รัฐบาลย้ำ 27 ก.ย. เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เปิดเช็กสิทธิ-สถานที่ลงคะแนน เตือนปฏิบัติตามกติกา ป้องกันบัตรเสีย

20 กันยายน 2569 เวลา 09:28 น.

20 กันยายน 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการกองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นหลักประกันสุขภาพและชีวิตของแรงงานทั่วประเทศ ดังนั้น จึงขอเชิญชวนนายจ้างและผู้ประกันตนทั่วประเทศ ร่วมลงคะแนนเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือ บอร์ดประกันสังคม ในวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.00 น.

โดยขอแนะนำให้นายจ้างและผู้ประกันตนเตรียมความพร้อม ด้วยการตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและสถานที่เลือกตั้งล่วงหน้า ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th ระบบ e-Service (สำหรับนายจ้าง) และ e-Self Service (สำหรับผู้ประกันตน) หรือ โมบายแอปพลิเคชัน SSO Plus นอกจากนี้ สำนักงานประกันสังคมยังเพิ่มระบบแจ้งเตือน โดยจะส่งข้อความ SMS ไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เคยแจ้งความประสงค์และให้หมายเลขโทรศัพท์ไว้กับทางสำนักงานประกันสังคม เพื่อเตือนความจำก่อนถึงวันลงคะแนนอีกด้วย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า เนื่องจากการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมมีความแตกต่างจากการเลือกตั้งทั่วไป ดังนั้นขอให้ผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนตรวจสอบวิธีการลงคะแนนให้ละเอียด เพื่อป้องกันปัญหาบัตรเสีย โดยการเลือกตั้งนี้จะไม่ใช่การกากบาทเลือกหมายเลขผู้สมัครที่ต้องการ แต่เป็นการกำหนดให้ผู้ลงคะแนน ต้องเขียนตัวเลขอารบิกของผู้สมัครที่ต้องการเลือก ลงในช่องสี่เหลี่ยม 1 ช่องต่อ 1 หมายเลข โดยผู้ประกันตนและนายจ้างสามารถเลือกผู้สมัครฝ่ายตนเองได้สูงสุดไม่เกิน 7 คน

ส่วนเรื่องความโปร่งใสในการลงคะแนน ทาง กกต.ได้ออกระเบียบห้ามถ่ายคูหาลงคะแนน ในลักษณะที่เห็นหรือคาดเดาการลงคะแนนได้ และหลัง 16.00 น.สามารถถ่ายการเปิดหีบ-นับคะแนนได้ แต่ต้องไม่รุกล้ำแนวกั้น ทั้งนี้ หากพบความผิดปกติระหว่างลงคะแนน ให้ยื่นคำทักท้วงต่อกรรมการประจำที่เลือกตั้งหรือหากพบการขาน/ขีดคะแนนผิดพลาดระหว่างนับคะแนน ให้ยื่นคำคัดค้านทันที

รัฐบาลขออย่ากังวล ย้ำค่าป่วยการ อสม. อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงสาธารณสุข ไร้ผลกระทบแม้ถ่ายโอนภารกิจ

20 กันยายน 2569 เวลา 09:13 น.

20 กันยายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) บางท่านเกิดความสับสนต่อแนวทางการเบิกจ่ายค่าป่วยการ หรือการรับรองผลงาน ส่งผลกระทบต่อการทำงานและขวัญกำลังใจพี่น้อง อสม. จากการถ่ายโอนด้านสาธารณสุขให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ขอชี้แจงว่า การเบิกจ่ายค่าป่วยการ อสม. เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2564 ซึ่งกำหนดให้งบประมาณเงินอุดหนุน สำหรับจ่ายค่าป่วยการ อสม. อยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เป็นหน่วยงานเสนอตั้งงบประมาณและรับผิดชอบการบริหารจัดการ ซึ่งการเบิกจ่ายเงินค่าป่วยการ อสม. มีกรอบระเบียบกฎหมายรองรับโดยเฉพาะ เพื่อความรัดกุม ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า แนวทางการรับรองผลงาน อสม. ในปัจจุบันแยกออกเป็น 2 กระบวนการอย่างชัดเจน คือ 1. กระบวนการทำงานของ อสม. ซึ่งจะยังคงปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ในสถานบริการสาธารณสุข รพ.สต. และ 2. กระบวนการรับรองผลการปฏิบัติงานเพื่อเบิกจ่ายเงินค่าป่วยการ เป็นการตรวจสอบ ควบคุม กำกับการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยให้ประธาน อสม. ระดับหมู่บ้าน/ชุมชน รับรองรายงานส่งให้กับ ประธาน อสม. ระดับตำบล ก่อนส่งให้กับสำนักงานสาธารณสุขอำเภอตรวจสอบและยืนยันผลงาน เพื่อนำส่งให้กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ตรวจสอบและยืนยันผลงานส่งให้ สบส. ต่อไป

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของ อสม. อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการคุ้มครอง เพิ่มสิทธิประโยชน์ และสวัสดิการให้ตอบโจทย์คนทำงาน ถึงแม้ รพ.สต. จะได้รับการถ่ายโอนภารกิจไปยัง อบจ.แล้ว พี่น้อง อสม. ยังคงบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยบริการปฐมภูมิทุกสังกัด เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนได้อย่างไร้รอยต่อ ขอให้ อสม. อย่าเป็นกังวล ขอให้ทำงานตามบทบาท หน้าที่ ตามเจตนารมย์ด้วยการอุทิศตนทำงานด้านสาธารณสุขด้วยจิตอาสา เพื่อให้ประชาชนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองและมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพได้อย่างทั่วถึง ทำหน้าที่เป็นกลไกและสะพานเชื่อมต่อหลักระหว่างหน่วยงานรัฐด้านสาธารณสุขกับคนในชุมชน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพจากระดับฐานราก เพื่อให้ประชาชนในชุมชนมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

ไทยช่วยไทย พลัส ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 1.61 แสนล้าน คลังชง ครม. ขยายเวลา 22 ก.ย.นี้

20 กันยายน 2569 เวลา 08:51 น.

รัฐบาลเผย “ไทยช่วยไทย พลัส” ยอดใช้จ่ายทะลุ 1.61 แสนล้านบาท พยุงกำลังซื้อ–ส่งรายได้ถึงร้านค้า ช่วยเศรษฐกิจฐานรากฝ่าวิกฤตพลังงาน กระทรวงการคลังเตรียมนำผลการดำเนินงานและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันอังคารที่ 22 กันยายน 2569 ขยายระยะเวลาโครงการ

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40) ว่า ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 23.00 น. มียอดใช้จ่ายสะสมรวม 161,555.6 ล้านบาท มีประชาชนได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย และร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,192,528 ราย สะท้อนการหมุนเวียนของเม็ดเงินจากมาตรการไปสู่ประชาชน ร้านค้า และผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานและค่าครองชีพ

ยอดใช้จ่ายสะสม 161,555.6 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินภาครัฐร่วมจ่าย 92,900.7 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 68,654.9 ล้านบาท โดยเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติรวม 155,335.8 ล้านบาท และผ่าน Food Delivery รวม 6,219.8 ล้านบาท

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จุดสำคัญของโครงการไทยช่วยไทย พลัส ไม่ได้อยู่เพียงการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน แต่เป็นกลไกร่วมจ่ายที่นำเงินภาครัฐมาสมทบกับกำลังซื้อของประชาชน และส่งต่อไปเป็นรายรับของร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และภาคบริการ ช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในช่วงที่ประชาชนและภาคธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

“ยอดใช้จ่ายกว่า 1.61 แสนล้านบาท สะท้อนว่าความช่วยเหลือถูกนำไปใช้กับสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน ขณะที่ประชาชนร่วมจ่ายกว่า 6.86 หมื่นล้านบาท ทำให้เม็ดเงินจากภาครัฐสามารถต่อยอดเป็นกำลังซื้อและรายรับของร้านค้าได้มากขึ้น มาตรการนี้จึงช่วยทั้งลดภาระประชาชนและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกัน” นางสาวลลิดากล่าว

ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงาน โดย Fitch Ratings ประเมินว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลต่อเงินเฟ้อ กำลังซื้อ และต้นทุนของภาคธุรกิจ ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังมีแรงสนับสนุนจากการบริโภคและมาตรการภาครัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับมาตรการที่ช่วยประชาชนได้ตรงจุดและทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง ไทยช่วยไทย พลัสจึงดูแลทั้งสองด้านพร้อมกัน คือช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และช่วยประคองรายได้ของผู้ประกอบการ โดยยอดใช้จ่ายที่เกิดขึ้นสะท้อนการหมุนเวียนของกำลังซื้อไปสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

สำหรับแนวทางดำเนินมาตรการในระยะต่อไป กระทรวงการคลังเตรียมนำผลการดำเนินงานและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันอังคารที่ 22 กันยายน 2569 โดยการขยายระยะเวลา วงเงิน สิทธิ หรือเงื่อนไขต่าง ๆ จะต้องเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี รัฐบาลจะแจ้งรายละเอียดอย่างเป็นทางการให้ประชาชนทราบโดยเร็ว จึงขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากช่องทางราชการ และอย่าหลงเชื่อข้อความที่ระบุว่าโครงการระยะต่อไปได้รับอนุมัติแล้วก่อนมีมติคณะรัฐมนตรี

สำหรับโครงการระยะปัจจุบัน ผู้ได้รับสิทธิยังสามารถใช้สิทธิได้ตามหลักเกณฑ์จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยภาครัฐร่วมจ่ายร้อยละ 60 ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ทั้งนี้ สิทธิคงเหลือในแต่ละเดือนไม่สามารถสะสมไปใช้ในเดือนถัดไปได้.

