‘สส.สุพล’ หนุนรัฐช่วยติดโซลาร์ครัวเรือน 5 หมื่น ลดภาระค่าไฟประชาชน เร่งศึกษาไบโอดีเซล B20-B30 ลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มรายได้เกษตรกร

19 กันยายน 2569 เวลา 12:05 น.

’ปธ.กมธ.พลังงาน‘ หนุนรัฐอุ้มช่วยติดโซลาร์ครัวเรือน 5 หมื่น ลดภาระค่าไฟประชาชน เร่งศึกษาไบโอดีเซล B20-B30 ลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มรายได้เกษตรกร

วันที่ 19 กันยายน 2569 นายสุพล จุลใส สส.ชุมพร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานโลกว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ กับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวน กระทบค่าใช้จ่ายประชาชนทั้งด้านการเดินทางและภาคเกษตร ขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กำลังหาแนวทางลดภาระด้านพลังงาน โดยเฉพาะการส่งเสริมโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน และศึกษาการใช้เชื้อเพลิงไบโอดีเซล

นายสุพล กล่าวต่อว่า เบื้องต้นมีการจัดสรรงบประมาณ 200,000 ล้านบาท สนับสนุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาด 5 กิโลวัตต์ โดยรัฐช่วยครัวเรือนละ 50,000 บาท จากค่าติดตั้งชุดละ 120,000 บาท ส่วนที่เหลือ 70,000 บาท สามารถใช้สินเชื่อธนาคารได้ จากข้อมูลเบื้องต้นการติดตั้งโซลาร์เซลล์สามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ย 600 หน่วยต่อเดือน ช่วยลดภาระค่าไฟ โดยเฉพาะบ้านที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน รวมถึงครัวเรือนที่มีค่าไฟ 3,000-4,000 บาทต่อเดือน ซึ่งโครงการจะนำไฟฟ้าที่ผลิตได้มาลดค่าไฟ และส่วนที่เหลือใช้นำไปชำระสินเชื่อ เบื้องต้นคาดค่างวดละ 1,200-1,400 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับการใช้ไฟของแต่ละครัวเรือน ทั้งนี้รายละเอียดและหลักเกณฑ์ยังอยู่ระหว่างพิจารณา

นายสุพล กล่าวอีกว่า ประชาชนที่ไม่มีเงินก้อนสำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์ สามารถแจ้งความประสงค์ได้ที่การไฟฟ้าในพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าสำรวจความเหมาะสมของพื้นที่ก่อน หากติดตั้งได้ รัฐจะสนับสนุน 50,000 บาท และมีแนวทางให้ทำสินเชื่อโดยไม่ต้องใช้ทรัพย์สินอื่นค้ำประกัน ทั้งนี้ ระบบโซลาร์เซลล์จะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ และหากผิดนัดชำระอาจมีการนำระบบโซลาร์เซลล์กลับคืน ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลต้องมีมาตรการรองรับเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ

ประธาน กมธ.การพลังงาน กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกัน กมธ.การพลังงานได้ตั้งคณะอนุ กมธ.ศึกษาแนวทางการใช้ไบโอดีเซล B20 และ B30 เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานชีวภาพในภาคขนส่ง ซึ่งหากผลักดันการใช้ไบโอดีเซลในระดับที่สูงขึ้นได้ จะช่วยเพิ่มความต้องการใช้ปาล์มน้ำมันและมันสำปะหลัง ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกร ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และเข้าถึงพลังงานทางเลือก โดย กมธ.พร้อมเสนอแนวนโยบายที่ชัดเจนต่อรัฐบาล และขอให้ประชาชนติดตามหลักเกณฑ์จากหน่วยงานรัฐ สื่อโทรทัศน์ หรือสอบถามการไฟฟ้าในพื้นที่โดยตรง เพื่อให้เข้าใจขั้นตอนและเงื่อนไขของโครงการอย่างถูกต้อง

รัฐบาลดันโครงการ บ้านมั่นคงชายแดน ดีเดย์ปี 70 นำร่อง 5 จังหวัด

19 กันยายน 2569 เวลา 11:58 น.

รัฐบาลดันโครงการ “บ้านมั่นคงชายแดน” ดีเดย์ปี 70 นำร่อง 5 จังหวัด ปรับที่ดินความมั่นคงสร้างบ้าน-เยียวยาทหารบาดเจ็บครบวงจร

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งในพื้นที่ชายแดน โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม จัดทำแผนบูรณาการความมั่นคงแบบองค์รวม มีเป้าหมายระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2570-2574 ซึ่งในปี 2570 จะดำเนินการนำร่องใน 5 จังหวัด 21 ชุมชน ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ เพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ความยากจน และสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและกำลังพลในพื้นที่

ทั้งนี้ ในการดำเนินงานจะมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายหลักในพื้นที่จังหวัดชายแดน โดยเตรียมพิจารณานำที่ดินในกำกับดูแลของฝ่ายความมั่นคง มาใช้ประโยชน์ ด้วยการจัดสรรและพัฒนาเป็นโครงการ “บ้านมั่นคงชายแดน” โดยให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. มาร่วมวางผังและให้หน่วยทหารร่วมลงแรงพัฒนา ก่อสร้าง ปรับปรุงบ้านเรือน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของชาวบ้าน และเปลี่ยนแนวกันชนให้เป็นชุมชนเข้มแข็งให้ครบทั้ง752 ชุมชน ใน 26 จังหวัดชายแดน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังบูรณาการฐานข้อมูลกับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) เพื่อจัดทำแพ็กเกจช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึกและทหารพรานยากจนรายครัวเรือน ทั้งการปรับปรุงบ้านพักอาศัย การสนับสนุนทุนประกอบอาชีพแก่คู่สมรส และการจัดสวัสดิการสุขภาวะ เพื่อคืนเกียรติยศและสร้างความมั่นคงให้กลุ่มคนเหล่านี้

ขณะเดียวกันจะมีการฟื้นฟูเยียวยาทหารที่ได้รับบาดเจ็บและกลุ่มเปราะบาง ด้วยการนำนวัตกรรมด้านการดูแลคนพิการและการออกแบบสภาพแวดล้อมตามหลักอารยสถาปัตย์ (Universal Design) มาปรับใช้กับบ้านพักของทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากภัยสงคราม พร้อมฟื้นฟูสภาพจิตใจ ฝึกอบรมทักษะอาชีพใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย ตลอดจนดูแลผู้สูงอายุติดเตียงและเด็กด้อยโอกาสในชุมชนชายแดน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ระบุเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงกลาโหม จะเร่งจัดตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อสรุปแผนงาน กรอบงบประมาณ แนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน และพื้นที่นำร่องให้ชัดเจน ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาเห็นชอบในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อความมั่นคง และเดินหน้าตามความร่วมมือของทั้ง 2 กระทรวงในทันที

เอกนัฏ เร่งลดค่าไฟ จัดโซลาร์หลังคาบ้าน 10,000 เมกะวัตต์ ให้ประชาชนผลิตใช้เอง–ขายไฟคืนได้

19 กันยายน 2569 เวลา 11:22 น.

“เอกนัฏ” เร่งเครื่องลดค่าไฟ เปิดโซลาร์หลังคาบ้าน 10,000 เมกะวัตต์ ให้ประชาชนผลิตใช้เอง–ขายคืนได้ เดินหน้า 200 หน่วยแรก 3 บาท ปลดล็อกตลาดไฟสะอาด ดันแผน PDP ใหม่ สะอาด มั่นคง เป็นธรรม

เมื่อเวลา 9.05 น. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” โดยได้เผยถึงแนวทางปรับโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ พร้อมกับหยิบเรื่องใกล้ตัวที่สุดของประชาชนคือค่าไฟมาเป็นจุดตั้งต้น พร้อมประกาศเปลี่ยนประชาชนจากผู้ซื้อไฟอย่างเดียว ให้มีโอกาสเป็นผู้ผลิตและขายไฟจากหลังคาบ้านตัวเอง

“เที่ยวนี้เราไปไกลกว่าผลิตไฟใช้เอง เราปรับมุมมองเลยว่า ให้ประชาชนเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า ไทยมีแสงแดดเป็นทรัพยากรอยู่แล้ว ขณะที่ต้นทุนไฟฟ้าส่วนหนึ่งผูกกับก๊าซและน้ำมันนำเข้า ซึ่งอ่อนไหวต่อสงครามและราคาตลาดโลก” นายเอกนัฏ กล่าว

นายเอกนัฏ กล่าวว่า รัฐบาลได้เตรียมกันกำลังผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป 10,000 เมกะวัตต์ไว้สำหรับประชาชนโดยเฉพาะ ต่างจากอดีตที่เมื่อพูดถึงพลังงานแสงอาทิตย์ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงโซลาร์ฟาร์มและผู้ประกอบการรายใหญ่ พร้อมกำหนดขนาดประมาณ 5 กิโลวัตต์ต่อราย เพื่อกระจายสิทธิ์ให้ครัวเรือนทั่วประเทศ ไม่ให้กำลังผลิตไปกระจุกอยู่กับบ้านหรือผู้ลงทุนไม่กี่ราย

สำหรับปัญหาที่คนส่วนใหญ่กังวลว่า กลางวันไม่อยู่บ้าน ติดโซลาร์แล้วผลิตไฟให้ใครใช้นั้น แนวทางใหม่จะเปิดให้รัฐรับซื้อไฟส่วนที่เหลือคืน และนำมาหักเป็นส่วนลดค่าไฟในรอบเดียวกัน ทำให้ไฟที่ผลิตออกมาไม่สูญเปล่า และลดความจำเป็นในการซื้อแบตเตอรี่ราคาแพงทันที

นายเอกนัฏ กล่าวได้ยกตัวอย่างการคำนวณ ระบบขนาด 5 กิโลวัตต์อาจผลิตไฟได้ราว 600-700 หน่วยต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,000 กว่าบาท หากเป็นครัวเรือนที่มีบิลค่าไฟอยู่ระดับใกล้เคียงกัน การติดโซลาร์จึงอาจช่วยลดภาระรายเดือนได้อย่างมาก ทั้งนี้ผลจริงขึ้นอยู่กับการผลิตและพฤติกรรมใช้ไฟของแต่ละบ้าน

