อนุทิน หารือนายกฯเวียดนาม เร่งดันการค้าแตะ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อนุทิน หารือนายกฯเวียดนาม เร่งดันการค้าแตะ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อนุทิน หารือนายกฯเวียดนาม เร่งดันการค้าแตะ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.47 น.

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ที่โรงแรม Shangri-La Mactan เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือทวิภาคีกับ นายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 (ASEAN Summit)

นายกฯ แสดงความยินดีต่อนายกฯ เวียดนาม ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง และย้ำว่า เวียดนามเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดและถือเป็นพันธมิตรที่สำคัญของไทย

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันในประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1.ด้านเศรษฐกิจ นายกฯ กล่าวว่า นักลงทุนทั่วโลกกำลังให้ความสนใจภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะแหล่งลงทุนที่มีเสถียรภาพและปลอดภัย ท่ามกลางวิกฤตในหลายภูมิภาคของโลก พร้อมเห็นว่า การกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนาม จะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถดึงดูดการลงทุนและเติบโตไปด้วยกันได้มากยิ่งขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเร่งขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมาย 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

2.ด้านการลงทุน นายกฯ ขอให้เวียดนามสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของไทยในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง พร้อมเชิญชวนเวียดนามลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น รวมถึงแผนการลงทุนของสายการบิน VietJet ในโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินของไทย

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านให้แล้วเสร็จในช่วงการเยือนประเทศไทย ของ ประธานาธิบดีโต เลิม เพื่อเสริมสร้างการเกื้อกูลระหว่างเศรษฐกิจของสองประเทศ

3.ด้านความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ในฐานะหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านและประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของอนุภูมิภาค ไทยและเวียดนามควรมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาในภูมิภาค โดยทั้งสองฝ่ายเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศหารือร่วมกัน เพื่อกำหนดแนวทางส่งเสริมการพัฒนาและความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่อไป

ดันไข่มุกอันดามันสู่ระดับโลก! กมธ.สว.ชงรัฐปั้นภูเก็ต-พังงา-กระบี่ ฮับเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวอาเซียน

ดันไข่มุกอันดามันสู่ระดับโลก! กมธ.สว.ชงรัฐปั้นภูเก็ต-พังงา-กระบี่ ฮับเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวอาเซียน

ดันไข่มุกอันดามันสู่ระดับโลก! กมธ.สว.ชงรัฐปั้นภูเก็ต-พังงา-กระบี่ ฮับเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวอาเซียน

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.07 น.

ดันไข่มุกอันดามันสู่ระดับโลก! “กมธ.สว.”ชงรัฐปั้น”ภูเก็ต-พังงา-กระบี่” เป็นฮับเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวอาเซียน มั่นใจศักยภาพทะเลไทยว้าวระดับโลก หวังสร้างเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง ประชาชนกินดีอยู่ดียั่งยืน

8 พฤษภาคม 2569 นายชวภณ วัธนเวคิน สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวว่า คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ได้ลงพื้นที่ จ.พังงา และ จ.ภูเก็ต ระหว่าง ระหว่างวันที่ 7 – 9 พฤษภาคม 2568 เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อวุฒิสภาและรัฐบาล โดยมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันกลุ่มจังหวัดอันดามันให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคมนาคมขนส่งในระดับภูมิภาคอาเซียน

นายชวภณ กล่าวต่อว่า จ.พังงา และ จ.ภูเก็ต มีศักยภาพสูงในการดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวคุณภาพ หากโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ สองจังหวัดนี้คือประตูสำคัญของไทยสู่อาเซียนด้านอันดามัน หากเราลงทุนอย่างถูกทิศทาง จะเกิดผลทวีคูณต่อทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการฯ ได้รับฟังบรรยายสรุปจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ศาลากลางจังหวัดพังงา ครอบคลุมประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาพรวมการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทางบก ทางเรือ และทางอากาศ รวมถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

รองประธาน กมธ.ต่างประเทศ กล่าวด้วยว่า คณะฯ ได้เดินทางไปรับฟังบรรยายสรุปจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา ในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว การจัดการทรัพยากรของจังหวัด และการท่องเที่ยวโดยชุมชนและแรงงานชุมชน นอกจากนี้ ยังเดินทางไปยังเกาะปันหยี เพื่อรับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับแนวทางพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน และเยี่ยมชมพื้นที่

นายชิบ จิตนิยม สว.ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา คนที่ห้า เสนอให้ยกระดับรูปแบบการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดอันดามันให้ทัดเทียมระดับโลก โดยยกตัวอย่างการท่องเที่ยวด้วยเฮลิคอปเตอร์และเรือยอร์ชที่เกาะไหหลำของจีน ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มบนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายชิบ ยกตัวอย่างโมเดลจากเวียดนาม โดยชี้ว่า ฮาลองเบย์ (Ha Long Bay) คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะเวียดนามนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่แล้วมาออกแบบเป็นประสบการณ์ล่องเรือชมอ่าวจนกลายเป็นสินค้าท่องเที่ยวระดับโลก และยิ่งน่าสนใจเมื่อมองลึกเข้าไปในแผ่นดินที่จังหวัดนิญบิ่ญ (Ninh Binh) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ฮาลองบก” (Inland Ha Long Bay) ซึ่งชาวเรือท้องถิ่นพายเรือด้วยเท้าแทนมือ จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องการมาสัมผัสด้วยตัวเอง

