 1 คน เอ็ดดี้ ถอดรหัส หมอวรงค์ ผ่านเงา ซุนฮก-หมันทอง-สุมาอี้ ‘ผู้ภักดี-นักตรวจสอบ’

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.58 น.

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า 3 ร่างใน 1 คน ถอดรหัส ‘หมอวรงค์’ ผ่านเงา ซุนฮก-หมันทอง-สุมาอี้” “สามก๊กการเมืองไทย ตอนที่ 6“ #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

หากเปรียบเทียบ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับตัวละครใน สามก๊ก ในบริบทของ “ผู้ภักดี”, “นักตรวจสอบ” และ “ผู้มีความสามารถด้านการบริหารจัดการหลังบ้าน”
ตัวละครที่ใกล้เคียงที่สุดคือ “ซุนฮก”

เหตุผลที่เปรียบเป็น ซุนฮก เพราะมีจุดร่วมที่สำคัญ 3 ข้อ 

1. ยึดมั่นใน “ความจงรักภักดีต่อสถาบัน” เหนือสิ่งอื่นใด ซุนฮก ได้รับฉายาว่า “ผู้มีหัวใจให้ราชวงศ์ฮั่น” แม้เขาจะทำงานให้โจโฉ และช่วยโจโฉสร้างบารมี แต่เป้าหมายสูงสุดของซุนฮกไม่ใช่เพื่อตัวโจโฉ แต่เพื่อให้โจโฉเป็นเกราะป้องกันและค้ำจุนราชบัลลังก์ฮั่น (สถาบันหลักของแผ่นดิน) ให้คงอยู่ต่อไป

หมอวรงค์ ชัดเจนที่สุดในจุดยืนเรื่องการปกป้องสถาบันฯ ผ่านพรรคไทยภักดี การเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขามีแกนกลางอยู่ที่การรักษาความมั่นคงของสถาบันหลัก ไม่ต่างจากปณิธานของซุนฮก
2. ผลงานด้าน “ความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจ” ซุนฮก เป็นผู้เสนอและบริหารนโยบาย “ทุนเถียน” หรือการให้ทหารทำนาในยามสงบ เพื่อสร้างความมั่นคงทางเสบียงอาหาร ทำให้ก๊กของโจโฉมีความได้เปรียบด้านเศรษฐกิจและเสบียงเหนือกว่าก๊กอื่น

หมอวรงค์ เชี่ยวชาญเรื่อง “ระบบจำนำข้าว” ซึ่งเป็นเรื่องความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของชาติเช่นกัน การที่หมอวรงค์เจาะลึกเรื่องการทุจริตข้าวหรือการบริหารจัดการพืชผลทางการเกษตร สะท้อนความเข้าใจในระบบเศรษฐกิจฐานรากเหมือนที่ซุนฮกดูแลเสบียงให้กองทัพ

3. บทบาท “กุนซือฝ่ายบริหารและตรวจสอบ” ซุนฮก ไม่ใช่นักรบที่ถือดาบไล่ฟันศัตรู (ฝ่ายบู๊) แต่เป็น “นักบริหาร” (ฝ่ายบุ๋น) ที่คอยดูแลกิจการภายใน คัดกรองคน และวางระบบระเบียบเมืองหลวงให้เรียบร้อย เพื่อให้แม่ทัพออกไปรบได้อย่างสบายใจ
หมอวรงค์ ทำหน้าที่คล้ายกันคือ การตรวจสอบความถูกต้องทางกฎหมายและระเบียบราชการ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ เป็นการต่อสู้ด้วย “ข้อมูลและข้อกฎหมาย” ไม่ใช่การใช้กำลัง

นอกจากนี้ ยังมีบางส่วนเหมือนกับ “หมันทอง” หากมองในมุมของความ “ดุดันและยึดถือกฎหมาย” หมอวรงค์ยังมีส่วนคล้าย หมันทอง ด้วย หมันทอง คือขุนนางที่ขึ้นชื่อเรื่องความตงฉิน ยึดถือกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ใครทำผิดกฎหมายบ้านเมืองก็ว่าไปตามผิด จุดนี้เปรียบได้กับการตรวจสอบคดีทุจริตต่างๆ ของหมอวรงค์ ที่กัดไม่ปล่อยและใช้ข้อกฎหมายเป็นเครื่องมือหลัก

