แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“การทุจริตครั้งนี้เป็นกลุ่มที่มีคนร่วมเยอะ มีความซับซ้อน ต้องให้เวลาทีมทำงาน ถ้าพูดถึงเรื่องความตั้งใจก็ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นเราจะไม่ให้หน่วยงานเหล่านี้เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด แต่ขอเวลาให้ได้ทำงาน และมั่นใจว่ายังไงก็เจอตัว ถ้าเจอตอก็ต้องขุด ไม่มีละเว้น”

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ตั้งเป้าคนใช้สิทธิ70% ชิงผู้ว่าฯกทม. 3ทุ่มรู้ผล/ตร.คุมเข้ม

ตั้งเป้าคนใช้สิทธิ70% ชิงผู้ว่าฯกทม. 3ทุ่มรู้ผล/ตร.คุมเข้ม

ตั้งเป้าคนใช้สิทธิ70% ชิงผู้ว่าฯกทม. 3ทุ่มรู้ผล/ตร.คุมเข้ม

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.


ตั้งเป้าคนใช้สิทธิ70% ชิงผู้ว่าฯกทม. 3ทุ่มรู้ผล/ตร.คุมเข้ม ห้ามเลี้ยง-จำหน่ายสุรา จัดแผนรับมือฝนถล่ม รอลุ้นผลนายกฯพัทยา

ปลัด กทม.ยืนยันพร้อมจัดเลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม.-สก. ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ เตรียมแผนเผชิญเหตุรอบด้าน ฝนถล่ม ไร้ปัญหา ย้ำทุกขั้นตอนโปร่งใส ตรวจสอบได้ ด้านประธาน กกต.ร่วมอำนวยความสะดวก คาดรู้ผลเลือกผู้ว่าฯไม่เป็นทางการ 3 ทุ่ม ตั้งเป้าผู้มาใช้สิทธิ 70% มั่นใจกปน.การทำงาน ไร้ข้อผิดพลาดหลังถอดบทเรียน ขณะที่ตร.สั่งคุมเข้มมาตรการรักษาความปลอดภัยกำชับวางตัวเป็นกลางห้ามจัดเลี้ยงจำหน่ายสุรา ส่วนเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา กองเชียร์แน่น

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 มิถุนายน 2569 นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่ร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร (กกต.ทถ.กทม.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตรวจความพร้อมการตรวจรับวัสดุอุปกรณ์การเลือกตั้งและตรวจหน่วยเลือกตั้ง ณ วัดสามพระยาวรวิหาร เขตพระนคร กทม.ก่อนจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ในวันอาทิตย์ 28 มิถุนายนนี้

กทม.พร้อมจัดเลือกตั้งทั้ง50เขต

ปลัดกรุงเทพมหานครกล่าวถึงความพร้อมการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.และสก.ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 50 เขต ประมาณ 4,400,000 คน ซึ่งมีหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 6,628 หน่วย โดย กทม.ได้เตรียมเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยทุกหน่วยรวมถึงเจ้าหน้าที่รับเอกสาร ประมวลผลข้อมูลและผลการเลือกตั้งรวมแล้วประมาณ 74,000 คน ซึ่งได้มีการอบรมคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเรียบร้อยแล้ว โดยได้รับความร่วมมือจากกกต.กทม.ในการกำหนดแนวทางหลักการ วิธีการ ในการที่จะทดสอบ เพื่อให้การเลือกตั้งมีความสุจริตโปร่งใสและเป็นธรรม

นอกจากนี้กทม.เตรียมเจ้าหน้าที่ในการทำบัตรประชาชน เป็นกรณีพิเศษ ในวันเลือกตั้ง ให้บริการตั้งแต่ เวลา 08.00-17.00 น.ทุกสำนักงานเขต และจุดบริการด่วนมหานคร 19 แห่งทั่วกรุงเทพฯ

สั่งรับมือฝนถล่มหน่วยนอกอาคาร

ปลัดกทม. กล่าวต่อว่า ในเรื่องการเตรียมสถานที่เลือกตั้งมีหน่วยเลือกตั้งนอกอาคารและในเต็นท์ 4,038 หน่วย และหน่วยเลือกตั้ง ภายในอาคาร 2,590 หน่วย สิ่งที่กังวล คือส่วนที่อยู่นอกอาคาร ได้สั่งการประสานงานเตรียมแผนในการดูแลพื้นที่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนรวมถึงผู้สูงอายุ ที่จะเข้ามาใช้บริการ รวมทั้งมีการเตรียมด้านการจราจรโดยประสานกับสถานีตำรวจในท้องที่ต่างๆ รวมถึง มีแผนเตรียมการรับสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจากการคาดการณ์ว่าจะมีฝนในวันเลือกตั้ง จึงให้ทุกหน่วยงานจัดเตรียมบูรณาการเครื่องมือแผนบริหารจัดการส่วนต่างๆ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการเลือกตั้ง

“สิ่งที่ยังมีความกังวลอยู่คือจากที่เกิดเหตุพายุพัดอย่างรุนแรง บริเวณพื้นที่เขตลาดกระบัง ถนน ฉลองกรุงทำให้เสาไฟฟ้าหักโค่นซึ่งบริเวณดังกล่าวมีจุดที่เป็นหน่วยเลือกตั้ง 3 หน่วย เบื้องต้น ผอ.เขตได้มีการตรวจสอบแล้ว และทางการไฟฟ้านครหลวงจะดำเนินการติดตั้งเสาไฟ ให้สามารถใช้ไฟในส่วนนั้นได้ แต่ได้เตรียมแผนสำรองหากยังไม่สามารถติดตั้งได้เสร็จจะมีการพิจารณาย้ายจุดตั้งหน่วยเลือกตั้งใหม่และให้เขตประชาสัมพันธ์แจ้งประชาชนที่มีสิทธิใน 3 หน่วย ดังกล่าว แต่ในเรื่องของความเสี่ยงหน่วยไม่ได้รับความเสียหาย แต่มีเพียงระบบไฟฟ้าซึ่งก็ได้มีการสำรองไฟแล้ว และประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำท้องที่ ในการเปิดเส้นทางบางส่วน ให้ประชาชนสามารถเดินทางไปเส้นทางเข้าไปได้” ปลัด กทม.กล่าว

ย้ำทุกขั้นตอนโปร่งใสตรวจสอบได้

ปลัดกทม.กล่าวอีกว่า อีกส่วนเป็นเรื่องของวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ทางกทม.ได้ส่งให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง มาตรวจนับ และเช็คว่ามีอุปกรณ์วัสดุครบถ้วนหรือขาดหรือไม่จากการตรวจสอบวันนี้ ก็พบว่าการตรวจรับพัสดุอุปกรณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวมถึงบัตรเลือกตั้งด้วย ตลอดจนได้ซักซ้อมความเข้าใจในการดำเนินการในวันเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

คาดรู้ผลไม่เป็นทางการ 22.00 น.

สำหรับในส่วนอื่นๆ ในเรื่องของการติดตามผลในวันเลือกตั้ง กทม.ได้มีการตั้งศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งไว้ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกทม.(เสาชิงช้า) ซึ่งมีเจ้าหน้าที่รวบรวมข้อมูลเอกสารและประมวลผล หลังจากที่ปิดหีบเวลา 17.00 น.จะมีการนับคะแนนทั้งสองส่วนทั้งผู้ว่าฯกทม.และสก.เมื่อนับคะแนนแล้ว จะติดไว้ที่หน้าหน่วยจากนั้นส่งข้อมูลไปที่หน่วยเลือกตั้งที่เขต เพื่อตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งและเมื่อสมบูรณ์เรียบร้อยแล้วจะส่งมาที่ส่วนกลาง ศูนย์ประสานงานการเลือกตั้ง โดยประชาชนสามารถติดตามข้อมูลการเลือกตั้งแบบเรียลไทม์ได้ที่จอแสดงผลที่ติดตั้งไว้ที่ลานคนเมือง สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต รวมทั้งในเว็บไซต์ http://www.เลือกตั้งกรุงเทพ69.com คาดว่ากระบวนการรวบรวมผลคะแนนที่เราจะต้องทำให้โปร่งใสและตรวจสอบได้อย่างช้า ผลคะแนนแบบไม่เป็นทางการจะสามารถทราบคร่าวๆ ได้ไม่เกินเวลา 22.00 น.