อย่างไรก็ตาม มีอีกโจทย์ใหญ่คือเงินก้อนแรก กระทรวงพลังงานจึงมองโมเดลที่ทำให้ประชาชนไม่ต้องแบกต้นทุนทั้งหมดเอง ตั้งแต่เงินสนับสนุนบางส่วน ไปจนถึงสินเชื่อที่อาศัยรายได้จากไฟฟ้าที่ผลิตและสัญญารับซื้อเป็นฐาน เมื่อผ่อนอุปกรณ์หมดในช่วงประมาณ 7-10 ปีตามตัวอย่างที่อธิบาย แผงโซลาร์ก็จะกลายเป็นสินทรัพย์ของครัวเรือนเต็มตัว

นายเอกนัฏ กล่าวว่า แนวทางนี้ต้องทำควบคู่กับการลดขั้นตอนอนุญาต จากเดิมต้องติดต่อหลายหน่วยงาน เหลือการประสานผ่านการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย พร้อมพัฒนาแบบฟอร์มออนไลน์ โดยกรณีติดตั้งเพื่อใช้เองไม่ขายไฟคืน ตั้งเป้าให้ตรวจรับได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ส่วนกรณีขายคืนจะพยายามให้เสร็จไม่เกิน 1 เดือน

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่รัฐจะต้องดูคือคุณภาพมาตรฐานการติดตั้ง โดยก่อนเชื่อมระบบ การไฟฟ้าจะตรวจอุปกรณ์ สายไฟ ระบบติดตั้ง และ Smart Meter เพื่อป้องกันปัญหาไฟไหม้และความเสี่ยงจากอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน ขณะเดียวกันยังเปิดตลาดงานใหม่ให้ช่างไฟ ช่างติดตั้ง และผู้ดูแลระบบโซลาร์ทั่วประเทศ

นายเอกนัฏ กล่าวถึงกรณีเบื้องหลังต้นทุนในบิลค่าไฟว่า ต้นทุนไฟสาธารณะหรือไฟทางถูกนำไปรวมอยู่ในโครงสร้างค่าไฟมานาน 30-40 ปี คิดเป็นภาระประมาณ 18,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งที่ผู้ใช้ไฟทั่วไปไม่เห็นรายการดังกล่าวปรากฏในบิลโดยตรง โดยไฟสาธารณะไม่ควรเอามาใส่บิลค่าไฟของประชาชนแบบที่ทำมา 30 ปี ควรแยกออกไป โดยรัฐบาลได้ดึงภาระส่วนนี้ออกจากโครงสร้าง และดำเนินมาตรการค่าไฟบ้าน 200 หน่วยแรกในอัตรา 3 บาทต่อหน่วยแล้ว เพื่อลดภาระครัวเรือนโดยตรง

อย่างไรก็ตาม เรื่องค่าไฟและโซลาร์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับใหม่ ที่กำลังจะออกมา โดยวาง 3 เป้าหมายคือ สะอาดที่สุด มั่นคงที่สุด และเป็นธรรมที่สุด ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจากปัจจุบัน 20 % กว่าๆ ให้เข้าใกล้ 50% ภายใน 10 ปี และไม่ต่ำกว่า 65% ในระยะยาว

ด้านความมั่นคง แผน PDP ใหม่จะวางกำลังผลิตก๊าซให้สอดคล้องกับก๊าซที่ไทยผลิตเองได้จากอ่าวไทย พื้นที่บนบก แหล่งใหม่ และก๊าซจากประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมลดการพึ่งพา LNG ตลาด Spot ที่ราคาผันผวนรุนแรงเมื่อเกิดสงคราม หันมาทำสัญญาระยะยาวเพื่อให้ต้นทุนถูกลงและนิ่งขึ้น

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ต้องไม่ปล่อยให้แผนไฟฟ้าเป็นเรื่องของกลุ่มทุนเท่านั้น รัฐบาลจึงกัน 10,000 เมกะวัตต์ไว้ให้ประชาชน พร้อมเปิดตลาดซื้อขายไฟสะอาดให้ภาคอุตสาหกรรมเลือกซื้อไฟโดยตรงจากผู้ผลิตที่เสนอคุณภาพและราคาที่เหมาะสม ลดข้อจำกัดเดิมที่เคยกำหนดเพดานตลาดไว้ โดยแผนจะต้องเป็นธรรมกับคนที่ต้องการผลิตไฟขาย และเป็นธรรมกับผู้บริโภค เพราะเขาได้ช้อปเองว่าใครผลิตคุณภาพดีที่สุด ราคาถูกที่สุด ก็ไปซื้อจากคนนั้น

นายเอกนัฏ กล่าวว่า แผนใหม่ยังเปิดช่องไว้สำหรับเทคโนโลยีอนาคต ทั้งไฮโดรเจน Geothermal, Solid Oxide Fuel Cell รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR โดยแนวคิดของกระทรวงคือเตรียมหลักเกณฑ์ ความปลอดภัย และระบบรองรับไว้ก่อน หากเทคโนโลยีพร้อมในวันข้างหน้า ไทยจะไม่ต้องเริ่มทำการบ้านใหม่ตั้งแต่ศูนย์

“ทุกการปรับโครงสร้างย่อมกระทบผลประโยชน์เดิม แต่รัฐบาลจะยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก โดยเฉพาะค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่ายทุกเดือน เอา 10,000 เมกะวัตต์ไปให้ประชาชน กระทบแน่นอน แต่เราเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก และจะทำเรื่อยๆ” นายเอกนัฎ กล่าว

วัส ติงสมิตร เจาะลึกกลไก ‘กันเป็นพยาน’ คดีฮั้ว ส.ว. : เกราะคุ้มกันชั่วคราว หรือ ช่องโหว่ลบล้างความจริง?

19 กันยายน 2569 เวลา 11:05 น.

วัส-ติงสมิตร

19 ก.ย.69 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิเคราะห์กลไกทางกฎหมายในหัวข้อ เจาะลึกกลไก “กันเป็นพยาน” คดีฮั้ว ส.ว.: เกราะคุ้มกันชั่วคราว หรือ ช่องโหว่ลบล้างความจริง?  ท่ามกลางกระแสสังคมที่กำลังจับตาการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีทุจริตและฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. ปี 2567 โดยระบุว่า

ในกระแสสังคมและแวดวงกฎหมายที่กำลังจับตา “คดีฮั้วเลือก ส.ว. 2567” ประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนที่สุด คือกรณีมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับการสั่ง “กันบุคคลไว้เป็นพยาน” และปัญหากรณี “พยานกลับคำให้การ”

คำถามสำคัญคือ แท้จริงแล้วกลไกทางกฎหมายนี้มีไว้เพื่ออะไร? กกต. มีอำนาจเบ็ดเสร็จตัดตอนคดีได้จริงหรือ? และหากพยานพลิกกลับคำ กฎหมายไทยเตรียมทางออกไว้อย่างไร?

1. เปิดคลังกฎหมาย : หลักการ “กันบุคคลไว้เป็นพยาน” มีไว้ทำไม?

หลักการกันผู้กระทำผิดไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดีอาญา (Informer/Witness Immunity) ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญทั้งในต่างประเทศและตามกฎหมายไทยหลายฉบับ เพื่อใช้สืบหาตัวการใหญ่ในคดีที่มีความซับซ้อน หรือกระทำกันเป็นเครือข่าย

พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 (มาตรา 135) : ให้อำนาจ ป.ป.ช. กันผู้เกี่ยวข้องไว้เป็นพยานหากให้ข้อมูลอันเป็นสาระสำคัญเพื่อดำเนินคดีกับตัวการใหญ่

พ.ร.ป. กกต. 2560 (มาตรา 46) พ.ร.ป. ส.ส. 2561 (มาตรา 167) & พ.ร.ป. ส.ว. พ.ศ. 2561 (มาตรา 65): ให้อำนาจ กกต. สั่งกันผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดไว้เป็นพยาน หากคำให้การนั้นเป็นประโยชน์ในการพิสูจน์ความผิดของ “ตัวการสำคัญ”

พ.ร.บ. การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 (มาตรา 27) : DSI ร่วมกับอัยการสามารถใช้มาตรการนี้ในคดีพิเศษได้เช่นกัน

2. “ความคุ้มครองแบบมีเงื่อนไข” ไม่ใช่ใบล้างผิดตลอดชีวิต!

สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ การกันไว้เป็นพยานตาม มาตรา 65 แห่ง พ.ร.ป. ส.ว. 2561 และ ระเบียบ กกต. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกันบุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดี พ.ศ. 2563 ข้อ 10 นั้น ไม่ใช่การนิรโทษกรรมถาวร ธรรมนูญการกันเป็นพยานวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า เป็น “สิทธิคุ้มกันที่มีเงื่อนไข” หากเข้าหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ สิทธิการได้รับยกเว้นโทษอาญาจะ สิ้นสุดลงทันที 

1) ❌ พยานให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จ

2) ❌ พยานปฏิเสธไม่ยอมไปเบิกความ

3) ❌ พยานไปเบิกความแต่กลับคำ/เบิกความไม่ตรงกับที่เคยให้ถ้อยคำไว้

เมื่อพยาน “กลับคำ” กกต. ต้องทำอย่างไร?

ตามระเบียบ กกต.ฯ ข้อ 10 เมื่อปรากฏว่าพยานกลับคำ (เช่น กรณีพยานรหัส 16/26) ผู้รับมอบอำนาจต้องรายงานต่อ กกต. เพื่อให้มีมติ “เพิกถอนการกันบุคคลนั้นไว้เป็นพยาน” และนำตัวมาดำเนินคดีอาญาทันที 2 เด้ง

เด้งที่ 1 (คดีเดิม) : คดีเลือกตั้งเกี่ยวกับการเพิกถอนสิทธิทางการเมือง (พ.ร.ป. ส.ว. มาตรา 62) และคดีอาญาตามกฎหมายได้มาซึ่ง สว.

 เด้งที่ 2 (คดีใหม่) : ความผิดฐานแจ้งความเท็จ/ให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 175, 177)

3. กรณีพยาน 21/26 และ 22/26 ซึ่งปัจจุบันเป็น สว. จะต่างจากการกันพยานทั่วไปหรือไม่?

มีอีกชั้นหนึ่ง พยานรหัส 21/26 และ 22/26 ปัจจุบันเป็น สว. และข้อมูลที่เผยแพร่เกี่ยวกับคำให้การเดิมระบุว่า พยานทั้งสองเชื่อมโยงตนเองกับ “โพย” หรือ “เลขชุด” และอธิบายที่มาของคะแนนบางส่วนของตนเอง เมื่อพยานทั้งสองได้รับคะแนนสูงจนเข้าสู่ตำแหน่ง สว. และยังดำรงตำแหน่ง สว. อยู่ จึงน่าจะกันไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดีอาญาไม่ได้ เพราะการกระทำที่เป็นความผิดอาญานั้น เข้าข่ายเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมที่ กกต. จะต้องส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพิกถอนสิทธิทางการเมือง (มาตรา 62) อันเป็นเหตุให้ สว. คนนั้นต้องพ้นจากตำแหน่งอยู่แล้ว

4. ดาบสองคม : ความรับผิดทางอาญาของ “กกต.”

หาก กกต. นำเรื่องการกลับคำของพยาน หรือการกันเป็นพยานมาใช้เป็นข้ออ้างในการ “ยกคำร้อง” เพื่อช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหาหรือตัวการสำคัญ ไม่ให้เรื่องไปถึงศาล กรรมการ กกต. เสียงข้างมากอาจสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำความผิดอาญาเสียเอง :

พ.ร.ป. ว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 มาตรา 69: กรรมการ กกต. ที่กระทำการหรือหรือละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172 & ป.อาญา มาตรา 157: ฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต

สรุปบทเรียนทางกฎหมาย

กลไกการกันบุคคลไว้เป็นพยาน ถูกออกแบบมาเพื่อ “ลากตัวการใหญ่มาลงโทษ” ไม่ใช่เครื่องมือในการ “ฟอกขาว” หรือใช้เป็นช่องทางจบเรื่อง

มติของ กกต. ต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ (ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 215 และ พรป. กกต. มาตรา 21) และการกันบุคคลซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ไม่อาจซ่อนความจริงเกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้งได้ และเมื่อใดที่พยานกลับคำ กลไกตามมาตรา 65 ของ พรป. สว. และข้อ 10 ของระเบียบฯ ต้องถูกปลดล็อกทันทีเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง! 

Screenshot 2026-09-19 110328

ใครไม่แบกเจ๊แบกเอง โจ มณฑานี ร่ายเหตุผล ทำไมจึงหนุนอนุทิน

19 กันยายน 2569 เวลา 11:03 น.

โจ มณฑานี ตันติสุข นักเขียนและวิทยากรด้านการเงิน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นถึงการทำงานของรัฐบาล พร้อมประกาศจุดยืนสนับสนุนนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล

โดยระบุว่า “กร้าวใจมากกกก!!
ใครไม่เลือก เจ้เลือก
ติ่งพรรคอื่นพากันยุ “ไม่มีอนุทิน3” เจ้ยุให้มี!
ใครด่าเจ้แบก เจ้จะแบกต่อ!
– จะแบกนายกและรัฐบาลที่องอาจในเกียรติและศักดิ์ศรีของชาติ ไม่ให้ใครย่ำยี
– แบกรัฐบาลที่คิดวิธีกำราบนอมินี ลุยจี้ข้าราชการไม่ให้ปล่อยต่างชาติทำมาหากินผิดกฎหมายบนผืนแผ่นดินไทย
– แบกรัฐบาลที่ลุยไปทั่วโลก สร้างมิตรสร้างสัมพันธ์ สร้างโอกาสให้ชาติบ้านเมือง และแม้แต่มหาอำนาจก็ให้เกียรติไทย
– แบกรัฐบาลที่ทำให้ไทยดูมีศักดิ์ศรีมีเกียรติมีความความกล้าบนเวทีโลก
– แบกรัฐบาลที่ฟังเสียงประชาชนทุกคน อันไหนประชาชนห้ามและเตือน ก็ไม่ทำ ก็ถอย อันไหนประชาชนเรียกร้องก็ลุยเต็มที่
– แบกรัฐบาลที่ทำงานหนักในทุกมิติ ที่จะพาไทยขึ้นจากหล่มคนป่วยแห่งเอเชีย
– แบกรัฐบาลที่ไม่ได้ก่อปัญหา แต่ต้องมาแก้ปัญหาหมักหมมสะสมเป็น 10 ปี โดยไม่เคยบ่น และไม่เคยต่อว่า หรือกล่าวหาใส่ร้ายใครเลย เพื่อเอาดีเข้าตัว เอาชั่วใส่คนอื่น
– แบกรัฐบาลที่ทำงานเป็นมิตรต่อกองทัพ และเอกชน
– แบกรัฐบาลที่จงรักภักดีและปกป้องสถาบันอย่างเข้มแข็งมั่นคงมาแต่แรก
– แบกรัฐบาลที่ทำงานไว กล้าเสี่ยง กล้าชน
– แบกรัฐบาลที่ยอมเสียคะแนนเสียงเพื่อทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อชาติ
– แบกรัฐบาลที่ติดดิน เข้าถึงง่าย คุยตรงจากใจ ไม่อยู่บนหอคอยงาช้าง
– แบกรัฐบาลที่มองไปไกลถึงอนาคตข้างหน้า ว่าจะพาประเทศไทยไปถึงจุดไหน ไม่ใช่เกาะเก้าอี้ไปวันๆ
– แบกรัฐบาลที่สู้คนสุดๆ ไม่ยอมนิ่งให้ใครมาข่มเหงรังแกได้ง่ายๆ
– แบกรัฐบาลที่เมื่อเจอวิกฤตุาโถมระลอกแล้วระลอกเล่าก็ยืนหยัดมั่นคง ไม่ท้อไม่ถอยไม่ถอดใจ
– สำคัญที่สุด คือแบกนายก คนที่ยอมสละโควต้าพรรคตัวเองถึง 4 ที่เพื่อเปิดโอกาสให้คนเก่งคนดี มากอบกู้วิกฤตชาติบ้านเมือง
– แบกนายก คนที่ใจใหญ่พอต่อคนที่รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองถูกด่าถูกนินทาจากคนที่ตัวเองเคยให้โอกาส ก็เผชิญหน้าตรงๆและให้อภัย ร่วมมือกันได้เพื่อช่วยชีวิตประชาชนและสร้างบ้านแปงเมืองด้วยกัน

ใช่ค่ะ พี่โจจะแบกรัฐบาลแบบนี้ แบกนายกแบบนี้ เพราะมันคุ้มค่าชีวิตที่จะแบก
ไม่ต้องแซะเรื่องคนอื่นค่ะ ไปเอาพรรคตัวเองให้รอดก่อน!”

3สถาบันจัดอันดับโลก ชี้ศก.ไทยมีเสถียรภาพ ส่งสัญญาณบวกการค้า-ลงทุน

19 กันยายน 2569 เวลา 09:21 น.

อนุทิน

รัฐบาลเผย 3 สถาบันจัดอันดับโลกให้ไทย “Stable Outlook” สะท้อนความเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ เดินหน้าต่อยอดสู่การลงทุน–งาน–รายได้ประชาชน

วันที่ 19 ก.ย. นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลยินดีต่อกรณี Fitch Ratings ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จาก “เชิงลบ” (Negative) เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) พร้อมคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ BBB+ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2569 สะท้อนมุมมองที่ดีขึ้นต่อเสถียรภาพทางการเมือง แนวโน้มหนี้ภาครัฐในระยะปานกลาง และความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายของประเทศไทย

การปรับมุมมองของ Fitch ส่งผลให้ปัจจุบันสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch Ratings, Moody’s Ratings และ S&P Global Ratings มีมุมมองต่อประเทศไทยในระดับ “มีเสถียรภาพ” (Stable) ทั้งหมด โดย Moody’s ปรับมุมมองประเทศไทยเป็น Stable พร้อมคงอันดับเครดิตที่ Baa1 เมื่อเดือนเมษายน 2569 ขณะที่ S&P คงอันดับเครดิตสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของไทยที่ BBB+ และมีมุมมอง Stable

นางสาวลลิดา กล่าวว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ Fitch ระบุในการปรับมุมมองประเทศไทยครั้งนี้ คือ เสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้น โดย Fitch มองว่า รัฐบาลผสมที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีเสถียรภาพในการบริหารมากกว่ารัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลอยู่ในสถานะที่เอื้อต่อการดำเนินนโยบายที่มีกรอบระยะปานกลางมากขึ้น รวมถึงการเดินหน้าปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation)

“การที่ Fitch มองเห็นเสถียรภาพที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลมีความสำคัญต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ เพราะเมื่อความไม่แน่นอนลดลง การดำเนินนโยบายระยะกลางก็มีความต่อเนื่องและคาดการณ์ได้มากขึ้น ทั้งในเรื่องการบริหารเศรษฐกิจ การรักษาวินัยทางการคลัง และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการตัดสินใจลงทุน” นางสาวลลิดา กล่าว

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การที่ทั้ง 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกมีมุมมองต่อประเทศไทยในระดับ Stable ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นในประเทศ รัฐบาลจะใช้จังหวะนี้เดินหน้าสร้างความต่อเนื่องทางนโยบาย รักษาวินัยทางการคลัง และเร่งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ความเชื่อมั่นจากต่างประเทศเชื่อมต่อไปสู่การลงทุน การจ้างงาน และรายได้ของประชาชน

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจ Fitch คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวร้อยละ 2.3 ในปี 2569 ใกล้เคียงกับร้อยละ 2.4 ในปี 2568 โดยมีแรงสนับสนุนจากการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการบริโภคภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน Fitch ปรับประมาณการแนวโน้มหนี้ภาครัฐบาลของไทยดีขึ้น โดยคาดว่าจะทรงตัวต่ำกว่าร้อยละ 63 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภายในปีงบประมาณ 2571 จากเดิมที่เคยประเมินว่าจะอยู่ใกล้ร้อยละ 65 สะท้อนมุมมองต่อแนวโน้มฐานะการคลังของไทยที่ปรับตัวดีขึ้นจากประมาณการเดิม

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีจุดแข็งจากฐานะการเงินต่างประเทศ โดย Fitch คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเกินดุลร้อยละ 1.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในปี 2570 ขณะที่หนี้ภาครัฐส่วนใหญ่ระดมทุนเป็นเงินบาทภายในประเทศและมีต้นทุนการกู้ยืมในระดับต่ำ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและภาวะตลาดการเงินโลก

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลจะเดินหน้าต่อยอดความเชื่อมั่นดังกล่าวไปสู่การดึงดูดการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI ศูนย์ข้อมูล อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และพลังงานสะอาด ควบคู่กับการส่งเสริมให้การลงทุนเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างงานที่มีคุณภาพ เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภายในประเทศในวงกว้าง

“เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงรักษาอันดับเครดิตหรือ Stable Outlook แต่คือการเปลี่ยนความเชื่อมั่นให้เป็นการลงทุนจริง งานจริง และรายได้ที่เพิ่มขึ้นของประชาชน พร้อมรักษาสมดุลระหว่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกับวินัยทางการคลัง เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็ง แข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

ทนายบอน ไขปมคดีฮั้ว ส.ว. ชี้ ‘โพย’ อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีหลักฐานโยงนักการเมือง-ซื้อเสียง

19 กันยายน 2569 เวลา 08:06 น.

วันที่ 19 กันยายน 2569 นายณัฐนันท์ กัลยาศิริ หรือ “ทนายบอน” อดีตผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ณัฐนันท์ กัลยาศิริ – ทนายบอน” อธิบายถึงกรณีที่เรียกกันว่า “คดีฮั้ว ส.ว.” ระบุว่า

“นายณัฐนันท์ กัลยาศิริ หรือทนายบอน อดีตผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ณัฐนันท์ กัลยาศิริ – ทนายบอน ระบุว่า

“คดีฮั้ว ส.ว.” ชื่อเล่นของคดี ที่ชวนเข้าใจผิด
ทำความเข้าใจกันหน่อยครับว่า จริงๆ แล้วการร้องเรียนและการสอบสวนของ กกต. คือ ประเด็นอะไร มี 2 ประเด็น
ประเด็นแรก กฎหมายห้ามนักการเมืองระดับชาติ / ท้องถิ่น ผู้บริหารพรรคการเมือง (เรียกรวมๆ ง่ายๆ นักการเมือง) ไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือก ส.ว.
ประเด็นที่สอง กฎหมายห้ามซื้อสิทธิ ขายเสียง จัดเลี้ยง ฯลฯ ทำนองนั้น
กฎหมายไม่ได้ห้าม “ฮั้ว” หรือห้ามทำ “โพย”
หลักการที่ กกต. เสียงข้างมากใช้ (หลักการนะ ย้ำ)
กรณีแรก นักการเมืองไปยุ่งเกี่ยว มีคลิป มีเสียง มีภาพ ไม่ต้องมีเส้นเงินก็ได้ ส่งดำเนินคดี
กรณีที่สอง ซื้อเสียง ขายเสียง จัดเลี้ยง มีคลิป มีภาพ มีเสียง มีเส้นเงิน ส่งดำเนินคดี
กรณีที่สาม มีโพย มีพยานบุคคล ไม่มีหลักฐานอื่นชัดๆ ตรงๆ ยกคำร้อง
ย้ำว่าเป็นหลักการ
—
แล้ว “โพย” ไปอยู่ตรงไหนของเรื่อง
ก่อนอื่นผมยังไม่สรุปว่าโพย จริงหรือปลอม แต่คุยบนสมมติฐานว่า หากมีโพยจริงๆ จะเป็นยังไง
“โพย” บอกได้ว่า “ใครนัดแนะกันเลือกใคร”
ส.ส. เลือกตั้งโดยประชาชน ส.ส. ต้องไป “ฮั้ว” หรือ ตกลง ให้ประชาชนคนนั้นลงคะแนนให้ตัวเอง เรียกว่า หาเสียง
ส.ว. เลือกกันเอง ส.ว. จึงต้องไป “หาเสียง” กันเอง หรือไป “ฮั้ว” กัน โดยสภาพวิธีการมันต้องเป็นแบบนั้น
“โพย” ถ้าไม่ได้ทำโดยนักการเมือง หรือ ไม่มีการใช้เงินซื้อสิทธิขายเสียงตามโพย มันไม่ครบองค์ประกอบความผิด
ปัญหาคือเฉพาะ “โพย” มันบอกไม่ได้ในตัวเองว่า มันทำโดยนักการเมือง หรือมันมีการซื้อเสียง จัดเลี้ยงหรือไม่
มันต้องอาศัยพยานหลักฐานอื่น เช่น
พยานบุคคล มีคนมายืนยันว่า โพยนี้ ได้รับจากนักการเมือง หรือ มีการจ่ายเงิน
และพยานหลักฐานที่เป็น “คลิป ภาพ เสียง” ว่า ไปประชุมกับนักการเมืองมา หรือได้รับเงินตามโพยนี้
คดีที่ กกต. เสียงข้างมากยก เพราะมันมีหลักฐานแค่ “พยานบุคคล” และ “พยานแวดล้อม” อื่น เช่น โทรศัพท์ (ซึ่งไม่รู้ว่าคุยเรื่องอะไร) เบสโทรศัพท์ ว่าอยู่ที่ไหน (แต่ไม่รู้ว่าคุยเรื่องอะไร)
เพราะฉะนั้น “โพย” มันเป็นพยานว่ามีการหาเสียงกัน (หากโพยเป็นของจริงนะ) แต่โดยตัวมันเองไม่ได้เป็นหลักฐานว่า นักการเมืองเข้าไปเกี่ยว หรือมีการซื้อเสียงจัดเลี้ยง ที่จะครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย
เรียกว่า “โพย” เป็นพยานแวดล้อมได้ หากปรากฏว่ามีนักการเมืองชักชวนให้ลงคะแนนให้ ส.ว. ตามโพย หรือ มีการซื้อเสียงกันตามโพย
—
สรุป
ไอ้ที่มาโวยวายกันว่า “มีโพย” ชัดๆ กกต. ดันไม่ดำเนินคดี มีข้อสังเกต ดังนี้
1. “โพย” โดยตัวมันเอง บอกไม่ได้ว่า นักการเมืองเกี่ยวอย่างไร หรือมีการซื้อเสียงอย่างไร
2. ไอ้ที่มีพยานหลักฐานครบ เช่น พยานบุคคล คลิป ภาพ เสียง เส้นเงิน กกต. เค้าก็ส่งดำเนินคดี เพราะครบองค์ประกอบ มีหลักฐานยืนยัน
3. แต่ไอ้ที่ไม่ส่ง เพราะมีแค่ “โพย” (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจริงไหม) กับพยานบุคคล (ที่มาให้การหรือแจ้งเหตุหลังเกิดเหตุเป็นเดือน และไม่เกี่ยวว่าพยานกลับคำหรือไม่) กกต. เสียงข้างมากเลยวินิจฉัยว่า ไม่ส่งๆๆ ยุติเรื่อง
4. กกต. เสียงข้างน้อยบอกว่า “โพย” ที่มีนักการเมืองเกี่ยว หรือมีหลักฐานเป็นคลิปเป็นเสียง ดำเนินคดีไปถูกต้องแล้ว แต่ “โพย” ที่มีเพียง “พยานบุคคล” และพยานแวดล้อมอื่น เช่น ประวัติการโทร เบสโทรศัพท์ เมื่อเป็นขบวนการเดียวกัน ก็ต้องผิดหมด ต้องส่งศาลหมด แม้ไม่มี คลิปการประชุม ภาพ เสียง เส้นเงิน เพราะเราต้อง “มองช้างทั้งตัว” … ผมจับใจความได้ว่าแบบนั้น
—
แถม
ทีนี้มาถึงคดี “ฮั้ว” ของอีกฟากฝั่งหนึ่ง หนึ่งในประเด็นที่ กกต. สอบสวน คือ มีการ “จัดเลี้ยง” ซึ่งเป็นข้อห้ามตามกฎหมาย เพื่อให้ผู้สมัคร ส.ว. ลงคะแนน หรืองดเว้นการลงคะแนนให้ใคร หรือไม่
ถ้าบังเอิญ มีพยานบุคคล และมีภาพ มีคลิป หรือมีหลักฐานอื่นว่า “มีการจัดเลี้ยง” เพื่อให้มีการหาเสียงกันเองในระหว่าง ส.ว. ด้วยกัน … ช_ละ กกต. ซวยอีกแน่นอน เพราะต้องส่งดำเนินคดีโดยไม่มีทางเลือก 555555
แต่ถ้าไม่มีหลักฐานอื่น มีแค่พยานบุคคล ผมว่า กกต. ก็ใช้มาตรฐานเดิม “ยกคำร้อง” ครับ”

ไทยช่วยไทยฯไปต่อ เฟส2มาแล้ว ลุ้นเติมเงินอีก2เดือน นายกฯโยนคลังแถลง ‘ศุภจี’จ่อออกแพ็กเกจ

19 กันยายน 2569 เวลา 06:04 น.

นายกฯ เห็นชอบหลักการ ต่ออายุ“ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” แล้วรอ “เอกนิติ” แถลงความชัดเจนขอไม่ก้าวก่ายงานกัน ย้ำไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ยุคข้าวยากหมากแพง ด้านโฆษกรัฐบาล แย้ม ให้เงินรวดเดียว 1,000 บาท ใช้ 2 เดือน ชี้รอคลังสรุปอีกรอบ ขณะที่“ศุภจี”เผยกระทรวงเศรษฐกิจ เตรียมออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 12.35 น.วันที่ 18 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังได้รายงานมาแล้ว ส่วนรายละเอียดเงื่อนไขจะเท่าไหร่นั้น ขอให้นายเอกนิติ เป็นผู้แถลงความชัดเจน แต่ตนได้เห็นชอบในหลักการแล้ว

เมื่อถามถึงเงื่อนไขที่ให้ 1,000 บาท ใช้รวดเดียว 2 เดือนหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ขอให้นายเอกนิติ เป็นผู้แถลง เพราะเราไม่ก้าวก่ายงานกัน แต่ขอเรียนว่าเป็นข่าวดี ส่วนรูปแบบ จะเป็นอย่างไร ก็ขอให้นายเอกนิติ เป็นผู้แถลงอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมีทั้งโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่จะต้องครอบคลุมให้ทั่วถึง

เมื่อถามต่อถึงการรับมือกรณีธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี นายอนุทิน กล่าวว่า เราจะไม่ทำอะไรที่ประชาชนเดือดร้อน

เมื่อถามย้ำว่ากรณีดังกล่าวจะกระทบกับราคาพลังงานหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีหลายจุดที่เราจะลดความเดือดร้อนของประชาชน โดยโครงการไทยช่วยไทยพลัส ก็ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะเอามาช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจากสถานการณ์ปัจจุบัน

เมื่อถามต่อว่า หลังจบโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะมีมาตรการอื่นออกมาในช่วงเดือนธ.ค.2569 ถึงเดือนม.ค.2570 อีกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า การที่เราดำเนินนโยบายนี้ ไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่เป็นทั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนทุกที่ ในยุคข้าวยากหมากแพง