“ทะเลอันดามันของเราสวยงามไม่แพ้กัน แต่คำถามคือเรากล้าออกแบบประสบการณ์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวต้องมาหาเราหรือยัง เราต้องกล้าคิดใหม่ว่าการท่องเที่ยวระดับพรีเมียมคืออะไร และออกแบบประสบการณ์ที่คู่แข่งในภูมิภาคยังทำไม่ได้” นายชิบ กล่าว

นายชิบ เสนอให้จัด กระบี่ , พังงา และ ภูเก็ต อยู่ในคลัสเตอร์การท่องเที่ยวเดียวกัน เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรและส่งเสริมการตลาดร่วมกันอย่างมีเอกภาพ แทนที่จะพัฒนาแบบแยกส่วนเหมือนที่ผ่านมา เป้าหมายของเราชัดเจนคือให้กลุ่มจังหวัดอันดามันก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางระดับอาเซียนอย่างมีรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืน ไม่ใช่แค่การพัฒนาระยะสั้นเพื่อตัวเลข แต่ต้องเป็นการเติบโตที่คนในพื้นที่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ซึ่งข้อมูลและข้อสังเกตทั้งหมดจากการลงพื้นที่ครั้งนี้จะถูกรวบรวมสังเคราะห์เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อนำเสนอต่อวุฒิสภาและรัฐบาลต่อไป

ด้าน รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ สว.ในฐานะกรรมาธิการการต่างประเทศ ตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ว่า หากอันดามันมุ่งเน้นการท่องเที่ยวเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจ การศึกษาในพื้นที่สามารถผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานท้องถิ่นได้จริงหรือไม่ โดยชี้ว่าประเทศไทยผลิตบัณฑิตแบบเดียวกันทั้งประเทศ โดยไม่คำนึงถึงบริบทและความต้องการเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ส่งผลให้แรงงานในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างอันดามันขาดทักษะที่ภาคเอกชนต้องการจริง

รศ.แล ยังอภิปรายถึงมิติสำคัญของการทำให้ธรรมชาติเป็นสินค้า โดยระบุว่าสินค้าท่องเที่ยวต้องมีความหลากหลาย ต้องเปลี่ยนแปลง และแข่งขันได้ พร้อมยกตัวอย่างซาปา (Sapa) ประเทศเวียดนาม ที่ใช้กระเช้าไฟฟ้าเชื่อมภูเขาสู่ภูเขา เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวทั้งชมนาขั้นบันได เยี่ยมชุมชนชาวม้ง (Hmong) และขึ้นยอดเขาฟานซิปัน (Fansipan) ยอดเขาสูงที่สุดในอินโดจีนสูง 3,143 เมตร ซึ่งเป็นการสร้างสินค้าใหม่จากทรัพยากรเดิม

“สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาสมดุล อุทยานธรรมชาติไม่ใช่แค่พื้นที่อนุรักษ์ แต่ต้องขายได้ด้วย และขายในแบบที่ไม่ทำลายต้นทุนเดิม เพราะในโลกวันนี้ธรรมชาติไม่ได้เป็นแค่ธรรมชาติอีกต่อไป มันกลายเป็นสินค้าไปแล้ว” รศ.แล กล่าว

ขณะที่ นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สว.ในฐานะ กมธ.การต่างประเทศ หยิบยกประเด็นปัญหาขยะในพื้นที่ท่องเที่ยว ตั้งคำถามถึงทัศนคติของประชาชนในพื้นที่ต่อมาตรการจัดการขยะของภาครัฐ และมีการต่อต้านจากชุมชนหรือไม่ นอกจากนี้ ยังหยิบยกปัญหากลิ่นกัญชาในพื้นที่ท่องเที่ยวของภูเก็ต ซึ่งกำลังส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม โดยระบุว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มบนหลีกเลี่ยงภูเก็ต และตั้งคำถามว่าพังงามีปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้หรือไม่

ด้าน นายสราวุฒิ ธนาเจริญสกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา กล่าวว่า จ.พังงา มุ่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาสังคมให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่อย่างแท้จริง พร้อมวางตำแหน่งจังหวัดให้เป็นจุดเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์และดิจิทัลของฝั่งอันดามัน ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ทั้ง Wellness Tourism การท่องเที่ยวชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศและวิถีชีวิตท้องถิ่น

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ดูงานของคณะกรรมาธิการการต่างประเทศฯ ในครั้งนี้ มีการหยิบยกประเด็นน่าเป็นห่วงว่าไทยกำลังถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าในด้านการพัฒนาการท่องเที่ยว โดยอ้างถึงเสียงสะท้อนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาไทยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และกลับมาวันนี้ก็ยังพบบริการและประสบการณ์แบบเดิม ไม่มีการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงใดให้เห็น สะท้อนให้เห็นว่านโยบายการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ผ่านมาอาจยังไม่เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง และรัฐบาลจำเป็นต้องทบทวนการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนอย่างจริงจัง

– 006

ปราชญ์สามสี ชมหมอวรงค์ แหกสวัสดิการ สส. เบิกค่าเรียนลูก รร.อินเตอร์ ขณะปชช.ดิ้นรนส่งลูกเรียน