รวมทั้งยังมีบางส่วนเหมือนกับ “สุมาอี้” สุมาอี้ไม่ได้รบเก่งเหมือนจิวยี่ แต่ชนะขงเบ้งได้เพราะ “เข้าใจระบบบริหารจัดการกองทัพ” เขารู้ว่าขงเบ้งมีจุดอ่อนเรื่อง “เสบียง” (เปรียบได้กับงบประมาณ)
เหมือนหมอวรงค์ ที่ล้มโครงการจำนำข้าวได้ ไม่ใช่เพราะไปยืนด่าทอ แต่เพราะ “รู้ทันกลโกงทางบัญชี” และ “เข้าใจระบบระเบียบราชการ” (G2G เก๊) จนจับได้คาหนังคาเขา นี่คือวิสัยทัศน์ของนักบริหารที่มองเห็น “รูรั่ว” ขององค์กรสุมาอี้บริหารราชการวุยก๊กโดยเน้นความมั่นคง ไม่ทำอะไรเกินตัว จนรากฐานปึกแผ่นเหมือนหมอวรงค์ ที่คอยเบรกนโยบายประชานิยมที่ “เสี่ยง” จะทำให้ประเทศล้มละลาย การยับยั้งความเสียหายคืองานถนัดของเขา

คุณหมอวรงค์ คือกุนซือสายบริหารที่ยึดมั่นใน ‘ความจงรักภักดีต่อสถาบัน’ เป็นหัวใจสำคัญ และมีความเชี่ยวชาญเรื่องการบริหารจัดการเสบียง (เศรษฐกิจ/เกษตรกรรม)

รังสิมันต์ โรม ขึ้นศาลสอบคำให้การคดี เบน สมิธ ฟ้องหมิ่นฯ ลั่นไม่หนักใจ

รังสิมันต์ โรม ขึ้นศาลสอบคำให้การคดี เบน สมิธ ฟ้องหมิ่นฯ ลั่นไม่หนักใจ

รังสิมันต์ โรม ขึ้นศาลสอบคำให้การคดี เบน สมิธ ฟ้องหมิ่นฯ ลั่นไม่หนักใจ

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.38 น.

รังสิมันต์ โรม ขึ้นศาลสู้คดีเบน สมิธ ฟ้องหมิ่นหลังอภิปรายในสภาพาดพิงเป็นแก๊งสแกมเมอร์ ฟอกเงินเผยเตรียมพยาน 16 ปาก หนึ่งในนั้นคือเบน สมิธ ไม่หนักใจอะไร ส่วนทนายเบน ติงโรมอ้างครอบครัวมาเป็นพยานฝ่ายตนเองไม่สมควรอย่างยิ่ง พร้อมสู้คดียึดทรัพย์

เมื่อเวลา 9.15 น. วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษกศาลนัดสอบคำให้การจำเลยและตรวจหลักฐานคดีที่นายเบน สมิธ หรือMr.Benjamin Mauerberger  นักธุรกิจชาวต่างชาติเป็นโจทก์ฟ้อง นายรังสิมันต์ โรม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.)เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา พร้อมเรียกค่าเสียหายจำนวน 100 ล้านบาท 
  จากกรณีเมื่อวันที่ 30 กันยายน 68นายรังสิมันต์ โรมอภิปรายในสภาฯมีเนื้อหาพาดพิงทำนองว่านายเบน สมิธ มีส่วนพัวพันเกี่ยวข้องกับขบวนการแก๊งสแกมเมอร์และฟอกเงิน ซึ่งล้วนเป็นเท็จเป็นการใส่ความทำให้โจทก์ ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดเกิดความเสียหายเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง

นายรังสิมันต์ โรมเปิดเผยถึงแนวทางการต่อสู้ในคดีนี้ว่า วันนี้เป็นการสอบคำให้การและนัดตรวจพยานหลักฐาน ซึ่งในฝ่ายของตนได้ยื่นบัญชีพยานบุคคลสอบคำให้การในคดีนี้จำนวน 16 ปาก หนึ่งในนั้นคือนายเบน สมิธ โจทก์ผู้ยื่นฟ้องในคดีนี้ด้วย โดยถือเป็นสิทธิ์ฝ่ายจำเลยที่จะสามารถอ้างโจทก์เป็นพยานได้ สำหรับสาเหตุที่ห้างนายเบน สมิธ เป็นพยานฝ่ายตนด้วยนั้น ก็เพื่อที่ฝ่ายตนจะได้ซักถามข้อเท็จจริงกับนายเบน สมิธด้วย

