โผล่อีกราย! อดีต รมต.คลัง ยุคอุ๊งอิ๊งค์ เอี่ยวทุนเทา กรณ์ แฉยับ ดีลปริศนาบางจาก 9 พันล้าน

18 กันยายน 2569 เวลา 14:41 น.

18 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ทีมกรณ์ – TeamKorn” โพสต์ข้อความระบุว่า “เจอรัฐมนตรีคลัง เอี่ยวทุนเทาอีกราย! รอบนี้ ยุคนายกฯ อุ๊งอิ๊ง”

ทั้งนี้ เพจเฟซบุ๊ก “ทีมกรณ์ – TeamKorn” ยังได้โพสต์ข้อความในคอมเมนต์ ระบุว่า “เฉลยชื่ออยู่ในรายละเอียด https://www.facebook.com/share/p/1F9kWeDMSA/?mibextid=wwXIfr” โดยเป็นโพสต์ของ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีรายละเอียดดังนี้

#ทุนเทา #สแกมเมอร์ #ฟอกเงิน เรื่องทุนเทาในตลาดหุ้นที่ผมติดตามมีสองเรื่องหลักๆ คือเรื่องของหุ้น Finansia (ที่มีคุณวรภัคเกี่ยวข้อง) และเรื่องหุ้นกลุ่มบางจาก

ซึ่งในกรณีที่สอง อาทิตย์นี้ปรากฏความเคลื่อนไหวสำคัญเช่นกัน คือทาง DSI ประกาศรับเป็นคดีพิเศษ

นี่ก็อีกเรื่องสำคัญครับ และเป็นอีกเรื่องที่มีกลุ่มทุนเทาและอีกหนึ่งอดีตรัฐมนตรีคลังเกี่ยวข้อง

สรุปสั้นๆคือ คณะกรรมการบริษัท(โดยมีคุณพิชัย ชุนหวชิร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เป็นประธานบริษัท บางจาก) ได้อนุมัติให้มีการขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับสองกองทุนที่เกี่ยวโยงกับกลุ่มทุนเทา ‘เบน สมิธ’

คุณพิชัยมีความผิดอะไรหรือไม่ยังต้องมีการพิสูจน์ แต่กระบวนการพิสูจน์ได้เริ่มแล้วอย่างเป็นทางการ

หลังจากนั้นคณะกรรมการได้อนุมัติซื้อบริษัท Asia Link Terminal เจ้าของคลังเก็บนํ้ามันเพชรบุรี ด้วยราคาสูงลิ่ว 9,000 บ้านบาท (เป็นกระบวนการที่เร่งรีบและที่แปลกคืออนุมัติก่อนบริษัทที่จะเข้าไปซื้อได้มีการจัดตั้งด้วยซ้ำ) โดยที่ในขณะที่ลงนามสัญญาตกลงซื้อขายยังไม่สามารถแม้แต่จะยืนยันมูลค่าทรัพย์สินสุทธิได้

โดยที่ผู้ขายคือบริษัท แพนเอเชีย สตอเรจแอนด์เทอร์มินัล จํากัด (ผู้ขาย) ซึ่ง เป็นกิจการของครอบครัว นายสมบูรณ์ สุขเจริญไกรศรี

ซึ่งในช่วงเดือนตุลาคม 2568 มีข่าวว่า นายภูวศิษฐ์ ไชยอรุณโรจน์ หรือ คิว บุตรชายนายสมบูรณ์ สุขเจริญไกรศรี คือผู้ถูกพาดพิงพยายามติดสินบนให้ คุณไชยชนก ชิดชอบ ตามข่าววันที่ 8 ตุลาคม 2568 และ เคยถูกจับกุมในคดี “ร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ร่วมกันฟอกเงิน และ สมคบกันเพื่อกระทําความผิดฐานฟอกเงิน” เมื่อปี 2565

และครอบครัวนี้เคยปรากฏข่าวว่าเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนเงินทุนให้พรรคภูมิใจไทย ส่วนจะมีนัยอย่างไรผมไม่ขอแสดงความเห็น

ทั้งหมดนี้ตัวแทนผู้ถือหุ้นรายย่อยบริษัทบางจากได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อผมในฐานะตัวแทนคณะกรรมาธิการการเงินการคลัง และเราได้ประสานการทำงานกับทาง DSI มาจนมีข้อสรุปรับเป็นคดีพิเศษเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานี้

แต่ก็เป็นอีกกรณีที่หนึ่งที่การดำเนินการตรวจสอบในส่วนที่ กลต. รับผิดชอบยังไม่มีการรายงานความคืบหน้าใดๆ เช่น

– เหตุผลและคำชี้แจงคณะกรรมการ BCPG ว่าได้ขายหุ้นเพิ่มทุนให้กลุ่มทุนเทาด้วยเหตุผลอะไร?

– การซื้อหุ้น BCP ถึง 20% มีมูลค่าเป็นหลักหมื่นล้านบาท โดยกองทุนที่มีทุนจดทะเบียนเพียง 50 ล้านบาทเป็นธุรกรรมอำพรางหรือไม่?

ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมคือกองทุนที่เข้ามาซื้อ กล่าวตามข่าวคือมีความเชื่อมโยงกับกองทุนที่สิงคโปร์ที่ทาง MAS ได้มีการอายัดเงินพร้อมกับกล่าวหากรรมการบริษัทที่มีความเชื่อมโยงต่อทุนเทา

ปปง. ยึดอายัดทรัพย์แล้ว

DSI รับเป็นคดีพิเศษแล้ว

แต่ กลต. แจ้งผมว่า ‘ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน‘

อนุทิน ลั่นปมคำวินิจฉัยกกต.ต้องเคารพเสียงข้างมาก ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม บอกเรื่องนี้จุดเริ่มต้นมาจากการเมือง

18 กันยายน 2569 เวลา 14:23 น.

เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์คดีฮั้วสว. ที่ยังคงมีต่อเนื่อง ว่า ตนยืนยันเหมือนเดิม รัฐบาลไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับการตัดสินใจหรือมติหรือการส่งดำเนินคดีใดๆก็ตาม ในส่วนที่ตนรับผิดชอบอยู่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ฉะนั้นตนไม่มีข้อมูลที่จะให้ความเห็นอะไรได้

เมื่อถามว่ามองอย่างไรกับปฏิกิริยาผลวินิจฉัยคดีฮั้วสว.ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีเสียงข้างมากโดนวิพากษ์วิจารณ์แต่เสียงข้างน้อยก็ออกมาเปิดเผยข้อมูล นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมไม่ได้มองอะไรเลย มันไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรืองานที่ผมรับผิดชอบอยู่ ผมคิดว่าทุกอย่างมีหลักของมันอยู่ หลักประชาธิปไตยเขาถืออะไร การวินิจฉัยในคดีความขององค์กรอิสระผมก็เห็นมีทั้งคะแนนเอกฉันท์ คะแนนเสียงข้างมาก คะแนนที่ก้ำกึ่ง หรือแม้แต่ประธานต้องลงความเห็นสองครั้ง แต่ที่สำคัญทุกรูปแบบต้องเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เขามีเขียนไว้หรือไม่ว่าเสียงข้างน้อยต้องชนะ ถ้าไม่มีก็แสดงว่าเสียงข้างมากวินิจฉัยอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของกกต. หรือใคร แต่ต้องทุกหน่วยงาน

ในคณะรัฐมนตรีก็เช่นกัน ประเด็นที่ไม่เห็นพ้องต้องกันก็ต้องไปจบที่การลงมติ มติเสียงข้างมากเป็นอย่างไรทุกคนต้องปฏิบัติตาม คนที่อยู่เสียงข้างน้อยจะบอกให้บันทึกว่าได้ลงมติอย่างไรเพราะอะไร ซึ่งเกิดขึ้นมาแล้ว ผมเคยเป็นมติเสียงข้างน้อยครั้งหนึ่งในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พอเป็นเสียงข้างน้อยก็ขอให้บันทึกความเห็นของคณะรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างไร แต่ก็ต้องทำตามเสียงส่วนใหญ่ ชอบหรือไม่ชอบก็ต้องทำตาม”

เมื่อถามว่ากรณีคนที่เคยให้ปากคำกกต.แล้วมากลับคำให้การ จนทำให้คนมองพรรคภูมิใจไทยในทางลบ จะเอาผิดอะไรกับคนให้การหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันไม่ได้มีผลลบกับพรรคภูมิใจไทยแต่มีคนพยายามลากพรรคภูมิใจไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการฮั้วสว. ตนยังยืนยันเหมือนเดิมให้ยึดถือประกาศคำสั่งและข้อห้าม หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยคือตนที่ออกมาเป็นข้อปฏิบัติและข้อห้ามไม่ให้ผู้มีตำแหน่งทางการเมืองในสังกัดพรรคภูมิใจไทยไปยุ่งเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสว. และตนไม่ข้องใจกับคนที่ไปให้ข้อมูลเพราะตนได้ทำหน้าที่ของตนไปแล้ว คนที่ไม่ทำตามก็ต้องไปรับผิดชอบกับสิ่งที่เขาได้ทำนั้นเป็นเรื่องที่เขาตัดสินใจเพราะมีข้อห้ามแล้วถ้าใครยังไปทำก็ต้องไปแก้ต่างในความเป็นส่วนตัวของเขา ไม่ได้ทำในนามพรรคว่าอย่างนั้นเถอะ หากมีการกระทำเช่นนั้น

เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรให้ข้อครหานี้หมดไปจากพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน กล่าวว่า คนที่ครหาก็เห็นหน้าอยู่ คนที่ไม่ติดใจก็เห็นหน้าอยู่

เมื่อถามว่ามองว่าเรื่องนี้เป็นการเมืองล้วนๆใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “จุดเริ่มเป็นการเมืองอยู่แล้ว จุดเริ่มก่อนมาถึงตรงนี้เมื่อ 2 ปีก่อนเป็นการเมือง”

กุลวลี หนุนแก้กฎหมายครอบครัว ชูบ้านต้องปลอดภัย ขอผญ.อย่ายอมเงียบ

18 กันยายน 2569 เวลา 14:07 น.

กุลวลี อภิปรายหนุนร่างกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ลั่น บ้านต้องเป็นสถานที่ปลอดภัย ขอ ผญ.อย่ายอมเงียบ

วันที่ 17 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ได้อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. …. ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในบ้านนั้น เป็นเรื่องที่คนภายนอกไม่รู้ ไม่เห็น เกิดขึ้นหลังประตูที่ปิดสนิท จะเอาไปเล่าให้ใครฟังก็ไม่ได้ เพราะคนที่ทำร้ายท่าน คือพ่อ คือแม่ คือสามี คือคนที่ท่านรัก และยังต้องอยู่ร่วมชายคาเดียวกันในคืนนี้ อยากบอกท่านว่า สิ่งที่ท่านกำลังเผชิญอยู่ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องเวรกรรม และไม่ใช่ความผิดของท่าน แต่เป็นการละเมิดสิทธิในเนื้อตัวร่างกายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของท่าน วันนี้สภาผู้แทนราษฎรกำลังพิจารณากฎหมายเพื่อท่านอยู่ ขอให้ท่านอย่ายอมเงียบ สามารถโทรศัพท์ไปที่หมายเลขสายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300

น.ส.กุลวลี ได้ยกข้อมูลของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวว่า ปี 2567 มีผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงเฉลี่ยวันละ 42 ราย เฉพาะความรุนแรงในครอบครัว 4,833 ราย ขณะที่ศูนย์พึ่งได้ในโรงพยาบาลทั่วประเทศรับผู้ถูกกระทำกว่า 17,900 คน และในสายด่วน 1300 ผู้กระทำถึงร้อยละ 71 เป็นคนในครอบครัวเอง ตัวเลขที่ตนกังวลที่สุด ไม่ใช่ตัวเลขที่สูง หากแต่คือตัวเลขที่ไม่ลดลงเลย เมื่อปี 2563 ตัวเลขอยู่ที่ 16,676 ราย เฉลี่ย 46 รายต่อวัน ผ่านไปเกือบ 5 ปี ตัวเลขยังอยู่ระดับเดิม และตัวเลขเหล่านี้ยังเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง เพราะอีกจำนวนมากไม่เคยถูกบันทึก ไม่เคยมีใครโทรแจ้ง และจบลงที่ความเงียบในบ้านหลังหนึ่ง

น.ส.กุลวลี กล่าวว่า ช่องโหว่ของกฎหมายปี 2550 มุ่งรักษาครอบครัวไว้ก่อนมากกว่าความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำ โทษปรับเพียง 6 พันบาท อายุความ 3 เดือนสั้นเกินความจริง และมองไม่เห็นความรุนแรงที่ไม่ทิ้งรอยฟกช้ำ เช่น การควบคุมเงินทุกบาท การไม่ให้ออกไปทำงาน และการสะกดรอยผ่านโทรศัพท์ ข้อมูลจากรัฐนิวเซาท์เวลส์ ออสเตรเลีย ที่พบว่าร้อยละ 97 ของคดีฆาตกรรมคู่ครอง ผู้เสียหายเคยถูกควบคุมบังคับมาก่อน ตัวเลขนี้บอกเราว่า การฆาตกรรมในครอบครัว แทบไม่เคยเกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน มันมีสัญญาณเสมอ เพียงแต่กฎหมายของเรามองไม่เห็นมัน

น.ส.กุลวลี กล่าวว่า ขอฝาก 4 ข้อถึงกรรมาธิการ คือ ขยายนิยามบุคคลในครอบครัว ให้ครอบคลุมความเป็นจริงของสังคมไทย บัญญัติความรุนแรงทางเศรษฐกิจ ทางเพศ และการคุกคามด้วยเทคโนโลยีไว้ให้ชัด ทบทวนเรื่องการยอมความให้มาจากความสมัครใจที่แท้จริงไม่ใช่แรงกดดัน และกำหนดกรอบเวลาการช่วยเหลือที่วัดผลได้พร้อมงบประมาณและกำลังคนที่เพียงพอ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่เป็นเรื่องของผู้หญิง เด็ก ผู้สูงอายุ อีกจำนวนหนึ่ง ที่คืนนี้จะต้องนอนอยู่ในบ้านที่เขากลัวซึ่งการรับหลักการร่างกฎหมายฉบับนี้ คือการบอกกับพวกเขาว่า รัฐสภาไทยได้ยินเสียงของท่านแล้ว และบ้านของท่านจะต้องเป็นที่ที่ปลอดภัย

เรือฟริเกต หัวใจสำคัญ ปกป้องผลประโยชน์ทะเล ผบ.ทร.ย้ำ 5 ประการ คัดเลือกอู่ต่อเรือ-วางสเปกสูง ทุกขั้นตอนต้องโปร่งใส

18 กันยายน 2569 เวลา 14:01 น.

ผบ.ทร.เปิดแถลงข่าวเรือฟริเกต หัวใจสำคัญ ปกป้องผลประโยชน์ทะเล ย้ำ 5 ประการ คัดเลือกอู่ต่อเรือ วางสเปกสูง และทุกขั้นตอนต้องโปร่งใส หวังได้เรือที่ดีที่สุด เป็นเขี้ยวเล็บปกป้องผลประโยชน์ชาติ ลั่น ทร.รู้ดีควรเลือกแบบใด ยันไม่กีดกัน-ไม่ล็อกสเปก ทุกบริษัทใช้กติกาเดียวกัน

18 กันยายน 2569 ที่หอประชุมกองทัพเรือ พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานแถลงความคืบหน้าการดำเนินดำเนินโครงการจัดหาเรือฟริเกต ที่ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ ถนนอรุณอมรินทร์ โดย พล.ร.อ.ไพโรจน์ ได้กล่าวเปิดการแถลงข่าวว่า กองทัพเรือมีความตั้งใจที่จะสื่อสาร อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งโครงการฯ นี้ เป็นโครงการฯ ที่สำคัญต่อความมั่นคงของชาติ​ และใช้เงินจากภาษีของประชาชน​ที่มีมูลค่าสูง​ และอยู่ในความสนใจของประชาชน จนมีความห่วงใย และเกิดคำถามมากมายในหลากหลายแง่มุม ในช่วงที่ผ่านมา มีการนำเสนอข้อมูลผ่านสื่อมวลชน​ และโซเชียลมีเดีย โดยบางครั้งข้อมูลมีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ไม่ตรงกับข้อเสนอที่แต่ละบริษัทยื่นต่อกองทัพเรือ นำไปสู่ความเข้าใจผิด และความสับสน เกิดข้อกังขาต่อโครงการนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ตนในฐานะผู้นำกองทัพเรือ จะสร้างความกระจ่างชัดด้วยข้อเท็จจริงทั้งหมด