วัส ติงสมิตร เจาะลึกบทเรียนฎีกา สู่การสะเทือนวงการการเมือง เมื่อดุลพินิจ กกต. ถูกท้าทายด้วยกฎหมายเหล็ก

20 กันยายน 2569 เวลา 08:23 น.

20 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เจาะลึกบทเรียนจากฎีกา 3509/2549 สู่การสะเทือนวงการการเมือง: เมื่อดุลพินิจ กกต. ถูกท้าทายด้วยกฎหมายเหล็ก!

ในโลกของกระบวนการยุติธรรมและการเลือกตั้ง “ดุลพินิจ” ของเจ้าพนักงานและองค์กรอิสระถือเป็นดาบสองคมเสมอ ด้านหนึ่งคืออำนาจอิสระในการวินิจฉัยเพื่อความเป็นธรรม แต่อีกด้านหนึ่ง หากถูกใช้โดยปราศจากขอบเขต มันจะกลายเป็นการ “กระทำตามอำเภอใจ” ทันที!

วันนี้เราจะมาร่วมเจาะลึกและร้อยเรียงบทวิเคราะห์ทางกฎหมาย นำบรรทัดฐานดั่งเหล็กกล้าจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2549 มาจับชนกับประเด็นร้อนคดี “ฮั้วเลือก สว.” และการลงมติของ กกต. เสียงข้างมาก เพื่อดูว่าในทางกฎหมายแล้ว ความผิดตาม มาตรา 69 แห่ง พ.ร.ป. กกต. พ.ศ. 2560 จะเอาผิดผู้ใช้อำนาจได้อย่างไร!

PART 1: ถอดรหัสฎีกา 3509/2549 – ดุลพินิจไม่ใช่ “อำนาจตามอำเภอใจ”

ย้อนกลับไปในคดีศาลฎีกาที่ 3509/2549 เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อสื่อหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ลงข่าวเป็นเท็จ ใส่ความข้าราชการตุลาการท่านหนึ่ง จนมีการร้องทุกข์ดำเนินคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา แต่ “พนักงานอัยการ” (จำเลย) ผู้มีหน้าที่สั่งคดี กลับสั่ง “ไม่ฟ้อง” โดยอ้างง่ายๆ ว่า ผู้ต้องหาไม่มีเจตนาหมิ่นประมาท

ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานสำคัญระดับตำนานไว้ดังนี้:

1) อิสระต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตกฎหมาย: แม้เจ้าพนักงานจะมีอิสระในการสั่งคดี แต่ความมีอิสระนั้นต้องอยู่ภายใต้ “ขอบเขตของความชอบด้วยกฎหมาย” ซึ่งหมายถึงการใช้ดุลพินิจบนรากฐานของความสมเหตุสมผลที่วิญญูชนทั่วไปยอมรับได้ หากกระทำตามอำเภอใจหรือบิดผันอำนาจ ย่อมถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

2) เกณฑ์วินิจฉัยในชั้นไต่สวน/สั่งคดี: หน้าที่ของอัยการ (หรือองค์กรไต่สวนอย่าง กกต.) ไม่ใช่การนั่งเป็นศาลพิพากษาว่าใครผิดหรือบริสุทธิ์ แต่มีเกณฑ์เพียงว่า “มีเหตุผลอันสมควรเพียงพอที่จะนำตัวผู้ถูกกล่าวหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม (ศาล) หรือไม่”

3) การด่วนตัดสิทธิชี้ขาด: การที่พยานหลักฐานเบื้องต้นชัดเจนว่าข่าวนั้นเป็นเท็จและส่งผลเสียหายร้ายแรง แต่อัยการกลับด่วนวินิจฉัยดุจศาลพิพากษาเสียเองว่าขาดเจตนา ถือเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของผู้สุจริต และเป็นการกระทำเพื่อช่วยผู้ต้องหาให้พ้นโทษ!

PART 2: ปรากฏการณ์ “ฮั้วเลือก สว.” และรอยแผลในมติ กกต. เสียงข้างมาก

สืบเนื่องจากการแถลงผลการไต่สวนคดีฮั้วเลือก สว. โดย กกต. มีมติส่งศาลและดำเนินคดีอาญาบุคคลรวม 77 ราย แต่กลับ “ยกคำร้อง” ข้อกล่าวหาในส่วนของกรรมการบริหารพรรค สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคการเมืองใหญ่ รวมทั้ง สว. อีก 100 กว่าคน

ทว่า เบื้องหลังมติดังกล่าว นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ (กกต. เสียงข้างน้อย) ได้ออกมาแฉข้อเท็จจริงสุดสะเทือนใจวงการยุติธรรม ดังนี้:

มองช้างต้องมองทั้งตัว: พยานหลักฐานการฮั้วเกิดขึ้นกระจายทั่วประเทศ ทั้งโพยฮั้ว 12 โพยที่จับได้คาหนังคาเขาร่วมกับกล้องวงจรปิด, พยานบุคคล, พยานนิติวิทยาศาสตร์ เช่น เบอร์โทรศัพท์เชื่อมโยงถึง กก.บห. และ สส.

นัดประชุมลับสอดคล้องกัน: มีพยานระบุตรงกันเรื่องการนัดประชุม สว. ที่โรงแรมในกรุงเทพฯ เพื่อกำหนดตัวประธาน/รองประธาน สว. มีการเก็บโทรศัพท์ และพบคนระดับหัวหน้าพรรค/รัฐมนตรีในพื้นที่

มติ 4 ต่อ 3 “ไม่รับสำนวน DSI”: แม้ตรวจพบเส้นเงินนับแสนโอนจากมือจ่ายไปยังภาคใต้ แต่ กกต. เสียงข้างมากกลับลงมติ ไม่รับสำนวน DSI ซึ่งมีเส้นเงินเข้าสู่สำนวน ทำให้การสืบสวนโดนตัดตอน ไม่สามารถสืบสาวไปถึงผู้อยู่เบื้องหลังระดับสูงได้!

รับฟังการกลับคำให้การที่มีพิรุธ: กกต. เสียงข้างมากยอมรับฟังหนังสือกลับคำให้การของ สส. ที่อ้างว่าถูกข่มขู่ ทั้งที่เป็นผู้มีบารมีระดับประเทศ และมายื่นกลับคำให้การหลังจากเวลาผ่านไปนานมาก

PART 3: นำแนวฎีกา 3509/2549 มัดความผิด กกต. เสียงข้างมาก ตาม ม.69 พ.ร.ป. กกต.

เมื่อนำบรรทัดฐานจากฎีกา 3509/2549 มาจับกับข้อเท็จจริงที่ กกต. เสียงข้างน้อยเปิดเผย เราจะเห็นโครงสร้างการดำเนินคดีอาญาต่อ กกต. เสียงข้างมาก ตาม มาตรา 69 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ได้อย่างแหลมคม

ตัวบทกฎหมาย: มาตรา 69 พ.ร.ป. กกต.

“กรรมการ… ผู้ใดกระทำการหรือละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ…

ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งได้กระทำโดยทุจริต ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 149 แห่งประมวลกฎหมายอาญา…”

ประเด็นเด็ด: ม.69 “ไม่ต้องมีเจตนาพิเศษ” ให้เกิดความเสียหาย!

จุดสำคัญที่สุดทางข้อกฎหมายคือ มาตรา 69 พ.ร.ป. กกต. ไม่ได้กำหนดองค์ประกอบเจตนาพิเศษว่า “เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด” เหมือนเช่น ป.อ. มาตรา 157

ดังนั้น ภาระการพิสูจน์ (Burden of Proof) ของโจทก์จึงง่ายและกระชับขึ้นอย่างมาก! เพียงแค่พิสูจน์ว่า:

1)ใช้อำนาจขัดต่อหลักวิญญูชน (ตามแนวฎีกา 3509/2549): เมื่อพยานหลักฐานเรื่องโพย เบอร์โทร และการนัดประชุมมีความสอดคล้องร้อยเรียงกันทั่วประเทศ วิญญูชนย่อมเห็นว่า “มีเหตุผลอันสมควรเพียงพอ” ที่จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา แต่ กกต. เสียงข้างมากกลับ “ด่วนวินิจฉัยยกคำร้องเสียเอง” ถือเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ และเกินล้ำขอบเขตความชอบด้วยกฎหมาย

2) ละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ (ม.69 วรรคหนึ่ง): การลงมติ 4 ต่อ 3 เพื่อ “ไม่รับสำนวน DSI ที่มีข้อเท็จจริงเส้นเงิน” เข้ามาพิจารณา ถือเป็นการพฤติการณ์ตั้งใจตัดตอนพยานหลักฐาน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนให้ถึงที่สุด เข้าองค์ประกอบความผิดตามวรรคหนึ่งทันทีโดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าทำไปเพื่อแกล้งผู้สมัคร สว. คนใด!

