รมว.กต.ร่วมคณะนายกฯ ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 มุ่งรับมือวิกฤตโลก

รมว.กต.ร่วมคณะนายกฯ ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 มุ่งรับมือวิกฤตโลก

รมว.กต.ร่วมคณะนายกฯ ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 มุ่งรับมือวิกฤตโลก

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.24 น.

8 พฤษภาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ร่วมคณะผู้แทนไทย นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ทั้งแบบเต็มคณะและแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก “การนำทางอนาคตของเราไปด้วยกัน” (Navigating Our Future, Together) ที่เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ตามคำเชิญของ นายแฟร์ดีนันด์ โรมูอัลเดซ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน ปี 2569

ไทยได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ เกี่ยวกับแนวทางการรับมือกับผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการตอบสนองร่วมกันของอาเซียนในด้านพลังงาน อาหาร และความปลอดภัยของคนชาติอาเซียน เพื่อสร้างความเข้มแข็งต่อวิกฤติในอนาคต ตลอดจนหารือแนวทางการปรับตัวของอาเซียนให้ทันสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ในโอกาสนี้ ไทยได้เสนอ 3 แนวทางเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ (1) Regionalism – การส่งเสริมการบูรณาการของอาเซียนและการผสานผลประโยชน์แห่งชาติเข้ากับผลประโยชน์ของภูมิภาค (2) Resilience – การสร้างภูมิคุ้มกันต่อภัยคุกคามภายนอก และ (3) Relevance – การรักษาบทบาทนำในภูมิภาคและเวทีโลก และสร้างผลประโยชน์ที่จับต้องได้ให้กับประชาชนอาเซียน

อนุทิน ปิดจบสวย! ลั่นแจ้งยกเลิก MOU 44 ต่อหน้า ฮุนมาเนต ยันเกาะกูดของไทย 100%

อนุทิน ปิดจบสวย! ลั่นแจ้งยกเลิก MOU 44 ต่อหน้า ฮุนมาเนต ยันเกาะกูดของไทย 100%

อนุทิน ปิดจบสวย! ลั่นแจ้งยกเลิก MOU 44 ต่อหน้า ฮุนมาเนต ยันเกาะกูดของไทย 100%

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.02 น.

อนุทิน ปิดจบสวย! ลั่นแจ้งยกเลิก MOU 44 ต่อหน้า ฮุนมาเนต ยันเกาะกูดของไทย 100% เผยผู้นำเขมร โอดผิดหวัง เตรียมงัดแผน UNCLOS สู้ต่อ

เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “โดยปกติผมเป็นคนที่ทำงานใดๆแล้วไม่ประสงค์ที่จะต้องออกมาประโคมข่าวหรือสร้างความสำคัญให้กับตัวเองเพราะหน้าที่ในการเป็นนายกรัฐมนตรีก็คือต้องทำทุกอย่าง ทุกเรื่อง ทำยังไงก็ได้ที่ก่อให้เกิดคุณประโยชน์ต่อประเทศไทยและพี่น้องประชาชนของผม

ผมเดินทางมาร่วมประชุมผู้นำของอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ในขณะนี้และประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ซึ่งทำหน้าที่ประธานของที่ประชุมต้องการให้เกิดบรรยากาศการประชุมที่ดี จึงได้นัดให้ผมได้พบกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาก่อนการเปิดประชุมเพื่อลดความตึงเครียดเมื่อเย็นวานนี้ และไหนๆก็ได้พบกันแบบตัวเป็นๆแล้วผมจึงใช้โอกาสนี้แจ้งนายกรัฐมนตรีกัมพูชาโดยตรงเลยว่า รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจยกเลิก MOU 44 เป็นที่เรียบร้อยแล้วและนายกรัฐมนตรีกัมพูชาก็ได้รับทราบพร้อมกับกล่าวว่า ท่านผิดหวังต่อการที่รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจเช่นนี้ รัฐบาลกัมพูชาก็จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหันไปใช้แนวทางและกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ของอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทางทะเลหรือ UNCLOS ในการที่จะดำเนินการเรื่องข้อตกลงทางสิทธิประโยชน์ทางทะเลต่อไป ซึ่งการยึดถือหลักปฏิบัติตามอนุสัญญาดังกล่าวก็เป็นไปตามความต้องการของรัฐบาลไทยเพราะจากนี้ไป หากมีการพูดคุยใดๆ ทั้งสองประเทศก็จะยึดถือหลักการและข้อกำหนดเดียวกันเนื่องจากกัมพูชาก็พึ่งให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญานี้เมื่อต้นปี 2569 ที่ผ่านมา