ผบ.ทร.​กล่าวย้ำว่า​ ประเทศไทยเป็นชาติที่มีทะเล และเส้นทางเดินเรือ​, พลังงาน​, ทรัพยากร​ และปากท้องของประชาชน​ ล้วนเชื่อมโยงกับทะเลทั้งสิ้น ประเทศต่าง ๆ ในโลกรวมถึงประเทศไทย​ อยู่ในภาวะขัดแย้งระดับสูง การนำเข้าสินค้า และพลังงาน การค้าขายระหว่างประเทศ​ ล้วนต้องผ่านการขนส่งทางทะเลเป็นส่วนใหญ่ กว่า 90% และเป็นที่จะต้องรักษาอธิปไตย และการคมนาคมทางทะเลให้มีความปลอดภัย และเรือฟริเกตไม่ได้ดูเพียง เพราะอยากได้เรือลำใหม่ แต่เป็นหัวใจหลักในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และการจัดหาในครั้งนี้ กองทัพเรือได้กำหนดคุณลักษณะที่เข้มข้น สูงกว่ามาตรฐานทั่วไปเป็นอย่างมาก เพื่อให้มั่นใจว่า ไม่ว่าบริษัทใดที่ชนะการคัดเลือกในครั้งนี้ เรือลำนี้จะต้องเป็นเรือที่ดีมีสมรรถนะสูงในการรบ และคุ้มครองชีวิตกำลังพลของเราได้อย่างแท้จริง

ผบ.ทร.​ยังย้ำว่า​ ในการดำเนินการคัดเลือก ตนได้กำชับคณะกรรมการฯ และเจ้าหน้าที่ทุกคนให้ยึดหลักสำคัญ 5 ประการ อย่างเคร่งครัด คือ 1.​ความถูกต้องตามกฎหมายระเบียบ และขั้นตอนที่ทางราชการ 2.ความโปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน โดยมีผู้สังเกตการณ์ภายใต้ข้อตกลงคุณธรรมกับองค์กรต่อต้านคอรัปชันร่วมติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ 3.ความเป็นธรรม และเท่าเทียมแก่ผู้ที่ยื่นข้อเสนอทุกรายตามหลักนิติธรรม 4.ความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งานไม่ใช่เพียงแค่ราคาถูกในวันส่งมอบเท่านั้น และ 5.ผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุดต่อประเทศชาติ และกองทัพเรือทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีการส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเน้นย้ำ กับคณะกรรมการในทุกระดับอยู่เสมอ

ผบ.ทร.​ยังชี้แจ้งถึงข้อกังขาที่การกีดกัน หรือมีการล็อกสเปกหรือไม่​ว่า​ การชี้แจงในวันนี้จะเป็นบทพิสูจน์ของกระบวนการที่ตรงไปตรงมาที่สุด ทุกบริษัทได้รับกติกาและเงื่อนไขเดียวกันตั้งแต่ต้นอย่างเท่าเทียม เปิดโอกาสให้บริษัทสอบถามจนเป็นที่แน่ใจ และเข้าใจตรงกัน และการตรวจพิจารณา เมื่อมีบริษัทที่ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่สำคัญที่กำหนดไว้ กองทัพเรือ โดยคณะกรรมการฯ จึงไม่สามารถที่จะอนุญาตให้ยื่นเอกสารเพิ่มเติมหรือแก้ไขข้อเสนอหลังเปิดซองได้ เพราะคือ การทำลายความยุติธรรม เป็นการละเมิดสิทธิของบริษัทอื่นที่มีการเตรียมการมาอย่างดี และถูกต้องครบถ้วน เพราะหากเปิดช่องให้ทำเช่นนั้นจะกลายเป็นบรรทัดฐานที่ผิดกฎหมาย ทำให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีปัญหาไม่รู้จบ ยืนยันว่า ไม่ใช่การกีดกัน แต่เป็นการรักษากติกา และความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

ขณะที่สเปกของเรือ​ เปรียบเสมือนการเลือกซื้อรถยนต์ ที่แต่ละคน อาจมองต่างมุมบางคนให้ความสำคัญกับเรื่องเครื่องยนต์​ ความหรูหรา​ ความสะดวกสบาย ความปลอดภัย ความทนทาน​ของอะไหล่​ และศูนย์บริการหลังการขาย ต่างคน จึงต่างเสนอมุมมอง ส่วนบุคคลที่ชื่นชอบ และถนัด แต่สำหรับกองทัพเรือ เราอยู่กับเรือมาทั้งชีวิต เรารู้ซึ้งว่า ในยามเผชิญวิกฤตทางทะเล​ จุดใดคือหัวใจสำคัญของความอยู่รอด และชัยชนะ กองทัพเรือไม่ได้จัดหาเรือเพื่อให้มีเพียงเรดาร์ที่ดีที่สุด​ หรืออาวุธที่ดีที่สุด​ หรือมีเครื่องยนต์ที่ทำความเร็วที่สุด​ อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เรามองถึงภาพรวมทั้งระบบทุกระบบจะต้องเชื่อมโยงอย่างสมบูรณ์ มีความพร้อมรบสูงการซ่อมปรับปรุงระยะยาวมีหลักประกัน และประเทศชาติได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีสูงสุด

ผบ.ทร.​ยืนยัน​ต่อประชาชนว่า การตัดสินใจของคณะกรรมการฯ ทุกคน ตั้งอยู่บนข้อมูลข้อเท็จจริง และหลักฐานเชิงประจักษ์​ ปราศจากการแทรกแซงใด ๆ ทั้งสิ้น และกระบวนการ ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยเกียรติ​ และความรับผิดชอบต่อกฎหมาย และชาติบ้านเมือง ความน่าเชื่อถือซึ่งไม่ได้เกิดจากการที่เราขอร้องให้ท่านเชื่อ แต่เกิดจากทุกขั้นตอนที่เราทำถูกต้องโปร่งใสมีเหตุผล และพร้อมรับการตรวจสอบเสมอ​ และกองทัพเรือ ได้เรือที่เปรียบเสมือน​เขี้ยวเล็บที่สำคัญสร้างผลประโยชน์คืนสู่ประเทศชาติ​ กองทัพเรือได้เรือที่ดีที่สุด และประเทศไทยได้ผลประโยชน์สูงสุด และคุ้มค่าสูงสุด

เฟส 2 มาแน่! นายกฯ เห็นชอบหลักการ ต่ออายุไทยช่วยไทย พลัส แล้ว โฆษกรัฐบาล แย้ม ให้รวดเดียว 1 พัน ใช้ 2 เดือน

18 กันยายน 2569 เวลา 14:00 น.

นายกฯ เห็นชอบหลักการ ต่ออายุไทยช่วยไทย พลัสเฟส 2 แล้ว รอ เอกนิติ แถลงความชัดเจน ขอไม่ก้าวก่ายงานกัน ย้ำไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ยุคข้าวยากหมากแพง โฆษกรัฐบาล แย้ม ให้เงินรวดเดียว 1,000 บาทใช้ 2 เดือน ชี้รอก.คลังสรุปอีกรอบ

เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้รายงานมาแล้ว ส่วนรายละเอียดเงื่อนไขจะเท่าไหร่นั้น ขอให้นายเอกนิติ เป็นผู้แถลงความชัดเจน แต่ตนได้เห็นชอบในหลักการแล้ว

เมื่อถามถึงเงื่อนไขที่ให้ 1,000 บาท ใช้รวดเดียว 2 เดือนหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ขอให้นายเอกนิติ เป็นผู้แถลง เพราะเราไม่ก้าวก่ายงานกัน แต่ขอเรียนว่าเป็นข่าวดี ส่วนรูปแบบ จะเป็นอย่างไร ก็ขอให้นายเอกนิติ เป็นผู้แถลงอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมีทั้งโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่จะต้องครอบคลุมให้ทั่วถึง

เมื่อถามต่อถึงการรับมือกรณีธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี นายอนุทิน กล่าวว่า เราจะไม่ทำอะไรที่ประชาชนเดือดร้อน

เมื่อถามย้ำว่ากรณีดังกล่าวจะกระทบกับราคาพลังงานหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีหลายจุดที่เราจะลดความเดือดร้อนของประชาชน โดยโครงการไทยช่วยไทยพลัส ก็ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะเอามาช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจากสถานการณ์ปัจจุบัน

เมื่อถามต่อว่า หลังจบโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะมีมาตรการอื่นออกมาในช่วงเดือนธ.ค.2569 ถึงเดือนม.ค.2570 อีกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า การที่เราดำเนินนโยบายนี้ ไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่เป็นทั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนทุกที่ ในยุคข้าวยากหมากแพง

ขณะที่ นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความชัดเจนรายละเอียด โครงการไทยช่วยไทย พลัส เฟสที่ 2 ว่า รายละเอียดจะต้องรอคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้จากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) พิจารณาก่อนในการพิจารณารอบสุดท้าย ซึ่งจากที่ตนได้คุยกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง คาดว่า จะให้สิทธิ 1,000 บาท เป็นเวลาการใช้ 2 เดือน ในเกณฑ์ 60:40 เหมือนเดิม

ส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับการเติมเงินเข้า 700 บาท รวมกับสิทธิ์ปกติ 300 บาทรวมเป็น 1,000 บาท เช่นเดิม

เมื่อถามย้ำว่า จะต้องมีการโยกงบประมาณ มาใช้สำหรับการต่ออายุครั้งนี้หรือไม่ นายเอกภพ ยืนยันว่าไม่ต้องมีการดึงเงินมาเพิ่ม ซึ่งจำนวนเงินที่
คำนวน ณ วันนี้ 1,000 บาท หากดำเนินการ 2 เดือน และถือเป็นการเปิดช่องทางการใช้ได้มากขึ้น

ขณะที่นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าช่วงบ่ายวันนี้ จะพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงประเด็นดังกล่าว

สนุกเกอร์คือกีฬาไม่ใช่อบายมุข อนุทิน ตั้งโต๊ะแจงร่างกฎหมาย ย้อนความหลังเล่นตั้งแต่เด็ก

18 กันยายน 2569 เวลา 13:56 น.

นายกฯ ยังไม่ปิดประตู ดึงสนุกเกอร์ ออกบัญชีการพนัน ชี้ขอดูรายละเอียดก่อน บอกความรู้สึกตอนเด็กเป็นกีฬาเสริมทักษะ โว เคยเป็นรองแชมป์มาก่อนสายตาสั้น

เมื่อเวลา 12.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคประชาชนระบุว่าที่นายกฯไม่รับรองร่างแก้ไข พ.ร.บ.การพนัน เพื่อถอดสนุกเกอร์ออกจากบัญชีการพนัน เป็นการขัดขวางการเติบโตของกีฬาสนุกเกอร์ ว่า ยัง เดี๋ยวตนจะเรียกเรื่องมาดู ซึ่งต้องถามปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยจังหวะนี้นายกฯได้หันไปถามนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ตอบว่า เขาขอให้แยกจากการพนัน

นายกฯ กล่าวว่า เดี๋ยวตนกำลังพิจารณาอยู่ แล้วมาบอกว่าตนไม่เซ็น ตนไม่ได้บอกว่าตนจะไม่เซ็น