3) การกระทำโดยทุจริต (ม.69 วรรคสอง): คำว่า “ทุจริต” หมายถึง การแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น การบิดผันอำนาจตัดพยานหลักฐานและฟังความพยานกลับคำให้การที่มีพิรุธ เล็งเห็นได้ชัดเจนว่าทำไปเพื่อช่วยพรรคการเมืองและนักการเมืองมิให้ต้องรับโทษหรือโดนตัดสิทธิทางการเมือง ยกระดับความผิดสู่บทลงโทษหนักเทียบเท่า ป.อ. มาตรา 149!

ใครคือผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้อง?
ตามแนวฎีกา 3509/2549 ผู้สมัคร สว. ผู้มีสิทธิเลือก สว. ระดับจังหวัดหรือระดับประเทศ หรือ สว. สำรอง ย่อมได้รับผลกระทบจากการฮั้ว จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง ที่มีอำนาจเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง กกต. เสียงข้างมากต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประผิดมิชอบได้ทันที!

บทสรุป: ดุลพินิจที่ไม่สุจริต ย่อมนำไปสู่ตาราง!

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2549 คือกระจกเงาบานใหญ่ที่ส่องให้เห็นว่า “อำนาจชี้ขาดในชั้นต้น ไม่ใช่ใบอนุญาตให้เจ้าพนักงานใช้อำนาจตามอำเภอใจ”

กรณี กกต. เสียงข้างมากในคดีฮั้วเลือก สว. การปฏิเสธพยานหลักฐานเชิงระบบ ตัดทิ้งเส้นเงิน และยกคำร้องให้กับกลุ่มผู้มีอำนาจทางการเมือง อาจไม่ใช่อย่างไร้ร่องรอย เพราะเมื่อนำหลักวิญญูชนและแนวฎีกามาจับ การกระทำดังกล่าวย่อมสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะตกเป็นความผิดอาญาตาม มาตรา 69 แห่ง พ.ร.ป. กกต.

เพราะสุดท้ายแล้ว… หากจับงวง จับหู หาง หรือขา ย่อมไม่อาจรู้ว่าเป็นช้าง แต่เมื่อนำพยานหลักฐานมารวมกัน ‘ช้างทั้งตัวก็คือช้าง’ หรือหากมองแค่ชิ้นส่วนพลาสติกทีละชิ้น ก็ไม่อาจรู้ว่าเป็นภาพอะไร แต่เมื่อต่อจิ๊กซอว์จนครบ จะเห็นภาพการฮั้วเลือกตั้งครั้งมโหฬารที่สุดในประวัติศาสตร์!”

เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นเกือบทุกพื้นที่ของประเทศ จึงยากที่เป็นไปโดยไม่มีคนคิดค้น วางแผน ลงทุน และขับเคลื่อน

เมื่อผู้ใช้อำนาจพยายามปฏิเสธการมีอยู่ของช้าง หรือภาพการฮั้ว สว. ก็อาจต้องรับโทษทางอาญาในที่สุด!

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
20/9/69

#ฎีกา3509ปี2549 #กกต #ฮั้วเลือกสว #สว2567 #พปปกกตมาตรา69 #กฎหมายอาญา #คดีทุจริตและประผิดมิชอบ #องค์กรอิสระ #ดุลพินิจตามอำเภอใจ #กระบวนการยุติธรรม #วิเคราะห์กฎหมาย #นิติศาสตร์ #วัสติงสมิตร

สวนดุสิตโพลเผย คนไทยกว่า 66% มองอิทธิพลการเมือง ทำลายความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมไทย

20 กันยายน 2569 เวลา 07:45 น.

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,123 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 15-18 กันยายน 2569 ผลการสำรวจ พบว่า เมื่อกล่าวถึง “กระบวนการยุติธรรมไทย”กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่นึกถึงการพิจารณาและตัดสินคดีของศาล ร้อยละ 63.85ทั้งนี้จากสถานการณ์คดีทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาทำให้ยังไม่ค่อยเชื่อมั่นต่อความเป็นธรรมและความเป็นกลางของกระบวนการยุติธรรมไทย ร้อยละ 46.39 โดยมองว่าคนแต่ละกลุ่มในสังคมไทยได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมอย่างไม่เท่าเทียมเลย ร้อยละ 38.02 เรื่องที่ทำให้ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมไทยลดลง คือ การแทรกแซงจากอิทธิพลทางการเมืองร้อยละ 66.87 เรื่องที่ควรเร่งดำเนินการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมไทย คือทำให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและความช่วยเหลือทางกฎหมายได้ง่ายขึ้น ร้อยละ 66.52

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤติความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะในเรื่องความเป็นธรรมและความเท่าเทียมการเรียกคืนความเชื่อมั่นจึงต้องทำให้ประชาชนเห็นและสัมผัส ได้ว่า กระบวนการยุติธรรมมีความเป็นอิสระ เป็นที่พึ่งเข้าถึงได้ และใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคน ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดการตั้งคำถามจากสังคมเหมือนอย่างที่เห็นในทุกวันนี้

ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลโพลสะท้อนสัญญาณที่สังคมไม่ควรมองข้ามสรุปวิเคราะห์ผลโพล : คนไทยกับความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมเมื่อประชาชนกว่าสองในสามขาดความเชื่อมั่นต่อความเป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรมไทยสะท้อนความรู้สึกสะสมว่ากฎหมายอาจมิได้ทำงานอย่างเสมอหน้ากับทุกคน ยิ่งประชาชนร้อยละ 73.55 มองว่าคนแต่ละกลุ่มได้รับความเป็นธรรมไม่เท่าเทียมกันยิ่งชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่างหลักความเสมอภาคกับประสบการณ์ที่ประชาชนได้รับจริงการแทรกแซงจากอิทธิพลทางการเมืองเป็นข้อกังวลสำคัญ เพราะเมื่อความเป็นอิสระถูกตั้งคำถามความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมย่อมสั่นคลอนตามไปด้วย ความเชื่อมั่นต้องเกิดจากกระบวนการที่โปร่งใส มีมาตรฐานและอธิบาย ต่อสาธารณะได้เสียงเรียกร้องให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและความช่วยเหลือทางกฎหมายได้ง่ายขึ้น

ย้ำว่าความยุติธรรมต้องไม่เป็นสิทธิพิเศษของผู้ที่มีความรู้ เงิน หรืออำนาจต่อรองการฟื้นฟูความเชื่อมั่นจึงต้องเริ่มจากการทำให้ประชาชนสัมผัสได้ว่ากฎหมายคุ้มครองทุกคนอย่างเสมอภาคไม่เลือกฐานะหรือสถานะทางการเมือง ท้ายที่สุด ความยุติธรรมที่ประชาชนเชื่อมั่น มิใช่เพียงความยุติธรรมที่รัฐประกาศหากต้องเป็นความยุติธรรมที่ประชาชนมองเห็น เข้าถึง และตรวจสอบได้จริง

Art & Illustration

โพลเผยคดีฮั้ว สว. คนมอง กกต.ชุดปัจจุบัน หนักสุด ตามด้วยนายกฯอนุทิน-ฝ่ายรัฐบาล

20 กันยายน 2569 เวลา 07:08 น.

20 กันยายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “มติ กกต.” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-16 กันยายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับมติ กกต. กรณีฮั้วการเลือกตั้ง สว. ที่ให้ส่งฟ้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหา 77 คน รวมถึง สว. ชุดปัจจุบัน 26 คน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงการคาดการณ์ของประชาชนต่อมติ กกต. กรณีฮั้วการเลือกตั้ง สว. ที่ให้ส่งฟ้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 77 ราย รวมถึง สว. ชุดปัจจุบัน จำนวน 26 ราย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 34.27 ระบุว่า ไม่เคยคาดการณ์อะไรเลย รองลงมา ร้อยละ 21.00 ระบุว่า ตรงตามที่คาดการณ์ไว้มาก ร้อยละ 17.86 ระบุว่า ไม่ตรงตามที่คาดการณ์ไว้เลย ร้อยละ 15.50 ระบุว่า ค่อนข้างตรงตามที่คาดการณ์ไว้ ร้อยละ 10.84 ระบุว่า ไม่ค่อยตรงตามที่คาดการณ์ไว้ และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ด้านความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นจากมติ กกต. กรณีฮั้วการเลือกตั้ง สว. พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.34 ระบุว่า ไม่กังวลเลย รองลงมา ร้อยละ 30.46 ระบุว่า ค่อนข้างกังวล ร้อยละ 19.16 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล และร้อยละ 15.04 ระบุว่า กังวลมาก

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่คาดว่าจะต้องเผชิญศึกหนักทางการเมืองและ/หรือกระบวนการทางกฎหมาย ภายหลัง กกต. มีมติ กรณีฮั้วการเลือกตั้ง สว. พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.57 ระบุว่า กกต. ชุดปัจจุบัน รองลงมา ร้อยละ 31.53 ระบุว่าเป็น นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 25.42 ระบุว่า พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลทั้งหมด ร้อยละ 15.88 ระบุว่า กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาที่จะถูกสั่งฟ้อง จำนวน 77 คน ร้อยละ 13.97 ระบุว่า พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 13.66 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ ร้อยละ 8.24 ระบุว่า กลุ่ม สว. จำนวน 26 คนที่จะถูกสั่งฟ้อง ร้อยละ 7.86 ระบุว่า พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ร้อยละ 6.64 ระบุว่าเป็น กลุ่ม สว. ที่ไม่ถูกสั่งฟ้อง ร้อยละ 4.58 ระบุว่าเป็น คุณสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. และร้อยละ 2.14 ระบุว่าเป็น คุณยิ่งชีพ อัชฌานนท์ และไอลอว์

จี้ทบทวนใหม่ ส.ภัตตาคารออกโรง ร้านเล็กแห้วไทยพลัส

20 กันยายน 2569 เวลา 06:14 น.