ชวนรีบใช้สิทธิ-ตั้งเป้ากาบัตร70%

ปลัดกทม.ยังขอเชิญชวนชาวกรุงเทพฯมาใช้สิทธิทุกเสียงเป็นการกำหนดอนาคตของกรุงเทพฯและขอให้ตรวจสอบรายละเอียดเอกสารต่างๆ ก่อนเช่นสิทธิในการเลือกตั้งอยู่ที่หน่วยไหน เส้นทางการเดินทาง รวมถึงการตรวจสอบสภาพอากาศในทุกส่วนทุกเวลา เพราะกรมอุตุฯแจ้งแล้วว่าอาจจะมีฝน ขอย้ำว่าการเลือกตั้งทั้งหมดเรามุ่งเน้นหลักการเดียวกันคือเรื่องความสุจริต โปร่งใสและเป็นธรรมขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุน หวังว่าการเลือกตั้งพรุ่งนี้จะสำเร็จไปด้วยดี สำหรับผลการรวบรวมคะแนน จะเริ่มตั้งแต่ปิดหีบ

ทั้งนี้ กทม.คาดหวังให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งนี้มากกว่าครั้งที่ผ่านมาโดยเมื่อปี 2565 ประชาชนออกมาใช้สิทธิประมาณ 60.7% และในปี 2569 นี้ อยากให้มีผู้มาใช้สิทธิมากที่สุด คาดว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 70%

มีแผนเผชิญเหตุ‘ฝนตก-น้ำท่วม’

ผู้สื่อข่าวถามถึงแผนสำรองกรณีเกิดฝนตกและน้ำท่วม จากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ปลัดกทม.ย้ำ“เรามีบทเรียนในเขตคันนายาวตอนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วซึ่งย้ายหน่วยอยู่ในที่ปลอดภัยซึ่งในครั้งนี้ก็ได้มีแผนเผชิญเหตุมีการบอกรายละเอียด ขั้นตอน กิจกรรม หน่วยงานผู้ประสานงานที่รับผิดชอบร่วมกันทั้งหมด ที่มีการตรวจสอบมีความพร้อมและมีการติดตามประสานงานกันอย่างใกล้ชิด ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียน ถึงการทุจริตเลือกตั้ง จำนวน 1 ราย คือผู้สมัคร สก.เขตดินแดง โดย อยู่ระหว่างการตรวจสอบตามกฎหมาย”

ยอดผู้มีสิทธิเลือกผู้ว่า4.4ล้านคน

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานคร รายงานข้อมูลการเลือกตั้งครั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่26 มิ.ย. 2569 เวลา 13.00 น. ภายหลังการเพิ่ม-ถอนสิทธิ มีผู้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.จำนวน 4,428,646 คน และผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สก.จำนวน4.384,695 คน โดยเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก (First Voter) จำนวน 20,584 คน เขตคลองสามวาเป็นเขตที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากที่สุด โดยมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จำนวน 172,761 คน และผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สก.จำนวน 170,353 คน ขณะที่เขตสัมพันธวงศ์ มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งน้อยที่สุด โดยมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.จำนวน 15,213 คน และผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สก. จำนวน 15,113 คน

พร้อมย้ำ บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ โดยประชาชน จะได้รับบัตรเลือกตั้ง2 ใบ ได้แก่ บัตรสีเขียวสำหรับลงคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.และบัตรสีชมพูสำหรับลงคะแนนเลือกตั้ง สก.ในเขตเลือกตั้งของตน และย้ำว่า ไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้าและไม่มีการเลือกตั้งนอกเขต ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องไปใช้สิทธิในวันและเวลาที่กำหนด ณ หน่วยเลือกตั้งที่มีรายชื่อเท่านั้นผู้ที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งผ่านเว็บไซต์สำนักทะเบียนกรมการปกครอง ได้ภายใน 7 วันก่อนและหลังวันเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 21-27 มิ.ย. 2569 หรือวันที่ 29 มิ.ย.-5 ก.ค. 2569 เพื่อป้องกันการเสียสิทธิทางการเมืองตามที่กฎหมายกำหนด

ปธ.กกต.ลงพื้นที่ตรวจความพร้อม

วันเดียวกัน นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)พร้อมคณะ ลงพื้นที่โรงเรียนบ้านบางกะปิเขตบางกะปิและสำนักงานเขตบึงกุ่ม เพื่อตรวจเยี่ยมและสังเกตการณ์การส่งมอบ-ตรวจรับบัตรเลือกตั้ง หีบบัตรคูหา และวัสดุอุปกรณ์รวมทั้งการเตรียมความพร้อมการจัดหน่วยเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(ผู้ว่าฯกทม.)ที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569

โดยประธานกกต.ได้กำกับดูแลทุกขั้นตอนของการจัดการเลือกตั้งให้มีความพร้อมสูงสุดโดยคำนึงถึงความสะดวก ความถูกต้อง และความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นสำคัญ ทั้งในด้านการบริหารจัดการ การอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและการเตรียมความพร้อมของบุคลากรผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าการเลือกตั้ง สก.และผู้ว่าฯกทม.

มั่นใจการทำงานกปน.ไร้ข้อผิดพลาด

นายณรงค์ กล่าวว่า จากที่ลงพื้นที่พบว่ามีความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งในวันพรุ่งนี้ ครั้งนี้เราได้มีการอบรมกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเป็นพิเศษ คิดว่าประธานกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) จะเป็นหลัก ให้กับกรรมการประจำหน่วยนั้นได้ และกำชับเรื่องผิดพลาดต่างๆ ไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด และคิดว่าครั้งนี้ข้อผิดพลาดน่าจะน้อยลง ที่จริงเราไม่อยากให้เกิดข้อผิดพลาด หรือข้อสงสัยอะไรเลยในการทำหน้าที่ของ กปน. ซึ่งทุกคนก็รู้ดีว่า กปน. เป็นงานอาสา แต่ก็ต้องมีความรับผิดชอบ ทั้งประธานและตัว กปน.

“ครั้งนี้น่าจะผิดพลาดน้อยลงเพราะว่าเราพยายามถอดบทเรียนและอบรมประธาน กปน. ทั้ง 6,000 กว่าหน่วยแบบเข้มข้น คิดว่าประธาน กปน. จะเป็นหลักให้กับ กปน. ในหน่วยนั้นๆ ได้ก็ให้กำลังใจ ว่าการมาทำงานตรงนี้มีแรงกดดัน เพราะว่าการเลือกตั้งมีทั้งคนได้คนเสีย แต่คิดว่า กปน.ทำในกรอบหน้าที่ของเขา คิดว่าคงไม่เข้าข้างใคร ทำตามกฎตามระเบียบ” ประธาน กกต.กล่าว

รู้ผลไม่เกิน3ทุ่ม-ใช้สิทธิ70%

ปธ.กกต.กล่าวอีกว่า คาดจะทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการภายในเวลา 21.00 น. ของวันเลือกตั้ง พร้อมเชิญชวนผู้มีสิทธิออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2565 ประชาชนออกมาใช้สิทธิประมาณ 60% ในครั้งนี้อยากเชิญชวนให้ชาว กทม.ที่มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน ออกมาใช้สิทธิเลือกผู้ว่าฯกทม.และสก.เพื่อไปพัฒนาท้องถิ่นของเรา เชื่อว่าครั้งนี้จะมีผู้ออกมาใช้สิทธิประมาณ 70% ก็พอใจแล้ว

ประธาน กกต.ยังกล่าวถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งว่า เมื่อเข้าสู่การเมืองน่าจะทราบกฎ ระเบียบดี โดยเฉพาะกฎหมายเลือกตั้ง มีโทษทางอาญาด้วยโดยเฉพาะการซื้อเสียง เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ถ้ามีข้อร้องเรียนแล้วจับได้ ถ้า กกต.วินิจฉัยว่ามีความผิด อาจจะถูกตัดสิทธิทางการเมือง ตนว่าไม่คุ้มกับการที่จะไปซื้อเสียงเพื่อมาในสภาหรือผู้บริหารท้องถิ่น

ตร.เข้มคุมเลือกตั้ง กทม.-พัทยา

ด้าน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่าพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.(ด้านความมั่นคง) ได้ให้ความสำคัญและกำชับการเตรียมความพร้อมในการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.และสก.และนายกเมืองพัทยาที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่28 มิ.ย.2569 โดยมอบหมายให้ พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้ช่วย ผบ.ตร.เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อม เพื่อกำหนดมาตรการในการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยตลอดช่วงเวลาการจัดการเลือกตั้ง

กำชับตร.ทุกนายวางตัวเป็นกลาง

โดย พล.ต.ท.สุรพงษ์ มีข้อสั่งการที่สำคัญไปยังหน่วยปฏิบัติให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง ตลอดจนอำนวยความสะดวกการจราจร หากปรากฏเหตุการณ์สำคัญหรือมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ให้ทุกหน่วยรีบรายงานผู้บังคับบัญชาผ่านศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยด่วน พร้อมกำชับตำรวจทุกนายวางตัวเป็นกลางทางการเมืองอย่างเคร่งครัด ระมัดระวังการกระทำที่ส่อไปทางกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด

เตือนห้ามทำผิดก.ม.เลือกตั้ง-ซื้อขายเสียง

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ย้ำเตือนห้ามซื้อสิทธิขายเสียง ห้ามนำบัตรเลือกตั้งออกจากหน่วยเลือกตั้งห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว ห้ามฉีกทำลายบัตรเลือกตั้ง รวมทั้งห้ามผู้ใดขาย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิด ในเขตเลือกตั้ง ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 27 มิถุนายน 2569) จนถึงเวลา 18.00 น. ของวันพรุ่งนี้ (28 มิถุนายน 2569) อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มีโทษหนักทั้งจำทั้งปรับ