เมื่อถามว่า เมื่อวานมีกระแสข่าวเปิดเหตุผลที่นายกฯไม่รับร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากมีหน่วยงานไม่เห็นชอบ เพราะมันต้องแก้เป็นกฎหมายการเงิน นายกฯ ตอบว่า ขั้นตอนยังไม่ถึงตน สำหรับสนุกเกอร์ ถ้าถามตนก่อนที่จะสายตาสั้น ตนก็รองแชมป์นะ

เมื่อถามว่า หลังจากหารือแล้วก็จะมีคำตอบมาให้ วงการสนุกเกอร์ได้ใช่หรือไม่ นายกฯตอบว่า ตนจะพิจารณาให้ดีที่สุด เพราะมันถือว่าเป็นกีฬา ในความรู้สึกของตนสมัยที่เล่นสนุกเกอร์ บิลเลียด ตอนเด็กๆไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นอบายมุข หรือเป็นการพนันอะไร ตนก็เล่นเพื่อเสริมทักษะ เพราะมันเป็นกีฬาอย่างหนึ่ง

เมื่อถามว่าแต่อย่างไรเราก็ต้องปิดช่องว่างในเรื่องการกระทำผิดกฎหมายใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า สนุกเกอร์ถ้าเป็นการพนันได้ ต้องเล่นเป็นการพนันเท่านั้น และมันไม่ได้เล่นเป็นคาสิโนหรือบ่อนการพนัน มันไม่ใช่.

โฆษกรัฐบาล จี้ ปชน. แจงปม สส.ภูเก็ต เอี่ยวคดีนอมินี เหตุเจ้าตัวเบี้ยวนัด 3 ครั้ง หวั่นกระทบคดียักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน

18 กันยายน 2569 เวลา 13:10 น.

18 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมาตราการปราบทุนเทาของรัฐบาล ว่า จากที่ประชุมกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 17 ก.ย.ในช่วงที่ผ่านมามีการทำงานระหว่างแต่ละกระทรวง และหน่วยงานต่างๆ เพื่อจับเกี่ยวกับเรื่องการทำธุรกรรมผิดกฎหมาย และการจดทะเบียนบริษัทที่ผิดกฎหมาย โดยกระทรวงพาณิชย์ได้มีการออกประกาศว่าถ้าบริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งมีต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นด้วย หรือแม้แต่เป็นคนไทยจะมีการตรวจสอบประวัติว่าคนไทยที่มาร่วมถือหุ้นนั้นเป็นผู้ที่อยู่ในบัญชีของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วยหรือไม่ และจะมีการตรวจสอบว่ามีการเดินบัญชีที่เหมาะกับบริบทของบริษัทนั้นๆ หรือไม่ และมีการออกประกาศว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นจะมีการตรวจสอบทุกครั้ง รวมถึงมีการตรวจสอบการไขว้หุ้นระหว่างบริษัทด้วย ซึ่งจะทำให้บริษัทที่มาจดทะเบียนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นนอมินีลดลงอย่างชัดเจน และหากเจอบริษัทที่สงสัยว่าเป็นนอมินี ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้น 2,000 กว่าบริษัทจะส่งให้กระทรวงมหาดไทย และทางกระทรวงมหาดไทยจะรับลูกต่อ ด้วยการไปดูว่าบริษัทนี้ถือครองทรัพย์สินอย่างไร อย่างเช่นที่ดินมีมูลค่าถึง 85,000 ล้านบาทใน 2,000 บริษัทนี้ ซึ่งตรงนี้กระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการเพื่อเข้าสู่ การบังคับขายที่ดินที่ถือครองโดยนอมินี และนอกจากนี้ จะมีนอมินีหรือคนที่สวมสิทธิ์ใช้บัตรประชาชนคนไทย

ตรงนี้กระทรวงมหาดไทยก็มีมาตรการ และมีการตรวจสอบขยายผล ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่อยุธยา มาถึงแฟลตดินแดง และไชยปราการ ล่าสุดไปจับกุมที่สุราษฎร์ธานี ตรงนี้จะมีการขยายผลต่อไป ถือเป็นการทำลายแก๊งที่มีความเกี่ยวข้องกับนอมินีทุนเทา นอกจากนี้ ในช่วงการทำงานของรัฐบาลนี้มีการยึดทรัพย์เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และเครือข่ายที่ทำผิดทางด้านธุรกรรมผิดกฎหมาย ถึงประมาณ 20,000 ล้านบาทจากเครือข่าย เบน สมิธ และยิม เลียก ตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการไป

นายเอกภพ กล่าวต่อว่า ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และพูดคุยในที่ประชุม เป็นสิ่งที่นายกฯให้นโยบายคือ ไม่ว่าเรื่องใดก็ตามที่เป็นเรื่องทุจริต และผิดกฎหมายถ้าสืบค้นไปถึงตรงไหนให้ดำเนินการเต็มที่ไม่มีการขอ ไม่มีการยกเว้น ไม่มีการเจรจา ดังนั้น วันนี้จึงอยากขอให้ทุกภาคส่วนรวมถึงพรรคการเมืองต่างๆ ที่มีคนเกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการนอมินี การฟอกเงิน หรือเรื่องผิดกฎหมายอื่นๆ ขอให้นำบุคคลเหล่านี้ที่อยู่ในกระบวนการสืบสวนให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยที่ไม่ปิดบังหรือปกปิด