จี้ทบทวนใหม่ ส.ภัตตาคารออกโรง ร้านเล็กแห้วไทยพลัส

เพื่อไทย กระทุ้งหนู ข้าวของแพง ทั้งยังปล่อยดีเซลทะลุ 40 บาท จี้รัฐบาลแก้ไขปัญหาด่วน ขณะที่สมาคมภัตตาคารไทย เรียกร้องนายกฯขยายสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”ให้ครอบคลุมร้านอาหาร SME ชี้ควรสร้างแรงจูงใจและหลักประกันว่าการปฏิบัติตามกฎหมายจะไม่ทำให้ผู้ประกอบการเสียเปรียบในการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 19 กันยายน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองช่วงปลายเดือนกันยายนว่า มีหลายเรื่องที่ต้องจับตา ความเคลื่อนไหวภายหลังมติกกต.การได้มาซึ่งสว. การตรวจสอบจากหลายฝ่าย การขยับเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้าน คดีการเมืองสำคัญเช่น บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ที่รอคำวินิจฉัยจากศาลช่วงปลายเดือน ซึ่งทุกเรื่องควรเดินไปตามข้อเท็จจริง กฎหมาย และกลไกตรวจสอบ โดยไม่ควรก้าวล่วงหรือฟันธงผลล่วงหน้า

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องระวังคือ อย่าปล่อยให้กระแสการเมืองกลบศึกปากท้อง ประชาชนยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพ ราคาน้ำมันดีเซลB7 ล่าสุดอยู่ที่ 40.69 บาทต่อลิตร ข้อมูลสำรวจอาหารจานเดียว เดือนเมษายน–สิงหาคม2569 สูงถึง 523 รายการ จาก 1,544 รายการ หรือประมาณหนึ่งในสามปรับขึ้นราคาและเพิ่มขึ้น 5–10 บาทต่อจาน

“น้ำมันดีเซลทะลุ 40 บาทต่อลิตร เรื่องนี้ไม่ได้จบแค่หน้าปั๊ม น้ำมันเป็นต้นทุนสำคัญของการขนส่ง เมื่อต้นทุนสูงขึ้นก็เพิ่มแรงกดดันต่อราคาสินค้าและอาหาร ชาวบ้านไม่ได้ถามแค่ว่าการเมืองจะจบอย่างไร แต่ถามว่า น้ำมันเท่าไหร่ ข้าวจานหนึ่งเท่าไหร่ งานยังมีหรือไม่ รายได้พอกับรายจ่ายหรือไม่ และสิ้นเดือนจะเหลือเงินในกระเป๋าเท่าไหร่”นายพร้อมพงศ์กล่าว

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลบริหารประเทศมาเกือบ 6 เดือน ประชาชนย่อมต้องการเห็นผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ 3 เรื่อง 1. ลดต้นทุนพลังงาน ทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมัน ภาษี กองทุนน้ำมัน และค่าการตลาด พร้อมชี้แจงให้ชัดว่าส่วนใดสามารถลดภาระประชาชนได้

2. กดค่าครองชีพของประชาชนให้ลดลงกว่านี้ ติดตามราคาสินค้าจำเป็น อาหาร ค่าเดินทาง และค่าไฟ ตรวจสอบต้นทุนเมื่อพบการปรับราคาผิดปกติ ไม่ปล่อยให้ประชาชนรับภาระปลายทางเพียงฝ่ายเดียว โดยรัฐบาลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้าไปดูมีผู้ประกอบการหรือธุรกิจอะไรฉวยโอกาสขึ้นราคา สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนหรือไม่

3. เพิ่มรายได้ช่วยคนตัวเล็ก ลดต้นทุน เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินของSMEs และผู้ค้ารายย่อย ควบคู่กับการสร้างงาน โดยมาตรการต้องมีเป้าหมายและกรอบเวลาที่ประชาชนตรวจสอบได้

อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า แม้รัฐบาลจะต่ออายุโครงการไทยช่วยพลัสออกไปอีก2เดือน ไปถึงพ.ย.แต่คงบรรเทาความเดือดร้อนได้ชั่วคราว แต่เชื่อว่าสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น สัมผัสได้คือ ราคาสินค้า ราคาพลังงานจะลดลงเมื่อไหร่ มีทางไหนจะช่วยให้เงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นหรือไม่ เห็นผลเมื่อไหร่ ถ้ารัฐบาลลดค่าครองชีพและทำให้รายได้ประชาชนดีขึ้น จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นจากผลงานที่สัมผัสได้ หากความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจสะสมพร้อมกับแรงกดดันทางการเมือง รัฐบาลอาจต้องรับแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน

“รัฐบาลอาจห้ามศึกการเมืองไม่ได้ แต่รัฐบาลมีหน้าที่ทำให้ศึกปากท้องเบาลง ประชาชนไม่ได้วัดรัฐบาลว่าผ่านเกมการเมืองมากี่ครั้ง แต่ดูจากชีวิตตัวเองว่า ราคาสินค้า ราคาพลังงานจะทำให้ลดลงบ้างได้หรือไม่ รายได้เพิ่มไหม และมีเงินเหลือในกระเป๋าหรือไม่ การเมืองร้อนเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องรับมือ ไม่ปล่อยให้มีใครเติมเชื้อไฟ จุดประเด็นให้ลุกลามไปกว่านี้ แต่ขณะเดียวกันปากท้องต้องรีบแก้ เพราะการเมืองมีทางออกตามกติกา วันนี้ไปทางไหนมีแต่คนโอดครวญกับภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งปัญปากท้องประชาชนรอไม่ได้ ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน”นายพร้อมพงศ์กล่าว

ขณะที่ นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยว่า สมาคมภัตตาคารไทย ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาขยายสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส ให้ครอบคลุมร้านอาหารขนาดเล็กและ SME ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) พร้อมระบุว่า การใช้สถานะ VAT เป็นเงื่อนไขตัดสิทธิเดี่ยวๆ ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่เข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้องเสียโอกาส พร้อมเสนอให้ใช้เกณฑ์รายได้ต่อปี จำนวนการจ้างงาน หรือขนาดกิจการมาประกอบการพิจารณาแทน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง

“ปัจจุบันผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็กจำนวนหนึ่งมีรายได้เกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปี จึงมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย แม้ในทางธุรกิจจะยังคงมีลักษณะเป็นกิจการขนาดเล็ก มีจำนวนพนักงานจำกัด และต้องรับภาระต้นทุนรอบด้าน ทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ภาษี และเงินสมทบประกันสังคม ทำให้ผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวไม่ได้มีศักยภาพทางเศรษฐกิจเทียบเท่ากับธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดใหญ่” นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าว

นางฐนิวรรณ กล่าวต่อว่า การกำหนดสิทธิโดยพิจารณาจากสถานะการจดทะเบียน VAT เพียงประการเดียว อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็กที่ปฏิบัติตามกฎหมายและเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง ไม่สามารถเข้าถึงมาตรการสนับสนุนของภาครัฐได้อย่างเหมาะสม ซึ่งในทางนโยบาย ภาครัฐควรสร้างแรงจูงใจและหลักประกันว่าการปฏิบัติตามกฎหมายจะไม่ทำให้ผู้ประกอบการเสียเปรียบในการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือ

สำหรับข้อเสนอในหนังสือที่สมาคมภัตตาคารไทย ได้ยื่นถึงนายกรัฐมนตรี มี 4 ข้อ ประกอบด้วย 1.เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการร้านอาหารที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สามารถเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย คนละครึ่ง พลัส” ได้ หากยังมีคุณสมบัติอยู่ในเกณฑ์กิจการขนาดเล็กหรือ Micro SME ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนด 2.พิจารณากำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิโดยใช้รายได้ต่อปี ขนาดกิจการ จำนวนการจ้างงาน หรือเกณฑ์ทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง เป็นองค์ประกอบในการพิจารณา แทนการใช้สถานะการจดทะเบียน VAT เป็นเงื่อนไขตัดสิทธิเพียงประการเดียว

3.กำหนดเพดานรายได้หรือหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็ก เพื่อให้มาตรการมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายที่มีความจำเป็นและสามารถสร้างผลกระตุ้นทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง โดยไม่เปิดช่องให้ธุรกิจขนาดใหญ่ได้รับประโยชน์เกินวัตถุประสงค์ของโครงการ

4.ใช้โครงการ “ไทยช่วยไทย คนละครึ่ง พลัส” เป็นกลไกส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบภาษีและระบบการจ้างงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำไปสู่การขยายฐานภาษี การยกระดับมาตรฐานการประกอบธุรกิจ และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว

ทุบฮั้วสว.ไม่เข้าเป้า ปชน.แค้นลึก ลั่นตามขุดจนคดีจบ เท้งปรับแผนกินโต๊ะรบ. หนูบิน3ประเทศระรื่น เจรจานักลงทุนเข้าไทย

20 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ทุบฮั้วสว.ไม่เข้าเป้า ปชน.แค้นลึก ลั่นตามขุดจนคดีจบ เท้งปรับแผนกินโต๊ะรบ. หนูบิน3ประเทศระรื่น เจรจานักลงทุนเข้าไทย

