นักวิชาการ มธ.ตั้งคำถาม ผลสัมฤทธิ์-ประสิทธิภาพ-ความคุ้มค่า หลังรัฐเดินหน้า แยกท่องเที่ยว จากกีฬา

นักวิชาการ มธ.ตั้งคำถาม ผลสัมฤทธิ์-ประสิทธิภาพ-ความคุ้มค่า หลังรัฐเดินหน้า แยกท่องเที่ยว จากกีฬา

นักวิชาการ มธ.ตั้งคำถาม ผลสัมฤทธิ์-ประสิทธิภาพ-ความคุ้มค่า หลังรัฐเดินหน้า แยกท่องเที่ยว จากกีฬา

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.09 น.

“นักวิชาการธรรมศาสตร์”ชี้ ยุบรวม”กระทรวงวัฒนธรรม-ท่องเที่ยว” แยก”กระทรวงกีฬา” เป็นการปรับโครงสร้างส่วนราชการขนานใหญ่ แต่อาจไม่ช่วยให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง ระบุรัฐบาลต้องตอบให้ชัด ช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ภารกิจรัฐ-เพิ่มประสิทธิภาพ-ความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างไร พร้อมตั้งคำถาม เหตุใดไม่รวม 3 ส่วนเป็นกระทรวงเดียวกัน ช่วยลดจำนวนกระทรวง ส่งผลดีประเทศระยะยาว

17 กรกฎาคม 2569 ผศ.ดร.ชาย ไชยชิต สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าควบรวมกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว และแยกกระทรวงกีฬาออกมาโดยเฉพาะ ซึ่งเมื่อวันที่ 14 ก.ค.2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งมีมติเห็นชอบไปนั้น ถือเป็นการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการระดับกระทรวงขนานใหญ่ การตัดสินใจจึงควรวางอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์ โดยเฉพาะการชี้ให้เห็นปัญหาทางการบริหารของโครงสร้างส่วนราชการเดิม และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงการให้เหตุผลในเชิงหลักการเท่านั้น เพราะจะทำให้กระทรวงหนึ่งมีขอบเขตของอำนาจที่จะดูแลงาน การบริหารงบประมาณ และกำลังคนกว้างขึ้น และอีกกระทรวงหนึ่งเล็กลงแต่ก็จะทำหน้าที่รับผิดชอบภารกิจด้านเดียวโดยเฉพาะ

ทั้งนี้ จากที่โฆษกรัฐบาลชี้แจ้งว่า การปรับปรุงดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเกิดความคุ้มค่าในการดำเนินภารกิจของรัฐ ซึ่งแม้ทางรัฐบาลจะบอกว่าการปรับปรุงครั้งนี้ไม่มีการเพิ่มจำนวนตำแหน่ง อัตรากำลัง และงบประมาณในภาพรวมก็ตาม แต่ในอนาคตไม่มีอะไรรับประกันว่าจะไม่มีการเพิ่มหน่วยงาน โดยเฉพาะเมื่อกระทรวงกีฬากลายเป็นกระทรวงที่มีส่วนราชการระดับกรมเหลือเพียง 3 หน่วยงาน แต่รัฐบาลต้องการให้เป็นส่วนราชการระดับกระทรวงที่รับผิดชอบภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สุขภาพ คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมกีฬาโดยตรง

ฉะนั้น วันข้างหน้าก็ต้องมีการเสนอตั้งหน่วยงานใหม่ หรือเพิ่มงานใหม่เข้ามา เมื่อนั้นก็ต้องเพิ่มบุคลากรตามมา ซึ่งสุดท้ายจะกลายเป็นสวนทางกับนโยบายการปฏิรูประบบราชการเพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง ยุบเลิกภารกิจที่ไม่จำเป็น และถ่ายโอนภารกิจให้ภาคส่วนอื่นรับไปดำเนินการ และควบคุมภาระทางงบประมาณจากระบบราชการที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“ถึงไม่เพิ่มวันนี้ แต่วันหน้าอาจมีการเสนอ พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรมฯ เพื่อยกระดับงานบางอย่าง นำมารวมกับอีกงานหนึ่ง แล้วตั้งเป็นกรมขึ้นมา เมื่อเป็นส่วนราชการระดับกรม มันก็คืออาณาจักรอีกแห่งหนึ่ง ที่พูดแบบนี้ เพราะถ้าย้อนกลับไปดู พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม กว่า 10 ฉบับ ตั้งแต่ประมาณปี 2550 เป็นต้นมา จะเห็นว่าเต็มไปด้วยการทำแบบนี้ หรือต่อให้ไม่เพิ่มอัตรากำลังข้าราชการ ก็สามารถเพิ่มบุคลากรประเภทอื่นที่เป็นลูกจ้างของภาครัฐ หรือเอาเงินไปจัดซื้อจัดจ้างให้เอกชนทำงานแทนจำนวนมากได้” ผศ.ดร.ชาย กล่าว

ผศ.ดร.ชาย กล่าวว่า ที่สำคัญสิ่งที่รัฐบาลเปิดเผยเกี่ยวกับเหตุผลของการควบรวบกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว พร้อมกับแยกกระทรวงกีฬา ดูจะเป็นเหตุผลความจำเป็นทางการเมืองมากกว่าความจำเป็นในการบริหาร กล่าวคือ ไม่มีการชี้ให้เห็นว่าการบริหารงานภายใต้โครงสร้างของกระทรวงเดิมติดปัญหาเชิงโครงสร้างส่วนไหน และถ้าที่ผ่านมาผลงานของรัฐบาลในนโยบายด้านการท่องเที่ยวและกีฬาของประเทศยังไม่น่าพอใจ ก็ควรอธิบายให้ได้ว่าการจัดโครงสร้างส่วนราชการที่เป็นอยู่เดิมเป็นอุปสรรคทำให้การนำนโยบายไปปฏิบัติยังไม่บรรลุเป้าหมายอย่างไร