สำหรับผม การได้แจ้งให้กัมพูชาได้รับทราบเรื่องการประกาศยกเลิก MOU 44 ของรัฐบาลไทยในการพบกันครั้งนี้ สามารถถือเป็นที่ประจักษ์ได้เลยว่า กัมพูชาได้รับทราบการตัดสินใจของฝ่ายไทยอย่างเป็นทางการแล้วและนอกเหนือจากนั้น กัมพูชายังได้แจ้งให้ฝ่ายไทยได้รับทราบถึงแนวทางการดำเนินการจากนี้ต่อไปของเขาด้วย และยังได้ประกาศในที่ประชุมใหญ่ของผู้นำชาติอาเซียนด้วย เป็นอันสิ้นสงสัยว่า กัมพูชาจะยอมรับการยกเลิก MOU 44 จากไทยหรือไม่

หากไม่ได้มีการพบกันในครั้งนี้ รัฐบาลไทยก็จะต้องทำการแจ้งเป็นหนังสือไปยังรัฐบาลกัมพูชาและกว่าจะจบกระบวนการได้ก็คงใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าครึ่งปี เมื่อไม่มี MOU 44 แล้ว ก็จะไม่มีเส้นที่ลากผ่านเกาะกูดให้เป็นที่เคลือบแคลงหรือกังวลต่อไปอีก พี่น้องประชาชนของผมสบายใจได้เลยว่า #เกาะกูดเป็นของประเทศไทยครับ

ส่วนประเด็นอื่นๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปักปันเขตแดน การเจรจาในระดับ JBC และ GBC ก็ยังคงดำเนินการต่อไปตามเดิมที่ทำกันอยู่แล้ว ทั้งสองฝ่ายได้มีการขอให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศได้พบปะและหารือกันมากขึ้น หากถึงจุดที่เหมาะสมก็ค่อยให้มีการยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตขึ้นมาเป็นขั้นๆเพราะตอนนี้เหลือแต่คนเฝ้าสถานทูต ไม่มีข้าราชการอยู่ทำงานนานแล้ว งานบริการคนไทยที่อยู่ที่นั่นก็ทำไม่ได้ ซึ่งก็จะได้จัดให้มีการหารือกันต่อไปจนกว่าจะบรรลุข้อตกลง มีการเห็นพ้องกันในเรื่องของการปราบปรามแก๊ง Call Center และ Scammer ว่าให้ฝ่ายตำรวจของทั้งสองประเทศร่วมมือกันดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดกับคนชั่วเหล่านี้ ผมก็ตอบตกลงเพราะประเทศและประชาชนไทยได้ประโยชน์ #เรื่องการเปิดด่านไม่มีการพูดถึง เรื่องความร่วมมืออื่นๆก็ยังไม่ได้มีการยกขึ้นมา ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกันว่าสันติภาพเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากให้เกิดขึ้น ผมก็แจ้งเขาว่าจะสร้างสันติภาพได้ ทั้งสองฝ่ายต้องมีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาร่วมกัน สร้างความมั่นใจให้เห็นกันจะๆ #หลีกเลี่ยงการใช้กำลังทางทหารต่อสู้กันให้มากที่สุด

ทั้งหมดที่พบกันก็มีเพียงแค่นี้ ผมเห็นมีการประโคมข่าวทางโซเชียลมีเดียอย่างมากมายและเป็นข่าวเท็จ ใช้จินตนาการนั่งเทียนเขียนเพื่อให้เกิดความแตกแยกและเกลียดชังทั้งที่ผมและรัฐมนตรีสีหศักดิ์ก็ได้แถลงข่าวโดยละเอียดไปแล้ว ผมขอยืนยันอีกครั้งว่า รัฐบาลจะดำเนินการทุกอย่างด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และยึดถือความรู้สึกของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ ไม่มีทางเป็นอื่นอย่างแน่นอนครับ ผมอยู่กับสถานการณ์นี้มาตั้งแต่ยังเป็นรองนายกและ มท 1 จนมาเป็นนายกรอบสองแล้ว ผมทราบดีว่าจะต้องทำอะไรและทำอย่างไรครับ ทุกขั้นตอนผมจะคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน และจะอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน ขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนมั่นใจในนายกของท่านคนนี้ในเรื่องนี้ได้เลยครับ แล้วพบกันที่กรุงเทพนะครับ กราบสวัสดีทุกท่านจากเมือง Cebu ฟิลิปปินส์ครับ”

นายกฯ พร้อมภริยา ร่วมงานงานเลี้ยงอาหารค่ำ ผู้นำอาเซียน ณ เมืองเซบู ฟิลิปปินส์

นายกฯ พร้อมภริยา ร่วมงานงานเลี้ยงอาหารค่ำ ผู้นำอาเซียน ณ เมืองเซบู ฟิลิปปินส์

นายกฯ พร้อมภริยา ร่วมงานงานเลี้ยงอาหารค่ำ ผู้นำอาเซียน ณ เมืองเซบู ฟิลิปปินส์

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.51 น.