พรรคประชาชนยังไม่หายแค้น หลังขุดคดีฮั้วสว.ไม่เข้าเป้า ประกาศขุดต่อจนกว่าศาลจะตัดสิน “เท้ง” ปรับแผนกินโตะรัฐบาลใหม่ยันเดินหน้าเต็มสูบ ขณะ กมธ.วุฒิสภา เปิดเวทีโชว์ผลงาน “พิสิษฐ์” ยันคดี “ฮั้ว สว.”ไม่กระทบเดินหน้าทำงาน ลุยหน้าที่เต็มสูบ จนกว่าศาลสั่ง นายกฯอนุทิน บิน 3 ประเทศ 20–27 กันยายนนี้ ดึงนักลงทุนต่างชาติเข้าไทย พร้อมโชว์วิสัยทัศน์กลางเวทียูเอ็น

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดกำหนดการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในการเดินทางเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) ระหว่างวันที่ 20–27 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมเดินทางเยือนญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร

โดยช่วงเช้า วันที่20 กันยายนนี้ นายกฯพร้อมคณะ จะออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (HND) และเดินทางถึงกรุงโตเกียวในช่วงเย็น ก่อนเข้าที่พักและรับประทานอาหารค่ำ

จากนั้น ช่วงเช้าวันที่ 21 กันยายน นายกฯเป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ณ โรงแรม Imperial Tokyo และในช่วงบ่าย เดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียวไปยังท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อเดินทางถึงนครนิวยอร์ก เข้าที่พักและรับฟังการบรรยายสรุปกำหนดการเข้าร่วมการประชุม UNGA81 โดยเอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก

ประชุมUNGA81

สำหรับภารกิจในที่ 22 กันยายน นายกฯ จะเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม UNGA81 และเริ่มการอภิปรายทั่วไป ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ จากนั้นพบหารือกับนาง Rebeca Grynspan ผู้สมัครตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติจากคอสตาริกา ในช่วงบ่ายจะร่วมประชุมหารือโต๊ะกลมกับนักลงทุนร่วมกับ Bank of America และพบหารือกับผู้บริหารบริษัท Pacific Investment Management Company (PIMCO) ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพ เนื่องในโอกาสการประชุม UNGA81

ขณะที่ช่วงเช้าวันที่ 23 กันยายน นายกฯ จะเดินทางไปเยี่ยมชมและพบหารือกลุ่มเล็กกับผู้บริหารบริษัท Google ณ สาขา Pier 57 ก่อนเดินทางไปพบปะชุมชนชาวไทยในนครนิวยอร์กและพื้นที่ใกล้เคียง ณ วัดพุทธไทยถาวรวนาราม จากนั้น นายกรัฐมนตรีพบหารือระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน (working lunch) กับผู้บริหารบริษัท Brookfield และช่วงบ่ายหารือทวิภาคีกับสมเด็จพระราชินีมักซิมาแห่งเนเธอร์แลนด์ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ และในช่วงค่ำ นายกฯ พบหารือกลุ่มเล็กกับภาคเอกชน และกล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงอาหารค่ำที่สภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน (U.S.–ASEAN Business Council: USABC) และหอการค้าสหรัฐฯ (U.S. Chamber of Commerce: USCC) ร่วมเป็นเจ้าภาพ

อภิปรายทั่วไปเวที่UN

วันที่ 24 กันยายน ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีพบหารือกับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) และร่วมลั่นระฆังเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์ ก่อนร่วมประชุมหารือโต๊ะกลมกับนักลงทุนร่วมกับ Jefferies Group LLC จากนั้นพบหารือกับนายกรัฐมนตรีภูฏาน นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ รวมถึงพบหารือกับเลขาธิการสหประชาชาติ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ขณะที่เวลา 17.00 น. นายกฯจะกล่าวอภิปรายทั่วไป (General Debate) ในการประชุม UNGA81โดยประเทศไทยมีกำหนดกล่าวเป็นลำดับที่ 8 ใช้เวลาประมาณ 15 นาที

โฆษกประจำสำนักนายกฯอล่าวว่า ก่อนออกเดินทางจากนครนิวยอร์กไปยังกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในช่วงค่ำ

วันที่ 25 กันยายน ในช่วงเช้า นายกฯเดินทางถึงกรุงลอนดอนในก่อนที่ช่วงบ่าย จะพบปะกับนายกเทศมนตรีเขตเศรษฐกิจการค้าแห่งกรุงลอนดอน ผู้แทนธุรกิจการเงินและการบริการของสหราชอาณาจักร ประธาน Thai-UK Business Council และผู้แทนการค้า จากนั้นเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง (Tea Reception) และพบหารือกับบริษัท UBS Group AG, สายการบิน Virgin Atlantic และบริษัท Rolls-Royce ตามลำดับ เมื่อจบภารกิจ นายกฯและคณะจะออกเดินทางจากท่าอากาศยานลอนดอนสแตนสเต็ด (STN) ในช่วงเช้า ไปยังท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) และเดินทางถึงประเทศไทยในเวลา 07.00 น. ของวันที่ 27 กันยายน 2569

โวเปิดโอกาสตลาดเข้าทุนไทย

“การเดินทางครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการสำคัญทั้งการเข้าร่วมการประชุม UNGA81 การกล่าวอภิปรายทั่วไปในนามประเทศไทย พร้อมพบหารือกับผู้นำและผู้บริหารองค์การระหว่างประเทศ ตลอดจนการหารือกับภาคการเงิน นักลงทุนและภาคเอกชนในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพและทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทย สร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทยและเปิดโอกาสในการดึงดูดการค้า การลงทุน และเงินทุนจากต่างประเทศ ต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจและธุรกิจ นำไปสู่การเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุน การจ้างงาน และรายได้ให้แก่ประเทศไทยและประชาชนไทย” นายเอกภพกล่าว

ยุทธพรชี้รบ.ไปต่อ–ศก.คลายกังวล

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวถึงผลการพิจารณาคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ว่ามติดังกล่าวช่วยสร้างความชัดเจนให้แก่สถานการณ์การเมืองว่า รัฐบาลยังสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ และลดความกังวลว่าผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลอาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จนนำไปสู่เกม “เซตซีโร่” ทางการเมือง

ก่อนหน้านี้ หลายฝ่ายกังวลว่า าก กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาครอบคลุมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจำนวนมาก อาจเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งต่อการทำงานของรัฐบาล เสถียรภาพทางการเมือง และความเชื่อมั่นของนักลงทุน เมื่อมติกกต.ไม่ยื่นคำร้องต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ความไม่แน่นอนที่เคยแขวนอยู่เหนือรัฐบาลจึงลดลง ทำให้ทิศทางการบริหารประเทศมีความชัดเจนมากขึ้น และส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจตามไปด้วย

“เมื่อความกังวลทางการเมืองลดลง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจก็ดีขึ้น เพราะนักลงทุนและภาคธุรกิจสามารถประเมินทิศทางของรัฐบาลและความต่อเนื่องของนโยบายได้ชัดเจนกว่าเดิม ประเทศไทยจึงสามารถเดินหน้าต่อได้” รศ.ดร.ยุทธพรกล่าว

พิสูจน์แก้ปัญหาปากท้องรุมเร้า

รศ.ดร.ยุทธพรอธิบายด้วยว่าคดีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 แตกต่างจากมาตรา 235ซึ่งหลายฝ่ายมักนำมาเปรียบเทียบกัน โดยเฉพาะกรณี 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล มาตรา 235 กำหนดว่า เมื่อศาลรับคำร้องแล้ว ผู้ถูกร้องต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ “เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น”ศาลจึงยังสามารถอนุญาตให้ผู้ถูกร้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่มาตรา 226ไม่มีข้อยกเว้นดังกล่าว หากกกต.ยื่นคำร้องและศาลฎีการับคำร้อง บุคคลที่ดำรงตำแหน่ง สส.หรือ สว.จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที จึงอาจก่อให้เกิดปัญหาทางกฎหมายตามมา โดยเฉพาะกรณีบุคคลที่ดำรงตำแหน่งควบทั้ง สส.และรัฐมนตรี ว่าจะต้องหยุดเฉพาะหน้าที่ สส.หรือกระทบไปถึงตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย หากสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายคนพร้อมกัน ย่อมส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศ การขับเคลื่อนนโยบาย และความเชื่อมั่นของภาคเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รศ.ดร.ยุทธพรกล่าวว่ามติของกกต.ครั้งนี้จึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะต่อผู้ถูกกล่าวหา แต่ช่วยคลายความไม่แน่นอนทางการเมืองในภาพรวม ทำให้รัฐบาลสามารถกลับไปเดินหน้าบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังไม่ควรถือว่าตนเองผ่านพ้นทุกปัญหา เพราะสิ่งที่ต้องพิสูจน์ต่อจากนี้คือผลงาน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ รายได้ และปากท้องของประชาชน

“ผลของกกต.ทำให้ประเทศเห็นทิศทางชัดขึ้น รัฐบาลเดินหน้าต่อได้ เศรษฐกิจคลายความกังวล แต่ความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นจะยั่งยืนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลสามารถเปลี่ยนเสถียรภาพทางการเมืองให้กลายเป็นผลงานที่ประชาชนจับต้องได้มากเพียงใด”รศ.ดร.ยุทธพรกล่าว