ทั้งนี้ พยานบุคคลทั้ง 16 ปาก ยังไม่มีรายชื่อของนักการเมืองรายใหญ่หรือบุคคลสำคัญ โดยเฉพาะนักการเมืองที่ถูกกล่าวอ้างว่าสนิทสนมกับนายเบน สมิธ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการเพิ่มรายชื่อนักการเมืองส่วนตรงนี้ แต่ยอมรับว่าอยู่ในวิสัยที่เราจะพิจารณาภายหลังได้นี่เป็นไงป้องกันเมือง

สำหรับคดีนี้ตนไม่ได้หนักใจอะไรเพราะตนยืนยันว่า การที่ถูกฟ้องในคดีนี้เกิดจากการที่ตนทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ทั้งการทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรและการสัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชน ซึ่งถือเป็นแนวทางของการเมืองไทยที่ทำแบบนี้อยู่แล้ว โดยอยู่บนพื้นฐานของความสุจริต

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่า การฟ้องในลักษณะแบบนี้มีเจตนาอะไร ซึ่งประชาชนก็คงจะมองออกและอาจตั้งคำถามว่า แล้วหลังจากนี้คนที่ถูกฟ้องจะกล้าออกมาพูดอะไรหรือไม่ ซึ่งตนกังวลว่าจะทำให้เกิดบรรยากาศที่ไม่ดีต่อการค้นหาความจริง โดยเฉพาะการขุดคุ้ยเรื่องคดีสแกมเมอร์ที่ถือเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญต่อประเทศชาติอย่างมาก แม้ในวันนี้การพูดถึงคดีสแกมเมอร์จะน้อยลง แต่มูลค่าความเสียหายและการแจ้งความดำเนินคดียังคงมีมากมายมหาศาล เราไม่สามารถปฏิเสธความจริงเรื่องนี้ได้

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า การถูกฟ้องคดีดังกล่าวในวันนี้ไม่ส่งผลอะไรกับการทำงานในสภาผู้แทนราษฎรของตนในอนาคต เป็นเพียงเรื่องของบุคคลที่ต้องการใช้สิทธิ์ทางศาล ซึ่งก็ต้องขอให้ประชาชนพิเคราะห์ดูว่า เป็นการใช้สิทธิ์ทางศาลที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตหรือไม่

ส่วนกรณีที่คดีนี้จะกระทบกับพรรคการเมืองที่ถูกกล่าวอ้างว่ามีความเกี่ยวข้องกับนายเบน สมิธ และจากผลการเลือกตั้ง มีแนวโน้มว่าพรรคการเมืองนี้จะมาร่วมเป็นฝ่ายค้านด้วย นายรังสิมันต์กล่าวว่า การที่จะมาเป็นฝ่ายค้านมันเป็นสิ่งที่เลือกไม่ได้อยู่แล้ว เพราะพรรคที่ไม่สามารถจะจัดตั้งหรือร่วมรัฐบาลได้ ก็จะมาอยู่ฝ่ายค้าน ถือเป็นเรื่องปกติของกลไกรัฐสภา ซึ่งพรรคฝ่ายค้านยังไงก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่ได้มีอะไรที่หนักใจเลย เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่พรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกัน มาทำงานฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาชน ยังไงเราก็ต้องเดินหน้ากันต่อไปตามกรอบของกฎหมายและกลไกของรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีอะไรที่หนักใจสำหรับพรรคประชาชน

