พิสิษฐ์ ไม่หวั่น ไอลอว์ เดินหน้าสาวไส้ต่อเนื่อง จี้กกต.เร่งทำสำนวน สว.ส้ม

18 กันยายน 2569 เวลา 18:33 น.

‘พิสิษฐ์’ ชี้ ‘กกต.’ มีมติส่งศาลฟัน ‘ฮั้ว สว.’ แค่บางคน ขอประชาชนยึดมั่น ’กฎหมาย‘ เป็นหลัก เหตุ อย่าใช้กฎคิดเองเออเอง ไม่หวั่น ’ไอลอว์-พรรคส้ม‘ เดินหน้าสาวไส้ต่อเนื่อง จี้เร่งสืบสวนสอบสวนสำนวนโยง ’สว.ส้ม‘ ด้วย คาด ’แดง-สมพาน‘ เททริปสัญจร เตรียมสู้คดีในชั้นศาล

วันที่ 18 กันยายน 2569 เมื่อเวลา16.45น. ที่โรงแรมเมอร์เคียว เกาะช้าง ไฮด์อเวย์ อ.เกาะช้าง จ.ตราด นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิ) ให้สัมภาษณ์กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งฟ้อง ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีโกงฮั้วเลือกสว. ซึ่งกระแสสังคมยังมีความไม่พอใจว่า เรื่องความพอใจหรือไม่พอใจ คงตอบไม่ได้ แต่วันนี้เราต้องยึดมั่นในกฎหมาย ต้องเอากฎหมายเป็นหลัก อย่าเอากฎหมู่ หรือกฎเกณฑ์ที่เราคิดเองเออเอง ตนอยากให้ประชาชนหรือทุกคนที่รับฟังว่าอันดับแรกต้องเคารพกฎหมายก่อนว่า วันนี้กกต.มีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว ว่ามีสว.จำนวน 26 คน ที่จะต้องถูกส่งศาลฎีกา ซึ่งที่ผ่านมาเราเองก็ให้ความร่วมมือมาตลอด จึงหวังว่าประชาชนจะยึดมั่นในกฎหมาย เคารพในกติกาตามรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่า ทางไอลอว์และพรรคประชาชนมีการเปิดเผยข้อมูลออกมาเรื่อยๆ แม้ทางกกต.จะไม่บอกว่าเป็นพยานคนไหน ตรงนี้มีความกังวลหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ทางไอลอว์ก็เปิดเผยข้อมูลมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือนายพริษฐ์ วัชรสินธุ เองก็เปิดเผยมาร่วม 2 เดือนแล้ว ซึ่งเราก็ไม่ได้กังวล เพราะสิ่งที่ตนเคยกล่าวเอาไว้แล้วว่า ข้อมูลต่างๆ ที่ออกมานั้นเอามาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ความสำคัญอยู่ตรงนั้น ถ้าเอาออกมาโดยไม่ชอบกฎหมายก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย ทางกกต.ก็น่าจะมีกฎเกณฑ์และข้อบังคับต่างๆ ในการที่จะดำเนินการต่อไป

เมื่อถามต่อว่า มีการออกมาระบุว่ากกต. ไม่ยอมรับสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ มาพิจารณาด้วยทำให้สำนวนที่ออกมาไม่มีความสมบูรณ์ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องนี้อยู่ที่ดุลพินิจของกกต.เป็นหลัก เพราะจริงๆแล้วกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เป็นหน่วยงานของอีกหน่วยงานหนึ่งจริงๆ แล้วแทบไม่เกี่ยวข้องกันเลยด้วยซ้ำ อย่าลืมว่าการเลือกสว.ที่ผ่านมา ทาง กกต.เป็นผู้ดำเนินการจัดการทั้งหมด เพราะฉะนั้นหน่วยงานอื่นไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้อง

เมื่อถามต่อว่ามีรายงานจากทางกกต.ล่าสุดว่ายังมีอีก 3 สำนวน ที่เกี่ยวข้องกับสว.สีส้ม ที่เขาอาจยังไม่มาในชั้นกกต.ทำให้พิจารณาเรื่องเส้นเงินไม่ได้ อยากเรียกร้องอะไรเกี่ยวกับตรงนี้หรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ในเมื่อฝั่งที่ถูกดำเนินคดีต่างๆ เราได้ให้ความร่วมมือเต็มที่ ดังนั้นเราก็อยากให้กกต.ดำเนินการ เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้รวดเร็วเช่นกัน จากสำนวนต่างๆ ที่กกต.ซึ่งตนทราบมาว่าก็มีอีก 3 จำนวนไม่ว่าจะเป็น ชุดของไอลอว์และ ของกลุ่มคณะก้าวหน้า ที่มีการจัดรวมตัวระดับจังหวัดที่ห้องประชุมจูปิเตอร์ รวมถึงอีกหลายคณะที่มีการจัดประชุมในที่ต่างๆ ดังนั้นอยากให้กกต.ดำเนินการด้วยความเป็นธรรมและมีความรวดเร็วเช่นเดียวกัน

นายพิสิษฐ์ กล่าวอีกว่า กิจกรรมวุฒิสภาจัดโครงการวุฒิสภาพบสื่อมวลชนสัญจรวันนี้ มีสว. ร่วมเดินทางมาทั้งหมด 15 คน ส่วน สว. ที่มีการยกเลิกการเดินทางนั้นตนก็ไม่ทราบเหตุผล ทั้งนางแดง กองมา และนายสมพาน พละศักดิ์ นั้นจากเดิมที่มีชื่อท่านอยู่แล้วแต่ก็ไม่รู้ว่าติดธุระเร่งด่วนอะไร จึงไม่สามารถเดินทางมาได้ เพราะตนก็ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน แต่เท่าที่ทราบท่านอาจจะไม่อยากให้ข่าว