‘เทพไท’ดักคอกกต.ฮั้วสว.ส้ม-น้ำเงิน

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความในหัวข้อ ฮั้ว สว.น้ำเงิน-ส้ม ต้องมาตรฐานเดียวกัน โดยระบุว่า มีกระแสข่าวว่าคณะกรรมการเลือกตั้งชุดใหญ่ ได้มีมติสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมใน 3 สำนวน ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองสีส้ม คณะก้าวหน้า และกลุ่ม สว.อิสระ หรือที่เรียกกันว่า“ฮั้วสว.ส้ม”เนื่องจากพยานหลักฐาน และเส้นทางทางการเงินยังไม่เพียงพอต่อการพิจารณาลงมติ จึงมีกระแสข่าวนี้ออกมา หลังจากคณะกรรมการเลือกตั้งได้มีมติสั่งฟ้อง 77 ผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. จึงทำให้มีการเคลื่อนไหวกดดันไปยังกกต.ให้ดำเนินการสอบสวนคดีฮั้ว สว.สีส้มด้วย

“ในฐานะที่เป็นนักวิเคราะห์การเมืองอิสระได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด สนับสนุนให้คณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.)ได้สอบสวนดำเนินการเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว.ทุกสี ทุกกลุ่มโดยไม่เลือกปฏิบัติและถ้าหากว่ามีพยานหลักฐานสามารถจะเอาผิด หรือสั่งฟ้องได้ อยากให้รีบดำเนินการโดยเร็วและไม่ควรจะใช้วิธีการเลือกปฏิบัติ หรือ 2 มาตรฐาน ถ้าหากว่ามีการวางกฎเกณฑ์ หรือมาตรฐานตรวจสอบการฮั้วสว.สีน้ำเงิน โดยยึดหลักพยานหลักฐานทั้งเรื่องการจัดเลี้ยง การจ่ายเงิน การโทรศัพท์ การเช่าที่พัก และการกระทำอื่นใด เช่น มีโพยในการลงคะแนนด้วย ก็อยากให้ใช้มาตรฐานนี้ไปดำเนินการกับสว.สีส้ม ว่ามีพยานหลักฐานครบถ้วนเหมือนกับการสอบคดีฮั้ว สว.สีน้ำเงินหรือไม่

ชี้ต้องมีองค์ประกอบฮั้ว3ส่วน

นายเทพไทระบุว่าเพราะองค์ประกอบของการฮั้วสว.ที่เกิดขึ้นได้จนเป็นผลสำเร็จ มาจากองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ 1.ส่วนที่เป็นศูนย์อำนวยการ การวางแผนฮั้ว สว. มีการออกแบบ วิธีการฮั้ว มีโปรแกรมการฮั้ว การจัดการลงคะแนน มีการวางแผน มีการดำเนินการทางวิชาการด้านสถิติ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการลงคะแนน 2.ต้องมีเงินทุนจำนวนมากพอสมควร ที่จะดำเนินการได้ อย่างไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท ที่จะต้องใช้จ่ายในการว่าจ้างโหวตเตอร์ให้เป็นหน่วยกล้าตาย หรือหน่วยพลีชีพในการลงคะแนน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึงหัวละ 5,000 บาท 20,000 บาท 50,000 บาท 100,000 บาท และ 200,000 บาท เมื่อมีผู้ร่วมขบวนการนี้นับหมื่นคน ก็ต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท 3.ต้องมีเครือข่ายทั้งระดับภาค ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ เพราะต้องหาโหวตเตอร์ หรือผู้สมัครที่เป็นหน่วยกล้าตายมาสมัคร เพื่อจะลงคะแนนให้กับผู้สมัคร ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของขบวนการฮั้ว สว. ที่ต้องการให้บุคคลใดเป็น สว.ตัวจริง และต้องกำหนดให้โหวตเตอร์ไม่สามารถแตกแถวได้

หนุนกกต.ทำตรงไปตรงมาให้สำเร็จ

นายเทพไทย้ำทิ้งท้ายว่าดังนั้นการที่ สว.สีน้ำเงิน จะมีการฮั้วหรือไม่ ก็ต้องดูองค์ประกอบเหล่านี้ด้วย ถ้าหากมีเพียงการจัดสถานที่เพื่อประชุมกันทำความเข้าใจกัน แนะนำตัวกัน โดยไม่มีเส้นการเงินที่โอนให้กัน ไม่มีโพยในการลงคะแนน ไม่มีการว่าจ้าง ไม่มีการจ่ายที่พักอาศัย ค่าเดินทาง ก็ไม่เข้าองค์ประกอบของการฮั้ว เพราะฉะนั้นสนับสนุน กกต. ให้ทำเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา และทำความจริงให้ปรากฏ ไม่ต้องการให้มีกระบวนการในลักษณะ เมื่อตัวเองฮั้วแล้วมีความผิด จึงซัดทอดให้คนอื่นถูกข้อกล่าวหาว่าฮั้วด้วย จึงสนับสนุนให้ กกต. ทำเรื่องนี้ให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด เพราะเวลาล่วงเลยมา 2 ปีกว่าแล้ว

‘เท้ง’ร่ายยาวครบ20ปี19ก.ย.49

วันเดียวกันนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ 20 ปี 19 กันยา 2 ทศวรรษที่สูญหาย ทวงคืนอนาคตด้วย 21 ล้านเสียง ย้อนกลับไป 20 ปีที่แล้ว วันที่ 19 กันยายน 2549 ‘คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ (คปค.) นำโดย พลเอกสนธิ บุญยะรัตกลิน ทำการรัฐประหาร นอกจากจะเป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน การรัฐประหารครั้งนั้นยังฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ว่ากันว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด รัฐธรรมนูญที่พยายามสร้างระบบการเมืองที่ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง รัฐบาลมีเสถียรภาพ ขณะเดียวกันก็ออกแบบองค์กรอิสระและกลไกตรวจสอบเพื่อถ่วงดุลอำนาจทางการเมือง

นายณัฐพงษ์ย้ำอีกว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกอย่างมีข้อดี ก็ย่อมีข้อเสีย รัฐธรรมนูญ 2540 ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ที่มีการเปิดช่องให้อำนาจบริหารเข้ามาแทรกแซงได้ แต่เมื่อเปรียบเทียบแล้ว การรัฐประหาร 2549 ที่เป็นการเปิดประตูให้เกิดการใช้อำนาจพิเศษผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น นิติสงคราม ตุลาการภิวัฒน์ นับว่าเป็นอันตรายและส่งผลเสียหายยิ่งกว่า เหตุการณ์วันที่ 19 กันยายนจึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนรัฐบาล แต่เป็นการตัดตอนกติกาที่สังคมไทยใช้เวลาหลายปีร่วมกันออกแบบ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติทางการเมืองที่ลากยาวมาถึงวันนี้

หลังรัฐประหาร 2549 รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกจัดทำขึ้นภายใต้บริบทของการรัฐประหาร โดยโจทย์สำคัญประการหนึ่งคือการลดทอนความเข้มแข็งของฝ่ายการเมืองและเพิ่มกลไกตรวจสอบที่อยู่นอกระบบการเลือกตั้ง ขณะที่ในเวลานั้นประชาชนจำนวนหนึ่งพูดถึงการทำประชามติด้วยคำว่า“รับๆ ไปก่อน ค่อยแก้ทีหลัง”

เย้ยรธน.ปราบโกง-ผุดอำนาจใหม่

นายณัฐพงษ์ระบุอีกว่า ต่อมา รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ยังคงได้รับความนิยมและมีความเข้มแข็ง ความขัดแย้งจึงไม่ได้จบลงที่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ขยายไปสู่การใช้กลไกต่างๆ เพื่อจัดการกับรัฐบาลและพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ การยุบพรรค การตัดสิทธิทางการเมือง การย้ายขั้วทางการเมือง ตลอดจนการชุมนุมและการสลายการชุมนุม จนในที่สุด รัฐประหาร 2549 ถูกเรียกว่าเป็นรัฐประหารที่ ‘เสียของ’ เพราะไม่สามารถหยุดความต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประชาชนลงได้

เมื่อการยึดอำนาจครั้งแรกไม่สามารถทำให้การเมืองกลับไปอยู่ในจุดที่ผู้มีอำนาจต้องการ ประเทศไทยจึงเดินเข้าสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ และวันที่ 22 พฤษภาคม 2557พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำรัฐประหารอีกครั้ง คราวนี้ คสช.ไม่ได้เพียงยึดอำนาจ แต่สร้างกลไกจำนวนมากเพื่อควบคุมการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน และวางโครงสร้างสำหรับการสืบทอดอำนาจของ‘ระบอบประยุทธ์’เอาไว้ โดยมีรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นกลไกสำคัญ ซึ่งในเวลานั้นถูกนำเสนอในฐานะ‘รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง’ขณะเดียวกัน ก็วางโครงสร้างอำนาจใหม่ที่มีผลต่อการเมืองไทยไปอีกยาวนาน