ผู้สื่อข่าวยังได้สอบถามถึงประเด็นที่เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปปง. ได้ส่งสำนวนคดียึดและอายัดทรัพย์ของเครือข่ายนายเบน สมิธ ในคดี น.ส.แตงไทย พร้อมพวก จำนวน 12,123 ล้านบาท ส่งให้สำนักงานอัยการคดีพิเศษ พิจารณายื่นคำร้องต่อศาลแพ่งให้ยึดทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน นายรังสิมันต์กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนเคยนำเสนอมาตลอดว่า ฐานในการยึดทรัพย์นายเบน สมิธ มีมากกว่าคดีของ น.ส.แตงไทย แต่ยังมีคดี Huione pay ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจสอบสวนกลาง แต่ยังไม่พบการขยายผล ทั้งที่คดีนี้น่าจะมีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่าที่มีการเปิดโปงกันในเวลานี้ ซึ่งตนเชื่อว่าตำรวจสอบสวนกลางจะสามารถสอบสวนขยายผลได้มากกว่านี้ได้ โดยเฉพาะช่วงที่ตนเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงของรัฐ ก็เคยเชิญตำรวจสอบสวนกลางมารับฟังข้อมูลคดีนี้ จึงถือว่าตอนนี้ตำรวจสอบสวนกลางมีข้อมูลเชิงลึกในคดีนี้แล้ว 

ดังนั้น หากมีการขยายผลในคดี Huione pay และนำมาสู่การสืบเส้นทางการเงินพร้อมทั้งยึดทรัพย์ จะได้เงินมากถึง 3.3 ล้านล้านบาท ซึ่งมากกว่าคดี น.ส.แตงไทย ที่ตามยึดทรัพย์ได้เพียงแค่ 12,123 ล้านบาท โดยมองว่า เงิน 3.3 ล้านล้านบาท จะสามารถคืนให้กับผู้เสียหายชาวไทยในคดีสแกมเมอร์ได้เป็นจำนวนมาก

ด้านนายวิฑูรย์ เก่งงาน หนึ่งในทีมทนายความของนายเบน สมิธ กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับที่นายรังสิมันต์ อ้างขอนำครอบครอบครัวของนายเบนมาเป็นพยานฝ่ายนายโรมด้วย  เรื่องนี้เป็นการฟ้องส่วนตัวกันค่อนข้างสวนทางกับความเป็นตัวตนของนายรังสิมันต์อย่างมาก ส่วนตัวก็ยังหาสาเหตุไม่ได้และมองไม่ออกว่า ทำไมถึงต้องทำกันแบบนี้ ไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องนำครอบครัวของเขามาเป็นพยานหรือมาขึ้นศาลหากการอภิปรายอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงและมีพยานหลักฐาน ก็จะไม่มีการฟ้องร้องใช่หรือไม่ นายวิฑูรย์กล่าวว่า หากจะฟ้องกันจริงก็คงฟ้องร้องยาก แต่การอภิปรายของนายรังสิมันต์นั้น เป็นการเอาแพะมาชนแกะ เอาภาพของบุคคลนั้นบุคคลนี้มาใส่ ซึ่งมันไม่ถูกต้อง กฎหมายเขียนเอาไว้อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องดูว่า สิ่งที่นายรังสิมันต์ทำนั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือมุ่งประโยชน์ต่อบุคคลใดหรือไม่ เมื่อเกิดความเสียหายเกิดขึ้น

ส่วนคดีฟอกเงินที่ทาง ปปง. ทำสำนวนยึดอายัดทรัพย์ตอนนี้ได้ส่งเรื่องมายังสำนักงานอัยการคดีพิเศษ  เพื่อพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลแพ่งให้อายัดทรัพย์เหล่านี้ของนายเบนตกเป็นของแผ่นดินนั้น นายวิฑูรย์กล่าวว่าคดีนี้คงต้องดูที่รายละเอียดพอสมควร แต่อย่างไรฝ่ายตนก็สู้คดีอย่างเต็มที่ ซึ่งตนทำหน้าที่รับผิดชอบคดีส่วนนี้อยู่แล้ว ตนไม่มีความหนักใจใด ๆ ต่อสู้ตามพยานหลักฐานที่พวกเรามีและมีความมั่นใจ

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว. คาใจปมเสียชีวิต พลฯเพชรรรัตน์ เตรียมหาสาเหตุ

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว. คาใจปมเสียชีวิต พลฯเพชรรรัตน์ เตรียมหาสาเหตุ

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว. คาใจปมเสียชีวิต พลฯเพชรรรัตน์ เตรียมหาสาเหตุ

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.32 น.