8 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 18.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยภริยา เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ (Gala Dinner) เพื่อเป็นเกียรติแก่ประมุข และผู้นำรัฐบาลประเทศสมาชิกอาเซียนที่เข้าร่วมการประชุมฯ โดยประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพ ที่ห้องโถง 2 – 3 ศูนย์การประชุมมักตัน เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

ศุภชัย โต้ข่าวลือ! ยันร่าง พรบ.SEC ภูมิใจไทย ไร้คาสิโน

ศุภชัย โต้ข่าวลือ! ยันร่าง พรบ.SEC ภูมิใจไทย ไร้คาสิโน

ศุภชัย โต้ข่าวลือ! ยันร่าง พรบ.SEC ภูมิใจไทย ไร้คาสิโน

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.19 น.

8 พฤษภาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แถลงชี้แจงกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ยืนยันชัดเจน พรรคไม่เคยเสนอให้มีคาสิโนในโครงการแลนด์บริดจ์ ระบุร่างเดิมตกไปแล้วตามระเบียบสภาฯ พร้อมหนุนรัฐบาลเดินหน้าศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ ว่า ร่าง พ.ร.บ. SEC ที่พรรคภูมิใจไทย เสนอ มีการสอดแทรกเรื่องการจัดตั้งคาสิโน หรือ เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เข้าไปด้วยนั้น นายศุภชัย ระบุว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความเท็จและเป็นการใส่ร้ายป้ายสี

นายศุภชัย ชี้แจงว่า ในมาตรา 38 ของร่างฉบับดังกล่าว ได้กำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายไว้ 10 เรื่อง ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว และนวัตกรรม ได้แก่ เมืองอัจฉริยะและดิจิทัล การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและเชิงสุขภาพ เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ การแปรรูปอาหาร การแปรรูปยางพารา หุ่นยนต์ ศูนย์กลางทางการเงิน พลังงานสะอาด (Green Energy) นิคมอุตสาหกรรม ศูนย์กลางการขนส่งภาคใต้

“ยืนยันว่า ใน 10 รายการนี้ ไม่มีเรื่องคาสิโน แต่ยอมรับว่ามีร่างของพรรคการเมืองอื่นที่เสนอคาสิโนจริง ซึ่งไม่ใช่ของพรรคภูมิใจไทย ขออย่าสับสน” นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย ระบุถึงสถานะของกฎหมายฉบับนี้ว่า ตามรัฐธรรมนูญเมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่ รัฐบาลต้องยืนยันว่าจะนำร่าง พ.ร.บ.ที่ค้างอยู่มาพิจารณาต่อหรือไม่ ซึ่งล่าสุดรัฐบาลไม่ได้มีการยืนยันร่าง พ.ร.บ. SEC ฉบับเดิม (รวมถึงฉบับของพรรคภูมิใจไทย) ส่งผลให้ร่างกฎหมายดังกล่าวตกไป การจะนำมาโจมตีในขณะนี้จึงไม่มีผลในทางปฏิบัติ

สำหรับก้าวต่อไป นายศุภชัย ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาโครงการ SEC และแลนด์บริดจ์ มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ขั้นตอนหลังจากนี้ ศึกษาผลกระทบ มุ่งเน้นด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) และสุขภาพ (HIA) ของประชาชนในพื้นที่ ฟังเสียงรอบด้าน ให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้าร่วมพิจารณาข้อดี-ข้อเสีย เสนอ หากผลการศึกษาสรุปว่าพื้นที่มีศักยภาพ เหมาะสม และเป็นประโยชน์ แก้ไขผลกระทบต่างๆ ได้ พรรคภูมิใจไทยพร้อมสนับสนุนให้เดินหน้าออกกฎหมายใหม่ตามขั้นตอนต่อไป

ปลัด มท.ขานรับนายกฯ ลุยล้างบางต่างชาติผิดกฎหมาย ย้ำเด็ดขาด-ไม่มีละเว้น

ปลัด มท.ขานรับนายกฯ ลุยล้างบางต่างชาติผิดกฎหมาย ย้ำเด็ดขาด-ไม่มีละเว้น

ปลัด มท.ขานรับนายกฯ ลุยล้างบางต่างชาติผิดกฎหมาย ย้ำเด็ดขาด-ไม่มีละเว้น

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.10 น.