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า เพราะเรื่องการรวมกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เหตุผลหลักที่รัฐบาลสื่อสาร คือการทำให้การบริหารจัดการมีความเป็นเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบูรณาการ ซึ่งดูจะขัดแย้งในตัวเอง เพราะถ้าจะให้เป็นเอกภาพก็ต้องรวมภารกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาบูรณาการด้วย เช่น ด้านการกีฬา เพราะก็มีการท่องเที่ยวเชิงกีฬาเหมือนกัน อย่างการท่องเที่ยวเพื่อเข้าร่วมงานแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ การท่องเที่ยวเพื่อการเล่นกีฬาในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติหรือเมืองท่องเที่ยว ทั้งวิ่งมาราธอน ปั่นจักรยาน หรือกีฬาสายแอดเวนเจอร์

ส่วนหากจะลดความซ้ำซ้อนก็ต้องแยกทุกเรื่องออกจากกันทั้งหมด อย่างการแยกด้านกีฬาออกมาเป็นเอกเทศ อีกทั้งในแง่การบูรณาการงานเพื่อลดความซ้ำซ้อน ทางรัฐบาลก็มีเครื่องมืออย่างแผนงานบูรณาการอยู่ ซึ่งมีงบประมาณแบบบูรณาการที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 แล้วด้วย โดยมีทั้งระบบตัวชี้วัด และกำหนดความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างหลายกระทรวง

ขณะที่กรณีการแยกตั้งกระทรวงกีฬา รัฐบาลให้เหตุผลว่า การกีฬาเป็นภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่ควรมีหน่วยงานระดับกระทรวงรับผิดชอบโดยตรง ทว่า คำถามคือ ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าประเทศนี้ไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพขับเคลื่อนนโยบายด้านกีฬา มีหน่วยงานระดับกรมและหน่วยงานของรัฐรูปแบบอื่นๆ ทำงานอยู่แล้ว ซึ่งถ้าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่องไม่มีเจ้าภาพ การแยกภารกิจด้านกีฬาออกมาตั้งเป็นกระทรวงเดี่ยวๆ ก็น่าจะตอบโจทย์นักการเมืองที่จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนี้มากกว่าปัญหาการนำนโยบายไปปฏิบัติของส่วนราชการใช่หรือไม่

ดังนั้น ถ้ารัฐบาลจะปรับปรุงโครงสร้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานจริง เหตุใดไม่รวม 3 ส่วนเป็นกระทรวงเดียวกันเป็น กระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และกีฬา เพราะจะทำให้ส่วนราชการระดับกระทรวงลดจำนวนลง ซึ่งเป็นผลดีกับประเทศในระยะยาว เพิ่มความคุ้มค่าของงบประมาณแผ่นดิน และเป็นไปตามหลักการจำกัดบทบาทภาครัฐลงด้วย โดยให้รัฐเปลี่ยนหน้าที่เป็นผู้กำกับ ดูแล วางระบบ ระเบียบ และกฎเกณฑ์แทน และอาจตั้งหน่วยงานลักษณะองค์การมหาชน ซึ่งมีความยืดหยุ่น และเฉพาะเจาะจง ตลอดความเชี่ยวชาญมากกว่า มาทำหน้าที่แทน หรืออีกวิธีหนึ่งคือ ถ่ายโอนงานลงไปยังท้องถิ่นมากขึ้น ทั้งด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และกีฬา และนำเงินลงไปอุดหนุน เพราะกิจกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในท้องถิ่น

“ต้องมีงานวิจัยที่บอกให้ได้ว่า โครงสร้างเดิมทำให้นโยบายการท่องเที่ยว กีฬา และวัฒนธรรมไปต่อไม่ได้อย่างไร และปัญหาอยู่ตรงไหน หรือถ้าที่ผ่านมา มันสะท้อนว่าแผนงานบูรณาการไม่ได้บูรณาการจริง มีแต่ชื่อว่าบูรณาการ แต่ในทางปฏิบัติต่างคนต่างทำ หากมีข้อพิสูจน์แบบนี้ ก็ดีเลย จะได้รู้ว่า งบประมาณแบบบูรณาการที่แยกจากงบตามภารกิจ สุดท้ายแล้วใช้ไม่ได้ผล กระทรวงการคลังก็จะได้กลับไปปรับปรุง แต่ถ้าเป็นเรื่องความต้องการทางการเมือง ก็ต้องให้อภิปรายและตรวจสอบกัน หรือเอาเข้าจริงแล้วโครงสร้างและระบบบริหารของกระทรวงเดิมทำงานได้อยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องฝีมือของผู้บริหารฝ่ายเมืองที่มาคุมกระทรวงมากกว่า” ผศ.ดร.ชาย กล่าว

สีหศักดิ์ ร่วมคณะผู้แทนไทย นำโดยนายกฯอนุทิน เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก 2026

สีหศักดิ์ ร่วมคณะผู้แทนไทย นำโดยนายกฯอนุทิน เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก 2026

สีหศักดิ์ ร่วมคณะผู้แทนไทย นำโดยนายกฯอนุทิน เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก 2026

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

17 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ร่วมคณะผู้แทนไทย นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 (World Artificial Intelligence Conference 2026: WAIC) ที่จีนเป็นเจ้าภาพภายใต้แนวคิด ‘พันธมิตรอัจฉริยะ ร่วมสร้างอนาคต’ ณ ศูนย์การประชุม Shanghai World Reception Hall นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

ในพิธีเปิดการประชุมฯ นายกรัฐมนตรีได้ร่วมกล่าวถ้อยแถลง โดยได้ชื่นชมบทบาทของจีนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI รวมถึงย้ำความพร้อมของไทยที่จะร่วมมือกับจีนและประชาคมระหว่างประเทศในการส่งเสริมการพัฒนา AI ที่มีธรรมาภิบาล ครอบคลุม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง บนพื้นฐานของพหุภาคีนิยม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมทั้ง นำเสนอหลักการ 3P ของไทย ได้แก่ การปกป้องคุ้มครอง (Protection) การส่งเสริมศักยภาพ (Potential) และการแบ่งปันความมั่งคั่งร่วมกัน (Prosperity) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้าน AI ที่เสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะในบริบทของการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงออนไลน์

WAICO เป็นข้อริเริ่มของจีน ซึ่งประกาศโดยนายกรัฐมนตรีจีนในการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2025 ระหว่างวันที่ 26-28 กรกฎาคม 2568 ที่นครเซี่ยงไฮ้ การประชุม 2026 WAIC ในปีนี้มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นเวทีเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนให้ WAICO ให้มีผลเป็นรูปธรรม

ผบ.ทสส.แจงตั้งศูนย์รบร่วม JCC ใช้งบ 893 ล้าน ไม่มีเพิ่มกำลังพล ใช้วิธีดึงอัตราจากหน่วยอื่นแทน

ผบ.ทสส.แจงตั้งศูนย์รบร่วม JCC ใช้งบ 893 ล้าน ไม่มีเพิ่มกำลังพล ใช้วิธีดึงอัตราจากหน่วยอื่นแทน

ผบ.ทสส.แจงตั้งศูนย์รบร่วม JCC ใช้งบ 893 ล้าน ไม่มีเพิ่มกำลังพล ใช้วิธีดึงอัตราจากหน่วยอื่นแทน

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

“ผบ.ทหารสูงสุด”แจงตั้ง”ศูนย์รบร่วม JCC” ใช้งบ 893 ล้าน ไม่มีเพิ่มกำลังพล ใช้วิธีดึง”อัตรา”จากหน่วยอื่นมาแทน ร้อยกว่าอัตรา ชี้ลดงบกำลังพล 4 แสนบาท/ปี เพื่อ”ระเบิดคอขวด”ในการบูรณาการรบ”ไซเบอร์-อวกาศ-ระบบอัตโนมัติ-ป้องกันภัยทางอากาศ-คลื่นแท่เหล็กไฟฟ้า”

17 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ชี้แจง กมธ.พิจารณางบประมาณ ปี 2570 สภาผู้แทนราษฎร กรณีแผนป้องกันประเทศ ว่า แต่ในปัจจุบัน 2 ปีที่ผ่านมา กองบัญชาการกองทัพไทยและเหล่าทัพ ได้ปรับปรุงแผนป้องกันประเทศ ซึ่งปลายทางของการทำแผนป้องกันประเทศใหม่นั้นเป็นปฎิบัติการข้ามมิติ หรือ Joint All-Domain Operations ที่มีเพิ่มมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเราเข้าไปอยู่ในสถานะนั้นโดยสมบูรณ์แล้ว ในปัจจุบันนี้อยู่ในระยะการเปลี่ยนผ่าน โดยวิกฤตที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้เรียนรู้และทำให้เกิดองค์ความรู้ในการพัฒนาแผนป้องกันประเทศ

ส่วนการจัดตั้งศูนย์บัญชาการขีดความสามารถร่วม Joint Capabilities Command (JCC) ที่ได้สอบถามว่ามีแผนการใช้งบประมาณและอัตราอย่างไร พล.อ.อุกฤษฎ์ กล่าวว่า อัตราของ JCC ร้อยกว่าอัตราในข้างต้น กองบัญชาการกองทัพไทยไม่ได้ขออัตราใหม่ แต่ใช้วิธีการไปดูอัตราตำแหน่งในทุกส่วนราชการของกองบัญชาการกองทัพไทยที่สามารถปรับลดลงเนื่องจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปในบริบทการทำงานปัจจุบันโดยดึงอัตราเหล่านั้นมาจัดใหม่เพื่อเป็น JCC ดังนั้น ในมิติงบกำลังพลจะไม่ได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งเมื่อรวมงบกำลังพลในหน่วยใหม่ เราสามารถลดรายจ่ายกำลังพลต่อปีประมาณ 400,000 กว่าบาท

การพัฒนาสำหรับงบประมาณด้านการพัฒนาหน่วยที่จะจัดตั้งขึ้นอยู่ในวงเงิน 893 ล้านบาท ซึ่งในปีแรกจะอยู่ที่ร้อยกว่าล้านบาท โดยจะเป็นงบพัฒนาหน่วยในภาพรวม หากถามว่าจะทำงานได้จริงหรือไม่ ขอชี้แจงว่า JCC จะมีขีดความสามารถ 4 – 5 ประเด็น ได้แก่ ไซเบอร์ , คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า , ระบบอัตโนมัติ , การป้องกันภัยทางอากาศ , ด้านกิจการอวกาศ วางแผนอำนวยการทำพิมพ์เขียว ซึ่งที่ผ่านมาเหล่าทัพจะดำเนินการจัดหายุทโธปกรณ์ แยกตามภารกิจของตัวเอง หากไม่มี JCC เกิดขึ้น ก็จะทำให้การประสานและบูรณาการเพื่อความเป็นมาตรฐานเดียวกันและเชื่อมต่อกันได้ก็จะไม่เกิดขึ้น จึงต้องจัดตั้งหน่วยขึ้นมาและมอบความรับผิดชอบให้ชัดเจน เมื่อใดหน่วยชัดเจนแล้ว ก็จะมีพิมพ์เขียวและแนวปฏิบัติที่ชัดเจนตามมา ส่วนเรื่องความเป็นเอกภาพในการจัดหา UAV และ Anti Drone ของแต่ละเหล่าทัพที่แยกกันจัดหาและซ่อมบำรุง รวมถึงการวิจัยและพัฒนาของหน่วยงานในกองทัพกับหน่วยงานเอกชน และ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.)

พล.อ.อุกฤษฎ์ ชี้แจงกรณีมาตรฐาน UAV หรือ Counter-UAV ถ้ามองในภาพของการจัดตั้ง JCC ระบบอัตโนมัติจะมีหน่วยระบบอัตโนมัติและการป้องกันภัยทางอากาศร่วม บทบาทหน้าที่ของทั้งสองหน่วย จะมีหน้าที่กำหนดหลักนิยมการแบ่งความรับผิดชอบ และกำหนดรูปแบบการจัดหาให้เข้ากันได้ทุกเหล่าทัพ ที่ผ่านมาเราแยกกันดำเนินการโดยไม่มีศูนย์กลางในการบูรณาการและจัดระเบียบข้อมูล สิ่งที่เราต้องต้องทำให้เป็น Network Centric Operlation จะต้องเชื่อมโยงเข้ากันได้ เพื่อระเบิดคอขวดให้เป็น JCC ได้

ส่วนลดต้องถึงมือผู้เช่า! ศุภมาส รับลูกมติ กพช. ชี้ สคบ.นำร่องคุมค่าไฟอพาร์ตเมนต์

ส่วนลดต้องถึงมือผู้เช่า! ศุภมาส รับลูกมติ กพช. ชี้ สคบ.นำร่องคุมค่าไฟอพาร์ตเมนต์

ส่วนลดต้องถึงมือผู้เช่า! ศุภมาส รับลูกมติ กพช. ชี้ สคบ.นำร่องคุมค่าไฟอพาร์ตเมนต์

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.48 น.

“ศุภมาส”รับลูกมติ กพช. ชี้ สคบ.นำร่องคุม”ค่าไฟอพาร์ตเมนต์”ก่อนใคร ลั่นส่วนลดต้องถึงมือผู้เช่า ใครบวกกำไรเจอทั้งจำทั้งปรับ

17 กรกฎาคม 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยภายหลังที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 มีมติเห็นชอบมาตรการด้านไฟฟ้า 7 เรื่อง เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชนทั่วไป ว่า มาตรการดังกล่าวสอดรับกับงานคุ้มครองผู้บริโภคที่ สคบ.เดินหน้ามาก่อนแล้ว โดยเฉพาะการควบคุมการเรียกเก็บค่าน้ำและค่าไฟของธุรกิจให้เช่าที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นภาระใกล้ตัวของคนทำงาน นักศึกษา และผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ

ทั้งนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในทุกมิติ โดยมติ กพช.ครั้งนี้มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผู้เช่าโดยตรง คือ การปรับลดค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านอยู่อาศัย 200 หน่วยแรก เหลือ 3 บาทต่อหน่วย และการขยายนิยามผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยให้ครอบคลุมบ้านเช่า หอพัก อพาร์ตเมนต์ รวมถึงบ้านที่ไม่มีทะเบียนบ้าน ให้ใช้อัตราเดียวกับบ้านอยู่อาศัยทั่วไป แทนอัตราชั่วคราวที่มีราคาสูงกว่า ซึ่งกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์คือกลุ่มเดียวกับที่ สคบ.คุ้มครองผ่านมาตรการควบคุมสัญญาเช่าที่อยู่อาศัยมาอย่างต่อเนื่อง

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ก่อนที่มติ กพช.จะออกมา สคบ.ได้วางกลไกคุ้มครองผู้เช่าไว้ล่วงหน้าแล้ว ผ่านประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจเรียกเก็บค่าน้ำและค่าไฟได้ไม่เกินอัตราที่ผู้ให้บริการไฟฟ้าและน้ำประปาเรียกเก็บจากผู้ประกอบธุรกิจ ห้ามบวกกำไรส่วนต่าง พร้อมทั้งต้องระบุวิธีคำนวณไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ตนได้นำทีมพร้อมด้วย นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจห้องเช่ามาแล้ว ทั้งในย่านรามคำแหง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 และ จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับมาตรการลดค่าครองชีพให้ประชาชนตั้งแต่ต้นทาง แต่ราคาที่ลดลงจะไม่มีความหมายเลย หากผู้เช่ายังถูกบวกกำไรค่าไฟที่ปลายทาง สคบ.จึงวางกติกาเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้ว ค่าน้ำและค่าไฟห้องเช่าต้องเก็บตามจริง ห้ามบวกกำไรส่วนต่าง วันนี้เมื่อรัฐลดราคาให้ ผู้ประกอบธุรกิจต้องส่งต่อส่วนลดนั้นถึงมือผู้เช่าเต็มจำนวน” นางสาวศุภมาส กล่าว