เวลา 12.20 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความชัดเจนรายละเอียด โครงการไทยช่วยไทย พลัส เฟสที่ 2 ว่า รายละเอียดจะต้องรอคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้จากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) พิจารณาก่อนในการพิจารณารอบสุดท้าย ซึ่งจากที่ตนได้คุยกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง คาดว่า จะให้สิทธิ 1,000 บาท เป็นเวลาการใช้ 2 เดือน ในเกณฑ์ 60:40 เหมือนเดิม ส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับการเติมเงินเข้า 700 บาท รวมกับสิทธิ์ปกติ 300 บาทรวมเป็น 1,000 บาท เช่นเดิม

เมื่อถามย้ำว่า จะต้องมีการโยกงบประมาณ มาใช้สำหรับการต่ออายุครั้งนี้หรือไม่ นายเอกภพ ยืนยันว่าไม่ต้องมีการดึงเงินมาเพิ่ม ซึ่งจำนวนเงินที่ คำนวณ ณ วันนี้ 1,000 บาท หากดำเนินการ 2 เดือน และถือเป็นการเปิดช่องทางการใช้ได้มากขึ้น

ขณะที่นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้จะพูดคุยกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงประเด็นดังกล่าว

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการรับมือด้านการค้า และสินค้าในประเทศที่อาจได้รับผลกระทบหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในรอบ 3 ปี ว่า เรื่องราคาสินค้ากระทรวงพาณิชย์ดูแลอยู่ ส่วนเรื่องการดูแลอัตราดอกเบี้ยต้องสอบถามนายเอกนิติ ส่วนหลังจากการต่ออายุไทยช่วยไทยต่อไปอีก 2 เดือน จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นอีกหรือไม่ นางศุภจี ยอมรับว่ามี ซึ่งขณะนี้กำลังพูดคุยกันอยู่ พร้อมระบุว่า จะออกมาเป็นแพ็กเกจของกระทรวงเศรษฐกิจโดยจะต้องมองภาพรวม เพื่อรองรับตัวเลขไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ด้วย อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติได้ออกมาพูดเรื่องการต่ออายุไทยช่วยไทยพลัสต่ออีก 2 เดือน ดังนั้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องดูให้ครอบคลุมทุกกระทรวง

ทางด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงผลสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 14-17 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมาว่า ประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์เฉพาะเรื่องก๊าซ ไฟฟ้า หรือการซื้อขายพลังงานเท่านั้น แต่ยังได้โอกาสเปิดประเทศให้นักลงทุนและผู้บริหารระดับโลกเข้ามาสัมผัสศักยภาพของไทยด้วยตนเอง

ทั้งนี้ Gastech เป็นหนึ่งในงานใหญ่ระดับโลกของอุตสาหกรรมพลังงาน ปกติหมุนเวียนจัดในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย โดยครั้งสุดท้ายที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพคือปี 2008 (พ.ศ. 2551) ก่อนที่ไทยจะผลักดันให้งานกลับมาจัดที่กรุงเทพฯ อีกครั้งในปีนี้

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตลอด 4 วัน ของการเป็นเจ้าภาพจัดงานมีนักลงทุนและผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศจำนวนมาก มีการจัดดีลทางธุรกิจมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ตัวเลข คือการที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจจากทั่วโลกเดินทางมามองเห็นประเทศไทยด้วยตาตัวเอง

 “เราได้โชว์ประเทศ ได้โชว์กรุงเทพฯ ได้โชว์ศักยภาพของเรา เมื่อรัฐมนตรี นักลงทุน และผู้บริหารบริษัทระดับโลกได้สัมผัสบรรยากาศจริง จะเห็นว่าประเทศไทยไม่เพียงเป็นประเทศที่น่าลงทุน แต่ยังเป็นประเทศที่น่าอยู่ มีทั้งโอกาสทางธุรกิจ พลังงาน และคุณภาพชีวิตที่สมดุล” นายเอกนัฏ กล่าว

รมว.พลังงาน กล่าวว่า การที่งานระดับโลกมาจัดในประเทศไทย ยังทำให้ไทยได้เปรียบด้านการสื่อสาร เพราะมีพื้นที่นำเสนอวิสัยทัศน์และความต้องการของประเทศโดยตรง ไม่ต้องเดินทางไปหาเวทีต่างประเทศ แต่ผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารพลังงานระดับโลกเดินทางเข้ามาพบกันที่กรุงเทพฯ ซึ่งในระหว่างงาน ตนได้เป็นประธานการหารือโต๊ะกลมร่วมกับผู้บริหารองค์กรพลังงานสำคัญ ทั้ง IEF และ IEA รวมถึงรัฐมนตรีและผู้บริหารจากสหรัฐฯ รัสเซีย สิงคโปร์ ประเทศเพื่อนบ้าน แอฟริกา และประเทศจากหลายภูมิภาค เปิดโอกาสให้ไทยสื่อสารทิศทางพลังงานและสร้างเครือข่ายโดยตรง

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ในมิติพลังงาน การมีผู้ขายและพันธมิตรจำนวนมากมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ช่วยเพิ่มทางเลือกของไทยในการเจรจา โดยเฉพาะการหารือสัญญาพลังงานระยะยาว เพื่อลดความเสี่ยงจากการต้องซื้อพลังงานราคาแพงในตลาด Spot และสร้างการแข่งขันระหว่างผู้เสนอขาย

 “ประโยชน์เรื่องก๊าซ เรื่องไฟ มีแน่นอน เพราะเราได้คุยเรื่องสัญญาระยะยาว ไม่ต้องไปซื้อแพงในตลาด Spot และเมื่อมีหลายเจ้าก็แข่งขันกัน แต่ผมมองไกลกว่านั้น นี่เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ” นายเอกนัฏกล่าว

รมว.พลังงาน กล่าวว่า สิ่งที่ได้จากการจัดงานจึงไม่ควรถูกตีกรอบเฉพาะตัวเลขการซื้อขายพลังงาน เพราะการที่นักลงทุนเดินทางมาเห็นโครงสร้างพื้นฐาน เมือง ระบบบริการ และบรรยากาศการใช้ชีวิตจริง เป็นโอกาสสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในระยะยาว เราได้ให้เขามาสัมผัสบรรยากาศของความน่าอยู่ น่าลงทุนในประเทศ นี่คือสิ่งที่คิดว่าประเมินค่าไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า Gastech 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 ก.ย. 2569 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยกระทรวงพลังงานเป็นเจ้าภาพ งานถูกวางให้เป็นเวทีเชื่อมผู้นำรัฐบาล ผู้บริหารพลังงาน นักลงทุน และผู้ให้บริการเทคโนโลยี เพื่อหารือความมั่นคงพลังงาน LNG ความต้องการไฟฟ้าจาก AI และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว โดยมีผู้เข้าร่วมราว 50,000 คนจาก 150 ประเทศ ผู้บริหารและวิทยากรกว่า 1,000 ราย บริษัทชั้นนำร่วมแสดงงานกว่า 1,000 บริษัท พร้อมรัฐมนตรีพลังงานจาก 15 ประเทศ และผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ 5 องค์กร  นอกจากผลบวกต่ออุตสาหกรรมพลังงานและการดึงดูดการลงทุนนักลงทุนโดยตรงแล้ว งานครั้งนี้ได้ การสร้างเครือข่ายธุรกิจ และรายได้ที่กระจายไปยังการท่องเที่ยว ร้านค้า ร้านอาหาร และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เป็นอีกช่องทางกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลก

เลิกคุ้มหัวสส. โฆษกรัฐบาลบี้ปชน. เคลียร์ปมถือนอมินี

19 กันยายน 2569 เวลา 06:04 น.

 “หมอเอก” โฆษกรัฐบาล ตามกระทืบพรรคประชาชน ปม สส.ภูเก็ต เอี่ยวคดีถือครองนอมินี เจ้าตัวเบี้ยวนัด 3 ครั้ง หวั่นกระทบคดียักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน ด้านนายกฯ หนูย้ำรัฐบาลปรามสแกมเมอร์ อย่างบ้าระห่ำ โลกยังชื่นชม ด้าน “สีหศักดิ์” ชี้ปม กมธ.สหรัฐฯ ให้ตรวจสอบ “วรภัค” เชื่อมโยงสแกมเมอร์ เป็นเรื่องส่วนบุคคล

เมื่อเวลา 12.10 น. วันที่ 18 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมาตราการปราบทุนเทาของรัฐบาล ว่า จากที่ประชุมกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ในช่วงที่ผ่านมามีการทำงานระหว่างแต่ละกระทรวง และหน่วยงานต่างๆ เพื่อจับเกี่ยวกับเรื่องการทำธุรกรรมผิดกฎหมาย และการจดทะเบียนบริษัทที่ผิดกฎหมาย โดยกระทรวงพาณิชย์ได้มีการออกประกาศว่าถ้าบริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งมีต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นด้วย หรือแม้แต่เป็นคนไทยจะมีการตรวจสอบประวัติว่าคนไทยที่มาร่วมถือหุ้นนั้นเป็นผู้ที่อยู่ในบัญชีของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วยหรือไม่ และจะมีการตรวจสอบว่ามีการเดินบัญชีที่เหมาะกับบริบทของบริษัทนั้นๆหรือไม่ และมีการออกประกาศว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นจะมีการตรวจสอบทุกครั้ง รวมถึงมีการตรวจสอบการไขว้หุ้นระหว่างบริษัทด้วย ซึ่งจะทำให้บริษัทที่มาจดทะเบียนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นนอมินีลดลงอย่างชัดเจน และหากเจอบริษัทที่สงสัยว่าเป็นนอมินี ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้น 2,000 กว่าบริษัทจะส่งให้กระทรวงมหาดไทย และทางกระทรวงมหาดไทยจะรับลูกต่อ ด้วย

บังคับคดีขายทรัพย์สิน

การไปดูว่าบริษัทนี้ถือครองทรัพย์สินอย่างไร อย่างเช่นที่ดินมีมูลค่าถึง 85,000 ล้านบาทใน 2,000 บริษัทนี้ ซึ่งตรงนี้กระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการเพื่อเข้าสู่ การบังคับขายที่ดินที่ถือครองโดยนอมินีและนอกจากนี้ จะมีนอมินีหรือคนที่สวมสิทธิ์ใช้บัตรประชาชนคนไทย ตรงนี้กระทรวงมหาดไทยก็มีมาตรการ และมีการตรวจสอบขยายผล ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่อยุธยา มาถึงแฟลตดินแดง และไชยปราการ ล่าสุดไปจับกุมที่สุราษฎร์ธานี ตรงนี้จะมีการขยายผลต่อไป ถือเป็นการทำลายแก๊งที่มีความเกี่ยวข้องกับนอมินีทุนเทา นอกจากนี้ ในช่วงการทำงานของรัฐบาลนี้มีการยึดทรัพย์เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และเครือข่ายที่ทำผิดทางด้านธุรกรรมผิดกฎหมาย ถึงประมาณ 20,000 ล้านบาทจากเครือข่ายเบน สมิธ และยิม เลียก ตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการไป

บีบพรรคประชาชน

นายเอกภพ กล่าวต่อว่า ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และพูดคุยในที่ประชุม เป็นสิ่งที่นายกฯให้นโยบายคือ ไม่ว่าเรื่องใดก็ตามที่เป็นเรื่องทุจริต และผิดกฎหมายถ้าสืบค้นไปถึงตรงไหนให้ดำเนินการเต็มที่ไม่มีการขอ ไม่มีการยกเว้น ไม่มีการเจรจา ดังนั้นวันนี้จึงอยากขอให้ทุกภาคส่วนรวมถึงพรรคการเมืองต่างๆที่มีคนเกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการนอมินี การฟอกเงิน หรือเรื่องผิดกฎหมายอื่นๆขอให้นำบุคคลเหล่านี้ที่อยู่ในกระบวนการสืบสวนให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยที่ไม่ปิดบังหรือปกปิด

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้หมายถึงกรณี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชนที่มีเรื่องอยู่ และยังไม่มีการดำเนินการใดๆแม้จะมีการออกหมายเรียกไป 3 ครั้งแล้วใช่หรือไม่ นายเอกภพ กล่าวว่า จริงๆแล้วเป็นเรื่องของทุกพรรคการเมืองที่จะรับผิดชอบคนของตัวเอง ซึ่งกรณี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน จากข้อมูลที่เราทราบทางกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีหมายเรียกให้มาชี้แจงแล้ว 3 ครั้ง แต่ยังมีการผัดผ่อนตรงนี้ถือว่าเป็นสิทธิ์ที่จะสามารถผัดผ่อนได้ แต่ถ้าพรรคการเมือง รวมถึงคนที่มีตำแหน่งเป็น สส.ด้วย ควรที่จะออกมาให้ความชัดเจนต่อสังคมด้วย และออกมาชี้แจงกับหน่วยงานสืบสวน เพื่อให้เขาขยายผลต่อได้ไม่เช่นนั้นแล้วเวลาที่ล่วงเลยไปบางครั้งอาจเกิดการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน ซึ่งอาจส่งผลเสียหายต่อการสืบสวนได้เช่นเดียวกัน //

ใครมีเอี่ยวต้องไปแก้ตัวเอาเอง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา ออกส่งหนังสือถึงรัฐบาลสหรัฐฯ ขอให้ตรวจสอบและพิจารณาคว่ำบาตร 28 รายชื่อ ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีรายชื่อของนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีต รมช.คลัง ในรัฐบาลอนุทิน 1 ว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย รัฐบาลชุดนี้ปราบปรามสแกมเมอร์อย่างบ้าระห่ำ และเมื่อมีตัวแทนของต่างชาติ หรือได้ไปพบกับหน่วยงานความมั่นคงทุกประเทศ ก่อนที่จะเริ่มทำการหารือ ก็ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลประเทศไทย ในการต่อต้านดำเนินคดีและยึดทรัพย์ อาชญากรรมทางเทคโนโลยีข้ามชาติ

 “ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังคงดำเนินคดีหลายคดี ยังติดตามยึดทรัพย์ผู้กระทำความผิด นอกจากนี้ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยังมารายงานว่ามีทรัพย์สินที่ยึดมาเป็นรายการหุ้น มีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยปรึกษาศาล ว่าต้องทำอย่างไร จะสามารถยึดมาเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน หรือขายทอดตลาดได้หรือไม่ จะได้นำเงินกลับมาเป็นสมบัติของแผ่นดิน” นายอนุทิน กล่าว

ไม่มีการเกรงใจใคร

เมื่อถามว่า แม้รัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามเต็มที่ แต่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยังตั้งคำถามว่านายกฯ เกรงใจใครถึงไม่ทำเรื่องนี้จริงจัง นายกฯ หัวเราะ ก่อนจะตอบว่า “ที่ชัวร์ๆ คือไม่เกรงใจเขา ไม่เกรงใจโรม”

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการ ต่างประเทศ สภาฯ สหรัฐฯ ส่งหนังสือถึงรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อขอให้ตรวจสอบและพิจารณาคว่ำบาตร 28 รายชื่อ มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ และการค้ามนุษย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีรายชื่อของนายวรภัค ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องตัวบุคคล

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการจี้ให้รัฐบาลไทย ดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอยู่แล้ว ขบวนการสแกมเมอร์ ออนไลน์ สิ่งพวกนี้เราก็ให้ความสำคัญ และถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลอยู่แล้ว เมื่อถามว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศ อึดอัดหรือไม่ ที่ต้องชี้แจงกับต่างประเทศในเรื่องนี้ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ไม่อึดอัด

กรณ์ขุดอดีตรมต.ยุคอิ้ง

เพจเฟซบุ๊ก “ทีมกรณ์ – TeamKorn” โพสต์ข้อความระบุว่า “เจอรัฐมนตรีคลัง เอี่ยวทุนเทาอีกราย! รอบนี้ ยุคนายกฯ อุ๊งอิ๊ง”

ทั้งนี้ เพจเฟซบุ๊ก “ทีมกรณ์ – TeamKorn” ยังได้โพสต์ข้อความในคอมเมนต์ ระบุว่า “เฉลยชื่ออยู่ในรายละเอียด เพจเฟสบุ๊คแห่งหนึ่ง ซึ่งโยงทุนเบาของเบน สมิธ ทั้งยังอ้างว่าทาง DSI ประกาศรับเป็นคดีพิเศษไปแล้ว แต่ กลต. แจ้งผมว่า ‘ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน‘

ลั่นภท.ไม่เกี่ยวคดีฮั้วสว. ‘หนู’ซัดคนโยง จี้เคารพเสียงข้างมาก ไม่กลัวถูกยื่นซักฟอก กกต.ลุยสอบพันสีส้ม

19 กันยายน 2569 เวลา 06:03 น.

กกต.ชุดใหญ่ สั่งสอบเพิ่ม 3 สำนวน “ฮั้วสว.ส้ม” ลงมติช้า เหตุพยานปากสำคัญ เลื่อนให้ปากคำคณะที่ 26 หลายครั้ง ส่งผลไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังหลักฐานเส้นทางการเงิน-ผู้สมัคร สว.และผู้อยู่เบื้องหลัง เกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าจัดประชุม ด้าน‘หนู’ชี้คำวินิจฉัยกกต.ต้องเคารพเสียงข้างมาก ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม ชี้จุดเริ่มต้นมาจากการเมือง ยังไม่กำหนดวันกินข้าวรมต.แต่คุยพรรคร่วมตลอด มั่นใจผ่านซักฟอก ไม่เคยมีเจตนารมณ์ไม่สุจริตในการทำงาน’ภราดร’ไม่รู้ซักฟอกเรื่องอะไร แต่ครม.พร้อมชี้แจง ขณะที่’โรม’ยันลุยซักฟอกม.151 จี้ประธานสภาฯวางตัวเป็นกลาง‘สนธิ-คปท.’นัดรวมพลบุกกกต.25ก.ย.นี้

เมื่อวันที่ 18กันยายน2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึงความคืบหน้าในการไต่สวนคดีเกี่ยวกับการเลือก สว.หรือโกงเลือก สว.ที่ยังเหลืออีก 3สำนวน โดยอยู่ในชั้นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่26 ดำเนินการสอบสวนอยู่และยังไม่เสร็จสิ้น โดย 3สำนวนดังกล่าว ได้แก่ 1.การฮั้ว สว.ของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองสีส้ม ในระดับจังหวัด 2.การฮั้ว สว.ของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองสีส้มในระดับประเทศ 3.กลุ่มฮั้วสว.อิสระ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า“ฮั้ว สว.ส้ม”นั้น

กกต.สั่งสอบ3สำนวนฮั้วสว.ส้ม

ล่าสุด มีรายงานแจ้งว่า คณะกรรมการฯคณะที่ 26 ได้ส่ง 3สำนวนดังกล่าวไปยังที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่แล้ว แต่ที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ สั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอในการพิจารณาเพื่อลงมติ สาเหตุที่พยานหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไม่เพียงพอนั้น เนื่องจากพยานปากสำคัญ ขอเลื่อนเข้าให้ปากคำกับคณะที่26 หลายครั้ง ส่งผลให้ไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังหลักฐานชิ้นสำคัญคือ เส้นทางการเงิน ซึ่งมีความเชื่อมโยงไปถึงตัวผู้สมัคร สว.และผู้อยู่เบื้องหลัง เกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าจัดประชุม

 “เรื่องนี้หมกเม็ดไม่ได้หรอก ถ้าหมกเม็ด เดี๋ยวโดนสังคมเอาตาย” แหล่งข่าวจากสำนักงาน กกต.ระบุ

‘อนุทิน’ย้ำภท.ไม่เกี่ยวข้องฮั้วสว.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์คดีฮั้ว สว.ที่ยังคงมีต่อเนื่อง ว่า ตนยืนยันเหมือนเดิม รัฐบาลไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับการตัดสินใจหรือมติหรือการส่งดำเนินคดีใดๆก็ตาม ในส่วนที่ตนรับผิดชอบอยู่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ฉะนั้นตนไม่มีข้อมูลที่จะให้ความเห็นอะไรได้

เมื่อถามว่ามองอย่างไรกับปฏิกิริยาผลวินิจฉัยคดีฮั้วสว.ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีเสียงข้างมากโดนวิพากษ์วิจารณ์แต่เสียงข้างน้อยก็ออกมาเปิดเผยข้อมูล นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมไม่ได้มองอะไรเลย มันไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรืองานที่ผมรับผิดชอบอยู่ ผมคิดว่าทุกอย่างมีหลักของมันอยู่ หลักประชาธิปไตยเขาถืออะไร การวินิจฉัยในคดีความขององค์กรอิสระผมก็เห็นมีทั้งคะแนนเอกฉันท์ คะแนนเสียงข้างมาก คะแนนที่ก้ำกึ่ง หรือแม้แต่ประธานต้องลงความเห็นสองครั้ง แต่ที่สำคัญทุกรูปแบบต้องเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เขามีเขียนไว้หรือไม่ว่าเสียงข้างน้อยต้องชนะ ถ้าไม่มีก็แสดงว่าเสียงข้างมากวินิจฉัยอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น ชอบหรือไม่ชอบก็ต้องทำตาม”