ปราชญ์สามสี ชมหมอวรงค์ แหกสวัสดิการ สส. เบิกค่าเรียนลูก รร.อินเตอร์ ขณะปชช.ดิ้นรนส่งลูกเรียน

ปราชญ์สามสี ชมหมอวรงค์ แหกสวัสดิการ สส. เบิกค่าเรียนลูก รร.อินเตอร์ ขณะปชช.ดิ้นรนส่งลูกเรียน

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

ปราชญ์สามสี ชมหมอวรงค์ แหกสวัสดิการ สส. เบิกค่าเรียนลูก รร.อินเตอร์ ขณะปชช.ดิ้นรนส่งลูกเรียน ถามเหมาะสมหรือไม่

เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2569 เพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์สามสี” ได้โพสต์ภาพ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ที่มีข้อความบนภาพเปิดประเด็นเรื่อง “ลูก สส. เบิกค่าเรียนโรงเรียนอินเตอร์? สังคมตั้งคำถามเรื่องความเหมาะสม และสิทธิ์การเบิกค่าใช้จ่ายตามระเบียบ” พร้อมระบุข้อความบนเฟซบุ๊ก ว่า “รู้หรือไม่? สส. จ่ายเดือนละ 3,500 บาท แต่สวัสดิการที่ได้ ทำเอาประชาชนหลายคนต้องตกใจ

ผมคิดว่าเรื่องนี้ประชาชนควรรู้นะครับ

เพราะถ้า นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หรือ “หมอวรงค์” ไม่ลุกขึ้นมาอภิปรายและอธิบายในสภา หลายคนอาจไม่รู้เลยว่า ผู้ที่เป็น สส. หรือเคยเป็นสมาชิกรัฐสภา มีสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภามากขนาดไหน

ประเด็นที่ทำให้คนฟังแล้วสะดุ้ง คือหมอวรงค์พูดถึงการจ่ายเงินเข้ากองทุนเดือนละ 3,500 บาท แต่สิทธิประโยชน์ที่ตามมานั้นมีหลายอย่าง ทั้งเงินเลี้ยงชีพหรือบำนาญ ค่ารักษาพยาบาล เงินช่วยเหลือกรณีต่าง ๆ รวมถึงค่าเล่าเรียนบุตร

ฟังแค่นี้บางคนอาจบอกว่า สวัสดิการก็ไม่แปลกนี่นา ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่บางกลุ่มก็มีสวัสดิการเหมือนกัน
ใช่ครับ โดยหลักการ ผมก็ไม่ได้บอกว่าสวัสดิการผิดทั้งหมด
แต่คำถามคือ “มันควรไปไกลถึงขนาดไหน”

โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าค่าเล่าเรียนบุตรสามารถครอบคลุมไปถึงโรงเรียนนานาชาติได้หรือไม่ อันนี้แหละครับที่ทำให้หลายคนงงมาก
เพราะในชีวิตจริงของประชาชนทั่วไป เปิดเทอมทีหนึ่งแทบจะเป็นฤดูกาลแห่งความเครียดของพ่อแม่ บางบ้านค่าเทอมหลักพันยังลำบาก บางบ้านต้องหยิบยืม บางบ้านต้องจำนำของ บางบ้านต้องคิดแล้วคิดอีกว่าจะซื้อชุดนักเรียนก่อน หรือจ่ายค่าเทอมก่อน
เด็กบางคนยังไม่มีชุดนักเรียนครบด้วยซ้ำ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนที่เป็นผู้แทนประชาชน กลับมีระบบสวัสดิการที่อาจไปแตะถึงค่าเล่าเรียนโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งบางแห่งค่าเทอมปีหนึ่งเป็นหลักแสน หลักล้าน
ถามจริง ๆ เถอะครับ แบบนี้ประชาชนควรรู้ไหม

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ถามว่า “ผิดระเบียบหรือไม่”
เพราะถ้าระเบียบเขียนไว้ให้เบิกได้ บางคนก็อาจตอบง่าย ๆ ว่า ไม่ผิด
แต่สำหรับผม คำถามใหญ่กว่านั้นคือ “เหมาะสมหรือไม่”
ในวันที่ประชาชนจำนวนมากยังลำบากกับค่าเทอมลูก ในวันที่คนหาเช้ากินค่ำยังต้องปวดหัวกับค่าชุดนักเรียน ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์การเรียน แล้วผู้แทนประชาชนกลับมีสิทธิพิเศษที่คนธรรมดาเอื้อมไม่ถึง แบบนี้มันควรถูกพูดถึงอย่างตรงไปตรงมาหรือเปล่า

ที่น่าคิดกว่านั้นคือ ก่อนหน้านี้เราแทบไม่ค่อยได้ยินใครพูดเรื่องนี้เลย
เวลาเลือกตั้ง ทุกคนพูดเรื่องประชาชน พูดเรื่องปากท้อง พูดเรื่องลดความเหลื่อมล้ำ พูดเรื่องความเป็นธรรม พูดเหมือนเข้าใจชีวิตคนธรรมดาดีเหลือเกิน
แต่พอเป็นเรื่องสิทธิประโยชน์ของตัวเอง กลับเงียบกริบ
ถ้าหมอวรงค์ไม่ออกมาอธิบาย ไม่ออกมาเปิดประเด็น หลายคนก็คงไม่รู้ว่า ระบบสวัสดิการของคนในสภามันมีรายละเอียดแบบนี้ด้วย