ซัดรธน.60‘สีน้ำเงิน’กินรวบ

นายณัฐพงษ์ยังมองว่า รัฐธรรมนูญ 2560 จึงไม่ได้เป็นเพียงผลพวงจากรัฐประหาร 2557 แต่เป็นส่วนสำคัญของการวางโครงสร้างอำนาจหลังรัฐประหารเอาไว้ต่อไป เช่น การให้อำนาจ สว. 250 คน สามารถร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีได้ใน 5 ปีแรก หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องใช้เสียงของ สว. เห็นชอบด้วย 1 ใน 3 รัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ระบอบประยุทธ์ยังคงอำนาจต่อผ่านการเลือกตั้ง 2562 แต่หลังการชุมนุมทางการเมืองช่วงปี 2563-2564 สัญญาณของความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อประชาชนลุกขึ้นรวมตัวประท้วง เป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ ความไม่พอใจบนท้องถนนกลายเป็นเสียงของประชาชนที่แสดงออกในการเลือกตั้งปี 2566 ว่าพวกเขาต้องการเห็นโครงสร้างอำนาจแบบไหน อะไรบ้างที่ถึงคราวต้องปฏิรูป

แม้พรรคก้าวไกลขณะนั้นจะไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล แต่การสืบอำนาจของพรรคที่สนับสนุนรัฐประหารก็เป็นอันสิ้นสุดลง แต่ใช่ว่าความพยายามฉุดรั้งประชาธิปไตยของชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษนิยมจะหมดไป พวกเขาพบว่า วิธีการยึดกุมอำนาจไปจากประชาชน ไม่จำเป็นต้องใช้กองทัพเท่านั้น แต่ยังมีการออกแบบกติกาใหม่ รวมถึงยึดกุมอำนาจที่ออกแบบกติกานั้นไปด้วย เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกกินรวบทั้งหมด นั่นคือที่มาของ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่อยู่ในทุกส่วนของอำนาจรัฐ โดยเฉพาะ สว.สีน้ำเงิน ที่มาจากกระบวนการที่เราเรียกว่า‘โกง สว.’ที่ขณะนี้ก็มีแค่ส่วนหนึ่งที่ กกต. ส่งไปยังศาล โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง หรือกลุ่ม‘น้ำเงินเข้ม’รอดทั้งหมด ปัญหาทุกอย่างถูกรวบไว้ที่กติกาที่กลายเป็นล็อกสำคัญไม่ให้ประเทศไทยหลุดไปจากลูปวิกฤตทางการเมือง นั่นก็คือรัฐธรรมนูญ 2560

ปลุกถึงเวลาล้ม‘ระบอบสีน้ำเงิน‘

นายณัฐพงษ์ ยังย้ำว่าต้นปี 2569 วันเดียวกับการเลือกตั้ง มีการลงประชามติผ่านคำถามง่ายๆ ว่า เราต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อมาแทนฉบับ 2560 หรือไม่ ซึ่งคำตอบคือ 21 ล้านเสียง จาก 36 ล้านเสียง ‘เห็นชอบ’ สะท้อนให้เห็นว่า เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งประเทศต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อประชาชน 21 ล้านเสียงแสดงเจตนาเช่นนั้น เราอาจพูดได้ว่า รัฐธรรมนูญ 2560ได้ถึงเวลาสิ้นสุดลงแล้วทางพฤตินัย หลังจาก 20 ปีที่รัฐธรรมนูญ 2540 ถูกฉีก หลังรัฐประหารสองครั้ง หลังการยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมืองหลายครั้ง นี่คือความหวังครั้งสำคัญที่ประเทศไทยจะออกจากลูปวิกฤตทางการเมือง ออกจาก 2 ทศวรรษที่สูญหา กลับสู่เส้นทางการออกแบบกติกาสูงสุดของประเทศที่ประชาชนมีส่วนร่วม

“แต่ผ่านมาแล้วประมาณ 7 เดือนนับจากวันที่ประชาชนลงประชามติ 21ล้านเสียง ยังไม่ได้กลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และประชาชนยังมองไม่เห็นว่ารัฐบาลจะนำผลประชามติครั้งนั้นไปสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไร 20 ปีหลัง 19 กันยา ก่อนก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ของความขัดแย้ง เราอาจต้องถามกันอีกครั้งว่า จะปล่อยให้ประเทศไทยวนอยู่ในลูปเดิมต่อไป 21 ล้านเสียงที่เราต้องการทวงคืนอนาคตกำลังถูกทำให้หายไปหรือเปล่า หรือถึงเวลาที่เราต้องมาร่วมกันทวงคืนสองทศวรรษที่สูญหาย ด้วยการหยุดยั้ง ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ไม่ให้ยึดกุมอำนาจรัฐไปมากกว่านี้ และร่วมสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง”นายณัฐพงษ์ ระบุทิ้งท้าย

สัมมนาสว.ที่เกาะช้าง

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 19 ก.ย. ที่โรงแรมเมอร์เคียว เกาะช้าง ไฮด์อเวย์ อ.เกาะช้าง จ.ตราด นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. เป็นผู้ดำเนินการเสวนาในเวทีหัวข้อ “เปิดประเด็นเด็ด กมธ. เรื่องที่สื่อไม่ควรพลาด “ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวุฒิสภาพบสื่อมวลชนสัญจร โดยแบ่งเป็นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วุฒิสภา แต่ละชุด ชุดแรกประกอบด้วย 3 กมธ. 1. นายจรุณ กลิ่นตลบ กมธ.เกษตรและสหกรณ์ 2. นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา กมธ.เกษตรและสหกรณ์ และ กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ และ 3. นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี กมธ.การทหารและความมั่นคงของรัฐ และ กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ

โดยกมธ.เกษตรและสหกรณ์ นายยุคล ในฐานะที่ปรึกษากมธ. กล่าวว่า กมธ.ได้รับหนังสือจากพี่น้องประมงพื้นบ้าน โดยเรารับทราบถึงปัญหา อย่างไรก็ตาม กมธ.การเกษตรฯ ได้ผลักดันสำเร็จและประกาศใช้แล้วในช่วงนี้ ซึ่งหัวใจของกฎหมายฉบับนี้คือคืนความเป็นธรรมและให้พื้นที่ทำกินของพี่น้องประมงพื้นบ้าน โดยต้องรักษาทรัพยากรทางทะเลไว้ กฎหมายฉบับนี้ต้องรักษาปลาและรักษาคนหาปลาไปด้วย

ทุกคนมีที่มาและที่ไป

นายจรุญ ในฐานะที่ปรึกษากมธ.การเกษตรฯ กล่าวว่า สว. จากกลุ่มอาชีพมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ตามสายอาชีพ สามารถนำประสบการณ์ในพื้นที่มาผลักดันให้ฝ่ายนิติบัญญัติร่วมกันแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งทุกคนเรียนรู้ผ่านมหาวิทยาลัยชีวิต นอกจากนี้ ในฐานะสว. จากสาขาอาชีพเกษตรกร รับทราบปัญหาของเกษตรกรทั้งระบบ จึงเข้ามาทำหน้าที่เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และแนวทางแก้ไขปัญหา ตลอดจนลงพื้นที่เพื่อรับและแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะผ่านโครงการขับเคลื่อนสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน

ขณะที่กมธ.การทหารและความมั่นคงของรัฐ นายธณัชญ์พงศ์ ในฐานะกมธ. กล่าวว่า กมธ.ทหารฯ มีการประชุมมากกว่า 25 ครั้งต่อปี และมีการแบ่งภารกิจให้กับคณะอนุกมธ.ฯ อีก 3 คณะ ซึ่งตนเป็นกมธ. ได้รับมอบหมายให้ศึกษาเรื่องการคงอยู่ ยุบ หรือปรับโครงสร้าง กอ.รมน. ซึ่งจะมีการเสนอผลการศึกษาเข้าที่ประชุมคณะกมธ. เร็วๆ นี้

นายธณัชญ์พงศ์ กล่าวต่อว่า กมธ.ด้านกิจการทหาร ศึกษาเรื่องกิจการของทหารผ่านศึก และคณะอนุกมธ.กิจการทหาร ทางด้านไซเบอร์ เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ศึกษาประเด็นที่ประเทศไทยสามารถผลิตยุทโธปกรณ์ได้ แต่ไม่สามารถขายให้กับกองทัพได้ สำหรับผลการศึกษาเรื่อง กอ.รมน.ในชั้นคณะอนุกมธ.ฯ จะมีการประชุมในสัปดาห์หน้า โดยเบื้องต้นได้ผลสรุปคร่าวๆ ว่า กอ.รมน.ยังคงอยู่ แต่จะต้องปรับโครงสร้าง บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมมากขึ้น

สว.ไม่หยุดปฎิบัติหน้าที่

และกมธ.ชุดที่ 4 ประกอบด้วย 1. นางอารีย์ บรรจงธุรการ กมธ.การสาธารณสุข 2. นายวร หินดี กมธ. การเศรษฐกิจการเงินและการคลัง

โดยกมธ.การสาธารณสุข นางอารีย์ ในฐานะโฆษกกมธ. กล่าวว่า ทางกมธ. ได้พยายามเชื่อมโยงปัญหาประชาชนกับข้อมูลหลักฐาน การปกป้องสิทธิ์ของทุกหน่วยผู้รับบริการ ปกป้องเจ้าหน้าที่ที่ทำงาน รวมทั้ง ทำให้โรงพยาบาลอยู่รอด โดยที่ผ่านมาได้ผลักดันการดูแลผู้ป่วยโรคไตที่บ้าน ลดการเดินทางผู้ป่วย ลดค่าใช้จ่าย ลดความเสี่ยง รวมถึง ได้ผลักดันวัคซีนป้องกันกลุ่มโรคสมองอักเสบ จนสามารถให้บริการฟรีได้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา และทำระบบปฐมภูมิให้คนในชุมชนมีสุขภาพดี พร้อมยืนยันวุฒิสภาไม่มีการเสนอให้ยกเลิกบัตรทอง หรือ สิทธิ์ 30 บาทรักษาทุกโรคตามที่มีข่าว แต่ต้องการทำให้ระบบดีขึ้นเท่านั้น

เมื่อถามว่า คดีฮั้ว สว. มีผลต่อการดำเนินงานของกรรมาธิการแต่ละคณะหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เรื่องคดีดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อการทำงาน เพราะ สว. มีอำนาจหน้าที่อยู่จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งให้เราหยุดปฏิบัติหน้าที่

ภูมิธรรม ย้อน 20 ปี 19 กันยา รัฐประหาร เป็นบทเรียนประเทศไทย ต้องเรียนรู้-ไม่ควรเกิดซ้ำ

19 กันยายน 2569 เวลา 20:14 น.