ฝ่าฝืนข้อห้ามเรื่องส่วนตัวคนนั้น

เมื่อถามว่า กรณีคนที่เคยให้ปากคำกกต.แล้วมากลับคำให้การ จนทำให้คนมองพรรคภูมิใจไทยในทางลบ จะเอาผิดอะไรกับคนให้การหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันไม่ได้มีผลลบกับพรรคภูมิใจไทยแต่มีคนพยายามลากพรรคภูมิใจไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการฮั้วสว.ตนยังยืนยันเหมือนเดิมให้ยึดถือประกาศคำสั่งและข้อห้าม หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยคือตนที่ออกมา เป็นข้อปฏิบัติและข้อห้ามไม่ให้ผู้มีตำแหน่งทางการเมืองในสังกัดพรรคภูมิใจไทยไปยุ่งเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสว.และตนไม่ข้องใจกับคนที่ไปให้ข้อมูล เพราะตนได้ทำหน้าที่ของตนไปแล้ว คนที่ไม่ทำตามก็ต้องไปรับผิดชอบกับสิ่งที่เขาได้ทำนั้น เป็นเรื่องที่เขาตัดสินใจ เพราะมีข้อห้ามแล้ว ถ้าใครยังไปทำก็ต้องไปแก้ต่างในความเป็นส่วนตัวของเขา ไม่ได้ทำในนามพรรคว่าอย่างนั้นเถอะ หากมีการกระทำเช่นนั้น

จุดเริ่มต้นเรื่องนี้มาจากการเมือง

เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรให้ข้อครหานี้หมดไปจากพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน กล่าวว่า คนที่ครหาก็เห็นหน้าอยู่ คนที่ไม่ติดใจก็เห็นหน้าอยู่ เมื่อถามว่ามองว่าเรื่องนี้เป็นการเมืองล้วนๆใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “จุดเริ่มเป็นการเมืองอยู่แล้ว จุดเริ่มก่อนมาถึงตรงนี้เมื่อ2ปีก่อนเป็นการเมือง”

ยังไม่กำหนดวันกินข้าวคุยรมต.

นายอนุทิน ยังให้สัมภาษณ์กรณีรัฐบาลทำงานมา 6เดือนแล้ว จะพูดคุยกับรัฐมนตรีถึงการทำงานของแต่ละกระทรวงเพื่อประเมินการทำงานหรือไม่ ว่า ตนคุยอยู่ตลอดทุกสัปดาห์ และตนได้แจ้งไปยังทุกท่านขอให้ทำงานอย่างเต็มที่ งานจะต้องจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมเป็นประโยชน์ เมื่อถามว่ากรณีเลื่อนการทานข้าวร่วมกับรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ ขณะนี้ได้กำหนดวันแล้วหรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่า กำลังจะนัดอยู่ เหตุที่ต้องเลื่อนการทานข้าวในวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากตนมีภารกิจด่วนเข้ามาต้องเดินทางไปต่างประเทศในวันที่ 7 ก.ย. และวันที่ 17 ก.ย.ได้คุยกับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงานในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ว่าจะนัดทานข้าวกัน

เมื่อถามว่าจะเกิดขึ้นก่อนเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อร่วมประชุมสหประชาชาติ วันที่ 20 ก.ย.นี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้กำหนดวัน เรื่องกินข้าวไม่ได้สำคัญอะไรหากมีเวลาก็กิน หากไม่มีเวลาก็หารือกันตลอดอยู่แล้ว โทรศัพท์คุยกันตลอด ตนไม่จำเป็นต้องคุยกับรัฐมนตรีทุกท่าน

พร้อมตอบซักฟอก-โหวตผ่านทุกครั้ง

เมื่อถามว่าต้องเตรียมพร้อมอะไรก่อนที่ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตอบไม่ถูก เราต้องพร้อมตอบในทุกเรื่องถ้าทำแล้วไม่ได้ออกมาจากเจตนารมณ์ที่ไม่สุจริต ทุกการกระทำของรัฐบาลทุกการตัดสินใจทุกการดำเนินงานตั้งแต่ตนมาเป็นรัฐบาลตนก็ทำอยู่บนพื้นฐานประโยชน์ของประเทศและประชาชนและเจตนารมณ์ที่สุจริตไม่มีตรงไหนที่สามารถบ่งชี้ว่าไปเอื้อประโยชน์กับใครคนใดคนหนึ่ง ตนทำงานแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเป็นรมว.สาธารณสุข กี่ปีมาแล้วแต่ตนก็โดนอภิปรายทุกรอบ เป็นรมว.สาธารณสุขก็โดน แต่ก็ได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจมากที่สุดแทบทุกครั้ง ตนก็มีความพร้อมในการชี้แจงหากถูกกล่าวหามีการอภิปรายหรือมีการตั้งคำถามก็ต้องตอบ

เมื่อถามว่าหากถูกอภิปรายในรอบนี้ก็มั่นใจว่าจะรอดใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “จะไม่มั่นใจก็ต่อเมื่อผมตั้งใจทำอะไรผิดแล้วนึกว่าคนจะจับไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นจะกังวล แต่ผมไม่กังวลเพราะผมไม่มีวันทำอะไรที่ผิดกฎหมายและไม่เป็นประโยชน์กับประเทศและประชาชน”

‘ภราดร’ไม่รู้ซักฟอกตามมาตราไหน

ด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า เดี๋ยวรอว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อไหร่ เมื่อยื่นแล้วคงจะมีเวลาให้ฝ่ายรัฐบาลได้ดูญัตติว่ามีเรื่องอะไรบ้าง คงจะใช้เวลาหลังจากที่มีการยื่นตรวจญัตติประมาณ 1 สัปดาห์ และให้เวลารัฐบาลเพื่อเตรียมตัวประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าฝ่ายค้านจะยึดญัตติเมื่อไหร่ แต่อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าคณะรัฐมนตรีทุกคนพร้อมชี้แจงในทุกประเด็น ทุกข้อกล่าวหา ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเก็งข้อสอบหรือไม่ว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องอะไรบ้าง นายภราดร กล่าวว่า ไม่เก็งเลย เพราะรัฐมนตรีแต่ละคนก็มั่นใจว่าที่ผ่านมาได้ปฎิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา พยายามที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศ

เมื่อถามย้ำว่า ประเด็นยังคงอยู่ในเรื่องของฮั้ว สว., TH-AI Passsportและการทุจริตสอบเข้าข้าราชการท้องถิ่น นายภราดร กล่าวว่า ตนไม่ได้เป็นคนเขียนญัตติ ต้องไปถามฝ่ายค้านว่ามีประเด็นไหนที่ยังติดใจสงสัยหรือไม่ ถ้ายังติดใจสงสัยก็คงจะบรรจุไว้ในญัตติ พวกเราฝ่ายรัฐบาลก็พร้อมที่จะชี้แจงในทุกข้อกล่าวหา เมื่อถามว่า คาดว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายตามมาตรา 151 หรือมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญ นายภราดร กล่าวว่า อยู่ที่ฝ่ายค้าน

‘โรม’ยันซักฟอกม.151-สมัยประชุมนี้

ขณะที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) เปิดเผยการเตรียมความพร้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านในสมัยประชุม2569ก่อนสิ้นสุดสมัยประชุมสภาฯสมัยสามัญประจำปีที่2 ปี2569 วันที่ 22ธ.ค.นี้ ว่า อยู่ในช่วงการรวบรวมข้อเท็จจริง ซึ่งมีรายละเอียดและหลายเรื่องมาก แต่จะต้องรวบรวมข้อเท็จจริงให้นิ่ง อยู่ระหว่างการสรุปว่า จะเป็นการอภิปรายรัฐมนตรีรายบุคคล หรือจะเป็นทั้งคณะ ก่อนพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อกำหนดแนวทางอภิปรายและระบุรัฐมนตรีคนใดบ้าง

เมื่อถามว่าอีกว่า ฝ่ายค้านจะใช้กลไกการอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 หรือการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 นั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ฝ่ายค้าน จะใช้กลไกการอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 แน่ ๆ แต่สำหรับการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 จะต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง และย้ำว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จะเกิดขึ้นทันสมัยประชุมสภา 2569 นี้แน่นอน

เล็งคุย’ปชป.-กล้าธรรม’ร่วมทำศึก

เมื่อถามว่า การพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน เป็นการพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคกล้าธรรม (กธ.) พร้อมกันเลยหรือไม่นั้น นายรังสิมันต์ ยอมรับว่า พรรคกล้าธรรมอาจต้องพูดคุยกันว่า พรรคกล้าธรรมจะมีจุดยืนอย่างไร เพราะการพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ2569 ในวาระที่3พรรคกล้าธรรมก็มีแนวทางพิเศษ แตกต่างจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่พรรคปชป.จะพูดคุยกันอย่างแน่นอน เพราะอยู่ในพรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งไม่มีปัญหาและจะพูดคุยทำหน้าที่ร่วมกันหลังจากนี้ ส่วนพรรคเล็กอื่นๆ เดี๋ยวจะมีการพิจารณาอีกครั้งเช่นเดียวกัน

จี้ประธานสภาฯวางตัวเป็นกลาง

เมื่อถามว่า การอภิปรายของฝ่ายค้าน จะมีอุปสรรคหรือไม่ เช่น ข้ออ้างจากฝ่ายรัฐบาล ที่บางประเด็นปัญหาก็อยู่ระหว่างการตรวจสอบขององค์กรอิสระแล้ว เช่น การฮั้ว สว. หรือการทุจริตสอบท้องถิ่น ฯลฯ และยังคาบเกี่ยวรัฐบาลก่อน ที่รัฐบาลหลาย ๆ ชุดมักจะอ้างไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้นั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เจออุปสรรคแน่ และฝ่ายค้าน จะต้องเตรียมพร้อมให้ดี เพราะทราบว่า ขณะนี้ ได้มีการสั่งการให้ข้าราชการฝ่ายประจำ เตรียมหาเหตุผลทำให้การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเรื่องนี้ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร น่าจะตอบได้ดีที่สุดว่า ตกลงแล้ว มีการวางแผนใดๆ หรือไม่ ซึ่งตนขอยืนยันว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฝ่ายค้าน ได้ดำเนินการกันมาหลายครั้งแล้ว ฉะนั้น จึงไม่มีเหตุผลจะต้องเตะตัดขา หรือเปลี่ยนแปลง ดังนั้น จึงหวังว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง หรือหากฝ่ายค้านอภิปรายแล้ว จะต้องออกมาปกป้องนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หรือออกมาปกป้องแกนนำรัฐบาล ซึ่งก็จะเป็นการกระทำที่ไม่เป็นกลาง พร้อมยืนยันว่า ฝ่ายค้าน มีประสบการณ์ในการทำงาน โดยเฉพาะการตรวจสอบ ฉะนั้น ในแง่กระบวนการ และขั้นตอน ตนทราบดีกว่า จะต้องทำอย่างไร แต่ตนก็กังวลว่า จะเกิดวิชาสาระพัดวิชา เพื่อทำให้งานของฝ่ายค้านมีอุปสรรค

‘สนธิ-คปท.’นัดบุกกกต.25ก.ย.นี้

นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “PichitChaimongkol” เพื่อนัดหมายเคลื่อนไหวทางการเมือง ร่วมกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยระบุข้อความเชิญชวนประชาชนและมวลชนเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางไปชุมนุมที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป พร้อมเน้นย้ำให้ผู้ร่วมเดินทาง “ใส่รองเท้าผ้าใบมาร่วมกัน” เพื่อแสดงพลังร่วมกันในวันดังกล่าว

‘สมชัยยก3คดีโต้ช่องทางเอาผิดกกต.

