สีหศักดิ์ ร่วมถก รมต.ต่างประเทศ เตรียมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48

สีหศักดิ์ ร่วมถก รมต.ต่างประเทศ เตรียมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48

สีหศักดิ์ ร่วมถก รมต.ต่างประเทศ เตรียมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.27 น.

7 พฤษภาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ในวันถัดไป (8 พฤษภาคม 2569) ที่ประชุมได้หารือประเด็นสำคัญ อาทิ กิจกรรมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปี สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC) ในเดือนกรกฎาคม 2569 การขยายความร่วมมือกับภาคีภายนอกท่ามกลางบริบทโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะการรับคู่เจรจาใหม่ และการดำเนินการตามฉันทมติ 5 ข้อของอาเซียน ซึ่งไทยได้เสนอแนวคิดการดำเนินการต่อไปสำหรับอาเซียนในการปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลใหม่ของเมียนมาตามแนวทาง calibrated re-engagement

นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังได้เข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ครั้งที่ 31 การประชุมคณะมนตรีประสานงานอาเซียน ครั้งที่ 38 และการประชุมร่วมรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งได้หารือแนวทางพัฒนาความร่วมมือในภูมิภาคในการรับมือกับสถานการณ์ตะวันออกกลางผ่านการประสานงานระหว่างเสาประชาคมอาเซียน เพื่อส่งเสริมให้อาเซียนมีบทบาทเชิงรุกและสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงานและความปลอดภัยของคนชาติอาเซียน

– 006

นายกฯ ย้ำไทย เดินหน้าสันติภาพ บนพื้นฐานการเจรจาและความไว้วางใจ

นายกฯ ย้ำไทย เดินหน้าสันติภาพ บนพื้นฐานการเจรจาและความไว้วางใจ

นายกฯ ย้ำไทย เดินหน้าสันติภาพ บนพื้นฐานการเจรจาและความไว้วางใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.53 น.

นายกฯ ย้ำไทย เดินหน้าสันติภาพ บนพื้นฐานการเจรจาและความไว้วางใจ พร้อมส่งเสริมความร่วมมือและเสถียรภาพของภูมิภาคอย่างสร้างสรรค์

วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2569) เวลา 18.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Shangri-La Mactan เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมหารือสามฝ่าย ร่วมกับ สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และ นายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เพื่อหารือสถานการณ์ไทย-กัมพูชา โดยฝ่ายฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนเป็นผู้ริเริ่มจัดการประชุมครั้งนี้

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายกรัฐมนตรีได้แถลงข่าวเรียงตามลำดับตัวอักษร เริ่มจากประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ต่อด้วยนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายกรัฐมนตรีไทย

โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ที่ริเริ่มจัดการประชุมครั้งสำคัญนี้ พร้อมเปิดเผยว่า ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาอย่างสร้างสรรค์และมุ่งมองไปข้างหน้า โดยการหารือเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและมีความหมาย ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยืนยันร่วมกันถึงความมุ่งมั่นต่อการเจรจาและการรักษาสันติภาพ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดในหลายมิติ พร้อมย้ำว่า ความขัดแย้งนำมาซึ่งความสูญเสียและความทุกข์ยากแก่ทุกฝ่าย และยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของสันติภาพ ดังนั้น จึงถึงเวลาที่ทั้งสองประเทศจะร่วมกันมองไปข้างหน้าและเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์ ซึ่งต้องอาศัยความจริงใจ ความสุจริตใจ และความมุ่งมั่นร่วมกันในการก้าวข้ามความท้าทาย

ในโอกาสนี้ ไทยและกัมพูชาเห็นพ้องร่วมกันที่จะมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศทำงานร่วมกัน เพื่อจัดทำรายการมาตรการสร้างความเชื่อมั่นในทางปฏิบัติ โดยเริ่มจากประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายมีจุดร่วมและสามารถดำเนินการได้ทันที ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูความไว้วางใจ และค่อย ๆ สร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ไทยและกัมพูชาจำเป็นต้องเดินหน้าไปด้วยกันอย่างค่อยเป็นค่อยไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมระบุว่า ในระหว่างการดำเนินการ ทั้งสองฝ่ายควรสื่อสารกันโดยตรงมากขึ้นในทุกระดับ เพื่อช่วยลดช่องว่างของความเข้าใจ และร่วมกันแสวงหาแนวทางขยายความร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

