วัชระ บุกสรรพากร จี้ฟันทักษิณ ล้มละลาย ยึดทรัพย์ใช้หนี้ภาษี 1.7 หมื่นล้าน ขีดเส้น 7 วัน ขู่ฟ้อง ป.ป.ช.

18 กันยายน 2569 เวลา 11:50 น.

“วัชระ”ยื่นหนังสือด่วนที่สุดถึง”อธิบดีกรมสรรพากร” จี้งัดกฎหมายประมวลรัษฎากรยึดทรัพย์และฟ้องล้มละลาย”ทักษิณ ชินวัตร” ทวงหนี้ภาษีค้างชำระตามคำพิพากษาศาลฎีกากว่า 17,630 ล้านบาท ขีดเส้นตาย 7 วัน หาก”อธิบดีฯ”นิ่งเฉย เตรียมหอบหลักฐานร้อง ป.ป.ช.เอาผิด ม.154 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทันที

18 กันยายน 2569 นายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ตนได้เดินทางมาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 เพื่อยื่นหนังสือด่วนที่สุดถึง นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร ขอให้ใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 สั่งยึด อายัดทรัพย์สิน หรือสิทธิเรียกร้องใดๆ และดำเนินการฟ้องคดีล้มละลายแก่ นายทักษิณ ชินวัตร

นายวัชระ ระบุว่า ที่ผ่านมาตนได้ส่งหนังสือถึงอธิบดีกรมสรรพากรมาแล้ว 3 ฉบับ เป็นประจำทุกเดือน เพื่อให้มีการดำเนินการเรียกเก็บภาษีอากรจากนายทักษิณ เนื่องจากคดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกา โดยหนี้ดังกล่าวมีมูลค่าสูงถึง 17,630 ล้านบาท แต่พบว่ามีการบังคับทวงหนี้ได้เพียง 350 ล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนหนี้ภาษีอากรค้างทั้งหมด

นายวัชระ กล่าวย้ำว่า ขอให้อธิบดีกรมสรรพากรดำเนินการฟ้องคดีล้มละลายแก่นายทักษิณอย่างเร่งด่วนที่สุด เพื่อใช้สิทธิรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย โดยกรณีนี้จะไม่กระทบต่อทรัพย์สินใดๆ ของนายทักษิณที่ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว เนื่องจากเป็นมูลความแห่งคดีคนละกรณีกัน พร้อมเรียกร้องว่าอย่าให้บุคคลใดใช้ศาลภาษีอากรกลางเป็นเครื่องมือในการหลบเลี่ยงหรือชะลอการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาได้

ในท้ายหนังสือ นายวัชระระบุถึงข้อกฎหมายว่า การจัดเก็บภาษีให้ถูกต้องครบถ้วนและไม่ล่าช้าเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ซึ่งหากไม่ปฏิบัติย่อมมีระวางโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 154 โทษจำคุกตั้งแต่ 5 ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 100,000 – 400,000 บาท จึงขอให้อธิบดีกรมสรรพากรปฏิบัติหน้าที่ราชการตามตำแหน่ง และขอคำตอบแก่สาธารณชนภายใน 7 วัน หากผู้เป็นอธิบดีละเว้นไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ตนขอสงวนสิทธิในการร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ต่อไป

ก๊วน สว. ยกเลิกทริปสื่อฯ กะทันหัน ด้าน แดง กองมา ชิ่ง หลังศาลฎีการับคำร้อง ปมสมัครผิดกลุ่มอาชีพ

18 กันยายน 2569 เวลา 11:37 น.