นางสาวศุภมาส กล่าวต่อว่า นอกจากเรื่องค่าน้ำและค่าไฟแล้ว ประกาศฉบับดังกล่าวยังห้ามเรียกเก็บค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันรวมกันเกิน 3 เดือนของอัตราค่าเช่ารายเดือน และเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง โดยผู้เช่าไม่ได้ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย ผู้ประกอบธุรกิจต้องคืนเงินประกันภายใน 7 วัน ผู้ประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยตนได้สั่งการให้ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ขยายผลการตรวจสอบธุรกิจห้องเช่าไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ และให้จับตาเป็นพิเศษในช่วงที่อัตราค่าไฟฟ้าใหม่เริ่มมีผล พร้อมมอบหมายให้ที่ปรึกษารัฐมนตรีและเลขานุการรัฐมนตรีกำกับติดตามความคืบหน้าและรายงานผลต่อตนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งให้บูรณาการข้อมูลร่วมกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด เพื่อให้ผู้เช่าได้รับประโยชน์จากนโยบายลดค่าไฟอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

“ค่าไฟลดที่ต้นทางแล้ว ต้องลดถึงมือผู้เช่าด้วย ดิฉันขอให้ผู้เช่าทุกคนตรวจสอบบิลค่าน้ำและค่าไฟของตนเองทุกเดือน และเปรียบเทียบกับอัตราที่การไฟฟ้าและการประปาเรียกเก็บจริง หากพบว่าถูกเรียกเก็บเกินจริง ถูกริบเงินประกันโดยไม่เป็นธรรม หรือถูกเอาเปรียบจากสัญญาเช่า สามารถร้องเรียนได้ทันทีที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ http://www.ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด สคบ.จะดำเนินการกับผู้ประกอบธุรกิจที่เอาเปรียบผู้บริโภคตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด” นางสาวศุภมาส กล่าว

มท.แห่งใหม่คืบ 34.09% รองปลัดฯ กำชับดำเนินการตามระยะสัญญา-มาตรฐาน

มท.แห่งใหม่คืบ 34.09% รองปลัดฯ กำชับดำเนินการตามระยะสัญญา-มาตรฐาน

มท.แห่งใหม่คืบ 34.09% รองปลัดฯ กำชับดำเนินการตามระยะสัญญา-มาตรฐาน

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

ก่อสร้างกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่คืบ 34.09% “รองปลัด มท.”กำชับดำเนินการให้เป็นไปตามระยะเวลาสัญญา ยึดรอบคอบตามมาตรฐาน มีประสิทธิภาพ ถูกต้องตามระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

17 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจรับพัสดุโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ 3/2569  ซึ่งคณะกรรมการฯ รับทราบมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการความร่วมมือป้องกันทุจริต เห็นชอบเปลี่ยนแปลงผู้สังเกตการณ์ประจำโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยตามที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้มีหนังสือแจ้งเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.69 และรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ โครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยรวมถึงการดำเนินการของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ร่วมตรวจสอบเชิงบูรณาการกับสำนักงาน ป.ป.ช.และสำนักงาน ป.ป.ท.ในการกำกับติดตาม และเฝ้าระวังการดำเนินโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐที่มีวงเงินงบประมาณตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลและขับเคลื่อนการประเมินความเสี่ยงการทุจริตเชิงนโยบายในการดำเนินโครงการฯ ตลอดจนร่วมกันเฝ้าระวังกระบวนการจัดซื้อซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาอนุมัติวัสดุ ได้แก่ งานโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรม และงานระบบบันไดเลื่อน และสำหรับการดำเนินโครงการก่อสร้างฯ มีผลงานภาพอยู่ที่ร้อยละ 34.09

นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ได้ร่วมกันพิจารณารายละเอียดการดำเนินงานอย่างรอบด้าน พร้อมรับฟังรายงานจากวิศวกรผู้ควบคุมงานและผู้รับจ้างก่อสร้าง โดยคณะกรรมการตรวจรับพัสดุฯ จะเสนอความเห็นต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย มีข้อกำชับไปยังผู้รับจ้าง ให้ดำเนินการเร่งรัดงานก่อสร้างให้เป็นไปตามแผนการทำงาน ไม่ให้มีผลกระทบกับระยะเวลาตามสัญญาต่อไป ด้วยความรอบคอบตามมาตรฐาน มีประสิทธิภาพ และถูกต้องตามระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

โอกาสทองวัยเก๋า รัฐบาลเปิดตัวโครงการ 60 ยังแจ๋ว ดึงศักยภาพผู้สูงวัย

โอกาสทองวัยเก๋า รัฐบาลเปิดตัวโครงการ 60 ยังแจ๋ว ดึงศักยภาพผู้สูงวัย

โอกาสทองวัยเก๋า รัฐบาลเปิดตัวโครงการ 60 ยังแจ๋ว ดึงศักยภาพผู้สูงวัย

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.09 น.

รัฐบาลดัน “60 ยังแจ๋ว” เปิดโอกาสผู้สูงวัยมีงานทำ หนุนสร้างรายได้ เปิดพื้นที่ขายสินค้าที่ Makro และ Lotus

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เดินหน้าสร้างโอกาสให้ผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพได้กลับมามีงานทำและมีรายได้ผ่านโครงการ “60 ยังแจ๋ว” ความร่วมมือระหว่างกรมกิจการผู้สูงอายุ และบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้สูงวัยอายุ 60-70 ปี ได้นำความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตมาต่อยอดเป็นอาชีพ สร้างรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ขณะที่แรงงานวัยทำงานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้สูงอายุจำนวนมากยังคงมีศักยภาพและประสบการณ์ที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน การส่งเสริมให้ผู้สูงวัยได้ทำงานอย่างเหมาะสมกับวัย จึงเป็นทั้งการสร้างโอกาสให้ผู้สูงอายุพึ่งพาตนเองได้ และช่วยเสริมกำลังแรงงานเพื่อรองรับความต้องการของภาคธุรกิจในอนาคต

สำหรับโครงการ “60 ยังแจ๋ว” ครอบคลุมความร่วมมือ 4 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ การพัฒนาทักษะอาชีพ การจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ และการเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ฝีมือผู้สูงอายุใน Makro และ Lotus เพื่อเพิ่มช่องทางสร้างรายได้และต่อยอดอาชีพ โดยจะดำเนินการร่วมกันเป็นระยะเวลา 2 ปี

ผู้สูงวัย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

“โครงการ ‘60 ยังแจ๋ว’ ไม่ได้เปิดโอกาสเพียงให้ผู้สูงอายุมีงานทำ แต่ยังช่วยต่อยอดทักษะ เปิดช่องทางสร้างรายได้ และสร้างพื้นที่ให้ผู้สูงวัยได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ทั้งในฐานะแรงงานที่มีคุณค่าและผู้ประกอบการที่มีฝีมือ รัฐบาลเชื่อว่าการสร้างโอกาสเช่นนี้จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

กห. แจง งบบุคลากรเพิ่ม ผลพวงนโยบายรัฐบาล ยันลดกำลังพล-นายพล ตามเป้า

กห. แจง งบบุคลากรเพิ่ม ผลพวงนโยบายรัฐบาล ยันลดกำลังพล-นายพล ตามเป้า

กห. แจง งบบุคลากรเพิ่ม ผลพวงนโยบายรัฐบาล ยันลดกำลังพล-นายพล ตามเป้า

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.06 น.

ปลัด กห. แจง งบบุคลากรเพิ่ม ผลพวงนโยบายรัฐบาล ปรับเงินเดือน 10% ภายใน 2 ปี ป.ตรี 18,000 บาท ยันลดกำลังพลแล้ว 10,274 นาย ส่วน นายพล เป็นตามแผน  เชื่อโครงการพลทหารอาสา หากเป็นตามเป้า ลด-เลิกเกณฑ์มีนัย

17 ก.ค.2565 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) มีการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวตอบข้อซักถามของกมธ.เรื่องการงบประมาณด้านบุคลากรที่เพิ่มขึ้น การปรับลดกำลังพลทุกระดับ ตั้งแต่ทหารชั้นนายพล ชั้นประทวน และอาสาสมัคร ว่า เข้าใจถึงความจําเป็นของรัฐบาลทั้งภาระการคลัง ปัญหาเศรษฐกิจและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะทางด้านตะวันออกกลาง เข้าใจเหตุผลและความจําเป็น และก็ยืนยันว่าในส่วนของกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ มีความพร้อมในการรองรับสถานการณ์ 

สำหรับงบประมาณด้านบุคลากรของกระทรวงกลาโหมที่เพิ่มขึ้น เกิดจากการตั้งงบประมาณเพื่อรองรับการปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการพลเรือน และเจ้าหน้าที่รัฐตามนโยบายของรัฐบาลที่กําหนดให้เพิ่มเงินเดือน 10%ภายใน2ปี โดย ปริญญาตรี 18,000บาท

ส่วนการปรับลดกําลังพลในขณะที่งบบุคลากรที่เพิ่มขึ้นนั้น ชี้แจงว่า เป็นไปตาม เป็นไปตามนโยบายการปฏิรูปการบริหารจัดการของกระทรวงกลาโหมและแผนจัดหากําลังพลระยะ 5 ปี 2566-2570 มีการปรับลดกําลังพล นายทหารชั้น สัญญาบัตร ทหารชั้นประทวน และพลอาสาสมัคร ร้อยละ5 จำนวน 14,598 นาย ปี2566 ปลัดลด 3,370นาย ต่อเนื่องไปจนถึงปัจจุบันลดลงแล้ว 10,274 นาย และยังอยู่ในเป้าหมาย แผนการดําเนินการของกระทรวงกลาโหม

ขณะที่การปรับลดนายทหารชั้นนายพล นายทหารชั้นปฏิบัติการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ และนายทหารปฏิบัติการประจําหน่วย มีแผนปรับลดปี 2551-2571  รวม 20 ปี ลดร้อยละ50 ยืนยันว่าการปรับลดเป็นไปตามเป้าหมายในขณะรายละเอียดขอส่งเป็นเอกสาร

พลเอก ธราพงษ์ กล่าวชี้แจงความคืบหน้าโครงการทหารอาสาตามนโยบายของรัฐบาล รับสมัครบุคคลที่เป็นทหารกองเกินอายุ 18-20 ปี และอายุ 22-26 ปี เข้าเป็นพลทหารอาสาโดยทําสัญญาจ้าง4 ปี เงินเดือน12,090 บาท ค่าตอบแทนพิเศษ 2,280 บาท หรือ 96 บาท/ วัน เท่ากับอัตราค่าประกอบเลี้ยงของทหารประจําการ

เป้าหมายรับสมัคร 100,000 อัตรา แบ่งเป็น 4 ระยะ ปี 2570 -2573 ปี ละ25,000 นาย ถือเป็นสัญญาเชิงบวกที่สามารถดําเนินการตามแผนงานที่กําหนด มีผลในเรื่องของการลดยอดการเรียกเกณฑ์ตามลําดับของแต่ละปี หากเป็นไปตามเป้าหมายจากที่เราเกณฑ์และมีการรับสมัครใจ จะทำให้การเรียกเกณฑ์ลดน้อยอย่างมีนัย หรืออาจจะไม่มีเลย 

นายกฯ เยี่ยมชมบริษัทหุ่นยนต์ชั้นนำของจีน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน AI และ Humanoid Robots

นายกฯ เยี่ยมชมบริษัทหุ่นยนต์ชั้นนำของจีน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน AI และ Humanoid Robots

นายกฯ เยี่ยมชมบริษัทหุ่นยนต์ชั้นนำของจีน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน AI และ Humanoid Robots

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.51 น.

นายกฯ เยี่ยมชมบริษัท AgiBot บริษัทหุ่นยนต์ชั้นนำของจีนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน AI และ Humanoid Robots ต่อยอดพัฒนาอุตสาหกรรม การแพทย์ และการดูแลผู้สูงอายุของไทย
 
เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครเซี่ยงไฮ้) ที่บริษัท Zhiyuan Innovation (Shanghai) Technology (AgiBot) นครเซี่ยงไฮ้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมชมบริษัท AgiBot บริษัทเทคโนโลยีหุ่นยนต์ชั้นนำของจีน ดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยี ครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์ ระบบปฏิบัติการหุ่นยนต์ โมเดลปัญญาประดิษฐ์ และฐานข้อมูลสำหรับการฝึกฝนหุ่นยนต์ เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลาย ทั้งในภาคการผลิต โลจิสติกส์ การบริการ และการดูแลผู้สูงอายุ
 
โอกาสนี้ ผู้บริหารบริษัท AgiBot ได้นำหุ่นยนต์ AGIBOT A3 สวมชุดไทยประจำชาติ กล่าวต้อนรับนายกรัฐมนตรีและคณะเป็นภาษาไทย และหุ่นยนต์ AGIBOT X2 สาธิตศิลปะการต่อสู้มวยไทย สร้างความประทับใจให้กับนายกรัฐมนตรีและคณะ


 
จากนั้น นายกรัฐมนตรีรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการพัฒนาหุ่นยนต์ของบริษัท ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ออกแบบให้มีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ หุ่นยนต์สำหรับภาคอุตสาหกรรมและคลังสินค้า และหุ่นยนต์เฉพาะทางสำหรับงานลาดตระเวน ตรวจสอบความปลอดภัย และงานทำความสะอาดเชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งเยี่ยมชมการสาธิตการทำงานของหุ่นยนต์โต้ตอบกับมนุษย์ ซึ่งสามารถสื่อสารภาษาไทย หุ่นยนต์ขายของ หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยงและหุ่นยนต์กู้ภัย หุ่นยนต์วาดพู่กันเป็นอักษรจีน และรับประทานกาแฟที่มาจากหุ่นยนต์ทำ
 
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์กำลังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก และเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ โดยรัฐบาลมุ่งส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลและ AI เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างไทยกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีนจะช่วยสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากร และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ในภาคอุตสาหกรรมและบริการของไทยในอนาคต


 
ทั้งนี้ AgiBot เป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ชั้นนำของจีน และได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเทคโนโลยีและกองทุนร่วมลงทุนชั้นนำระดับโลก ปัจจุบันสามารถผลิตหุ่นยนต์ในระดับอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ และบริษัทมียอดจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

เสธ.ทบ. ลั่นไม่เชื่อคำอ้างเขมร หลังยิงปืน 3 นัดใกล้ฐานทหารไทย ย้ำกองทัพตอบโต้ตามหลักปฏิบัติ

เสธ.ทบ. ลั่นไม่เชื่อคำอ้างเขมร หลังยิงปืน 3 นัดใกล้ฐานทหารไทย ย้ำกองทัพตอบโต้ตามหลักปฏิบัติ

เสธ.ทบ. ลั่นไม่เชื่อคำอ้างเขมร หลังยิงปืน 3 นัดใกล้ฐานทหารไทย ย้ำกองทัพตอบโต้ตามหลักปฏิบัติ

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.37 น.

“เสธ.ทบ.” ลั่นไม่เชื่อคำอ้าง”กัมพูชา” หลังยิงปืน 3 นัดใกล้ฐานทหารไทย ย้ำกองทัพ ตอบโต้ตามหลักปฏิบัติ ยืนยันสร้างแน่ อ่างเก็บน้ำ ”ห้วยตามาเรีย“ ไม่ว่าจะใช้งบฯ ไหน ขอแค่สร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติ 

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย และกัมพูชาที่ล่าสุดมีการยิงปืนจากฝั่งกัมพูชาจำนวน 3 นัด เข้ามาใกล้เขตฐานทหารไทยว่า เราก็ยิงตอบโต้ไปตามแนวทางที่เรายึดถือ แต่ฝั่งกัมพูชาก็มีการติดต่อเข้ามา เพื่อพูดคุยกันระหว่างผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ ซึ่งฝ่ายเราก็ได้ท้วงติงไปแบบแรง ๆ ว่า เหตุการณ์แบบนี้ต้องไม่เกิดขึ้นอีก ถ้าหากเกิดขึ้นต้องปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วม หรือ Joint Declaration ไทย-กัมพูชา หากเขายังล่วงล้ำ หรือผิดไปจากข้อตกลง เราก็จะดำเนินการตามขั้นตอนของเรา 

ส่วนกัมพูชาได้แจ้งสาเหตุหรือไม่ว่า 3 นัดเกิดจากสาเหตุอะไร เสธ ทบ. กล่าวว่า ขอบอกตรงไปตรงมาว่า เขาบอกเราก็เชื่อไม่ได้ จะบอกว่า เสียวินัย กำลังพลมีปัญหา หรือไปรับประทานสุราอะไรก็ตาม เราไม่เชื่อถือ ซึ่งเราเชื่อแต่เรื่องจริงว่า เรื่องนี้มีการดำเนินการ และเราก็ตอบโต้ไป 

เมื่อถามถึงการประชุมกองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชากองทัพภาคที่ 2 ของไทยและภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา หรือ RBC ที่ได้แจ้งไปว่า ตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 จนถึงปัจจุบันได้ยินเสียงระเบิดรวม 19 ครั้งนั้น เสธ ทบ. กล่าวว่า เรื่องนี้เราได้แจ้งฝั่งกัมพูชาไป เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ถ้าเกิดขึ้นตามแนวชายแดน ถึงแม้จะอยู่ในเขตกัมพูชาก็ตาม ละเอียดอ่อนของเราแต่ว่า เรื่องนี้ละเอียดอ่อนต่อประชาชนของเรา และต่อกำลังพล ดังนั้นไม่ควรเกิดขึ้น กำลังพลกัมพูชาต้องระมัดระวัง ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนก็แล้วแต่ ซึ่งเราได้ท้วงติงไปแล้ว 

ส่วนเรื่องความคืบหน้าอ่างเก็บน้ำห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ หลังกรมชลประทานได้ตั้งงบประมานเพื่อก่อสร้างแล้วนั้น เสธ ทบ. กล่าวว่า ตนก็ทราบข่าวมาแบบนั้น เพราะตนได้เข้าไปพูดคุยกับกรมชลประทาน เขาก็ชี้แจงว่า เรื่องนี้มีแนวทางการดำเนินการอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้เราได้เรียนนายกรัฐมนตรีไปแล้ว และนายกรัฐมนตรีก็มีบัญชามาว่า จะดู ส่วนงบฯ จะเป็นส่วนไหนก็แล้วแต่ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร ไม่ว่าจะเป็นงบจากทางกรมชลประทาน, งบกลาง หรืองบจากกองทัพดำเนินการ เราก็พร้อม ขอแค่ให้สร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติ ไม่ว่า จะเป็นเงินจากหน่วยไหน ไม่เป็นปัญหาอะไร พร้อมสร้าง และกรมชลประทานก็ได้มีการประสานงานกับกองทัพภาคที่ 2 อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว

นายกฯถกปธน.คาซัคสถาน ย้ำไทยพร้อมเป็นประตูสู่อาเซียน ลุยการค้า-ท่องเที่ยว

นายกฯถกปธน.คาซัคสถาน ย้ำไทยพร้อมเป็นประตูสู่อาเซียน ลุยการค้า-ท่องเที่ยว

นายกฯถกปธน.คาซัคสถาน ย้ำไทยพร้อมเป็นประตูสู่อาเซียน ลุยการค้า-ท่องเที่ยว

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.57 น.

นายกฯ หารือ ปธน. คาซัคสถาน ย้ำไทยพร้อมเป็นประตูสู่อาเซียน เดินหน้าความร่วมมือด้านการค้า การลงทุนเทคโนโลยี และการท่องเที่ยว ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจไทย–เอเชียกลาง

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.15 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครเซี่ยงไฮ้ ) ที่ศูนย์การประชุม Shanghai World Reception Hall  นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือทวิภาคีกับนายคาซีม-โยมาร์ต โตคาเยฟ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน   

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีคาซัคสถานสำหรับคำเชิญเยือนคาซัคสถานอย่างเป็นทางการในปี 2570 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 35 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-คาซัคสถาน พร้อมเชิญประธานาธิบดีคาซัคสถานเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ทั้งสองฝ่ายชื่นชมการเยือนและการติดต่อระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันให้ก้าวหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คาซัคสถานเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยในเอเชียกลาง และไทยพร้อมเป็นประตูสู่ตลาดอาเซียน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน อาทิ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์ ความมั่นคงทางอาหาร การบริการการโรงแรม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงาน และแร่หายากสำคัญ  ซึ่งนายกรัฐมนตรีเสนอให้มีการหารือกันอย่างใกล้ชิดต่อไป   

นายกรัฐมนตรีขอบคุณคาซัคสถานที่สนับสนุนข้อริเริ่มของไทยในการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

นายกรัฐมนตรีชื่นชมการพัฒนาเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศข้ามทะเลแคสเปียนของคาซัคสถาน(Trans-Caspian International Transport Route: TITR) ซึ่งช่วยเสริมสร้างการเชื่อมโยงและอำนวยความสะดวกการค้าระหว่างภูมิภาค พร้อมย้ำศักยภาพของคาซัคสถานในการเป็นประตูสู่เอเชียกลางและยุโรป

ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องสนับสนุนการขยายเส้นทางบินใหม่เพิ่มมากขึ้น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและการเชื่อมโยงในระดับประชาชนระหว่างสองประเทศ โดยไทยยังคงเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวคาซัคสถาน ขณะที่ประชาชนไทยให้ความสนใจเดินทางไปคาซัคสถานมากขึ้น  

ในตอนท้าย  ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของกรอบพหุภาคีที่เปิดกว้างและยึดมั่นกติกาสากล โดยไทยพร้อมทำงานอย่างใกล้ชิดกับคาซัคสถานในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่สำคัญ และสนับสนุนการมีบทบาทที่เพิ่มขึ้นของคาซัคสถานในอาเซียน ตลอดจนความร่วมมือในประเด็นสำคัญของประชาคมโลก อาทิ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