ในประเด็นเรื่องเขตแดนทางบกและทางทะเล นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวทางในการหารือ เพื่อเดินหน้าจัดการกับประเด็นดังกล่าว บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การหารือในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อสันติภาพและความร่วมมือในภูมิภาค พร้อมยืนยันว่า ไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของความเข้าใจที่ดี ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม

อนุทิน ร่วมประชุม 3 ฝ่าย โยน รมว.ต่างประเทศ หารือเขมร ฟื้นสัมพันธ์ทวิภาคีแบบค่อยเป็นค่อยไป

อนุทิน ร่วมประชุม 3 ฝ่าย โยน รมว.ต่างประเทศ หารือเขมร ฟื้นสัมพันธ์ทวิภาคีแบบค่อยเป็นค่อยไป

อนุทิน ร่วมประชุม 3 ฝ่าย โยน รมว.ต่างประเทศ หารือเขมร ฟื้นสัมพันธ์ทวิภาคีแบบค่อยเป็นค่อยไป

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.05 น.

อนุทิน ร่วมประชุม 3 ฝ่าย โยน รมว.ต่างประเทศ หารือเขมร ฟื้นสัมพันธ์ทวิภาคีแบบค่อยเป็นค่อยไป 

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมสามฝ่ายระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายแฟร์ดีนันด์ โรมูอัลเดซ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ และนายฮุน มาแนด นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

ฝ่ายไทยแสดงความขอบคุณฝ่ายฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน สำหรับข้อริเริ่มในการจัดการประชุมครั้งนี้ และการสนับสนุนให้ไทยกับกัมพูชาได้มีโอกาสปรึกษาหารือกัน

ที่ประชุมยินดีต่อความมุ่งมั่นร่วมของไทยกับกัมพูชาต่อการรักษาการหยุดยิง และการหารืออย่างสร้างสรรค์และการแก้ไขปัญหาร่วมกันโดยสันติ บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน

เพื่อดำเนินการตามเจตนารมณ์ข้างต้น นายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชาได้เห็นพ้องมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายหารือกันเพื่อกำหนดมาตรการเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เพื่อนำไปสู่การฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความไว้วางใจระหว่างกัน และการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างค่อยเป็นค่อยไป
 

เอกนิติ คอนเฟิร์ม! 25 พ.ค.เปิดลงทะเบียน ไทยช่วยไทยพลัส

เอกนิติ คอนเฟิร์ม! 25 พ.ค.เปิดลงทะเบียน ไทยช่วยไทยพลัส

เอกนิติ คอนเฟิร์ม! 25 พ.ค.เปิดลงทะเบียน ไทยช่วยไทยพลัส

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.25 น.

7 พฤษภาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จะเปิดลงทะเบียนคนละครึ่ง และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พร้อมกัน 25 พ.ค.นี้ และเริ่มมีผลใช้ในวันที่ 1 มิ.ย.เป็นระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งรายละเอียดอยู่ระหว่างการพิจารณาจำนวนผู้ได้รับสิทธิ เนื่องจากจะรวมทั้ง 2 โครงการ คือ โครงการคนละครึ่ง ที่เดิมแจก 20 ล้านสิทธิ และโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีผู้ได้รับสิทธิ 13.2 ล้านคน เป็นโครงการเดียวกัน ภายใต้ชื่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยจะให้มีการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ด้วย สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส คาดว่าจะให้มากกว่า 20 ล้านสิทธิ โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยจะแจกเงินรวม 4 เดือน เดือนละ 1,000 บาท รวมเป็นเงิน 4,000 บาท แบ่งเป็นรัฐบาลจ่ายให้ 60% และผู้มีสิทธิร่วมจ่าย 40%

ขณะที่ในส่วนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน ใน 2 เดือนแรก จะให้สิทธิกับผู้ได้รับสิทธิเดิม 13.2 ล้านคนก่อน โดยจะเพิ่มวงเงินเพื่อซื้ออุปโภคบริโภคจาก 300 บาทต่อเดือน อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน หลังจากนั้นเมื่อประมวลผลการลงทะเบียนรอบใหม่ ซึ่งอาจมีคนหลุดจากเงื่อนไขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามเกณฑ์เดิม คือรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี ก็จะให้ใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งแทน สำหรับการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ กลุ่มที่ตกหล่นจากการลงทะเบียนรอบก่อนหน้านี้ ก็จะได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐดังกล่าวใน 2 เดือนหลัง