“ปลัด มท.”เผย”นายกฯ”กำชับ”ผู้ว่าฯ-ผู้การตำรวจ”ทั่วประเทศ เข้มบังคับใช้กฎหมาย หนุนเจ้าหน้าที่รัฐทุกส่วนทำหน้าที่ตามกฎหมาย หากพบการกระทำผิดไม่ว่าคนไทย-ต่างชาติ ต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด ไม่มีละเว้น

8 พฤษภาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยในระหว่างการปฏิบัติภารกิจสนับสนุนการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 (48th ASEAN Summit) ประจำปี 2026 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ถึงกรณีพบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในประเทศไทย และยังสร้างความรู้สึกไม่สบายใจของประชาชนในหลายพื้นที่ ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ติดตามกรณีดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายปกครอง หน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว ได้สร้างความรับรู้เข้าใจกับผู้ประกอบการ ตลอดจนนักท่องเที่ยวให้ทราบถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่ดีงามของคนไทย พร้อมได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด กำชับฝ่ายปกครอง และตำรวจ ทุกท้องที่ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น และดำเนินมาตรการป้องปรามการกระทำความผิด โดยหากพบการกระทำละเมิดกฎหมาย ให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาด ไม่มีละเว้น

“ทุกอย่างมีกฎหมายกำกับอยู่แล้ว ทุกคนจะทำผิดกฎหมายไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ ยิ่งเป็นชาวต่างชาติ เมื่อเข้ามาในไทยแล้วจะมาสร้างอิทธิพล ทำในสิ่งผิดกฎหมาย ข่มเหงรังแกเจ้าของประเทศ หรือกระทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีหรือวัฒนธรรมประเพณีของประเทศไทยไม่ได้ และไม่มีใครเส้นใหญ่มาเคลียร์ เพราะกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยงานทุกระดับไม่รับเคลียร์” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังได้รับรายงานว่าที่ จ.สุราษฎร์ธานี นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ดำเนินการกรณีชาวอิสราเอลเดินทางเข้ามาพักอาศัยระยะยาวในพื้นที่เกาะพะงัน เกาะสมุย และเกาะเต่า ใช้วีซ่านักท่องเที่ยวเข้ามาประกอบอาชีพ รวมถึงมีพฤติกรรมและกิจกรรมบางประการที่ไม่เหมาะสม โดยตรวจสอบและปราบปรามการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี พร้อมร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จัดหางานจังหวัด ดำเนินมาตรการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ขณะที่ จ.ภูเก็ต นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคง และผู้ประกอบการสร้างความรับรู้เข้าใจกับนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งดำเนินมาตรการ “ไม่ยอมผ่อนปรน (Zero Tolerance)” โดยบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง หากพบผู้กระทำผิดจะถูกลงโทษในอัตราสูงสุด ในกรณีการกระทำผิดร้ายแรง เจ้าหน้าที่จะดำเนินการเพิกถอนสิทธิการพำนักในราชอาณาจักรทันที และกรณีการขับขี่ยานพาหนะโดยไม่มีใบอนุญาตจะถูกส่งฟ้องศาลโดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมยืนยัน ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เปิดกว้าง แต่ต้องมาพร้อมกับการเคารพวัฒนธรรมและสิทธิของผู้อื่น

ไทย-สิงคโปร์ หารือทวิภาคี เห็นพ้องร่วมกันเสริมความแข็งแกร่ง สร้างจุดแข็งอาเซียน

ไทย-สิงคโปร์ หารือทวิภาคี เห็นพ้องร่วมกันเสริมความแข็งแกร่ง สร้างจุดแข็งอาเซียน

ไทย-สิงคโปร์ หารือทวิภาคี เห็นพ้องร่วมกันเสริมความแข็งแกร่ง สร้างจุดแข็งอาเซียน

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.56 น.

ไทย-สิงคโปร์ หารือทวิภาคี เห็นพ้องร่วมกันเสริมความแข็งแกร่ง มากกว่ามองฐานะคู่แข่ง สร้างจุดแข็งอาเซียน ยกระดับอำนาจต่อรองภูมิภาคอื่นของโลก

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.15 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ที่ห้อง 5081 โรงแรม Shangri-La Mactan เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือทวิภาคีกับ นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 (ASEAN Summit)

ทั้งนี้ บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างกันเอง โดยนายกฯ กล่าวถึงแนวคิด “Synergise Our Strength” โดยเห็นว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนควรร่วมกันมองหาโอกาสและเสริมสร้างความแข็งแกร่งร่วมกัน มากกว่ามองกันเองในฐานะคู่แข่งขัน พร้อมเสนอให้อาเซียนใช้จุดแข็งของภูมิภาคในการยกระดับอำนาจต่อรองกับภูมิภาคอื่นของโลก แม้แต่ละประเทศจะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่เมื่อรวมกันแล้ว อาเซียนถือเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง และเป็นฐานการผลิตสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลกของสินค้าหลายประเภท จึงควรผลักดันให้อาเซียนมีบทบาทและเสียงที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้นบนเวทีระหว่างประเทศ

ด้าน นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เห็นพ้องกับข้อเสนอของไทยอย่างยิ่ง และยืนยันพร้อมสนับสนุนความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนในทุกมิติ

ในด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายยืนยันสนับสนุนการผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ตลอดจนความร่วมมือด้านพลังงานในกรอบอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการเชื่อมโยงด้านพลังงานของภูมิภาคในระยะยาว

อนุทิน-อันวาร์ หารือชื่นมื่น! ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานชายแดน-สันติสุขภาคใต้

อนุทิน-อันวาร์ หารือชื่นมื่น! ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานชายแดน-สันติสุขภาคใต้

อนุทิน-อันวาร์ หารือชื่นมื่น! ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานชายแดน-สันติสุขภาคใต้

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.23 น.