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้หมายถึงกรณี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน (ปชน.) ที่มีเรื่องอยู่ และยังไม่มีการดำเนินการใดๆ แม้จะมีการออกหมายเรียกไป 3 ครั้งแล้วใช่หรือไม่ นายเอกภพ กล่าวว่า จริงๆ แล้วเป็นเรื่องของทุกพรรคการเมืองที่จะรับผิดชอบคนของตัวเอง ซึ่งกรณี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน จากข้อมูลที่เราทราบ ทางกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีหมายเรียกให้มาชี้แจงแล้ว 3 ครั้ง แต่ยังมีการผัดผ่อนตรงนี้ถือว่าเป็นสิทธิที่จะสามารถผัดผ่อนได้ แต่ถ้าพรรคการเมือง รวมถึงคนที่มีตำแหน่งเป็น สส.ด้วย ควรที่จะออกมาให้ความชัดเจนต่อสังคมด้วย และออกมาชี้แจงกับหน่วยงานสืบสวน เพื่อให้เขาขยายผลต่อได้ไม่เช่นนั้นแล้วเวลาที่ล่วงเลยไปบางครั้งอาจเกิดการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน ซึ่งอาจส่งผลเสียหายต่อการสืบสวนได้เช่นเดียวกัน

นายกฯ อวยพร ขรก.เกษียณ ทุ่มเทเสียสละขับเคลื่อนภารกิจประเทศ หวังมีโอกาสทำงาน รับใช้บ้านเมืองร่วมกันในอีกบริบทหนึ่ง

18 กันยายน 2569 เวลา 12:12 น.

18 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 2/2569 โดยก่อนการประชุมนายกฯถ่ายภาพร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า และถ่ายภาพร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ที่จะเกษียณอายุราชการ 14 คน ที่โถงกลางตึกไทยคู่ฟ้า

ประกอบด้วย 1.นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 2.นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่างกรองแห่งชาติ 3.นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ 4.นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง 5.พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลักระทรววกลาโหม 6.นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

7.นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 8.นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม 9.นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน 10.นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ 11.นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 12.นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 13.พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ 14.นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร

จากนั้น นายกฯ เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ที่ตึกสันติไมตรี โดยนายอนุทิน กล่าวช่วงต้นการประชุมว่า วันนี้เป็นการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 2 ซึ่งก่อนที่จะเริ่มประชุมในวันนี้ ต้องขอแสดงมุทิตาจิตชื่นชมและขอบคุณหัวหน้าส่วนราชการทั้ง 14 ท่านซึ่งกำลังจะครบวาระในการเกษียณอายุราชการในปีนี้ ทุกท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ตลอดอายุราชการด้วยความทุ่มเทเสียสละในการขับเคลื่อนภารกิจของประเทศด้วยความมุ่งมั่นรับผิดชอบและยึดมั่นในประโยชน์ส่วนรวม ทำให้ท่านเจริญก้าวหน้าเป็นถึงหัวหน้าส่วนราชการที่แต่ละท่านสังกัดจนเกษียณอายุ ถือได้ว่าท่านคือผู้ที่ได้ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศของเราเป็นอย่างยิ่งและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับข้าราชการรุ่นหลังสืบไป ทั้งนี้ โอกาสนี้ขอส่งความปรารถนาดีและขอขอบคุณมายังทุกท่าน ขอให้ทุกท่านที่จะครบวาระเกษียณอายุราชการในปีนี้ตลอดจนครอบครัวจงประสบแต่ความสุข ความเจริญมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง มีอายุยืนยาวมีช่วงเวลาที่ดี คิดสิ่งใดขอให้สมความปรารถนาทุกประการ

นายกฯ กล่าวอีกว่า หลังจากการเกษียณอายุราชการหวังว่าเราคงจะได้มีโอกาสได้พบปะกันหรือหารือกัน หรือแม้กระทั่งมีโอกาสที่จะทำงานรับใช้บ้านเมืองร่วมกันในอีกบริบทหนึ่งต่อไป และในวันนี้จะมีการรับประทานอาหารร่วมกัน โดยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพขอถือโอกาสเรียนเชิญทุกท่านรับประทานอาหารร่วมกันด้วย

วัชรพงศ์ ป้อง อนุทิน ไม่ปลดล็อก สนุกเกอร์ พ้น บัญชีพนัน ย้ำจุดยืน ภูมิใจไทย ชัด ต้าน อบายมุข

18 กันยายน 2569 เวลา 12:01 น.

วัชรพงศ์ ป้อง อนุทิน ไม่ปลดล็อก สนุกเกอร์ พ้น บัญชีพนัน ย้ำจุดยืน ภูมิใจไทย ชัด ต้าน อบายมุข ชี้เป็นต้นตอ ปัญหาสังคม-อาชญากรรม-ทุนเทา ยกเคสย้อนอดีตเคย ค้านกาสิโน จนถูกยึด มท. มาแล้ว

เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2569 นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนายอรรถสิทธิ์ มหิทธิ อดีตนักสนุกเกอร์ทีมชาติไทย และอดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน ซึ่งโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กตัดพ้อกรณีรัฐบาลไม่รับรองร่างแก้ไขพระราชบัญญัติการพนัน เพื่อถอดสนุกเกอร์ออกจากบัญชีการพนัน ซึ่งเสนอโดยนายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สส.นนทบุรี พรรคประชาชนว่า จุดยืนของพรรคภูมิใจไทยและนายอนุทิน ต่อเรื่องการพนันมีความชัดเจนมาโดยตลอด คือไม่สนับสนุนการขยายตัวของการพนันที่ถูกกฎหมาย และยึดหลักการควบคุมอย่างเข้มงวด