เมื่อถามย้ำว่าไม่อยากให้ข่าวเนื่องจากมีประเด็นเรื่องศาลฎีการับฟ้องคดีหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ก็อาจจะเป็นไปได้ ซึ่งท่านเองก็ให้การกับทางกกต.เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังเป็นผู้ถูกร้อง ขณะที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็รับเรื่องนี้ไป ซึ่งคิดว่าท่านอาจจะไปเตรียมตัวเรื่องนี้

เมื่อถามว่าหลังกกต.มีมติสั่งฟ้องได้มีการพูดคุยกับกลุ่มสว. ที่มีรายชื่อถูกส่งฟ้องหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันส่วนตัวบ้างหลายท่านยังไม่ได้ทราบข้อกล่าวหาชัดเจนเพราะวันที่กกต.ได้แถลงข่าว ก็ระบุข้อกล่าวหากว้างๆแต่รายละเอียดลึกๆ ไม่ทราบเลย

‘บุญยอด’ จวกมาตรฐานประธานสภา กทม. หญิงคนแรก ใช้คำพูดไม่เหมาะสมออกสื่อ

18 กันยายน 2569 เวลา 17:53 น.

วันนี้ 18 กันยายน 2569 นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์วิพากษ์วิจารณ์ถึงมาตรฐานการทำงานและกิริยามารยาทในรายการสัมภาษณ์ของประธานสภากรุงเทพมหานคร โดยชี้ให้เห็นถึงการใช้สรรพนามที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการตอบคำถามประเด็นการกดบัตรแทนกันในสภา กทม. ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “ประธาน สภากรุงเทพมหานคร เรียกตัวเองว่า “หนู” พิธีกร เรียก ประธาน ว่า “เธอ” (หลายครั้งกลุม สก.พรรคประชาชน เรียกพิธีกร “พี่ยุทธ) พิธีกรถาม: เธอเขื่อว่ากดบัตรแทนกันไหม? เธออยู่ด้วยนี่ ประธานสภาฯ ตอบ: มีกดซ้ำกัน แต่ญัตติไม่สำคัญ เป็นแค่เรื่องขอให้มี “ล่าม” นี่คือมาตรฐาน ประธานสภา กทม . (ผู้หญิงคนแรก) !!!!”

บุญยอด

หลังจากที่โพสต์ของ บุญยอด สุขถิ่นไทย เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ชาวเน็ตได้เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“เหมือนเจ้าของบัตรก็ยอมรับนี่ครับรอไรอยู่ละครับ #หนู #ประธาน”

“แปลว่าการนับญาติยังมีอยู่”

“มีอะไรแปลกๆ”

บุญยอด

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Boonyod Sooktinthai

เผยชีวิตอีกมุม ‘แก้วตา ธิษะณา’ เปิดความผูกพันของครอบครัวที่มีต่อ ‘ทักษิณ’

18 กันยายน 2569 เวลา 17:32 น.

แก้วตา ธิษะณา

วันนี้ 18 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก สำนักข่าวรักพรรคเพื่อไทย โพสต์ประวัติความเป็นมา คุณแม่ ของ ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อของ แก้วตา ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “ที่หลายคนไม่รู้ ว่าคุณแม่ของ แก้วตา ธิษะณา ชุณหะวัณ – แก้วตา – Tisana Choonhavan เคยทำงานอยู่กับร้านผ้าไหมของนายก #ทักษิณ และ คุณหญิงพจมาน แม้คุณพ่อจะเป็น ประชาธิปัตย์

” แม่แก้วเป็นดีไซน์เนอร์อยู่ #ชินวัตรไหมไทย แม่แก้วไปเลือกเพื่อไทย ไปช่วยเพื่อไทยหาเสียง แม่บอกสงสารคุณทักษิณ ตอนโดนเข้าเรือนจำ ” ” แก้วเป็นคนแรกๆที่ออกมาปกป้องคุณทักษิณตอนเข้าเรือนจำ ตอนนั้นใจหายมาก ตอนเด็กๆ เคยไปม็อบเสื้อเหลืองก็จริง คนในม็อบก็พูด อยากให้ทักษิณติดคุกๆ แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีวันนั้นจริงๆ และคนที่ตามไปขยายผลให้แกโดนคดี คือคนเดียวกับที่กระทำกับแก้ว” แก้วเล่าถึงวันที่คุณพ่อแก้วเสีย

แก้วตา ธิษะณา

“คุณพายัพ (น้องชายนายกทักษิณ) เป็นเพื่อนกับแม่แก้ว ตอนคุณพ่อแก้วเสียแกไปงาน แก้วเข้าไปสวัสดี ยังคิดว่าเป็นคุณทักษิณ เพราะหน้าเหมือนคุณทักษิณมาก แก้วรีบไปขอถ่ายรูป เขาบอกเขาไม่ใช่คุณทักษิณ”

วันนี้ แม้จะยังไม่ได้เจอตัวท่าน’ทักษิณ’เป็นๆ แต่ก็ได้เข้ามาใกล้แล้ว เพราะตอนนี้ ‘แก้วตา’ อยู่ในพรรคของผู้นำจิตวิญญาณ และ ผู้ก่อตั้งชื่อ ทักษิณ ชินวัตร #แดงแก้วตา”