‘กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว.’ เตรียมขุดปม ‘พลทหารเพชรรัตน์’ เสียชีวิตขึ้นมาสอบ หวั่นนำไปสู่วัฒนธรรมใช้ความรุนแรงในกองทัพ ยก 15 ปี มีเหตุสูญเสียกว่า 20 เคส

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน  สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีการเสียชีวิตของพลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง สังกัด กรมปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี จ.ปราจีนบุรี ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตถึงสาเหตุการเสียชีวิต ว่า เรื่องกล่าว กมธ.อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล และเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงต่อกมธ. อย่างไรก็ดีจากการติดตามเหตุการณ์พลทหารที่เสียชีวิตในช่วงที่ผ่านมาพบหลายเหตุการณ์ ทั้งกรณีของพลทหารศิริวัฒน์ ใจดี สังกัดกรมสารวัตรทหารเรือ พลทหารราเชน ยวามื่อ สังกัดหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ หน่วยฝึกกรมรบพิเศษที่ 4 กรมรบพิเศษที่ 4 จังหวัดพิษณุโลก 

“กมธ.ฯเห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญ ที่นำไปสู่วัฒนธรรมการใช้ความรุนแรงในกองทัพได้ ขณะที่การตรวจสอบนั้นในพื้นที่ค่ายทหารไม่มีกล้องวงจรปิดที่ทำให้เกิดการตรวจสอบได้ โดย 15 ปีที่ผ่านมาพบกรณีที่พลทหารเสียชีวิตแล้วกว่า 20 ครั้ง ซึ่งตนมองว่าเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

กมธ.วุฒิสภา บี้ สปส. เปิดผลประชาพิจารณ์ แก้กติกาเปลี่ยนบอร์ดประกันสังคม ขีดเส้นสัปดาห์นี้

กมธ.วุฒิสภา บี้ สปส. เปิดผลประชาพิจารณ์ แก้กติกาเปลี่ยนบอร์ดประกันสังคม ขีดเส้นสัปดาห์นี้

กมธ.วุฒิสภา บี้ สปส. เปิดผลประชาพิจารณ์ แก้กติกาเปลี่ยนบอร์ดประกันสังคม ขีดเส้นสัปดาห์นี้

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.26 น.

‘ปธ.กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว.’ บี้ ‘ประกันสังคม’ เปิดข้อมูลดิบผลประชาพิจารณ์ แก้กติกาเปลี่ยน ‘บอร์ด สปส.’ ขีดเส้นสัปดาห์นี้ หวังได้ข้อมูลตรวจสอบการตัดสินใจ แก้กฎ เรียกร้อง ‘รมว.แรงงาน’ ปรับรูปแบบบริหารกองทุน ใช้เอกชน- องค์กรพิเศษ เพื่อโปร่งใส

วันที่ 23 กุมภาพันฑ์ 2569 ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน  สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา แถลงถึงผลการพิจารณาของกมธ. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาต่อการปรับแก้กติกาเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ซึ่งได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ซึ่ง กมธ. ได้มีข้อสังเกตไปยังหน่วยงานของสำนักงานประกันสังคมว่า ขอให้เปิดเผยข้อมูลดิบของการทำประชาพิจารณ์เกี่ยวกับการปรับแก้กติกาเลือกตั้ง ที่กระบวนการรับฟังความเห็นเสร็จสิ้นไปเมื่อ 14 ก.พ. ที่ผ่านมา ว่ามีผู้ที่แสดงความเห็นจำนวนเท่าไร เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยรวมถึงเหตุผลที่ประชาชนระบุ เพื่อให้กมธ.ได้นำไปศึกษาในรายละเอียดอีกครั้ง อย่างไรก็ตามในการประชุมนั้น ตัวแทน สปส. ระบุว่าข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถเปิดเผยได้จนกว่าจะมีการนำไปวิเคราะห์เนื้อหาแล้วเสร็จ ซึ่งกมธ.กังวลว่าจะทำให้ไม่เกิดประโยชน์ เพราะจะทำให้เกิดการตัดสินใจแล้วว่าจะปรับแก้กติกาหรือไม่