วันที่ 19 กันยายน 2569 นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับครบรอบการรัฐประหาร 20 ปี 19 กันยายน 2549

โดยระบุว่า 20 ปี 19 กันยา รัฐประหารรัฐบาลจากการเลือกตั้ง

บทเรียนที่ประเทศไทยต้องเรียนรู้ จดจำและไม่ยอมให้เกิดการทำลายโอกาสของประเทศอีกต่อไป

ยี่สิบปี 19 กันยายน 2549 มีคำถามสำคัญที่ทิ้งให้คนไทยต้องจดจำ

ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลซึ่งถูกยึดอำนาจ ในวันนั้น ประเทศไทยได้ผ่านทั้งความขัดแย้ง ความสูญเสียโอกาสและผลกระทบที่ตามมาตลอดสองทศวรรษ บทเรียนสำคัญ ที่ผมได้บทสรุปของเหตุการณ์วันนั้น คือ การใช้อำนาจนอกระบบ มาทำลายกลไกและความต่อเนื่อง ของระบอบประชาธิปไตย ควรต้องถูกตั้งคำถาม และถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง จากคนในสังคมไทยใหม่อีกครั้ง รัฐประหารอาจเปลี่ยนรัฐบาล ได้ในคืนเดียว แต่กลับสร้างปัญหาใหม่ ที่ใหญ่กว่าเดิม และทำให้โอกาสของประชาชน ศักยภาพของประเทศสูญหายไปอย่างไม่อาจยอมรับได้

ยี่สิบปีที่ผ่านมา เราเห็น…การเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ และเปลี่ยนกติกาหลายครั้ง แต่ปัญหาและความขัดแย้ง ไม่ได้หมดไป

ขณะที่ประเทศสูญเสียทั้งเวลา ความต่อเนื่อง ความเชื่อมั่น และโอกาสของประชาชน นี่คือบทเรียนที่ผมคิดว่าประเทศไทยไม่ควรต้องเผชิญซ้ำอีก ประชาธิปไตยไม่ได้หมายความว่า “เสียงข้างมากมีอำนาจเบ็ดเสร็จ เด็ดขาดในการทำอะไรก็ได้” แต่ก็ต้องคำนึงถึงสิทธิของเสียงข้างน้อยและการยอมรับของประชาชน ประชาธิปไตยที่มั่นคงจึงต้องมีทั้ง รัฐบาลที่มาจากประชาชน และระบบตรวจสอบ ที่ประชาชนเชื่อถือ รัฐบาลทำผิด ต้องถูกตรวจสอบ นักการเมืองทุจริต ต้องถูกดำเนินคดี รัฐบาลล้มเหลว ต้องถูกเปลี่ยน พรรคการเมืองผิดคำสัญญา ต้องรับผิดชอบ

ทว่า ทั้งหมดต้องเกิดขึ้นภายใต้กฎหมายและกติกาประชาธิปไตย เพราะหัวใจของประชาธิปไตย ไม่ใช่การรับประกันว่าเราจะได้รัฐบาลที่ดีที่สุดทุกครั้ง แต่คือการมีระบบที่ทำให้ คนทำผิดถูกตรวจสอบได้ รัฐบาลที่ล้มเหลวถูกเปลี่ยนได้ และที่สำคัญประชาชนต้องเป็นผู้ตัดสินอนาคตของตนเอง

ผมยังเชื่ออีกว่า ประชาธิปไตยจะมั่นคงไม่ได้ หากประชาชนมองไม่เห็นความหมายของมันในชีวิตจริง ประชาธิปไตยต้องตอบคำถาม พื้นฐานให้ได้ว่า ประชาชนมีรายได้พออยู่หรือไม่ เกษตรกรมีอนาคตหรือไม่ คนตัวเล็กเข้าถึงการรักษาพยาบาลหรือไม่ ลูกหลานมีการศึกษา มีงาน และมีความหวังหรือไม่

นี่คือสิ่งที่ผมเรียกมาตลอดว่า “ประชาธิปไตยที่กินได้” ประชาธิปไตยจึงต้อง มีทั้งเสียงของประชาชน และมีการตรวจสอบการใช้อำนาจ มีรัฐบาลที่ทำงานได้ และมีกติกาที่ไม่มีใครอยู่เหนือกติกา เมื่อมองย้อนกลับไป 20 ปี ผมไม่อยากให้วันที่ 19 กันยายน เป็นเพียงวันแห่งการกล่าวโทษว่า ใครผิด ใครถูก ใครชนะ หรือใครแพ้ สิ่งที่มีคุณค่ากว่าคือการถามว่า เราจะทำอย่างไรให้ความผิดพลาดในอดีต กลายเป็นภูมิคุ้มกันของอนาคต ประเทศไทยควรมีระบบที่รัฐบาลถูกตรวจสอบได้โดยไม่ต้องล้มระบอบ มีความขัดแย้งได้โดยไม่ต้องฉีกกติกา และ เปลี่ยนรัฐบาลได้โดยไม่ต้องใช้อำนาจนอกระบบ เพราะท้ายที่สุด ถ้าประชาชนเลือกผิด ประชาชนต้องมีสิทธิเลือกใหม่ ถ้ารัฐบาลทำผิด ต้องถูกตรวจสอบและรับผิดชอบ การแก้ความผิดพลาด ไม่ควรแก้ด้วยการสร้างความผิดพลาดที่ใหญ่กว่า

ยี่สิบปีของ 19 กันยา จึงควรฝากบทเรียนไว้กับประเทศไทยว่า “อย่าแก้ปัญหาและความขัดแย้ง ด้วยการทำลายกติกาที่จะใช้แก้ปัญหา และความขัดแย้งนั้น” “ประชาธิปไตยอาจไม่ทำให้เราได้รัฐบาลที่ถูกใจทุกครั้ง แต่ต้องทำให้เรามีกติกาที่เปลี่ยนรัฐบาลได้โดยไม่ต้องทำลายประเทศ” เพราะประเทศอาจเปลี่ยนผู้มีอำนาจได้ในคืนเดียว แต่การฟื้นโอกาสและความเชื่อมั่น ให้กลับคืนมาอาจต้องใช้เวลา ทั้งชั่วชีวิตคน

ภูมิธรรม เวชยชัย

19 กันยายน 69

‘มท.2’ ให้ ผู้ว่าฯเดินหน้าสะสางปัญหาบ่อนเชียงใหม่ ลั่นอะไรทำไม่ได้ นอกเหนืออำนาจขอให้แจ้ง

19 กันยายน 2569 เวลา 19:30 น.

‘มท.2’ ให้ผู้ว่าฯเดินหน้าสางปัญหา ‘บ่อนเชียงใหม่’ ยันไม่ช้าแน่นอน รู้ผลโดยเร็ว ลั่นอะไรทำไม่ได้ เพราะนอกเหนืออำนาจ ส่วนกลางจะดำเนินการ

วันที่ 19 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายพลพีร์ สุวรรณฉวี  รมช.มหาดไทย เปิดปฏิบัติการ “ปราบเซียนนครพิงค์”โดยนำชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง บุกจับ 2 บ่อนพนันกลางเมือง จ.เชียงใหม่ เมื่อช่วงค่ำวันที่18ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งปรากฎว่าในขณะสอบปากคำคนดูแลบ่อนย่านศรีปิงเมือง มีนักการเมืองท้องถิ่น โทรเข้ามาหาคนดูแลบ่อน ทำให้ นายพลพีร์ โทรกลับไปหาและคุยกับนักการเมืองคนดังกล่าวด้วยตัวเอง

ล่าสุดนายพลพีร์ กล่าวถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับนักการเมืองท้องถิ่น ที่โทรเข้ามาหาคนดูแลบ่อน ในช่วงบุกจับบ่อนว่า ขั้นตอนแรก ทางรองอธิบดีกรมการปกครอง ที่ได้ไปร่วมจับบ่อน ได้ทำสำนวนถึงทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนที่ 2 ทางผู้ว่าราชการจังหวัด จะดำเนินการต่อภายในจังหวัด ถ้าตำแหน่งของเขา นอกเหนือจากอำนาจของจังหวัดแล้ว ทางกรมหรือทางส่วนกลาง หรือทางกระทรวงจะดำเนินการต่อไป

“ขอยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ช้าแน่นอน จะรู้ผลโดยเร็ว” รมช.มหาดไทย กล่าว