นายกฯไทย-มาเลเซีย หารือใกล้ชิด เดินหน้าความร่วมมือรอบด้าน ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานชายแดน-สันติสุขภาคใต้ ยกระดับความเชื่อมโยงไทย-มาเลเซีย บนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของสองผู้นำ

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.45 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ที่โรงแรม Shangri-La Mactan เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการหารือระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับ ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยทั้งสองฝ่ายได้หารืออย่างเป็นกันเองและใกล้ชิด เพื่อกระชับความร่วมมือทวิภาคี และผลักดันประเด็นสำคัญร่วมกันอย่างรอบด้าน สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ

นายกฯ ได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ไทย-มาเลเซียในปัจจุบันที่อยู่ในระดับดีมาก ทั้งสองฝ่ายมีความใกล้ชิด คุ้นเคย และสามารถประสานงานกันได้อย่างราบรื่น ความร่วมมือระหว่างกันมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยแทบไม่มีประเด็นค้างคา เนื่องจากผู้นำทั้งสองมีความสนิทสนมกันเป็นอย่างดี พร้อมกล่าวถึงการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ซึ่งเดิมมีกำหนดเมื่อปลายปีที่ผ่านมาแต่ต้องเลื่อนออกไป โดยนายกรัฐมนตรียืนยันความพร้อมที่จะเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการภายในปีนี้ และกล่าวด้วยว่าอยากมีโอกาสทำความรู้จักประเทศมาเลเซียให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

โอกาสนี้ ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นความร่วมมือสำคัญระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะการเร่งผลักดันการพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกัน ทั้งการเปิดถนนเชื่อมด่านศุลกากรสะเดา-บูกิตกายูฮิตัม จ.สงขลา และโครงการสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลก แห่งที่ 2 จ.นราธิวาส เพื่อให้สามารถเริ่มก่อสร้างได้ภายในปีนี้ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการค้า การเดินทาง และการไปมาหาสู่กันของประชาชนทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ในด้านความมั่นคงและสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายกฯ ได้แจ้งให้ฝ่ายมาเลเซียทราบว่า รัฐบาลไทยได้แต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขชุดใหม่ ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ในประเด็นดังกล่าวเป็นอย่างดี พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ของรัฐบาลไทยในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี โดยทั้งสองประเทศเห็นพ้องกันว่าความสงบสุขและเสถียรภาพในพื้นที่ จะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกันในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งสร้างความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ผ่านการส่งเสริมการเดินทางและกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวระหว่างกัน รวมถึงการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค

ทั้งนี้ การหารือครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยกับมาเลเซียในระดับรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความคุ้นเคยและความไว้วางใจระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ที่พร้อมร่วมกันผลักดันความร่วมมือเชิงรูปธรรม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ และการเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่ชายแดน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

ณัฏฐ์ชนน ลั่น!หยุดบิดเบือนแลนด์บริดจ์ ขู่ใครใส่ร้ายภูมิใจไทย เจอจัดการทางกฎหมายแน่

ณัฏฐ์ชนน ลั่น!หยุดบิดเบือนแลนด์บริดจ์ ขู่ใครใส่ร้ายภูมิใจไทย เจอจัดการทางกฎหมายแน่

ณัฏฐ์ชนน ลั่น!หยุดบิดเบือนแลนด์บริดจ์ ขู่ใครใส่ร้ายภูมิใจไทย เจอจัดการทางกฎหมายแน่

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.38 น.

“ณัฏฐ์ชนน”ลั่น!หยุดบิดเบือนใส่ร้าย ซุก”คาสิโน”ใน”แลนด์บริดจ์” ลามปม”ต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี” ชี้รัฐบาลกำลังศึกษาทุกมิติ ฟังเสียงคนในพื้นที่ เตือนใครใส่ร้าย”ภูมิใจไทย”เจอจัดการทางกฎหมายแน่

8 พฤษภาคม 2569 นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา โฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงการบิดเบือนโจมตีโครงการแลนด์บริดจ์ จะมีการนำธุรกิจคาสิโนเข้าไปร่วมด้วย ว่า เป็นการบิดเบือน ให้ร้ายรัฐบาลปัจจุบันซุกคาสิโนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ โดยนำร่างกฎหมายเก่าที่เสนอโดยร่างของ นายนพดล แก้วสุพัฒน์ พรรคพลังท้องถิ่นไทย เสนอตั้งแต่ ชุดที่ 25 สองสมัยที่แล้ว ซึ่งร่างนี้ตกไปตั้งแต่ 2 สมัยที่ผ่านมาแล้ว