หากพี่น้องประชาชนพบเห็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เช่น การซื้อสิทธิขายเสียง การลักลอบจำหน่ายสุราในเวลาที่ห้าม การก่อกวนความสงบเรียบร้อย หรือได้รับความเสียหาย สามารถแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

กกต.ลงพื้นที่ตรวจก่อนเลือกตั้งพัทยา

ที่ห้องประชุมสภาตากสิน ศาลาว่าการเมืองพัทยา นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษและนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ กรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วย นายอิสรา เจริญชาศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเมืองพัทยา ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรี คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดชลบุรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสังเกตการณ์การรับมอบหีบและอุปกรณ์การเลือกตั้ง

พ.ต.ต.เดชพล กอสนาน ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการพรรคการเมืองและการเลือกตั้งกล่าวว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการพัฒนาผู้นำทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 2(พนต.2) ซึ่งจัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำจากทุกภาคส่วน ทั้งนักการเมืองผู้บริหารพรรคการเมือง ภาครัฐและภาคเอกชนให้มีความรู้ ความเข้าใจในกระบวนการประชาธิปไตยและการบริหารจัดการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ ผู้เข้ารับการอบรมยังได้ศึกษาดูงานกระบวนการเลือกตั้งจากสถานที่จริง ตั้งแต่การรับมอบวัสดุอุปกรณ์ประจำหน่วยเลือกตั้ง การจัดเตรียมหน่วยเลือกตั้ง ไปจนถึงการลงคะแนนเสียง เพื่อเรียนรู้กระบวนการจัดการเลือกตั้งที่เป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้

พัทยาผู้มีสิทธิกาบัตร 80,204 คน

สำหรับการแจกจ่ายหีบและอุปกรณ์เลือกตั้ง เมืองพัทยา ได้แบ่งช่วงเวลาการรับมอบของแต่ละเขตเลือกตั้งเพื่อลดความแออัดและความสับสน โดยกำหนดให้ เขต 1 รับอุปกรณ์เวลา 08.00-10.00 น. เขต 2 เวลา 10.00-12.00 น.เขต 3 เวลา 13.00-15.00 น. และเขต 4 เวลา 15.00-17.00 น.

การเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยาและนายกเมืองพัทยาในครั้งนี้ มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น 80,204 คน แบ่งเป็น 4 เขตเลือกตั้ง รวม 113 หน่วยเลือกตั้ง ได้แก่ เขต 1 จำนวน 28 หน่วย เขต 2 จำนวน 27 หน่วย เขต 3 จำนวน 25 หน่วย และเขต 4 จำนวน 33 หน่วย

เมืองพัทยาขอเชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยาและนายกเมืองพัทยา ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ณ หน่วยเลือกตั้งที่ตนมีรายชื่อ เพื่อร่วมกันเลือกผู้แทนและผู้บริหารท้องถิ่นเข้ามาพัฒนาเมืองพัทยาต่อไป

บิ๊กเต่าอุบไต๋ โกงสอบท้องถิ่น เค้นปลัดภูเก็ต คดีเรียกเงินบรรจุขรก.ใต้ ส่งศาลได้ประกันรอดคุก

บิ๊กเต่าอุบไต๋ โกงสอบท้องถิ่น เค้นปลัดภูเก็ต คดีเรียกเงินบรรจุขรก.ใต้ ส่งศาลได้ประกันรอดคุก

บิ๊กเต่าอุบไต๋ โกงสอบท้องถิ่น เค้นปลัดภูเก็ต คดีเรียกเงินบรรจุขรก.ใต้ ส่งศาลได้ประกันรอดคุก

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บิ๊กเต่าอุบไต๋โกงสอบท้องถิ่น เค้นปลัดภูเก็ต คดีเรียกเงินบรรจุขรก.ใต้ ส่งศาลได้ประกันรอดคุก แย้มรอจังหวะแถลงใหญ่ ‘มศว’คายข้อมูลให้ปปช.

“บิ๊กเต่า” ลุยเองสอบปากคำปลัดจังหวัดภูเก็ต คดีเรียกรับเงินบรรจุข้าราชการ ก่อนส่งศาลฝากขังแต่ได้ประกันตัวรอดคุก เผยผู้ต้องหา ยังไม่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากนัก อุบไต๋ปมโยงคดีโกงข้อสอบ ที่กำลังอื้อฉาวหรือไม่ เปิดเบื้องหลังจับปลัดฉาว พบเรียกรับเงินตอนเป็นนายอำเภอ อ้างรู้จักผู้ใหญ่ ด้าน“มศว” พร้อมให้ตรวจสอบ ปมจัดสอบท้องถิ่น ส่งข้อมูลให้ป.ป.ช. แล้ว ถ้าพบผิดจริงฟันไม่เลี้ยงย้ำไม่ตัดสินใครหากไร้หลักฐาน

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า ภายหลังจากที่ กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(บก.ปปป.) นำหมายจับของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9เข้าจับกุม นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต ที่บ้านพักในตัวเมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต โดยเจ้าหน้าที่ได้แสดงหมายจับพร้อมอ่านสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา ก่อนเชิญตัวไปสอบสวนปากคำเพิ่มเติมที่ห้องประชุม ภ.จว.ภูเก็ต ทันที เมื่อช่วงค่ำวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

โดยการจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากนายรุ่งเรือง ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวกลางเรียกรับเงินจากผู้เสียหาย ซึ่งเป็นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) จำนวน 3 ราย รายละ 300,000 บาท รวม 900,000 บาทโดยอ้างว่าจะนำเงินไปมอบให้เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อช่วยเหลือให้สอบบรรจุเข้ารับราชการได้ เหตุเกิดในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

คุมตัวขออำนาจศาลฝากขัง

ต่อมาเวลา 03.00 น. วันที่ 27 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ ปปป.และกองปราบปราม ได้ควบคุมตัวนายรุ่งเรือง ออกจากห้องประชุมชั้น 2 ตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต ขึ้นรถตู้ เดินทางไปยังศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 9 จ.สงขลา โดยมีรถตำรวจทางหลวงนำท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักตลอดเวลา ซึ่งนายรุ่งเรือง สวมเสื้อแจ๊กเกตสีดำ ใช้ฮู้ดคลุมหัว โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวแต่อย่างใด

ทั้งนี้ มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่จะนำตัวนายรุ่งเรือง ไปขออำนาจศาลฝากขังที่ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 9 ในความผิดฐาน “เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาลโดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทำการ หรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด, เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจ เจ้าพนักงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศโดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตน ให้กระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่ อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด” พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเห็นได้ว่า เป็นการกระทำความผิดอาญามีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี เกรงจะหลบหนี และยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

‘บิ๊กเต่า’ลุยสอบปากคำด้วยตัวเอง

เมื่อเวลา 09.35 น. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เดินทางมายัง สภ.เมืองสงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าคดี และเข้าสอบปากคำผู้ต้องหาเพิ่มเติมภายในห้องพนักงานสอบสวนใช้เวลาประมาณ 30 นาที โดยผู้สื่อข่าวสังเกตว่า นายรุ่งเรืองมีสีหน้าค่อนข้างเคร่งเครียด และมีท่าทีเงียบตลอดการสอบสวน

ภายหลังการสอบปากคำ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยว่าขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดของคดีได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบข้อมูลให้รัดกุม พร้อมยืนยันว่าจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในเร็วๆนี้ส่วนการสอบปากคำเพิ่มเติมในวันนี้ เป็นเพียงการสอบในรายละเอียดบางประเด็น แต่ผู้ถูกกล่าวหายังไม่ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีมากนัก ซึ่งตอนนี้ทางตำรวจก็ได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อที่จะขยายผลเพิ่มเติมต่อไป

ล่าสุด มีรายงานว่า นายรุ่งเรือง ได้ใช้ตำแหน่งยื่นขอประกันตัว ศาลเห็นว่าตำแหน่งน่าเชื่อถือ อนุญาตและปล่อยตัวชั่วคราว พร้อมตั้งเงื่อนไข หากผิดนัด ไม่รายงานตัว ปรับ 100,000 บาท หากยุ่งเหยิง กับพยานหลักฐาน จะถอนประกันและนำตัวกลับมาคุมขัง

เปิดเบื้องหลังจับปลัดภูเก็ต

มีรายงานว่าคดีของปลัดจังหวัดภูเก็ตนั้น ถูกกล่าวหาว่าเป็น ตัวกลางเรียกรับเงิน ให้เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อช่วยเหลือให้สอบบรรจุเข้ารับราชการได้ จากผู้เสียหายจำนวน 3 ราย รายละ 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 900,000 บาท เหตุเกิดที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

คดีดังกล่าวพนักงานสอบสวน กก.6 บก.ปปป. รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษเป็นคดีอาญา กรณีเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ เพื่อกระทำหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157 ผู้กล่าวหารวม 3 คน ส่วนผู้ต้องหาคือ นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ตำแหน่งปลัดจังหวัดภูเก็ต

จากการสอบสวนพบว่า ผู้เสียหาย รู้จักกับนายรุ่งเรืองมาตั้งแต่ปี 2563ขณะที่นายรุ่งเรือง เป็น “นายอำเภอ”อยู่ที่อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส โดยผู้เสียหายเคยสมัครสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงติดต่อผู้ต้องหาและมอบเงินให้ เนื่องจากผู้ต้องหารู้จักผู้ใหญ่ในกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ไม่สามารถช่วยได้จึงมีการแจ้งความดำเนินคดี

ภายหลังพนักงานสอบสวนเห็นว่ามีหลักฐานเพียงพอเชื่อได้ว่าผู้ต้องหากระทำความผิด อีกทั้งเกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน จึงขออนุมัติศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางออกหมายจับ ก่อนเข้าจับกุมนายรุ่งเรืองในพื้นที่ จ.ภูเก็ต และนำตัวเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

มศว ส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช.

วันเดียวกันมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ออกแถลงการณ์ อธิการบดี มศว พร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ กรณีการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ของสำนักทดสอบทางการศึกษาฯ

ความว่า “ศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ให้ข้อมูลเรื่องข่าวการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ว่า มศว ได้แต่งตั้ง“คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง” พร้อมมอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมข้อมูล เอกสารและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งให้ความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐอย่างเต็มที่ โดยตอนนี้ได้ส่งข้อมูล เอกสารที่เกี่ยวข้องให้กับทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างถูกต้อง

หากผลการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีผู้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง มหาวิทยาลัยจะดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบอย่างเคร่งครัดโดยไม่มีข้อยกเว้น ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยจะไม่ตัดสินผู้ใดก่อนที่ข้อเท็จจริงจะได้รับการพิสูจน์ เพื่อคุ้มครองความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย อีกทั้งมหาวิทยาลัยเป็นสถาบันการศึกษา จึงยึดถือความถูกต้อง ความโปร่งใส และพยานหลักฐานเป็นหลักในการดำเนินการทุกขั้นตอน

สำหรับกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูล หรือคลิปในออนไลน์ ซึ่งมีการพาดพิงถึงมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒและอธิการบดี ซึ่งอธิการบดียืนยันว่า ข้อมูลที่พาดพิงถึงอธิการบดีไม่เป็นความจริง และพร้อมให้ตรวจสอบตามกระบวนการ ทั้งนี้ ได้ดำเนินการตามสิทธิทางกฎหมายแก่ผู้ที่สร้างข้อมูลเท็จและผู้ที่พาดพิงถึงเรื่องที่เป็นข้อมูลเท็จส่งผลทำให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเสียหายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

‘จตุพร’ชี้นายกฯต้องสืบหาความจริง

นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวในรายการประเทศไทยต้องมาก่อน ว่า การจ่ายเงินสอบเข้าเป็นข้าราชการ นายอนุทินชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ต้องสอบสวนค้นหาความจริงให้เกิดความกระจ่างและลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างไม่ไว้หน้าใดๆ ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบการโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น ต้องมีตรงไปตรงมา และเป็นเรื่องที่ดีที่ ตำรวจ ป.ป.ช., ปปป. ล้วนทำหน้าที่เก็บรายละเอียดค่อนข้างครบถ้วน นอกจากนี้ควรขยายผลไปตรวจสอบการสอบของส่วนอื่น หรือหน่วยงานอื่นด้วย

ระบุเป็นขบวนการ‘ถอนทุนคืน

นายจตุพร ย้ำว่า คนไทยส่วนใหญ่ แม้ไม่ใช่พวกมีฐานะร่ำรวย แต่อยากเป็นข้าราชการ จึงต้องขายที่ดิน ไร่นาสวน เพื่อไปจ่ายแลกกับการเข้ารับข้าราชการ การจ่ายเงินในส่วนท้องถิ่นครั้งนี้ มีมากถึง 9,000 กว่าคน แต่ได้เป็นข้าราชการแค่ 3,000 กว่าคน สิ่งสำคัญหลังจากได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่นแล้ว ข้าราชการระดับเล็กจะกลายเป็นเหยื่อหรือเครื่องมือในถอนทุนคืนได้ โดยเป็นขบวนการหาลูกค้ามาจ่ายเงินแลกกับการเข้ามาเป็นข้าราชการในขบวนการสอบครั้งต่อไป และปีถัดไป

“คนพวกนี้ เมื่อตัวเองจ่ายเงินเพื่อเข้าเป็นข้าราชการก็ไปหาลูกค้าในลักษณะที่ตัวเองเคยจ่ายเงินสอบเข้าเป็นข้าราชการซึ่งเหมือนพวกแชร์ลูกโซ่โดยจะใช้สักกี่รายจึงจะใช้หนี้หมด มันลามกันเป็นลูกโซ่ เมื่อประตูบานแรกเริ่มต้นด้วยการจ่ายเงิน หลังจากนั้นจึงเรียงกันตามลำดับ เมื่อจุดเริ่มต้นชั่วแล้ว มันไม่มีตรงไหนดีเพราะทุกอย่างคือการลงทุน”

เลวร้ายที่สุด-เป็นเวรกรรม-ไม่แฟร์

ส่วนคลิปเสียงโยงถึงข้าราชการระดับสูง มีเส้นใหญ่หนุนอยู่เบื้องหลังการรับเงินโกงสอบข้าราชการท้องถิ่นนั้นนายจตุพรกล่าวว่า เสียงในคลิปเป็นลักษณะการถามนำ และต้องถูกตรวจสอบว่า ทำในลักษณะใด คือ ล่อซื้อหรือทำหน้าที่เป็นสายตำรวจหรือไม่ ดังนั้น บทบาทเสียงของคนอ้างชื่อส้มในคลิปจึงต้องดูว่า ได้เล่นตามบทสายของเจ้าหน้าที่หรือไม่ และคงมีอีกหลายคลิป เพราะเป็นความตั้งใจพูด ถาม โยงให้ไปถึงเครือข่าย นอกจากนี้ การตรวจสอบต้องสอบถามมหาวิทยาลัยอื่นที่ถอนตัวออกจากการรับจัดสอบข้าราชการด้วย

“การจ่ายเงินโกงสอบ ขรก.ครั้งนี้จัดว่าเลวร้ายที่สุด เพราะเป็นการเปลี่ยนผลคะแนนการสอบเข้า เมื่อเอาคน3,000 ที่จ่ายเงินได้รับบรรจุเป็นข้าราชการแล้ว แปลความว่าต้องไปเบียดคนอีก 3,000 ที่สอบได้ ไม่มีสิทธิ์ได้รับบรรจุเป็นข้าราชการ จึงเป็นเวรกรรมและไม่แฟร์อย่างยิ่ง”

ขอให้คนไทยใจเย็นๆ รอดูความจริง

อีกอย่าง เสียงในคลิปที่เผยแพร่นั้น ยังจะเชื่อถือไม่ได้ เพราะบางคำพูดเป็นการถามนำ แล้วโยงถึงญาติของเครือข่ายระดับนำโดยไม่จำเป็น ดังนั้นจึงต้องตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา หาความจริงออกมาให้ได้ โดยความจริงต้องไม่ดูหน้าตาคนถูกตรวจสอบด้วยดังนั้น ประชาชนขอให้ใจเย็นๆ รอการขยายผลการสอบสวนด้วยการใช้ความจริงมาคลี่คลาย

นายจตุพร กล่าวต่อว่า ตำรวจเข้ายึดเอกสารโกงผลการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นที่สำนักงานแห่งหนึ่งนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการเฝ้าติดตามเก็บข้อมูลมาสักระยะหนึ่งแล้ว ส่วนคลิปเสียงที่เผยแพร่นั้นยังมีลักษณะแปลกๆ เช่นกันแต่นายกฯ ต้องทำคือ สอบสวนหาผู้กระทำความผิดให้ได้ โดยขณะนี้มีข้อมูลถึง 3 ส่วน จาก มศว กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และชุดจับกุม แม้ขณะนี้ ป.ป.ช.ทำหน้าที่ได้ดี แต่หลังจากนี้จะหมักดองปัญหาไว้อีกหรือไม่

รมช.ศธ.สั่งสอบกรณีครูผู้ช่วยลาออก

วันเดียวกันนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงกรณีที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ NuNim Worasan โพสต์ข้อความว่าตนคือ นางสาวชณัฐดา วรสาร ผู้สอบผ่านการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครู ตำแหน่งครูผู้ช่วย โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย สมุทรปราการ ได้ตัดสินใจลาออกจากงานเดิม พร้อมเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางและที่พักเพื่อเตรียมเข้ารับราชการ แต่ภายหลังกลับได้รับแจ้งว่ามีการเปลี่ยนแปลงลำดับบัญชีผู้สอบแข่งขันหลังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ (สพม.สมุทรปราการ) ออกประกาศฉบับใหม่ยกเลิกบัญชีเดิม จนเกิดข้อสงสัยถึงความชอบด้วยกฎหมายและความโปร่งใสของกระบวนการ