ก๊วน สว. ยกเลิก โครงการพบสื่อมวลชนสัญจร จ.ตราด กะทันหัน อ้างติดภารกิจราชการ ด้าน แดง กองมา ชิ่ง หลังศาลฎีการับคำร้อง ปมสมัครผิดกลุ่มอาชีพ

เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วุฒิสภา จัดโครงการวุฒิสภาพบสื่อมวลชนสัญจร ระหว่างวันที่ 18-20ก.ย.นี้ ที่ จ.ตราด โดยก่อนวันจัดกิจกรรม มีข้อมูลว่าจะมี สว. 17 คนเข้าร่วม นำโดยพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 แต่ได้ยกเลิกการร่วมกิจกรรมดังกล่าว เนื่องจากติดภารกิจราชการ ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้ทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้รับคำยืนยันจากนางแดง กองมา สว. ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา

แต่หลังจากเมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา มีกระแสข่าวว่าศาลฎีกา รับคำร้องของนายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว. สำรอง ที่ยื่นคำร้องตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ซึ่งร้องเรียนนางแดง กองมา และนายสมพาน พละศักดิ์ สว. จากจังหวัดอำนาจเจริญ ว่าขาดคุณสมบัติเนื่องจากสมัครผิดกลุ่มอาชีพ ซึ่งศาลรับคำร้องไว้พิจารณาและนัดสืบพยานแล้ว

ล่าสุด แหล่งข่าวจากวุฒิสภา แจ้งว่าเมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา หลังจากที่มีข่าวดังกล่าว นางแดง ได้แจ้งยกเลิกการร่วมกิจกรรมทันที ซึ่งแจ้งเพียง 1 วัน ก่อนการเดินทางในวันนี้

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ไปสอบถามนางแดง เกี่ยวกับแนวทางต่อสู้คดีหลังจากที่ศาลรับคำร้อง แต่นางแดงบอกว่าติดธุระอยู่ แล้ววางสายโทรศัพท์ไป ขณะที่นายสมพานตอบเพียงว่าขับรถอยู่ และวางสายโทรศัพท์ไปเช่นกัน

สำหรับโครงการวุฒิสภาพบสื่อมวลชนสัญจร มีกำหนดการลงพื้นที่ติดตามความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองพร้าว และโครงการก่อสร้างถนนรอบเกาะช้าง นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสวนา “เส้นทางบนเกาะกูดสู่ความมั่นคงตามแนวชายแดน” โดยนายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธานกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนภาคตะวันออก และนาวาเอกรุ่งโรจน์ อินตรา สว. ด้วย

สนธิ-คปท.นัดรวมพล บุก กกต. 25 ก.ย.นี้ พิชิต โพสต์เชิญชวน ใส่รองเท้าผ้าใบมาร่วมกัน

18 กันยายน 2569 เวลา 11:08 น.

18 กันยายน 2569 นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Pichit Chaimongkol” เพื่อนัดหมายเคลื่อนไหวทางการเมือง ร่วมกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยระบุข้อความเชิญชวนประชาชนและมวลชนเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางไปชุมนุมที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป พร้อมเน้นย้ำให้ผู้ร่วมเดินทาง “ใส่รองเท้าผ้าใบมาร่วมกัน” เพื่อแสดงพลังร่วมกันในวันดังกล่าว

นายกฯพยักหน้ารับ ใช้เงินเหลือ 4 หมื่นล้าน ยืดไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 วงเงินเท่าไหร่ ต้องถาม รมว.คลัง

18 กันยายน 2569 เวลา 11:04 น.

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทินชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยกล่าวถึงการพิจารณาขยายระยะเวลาโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 อีก 2 เดือนจะให้วงเงินเดือนละ 1,000 บาทหรือ 500 บาท ว่า ให้ไปถามนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง

เมื่อถามว่าจะใช้งบประมาณที่เหลืออยู่กว่า 4 หมื่นล้านบาท จากโครงการนี้ หรือไม่ นายกฯ ไม่ได้ตอบคำถามเพียงแต่พยักหน้ารับ

เอกนัฏ ชี้ Gastech 2026 ได้มากกว่าพลังงาน ดันไทยสู่ศูนย์กลาง น่าลงทุน-น่าอยู่ ระดับโลก

18 กันยายน 2569 เวลา 09:52 น.