ผมไม่ได้บอกว่าคนเป็น สส. ต้องไม่มีสวัสดิการอะไรเลยนะครับ
แต่สวัสดิการของผู้แทนประชาชนควรอยู่บนหลักความพอดี โปร่งใส และอธิบายกับประชาชนได้
อะไรที่จำเป็น ก็บอกให้ชัด
อะไรที่เกินจำเป็น ก็ควรกล้าทบทวน
และอะไรที่ประชาชนทั่วไปยังไม่มีโอกาสได้รับ แต่ผู้แทนประชาชนได้รับก่อน ก็ควรถูกตั้งคำถาม

เพราะสุดท้ายแล้ว สส. ไม่ใช่ชนชั้นพิเศษ
สส. คือคนที่ประชาชนเลือกเข้าไปทำหน้าที่แทนประชาชน
ถ้าเข้าไปแล้วมีสิทธิพิเศษมากมาย แต่ประชาชนเพิ่งมารู้ทีหลัง แบบนี้มันก็อดคิดไม่ได้ว่า ที่บอกว่าเข้าไป “รักษาผลประโยชน์ของประชาชน” นั้น รักษาจริงแค่ไหน
หรือบางเรื่องก็รักษาผลประโยชน์ของตัวเองเงียบ ๆ ไปด้วย

เรื่องนี้ประชาชนควรรู้ครับ
ไม่ใช่เพื่อไปเกลียดใครเป็นการส่วนตัว แต่เพื่อให้สังคมช่วยกันตั้งคำถามว่า ระบบแบบนี้ควรเดินต่อไปเหมือนเดิมหรือไม่
เพราะประเทศที่ดี ไม่ควรมีผู้แทนประชาชนที่อยู่ไกลจากชีวิตจริงของประชาชนเกินไป
และถ้าประชาชนยังต้องดิ้นรนส่งลูกเรียนหนังสืออย่างยากลำบาก ผู้แทนประชาชนก็ควรอธิบายให้ได้ว่า ทำไมสิทธิของตัวเองจึงควรไปไกลถึงระดับที่ประชาชนทั่วไปไม่มีวันแตะถึงได้เลย”

หม่อมกร ยันลงแน่! สู้ศึกสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ

หม่อมกร ยันลงแน่! สู้ศึกสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ

หม่อมกร ยันลงแน่! สู้ศึกสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.47 น.

“หม่อมกร”ยันลงแน่! สู้ศึกสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เตรียมเปิดตัวพร้อมทีมงานเร็วๆ นี้

8 พฤษภาคม 2569 ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยถึงการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่า เวลานี้แน่นอนว่าตนจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ โดยได้พูดคุยกับ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง หัวหน้าพรรค พปชร.เรียบร้อยแล้ว และเตรียมแถลงเปิดตัวเร็วๆ นี้ พร้อมกับทีมงาน รับรองเป็นคนที่มีชื่อเสียงแน่นอน

“ตนมองว่าการลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ จะทำให้การทำงานร่วมกับสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ได้ง่าย คุยได้กับทุกฝ่าย ซึ่งเชื่อว่าจะมาจากหลายสี” ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าว

ยกระดับรัฐสภายุคใหม่! โสภณ ดันห้องสารนิเทศ 3D เชื่อม ปชช.เข้าถึงประชาธิปไตย

ยกระดับรัฐสภายุคใหม่! โสภณ ดันห้องสารนิเทศ 3D เชื่อม ปชช.เข้าถึงประชาธิปไตย

ยกระดับรัฐสภายุคใหม่! โสภณ ดันห้องสารนิเทศ 3D เชื่อม ปชช.เข้าถึงประชาธิปไตย

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

ยกระดับรัฐสภายุคใหม่! “โสภณ”ดันห้องสารนิเทศ 3D โปร่งใส คุ้มงบ ใช้ประโยชน์จริง เชื่อมประชาชนเข้าถึงประชาธิปไตย

8 พฤษภาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และคณะผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ประชุมกับผู้แทนกรมโยธาธิการและผังเมือง ติดตามความคืบหน้าโครงการปรับปรุงห้องสารนิเทศ เพื่อการเรียนรู้และการสื่อสาร (ชั้น B2) วงเงินงบประมาณ 54 ล้านบาท

โดยทางกรมโยธาฯ ได้นำเสนอแบบก่อสร้างในรูปแบบ 3D Visual รองรับให้กลายเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัยครบวงจร พื้นที่ค้นคว้าสำหรับนักเรียน นักศึกษา และประชาชนในยุคดิจิทัล พร้อมรองรับการสื่อสารสาธารณะ ออกแบบโดยคำนึงถึงโครงสร้างอาคารเดิมและความปลอดภัยสูงสุด

ประธานสภาผู้แทนราษฎร กำชับว่าการดำเนินการต้องรวดเร็ว เรียบร้อย และเกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งให้ทีมออกต้องปรับลดรายละเอียดหรือองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อใช้งบประมาณให้คุ้มค่า โปร่งใสและตอบโจทย์การใช้งานจริงมากที่สุด

สำหรับโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย โดยจะเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามาเรียนรู้บทบาทหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ และจะเร่งดำเนินงานให้แล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลา

ไอซ์ รักชนก เล่นแสบ! เปิดโหวต 4 สุดยอดข่าวของสุดยอดรัฐบาลในฝัน

ไอซ์ รักชนก เล่นแสบ! เปิดโหวต 4 สุดยอดข่าวของสุดยอดรัฐบาลในฝัน

ไอซ์ รักชนก เล่นแสบ! เปิดโหวต 4 สุดยอดข่าวของสุดยอดรัฐบาลในฝัน

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

ไอซ์ รักชนก เล่นแสบ! เปิดโหวต 4 สุดยอดข่าวของสุดยอดรัฐบาลในฝัน

เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ข่าวใดในสัปดาห์นี้ ที่คุณจะโหวตให้เป็นสุดยอดข่าว ของสุดยอดรัฐบาล

กด 1 รัฐบาลประกาศดันแลนด์บริจ
โครงการขนาดล้านล้าน ที่ศึกษาไปแล้วตั้ง กมธ. ก็แล้ว ใครๆก็บอกไม่คุ้ม นักลงทุนถามใครไม่มีใครอยากมาลงทุน อนาคตมีโอกาสเป็นแลนด์ร้าง รัฐบาลอยากจะทำให้ได้ ใครขวางก็แปะป้ายถ่วงความเจริญ แต่มีข่าวแว้วๆว่ามีคนทยอยกว้านซื้อที่ดินรอแล้ว

กด 2 พรก เงิน กู้ 400,000ล้าน
เยียวยาประชาชนแค่ 200,000ล้าน เอาคนละครึ่งพลัสและบัตรคนจนมาเป็นตัวประกัน ในทำนองว่าถ้าขวาง พรก เงินกู้ 400,000ล้าน เดี๋ยวจะอดคนละครึ่งนะจ๊ะ อ้างว่าทั้งหมดเพื่อเยียวยาผลกระทบซึ่งเกิดจากวิกฤตพลังงาน แต่สอดยัดไส้ 200,000ล้าน ที่ไม่มีรายละเอียดไส้ใน ว่าจะเอาไปทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ไม่มีรายละเอียดโครงการ เหมือนตีเช็คเปล่า ออกเป็น พรก ทั้งๆที่ ไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วน ข้ามหัวสภา ข้ามหัวฝ่ายนิติบัญญัติ

กด 3 รัฐบาลปัดตกร่างรัฐธรรมนูญ
ซึ่งเป็นร่างที่ทำไว้จากสภาชุดที่แล้ว .. ทุกอย่างต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ ยื่นเข้าสภาใหม่ ทุกอย่างที่ทำมา เป็นศูนย์ เหมือนประชามติไร้ความหมาย

กด 4 อนุทิน จับมือ ฮุนมาเนต
เดินหน้าสร้างสันติสุขชายแดน ซึ่งเป็นเรื่องดีที่สองประเทศที่มีชายแดนติดกันจะก้าวข้ามความขัดแย้งแล้วหันมาปรองดอง แต่ทำให้ประชาชนแอบสงสัยไม่ได้ว่า หรือที่ผ่านมาก็แค่ละครฉากนึง ซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างตั้งใจเพื่อปลุกกระแสชาตินิยมก่อนการเลือกตั้ง ใช้ความขัดแย้งที่มีคนต้องเจ็บจริง ตายจริง ประชาชนชายแดนอดอยากจริงเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนนิยมอย่าง
ข่าวไหนที่ใช่เลย นี่แหละรัฐบาลในฝัน สำหรับคุณ”

สส.ปชน. ชม รมช.ศึกษาฯ รุดลงพื้นที่โคราชทันที หลังหารือกลางสภาฯ สะท้อนปัญหาอาคารเรียนทรุด

สส.ปชน. ชม รมช.ศึกษาฯ รุดลงพื้นที่โคราชทันที หลังหารือกลางสภาฯ สะท้อนปัญหาอาคารเรียนทรุด

สส.ปชน. ชม รมช.ศึกษาฯ รุดลงพื้นที่โคราชทันที หลังหารือกลางสภาฯ สะท้อนปัญหาอาคารเรียนทรุด

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

สส.ปชน. ออกปากชม รมช.ศึกษาฯ รุดลงพื้นที่โคราชทันที หลังหารือกลางสภาฯ สะท้อนปัญหา อาคารเรียนทรุด ขอบคุณรัฐมนตรี-คนรุ่นใหม่ทำงานไม่แบ่งฝ่าย เชื่อ ศธ. จะเข้าถึง เข้าใจ ทำงานได้รวดเร็ว 

เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยคณะทำงาน ได้แก่ น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ นายภาควัต ศรีสุรพล นายปารมี ไวจงเจริญ นายรวีภัทร์ จิรศักดิ์วัฒนา และ สส.พรรคเพื่อไทย ในพื้นที่ทั้งนายนรเสฏฐ์ ศิริโรจนกุล นายอาทิตย์ หวังศุภกิจโกศล และ น.ส.ปิยะนุช ยินดีสุข ลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาอาคารโรงเรียนสุรธรรมพิทักษ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ทรุดตัว และแตกร้าว จากกรณีที่ นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ สส.นครราชสีมา พรรคประชาชน ได้นำข้อปัญหาดังกล่าวมาปรึกษาหารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร 