แก้วตา ธิษะณา

หลังจากที่โพสต์ของทางเพจเฟซบุ๊ก สำนักข่าวรักพรรคเพื่อไทย เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“ท่านแม้วคือ”ผน.จิตวิณญาณที่แท้จริงค่ะทำตามกฏกติกามารยาททุกอย่าง.ปชต.จ๋าของแท้ค่ะรักและห่วงใยปทชและปชช.ยังแท้จริงค่ะขอขอบคุณๆแก้วตาที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของพรรคพทค่ะ”

“สุดยอดครับเพราะเครือคุณแก้วตาฯเป็นอดีตธาญาตินายกฯชาติชายชุณวรรณครับเคยบริหารประเทศดีมากที่เคยมีว่ปรารพว่าปรเทศไทยจะต้องเปลี่ยนเป็นจากสนามรบเป็นสนามการค้าใยยุคนั้นรุ่งเรืองจริงฯครับ”

“ดีใจและยินดีด้วยหัวใจค่ะ ที่คุณแก้วตา เข้ามาอยู่ใต้ชายคาอ้อมอกบ้านคชสารแห่งเมืองเชียงใหม่(ถิ่นอาศัยของคุณแม่ที่น่ารักแสนดี ที่รักเพื่อไทยมาตลอด และตลอดมา รักนะคะคนและพรรคเพื่อไทยที่แสนดีทุกๆคนค่ะครับฯ.”

“อดีตนายกทักษิณชินวัตรท่านนี้แหละคนของประชาชนและชาวรากหญ้าส่วนใหญ่ของประเทศที่รักและศรัทธาอดีตนายกทักษิณชินวัตรท่านนี้ที่ได้ทำคุณประโยชน์นานัปการให้กับประเทศและประชาชน”

“ขนลุก ทุกคนควรตื่นจากมโนแล้วมาอยู่ในโลกตวามจริง ควรยอมรับความจริงว่าคุณทักษิณทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติแค่ไหน ท่านทำเพื่อคนรากหญ้าแค่ไหน”

“ยินดีด้วยที่มาอยู่เพื่อไทยสมัยหน้าผมก็เลือกเพื่อไทยครับ”

แก้วตา ธิษะณา
แก้วตา ธิษะณา
แก้วตา ธิษะณา
แก้วตา ธิษะณา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากเฟซบุ๊ก สำนักข่าวรักพรรคเพื่อไทย, เฟซบุ๊ก ธิษะณา ชุณหะวัณ – แก้วตา – Tisana Choonhavan, เฟซบุ๊ก Thaksin Shinawatra

รักชนก จี้ อนุทิน ตอบ เมื่อวานปัดตกร่างกฎหมายปลดล็อกสนุกเกอร์ แต่วันนี้บอกกำลังพิจารณาอยู่ จวกเซ็นเอกสารแบบไม่ได้อ่าน

18 กันยายน 2569 เวลา 17:32 น.

‘รักชนก’ จี้ ‘อนุทิน’ ตอบ เมื่อวานปัดตกร่างกฎหมายปลดล็อกสนุกเกอร์ แต่วันนี้บอกกำลังพิจารณาอยู่ ชี้เป็นไปได้แค่ 2 มุม คือเซ็นเอกสารแบบไม่ได้อ่าน

วันที่ 18 กันยายน 2569 นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สส.นนทบุรี เขต 8 พรรคประชาชน และ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้ความเห็นถึงกรณีที่นายอุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีมติไม่รับรองร่างแก้ไขพระราชบัญญัติการพนัน เพื่อปลดล็อกกีฬาสนุกเกอร์และบิลเลียดออกจากบัญชีการพนัน โดยตั้งคำถามถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการสนับสนุนกีฬาอาชีพ รวมถึงความสับสนในการบริหารงานของผู้นำประเทศ

นายนนท์ ได้เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีหนังสือลงวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ส่งถึงเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แจ้งว่านายกรัฐมนตรีพิจารณาความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว มีบัญชาไม่รับรองร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งนนท์มองว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ความพยายามในการปลดล็อกกีฬาสนุกเกอร์ต้องมาหยุดชะงักลง

“หลังจากที่ผมรับเรื่องและร่วมกับนักกีฬา สมาคมกีฬาบิลเลียดแห่งประเทศไทย รวมถึงเพื่อน สส. ผลักดันร่างแก้ไข พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 จนยื่นต่อสภาได้เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 เหตุผลสำคัญคือกฎหมายนี้ใช้มานานกว่า 90 ปี ไม่สอดคล้องกับปัจจุบันที่สนุกเกอร์เป็นกีฬาอาชีพ และมีนักกีฬาไทยสร้างผลงานระดับโลก ข้อจำกัดนี้ส่งผลกระทบต่อโอกาสของเยาวชน การฝึกซ้อม และสร้างช่องโหว่ในการบังคับใช้กฎหมาย แต่เมื่อร่างถูกวินิจฉัยว่าเป็นร่างการเงินและต้องส่งให้นายกฯ รับรองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 134 กลับถูกปัดตก” นายนนท์ กล่าว