นายอัครนันท์ กล่าวว่า นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ และตนได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว และไม่นิ่งนอนใจ เนื่องจากเป็นกรณีที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและอนาคตของผู้สอบแข่งขันได้โดยตรง จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างละเอียดโดยเฉพาะประเด็นเรื่องการยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขัน และกระบวนการดำเนินการทั้งหมดว่าถูกต้อง โปร่งใส และเป็นไปตามระเบียบหรือไม่

“ผมเข้าใจความรู้สึกของผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพราะการตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อมารับราชการ ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิต หากเกิดความผิดพลาดจากกระบวนการของภาครัฐ ผู้ได้รับผลกระทบไม่ควรต้องเป็นผู้แบกรับผลเพียงลำพัง”

ย้ำให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

นายอัครนันท์ ยังกล่าวย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการบริหารราชการ หากพบว่ามีขั้นตอนใดดำเนินการไม่ถูกต้อง หรือส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้สอบแข่งขันได้ จะดำเนินการแก้ไขและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ โดยไม่เลือกปฏิบัติเพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของคนคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นต่อระบบราชการ ทุกคนที่สอบได้ด้วยความสามารถ ต้องได้รับความเป็นธรรมและทุกคำสั่งของหน่วยงานรัฐต้องตรวจสอบได้

พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้เร่งสรุปข้อเท็จจริงโดยเร็ว เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับคำตอบที่ชัดเจน หากพบว่ามีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องจนทำให้ผู้สอบแข่งขันได้รับความเสียหาย กระทรวงศึกษาธิการจะพิจารณาแนวทางเยียวยาตามกรอบกฎหมายอย่างเหมาะสม เพราะผู้ที่ปฏิบัติตามขั้นตอนทุกอย่างโดยสุจริต ไม่ควรต้องเป็นผู้แบกรับผลกระทบจากความผิดพลาดของระบบราชการ พร้อมย้ำว่าความเป็นธรรมไม่ได้จบแค่การตรวจสอบแต่ต้องรวมถึงการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบด้วย หากรัฐทำให้ประชาชนเสียหาย รัฐก็ต้องรับผิดชอบและหาทางออกอย่างเป็นธรรมที่สุด

สพฐ.แจงปรับปรุงบัญชีครู

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยตามที่ปรากฏบนสื่อสังคมออนไลน์กรณีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ (สพม.สมุทรปราการ) ได้ออกประกาศยกเลิกบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ พ.ศ. 2569 ฉบับเดิม (ลงวันที่ 17 มิ.ย. 2569) และประกาศใช้บัญชีรายชื่อฉบับใหม่(ลงวันที่ 25 มิ.ย. 2569) แทน จนส่งผลให้มีผู้ได้รับผลกระทบนั้น

จากเหตุการณ์ดังกล่าว สพฐ. มีความห่วงใยผู้ที่ได้รับผลกระทบ และเร่งดำเนินการประสานกับ สพม.สมุทรปราการ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที เบื้องต้นพบว่า ทางเขตพื้นที่ฯได้รับแจ้งจากสถาบันอุดมศึกษา (มหาวิทยาลัย) ที่เป็นผู้จัดทำและตรวจข้อสอบ ว่าเกิดข้อผิดพลาดทางเทคนิคในขั้นตอนการพิมพ์ โดยในระหว่างการจัดพิมพ์ มีข้อสอบบางชุดชำรุด โรงพิมพ์จึงได้ทำการพิมพ์ซ่อมแซม ซึ่งทำให้เนื้อหาคำถามในข้อสอบภาค ข (วิชาความรู้ความสามารถเกี่ยวกับวิชาการศึกษา) เกิดการสลับกันส่งผลให้การประมวลผลคะแนนในรอบแรกคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง

จากนั้นเมื่อสถาบันอุดมศึกษาตรวจพบข้อผิดพลาดดังกล่าว จึงได้เร่งทำการตรวจสอบและประมวลผลคะแนนใหม่ทั้งหมดอย่างละเอียดทันที ซึ่งส่งผลให้ผู้เข้าสอบหลายรายได้รับคะแนนเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ที่ถูกต้องจริง และมีผู้ผ่านเกณฑ์คะแนนรวมเพิ่มขึ้นจากเดิมหลายราย ดังนั้น จึงได้ยกเลิกประกาศฉบับเก่า (ฉบับวันที่ 17 มิ.ย. 2569) และประกาศใช้บัญชีรายชื่อใหม่(ฉบับวันที่ 25 มิ.ย. 2569) แทนเพื่อให้คะแนนของทุกคนถูกต้อง ตรงกับข้อเท็จจริง และได้รับความเป็นธรรมสูงสุด

ทั้งนี้ ทางเขตพื้นที่ฯ ได้ชี้แจงและทำความเข้าใจกับผู้ได้รับผลกระทบได้รับทราบ ส่วนการบรรจุและแต่งตั้ง จะยังคงดำเนินการต่อเนื่องตามมติที่ประชุม อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาฯ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ต่อไป

สพฐ. ขอยืนยันว่า การปรับปรุงบัญชีในครั้งนี้เป็นการกระทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้เข้าสอบทุกคนให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ความถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยุติธรรมที่สุด ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหลักการทำงานของ สพฐ. อย่างเคร่งครัด หากผู้เข้าสอบท่านใดมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ ในวันและเวลาราชการ

สภาหนุนทหาร ผุดรั้วกั้นไทย-เขมร

สภาหนุนทหาร ผุดรั้วกั้นไทย-เขมร

สภาหนุนทหาร ผุดรั้วกั้นไทย-เขมร

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สภาหนุนทหาร ผุดรั้วกั้นไทย-เขมร

กมธ.ความมั่นคงฯพอใจ หลังลงพื้นที่ดูรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา เผยสร้างได้สวยงาม พร้อมสนับสนุนกองทัพเต็มที่ สร้างทุกแนวรบ เพราะเป็นนโยบายรัฐบาล ลั่นถ้าไม่สร้าง อีก100 ปีก็คุยไม่รู้เรื่อง เล็งลงพื้นที่ 4 จังหวัดอีสาน กลางเดือน ก.ค. เหตุเป็นพื้นที่ล่อแหลม “ทหารบ้านเขมร” ไม่มีวินัย

27 มิถุนายน 2569 นายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ภายหลังการลงพื้นที่ดูรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา ที่จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นการสร้างรั้วแรกของประเทศไทยว่า เป็นนิมิตหมายอันดีที่เรามาในวันนี้ มาดูรั้วแห่งแรกที่สร้างอยู่บริเวณเขตแดนในระหว่างข้อพิพาทของไทย-กัมพูชา ตอนนี้หลักหมุดที่52-59 ดำเนินการไปแล้ว 1 กิโล 300 เมตร แต่ความยาวของแต่ละหลักหมุดไม่เท่ากัน ซึ่งตอนนี้ก็กำลังก่อสร้างต่ออีก 600 กว่าเมตร โดยตอนนี้ยังก่อสร้างไม่เสร็จ

นายมณเฑียร กล่าวอีกว่า ตรงไหนที่เขตแดนชัดเจน รัฐบาล โดยการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เรามีนโยบายชัดเจนว่า เราพร้อมที่จะสร้างรั้วในทุกพื้นที่ทั้งพื้นที่กองทัพภาค 1-2 กองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดง พร้อมที่จะดำเนินการให้

ส่วนในเรื่องของความแข็งแรงของรั้วมีอะไรที่ติดขัดต้องแก้ไขหรือไม่ นายมณเฑียร กล่าวว่า ตนพอใจ เพราะสร้างได้สวยงาม โดยช่างฝีมือทหารไม่ได้มีการจ้าง และเงินดังกล่าวเป็นเงินบริจาคของกองทุนหทัยทิพย์ เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์รวมถึงงบประมาณแผ่นดินได้มีการเตรียมไว้พร้อม

เมื่อถามว่า มีรายงานของอุปสรรคในการสร้างรั้วหรือไม่ นายมณเฑียร กล่าวว่า ไม่มีเพราะการสร้างรั้วได้ ต้องทั้งสองฝ่ายตกลงกันชัดเจนในคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ที่เราได้ตั้งขึ้นมา และถ้าตรงไหนที่เรายังไม่มีข้อตกลงร่วมกันชัดเจนก็มาปักเขตแดนคร่าวๆ ไว้ โดยยืนยันว่า หากตรงไหนเขตแดนชัดเจนก็จะมีการสร้างทันที

เมื่อถามว่า คณะกรรมาธิการความมั่นคงจะมีการเดินหน้าสนับสนุนกองทัพ อย่างไรบ้าง นายมณเฑียร กล่าวว่า ยินดีในทุกด้าน ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องงบประมาณ และเรื่องต่างๆ ขอให้มีการประสานงานมาว่า ติดขัดอยู่ตรงไหน เราฝ่ายนิติบัญญัติ เราจะเป็นผู้ประสานงานให้ พร้อมยืนยันว่า กมธ.ความมั่นคงฯ จะมีการสนับสนุนอย่างเต็มที่ และให้ประสบความสำเร็จ เพราะถ้าไม่สร้างอีก 100 ปีก็คุยกันไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวก็เกิดการปะทะอีก เพราะเรามีการปะทะกันมา 2 ครั้งแล้วกับเรื่องนี้ และเป็นห่วงประชาชนในพื้นที่

ส่วนในอนาคตได้มีการปรึกษาหารือกันใน กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯเพราะกรรมาธิการความมั่นคงมีหลายพรรค ทางฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล แต่พอมีการจับมือร่วมกันเป็นกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ เราไม่มีเรื่องทางการเมือง ไม่มีพรรคการเมือง เราพร้อมร่วมมือกันทุกภาคส่วนที่จะผลักดันในเรื่องความมั่นคงให้ประสบความสำเร็จให้ได้ นอกจากนี้วันที่ 11-13 ก.ค. 2569 ก็จะมีการลงพื้นที่เช่นเดียวกัน ที่ จ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์ จ.ศรีสะเกษ จ.อุบลราชธานี เนื่องจากเป็นพื้นที่ล่อแหลม เพราะทหารทั้งสองฝ่ายยังมีการเผชิญหน้ากันอยู่ และ
เปราะบางมาก

“ทางฝ่ายกัมพูชาไม่ว่า เราจะดำเนินการทำอะไรทางฝ่ายกัมพูชาก็จะมีการยั่วยุ ให้เข้าทางเขาให้ได้ เพราะทหารทางบ้านเขาไม่มีวินัย ไม่ใช่ทหารอาชีพ เหมือนประเทศเรา เรามีข้อตกลงระหว่างประเทศอะไรเราทราบหมด ผมได้ทราบข่าวว่า เขามีการแก้แม้กระทั่งกฎหมายการเกณฑ์ทหารโดยที่ไม่มีอะไรเลย และให้คนอายุ 15 ไปเป็นทหารเลย มันเลยไม่ค่อยมีระเบียบวินัยเท่าไหร่” นายมณเฑียร กล่าว

นายมณเฑียร กล่าวต่อว่า ตนต้องขอขอบคุณทหารทุกภาคส่วน เพราะอยู่ชายแดนมีความลำบากต้องเจออุปสรรคมากมาย และพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่เราชนะโดยไม่ต้องรบ เราจึงได้เลือกเดินทางมาที่จุดนี้เป็นจุดแรกเพื่อนำจุดนี้ไปเป็นข้อมูลที่เราจะไปแก้ปัญหาตรงที่กำลังมีปัญหาต่อไป

ส่วนประเด็นดราม่าเรื่องรั้ว ที่มีช่องว่าง นายมณเฑียร กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องไม่จริงเพราะเราไปยืนอยู่ตรงรั้วแล้ว และที่เห็นว่า มีการเว้นช่องว่างไว้เพราะต้องให้คณะกรรมการ JBC หรือคณะกรรมการทั้ง 2 ฝ่าย มาดูอีกครั้ง แล้วแบบที่มีการออกแบบไว้ได้มีการชี้แจงแล้วว่า เราจะทำรั้วทึบปิดหมด แต่ถ้าคณะกรรมการทั้ง 2 ฝ่ายจะดูเราก็สามารถเปิดให้ได้ อาจจะมีการทำเป็นที่เปิด-ปิดได้ในอนาคต

ทั้งนี้ นายมณเฑียร ยืนยันว่า การสร้างรั้วครั้งนี้เป็นความร่วมมือของทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชา เพราะจุดดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีการประชุมคณะกรรมการ JBC และมีการเจรจา และลงนามเรียบร้อยแล้วว่า ตรงนี้เป็นเขตแดนไทย

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

การเดินทางไปราชการชั่วคราวตามพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ.2526 จึงหมายถึงการเดินทางไปปฏิบัติราชการ ลักษณะชั่วครั้ง ชั่วคราว มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน และสามารถปฏิบัติราชการตามคำสั่งดังกล่าวให้แล้วเสร็จได้ ภายในระยะเวลาสั้นๆ และลักษณะของงานต้องไม่เป็นงานต่อเนื่องที่ต้องทำตลอด แต่หากเดินทางไปปฏิบัติราชการที่มีระยะเวลานาน แม้มิได้โอนอัตราเงินเดือนตามตัวไปด้วย ก็เป็นการไปปฏิบัติราชการในลักษณะประจำ

เมื่อพิจารณา การออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามหนังสือลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2550 ให้ผู้ฟ้องคดีไปปฏิบัติราชการเป็นการชั่วคราวที่สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาฯ เขต 1 จนกว่าการดำเนินการทางวินัยจะสิ้นสุด หรือมีการสั่งเปลี่ยนแปลงจึงเป็นการสั่งให้ไปปฏิบัติราชการโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน และลักษณะงานที่ปฏิบัติ เป็นงานต่อเนื่องต้องปฏิบัติงานอยู่เป็นประจำตลอดเวลา ไม่ใช่ที่มีลักษณะชั่วคราวที่สามารถปฏิบัติให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาสั้นๆ ได้ ประกอบกับเหตุผลในการออกคำสั่งและลักษณะงานแล้ว เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีเจตนาให้ผู้ฟ้องคดีไปช่วยราชการเป็นการประจำตลอดไป อันเนื่องมาจากกรณีถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง การที่ผู้ฟ้องคดีไปช่วยราชการตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2550 เป็นต้นไป จนกว่าจะดำเนินการสอบสวนทางวินัยผู้ฟ้องคดีแล้วเสร็จ ซึ่งยังไม่มีระยะเวลาที่แน่นอน กรณีจึงถือเป็นการไปช่วยราชการลักษณะประจำ มิได้ปฏิบัติราชการภายในระยะเวลาชั่วคราว แต่เป็นการไปปฏิบัติราชการประจำ ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิขอเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในลักษณะชั่วคราวตามมาตรา 13(4) และมาตรา 14 แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ.2526 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 ปฏิเสธไม่อนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.1017/2565)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

นายกฯ ลงนามคำสั่งให้ สปน. เปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนแจ้งเบาะแสโกงสอบ ขรก.-พนง.ท้องถิ่น โดนหลอก

นายกฯ ลงนามคำสั่งให้ สปน. เปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนแจ้งเบาะแสโกงสอบ ขรก.-พนง.ท้องถิ่น โดนหลอก

นายกฯ ลงนามคำสั่งให้ สปน. เปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนแจ้งเบาะแสโกงสอบ ขรก.-พนง.ท้องถิ่น โดนหลอก

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.46 น.

นายกฯลงนามคำสั่งให้ ‘ศูนย์บริการประชาชน สปน. ’ จัดช่องทางผู้เข้าสอบบรรจุขรก.-พนง.ท้องถิ่น ถูกหลอกจากนายหน้า ยื่นเรื่องร้องเรียน-แจ้งเบาะแสการทำผิดกฎหมาย 

วันที่ 27 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 256/2569
เรื่อง การอำนวยความสะดวกในการเสนอเรื่องร้องเรียนและแจ้งเบาะแส กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นและจับกุมกุมผู้เกี่ยวกับขบวนการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ได้พบพยานหลักฐานที่ใช้ในการกระทำความผิดจำนวนมากที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งได้ส่งผลกระทบสร้างความเดือดร้อนเสียหายต่อประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เข้าสอบที่ถูกหลอกลวงจากบุคคลที่เป็นนายหน้าหรือแอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้ได้รับคัดเลือกได้

สมควรที่จะต้องมีการประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ได้รับความเดือดร้อนดังกล่าวข้างต้น ในการเสนอเรื่องร้องเรียน เรื่องราวร้องทุกข์ หรือแจ้งเบาะแสการกระทำผิดกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและสังคมโดยเร็วอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งดังดังต่อไปนี้ ข้อ  1 ให้ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบในการประชาสัมพันธ์และจัดให้มีช่องทางสำหรับผู้เข้าสอบที่ถูกหลอกลวงจากบุคคลที่เป็นนายหน้าหรือแอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้ได้รับคัดเลือกได้ ในการเสนอเรืองร้องเรียน เรื่องราวร้องทุกข์หรือแจ้งเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรณีการทุจริตการสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ได้รับความเดือดร้อนดังกล่าวข้างต้นและเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย
 
ข้อ  2 ให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรายงานผลการดำเนินการตามข้อ  1 ให้นายกรัฐมนตรีทราบอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่  27 มิ.ย.2569

ปลัด มท. สั่ง อส.รปภ.เข้ม สถ. หลัง ป.ป.ช.-ตร. ลุยค้นตรวจโกงสอบข้าราชท้องถิ่น

ปลัด มท. สั่ง อส.รปภ.เข้ม สถ. หลัง ป.ป.ช.-ตร. ลุยค้นตรวจโกงสอบข้าราชท้องถิ่น

ปลัด มท. สั่ง อส.รปภ.เข้ม สถ. หลัง ป.ป.ช.-ตร. ลุยค้นตรวจโกงสอบข้าราชท้องถิ่น

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.19 น.

“อรรษิษฐ์” ปลัด มท. สั่งด่วน จัดชุด สมาชิก อส. รปภ. เข้มงวด ดูแลความเรียบร้อย กรม สถ. ภายหลัง ป.ป.ช. และตำรวจ ลุยค้นตรวจทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นครั้งใหญ่

วันที่ 27 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน (สน.อส.) จัดสมาชิก อส. ไปปฏิบัติหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัย (รปภ.) สถานที่ราชการ ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) 

ซึ่งสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน ได้จัดกำลังสมาชิก อส. จากกองร้อยปฏิบัติการพิเศษที่ 1 (กระทรวงมหาดไทย) จำนวน 4 นาย พร้อมอุปกรณ์เผชิญเหตุ เข้ารักษาการณ์ ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อสั่งการของปลัด มท. ให้จัดกำลังสมาชิก อส. ไปปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นครั้งนี้ เกิดขึ้นภายหลังเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าตรวจสอบกรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (อปท.) ประจำปี 2568 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการขยายผลการตรวจสอบหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้อง

สรรเพชญ ลงพื้นที่เทพา-จะนะ รับฟังข้อร้องเรียนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เร่งแก้ปัญหาคลองตูหยง-คลองสะกอม

สรรเพชญ ลงพื้นที่เทพา-จะนะ รับฟังข้อร้องเรียนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เร่งแก้ปัญหาคลองตูหยง-คลองสะกอม

สรรเพชญ ลงพื้นที่เทพา-จะนะ รับฟังข้อร้องเรียนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เร่งแก้ปัญหาคลองตูหยง-คลองสะกอม

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.11 น.

“สรรเพชญ” ลงพื้นที่เทพา–จะนะ รับฟังข้อร้องเรียนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เร่งแก้ปัญหาคลองตูหยง–คลองสะกอม ฟื้นเส้นทางสัญจรทางน้ำช่วยชาวประมงพื้นบ้าน

27 มิถุนายน 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่อำเภอเทพาและอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา พร้อมด้วยนายฆอซาลี ดุสะเหม๊าะ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงคมนาคม นายสราวุธ ซุ่นพงศ์ นายอำเภอเทพา นายมะนาวี มะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามปัญหาและรับฟังข้อร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทางน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ในโอกาสนี้ นายสรรเพชญได้เป็นประธานเปิดงานการกุศลมัสยิดบ้านที่อ้อย ณ โรงเรียนบ้านกระอาน โดยมีณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา นายวิเชียร เพ็งหนู นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าม่วง พ.ต.อ.ปิยะวัฒน์ ขวัญศรี ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรห้วยปลิง ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น คณะกรรมการมัสยิด และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม พร้อมใช้โอกาสดังกล่าวพบปะและรับฟังข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่

จากนั้น คณะได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพคลองตูหยง ตำบลปากบาง อำเภอเทพา ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรทางน้ำสำคัญของชาวประมงพื้นบ้าน หลังได้รับข้อร้องเรียนว่าปัจจุบันคลองมีสภาพตื้นเขิน มีตะกอนสะสม ตลิ่งทรุดตัว และมีสิ่งกีดขวางทางน้ำ ทำให้เรือประมงไม่สามารถเข้า-ออกทะเลได้สะดวก ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพและรายได้ของประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ ประชาชนได้สะท้อนว่า สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งเกิดจากผลกระทบของสถานการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา ทำให้เกิดการทับถมของตะกอนในร่องน้ำจนคลองมีความตื้นเขินมากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับข้อจำกัดของพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับเขตอุทยานและเขตห้ามล่าสัตว์ ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินการแก้ไขปัญหาและการใช้ประโยชน์พื้นที่ของประชาชนที่ประกอบอาชีพประมง นายสรรเพชญได้รับเรื่องไว้ พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประสานงานและหารือร่วมกัน เพื่อหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม ภายใต้กรอบของกฎหมายและคำนึงถึงการประกอบอาชีพของประชาชนควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ต่อมาได้ลงพื้นที่คลองสะกอม ตำบลสะกอม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามสภาพพื้นที่และรับฟังข้อเสนอจากประชาชน ซึ่งได้สะท้อนความต้องการให้เร่งขุดเปิดทางออกคลองสู่ทะเล เนื่องจากปัจจุบันร่องน้ำเกิดการตื้นเขินอย่างมาก จากการทับถมของตะกอนภายหลังสถานการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา ส่งผลให้เรือประมงเข้า-ออกได้ยาก กระทบต่อการประกอบอาชีพของชาวประมงพื้นบ้าน

ทั้งนี้ การดำเนินการแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันของหลายหน่วยงาน เนื่องจากพื้นที่เกี่ยวข้องกับหลายภารกิจ ทั้งคลองที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พื้นที่ทางน้ำในความรับผิดชอบของกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม รวมถึงพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมโยธาธิการและผังเมือง จึงต้องร่วมกันกำหนดแนวทางการขุดลอกร่องน้ำ เปิดทางน้ำใหม่ และแก้ไขปัญหาให้เป็นไปตามกฎหมายและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยนายสรรเพชญได้รับข้อร้องเรียนไว้ และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประสานการดำเนินงาน เพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

นายสรรเพชญ กล่าวว่า ปัญหาที่ได้รับฟังในวันนี้เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและปากท้องของประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน กระทรวงคมนาคมจะเร่งผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยมอบหมายให้กรมเจ้าท่าเร่งสำรวจข้อเท็จจริง ศึกษาแนวทางขุดลอกร่องน้ำ แก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกมิติ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เส้นทางสัญจรทางน้ำได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และสามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

รมช.มท. ยันบุกจับ ปลัดภูเก็ต ไม่ใช่ยัดคดีปิดปากแชตฉาว ช่วยน้ำเงินด้วย

รมช.มท. ยันบุกจับ ปลัดภูเก็ต ไม่ใช่ยัดคดีปิดปากแชตฉาว ช่วยน้ำเงินด้วย

รมช.มท. ยันบุกจับ ปลัดภูเก็ต ไม่ใช่ยัดคดีปิดปากแชตฉาว ช่วยน้ำเงินด้วย

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.29 น.

“พลพีร์”ยันบุกจับ “ปลัดภูเก็ต” ไม่ใช่ยัดคดีปิดปากแชตฉาว “ช่วยน้ำเงินด้วย” ชี้เป็นเรื่องที่เกิดเป็นปีแล้ว วอนให้ความร่วมมือกระบวนการสอบ ดึงศักดิ์ศรี “มหาดไทย”กลับคืนมา บอกผู้บริหารอยู่บนหอคอย ต้องพึ่งคนในพื้นที่สะท้อนปัญหา

วันที่ 24 มิถุนายน 2569 เวลา 17.20 น. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้าจับกุมนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต ว่า เท่าที่ทราบเป็นเรื่องการรับส่วยสอบข้าราชการท้องถิ่น ของปลัดจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนเรื่องผู้มีอิทธิพลและเรื่องส่วย ของจังหวัดภูเก็ต ตนคิดว่าเป็นเรื่องของกรมการปกครองที่ดำเนินการสอบสวนอยู่แล้ว แต่เหตุที่สอบช้าเพราะนายรุ่งเรืองใช้สิทธิ์ในการลาถึงสองครั้ง ครั้งละ 10 วัน ซึ่งเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือน ทั้งนี้การส่งข้าราชการกลับไปปฏิบัติหน้าที่ต้นสังกัด ไม่ได้แปลว่าเขาจะบริสุทธิ์หรือมีความผิด เพราะการสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป แต่ในห้วงระยะเวลาที่นำตัวมาช่วยราชการ อาจจะเกินเวลาจึงต้องส่งกลับพื้นที่ก่อน โดยมีการสอบสวนตามเดิม ซึ่งคาดว่าจะรู้ผลในเร็ว ๆ นี้

เมื่อถามว่าในกรณีที่ตำรวจควบคุมตัวปลัดจังหวัดภูเก็ต จะต้องมีการประสานงานเพื่อนำตัวมาให้ข้อมูลในการสอบของกรมการปกครองหรือไม่ นายพลพีร์ ระบุว่า เรื่องส่วยที่ตำรวจออกหมายจับเป็นเรื่องการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งอธิบดีกรมการปกครองจะต้องเรียกสอบอีกครั้งหนึ่งว่า มูลเหตุเป็นอย่างไร ดังนั้นปลัดจังหวัดภูเก็ตจึงมีสองคดีใหญ่ที่ต้องตอบสังคมและประชาชนให้ได้ ซึ่งตนเชื่อว่าอธิบดีกรมการปกครอง มีหลักเกณฑ์ในการสอบอยู่แล้ว และคณะกรรมการสอบภายในของกรมการปกครอง มีความแม่นยำเรื่องข้อกฎหมายอยู่แล้ว

“จึงอยากขอปลัดจังหวัดภูเก็ตว่า เมื่อเราถูกหมายเรียกแล้วขอให้เข้ามาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อกรมเถอะ เพราะกรมก็ไม่อยากให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น และตามจริงแล้วกระทรวงมหาดไทยก็เป็นกระทรวงที่มีข้าราชการน้ำดี แต่ตราบใดที่เริ่มมีน้ำเสียเข้ามา บริการให้กับประชาชนก็เริ่มจะไม่ดี ศักยภาพบุคลากร ความคิด ความอ่าน ความรู้ ความสามารถจางหายเกินไป วันนี้ขอให้มาช่วยกันเอาศักดิ์ศรีของกระทรวงมหาดไทยกลับคืนมา กระทรวง ถ้าเกิดว่าท่านรักกระทรวงมหาดไทยให้ความร่วมมือกับท่านอธิบดีเถอะครับ ไม่ว่าจะสอบท่านเรื่องไหน ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ไม่ผิดคือไม่ผิด”

ส่วนจะถูกมองว่าเป็นการยัดคดีให้ปลัดจังหวัดภูเก็ต เพื่อตัดตอนหลังออกมาแฉแชต “ช่วยน้ำเงินด้วย” หรือไม่ นายพลพีร์ ยืนยันว่า เป็นการยัดคดีไม่ได้เลย เรื่องการสอบ เพราะการสอบท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องปีนี้ แต่เป็นครั้งที่แล้วด้วย ฉะนั้น เป็นเรื่องที่ผูกพันกันมา แปลว่าท่านรู้เรื่องอยู่ก่อนแล้วหรือไม่ และไม่ได้ปฏิบัติตามเพื่อการป้องกันหรือไม่ หรือไม่ได้แจ้งมาที่กรมและผู้บังคับบัญชาหรือไม่ ฉะนั้น คำถามพวกนี้ท่านต้องตอบให้ได้

“หากท่านเห็นของเสีย ควรรีบชำระ หรือบอกผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะผู้บริหารนั่งอยู่บนหอคอย มันไม่เห็นหรอก บางทีที่ลงไปเขาก็ไม่อยากคุยกับเรา ฉะนั้น คนในพื้นที่เป็นบุคคลที่สำคัญมาก ๆ ต่อกลไกการพัฒนาระบบราชการของกระทรวงมหาดไทย”

ด่วน! ปค. มีคำสั่งให้ ‘รุ่งเรือง’ ปลัดภูเก็ต ออกราชการไว้ก่อน ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง

ด่วน!  ปค. มีคำสั่งให้ ‘รุ่งเรือง’ ปลัดภูเก็ต ออกราชการไว้ก่อน ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง

ด่วน! ปค. มีคำสั่งให้ ‘รุ่งเรือง’ ปลัดภูเก็ต ออกราชการไว้ก่อน ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.07 น.

วันที่ 27 มิถุนายน 2569  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายวิฑูรย์ สิรินุกูล รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการปกครอง ลงนามในคำสั่งกรมการปกครอง ที่ 1899/2569 เรื่องให้ออกจากราชการไว้ก่อน กรณีต้องหาว่ากระทำความผิดทางอาญา 

โดยเอกสารระบุว่า ด้วยนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร  ข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทอำนวยการ ระดับสูง ตำแหน่ง ปลัดจังหวัด (ผู้อำนวยการสูง) จังหวัดภูเก็ต มีกรณีต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา กรณีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ได้ออกหมายจับ ที่ จ.12/2569 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ให้กับผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อดำเนินการจับกุมนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาฐาน “เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมาย หรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคคลใด และฐานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจ หรือได้จูงใจเจ้าพนักงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมาย หรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณ หรือ เป็นโทษแก่บุคคลใด” และต่อมาได้มีการนำตัวนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งกองกำกับการ 6 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษไว้เป็นคดีอาญาที่ 8/2569 

กรณีเช่นนี้จึงถือว่านายรุ่งเรือง ธิมาบุตร มีกรณีต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา และโดยที่มีเหตุให้ออกจากราชการไว้ก่อนกล่าวคือ ตำแหน่งปลัดจังหวัดเป็นตำแหน่งสำคัญของกรมการปกครองและกระทรวงมหาดไทย บุคคลที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าวย่อมต้องดำรงตนเพื่อให้ได้รับความน่าเชื่อถือ ศรัทธา และความไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่ การที่นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาในเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต หรือเกี่ยวกับความประพฤติ หรือพฤติการณ์อันไม่น่าไว้วางใจ โดยพนักงานอัยการมิได้รับเป็นทนายแก้ต่างให้ และมิได้เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ นำมาซึ่งความไม่น่าเชื่อถือ ศรัทธา หรือความไม่ไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่และจากหน่วยงานภายในบังคับบัญชาของกรมการปกครองที่นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปฏิบัติหน้าที่ และโดยที่นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร มีพฤติการณ์เกี่ยวกับ
การปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต หรือเกี่ยวกับความประพฤติ หรือพฤติการณ์อันไม่น่าไว้วางใจ ถ้ายังคงให้อยู่ในหน้าที่ราชการต่อไปอาจเกิดการเสียหายแก่ราชการ 

กรณีที่นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา นั้น พิจารณาเห็นว่าการดำเนินคดีจะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว สมควรให้ผู้นี้ออกจากราชการไว้ก่อน

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 57 (5) และมาตรา 101 แห่งพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ประกอบข้อ 78 ข้อ 83 และข้อ 84 ของกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2556 คำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 251/2565 เรื่อง การมอบหมายอำนาจ หน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยและการอุทธรณ์ ลงวันที่ 27 มกราคม 2565 และคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 820/2568 เรื่อง แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการปกครอง ลงวันที่ 14 มีนาคม 2568

จึงสั่งให้นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ออกจากราชการไว้ก่อน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่มีคำสั่งเป็นต้นไป

หากท่านประสงค์จะโต้แย้งคำสั่งนี้ ให้ทำคำร้องทุกข์เป็นหนังสือยื่นต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไป หรือยื่นคำร้องทุกข์โดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังปลัดกระทรวงมหาดไทยก็ได้ ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่งนี้ ตามมาตรา 123 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ประกอบกฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการร้องทุกข์ และการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ พ.ศ. 2551 

ต่อมา นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการปกครอง ปฏิบัติแทนปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เซ็นคำสั่งกรมการปกครอง ที่1898/2569 ลงวันที่ 27มิ.ย.2569 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต หลังปรากฏกรณีอันมีมูลว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จากพฤติการณ์ถูกกล่าวหาว่าเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบบรรจุเข้ารับราชการท้องถิ่น เพื่อแลกกับการช่วยเหลือให้สอบผ่านและได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในพื้นที่ภาคใต้

ทั้งนี้ ตามคำสั่งระบุว่า ผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์เรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบจำนวน 3 ราย รายละ 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 900,000 บาท พร้อมกล่าวอ้างว่าจะนำเงินไปมอบให้เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพื่ออำนวยความสะดวกในการสอบและการบรรจุเข้ารับราชการ

ต่อมา ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เป็นคดีอาญาที่ 8/2569 ส่งผลให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ออกหมายจับที่ จ.12/2569 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2569 และเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจับกุมตัวนายรุ่งเรือง ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ทั้งนี้ กรมการปกครองได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนจำนวน 7 คน เพื่อดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่กำหนดในกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.2556 ก่อนเสนอสำนวนให้ผู้มีอำนาจพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป 

โดยหากการสอบสวนพบว่ามีการกระทำผิดในประเด็นอื่น หรือพาดพิงถึงบุคคลอื่น คณะกรรมการสามารถขยายผลดำเนินการตามระเบียบที่เกี่ยวข้องได้

สำหรับคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง จำนวน 7 ราย ประกอบด้วย นายวินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธานกรรมการ นายวีกิจ มานะโรจน์กิจ ร.ต.ต.สิงห์คำ คำยอด และนายตรีรัตน์ หนูแก้วขวัญ เป็นกรรมการ นายอนุชา เรืองอมรวิวัฒน์ เป็นกรรมการ และเลขานุการ ขณะที่นายกิตติธัช พรพุทธพงศ์ และนางสาวฐิติมา แช่มช้อย ทำหน้าที่ผู้ช่วยเลขานุการ เพื่อดำเนินการสอบสวนตามระเบียบ ก.พ. ก่อนเสนอสำนวนให้ผู้มีอำนาจพิจารณาต่อไป