“สาเหตุที่ออกแบบโครงการไทยช่วยไทยพลัส จ่ายเป็น 2 เดือน บวก 2 เดือน แบบต่อเนื่องกัน เพราะเราจะมีการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เนื่องจากคนที่ได้สิทธิเดิม 13.2 ล้านราย ลงทะเบียนล่าสุดผ่านมาหลายปีแล้ว หากผู้ลงทะเบียนใหม่ไม่ตรงกับเงื่อนไข บางคนมีรายได้เกินก็จะไปใช้สิทธิคนละครึ่งแทน ในขณะที่คนที่ตกหล่นคือรายได้ไม่ถึงก็จะได้สิทธิในรอบนี้แทน เพื่อคำนึงถึงการขาดโอกาสส่วนนี้”

นายเอกนิติ กล่าวว่า การรวมโครงการทั้ง 2 โครงการ เป็นโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เนื่องจากต้องการทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะรวมร้านค้าที่อยู่ในโครงการคนละครึ่งพลัส และร้านธงฟ้า ที่มีจำนวน 1.45 ล้านร้าน ซึ่งผู้ได้รับสิทธิทั้ง 2 โครงการ จะสามารถใช้ร้านค้าร่วมกันได้ทั้งหมด

ศาลฎีกาพิพากษายืน จำคุก 6 ปี ทิวากร วิถีตน คดี ม.112 ริบเสื้อยืดของกลาง

ศาลฎีกาพิพากษายืน จำคุก 6 ปี ทิวากร วิถีตน คดี ม.112 ริบเสื้อยืดของกลาง

ศาลฎีกาพิพากษายืน จำคุก 6 ปี ทิวากร วิถีตน คดี ม.112 ริบเสื้อยืดของกลาง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.00 น.

7 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “วันที่ 7 พ.ค. 2569 ศาลขอนแก่นเบิกตัว “ทิวากร” ผู้ต้องขังคดี ม.112 มาฟังคำพิพากษาศาลฎีกา โดยที่ทนายความและตัวทิวากรไม่ทราบล่วงหน้า ก่อนศาลฎีกาพิพากษายืน จำคุก 6 ปี และริบเสื้อยืดของกลาง”

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อบ่ายวันที่ 3 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดขอนแก่น อ่านคำสั่งศาลฎีกา เรื่อง ขออนุญาตปล่อยชั่วคราว ที่ทนายความของ นายทิวากร วิถีตน อายุ 49 ปี ชาว จ.ขอนแก่น นักเคลือนไหวทางการเมือง และนักสิทธิมนุษยชน จำเลยคดีดูหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ จำนวน 500,000 บาท ขอปล่อยนายทิวากร ชั่วคราวระหว่างฎีกา หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 67 ให้จำคุกนายทิวากร จำเลยกรณีที่นายทิวากร สวมเสื้อ “เราหมดศรัทธาสถาบันฯ” และความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ รวม กระทง 3 ปี จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 9 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 6 ปีไม่รอลงอาญา

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายทิวากร ได้กระทำผิดมาตรา 112 อีกหลายคดีโดยไม่ได้รับการประกันตัว และการขอยื่นประกันตัวครั้งนี้เป็นครั้งที่ 14 ทำให้นายทิวากรยังคงถูกคุมขังในเรือนจำต่อไป

ไบรท์ ชินวัตร ผู้ต้องขัง ม.112 ร่างกายซีกขวาอ่อนแรง ช่วงปลาย เม.ย. รอผลวินิจฉัย

ไบรท์ ชินวัตร ผู้ต้องขัง ม.112 ร่างกายซีกขวาอ่อนแรง ช่วงปลาย เม.ย. รอผลวินิจฉัย

ไบรท์ ชินวัตร ผู้ต้องขัง ม.112 ร่างกายซีกขวาอ่อนแรง ช่วงปลาย เม.ย. รอผลวินิจฉัย

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.56 น.