“เอกนัฏ” ชี้ Gastech 2026 ไทยได้มากกว่าดีลพลังงาน โชว์ประเทศน่าลงทุนและน่าอยู่ ได้พื้นที่เจรจาเกิดดีลทางธุรกิจมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ พร้อมสร้างมูลค่าทางภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นที่ประเมินค่าไม่ได้

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงผลสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 14-17 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมาว่า ประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์เฉพาะเรื่องก๊าซ ไฟฟ้า หรือการซื้อขายพลังงานเท่านั้น แต่ยังได้โอกาสเปิดประเทศให้นักลงทุนและผู้บริหารระดับโลกเข้ามาสัมผัสศักยภาพของไทยด้วยตนเอง

ทั้งนี้ Gastech เป็นหนึ่งในงานใหญ่ระดับโลกของอุตสาหกรรมพลังงาน ปกติหมุนเวียนจัดในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย โดยครั้งสุดท้ายที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพคือปี 2008 (พ.ศ. 2551) ก่อนที่ไทยจะผลักดันให้งานกลับมาจัดที่กรุงเทพฯ อีกครั้งในปีนี้

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตลอด 4 วัน ของการเป็นเจ้าภาพจัดงานมีนักลงทุนและผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศจำนวนมาก มีการจัดดีลทางธุรกิจมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ตัวเลข คือการที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจจากทั่วโลกเดินทางมามองเห็นประเทศไทยด้วยตาตัวเอง

“เราได้โชว์ประเทศ ได้โชว์กรุงเทพฯ ได้โชว์ศักยภาพของเรา เมื่อรัฐมนตรี นักลงทุน และผู้บริหารบริษัทระดับโลกได้สัมผัสบรรยากาศจริง จะเห็นว่าประเทศไทยไม่เพียงเป็นประเทศที่น่าลงทุน แต่ยังเป็นประเทศที่น่าอยู่ มีทั้งโอกาสทางธุรกิจ พลังงาน และคุณภาพชีวิตที่สมดุล” นายเอกนัฏ กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การที่งานระดับโลกมาจัดในประเทศไทย ยังทำให้ไทยได้เปรียบด้านการสื่อสาร เพราะมีพื้นที่นำเสนอวิสัยทัศน์และความต้องการของประเทศโดยตรง ไม่ต้องเดินทางไปหาเวทีต่างประเทศ แต่ผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารพลังงานระดับโลกเดินทางเข้ามาพบกันที่กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ระหว่างงานตนได้เป็นประธานการหารือโต๊ะกลมร่วมกับผู้บริหารองค์กรพลังงานสำคัญ ทั้ง IEF และ IEA รวมถึงรัฐมนตรีและผู้บริหารจากสหรัฐฯ รัสเซีย สิงคโปร์ ประเทศเพื่อนบ้าน แอฟริกา และประเทศจากหลายภูมิภาค เปิดโอกาสให้ไทยสื่อสารทิศทางพลังงานและสร้างเครือข่ายโดยตรง

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ในมิติพลังงาน การมีผู้ขายและพันธมิตรจำนวนมากมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ช่วยเพิ่มทางเลือกของไทยในการเจรจา โดยเฉพาะการหารือสัญญาพลังงานระยะยาว เพื่อลดความเสี่ยงจากการต้องซื้อพลังงานราคาแพงในตลาด Spot และสร้างการแข่งขันระหว่างผู้เสนอขาย

“ประโยชน์เรื่องก๊าซ เรื่องไฟ มีแน่นอน เพราะเราได้คุยเรื่องสัญญาระยะยาว ไม่ต้องไปซื้อแพงในตลาด Spot และเมื่อมีหลายเจ้าก็แข่งขันกัน แต่ผมมองไกลกว่านั้น นี่เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ” นายเอกนัฏกล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สิ่งที่ได้จากการจัดงานจึงไม่ควรถูกตีกรอบเฉพาะตัวเลขการซื้อขายพลังงาน เพราะการที่นักลงทุนเดินทางมาเห็นโครงสร้างพื้นฐาน เมือง ระบบบริการ และบรรยากาศการใช้ชีวิตจริง เป็นโอกาสสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในระยะยาว

“เราได้ให้เขามาสัมผัสบรรยากาศของความน่าอยู่ น่าลงทุนในประเทศ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าประเมินค่าไม่ได้” นายเอกนัฏ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า Gastech 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 ก.ย. 2569 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยกระทรวงพลังงานเป็นเจ้าภาพ งานถูกวางให้เป็นเวทีเชื่อมผู้นำรัฐบาล ผู้บริหารพลังงาน นักลงทุน และผู้ให้บริการเทคโนโลยี เพื่อหารือความมั่นคงพลังงาน LNG ความต้องการไฟฟ้าจาก AI และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว โดยมีผู้เข้าร่วมราว 50,000 คนจาก 150 ประเทศ ผู้บริหารและวิทยากรกว่า 1,000 ราย บริษัทชั้นนำร่วมแสดงงานกว่า 1,000 บริษัท พร้อมรัฐมนตรีพลังงานจาก 15 ประเทศ และผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ 5 องค์กร

ทั้งนี้ นอกจากผลบวกต่ออุตสาหกรรมพลังงานและการดึงดูดการลงทุนนักลงทุนโดยตรงแล้ว งานครั้งนี้ได้ การสร้างเครือข่ายธุรกิจ และรายได้ที่กระจายไปยังการท่องเที่ยว ร้านค้า ร้านอาหาร และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เป็นอีกช่องทางกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลก

โอฬาร ชี้ กกต.ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ ต้องกลั่นกรองหลักฐานก่อนส่งศาล คดี สว.ใช้กระแสตัดสินไม่ได้

18 กันยายน 2569 เวลา 09:38 น.

18 กันยายน 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวถึงบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ว่า ภายหลังประกาศรับรองผลการเลือก สว.แล้ว กกต.ไม่ใช่ผู้วินิจฉัยความผิดขั้นสุดท้าย เพราะอำนาจตัดสินเป็นของศาลฎีกา แต่ในขณะเดียวกัน กกต.ก็ไม่ใช่ “บุรุษไปรษณีย์” ที่มีหน้าที่รับทุกข้อกล่าวหาแล้วส่งต่อไปยังศาลโดยไม่ตรวจสอบหรือกลั่นกรอง

รัฐธรรมนูญมาตรา 226 และกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.มาตรา 62 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า การยื่นคำร้องต่อศาลต้องมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการกระทำที่ไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรมเกิดขึ้น

ถ้อยคำดังกล่าวหมายความว่า เพียงความเชื่อ ความสงสัย กระแสสังคม หรือการเชื่อมโยงว่าบุคคลหนึ่งโทรศัพท์หาอีกบุคคลหนึ่ง ยังไม่เพียงพอจะนำใครเข้าสู่กระบวนการของศาล หากไม่มีหลักฐานยืนยันถึงเนื้อหา เจตนา และพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า กกต.จึงอยู่ตรงกลางระหว่างการเป็นผู้รับเรื่องกับผู้ตัดสิน มีหน้าที่ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของพยานและประเมินว่าหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ ก่อนตัดสินใจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา

หากหลักฐานเป็นเพียงคำให้การของพยานบุคคลที่เปลี่ยนไปมา ขาดพยานเอกสารหรือข้อเท็จจริงแวดล้อมสนับสนุน กกต.ย่อมมีอำนาจไม่ให้น้ำหนัก เพราะการส่งบุคคลเข้าสู่กระบวนการคดีโดยใช้เพียงข้อสันนิษฐาน ย่อมสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา

“กกต.ไม่ใช่ศาลที่จะชี้ว่าใครผิดหรือไม่ผิด แต่ก็ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ที่ต้องส่งทุกชื่อไปให้ศาลตัดสิน หน้าที่ของ กกต.คือต้องกลั่นกรองว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้จริงหรือไม่ หากมีจึงส่งศาล หากมีเพียงกระแสหรือการเชื่อมโยงโดยไม่มีหลักฐานรองรับ ก็ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาเช่นกัน” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

รศ.ดร.โอฬาร ย้ำว่า การตรวจสอบคดีเลือก สว.ต้องดำเนินไปตามกฎหมายและมาตรฐานพยานหลักฐาน ไม่ใช่ตัดสินตามความพอใจของฝ่ายการเมืองหรือแรงกดดันจากมวลชน เพราะความยุติธรรมไม่ได้หมายถึงการส่งทุกคนขึ้นศาล แต่หมายถึงการดำเนินการเฉพาะกับบุคคลที่มีหลักฐานเพียงพอ โดยคุ้มครองสิทธิของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน

สีหศักดิ์ ชี้ปม กมธ.สหรัฐฯ ตรวจสอบ วรภัค เชื่อมโยงสแกมเมอร์ เป็นเรื่องตัวบุคคล ไม่อึดอัดต้องแจงต่างประเทศ

18 กันยายน 2569 เวลา 09:32 น.

18 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศกล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา ได้ส่งหนังสือถึงรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อขอให้ตรวจสอบและพิจารณาคว่ำบาตร 28 รายชื่อ มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีรายชื่อของ นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรมช.คลัง ในสมัยรัฐบาลอนุทิน 1 ว่า “อันนี้เป็นเรื่องตัวบุคคล”

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการจี้ให้รัฐบาลไทยดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอยู่แล้ว ขบวนการสแกมเมอร์ ออนไลน์ สิ่งพวกนี้เราก็ให้ความสำคัญและถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลอยู่แล้ว เมื่อถามว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศอึดอัดหรือไม่ที่ต้องชี้แจงกับต่างประเทศในเรื่องนี้ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ไม่อึดอัด

สีหศักดิ์ ย้ำจุดยืนไทย ปักปันเขตแดนชัดเจน ระบุหากเขมรทำตัวดี อาจเปิดพื้นที่พูดคุยให้

18 กันยายน 2569 เวลา 09:09 น.

18 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงผลการประชุมของคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ ในกระบวนการประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชาภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) ว่า ผลการหารือได้บอกกับนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ซึ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยดี เราแสดงท่าทีของเรา เรื่องของ UNCLOS เกี่ยวกับการประนอมภาคบังคับ เราต้องมองในภาพรวมถึงความสัมพันธ์ว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร มีเหตุการณ์อะไร ซึ่งมันเกี่ยวกับเรื่องของความจริงใจและจริงจังในการเจรจา การที่เราจะดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกัน ต้องหาข้อยุติที่ยั่งยืน แต่สำหรับประเทศไทยแน่นอนอยู่แล้ว ว่าข้อยุติที่ยั่งยืนคือ ต้องมีการกำหนดเรื่องของเขตแดนทางทะเลให้ชัดเจน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางกัมพูชามีท่าทีอย่างไรบ้าง นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ทางกัมพูชาจะเน้นในเรื่องของการปักปันเขตแดน เขาอยากให้เสร็จเพื่อจะได้นำไปสู่การแบ่งปันผลประโยชน์และจะได้พัฒนาร่วมกัน นี่คือท่าทีเขา แต่ของเราเน้นเรื่องการปักปันเขตแดนให้ชัดเจน การพัฒนาร่วมกัน และการแบ่งปันทรัพยากรซึ่งตรงนี้ต้องว่ากันทีหลัง เพราะต้องให้เรื่องปักปันเขตแดนชัดเจนก่อน