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก“ปั่นไปไหน-สมชัย ศรีสุทธิยากร”กล่าวถึงช่องทางการดำเนินคดีกับ กกต.โดยระบุว่า มีผู้พิพากษาอาวุโสท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า หากจะดำเนินการกับ กกต.ต้องยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามมาตรา 234 และ 235 ของรัฐธรรมนูญเพียงช่องทางเดียว ยังมีกฎหมายอื่นที่สามารถใช้เป็นช่องทางดำเนินการได้ พร้อมยกตัวอย่าง อย่างน้อย 3 กรณีที่มีการยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง กรณีแรก วันที่ 3 กันยายน 2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งรับคำร้องเป็นคดีดำที่ ลต.สว.9/2569 กรณีผู้สมัคร สว.ผิดกลุ่มที่จังหวัดอำนาจเจริญ และ กกต.มีคำวินิจฉัยว่าสามารถสมัครได้ โดยศาลนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 27 ตุลาคม 2569 กรณีที่2 วันที่ 9 กันยายน 2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งรับคำร้องเป็นคดีดำที่ ลต.สว.10/2569 โดยนายสมชัยระบุว่า ใช้ฐานการร้องตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กรณีขอให้เพิกถอนและสั่งให้ สว.อำนาจเจริญ2 รายพ้นจากตำแหน่ง ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 27 ตุลาคม 2569 กรณีที่3 วันที่ 16กันยายน 2569 กลุ่ม สว.สำรอง ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อคัดค้านคำวินิจฉัยและมติของ กกต.เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยใช้ฐานการร้องตามมาตรา 44 และระบุความผิดตามมาตรา 32 และ 62 ซึ่งนายสมชัยระบุว่า ศาลรับเรื่องทางธุรการแล้ว

ปูดสภาสูงปีกน้ำเงินเดูด สว.เข้าก๊วน

นาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว.กลุ่มอิสระ กล่าวถึงการทำงานวุฒิสภาต่อจากนี้ว่า เมื่อ กกต.ส่งคำร้องคดีฮั้ว สว.ไปศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง แล้วศาลฎีกาฯ รับคำร้องไว้ไต่สวนจะมีคำสั่งให้ สว. 26คน ตามรายชื่อที่ กกต. ประกาศออกมาในคดีฮั้ว สว. จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จะทำให้ สว. เสียงหายไป 26 คน แต่แทบไม่มีผล เพราะประธานวุฒิสภา รองประธานวุฒิสภา ยังเป็นคนของฝ่ายเขาอยู่ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของคนที่จะมาเป็นประธานคณะกรรมาธิการสามัญของวุฒิสภา 4-5 คน เพื่อมาแทนที่ สว.ที่ถูก กกต.ยื่นคำร้อง แต่ฝ่ายสีน้ำเงินยังคุมเสียงข้างมากอยู่ ทำให้มองสภาพแล้วในวุฒิสภาก็คงไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม เพราะมีการกำหนดไว้แล้วว่า ห้ามส่งคำร้องไปศาลฎีกาเกินยี่สิบกว่าคน เขาก็ตัดออกมาได้แล้ว 26 คน แต่ ณ ขณะนี้สีน้ำเงินก็ยังคุมอยู่ สว.26คน ก็ยังมาประชุมกันตามปกติ มีการปลุกขวัญกำลังใจกันเต็มที่

เมื่อถามว่า เสียง สว. ที่หายไป 26คน แต่ตอนนี้ฝ่ายสีน้ำเงินก็ยังคุมสภาพในวุฒิสภาได้อยู่ นาวาตรีวุฒิพงศ์กล่าวย้ำว่า ก็คุมได้ แต่ว่าก็ต้องไปหาพวก สว.อิสระ ให้มาอยู่กับพวกเขาเพิ่มเติมเสียงเข้าไป ซึ่งก็มีหลายต่อหลายคนที่จากเดิมเป็น สว.อิสระ ตอนนี้ก็ไม่อิสระแล้ว ต้องคอยมอนิเตอร์ดูกันไป

 “เรื่องนี้รากเหง้ามันอยู่ที่ตัวเราเอง ผมเคยอภิปรายในที่ประชุมวุฒิสภาหลายหนว่า บุญคุณไม่ต้องมี แต่บุญคุณของประเทศชาติและประชาชนที่เขาเสียภาษีมาจ้างเรา สิ่งนี้สำคัญสุด เราต้องชดใช้บุญคุณของประชาชน ไม่ใช่บุญคุณของเจ้านายที่ไหนก็แล้วแต่ไม่เกี่ยวแล้ว เมื่อได้เป็น สว.ต้องทำหน้าที่ตามที่ได้เคยสาบานไว้ตอนเข้าปฏิบัติหน้าที่ ที่บอกไว้ว่า จะปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญตามกระบวนการที่ถูกต้อง แต่ที่ทำกันทุกวันนี้ ก็มีคนจำนวนหนึ่งเข้าใจว่ากระบวนการที่ถูกต้องคือทำตามที่เขาสั่ง แบบนี้มันไม่ใช่ มันผิดแน่ ๆ แต่หากในอนาคตถ้ามีพวก สว. สำรอง จำนวนหนึ่งเข้ามาทำหน้าที่มองว่าวุฒิสภาก็จะดีขึ้นตามลำดับ แต่ว่าตอนนี้หากหลับตาจะมองเห็นอนาคนเลยว่ามันยังมืดไปหมด” สว.กลุ่มอิสระ ระบุ

ร้องปปช.สอบทรัพย์สินประธานกกต.

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่า ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS ไปยัง ปปช.ขอให้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ กรณีเข้ารับตำแหน่ง กกต.เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 68 ว่ามีการยื่นบัญชีโดยถูกต้องตามความใน พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 หรือไม่ โดยนายเรืองไกร ระบุว่า จากข่าวการลงมติคดีฮั้วเลือก สว.จึงได้ย้อนตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินในฐานข้อมูลที่เก็บไว้ เมื่อนำมาพิจารณากับกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องพบข้อสังเกตที่ควรให้ ปปช.ตรวจสอบคือ นายณรงค์ ได้แจ้งในแบบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินของ ปปช.ว่า มีรายได้ประจำ 3รายการ คือ เงินเดือน 966,480 บาท เงินประจำตำแหน่ง 510,000 บาท เงินค่ารับรองเหมาจ่าย 510,000บาท รวมรายได้ประจํา 1,986,480 บาท และแจ้งว่ามีเงินได้พึงประเมิน 1,592,040 บาท จึงมีเหตุอันควรตรวจสอบว่า ผลต่างระหว่างรายได้ประจำ 1,986,480 บาท กับเงินได้พึงประเมิน 1,592,040 บาท นั้น มีการนำรายได้เงินค่ารับรองเหมาจ่าย 510,000 บาท ไปรวมเสียภาษีให้กรมสรรพากรครบถ้วน หรือไม่ หากเสียไม่ครบ จะเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม ตามมาตรา 87 หรือไม่

นอกจากนี้ นายณรงค์ แจ้ง ปปช.ว่า เคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ตั้งแต่ปี 2566-2568 แต่ไม่พบการแจ้งรายได้เงินบำนาญที่อาจมีจากตำแหน่งดังกล่าว จึงมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายณรงค์ มีเงินบำนาญจากตำแหน่งผู้พิพากษา หรือไม่ มีการแจ้งรายได้ครบถ้วนหรือไม่ หากไม่ครบ จะเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 114 หรือไม่ ซึ่งกรณีนี้เทียบเคียงกับการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ ต่อวุฒิสภา กรณีเข้ารับตำแหน่ง ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 3 มี.ค.67 ซึ่งแจ้งว่า เคยดำรงตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตั้งแต่ ต.ค. 66-12 พ.ย. 66 และแจ้งรายได้เงินบำนาญไว้ 683,877.60 บาท

สงสัยแจ้งไม่ครบ-เลี่ยงภาษีหรือไม่

นายณรงค์ แจ้ง ปปช.ว่า ตนเองมีที่ดิน6แปลง รวม 3,250,000บาท คู่สมรสมีที่ดิน 9แปลง รวม 47,228,500 บาท แต่ไม่พบการแจ้งรายจ่ายค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามความมาตรา9 พรบ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.2562 จึงมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายณรงค์ มีการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างครบถ้วนหรือไม่ หากไม่ครบ มีหนี้ค่าภาษีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับแจ้งตามแบบ ภ.ด.ส.หรือไม่ ถ้ามีหนี้แต่ไม่แจ้ง จะเข้าข่ายฐานไม่แจ้งหนี้ที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ อันฝ่าฝืนมาตรา114หรือไม่และการที่ นายณรงค์ แจ้ง ปปช.ว่า มีปืนสั้น1กระบอก ได้มาปี2559 มูลค่า 37,500บาท คู่สมรสมีปืน1กระบอก ได้มาปี2564 มูลค่า 28,680บาท แต่ไม่แจ้งทะเบียนอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืน(ใบ ป.3 หรือ ป.4) ตามพรบ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ.2490 กรณีจึงมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายณรงค์ แจ้งการครอบครองอาวุธปืนของตนเองและคู่สมรส โดยให้ข้อมูลถูกต้องครบถ้วนหรือไม่