7 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ไบรท์ ชินวัตร” ผู้ต้องขัง ม.112 มีอาการปวดหัว-ร่างกายซีกขวาอ่อนแรง ช่วงปลาย เม.ย. ก่อนถูกส่ง รพ. ตรวจ ยังรอผลวินิจฉัย

วันที่ 7 พ.ค. 2569 ศาลอาญานัดสืบพยานในคดีจากการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งมีนักกิจกรรมและประชาชน 22 คน ถูกฟ้องในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, มาตรา 116 และอื่นๆ โดยในคดีนี้มี อานนท์ นำภา, จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, อรรถพล บัวพัฒน์, ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา, ชินวัตร จันทร์กระจ่าง ซึ่งถูกคุมขังในคดีจากการชุมนุมต่างๆ อยู่ ได้ถูกเบิกตัวมาร่วมในการพิจารณาด้วย

ไบรท์ ชินวัตร ซึ่งถูกฟ้องคดีนี้ในข้อหาหลักตามมาตรา 116 ได้บอกเล่าถึงอาการป่วยของเขา ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา ระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ คือประมาณวันศุกร์ที่ 24 เม.ย.2569 ขณะมีอากาศร้อนจัด เขารู้สึกปวดหัวอย่างหนัก มีเพื่อนผู้ต้องขังเอายาพาราฯ ให้กิน แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น จนตกกลางคืน ช่วงกลางดึกขณะอยู่ในห้องขัง เขารู้สึกอาการแย่ลง ปวดหัวมากขึ้น และรู้สึกเหมือนไม่มีแรง ไม่สามารถก้าวเท้าเดินได้

ไบรท์ บอกว่า ปกติเขาเป็นไมเกรนอยู่ จะมีอาการปวดที่ขมับขวา แต่อาการแบบในวันนั้นไม่เคยเป็นมาก่อนเพราะมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย และปวดที่ขมับขวาหนักขึ้น จนลามไปทั้งหัวเหมือนโดนบีบ โดยเฉพาะด้านร่างกายซีกขวาที่เหมือนชาไปทั้งแขนและขา อาการปวดร้าวลงไปถึงปลายนิ้วแขนขวา

เมื่อแจ้งขอความช่วยเหลือ เพื่อนผู้ต้องขังได้รีบแจ้งเหตุฉุกเฉิน ไบรท์ได้ถูกนำตัวนั่งรถเข็นออกไปจากแดน ส่งตัวไปยังโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เขาถูกเจาะเลือดไปตรวจ แต่ไม่ได้มีกระบวนการตรวจอย่างอื่น จนปัจจุบันยังไม่ทราบผลที่ชัดเจน เบื้องต้นหมอบอกว่าอาการคล้ายกับสโตรก อาจจะมาจากความเครียดเกินไป

หลังจากเจาะเลือดแล้ว เขาถูกพากลับมาให้น้ำเกลือที่สถานพยาบาล ซึ่งอยู่ตรงทางเข้าแดนในเรือนจำ โดยมีได้รับน้ำเกลือและนอนอยู่ที่นั่นประมาณ 5 วัน พร้อมกับมีพยาบาลมาให้ทำการกายภาพในร่างกายซีกขวาทุกวัน

หลังจากอยู่ที่นั่นประมาณ 5 วัน เขาก็ถูกส่งตัวกลับแดน 3 ที่ตนเองอยู่แล้ว และได้รับแจ้งว่าจะมีคนมาช่วยกายภาพให้

ปัจจุบัน ไบรท์เล่าว่าแม้อาการดีขึ้นแล้ว แต่ยังมีอาการชาด้านขวาเวลานอน ยังรู้สึกว่าเรี่ยวแรงด้านขวาน้อย ไม่ได้กลับมา 100% เหมือนเดิม โดยตอนนี้น่าจะได้กินเพียงยาพาราฯ ไม่ได้มียาอื่น ๆ และเขาอยากทราบให้ชัดเจนขึ้นถึงผลการวินิจฉัยโรคและแนวทางการรักษาอาการป่วยของเขา

“สภาพในวันที่ป่วย ผมคิดว่าตัวเองอาจจะตายแล้ว รู้สึกท้อแท้มาก และรู้สึกว่าการรักษาพยาบาลในเรือนจำเป็นไปด้วยความยากลำบาก เห็นภาพตัวเองมีผ้าห่อศพออกมา และการคิดภาพว่าตัวเองต้องออกจากเรือนจำมาในสภาพนั้นทำให้รู้สึกแย่มาก” ไบรท์ บรรยายความรู้สึก