“หากรอให้ สปส. รอผลการวิเคราะห์ผลประชาพิจารณ์ก่อนเผยแพร่ผลทั้งหมด เชื่อว่าประชาชนจะรับไม่ได้ เพราะปิดทางการมีส่วนร่วมและการรับรู้ของประชาชน ขณะเดียวกันทางดีจีเอ ที่รับทำประชาพิจารณ์บอกว่าการเปิดเผยข้อมูลสามารถประมวลได้เสร็จภายในไม่กี่ชั่วโมงและเปิดเผยได้ ทำให้ สปส. บอกว่าภายในสัปดาห์นี้จะทำหนังสือถึงดีจีเอเพื่อขอผล ดังนั้นผมคาดว่าไม่เกินสัปดาห์นี้ สปส. จะเปิดเผยข้อมูลดิบได้ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบ” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่าหากผลประชาพิจารณ์บอกว่าไม่เห็นด้วยในทางปฏิบัติจะเป็นอย่างไร นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า  สปส.ระบุในที่ประชุมว่า ไม่ได้พิจารณาจำนวนผู้ที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาเหตุผลประกอบ แม้ว่ามีเสียงไม่เห็นด้วยมากกว่าเสียงเห็นด้วย อาจจะแก้กติกาได้ หากได้ชั่งน้ำหนักในเหตุผลแล้ว ดังนั้นจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องการทราบถึงเหตุผลในการตัดสินใจ 

นายนรเศรษฐ์ กล่าวด้วยว่าการปรับแก้กติกาเลือกบอร์ด สปส. นั้น สปส.ได้ยอมรับว่าเป็นผู้เริ่มต้นแก้ไขเอง เพื่อแก้ไขให้ผู้ประกันตนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งตนมองว่าเป็นเหตุผลที่ไม่หนักแน่น อีกทั้งตนมองว่าแม้ไม่แก้กติกา หลังจากนี้การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์จำนวนมาเพราะรู้ว่าบอร์ดประกันสังคมที่เป็นตัวแทนของผู้ประกันตนได้ปกป้องสิทธิ์ของผู้ประกันตนได้

“ผมขอเรียกร้องให้ รมว.แรงงานคนใหม่ที่จะทำหน้าที่ แก้ปัญหาเกี่ยวกับกองทุนประกันสังคมที่มีปัญหา โดยขอให้พิจารณาปรับรูปแบบบริหารจากที่ใช้ระบบราชการ มาเป็นเอกชน หรือ องค์กรพิเศษ เพื่อบริหารกองทุนให้โปร่งใส และเกิดประโยชน์กับผู้ประกันตน” นายนรเศรษฐ์ กล่าว 

ยกระดับการศึกษาไทย นฤมล ไฟเขียว หลักเกณฑ์เทียบระดับกรอบคุณวุฒิฯ

ยกระดับการศึกษาไทย นฤมล ไฟเขียว หลักเกณฑ์เทียบระดับกรอบคุณวุฒิฯ

ยกระดับการศึกษาไทย นฤมล ไฟเขียว หลักเกณฑ์เทียบระดับกรอบคุณวุฒิฯ

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.22 น.

เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)  ได้รับมอบหมายจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีคณะกรรมการฯ ซึ่งเป็นผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร ชั้น 3 อาคาร 56 ปี สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ได้พิจารณาวาระสำคัญในเรื่องของการให้ความเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความสอดคล้องของหลักสูตรและการเทียบระดับตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เพื่อกำหนดกรอบ แนวทาง และกระบวนการในการพิจารณารับรองและขึ้นทะเบียนหลักสูตร ที่สอดคล้องตามระดับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติที่เป็นมาตรฐาน และสามารถนำไปใช้ในการเทียบโอนผลลัพธ์การเรียนรู้และการสะสมหน่วยกิตในระบบธนาคารหน่วยกิต โดยมีมิติการพิจารณา 3 ด้าน ได้แก่ การออกแบบหลักสูตรและการกำหนดระดับ การวัดและประเมินผล และการประกันคุณภาพ  ทั้งยังได้พิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน ชื่อหลักสูตร/รายวิชา ความเป็นมา/หลักการ (ถ้ามี) วัตถุประสงค์ ผลลัพธ์การเรียนรู้ โครงสร้างหลักสูตร/รายวิชา ความสอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ตามระดับ NQF ความสอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ/มาตรฐานอื่น ๆ เป็นต้น 