นายอัครนันท์ กล่าวว่า เรื่องนี้ถูกหยิบยกมาพูดในสภาฯหลายครั้ง วันนี้ ที่ตนเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการ เคยรับฟังปัญหาในส่วนนี้ในสภา จึงอยากลงพื้นที่มาตรวจราชการดูสถานที่จริง เพราะถือเป็นปัญหาเร่งด่วนว่าปัญหาเกิดขึ้นจากอะไรและควรแก้อย่างไร การอยู่ในส่วนกลางบางครั้งก็ไม่ได้เห็นภาพ การลงพื้นที่มาดูสถานที่จริงจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ส่วนกรณีที่ชาวนครราชสีมาฝากความหวังในเรื่องนี้ ต้องเรียนว่าไม่ต้องหวังเพราะเกิดขึ้นแน่  ตนจะพยายามทำให้เต็มที่ และให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการในการทำงานร่วมกันว่าจะหางบประมาณจากส่วนไหนมาจัดสรรให้โรงเรียนสุรธรรมพิทักษ์ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

“ปัญหามันถูกปล่อยไว้หลายปี ตรงนี้ผมมาแล้ว จะพยายามทำให้เกิดขึ้นให้ได้ ทางกระทรวงศึกษาธิการในยุคท่านรัฐมนตรีประเสริฐ และผม พยายามปรับวิธีการและธรรมเนียมใหม่ ๆ จะเห็นว่าผมยกเลิกการพับผ้าจีบ การตั้งแถว ทุกอย่างต้องเรียบง่ายที่สุด และมาแก้ปัญหาโดยไม่มีวิธีการ เพื่อทำให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงความหวัง และเป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ เข้ามาร่วมกิจกรรม  ร่วมทำงาน ” นายอัครนันท์ กล่าว

ด้านนายฉัตร สุภัทรวณิชย์ สส.นครราชสีมา พรรคประชาชน กล่าวว่า ในนามของ สส.โคราช เขต 1 อยากอยากขอบคุณรมช.ศึกษาธิการ และคณะทำงาน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่พื้นที่จริงเพื่อดูปัญหานี้ วันนี้ได้เห็นผู้บริหารรุ่นใหม่ เช่นรัฐมนตรีช่วยอัครนันท์ ที่ได้ฟังการปรึกษาหารือในสภา และนำปัญหามาเป็นเป้าหมาย มาใส่ใจใส่รายละเอียด เพื่อบูรณาการนำสู่การแก้ปัญหาและปฏิบัติการอย่างรวดเร็ว มองว่าการบริหารงานของรัฐมนตรีช่วยอัครนันท์นั้นยึดเป้าหมายเป็นหลักที่พยายามบูรณาการทุกภาคส่วน ทั้งงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยว ระดมแก้ไขปัญหา เพื่อให้บุตรหลานมีอาคารเรียน มีสาธารณูปโภคที่ จึงอยากขอบคุณรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่และขอส่งกำลังใจจากคนโคราช เพราะเชื่อว่ารัฐมนตรีจะลงทุกพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ อยากให้มีพละกำลังในการทำงาน และประสบความสำเร็จในการประสานงานกับทุกฝ่ายเชื่อว่าหากผู้นำกระทรวง มีนโยบายที่เข้าใจแบบนี้ต่อไปจากแดนสนธยา กระทรวงศึกษาธิการจะเป็นกระทรวงที่เข้าถึงง่าย เข้าใจ และสามารถโต้ตอบปัญหาได้อย่างรวดฉับไว” นายฉัตร กล่าว

นายฉัตร กล่าวอีกว่า ประทับใจที่วันนี้รัฐมนตรีอัครนันท์ได้ลงพื้นที่ นับตั้งแต่ที่ตนได้นำเรื่องนี้มาหารือในสภา เพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ก็ได้รับการประสานงานเพื่อขอลงพื้นที่ในส่วน จึงมองว่าเป็นการทำงานของคนรุ่นใหม่ คนที่ใส่ใจปัญหา แม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแต่เมื่อได้แลกเบอร์โทรศัพท์กันท่านรัฐมนตรีก็โทรมาเองเลย ตนก็ตกใจท่านก็แนะนำตัว ไม่ได้บอกว่าท่านใหญ่โตอะไร บอกแค่ว่ารับฟังการหารือ และกำลังดูแลเรื่องการศึกษา โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง ตนก็อธิบายและสรุปปัญหาให้ฟัง ประทับใจ เรียบง่าย 

“ผมอยู่ฝ่ายรอรับที่โรงเรียน เดิมโรงเรียนเตรียมหอประชุม เตรียมโต๊ะผ้ามีจีบ เตรียมสไลด์มัลติวิชั่นในใจผมนึกเลย แย่แล้วถ้ามาถึงก็จะพรีเซนต์กันในหอประชุม กว่าจะไปเดินดูตึก แต่ไม่เป็นการไปเจอกันที่ตึก ถูกต้อง ไปดูตึกเลย ไปสรุปปัญหาฟังวิศวกร เอาเก้าอี้ล้อมวงง่ายๆ ส่งไมค์ต่อกัน ขอบคุณจริงๆ คุณเป็นคนรุ่นใหม่ และผมดีใจที่ประเทศชาติมีคนอย่างคุณ และเราทำงานโดยไม่ได้แบ่งว่าค้านหรือรัฐบาล เพราะสุดท้ายแล้วคือผู้แทนราษฎร ตำแหน่งเป็นเพียงแค่บัลลังก์เมฆวันหนึ่งก็จางหาย ขอบคุณที่ท่านมาโคราช” นายฉัตร กล่าว