นายณัฏฐ์ชนน กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ของพรรคภูมิใจไทย ใช้ร่าง พ.ร.บ.EEC เป็นต้นแบบ แต่นำมาปรับให้เข้ากับบริบท พื้นที่ และศักยภาพของภาคใต้ แต่ไม่มีการกำหนดเรื่องคาสิโน กับเช่าที่ดิน 99 ปี

โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยเสนอกฎหมายด้วยเจตนาที่ดีต่อการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ แต่ร่าง พ.ร.บ.ตกไปแล้ว เพราะนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นไม่รับรอง และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาไทย ได้ตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์แล้ว หากผลการศึกษาเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์อย่างคุ้มค่า และประชาชนในพื้นที่ไม่ต้องการ โครงการก็คงไม่เกิดขึ้น การพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ ตามกรอบความคิดระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ก็คงไม่เกิดขึ้นเช่นกัน ขอให้เป็นการตัดสินใจของพี่น้องประชาชนภาคใต้

“หากใครยังใส่ร้าย กล่าวหาพรรคภูมิใจไทยด้วยความเท็จ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ทำให้พรรคภูมิใจไทยเสียหาย จะใช้สิทธิทางกฎหมายต่อไป” นายณัฏฐ์ชนน กล่าว

ภราดร ข้องใจ กรณ์ แกล้งไขสือตีกิน พรก.กู้เงิน ยันทำตาม รธน.-ปรึกษาทุกหน่วยงานแล้ว

ภราดร ข้องใจ กรณ์ แกล้งไขสือตีกิน พรก.กู้เงิน ยันทำตาม รธน.-ปรึกษาทุกหน่วยงานแล้ว

ภราดร ข้องใจ กรณ์ แกล้งไขสือตีกิน พรก.กู้เงิน ยันทำตาม รธน.-ปรึกษาทุกหน่วยงานแล้ว

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.27 น.

8 พฤษภาคม 2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เรียนพี่กรณ์ที่เคารพ

ไม่รู้พี่ไม่รู้จริงๆหรือแค่แกล้งไขสือ ตีกินมั่วๆ การออกพรก.เงินกู้400,000 ล้านบาท ไม่ได้มีส่วนใดๆเกี่ยวข้องกับนโยบายการหาเสียงของพรรค

การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเกิดขึ้นช่วงเดือนมกราคม และเลือกตั้งเมื่อ 8กุมภาพันธ์ ก่อนเกิดเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง ที่เกิดเมื่อปลายเดือนมีนาคม ถึง2เดือน พรรคภูมิใจไทยจะไปรู้เหรอครับว่าจะมีสงคราม พวกผมไม่ใช่นอสตาดามุส ปัดโธ่พี่เอ้ยยย

ส่วนพรก.กู้เงิน พวกผมยืนยันว่าเหตุการณ์ฉุกเฉิน จำเป็น เร่งด่วน ตามรธน. ม.172 โดยนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกเศรษฐกิจ มิได้เป็นผู้ตัดสินใจเพียงลำพัง ได้มีการปรึกษาทั้งสภาพัฒน์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง

หรือแม้แต่กฤษฎีกา ทั้งหลายเห็นตรงกันว่าจำเป็น เห็นจะมีเพียงพี่กรณ์เท่านั้นที่รัฐบาลไม่ได้ไปถามความเห็น เพราะไม่รู้จะไปถามในฐานะอะไร???

การออกพรก.ครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ที่รัฐไทยจะดำเนินการ นี่เป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหารที่จะสามารถหยิบมาใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้

สมัยท่านเองก็เคยกู้ถึง400,000ล้าน เช่นกัน แม้ดูเหมือนว่าตัวเลขจะเท่ากันเป๊ะๆ #แต่ ห่างกันเกือบ20ปี

ปี2552 งบประมาณประเทศปีละ2ล้านล้าน

ปี2569 งบประมาณประเทศเกือบ 4ล้านล้าน

เทียบสัดส่วนแล้ว สมัยท่านกู้ 21% ของงบประมาณ สมัยนี้ 10%

ส่วนไส้ในรายละเอียดโครงการภายใต้ไทยเข้มแข็ง อย่าต้องให้ฟื้นฝอยกันเลย ไปทำอะไร ดำเนินการแบบไหน ผลสัมฤทธิ์เป็นอย่างไร พี่จำได้ดีอยู่ พี่อย่าเอาบาดแผลที่เคยผิดพลาดมาเป็นไม้บรรทัดวัดว่าคนอื่นจะผิดพลาดแบบพี่เลยครับ

ด้วยความเคารพ
ภราดร ปริศนานันทกุล

ดร.โจ ประเดิมสนาม กทม. บอกเสียงตอบรับดี มั่นใจกวาด ส.ก.ส้ม ครบ 50 เขต

ดร.โจ ประเดิมสนาม กทม. บอกเสียงตอบรับดี มั่นใจกวาด ส.ก.ส้ม ครบ 50 เขต

ดร.โจ ประเดิมสนาม กทม. บอกเสียงตอบรับดี มั่นใจกวาด ส.ก.ส้ม ครบ 50 เขต

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.15 น.

“ดร.โจ”ประเดิมสนามเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ลงพื้นที่ย่านบางรัก รับฟังเสียงสะท้อนคนเมือง บอกเสียงตอบรับดี มั่นใจกวาด ส.ก.ส้ม ครบ 50 เขต เพื่อทำงานสอดประสาน สส.แบบไร้รอยต่อ

8 พฤษภาคม 2569 ที่ตลาดตลาด ITF นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วย นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.พรรคประชาชน และ น.ส.วนัสญาย์ สิริเหมะเวคิน ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตบางรัก พรรคประชาชน ลงพื้นที่พบปะประชาชนในเขตพื้นที่เขตบางรัก เพื่อพบปะพูดคุยกับประชาชน พ่อค้า แม่ค้า ก่อนจะเดินเท้าไปยังตลาดละลายทรัพย์ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูปด้วย และนายชัยวัฒน์ได้เข้าไปแนะนำตัวกับประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยรวมถึงพ่อค้าแม่ค้า

โดยช่วงหนึ่งได้มีพ่อค้าร้านกางเกง บอกว่า อาศัยอยู่ฝั่งธนฯ ได้สะท้อนปัญหาทางเท้าและฝาท่อ ย่านซอยจรัญสนิทวงศ์ 13 ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขหลังร้องเรียนไปหลายครั้งแล้ว โดยหวังว่าหากได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่ากรุงเทพมหานคร จะดำเนินการแก้ไขในจุดนี้ให้ รวมถึงสะท้อนปัญหาภาวะทางเศรษฐกิจ และบอกว่าไม่ว่าพรรคการเมืองใหญ่หรือพรรคการเมืองเล็ก พอเวลาหาเสียงบอกทำได้ พอเวลาหาเสียงเสร็จก็ทำไม่ได้ รัฐบาลรวย ประชาชนจน รวยไม่ไหวแล้ว โดยนายชัยวัฒน์ได้รับเรื่อง และโทรศัพท์หา น.ส.ปวิตรา จิตตกิจ สส.กทม.พรรคประชาชน สส.ในพื้นที่ เพื่อประสานงานและติดตามเรื่องให้ทันที

นายชัยวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลของการเลือกลงพื้นที่สีลมเป็นครั้งแรก ว่า อยากสะท้อนชีวิตคนเมืองในกรุงเทพฯ อยากลงพื้นที่ในช่วงกลางวันคิดว่าบริเวณนี้เป็นจุดที่จะสะท้อนชีวิตคนเมืองได้ดี ซึ่งเมื่อมาลงพื้นที่ก็ได้พบกับประชาชนที่เป็นชาวออฟฟิศ พ่อค้าแม่ค้า ก็ได้มุมมองและแง่คิดอะไรหลายอย่าง

เมื่อถามถึงกรณีได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนแล้วมีการโทรสอบถาม สส.ในพื้นที่นั้น นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เป็นการร้องเรียนเรื่องการใช้สวัสดิการสิทธิการซ่อมบ้านผู้สูงอายุของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยประชาชนคนดังกล่าวได้มีการร้องเรียนไปยัง สส.เขตของพรรคประชาชน ตนจึงได้โทรไปสอบถามว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร ก็ทราบว่ามีการไปติดตามเรื่องราวจาก พม.แล้ว แต่ไม่เข้าเงื่อนไขที่ทางกระทรวง พม.กำหนดจึงไม่สามารถมาซ่อมบ้านให้ได้ ซึ่งจะต้องมีการชี้แจงให้ทราบถึงรายละเอียดต่อไป

เมื่อถามว่า การตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การตอบรับถือว่าเป็นที่น่าพอใจ ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้ที่มาใช้บริการตลาด จากพ่อค้าแม่ค้า สำหรับประเด็นที่อยากจะพัฒนาภายหลังจากที่รับฟังแสงสะท้อนจากประชาชนมามี 2 เรื่องหลักๆ คือ 1.ค่าครองชีพ เพราะค่าครองชีพใน กทม.ค่อนข้างสูงและโชคดีที่ตลาดนี้ขายอาหารในราคาที่ไม่แพง ซึ่งพรรคประชาชนมีนโยบายที่ กทม.จะสนับสนุนสร้างพื้นที่ขายอาหาร เช่น ฟู้ดคอร์ด หรือตลาดขายอาหารในราคาที่ไม่แพง เราสามารถใช้กลไกภาษีที่ดินต่างๆ ในการสนับสนุนเพื่อทำให้คนกรุงเทพฯ สามารถเข้าถึงอาหารที่ราคาถูกและลดค่าครองชีพลงได้

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า 2.การเดินทางที่ประสบความลำบาก เวลาเดินเท้าก็อาจจะมีการสะดุดท่อ ถนนไม่เรียบ ทางเดินเท้าไม่เรียบ เรื่องของการเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะก็ค่อนข้างลำบาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้รับฟังเสียงสะท้อนมาจากคนออฟฟิศซึ่งเป็นคนชั้นกลางและเป็นคนส่วนใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯ

เมื่อถามว่า มีความมั่นใจมากน้อยแค่ไหนกับคู่แข่ง อย่าง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เราตระหนักดีว่าสนามนี้ไม่ใช่สนามที่ง่าย แต่เมื่อเราลงแข่งเราก็คาดหวังที่จะชนะอยู่แล้ว และตนไม่ได้มาแค่คนเดียว ตนมากับ ส.ก. 50 เขต และมีทีมบริหารที่เป็นที่น่ายอมรับในแต่ละสาขา นอกจากนี้ ยังมีพรรคประชาชนทั้งพรรคเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง มี สส.อีก 120 คน ที่จะคอยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ทำให้มั่นใจว่าเราสามารถที่จะหยิบยื่นข้อเสนอที่ดีกว่า วาดอนาคตให้กับคนกรุงเทพฯ เพื่อชีวิตของคนกรุงเทพฯ ที่ดีกว่าเดิม

เมื่อถามว่า ตั้งเป้า ส.ก.ไว้เท่าไหร่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า “หากถามผม เรากวาด สส.มา 33 เขตทั่วกรุงเทพฯ ส้มทั้งจังหวัดแล้ว จะดีหรือไม่หากเราสามารถกวาด ส.ก.ส้ม ได้อีกทั้งจังหวัดเช่นเดียวกัน สำหรับผมอยากตั้งเป้าหมายไว้สูง”

เมื่อถามว่า มีหลายคนมองว่าการเลือกตั้งใหญ่กับท้องถิ่นไม่เหมือนกัน ครั้งที่แล้วแม้ว่าพรรคก้าวไกลในขณะจะชนะและได้ สส.มา 32 เขต แต่ ส.ก.ยังถือว่าน้อยอยู่ ครั้งนี้จะมีอะไรมาเป็นจุดเด่นหรือดึงดูดคนกรุงเทพฯ เลือก ส.ก.ของพรรคประชาชน นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การเตรียมตัวในการทำท้องถิ่น กทม.คือการเตรียม ส.ก.เรามีการทำงานอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด เมื่อเทียบกับปี 2565 ครั้งนี้ถือว่าดีกว่ามาก ซึ่งตนมีส่วนร่วมอยู่ในกระบวนการคัดเลือกบุคลากรมาทำงานท้องถิ่นตลอดตั้งแต่ ปี 2567 ฉะนั้น เรื่องความพร้อมและการเตรียมตัว ส.ก.บางคนก็ได้มีการลงพื้นที่มาเป็นปีๆ แล้ว ย้ำว่าครั้งนี้เรามีความพร้อมมากกว่าปี 2565 แน่นอน

ถามว่า หากได้ ส.ก.มาคู่กับ สส.ก็จะมีการทำงานประสานกันใช่หรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ใช่ หากได้ทั้ง ส.ก.รวมกับ สส.ที่เรามีอยู่แล้ว 33 เขต ก็จะยิ่งทำให้การทำงานสอดประสานกันในกรุงเทพฯ เป็นไปได้อย่างราบรื่นไร้รอยต่อ

ถามต่อว่า หากได้เป็นผู้ว่าฯ เป็นเมืองหลวงของประเทศ หลายงานต้องทำงานสอดประสานกับรัฐบาลในตอนนี้ จะไม่ทำให้การงานสะดุด หรือมีอุปสรรคใช่หรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ไม่สะดุด เรายึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง คิดว่าหากทุกคนทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน การประสานงานหรือทำงานร่วมกัน เราไม่ได้มีความขัดแย้งกันในส่วนนั้นอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายชัยวัฒน์ กำลังให้สัมภาษณ์อยู่นั้น มีรถหาเสียงของ นายวิพุธ ศรีวะอุไร หรือ ส.ก.ไม้ เขตบางรัก ขับผ่านและมีการประกาศ ว่า “ส.ก.ไม้ ยังทำงานให้พี่น้องคนบางรักได้อยู่” โดยเมื่อเวลา 10.30 น.ที่ผ่านมา นายวิพุธ ได้ลงพื้นที่ที่ตลาด ITF ก่อนที่นายชัยวัฒน์ จะมาประมาณ 1 ชั่วโมง