สำหรับ ไบรท์ ชินวัตร อดีตนักกิจกรรมจากนนทบุรีวัย 33 ปี ถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาตั้งแต่วันที่ 29 ก.พ. 2567 โดยเขาถูกศาลชั้นต้นวินิจฉัยโทษจำคุกในคดีข้อหาหลักตาม ม.112 รวม 7 คดี หากรวมโทษจำคุกทุกคดีที่ไม่รอลงอาญาต่อกัน เขาถูกลงโทษจำคุกรวมเป็น 15 ปี 24 เดือน (หรือประมาณ 17 ปี) ในตอนแรก ไบรท์ได้ตัดสินใจยื่นอุทธรณ์ในคดีต่าง ๆ แต่ต่อมาเขาได้ตัดสินใจยื่นขอถอนอุทธรณ์ ทำให้คดีในบางส่วนได้สิ้นสุดลงแล้ว

สภาทนายความ จับมือ 6 องค์กรสื่อ MOU ส่งทีมช่วย นักข่าว สู้คดีถูกฟ้อง

สภาทนายความ จับมือ 6 องค์กรสื่อ MOU ส่งทีมช่วย นักข่าว สู้คดีถูกฟ้อง

สภาทนายความ จับมือ 6 องค์กรสื่อ MOU ส่งทีมช่วย นักข่าว สู้คดีถูกฟ้อง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.43 น.

สภาทนายความ จับมือ 6 องค์กรสื่อ MOU ส่งทีมช่วย นักข่าว สู้คดีถูกฟ้อง ป้องคุกคามสิทธิตรวจสอบข้อเท็จจริงปราศจากความกังวล

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 ที่สภาทนายความ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและส่งเสริมวิชาการแก่สื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตแต่กลับถูกฟ้องร้องคุกคามเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สื่อมวลชนทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยปราศจากความหวั่นกลัว โดยมี นายธนพล คงเอี้ยง นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ และผู้แทนจาก 6 องค์กรสื่อ นำโดย นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธาน​สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ พร้อมด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ เป็นผู้ลงนาม

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ครั้งนี้ มีเจตนารมณ์ในการช่วยเหลือผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนทุกตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต แต่ถูกดำเนินคดีในชั้นสอบสวน ในชั้นศาล ในทุกกฎหมาย รวมทั้งคดีที่เกี่ยวพันกัน โดยให้เปล่าตลอดทุกชั้นศาล ยกเว้นการเสียค่าธรรมเนียมศาล ค่าฤชาธรรมเนียมต่างๆ ทั้งนี้ โดยผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความเห็นชอบจากคณะกรรมการที่ได้แต่งตั้งขึ้นจากองค์กรสื่อซึ่งได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงนี้

รวมทั้ง ช่วยเหลือสนับสนุนด้านการดำเนินคดี เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ สื่อวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ ตลอดจนหกองค์กรสื่อซึ่งได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงนี้ เป็นผู้กล่าวหา หรือเป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่ง อาญา ปกครอง โดยให้เปล่าตลอดในชั้นสอบสวน ทุกชั้นศาล ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ค่าฤชาธรรมเนียมต่างๆ ทั้งนี้ โดยผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความเห็นชอบจากคณะกรรมการที่ได้แต่งตั้งขึ้นจากองค์กรสื่อซึ่งได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงนี้

และสนับสนุนด้านการให้ความรู้ทางกฎหมายแก่สื่อมวลชน และแลกเปลี่ยนทางวิชาการและการประชาสัมพันธ์ด้านกิจกรรมต่างๆ ระหว่างสภาทนายความฯ,กับ6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน โดยบันทึกข้อตกลงนี้มีกำหนดระยะเวลา 4 ปี เริ่มเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569 สิ้นสุดวันที่ 7 พ.ค.2573 

นายกฯ มอบ มท. ลุยปรับโฉม PEA สู่ One Stop Service ปลดล็อก กม.ขยายไฟฟ้าทุกพื้นที่

นายกฯ มอบ มท. ลุยปรับโฉม PEA สู่ One Stop Service ปลดล็อก กม.ขยายไฟฟ้าทุกพื้นที่

นายกฯ มอบ มท. ลุยปรับโฉม PEA สู่ One Stop Service ปลดล็อก กม.ขยายไฟฟ้าทุกพื้นที่

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.37 น.