นฤมล

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ให้ความเห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับแนวทางการเทียบระดับสมรรถนะภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี และภาษาจีน) ตามระดับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นแนวทางการเทียบเคียงระดับความสามารถทางภาษาทั้ง 4 ภาษา กับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ พร้อมให้สภาการศึกษารับข้อสังเกตและข้อเสนอของคณะกรรมการ ไปปรับปรุงก่อนนำที่จะแจ้งเวียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบอีกครั้ง ก่อนจะดำเนินการในขั้นตอนประกาศใช้ต่อไป 

พร้อมทั้งได้รับทราบถึงการคงอยู่ของคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ซึ่งได้เห็นชอบให้คณะกรรมการต่าง ๆที่แต่งตั้งโดยมติ ครม.ชุดเดิมของ ศธ. จำนวน 15 คณะ คงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป โดยมีองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ รองนายกรัฐมนตรี (ที่กำกับดูแลงานคุณวุฒิการศึกษาและมาตรฐานอาชีพ) เป็นประธานกรรมการ รมว.ศธ. เป็นรองประธานกรรมการฯ และมีกรรมการอีก 33 คน เพื่อทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและกลยุทธ์การขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ส่งเสริมพัฒนามาตรฐานอาชีพ ส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ และพัฒนาระบบการสะสมและเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ของผู้เรียนและกำลังคน พัฒนาระบบฐานข้อมูล ตลอดจนผลักดันการเชื่อมโยงกรอบคุณวุฒิแห่งชาติกับกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียนและสากล 

นฤมล

ในส่วนของการขับเคลื่อนงานกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ และธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานเพื่อเชื่อมโยงระบบการเรียนรู้ของภาคการศึกษา ให้ยึดโยงกับมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ตลาดแรงงานยอมรับ และสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้แก่คนที่อยู่ทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษาได้เทียบโอนประสบการณ์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงรองรับการดำเนินงานตามแนวทางของการเทียบเคียงกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (ASEAN Qualifications Reference Framework: AQRF) ซึ่งจะส่งผลต่อการผลิตและพัฒนากาลังคนของประเทศให้มีสมรรถนะ (Competency) ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในประเทศและสากล โดยที่ผ่านมาได้มีการดาเนินงาน ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 เช่น การกำหนดนโยบายและกลยุทธ์การขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกิดความตระหนักถึงประโยชน์ของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ แต่ยังคงพบว่า ไม่มีกฎ ระเบียบ และข้อกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ในการดำเนินงาน ส่วนการเร่งรัดส่งเสริมการพัฒนามาตรฐานอาชีพที่สนับสนุนการยกระดับคุณภาพการศึกษา พบว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบงานมาตรฐานอาชีพมีการทบทวนและพัฒนามาตรฐานให้มีความเป็นสากลและเป็นปัจจุบัน ซึ่งจะต้องมีการพัฒนามาตรฐานอาชีพให้เป็นปัจจุบันและครอบคลุมสาขาอาชีพที่มีจัดการศึกษาในประเทศต่อไป 

 “ที่ประชุมได้รับทราบผลการขับเคลื่อนงานภายใต้คณะกรรมการกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน ได้แก่ การพัฒนาแนวทางการยกระดับกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (AQRF) ในฐานะกรอบคุณวุฒิระดับภูมิภาคตามที่ประเทศสมาชิกได้เข้าร่วมสนทนากลุ่ม ในประเด็นสำคัญ คือ การรับรองคุณวุฒิดิจิทัล การส่งเสริมหลักการประกันคุณภาพ การเทียบเคียงกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียนกับภูมิภาค/ประเทศที่สาม การดาเนินงานขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียนตามเกณฑ์ที่ 11 โดยประเทศไทย ได้นำเสนอแนวปฏิบัติในการขับเคลื่อนเกณฑ์ที่ 11 ในการระบุระดับ AQRF ในเอกสารรับรองคุณวุฒิระดับชาติ การดำเนินงาน/กิจกรรมที่ประเทศไทยได้รับมอบหมายจากที่ประชุมคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมเพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติในการขับเคลื่อนเกณฑ์ที่ 11 ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 นี้ พร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมการ AQRF ครั้งที่ 17 ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 ที่กรุงเทพมหานคร เช่นกัน โดยสภาการศึกษาจะได้ประสานขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นเจ้าภาพร่วมจัดประชุมฯ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

นฤมล
นฤมล
นฤมล