นายนนท์ตั้งคำถามทิ้งท้ายถึงรัฐบาลว่า “ติดปัญหาตรงไหน?” เมื่อรัฐบาลทราบดีถึงศักยภาพของสนุกเกอร์ไทย เหตุใดจึงไม่เปิดโอกาสให้วงการพัฒนาต่อ หากติดขัดข้อกฎหมาย งบประมาณ รายได้รัฐ หรือมีความกังวลเรื่องการพนัน ขอให้ชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา โดย นนท์ย้ำว่า นี่ไม่ใช่การเรียกร้องเปิดเสรีการพนัน แต่กีฬาต้องได้รับการปฏิบัติในฐานะกีฬา หากรัฐบาลเห็นว่าสนุกเกอร์ยังควรถูกผูกไว้กับกฎหมายการพนัน ก็ควรมีคำตอบที่ชัดเจน ไม่ใช่ตอบเพียงคำว่าไม่รับรอง เพราะเบื้องหลังร่างกฎหมายนี้คืออนาคตของนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และผู้ประกอบการ ทุกคนสมควรได้

ขณะที่ น.ส.รักชนก ได้ออกมาตอบโต้กรณีที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในวันนี้ถึงกรณีการปัดตกร่างกฎหมายดังกล่าว โดยนายกฯ ระบุว่า “เดี๋ยวผมจะเรียกเรื่องมาดู กำลังพิจารณาอยู่ ผมยังไม่ได้บอกเลยว่าผมจะไม่เซ็น เรื่องยังมาไม่ถึงผม”

น.ส.รักชนก กล่าวว่า ถามจริงๆ คนเป็นนายกรัฐมนตรีพูดกลับไปกลับมาระหว่างหนังสือราชการจากสำนักเลขาธิการฯ กับคำพูดของตัวเองในวันนี้ได้ด้วยหรือ ซึ่งมีความเป็นไปได้เพียง 2 ทางเท่านั้น

1) นายกรัฐมนตรีไม่รู้เรื่องอะไรในการบริหารราชการแผ่นดินเลย เซ็นเอกสารปัดตกกฎหมายที่ชี้ชะตาชีวิตและอนาคตของประชาชนไปโดยที่ไม่ได้อ่านรายละเอียด ซึ่งน่ากังวลว่า นายกรัฐมนตรีเซ็นเอกสารมั่วๆ เช่นนี้กับเรื่องอื่นๆ อีกหรือไม่ 

2) มีคนปลอมลายเซ็นนายกรัฐมนตรี หรือมีใครมาสวมรอยใช้อำนาจแทน ซึ่งถ้าระบบการทำงานในทำเนียบรัฐบาลล้มเหลวและหละหลวมถึงขั้นนี้ นายกรัฐมนตรีต้องสั่งตั้งกรรมการตรวจสอบหาความจริงโดยด่วนที่สุด ไม่เช่นนั้นประชาชนจะฝากความหวังไว้กับผู้นำที่จำไม่ได้แม้กระทั่งว่าตัวเองเซ็นอะไรลงไปได้อย่างไร

“แต่ดิฉันคิดว่าไม่มีใครเซ็นแทนหรอก สไตล์นายอนุทิน ไม่รู้ขั้นตอน ไม่ใส่ใจ ไม่เข้าใจงานฝ่ายนิติบัญญัติเสียมากกว่า ถ้าให้เดาคือเซ็นเอกสารไปแบบส่งๆ ตามแฟ้มที่วางไว้ หรือไม่ก็มีคนสั่งมาให้เซ็นอีกทีโดยไม่อ่านสักตัวบนกระดาษด้วยซ้ำ ถ้าจะฝากอะไรต่อเรื่องนี้อยากจะบอกว่านับวันประชาชนยิ่งตั้งคำถามว่านายกฯ จริงจังกับอะไรบ้าง ยกเว้นหาความสุข ความบันเทิงให้ตัวเอง” น.ส.รักชนก กล่าวทิ้งท้าย

’วุฒิสภา‘ ยกคณะสัญจรลงพื้นที่เกาะช้าง จ.ตราด ตามคืบหน้าการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองพร้าว-เชื่อมต่อถนนรอบเกาะ

18 กันยายน 2569 เวลา 17:23 น.

’วุฒิสภา‘ ยกคณะสัญจรลงพื้นที่เกาะช้าง จ.ตราด ตามคืบหน้าการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองพร้าว-เชื่อมต่อถนนรอบเกาะ ดันแก้ ‘น้ำประปา’ ไม่เพียงพอ ช่วยคนในพื้นที่ กระตุ้นศก.-การท่องเที่ยว ด้าน ’กำนันต.เกาะช้าง‘ ขอบคุณช่วยสานฝัน10ปีให้ชาวถิ่น

เมื่อเวลา 14.45 น. วันที่ 18 กันยายน 2569 ที่เกาะช้าง จ.ตราด นายพิศูจน์ รัตนวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา พร้อมสมาชิกวุฒิสภา(สว.) อาทิ นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ , นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ และสว. รวม 15 คน ร่วมลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองพร้าว หมู่4 อ.เกาะช้าง จ.ตราด ในโครงการวุฒิสภาสัญจร โดยมีนายยศพล สนามไชย ผอ.สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 9 กล่าวสรุปเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว ตอนหนึ่งว่า