นายกฯ มอบ มท. ลุยปรับโฉม PEA สู่ One Stop Service ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง พร้อมปลดล็อกกฎหมายขยายไฟฟ้าทุกพื้นที่

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 

น.ส.พลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาล โดยกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ดังนี้

1. บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service)

ประชาชน “มาที่เดียว จบ ครบ ทุกเรื่องไฟฟ้า” โดยหัวใจสำคัญคือ ลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก ให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะการขอติดตั้ง Solar Rooftop ที่ PEA จะเป็นพี่เลี้ยงให้ตั้งแต่ก้าวแรก ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนจะได้รับคำแนะนำครบวงจร ทั้งการเขียนคำร้อง เอกสารที่ต้องใช้ ไปจนถึงการคำนวณความคุ้มค่าว่า “ติดแล้วประหยัดเงินไปกี่บาท” รวมถึงช่วยประสานแหล่งเงินทุน/สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้อีกด้วย

2. ไฟฟ้าเข้าถึงทุกครัวเรือน (ขยายโอกาสสู่พื้นที่ห่างไกล) จะต้องไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แม้ในพื้นที่ทุรกันดาร

จะต้องเร่งขยายโครงข่ายไฟฟ้าเข้าสู่ภาคการเกษตรและพื้นที่ห่างไกล (เช่น แม่ฮ่องสอน หรือพื้นที่เกาะ) โดยหวังให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลจะมีไฟฟ้าใช้เพื่อสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิต โดยเน้นว่า “PEA พร้อมไปหา ไม่ว่าพื้นที่นั้นจะเข้าถึงยากเพียงใด”

3. ปลดล็อกอุปสรรคเพื่อประชาชน (Policy & Law Reform) กฎหมายต้องช่วยคน ไม่ใช่ขวางความสะดวก

โดย นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพร้อมรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมเดินหน้าในการผลักดันและแก้ไข พรบ. หรือระเบียบต่างๆ ที่เคยเป็นอุปสรรคในการขยายเขตไฟฟ้า เช่น พื้นที่ทับซ้อนหรือข้อจำกัดด้านที่ดิน ทั้งนี้ เพื่อมุ่งแก้ปัญหาของประชาชนรวดเร็วขึ้น ประชาชนไม่ต้องรอคอยไฟฟ้านานเป็นปีๆ เพียงเพราะติดข้อระเบียบทางเอกสาร

“กฟภ. ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน สังคม และประเทศชาติ  รัฐบาลขอให้ กฟภ. ช่วยสนับสนุนภารกิจของภาครัฐในการดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง ปัจจุบัน ทุกหน่วยงานด้านพลังงานต่างต้องเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ การสนับสนุนพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการนำแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมมาบูรณาการเข้ากับการทำงาน จึงเป็นรากฐานสำคัญสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน และขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายในระยะยาว” น.ส.พลอยทะเล ย้ำ

ปธ.รัฐสภา เฟิร์มนัดประชุมร่วม 15 พ.ค. ลงมติเห็นชอบ 31ร่างกม.ค้างท่อ ที่ ครม. ร้องขอให้เดินหน้าต่อ

ปธ.รัฐสภา เฟิร์มนัดประชุมร่วม 15 พ.ค. ลงมติเห็นชอบ 31ร่างกม.ค้างท่อ ที่ ครม. ร้องขอให้เดินหน้าต่อ

ปธ.รัฐสภา เฟิร์มนัดประชุมร่วม 15 พ.ค. ลงมติเห็นชอบ 31ร่างกม.ค้างท่อ ที่ ครม. ร้องขอให้เดินหน้าต่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.17 น.

ปธ.รัฐสภา เฟิร์มนัดประชุมร่วม 15 พ.ค. ลงมติเห็นชอบ 31 ร่างกม.ค้างท่อ ที่ ครม. ร้องขอให้เดินหน้าต่อ 

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ได้นัดประชุมร่วมรัฐสภา ในวันที่ 15 พ.ค. เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คือ การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่รัฐสภายังไม่ได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอและยื่นมาถึงสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เมื่อ 6 พ.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีร่างกฎหมายที่ครม. ร้องขอให้รัฐสภาพิจารณา รวมทั้งสิ้น 31 ฉบับ แบ่งเป็นร่างพ.ร.บ.ที่ถูกเสนอโดยที่ ครม. จำนวน 18 ฉบับ อาทิ  ร่างพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลากาศาลยุติธรรม ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ร่าง พ.ร.บ.การเดินเรือน่านน้ำไทย ร่างพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร  ร่างพ.ร.บ. เวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างรถไฟฟ้า 3 โครงการ คือ สายนัคราพิพัฒน์ ช่วงวังทองหลาง-อ.เมืองสมุทรปราการ สายสีชมพูช่วงแคราย-มีนบุรี และ สายสีชมพูช่วงแคราย-มีนบุรี ในท้องที่หลักสี่ ซึ่งค้างอยู่ในขั้นตอนรอการพิจารณาของสภาฯในวาระที่หนึ่ง