เมื่อถามว่า ขณะนี้ความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาดีขึ้นใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี มีท่าทีที่ประนีประนอม ก็อาจจะมีการเปิดพื้นที่ให้พูดคุยกันได้

เมื่อถามถึงกรณีกัมพูชากลบคูเลตตรงบริเวณเนิน 450 แล้ว นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ตรงนั้นเป็นส่วนทางบก เราไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งกัน อะไรที่มันหลีกเลี่ยงได้ก็เป็นสิ่งที่ดี

ศุภจี เผยเตรียมออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง หลังหมดไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2

18 กันยายน 2569 เวลา 09:06 น.

ศุภจี เผยกระทรวงเศรษฐกิจเตรียมออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง หลังหมดไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 ยัน พาณิชย์ ดูราคาสินค้าไม่ให้ได้รับผลกระทบ หลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%

เมื่อเวลา 08.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการรับมือด้านการค้า และสินค้าในประเทศที่อาจได้รับผลกระทบหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในรอบ 3 ปี ว่า เรื่องราคาสินค้ากระทรวงพาณิชย์ดูแลอยู่ ส่วนเรื่องการดูแลอัตราดอกเบี้ยต้องสอบถามนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ส่วนหลังจากการต่ออายุไทยช่วยไทยต่อไปอีก 2 เดือน จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นอีกหรือไม่ นางศุภจี ยอมรับว่ามี ซึ่งขณะนี้กำลังพูดคุยกันอยู่ พร้อมระบุว่า จะออกมาเป็นแพ็กเกจของกระทรวงเศรษฐกิจโดยจะต้องมองภาพรวม เพื่อรองรับตัวเลขไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ด้วย อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติได้ออกมาพูดเรื่องการต่ออายุไทยช่วยไทยพลัสต่ออีก 2 เดือน ดังนั้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องดูให้ครอบคลุมทุกกระทรวง

ภราดร ยันปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา ไม่รู้ฝ่ายค้านจ่อซักฟอกตามมาตราไหน-เรื่องอะไร แต่ย้ำ ครม.ทุกคนพร้อมชี้แจง

18 กันยายน 2569 เวลา 08:23 น.

18 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า เดี๋ยวรอว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อไหร่ เมื่อยื่นแล้วคงจะมีเวลาให้ฝ่ายรัฐบาลได้ดูญัตติว่ามีเรื่องอะไรบ้าง คงจะใช้เวลาหลังจากที่มีการยื่นตรวจญัตติประมาณ 1 สัปดาห์ และให้เวลารัฐบาลเพื่อเตรียมตัวประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าฝ่ายค้านจะยึดญัตติเมื่อไหร่ แต่อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าคณะรัฐมนตรีทุกคนพร้อมชี้แจงในทุกประเด็น ทุกข้อกล่าวหา

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเก็งข้อสอบหรือไม่ว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องอะไรบ้าง นายภราดร กล่าวว่า ไม่เก็งเลย เพราะรัฐมนตรีแต่ละคนก็มั่นใจว่าที่ผ่านมาได้ปฎิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา พยายามที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศ

เมื่อถามย้ำว่า ประเด็นยังคงอยู่ในเรื่องของฮั้ว สว. , TH-AI Passsport และการทุจริตสอบเข้าข้าราชการท้องถิ่น นายภราดร กล่าวว่า ตนไม่ได้เป็นคนเขียนญัตติ ต้องไปถามฝ่ายค้านว่ามีประเด็นไหนที่ยังติดใจสงสัยหรือไม่ ถ้ายังติดใจสงสัยก็คงจะบรรจุไว้ในญัตติ พวกเราฝ่ายรัฐบาลก็พร้อมที่จะชี้แจงในทุกข้อกล่าวหา

เมื่อถามว่า คาดว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายตามมาตรา 151 หรือมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญ นายภราดร กล่าวว่า อยู่ที่ฝ่ายค้าน