โครงการอ่างเก็บน้ำนี้ เป็นเขื่อนหินทิ้งแกนดินเหนียว เป็นงบฯผูกพันปี 2564-67 โดยใช้งบฯทั้งสิ้นรวม 444,250,600 บาท ใช้พื้นที่รวม 1,780 ไร่ เป็นพื้นที่ชลประทาน 745 ไร่ สามารถกักเก็บน้ำได้รวม 2.35 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตรในหน้าแล้ง เนื่องจากพื้นที่บนเกาะช้างไม่มีระบบปะปา ชาวบ้านต้องซื้อน้ำใช้ ขุดบ่อบาดาล รวมถึงดึงน้ำจากน้ำตก ดังนั้น อ่างเก็บน้ำจึงเป็นความจำเป็นต่อประชาชน และผู้ที่เข้ามาพักอาศัยและนักท่องเที่ยว สามารถรองรับการพัฒนาในอนาคตได้ 20 ปี ทั้งนี้บนเกาะที่จะต้องใช้อ่างเก็บน้ำ 4 อ่างถึงจะเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำของชาวบ้านและผู้ประกอบการบนเกาะช้างที่มี 2 ตำบล 9 หมู่บ้าน แม้โครงการก่อสร้างนี้จะล่าช้ากว่ากำหนด แต่คาดว่าจะสามารถสร้างให้แล้วเสร็จในปี 2571

ขณะที่ตัวแทนชาวบ้าน กล่าวสะท้อนโครงการอ่างเก็บน้ำคลองพร้าว่า ถือเป็นความหวังของเกาะช้าง เพราะช่วงหน้าแล้ง โดยเฉพาะปลายมีนาคมถึงต้นเมษายน ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่จำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ น้ำจึงถือเป็นต้นทุนสำคัญทั้งภาคการท่องเที่ยว และการเกษตรที่ต้องซื้อน้ำจากแผ่นดินใหญ่มารองรับ เพราะส่วนใหญ่คนในพื้นที่ประกอบอาชีพการท่องเที่ยวเป็นหลัก การเกษตรเป็นรอง ทำให้ต้นทุนซื้อน้ำกินน้ำใช้สูง ส่งผลทำให้ราคาที่พักและสถานบริการต่างๆมีราคาสูงขึ้นด้วย หากผลักดันโครงการนี้สำเร็จ จะสามารถช่วยพัฒนาเกาะช้างให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นการแก้ไขปัญหาปัจจุบัน ส่วนท้องถิ่นต้องนำรถน้ำไปแจกจ่ายให้ประชาชนบางพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ ขณะที่โรงแรมต้องซื้อน้ำปีละหลักล้านบาท ในช่วงไฮซีซั่น มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 90 % และอีก 10 %เป็นคนไทย หากโครงการสำเร็จ และมีน้ำเพียงพอ จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มการเข้าถึงของนักท่องเที่ยวไทย และให้เกิดการพัฒนาการเกษตร การท่องเที่ยว เพื่อทำให้เกาะช้างเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบ เป็นสากลของโลก

หลังจากนั้นนายพิศูจน์ และคณะฯ ได้รับฟังการรายงานข้อมูลการติดตามโครงการก่อสร้างถนนรอบเกาะช้าง ช่วงบ้านบางเบ้า-บ้านสลักเพชร อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด ระยะทาง 11.23 กิโลเมตร เป็นถนนขนาด 2 ช่องจราจร มีไหล่ทางข้างละ 0.5 เมตร มีสะพาน 14 แห่ง โดยมีจุดทางลอดให้สัตว์ป่าใช้เพื่อหลักเลี่ยงอันตรายของสัตว์ป่า เช่น ช้างป่าและมีจุดชมวิวบนเส้นทางดังกล่าว โดยใช้งบประมาณการก่อสร้าง 661,053,000 บาท คาดว่าจะสร้างแล้วเสร็จในปี 2573 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณา

โดยนายเติมศักดิ์ เสริฐศรี กำนันตำบลเกาะช้างใต้ กล่าวตอนหนึ่งว่า ตนในฐานะผู้นำชุมชนและตัวแทนชาวเกาะช้างขอขอบคุณสว. ที่ช่วยผลักดันและติดตามโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองพร้าว แบะถนนรอยเกาะ ที่ชาวเกาะช้างฝันมานานหลายสิบปี จากการขาดแคลนน้ำกิน น้ำใช้ การท่องเที่ยวและการเกษตร รวมถึงการทำถนนเส้นนี้ จะช่วยย่นย่อเวลา และเส้นทางให้สัญจรได้สะดวกยิ่งขึ้น ไม่ต้องเดินทางขับขี่รถรอบเกาะในบางช่วงที่ชำรุดทรุดโทรมช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางของชาวบ้านและเด็กนักเรียนบนเกาะช้าง และการขนส่งสินค้าบริการ พร้อมทั้งยังส่งเสริมการท่องเที่ยวและเชื่อมีโยงโครงข่ายการคมนาคมในพื้นที่เกาะช้างเพื่อรองรับการพัฒนาในอนาคต ขอขอบคุณที่มองเห็นความเดือดร้อนของชาวเกาะช้าง

กกต.สั่งสอบเพิ่ม 3 สำนวนฮั้ว สว.ส้ม เหตุพยานปากสำคัญ เลื่อนเข้าให้ปากคำคณะที่ 26

18 กันยายน 2569 เวลา 17:14 น.