นายวัชรพงศ์ กล่าวต่อว่า พรรคภูมิใจไทยมองว่าการพนัน ทุกรูปแบบเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาสังคม ทั้งปัญหาอาชญากรรม ผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของครัวเรือน ตลอดจนความเสี่ยงต่อเยาวชน ดังนั้น การพิจารณานโยบายหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพนันจึงต้องมองให้รอบด้าน ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะประโยชน์ของกิจกรรมหรือผู้ประกอบการบางกลุ่ม

นายวัชรพงศ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยได้แสดงจุดยืนดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยในอดีตสมัยที่นายอนุทินดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้แสดงจุดยืนคัดค้านแนวคิดการเปิดกาสิโน ในโครงการ Entertainment Complex อย่างชัดเจน เนื่องจากไม่เชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ปัญหาพนันใต้ดินได้จริง อีกทั้งยังมีความกังวลถึงผลกระทบต่อเยาวชนและระบบการศึกษา รวมถึงความคุ้มค่าที่รัฐจะได้รับ ซึ่งขณะนั้นความเห็นต่างเรื่องดังกล่าวนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง จนเกิดความต้องการยึดกระทรวงมหาดไทย และท้ายที่สุดพรรคภูมิใจไทยตัดสินใจถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ส่งผลให้การผลักดันกฎหมายดังกล่าวในสภาฯ ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้

นายวัชรพงศ์ กล่าวอีกว่า เมื่อพรรคภูมิใจไทยกลับมาเป็นแกนนำในการบริหารประเทศอีกครั้ง จุดยืนเรื่องการพนันก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ทางการเมือง โดยก่อนหน้านี้ในยุคที่มีความพยายามปลดล็อกให้ “ไพ่โป๊กเกอร์” หรือไพ่บางประเภทสามารถนำมาใช้เล่นในลักษณะกีฬาและการแข่งขันได้ นายอนุทินก็ได้ใช้อำนาจ สั่งยกเลิกคำสั่งดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องทางในการขยายตัวของการพนัน เช่นเดียวกับกรณีล่าสุดที่ สส.พรรคประชาชนเสนอร่างกฎหมายเพื่อถอดสนุกเกอร์ออกจากบัญชีการพนัน นายอนุทินจึงยึดหลักการเดียวกัน โดยไม่รับรองร่างกฎหมายที่มีลักษณะเป็นกฎหมายการเงิน เนื่องจากรัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาผลกระทบในภาพรวม ทั้งปัญหาสังคม ผลกระทบต่อเยาวชน ปัญหาอาชญากรรม ตลอดจนความเสี่ยงจากการเข้ามาแทรกแซงของทุนสีเทา

“เรื่องนี้ไม่ใช่การปิดกั้นกีฬาสนุกเกอร์หรือคนที่อยู่ในวงการ แต่เป็นการกำหนดกรอบเพื่อไม่ให้กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพนันขยายตัวจนยากต่อการควบคุม เพราะเมื่อเปิดช่องแล้ว สิ่งที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบไม่ใช่เฉพาะวันนี้ แต่ต้องมองไปถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคมในระยะยาว” นายวัชรพงศ์ กล่าว

“พลทหารอาสา” 8 วัน 7,898 นาย ทะลุ 31.59% กลาโหมเปิดทางคนรุ่นใหม่ วางอนาคตผ่านทหาร

18 กันยายน 2569 เวลา 11:51 น.

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 กระทรวงกลาโหมสรุปผลการรับสมัครโครงการ “พลทหารอาสา” ประจำปี 2570 ระหว่างวันที่ 10–17 กันยายน 2569 มีผู้สมัครสะสมแล้ว 7,898 นาย คิดเป็น 31.59% จากยอดเปิดรับทั้งหมด 25,000 นาย

เฉพาะวันที่ 17 กันยายน 2569 มีผู้สมัครเพิ่ม 492 นาย แบ่งเป็น กองทัพบก 427 นาย กองทัพเรือ 37 นาย กองทัพอากาศ 24 นาย และกองบัญชาการกองทัพไทย 4 นาย

สำหรับผู้สมัครสะสม 7,898 นาย แบ่งเป็น ทหารกองเกิน 5,391 นาย ทหารกองหนุนประเภทที่ 1 จำนวน 1,309 นาย และทหารกองประจำการที่ครบกำหนดปลด (เลื่อนปลด) จำนวน 1,198 นาย

ขณะที่ช่องทางการรับรู้ข้อมูลโครงการ พบว่า สัสดี เป็นช่องทางหลัก 53.55% รองลงมา หน่วยทหาร 27.67% และ Social Media 18.79%

ตัวเลขการสมัครในช่วง 8 วันแรก ไม่ได้สะท้อนเพียงจำนวนผู้ที่สนใจเข้ารับราชการทหาร แต่ยังสะท้อนถึงการเปิดทางเลือกให้คนรุ่นใหม่ได้ตัดสินใจและวางแผนอนาคตของตนเอง

เพราะแนวคิดของ “พลทหารอาสา” ไม่ได้จบเพียงวันที่สมัครเข้ามา แต่คือการต่อยอดช่วงเวลาของการรับราชการให้กลายเป็น “โอกาส” ทั้งด้านสิทธิและสวัสดิการ การพัฒนาตนเอง การศึกษา อาชีพ และการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต

“เมื่อพลทหารอาสาเข้ามาแล้ว เราต้องตอบแทนด้วยการมอบโอกาสให้”

เปิดรับสมัครพลทหารอาสา ประจำปี 2570 ตั้งแต่ 10 กันยายน 2569 – 24 มกราคม 2570 ผ่านระบบออนไลน์ สมัครพลทหารอาสาออนไลน์⁠https://rcm.rta.mi.th/indexmod.php

การคัดเลือกครั้งที่ 1 กำหนดใน วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2569