ร่างพ.ร.บ.ที่ ครม.เสนอและมีร่างของสส. หรือภาคประชาชน ประกบ  รวม 3 ฉบับ ได้แก่  ร่างพ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน  ซึ่งอยู่ในชั้นวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมและส่งคืนสภาฯ   ร่างพ.ร.บ.ล้มละลาย  ซึ่งค้างในขั้นตอนที่กรรมาธิการ (กมธ.) วุฒิสภาพิจารณาแล้วเสร็จและรอบรรจุวาระของวุฒิสภา  ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่อยู่ระหว่างการพิจาราของกมธ.วุฒิสภา 

ร่างกฎหมายที่เสนอโดย  สส. จำนวน 10 ฉบับ อาทิ ร่างพ.ร.บ.โคนมและผลิตภัณฑ์นม ที่อยู่ในชั้นรอการพิจาณาวาระสองของวุฒิสภา  ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ร่างพ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งอยู่ในการพิจารณาของกมธ.วุฒิสภา ทั้งนี้พบว่ามี 3 ฉบับที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นำเสนอร่างกฎหมาย ที่ได้รับการยืนยันด้วย ได้แก่  ร่างพ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด ร่างพ.ร.บ.สภาตำบลและองค์กาารบริหารส่วนตำบล ร่างพ.ร.บ.เทศบาล  ซึ่งอยู่ในขั้นตอนที่รอวุฒิสภาพิจารณาวาระหนึ่ง

ส่วนกฎหมายของภาคประชาชนมีส่วนร่วมนำเสนอร่างกฎหมาย พบว่ามีเพียงฉบับเดียวคือ ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด

นายกฯ ถึงเซบู เตรียมหารือสามฝ่าย ไทย-กัมพูชา-ฟิลิปปินส์

นายกฯ ถึงเซบู เตรียมหารือสามฝ่าย ไทย-กัมพูชา-ฟิลิปปินส์

นายกฯ ถึงเซบู เตรียมหารือสามฝ่าย ไทย-กัมพูชา-ฟิลิปปินส์

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.06 น.

7 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 16.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และ นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยานายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะ ประกอบด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน และ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางถึงฐานทัพอากาศ Brigadier General Benito N. Ebuen Air Base (BGBNEAB) เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยมี นางดีตา อังการา-มาทาย (H.E. Mrs. Dita Angara-Mathay) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฟิลิปปินส์ พร้อมด้วย นางแพมิลา ซีลากัน บาริคูอาโตร (Mrs. Pamela Silagan Baricuatro) ผู้ว่าราชการจังหวัดเซบู รอให้การต้อนรับ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภารกิจในช่วงค่ำ เวลา 18.00 น. นายกฯ มีกำหนดการเข้าร่วมการหารือสามฝ่าย ระหว่างไทย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ร่วมกับ สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และ นายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เพื่อหารือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือสามฝ่าย นายกฯ และภริยา จะเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ภายใต้กรอบความร่วมมือ Special BIMP-EAGA Summit (Brunei Darussalam-Indonesia-Malaysia-Philippines East ASEAN Growth Area Summit)

“การหารือสามฝ่าย หรือไตรภาคี ไทย – ฟิลิปปินส์ – กัมพูชา นั้น เป็นการดำเนินการโดยประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกการประชุมในครั้งนี้ ซึ่ง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.กต.ที่เดินทางมาก่อนล่วงหน้านั้น ได้เน้นย้ำจุดยืนไทยในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ส่วนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา จะมีการดำเนินการทีละขั้น ค่อยเป็นค่อยไป โดยที่สำคัญคือ การสร้างความไว้ใจ (trust) กันกลับมาใหม่อีกครั้ง” น.ส.รัชดา ระบุ

สำหรับในวันพรุ่งนี้ (8 พ.ค.) นายกฯ มีกำหนดการเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 และการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบเต็มคณะ (Plenary Session) และการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบไม่เป็นทางการ (Retreat Session) และพบหารือทวิภาคีกับผู้นำอาเซียนต่างๆ ด้วย