“กกต.ชุดใหญ่”สั่งสอบเพิ่ม 3 สำนวน”ฮั้ว สว.ส้ม”แล้ว เผยลงมติช้าเหตุพยานปากสำคัญเลื่อนเข้าให้ปากคำคณะที่ 26 หลายครั้ง ส่งผลให้ไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังหลักฐานเส้นทางการเงิน -ผู้สมัคร สว. และผู้อยู่เบื้องหลัง เกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าจัดประชุม

วันที่ 18 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึงความคืบหน้าในการไต่สวนคดีเกี่ยวกับการเลือก สว.หรือ “โกงเลือก สว.” ที่ยังเหลืออีก 3 สำนวน โดยอยู่ในชั้นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ดำเนินการสอบสวนอยู่ และยังไม่เสร็จสิ้น

โดย 3 สำนวนดังกล่าว ได้แก่ 1). การฮั้ว สว.ของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองสีส้ม ในระดับจังหวัด 2). การฮั้ว สว.ของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองสีส้ม ในระดับประเทศ 3). กลุ่มฮั้ว สว.อิสระ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “ฮั้ว สว.ส้ม” นั้น

ล่าสุด มีรายงานแจ้งว่า คณะกรรมการฯ คณะที่ 26 ได้ส่ง 3 สำนวนดังกล่าวไปยังที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่แล้ว แต่ที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ สั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอในการพิจารณาเพื่อลงมติ

มีรายงานแจ้งอีกว่า สาเหตุที่พยานหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไม่เพียงพอนั้น เนื่องจากพยานปากสำคัญ ขอเลื่อนเข้าให้ปากคำกับคณะที่ 26 หลายครั้ง ส่งผลให้ไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังหลักฐานชิ้นสำคัญคือ เส้นทางการเงิน ซึ่งมีความเชื่อมโยงไปถึงตัวผู้สมัคร สว. และผู้อยู่เบื้องหลัง เกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าจัดประชุม

“เรื่องนี้หมกเม็ดไม่ได้หรอก ถ้าหมกเม็ด เดี๋ยวโดนสังคมเอาตาย” แหล่งข่าวจากสำนักงาน กกต.ระบุ

เปิด ไฮไลต์ภารกิจ 3 ประเทศ นายกฯ ร่วมประชุม UNGA81-พบผู้นำโลก-หารือเอกชน

18 กันยายน 2569 เวลา 17:04 น.

“ไฮไลต์ภารกิจ 3 ประเทศ” นายกฯ ร่วมประชุม UNGA81 -พบผู้นำโลก- หารือเอกชน เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของคนไทย ขณะที่ ตลาดหลักทรัพย์ไทยขอบคุณนายก ฯ นำทีมโรดโชว์ สร้างความน่าสนใจและโอกาสตลาดทุนไทย

วันที่ 18 ก.ย.69 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภารกิจสำคัญของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการเดินทางเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) ระหว่างวันที่ 20–27 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมเดินทางเยือนญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรว่า เป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะร่วมแสดงจุดยืนต่อประชาคมโลกและพบปะหารือกับผู้นำประเทศ ภาคีต่างประเทศ ภาคเอกชน นักลงทุน ของสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ซึ่งนายกรัฐมนตรีตั้งใจจะใช้โอกาสนี้และเวทีนี้ สื่อสารทิศทางของไทยต่อการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสในการลงทุนในประเทศไทย โดยจะมีผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมคณะด้วย

โฆษกรัฐบาลกล่าวเพิ่มเติมว่า ในการเข้าร่วมการประชุม UNGA81 นายกรัฐมนตรีจะนำเสนอบทบาทไทยในฐานะประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก ย้ำให้เห็นว่า ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กก็สามารถร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศได้อย่างสร้างสรรค์ และไทยก็มีจุดยืนในการส่งเสริมความร่วมมือและการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ระหว่างการเข้าร่วมประชุม นายกรัฐมนตรียังมีกำหนดการพบปะผู้นำและภาคีต่างประเทศ อาทิ ผู้นำภูฏาน อาร์เมเนีย และบังกลาเทศ รวมถึงเลขาธิการสหประชาชาติ รวมทั้งพบหารือกับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) พร้อมเยี่ยมชมและลั่นระฆังเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์ด้วย

สำหรับการเดินทางเยือนญี่ปุ่นจะเป็นโอกาสในการพบหารือกับหน่วยงานและภาคส่วน “ทีมประเทศไทย” ผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ส่วนภารกิจระหว่างการเยือน สหราชอาณาจักร จะพบหารือบริษัทการเงินชั้นนำ เพื่อขยายโอกาสความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน โดยเฉพาะการส่งเสริมตลาดทุนไทย

“นอกจากการพบหารือกับผู้นำหลายประเทศแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรียังได้รับเชิญให้ไปเยี่ยมชมและพูดคุยกับผู้บริหาร Google ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อนำเสนอศักยภาพของประเทศตลอดจนโอกาสและสิทธิประโยชน์ที่จะดึงดูดอุตสาหกรรมดิจิทัล ที่จะเข้ามาลงทุนในไทย โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมร่วมภารกิจ. นายเอกภพ ฯ กล่าว

ขณะที่ นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเดินทางร่วมคณะครั้งนี้ เปิดเผยภารกิจด้านตลาดทุนว่า ต้องขอบคุณรัฐบาลเห็นโอกาสตลาดทุนไทย โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและพันธมิตรจะใช้โอกาสนี้จัดกิจกรรมให้นายกรัฐมนตรีพบปะนักลงทุนและสถาบันภาคเอกชนขนาดใหญ่ ทั้งในนครนิวยอร์กและกรุงลอนดอน อาทิ Bank of America และ Jefferies Group ซึ่งเป็นสถาบันการเงินชั้นนำ ขณะที่ การเยือนกรุงลอนดอนจะพบปะกับ UBS เพื่อนำเสนอศักยภาพและทิศทางเศรษฐกิจไทย สร้างความน่าสนใจและความน่าเชื่อถือให้กับตลาดทุนไทย เพิ่มโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

“การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงภารกิจด้านการประชุมระหว่างประเทศเท่านั้น แต่เป็นการใช้เวทีระหว่างประเทศสื่อสารจุดยืนของประเทศไทย ควบคู่กับการนำเสนอศักยภาพทางเศรษฐกิจ ตลาดทุน และเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยต่อผู้นำ ภาคเอกชน และนักลงทุนในต่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่น เปิดโอกาสทางธุรกิจ และส่งเสริมการลงทุน เพื่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” โฆษกรัฐบาลกล่าวทึ้งท้าย

นิพนธ์ นำคณะสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน เยือนคุนหมิง เชื่อมความร่วมมือโดรน-หุ่นยนต์-เศรษฐกิจดิจิทัล

18 กันยายน 2569 เวลา 17:01 น.

“นิพนธ์” นำคณะสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน เยือนคุนหมิง เชื่อมความร่วมมือโดรน-หุ่นยนต์-เศรษฐกิจดิจิทัล

วันที่ 18 กันยายน 2569 นายนิพนธ์ บุญญามณี อุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะผู้แทนไทยเดินทางเยือนนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 18-21 กันยายน 2569 ในฐานะแขกของ Mr. Jin Yunqiang เพื่อกระชับความสัมพันธ์ไทย-จีน พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเปิดโอกาสความร่วมมือด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และการศึกษา

คณะเดินทางประกอบด้วย ผู้แทนกองทัพบก ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้แทนหอการค้าจังหวัดสงขลา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนผู้แทนจากภาคธุรกิจและสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน

ภารกิจสำคัญของคณะ ได้แก่ การเยี่ยมชมบริษัท Yunnan Hudian Emergency Equipment Manufacturing Limited ซึ่งดำเนินงานด้านโดรน อุปกรณ์สื่อสาร หุ่นยนต์ และสุนัขหุ่นยนต์ พร้อมชมการสาธิตการใช้งานผลิตภัณฑ์และแลกเปลี่ยนแนวทางประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อรับมือเหตุฉุกเฉิน

นอกจากนี้ คณะมีกำหนดเยี่ยมคารวะ Mr. Li Zhen อุปนายกสมาคมมิตรภาพระหว่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สาขายูนนาน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างไทยกับมณฑลยูนนานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

คณะยังมีกำหนดเยี่ยมชม China Unicom เพื่อศึกษาการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล การวางโครงข่ายเชื่อมโยงเอเชียใต้-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การวางระบบพลังประมวลผลและศูนย์คอมพิวติ้งอัจฉริยะ ตลอดจนกรณีศึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการผลิตอัจฉริยะในระดับสากล

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการเยี่ยมชมวิทยาลัยอาชีวศึกษาการกีฬามณฑลยูนนาน เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการศึกษาและเทคโนโลยีโดรน ซึ่งจะเป็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรและทักษะที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

การเดินทางครั้งนี้จะช่วยเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เชื่อมโยงเครือข่ายภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และภาคการศึกษา พร้อมต่อยอดความร่วมมือที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

แพรวพราว! อนุทิน หัวเราะหลังสื่อบอก โรม ถามนายกฯ เกรงใจใคร สวนกลับ ไม่ได้เกรงใจโรม 

18 กันยายน 2569 เวลา 15:48 น.

อนุทิน ย้ำ รัฐบาลปราบสแกมเมอร์บ้าระห่ำ โวต่างชาติขอบคุณ  หัวเราะหลังสื่อบอก โรม ถามนายกฯ เกรงใจใคร เจ้าตัว สวนกลับ ไม่ได้เกรงใจโรม 

เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ออกส่งหนังสือถึงรัฐบาลสหรัฐฯขอให้ตรวจสอบและพิจารณาคว่ำบาตร 28 รายชื่อ ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีรายชื่อของนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรมช.คลัง ในรัฐบาลอนุทิน 1 ด้วย ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย รัฐบาลชุดนี้ปราบปรามสแกมเมอร์อย่างบ้าระห่ำ และเมื่อมีตัวแทนของต่างชาติ หรือได้ไปพบกับหน่วยงานความมั่นคงทุกประเทศ ก่อนที่จะเริ่มทำการหารือ ก็ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลประเทศไทย ในการต่อต้านดำเนินคดีและยึดทรัพย์ อาชญากรรมทางเทคโนโลยีข้ามชาติ

ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังคงดำเนินคดีหลายคดี ยังติดตามยึดทรัพย์ผู้กระทำความผิด นอกจากนี้ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยังมารายงานว่า มีทรัพย์สินที่ยึดมาเป็นรายการหุ้น มีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยปรึกษาศาลว่าต้องทำอย่างไร จะสามารถยึดนำมาเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินหรือขายทอดตลาดได้หรือไม่ จะได้นำเงินกลับมาเป็นสมบัติของแผ่นดิน

เมื่อถามว่า แม้รัฐบาลจะเดินหน้าปราบปราม​เต็มที่แต่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยังตั้งคำถามว่านายกรัฐมนตรี เกรงใจใครถึงไม่ทำเรื่องนี้จริงจัง นายก​ฯหัวเราะ​ ก่อนจะตอบว่า “ที่ชัวร์ๆคือไม่เกรงใจเขา ไม่เกรงใจโรม”

อนุทิน ยังไม่กำหนดวันกินข้าวคุยรมต. แต่สื่อสารกันตลอด มั่นใจผ่านซักฟอก เพราะไม่เคยมีเจตนารมณ์ไม่สุจริต

18 กันยายน 2569 เวลา 14:56 น.

อนุทิน ยังไม่กำหนดวันกินข้าวคุยรมต. แต่สื่อสารพรรคร่วมตลอด ลั่น มั่นใจผ่านซักฟอก เพราะไม่เคยมีเจตนารมณ์ไม่สุจริตในการทำงาน

เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีรัฐบาลทำงานมา 6 เดือนแล้วจะพูดคุยกับรัฐมนตรีถึงการทำงานของแต่ละกระทรวงเพื่อประเมินการทำงานหรือไม่ ว่า ตนคุยอยู่ตลอดทุกสัปดาห์ และตนได้แจ้งไปยังทุกท่านขอให้ทำงานอย่างเต็มที่ งานจะต้องจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมเป็นประโยชน์

เมื่อถามว่ากรณีที่เลื่อนการทานข้าวร่วมกับรัฐมนตรีออกไปก่อนหน้านี้ ขณะนี้ได้กำหนดวันแล้วหรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่า กำลังจะนัดอยู่ เหตุที่ต้องเลื่อนการทานข้าวในวันที่ 6 ก.ย. ที่ผ่านมาเนื่องจากตนมีภารกิจด่วนเข้ามาต้องเดินทางไปต่างประเทศในวันที่ 7 ก.ย. และวันที่ 17 ก.ย.ได้คุยกับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงานในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ว่าจะนัดทานข้าวกัน

เมื่อถามว่าจะเกิดขึ้นก่อนเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อร่วมประชุมสหประชาชาติ วันที่ 20 ก.ย.นี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้กำหนดวัน เรื่องกินข้าวไม่ได้สำคัญอะไรหากมีเวลาก็กิน หากไม่มีเวลาก็หารือกันตลอดอยู่แล้ว โทรศัพท์คุยกันตลอด ตนไม่จำเป็นต้องคุยกับรัฐมนตรีทุกท่าน อย่างพรรคร่วมรัฐบาลตนก็มีช่องทางติดต่ออยู่ ไม่ว่าจะเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม นายจุลพันธ์ และคนที่ตนมีความคุ้นเคยมีความเคารพอย่างนายสุริยะ ก็พอแล้วกับการหารือกับพรรคร่วมรัฐบาล และไม่เคยมีปัญหาอะไร

เมื่อถามว่าต้องเตรียมพร้อมอะไรก่อนที่ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตอบไม่ถูก เราต้องพร้อมตอบในทุกเรื่องถ้าทำแล้วไม่ได้ออกมาจากเจตนารมณ์ที่ไม่สุจริต ทุกการกระทำของรัฐบาลทุกการตัดสินใจทุกการดำเนินงานตั้งแต่ตนมาเป็นรัฐบาลตนก็ทำอยู่บนพื้นฐานประโยชน์ของประเทศและประชาชนและเจตนารมณ์ที่สุจริตไม่มีตรงไหนที่สามารถบ่งชี้ว่าไปเอื้อประโยชน์กับใครคนใดคนหนึ่ง ตนทำงานแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเป็นรมว.สาธารณสุข กี่ปีมาแล้วแต่ตนก็โดนอภิปรายทุกรอบ เป็นรมว.สาธารณสุขก็โดน แต่ก็ได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจมากที่สุดแทบทุกครั้ง ตนก็มีความพร้อมในการชี้แจงหากถูกกล่าวหามีการอภิปรายหรือมีการตั้งคำถามก็ต้องตอบ

เมื่อถามว่าหากถูกอภิปรายในรอบนี้ก็มั่นใจว่าจะรอดใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “จะไม่มั่นใจก็ต่อเมื่อผมตั้งใจทำอะไรผิดแล้วนึกว่าคนจะจับไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นจะกังวล แต่ผมไม่กังวลเพราะผมไม่มีวันทำอะไรที่ผิดกฎหมายและไม่เป็นประโยชน์กับประเทศและประชาชน ผมมีหลักของผมแค่สองสามอย่างและทำงานของผม เมื่อสักครู่ผมได้ฟังในที่ประชุมที่มีระดับปลัดกระทรวง ระดับหัวส่วนราชการที่เกษียณอายุราชการ ทุกท่านให้ความชื่นชมในการทำงานร่วมกับรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายการเมือง

รวมถึงการมอบนโยบายให้กับข้าราชการประจำไปปฏิบัติ ท่านเหล่านั้นจะเหลือเวลาอีก 2 สัปดาห์จะเกษียณอายุราชการ ท่านก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาพูดเอาใจ ให้เราเกิดความรู้สึกเป็นบวกมากๆ กับพวกท่าน เพราะท่านไม่ได้คาดหวังอะไร เราก็ถือว่าท่านเหล่านี้เป็นบุคคลที่มีเกียรติ มีตำแหน่งหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบเป็นอันมาก ซึ่งเขาให้คำชื่นชมว่า รัฐบาลให้การสนับสนุนภารกิจทุกหน่วยงานเป็นอย่างดี ซึ่งทำให้ผมมั่นใจได้ว่า รัฐบาลชุดนี้ ได้ทำคุณประโยชน์ผ่านทางข้าราชการประจำให้ไปดำเนินการต่างๆ ได้”