ทั้งนี้ กำหนดการหลังจากนี้ รมช.ศึกษาธิการ พร้อมคณะ จะลงพื้นที่สำรวจอาคารเรียนที่ได้รับความเสียหาย ที่โรงเรียนบ้านนาค้อ อำเภอปากชม จังหวัดเลย และโรงเรียนบ้านไร่สุขสันต์ อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย ในวันที่ 9 พ.ค.นี้

นายกฯ นำเสนอ 3 ยุทธศาสตร์สำคัญอาเซียนในเวที Retreat Session

นายกฯ นำเสนอ 3 ยุทธศาสตร์สำคัญอาเซียนในเวที Retreat Session

นายกฯ นำเสนอ 3 ยุทธศาสตร์สำคัญอาเซียนในเวที Retreat Session

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.40 น.

นายกฯ นำเสนอ 3 ยุทธศาสตร์อาเซียนในเวที Retreat Session ย้ำ เอกภาพ-ยืดหยุ่น-บทบาทอาเซียนต่อเวทีโลก รับมือภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน

เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2569 เวลา 14.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ อาคารโอเชียนพาวิเลียน (Ocean Pavilion) โรงแรม Shangri-La Mactan นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบไม่เป็นทางการ (Retreat Session) ภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าการหารือในวันนี้ตอกย้ำความรู้สึกร่วมกันว่า สถานการณ์กำลังเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางไม่ใช่เพียงวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของโลกที่มีความผันผวนและคาดการณ์ได้ยากมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าระเบียบโลกและระบบพหุภาคีนิยมที่นานาชาติเคยยึดถือกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ และโลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ซึ่งเป็นความจริงที่ทุกประเทศต้องเผชิญร่วมกัน

สำหรับอาเซียนเอง หลักการสำคัญที่ภูมิภาคยึดถือมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการเจรจา การยับยั้งชั่งใจ และการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี ไม่สามารถถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติอีกต่อไป แต่จำเป็นต้องได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง พร้อมเห็นว่าอาเซียนไม่สามารถดำเนินบทบาทตั้งรับได้อีกต่อไป แต่ต้องตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วยความคล่องตัวและการมองการณ์ไกลมากยิ่งขึ้น

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอ 3 แนวทางเชิงยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับอาเซียน ประกอบด้วย

1. การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยม (Regionalism) จุดแข็งของอาเซียนอยู่ที่ความเป็นเอกภาพ แต่เอกภาพดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ประเทศสมาชิกจำเป็นต้องก้าวข้ามจุดยืนเฉพาะของแต่ละประเทศ หันมาให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ร่วมของภูมิภาค และดำเนินการร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยในทางปฏิบัติ อาเซียนจำเป็นต้องพัฒนาการประสานงานและกลไกการตัดสินใจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะในช่วงวิกฤต ความรวดเร็วและความเป็นเอกภาพในการดำเนินการถือเป็นสิ่งสำคัญ อีกทั้งเมื่อความท้าทายต่าง ๆ มีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ความเป็นภูมิภาคนิยมของอาเซียนจำเป็นต้องมีความบูรณาการและครอบคลุมมากยิ่งขึ้นเช่นกัน

2. ความยืดหยุ่น (Resilience) หัวใจสำคัญคือการธำรงไว้ซึ่ง “ASEAN Centrality” หรือความเป็นแกนกลางของอาเซียน ซึ่งประเทศสมาชิกต้องยึดให้อาเซียนเป็นแกนหลักของนโยบายต่างประเทศของแต่ละประเทศ ขณะเดียวกัน ความยืดหยุ่นยังหมายถึงความสามารถในการบริหารจัดการความตึงเครียดก่อนจะลุกลามเป็นวิกฤต โดยอาเซียนยังคงมีจุดแข็งด้านการส่งเสริมการหารืออย่างครอบคลุมทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม การหารือต้องได้รับการสนับสนุนด้วยกลไกอาเซียนที่เข้มแข็งและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งในด้านการประสานงานภาวะวิกฤตและความร่วมมือที่ช่วยสร้างความไว้วางใจและลดความตึงเครียดก่อนที่จะบานปลาย

3. การรักษาบทบาทสำคัญของอาเซียนทั้งภายในและนอกภูมิภาค (Relevance) อาเซียนต้องรักษาสถานะการเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจจากประชาคมระหว่างประเทศ มีส่วนร่วมต่อประเด็นท้าทายในภูมิภาค และทำงานร่วมกับประเทศหุ้นส่วนที่มีแนวคิดสอดคล้องกันเพื่อสนับสนุนระบบพหุภาคีนิยมและระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา พร้อมเน้นย้ำว่า ความเกี่ยวข้องของอาเซียนในท้ายที่สุด คือการสามารถตอบสนองต่อความคาดหวังของประชาชน ทำให้การรวมตัวทางเศรษฐกิจและภูมิภาคนำไปสู่คุณภาพชีวิต โอกาส และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนทุกคนอย่างเป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์ในเมียนมาว่า ถือเป็นบททดสอบสำคัญของอาเซียนทั้งในด้านเอกภาพ ความยืดหยุ่น และความเกี่ยวข้องขององค์กร โดยพัฒนาการล่าสุด อาทิ การนิรโทษกรรมให้แก่อดีตประธานาธิบดี อู วิน มยิน และการย้ายนางออง ซาน ซู จี ไปพำนักในที่พักอาศัย ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่อาจเปิดโอกาส แม้จะยังมีข้อจำกัด สำหรับการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาและการปรองดองมากขึ้น

นายกรัฐมนตรีเห็นว่า พัฒนาการดังกล่าวเป็นโอกาสให้อาเซียนเดินหน้าแนวทางที่เป็นรูปธรรมผ่านการกลับเข้าไปมีส่วนร่วมกับเมียนมาอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ พร้อมเสนอให้รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนรับไปดำเนินการต่อ โดยประเทศไทยพร้อมสนับสนุนประธานอาเซียนและผู้แทนพิเศษอาเซียนอย่างเต็มที่

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำว่า อาเซียนเป็นรากฐานสำคัญของเสถียรภาพในภูมิภาคมาโดยตลอด และในช่วงเวลาที่โลกเผชิญความปั่นป่วน บทบาทดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น พร้อมยืนยันว่า ขณะนี้คือช่วงเวลาที่ภูมิภาคต้องการบทบาทของอาเซียนที่เข้มแข็งมากขึ้น และหากอาเซียนสามารถเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยม ความยืดหยุ่น และรักษาความเกี่ยวข้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงได้ อาเซียนจะไม่เพียงสามารถรับมือกับความท้าทายในอนาคต แต่ยังคงเป็นพลังสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้แก่ภูมิภาคต่อไป

โฆษกรัฐบาลเตือนข่าวปลอม ใส่ร้าย’อนุทิน-ภูมิใจไทย’ เสนอตั้งคาสิโนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้

โฆษกรัฐบาลเตือนข่าวปลอม ใส่ร้าย'อนุทิน-ภูมิใจไทย' เสนอตั้งคาสิโนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้

โฆษกรัฐบาลเตือนข่าวปลอม ใส่ร้าย’อนุทิน-ภูมิใจไทย’ เสนอตั้งคาสิโนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.34 น.

อย่าเชื่อข่าวปลอม! ใส่ร้าย อนุทิน-ภูมิใจไทย เสนอ กม. เศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ตั้งคาสิโนได้

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ชี้แจงการแชร์ข้อมูล ที่ไม่เป็นความจริงของอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ว่า  นายอนุทิน ชาญวีรกูลและพรรคภูมิใจไทย เสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC)  อนุญาตให้สร้างคาสิโน และเช่าซื้อที่ดินได้ 99 ปีในเขตเศรษฐกิจพิเศษ SEC นั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง  

ร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอโดยข้อความที่ปรากฎในข่าว เป็นการคัดออกมาจากร่างพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ พ.ศ. …. ที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว คือ นายนภดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังท้องถิ่นไท รวมทั้งเคยมีส.ส. ที่เคยเสนอให้มีคาสิโนในร่างกม. อีก 3 ฉบับ สามารถสืบค้นจากเว็ปไซต์ของสภาผู้แทนราษฎรได้

“ในสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่แล้ว ทางพรรคภูมิใจไทย เคยเสนอร่าง พ.ร.บ. นี้  โดยใช้ พ.ร.บ.อีอีซี  เป็นต้นแบบ  ด้วยเจตนาที่ดี ในการพัฒนาภาคใต้และสร้างการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ โดยไม่มีเช่าที่ดิน 99 ปี หรือคาสิโน    ตามที่กล่าวหา ในส่วนโครงการแลนด์เบริดจ์  นายกรัฐมนตรีสั่งตั้งคณะกรรมศึกษา โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเอกนิติ เป็นประธาน   หากพบว่า ประโยชน์มีแต่ไม่คุ้มค่าและประชาชนไม่ต้องการ  โครงการคงไม่เกิดขึ้น  ทุกอย่างรัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบและรับฟังเสียงจากทุกฝ่าย” โฆษกรัฐบาลชี้แจง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : อย่าเอาความเท็จมาบิดเบือน สันติสุข งัดร่างพรบ.SEC ฉบับภท.ไม่มีซุกคาสิโน

จับโป๊ะ! อ.อัจฉราวดี ส่องร่างพรบ.SEC ฉบับอนุทิน ไม่มีซุกคาสิโน

โปรดพระราชทาน สัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระอาจารย์โชคดี วัดไก่เตี้ย เป็น พระราชวัชราทร

โปรดพระราชทาน สัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระอาจารย์โชคดี วัดไก่เตี้ย เป็น พระราชวัชราทร

โปรดพระราชทาน สัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระอาจารย์โชคดี วัดไก่เตี้ย เป็น พระราชวัชราทร

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.19 น.

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569  เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์

พระปริยัติวัชราทร เป็น พระราชวัชราทร บวรปริยัติกิจ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดไก่เตี้ย กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๔ รูป คือ พระครูปลัด ๑ พระครูสังฆรักษ์ ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑

ประกาศ ณ วันที่ 8 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน