ตามคาด! นายกฯ เผย เล็งเสนอชื่อ หมอเอก นั่ง โฆษกรัฐบาล เข้า ครม. สัปดาห์หน้า แทน รัชดา โยกเป็นผู้ช่วย รมต.

1 กันยายน 2569 เวลา 15:04 น.

ตามคาด! นายกฯ เผย เล็งเสนอชื่อ หมอเอก นั่ง โฆษกรัฐบาล เข้าที่ประชุม ครม.สัปดาห์หน้า แจง โยก รัชดา ผู้ช่วย รมต. เพราะถนัดงานด้านสตรี

เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569 ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี​มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตัวโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มียุทธศาสตร์อย่างไร โดยนายกฯ กล่าวว่าเป็นการสับเปลี่ยนภารกิจ เนื่องจากมีเรื่องสตรีในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตนทราบมาว่านางสาวรัชดา ธนาดิเรก ได้ทำเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้ว จึงอยากให้มาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาช่วยงานตนในเรื่องงานกลุ่มสตรี ในเขตภาคใต้รวมถึงช่วยงานอื่นๆ ด้วยส่วนโฆษกรัฐบาลคนใหม่ ก็น่าจะเป็นนพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือ หมอเอก ซึ่งเป็นคนมีประสบการณ์ทางการเมือง เป็นสส.มาก่อน ซึ่งจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า

เมื่อถามว่า โฆษกคนใหม่เคยอยู่พรรคก้าวไกลมาก่อน นายกรัฐมนตรีกล่าวตอบทันทีว่าอยู่พรรคภูมิใจไทย เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยนานแล้ว

ครมนายกฯรัชดาหมอเอกแนวหน้าออนไลน์โฆษกรัฐบาล

สีหศักดิ์ เผย นายกฯ กำชับแก้ไฟใต้ ความปลอดภัยชีวิต-ทรัพย์สิน ต้องมาก่อน สั่งทุกหน่วยบูรณาการข่าวกรองแบบ ทีมประเทศไทย

1 กันยายน 2569 เวลา 14:56 น.

สีหศักดิ์ เผย นายกฯ กำชับแก้ไฟใต้ ความปลอดภัยชีวิต-ทรัพย์สิน ต้องมาก่อน สั่งทุกหน่วยบูรณาการข่าวกรองแบบ ทีมประเทศไทย มองงานมวลชนสำคัญ ต้องทำควบคู่กระชับความร่วมมือมาเลเซียติดตามผู้ก่อเหตุ พร้อมกระบวนการพูดคุยสันติสุขภาคใต้

เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569 ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นายสีหศักดิ์​ พวง​เกตุ​แก้ว ​รอง​นายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​การต่างประเทศ กลับถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ ว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ตนเองเป็นประธาน workshop ด้านความมั่นคง ซึ่งได้มีการหารือสถานการณ์ในปัจจุบัน และสถานการณ์ในวันที่ 22-23 ส.ค.​ที่ผ่านมา เห็นว่าจะต้องมาดูและหาแนวทางต่างๆในการแก้ไขในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ภาคใต้ ให้เกิดความเข้มแข็งและเข้มข้นยิ่งขึ้น สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

โดยเรื่องเฉพาะหน้าที่ นายกรัฐมนตรี ได้กำชับคือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคเอกชน เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยได้เน้นการทำงานแบบบูรณาการในพื้นที่ โดยเฉพาะในเรื่องการข่าว ข่าวกรอง ต้องทำงานในลักษณะทุกหน่วยงานเป็นทีมประเทศไทย แล้วต้องเป็นไปด้วยความแม่นยำ ทันท่วงที

อีกหนึ่งประเด็นที่ได้มีการหารือกัน คือเรื่องงานมวลชน ที่จะต้องให้ความสำคัญมากขึ้น ทั้งความเข้าใจการเข้าถึงประชาชน และสร้างโอกาสให้กับประชาชนในพื้นที่ ในส่วนของมิติสุดท้ายคือเรื่องความร่วมมือกับมาเลเซีย ความมั่นคงชายแดนและ และการติดตามผู้ที่ก่อเหตุความไม่สงบ รวมถึงกระบวนการพูดคุยสันติสุขภาคใต้

ชายแดนใต้นายกฯสันติสุขแนวหน้าออนไลน์

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

1 กันยายน 2569 เวลา 14:47 น.

1 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง ประจำวันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569 ดังนี้

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้ง นางพจมาน ท่าจีน ข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่ง รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (นักบริหารสูง)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณเสนอแต่งตั้ง นายกรณินทร์ กาญจโนมัย รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (นักบริหารสูง) ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (นักบริหารสูง) เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล) ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นชอบแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอแต่งตั้ง พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์เสนาธิการทหารบก กองทัพบก ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่1 ตุลาคม 2569

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย ดังนี้

1. นายวิสุทธิ์ ฉัตรานุฉัตร ผู้ช่วยปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับต้น) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ตรวจราชการ กระทรวง) ตำแหน่งเลขที่ 8 สำนักงานปลัดสำนัก นายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี

2. นายสมชาย คนตรง ผู้ช่วยปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับต้น) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ตรวจราชการ กระทรวง) ตำแหน่งเลขที่ 15 สำนักงานปลัดสำนัก นายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี

3. นายฐิตินันท์ สิงหา รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (นักบริหารระดับต้น) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค 
ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ตำแหน่งเลขที่ 20สำนักงาน ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

ข้าราชการ,คณะรัฐมนตรี,ครม,แต่งตั้ง,มติคณะรัฐมนตรี,

ไชยชนก บอกไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่กังวล ปม ไอซ์ ร้อง ป.ป.ช. เอาผิดล็อกสเปก TH-AI PASSPORT ยันพร้อมชี้แจงทุกอย่าง

1 กันยายน 2569 เวลา 14:46 น.

“ไชยชนก” บอกไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่เห็นต้องกังวล ปม “ไอซ์” ร้อง ป.ป.ช. เอาผิดปมล็อกสเปก TH-AI PASSPORT ยันพร้อมชี้แจงทุกอย่าง แจงปมคนเทียบสู้ของฟรี ไม่ได้ เหตุเพิ่งเปิดให้ใช้งาน ลั่นยังไงก็ดีกว่า

วันที่ 1 กันยายน 2569 เวลา 13.30 น.นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีนางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยื่นหนังสือร้องเรียน พร้อมพยานหลักฐานต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิดนายไชยชนก และผู้บริหารกระทรวงดีอี ปมล็อกสเปกโครงการ TH-AI PASSPORT ว่า ทราบเรื่องแล้ว ไม่ได้กังวล เพราะไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย หากมีกระบวนการใดๆที่ต้องไปชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมที่จะเข้าร่วมทุกอย่างไม่มีข้อกังวลใดๆ

เมื่อถามถึงความมั่นใจในการตอบข้อซักถามกับทาง ป.ป.ช. นายไชยชนก กล่าวว่า ให้ตามความเป็นจริงทุกอย่าง เราไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้มีอะไรต้องกังวล

เมื่อถามถึงกรณีนางสาวรักชนก ท้าให้ปลัดดีอี หากอยากฟ้อง ก็ดำเนินการฟ้องได้เลย นายไชยชนก กล่าวว่า ประเด็นนี้ไม่ทราบ พร้อมถามผู้สื่อข่าวกลับว่า ทำไมปลัดดีอีต้องฟ้อง เพราะได้ปฏิบัติตามหน้าที่ในชั้นกรรมาธิการ และเราเองก็ปฏิบัติตามหน้าที่ ตนจึงไม่เห็นว่ามีเหตุจำเป็นที่เราจะต้องฟ้องร้องอะไร เนื่องจากฝ่ายค้านก็มีหน้าที่ตรวจสอบ ฝ่ายรัฐบาลก็ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบกฎหมาย ก็ไม่มีเหตุจำเป็นในการฟ้องร้อง แม้จะมีการสื่อสารที่ไม่ให้เกียรติ มีการข่มขู่ แต่ตนมองว่า เป็นเรื่องบุคลิกของบุคคล ตนเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นปลัดดีอี หรือ ข้าราชการ ที่อยู่ในการกำกับดูแลของตน จะคิดฟ้องเรื่องพวกนี้ อาจจะเสียความรู้สึก อาจไม่ให้ความร่วมมือ แต่ย้ำว่า เราทำทุกอย่างตามกรอบกฎหมาย

เมื่อถามว่า มีการนำเรื่อง TH-AI PASSPORT มาโจมตีทางการเมืองบ่อยครั้ง นายไชยชนก กล่าวว่า คงแล้วแต่มุมมอง มุมหนึ่งอาจจะมองว่า รุนแรง เป็นเป้า แต่ตนคิดว่า ใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสดีกว่า และการได้รับความสนใจก็จะทำให้ประชาชนเห็น และรับรู้เรื่องโครงการมากขึ้น ซึ่งก็หวังว่า จะทำให้ประชาชนมาทดสอบ มาลองใช้ ไม่ว่าจะด้วยเจตนาใดก็ตาม ตนเชื่อว่า เป็นสิ่งที่ทุกคนจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้

ส่วนการเปิดใช้งานวันแรกไปแล้วนั้น นายไชนชนก กล่าวว่า ตนไม่ได้ลงทะเบียน เพราะอยากเก็บสิทธิ์ให้มากที่สุดให้กับประชาชน ที่มีความจำเป็น และข้อจำกัดจริงๆ ในการที่จะใช้งานรูปแบบโปร เพราะฉะนั้นตนจึงไม่ลงทะเบียน

เมื่อถามถึงผลตอบรับของการใช้งาน นายไชยชนก กล่าวว่า ที่เกิดขึ้นเยอะๆ และเป็นกระแสสังคม หลังจากเปิดใช้งานคือ ถูกเปรียบเทียบว่าของฟรี ดีกว่า TH-AI PASSPORT พอไปตรวจสอบแล้วไม่ใช่ สิ่งที่มีการนำมาเปรียบเทียบอย่างการประมวลผลคำตอบ ลักษณะการตอบแบบฟรีที่มีการใช้งานมาโดยตลอด ตอบไม่เหมือน TH-AI PASSPORT ซึ่งแน่นอนว่า จะต้องไม่เหมือนอยู่แล้ว เพราะของฟรีมีการใช้งานมานาน เพราะฉะนั้นจะมีการเรียนรู้ บุคลิกการใช้งานของผู้ใช้ แต่ TH-AI PASSPORT ยังไม่ได้ถ่ายโอนข้อมูลจากที่เคยใช้มา ก็จะมีการคำนวณโดยที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจง แต่ไม่ได้หมายความว่า จะไม่ได้มาตรฐานเหมือนของฟรี ซึ่งในการใช้งานยังไงก็ดีกว่าแบบฟรี เพราะแบบฟรีจะมีข้อจำกัด ในเรื่องของโทเคน การถามคำถามที่มีปริมาณน้อยกว่ามาก ฉะนั้นไม่มีทางที่จะสู้ของฟรีไม่ได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ไอซ์ รักชนก ร้อง ป.ป.ช.สอบ TH-AI Passport ชี้พิรุธล็อกสเปก-ส่อฮั้วประมูล

TH-AI Passportรักชนก ศรีนอกไชยชนก

นายกแป้น เผย อนุทิน เมตตาชาวหาดใหญ่ อนุมัติงบทำแก้มลิงแก้น้ำท่วม 200 ล้าน

1 กันยายน 2569 เวลา 14:43 น.

Screenshot

นายกแป้น เผย อนุทิน เมตตาชาวหาดใหญ่ สั่งเร่งทำสัญญาโครงการแก้มลิงคลองเรียนภายในเดือนนี้ พร้อมอนุมัติงบรวม 200 ล้าน ทำแก้มลิง 2 จุด หวังชะลอน้ำ ลดความเสี่ยงน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ ย้ำไม่มีเรื่องการเมือง นายกฯ ตั้งใจช่วยคนหาดใหญ่จริงๆ

เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569 ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ กล่าวถึงการสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำแก้มลิงคลองเรียน ในพื้นที่ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อป้องกันน้ำท่วมเป็นอย่างไรบ้าง หลังจากที่มีความคืบหน้ามาแล้ว ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ทำสัญญาภายในเดือนนี้ ซึ่งท่านเมตตาคนหาดใหญ่ ท่านบอกเลยว่าเดือนนี้ต้องทำสัญญา ทำให้เสร็จโดยเร็ว เราขยายแก้มลิงให้กักเก็บน้ำ จากเดิมประมาณ 500,000 ลูกบาศก์เมตร เป็น 800,000 ลูกบาศก์เมตร เป็นคันปูนทั้งหมด เพื่อป้องกันเขื่อนแตกในอนาคต และกักเก็บน้ำได้เยอะขึ้น การชะลอน้ำที่จะลงมาคลอง 30 เมตร หรือคลอง 7 ทำให้ช้าลง เพราะเรามีอ่างใหญ่ขึ้น แล้วท่านก็มองว่า ให้ขยายแก้มลิงอีกตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ดินของเทศบาล 25 ไร่ ให้สร้างแก้มลิง ซึ่งท่านตั้งงบไว้ 200 ล้านบาท รวมทั้ง 2 ที่ จุดแรกให้ทำก่อนภายในเดือนกันยายนนี้ เพราะท่านเป็นห่วงคนหาดใหญ่มาก ท่านตั้งใจว่าจะต้องมีอะไรให้คนหาดใหญ่

เมื่อถามว่า โครงการแรก เสร็จไปแล้วประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ นายณรงค์พร กล่าวว่า วันนี้เพิ่งได้งบ เราก็ต้องเตรียมทำสัญญา ส่วนเดือนหน้าเพิ่มแก้มลิงตัวจุดที่ 2 นายกฯ อนุมัติไว้ในรายการแล้วว่าจะทำ 2 ตัวให้เสร็จ งบประมาณ 200 ล้านบาท

ทั้งนี้ นายกฯ ได้กำชับเป็นพิเศษโครงการนี้ ต้องทำให้โปร่งใส รวดเร็ว มีประโยชน์กับประชาชนที่สุด ท่านหวังว่าเงินตัวนี้ที่รัฐบาลให้มา จะเกิดประโยชน์กับคนหาดใหญ่มากที่สุด

เมื่อถามว่า ชาวหาดใหญ่มีความหวังอย่างไรบ้าง เพราะน้ำท่วมแทบทุกปี ค่อนข้างหนัก นายณรงค์พร เผยว่า น้ำท่วมทุกปี เพราะน้ำมาจากสะเดา แต่ปีที่แล้วน้ำมาจากเขาคอหงษ์ ทุกคนไม่ต้องมานั่งมองดูว่าคลอง 30 เมตร จะล้นเมื่อไหร่ จะล้นสปิลเวย์ (Spillway) เมื่อไหร่ แต่พอเราเก็บน้ำได้มากขึ้น ทำให้ความมั่นใจเราเพิ่มขึ้นว่าน้ำจะชะลอได้เยอะ ส่วนเครื่องสูบน้ำที่จะได้มาในอนาคต จะสูบน้ำออกจากหาดใหญ่ได้เร็วขึ้น ในการป้องกันน้ำจากเขาคอหงษ์

เมื่อถามว่า เมื่อวานนี้ได้เจอกับ นายกฯ มีดรามาอะไรหรือไม่ นายณรงค์พร เผยว่า ท่านเมตตาเรา เต็มใจจะช่วยชาวหาดใหญ่ “ไม่มีการเมือง ไม่มีอะไร ท่านอยากช่วยคนหาดใหญ่จริงๆ”

เมื่อถามย้ำว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ยืนยันว่าไม่มีประเด็นเรื่องการเมือง นายณรงค์พร ย้ำว่า ไม่มี ท่านมาอยากช่วยคนหาดใหญ่ มาดูงบประมาณต่างๆ ที่จะลงมาในพื้นที่ คลองหงษ์ คลองแห คลองอู่ตะเภา ได้หมด เพราะท่านอยากให้หาดใหญ่ได้มีการเตรียมความพร้อมในการรับน้ำท่วม

ส่วนประเด็นของพื้นที่ทำแก้มลิงเฟส 2 บางพื้นที่อาจจะมีการคร่อมท้องถิ่น หรืออยู่ในเขตของพื้นที่ทหาร จะมีแนวทางแก้ไขอย่างไรบ้าง นายณรงค์พร กล่าวว่า ไม่มีคร่อม ทหารก็เป็นพื้นที่เดิม เป็นพื้นที่ความปลอดภัย ซึ่งเมื่อก่อนอาจจะมีแต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว จะเป็นพื้นที่ของเทศบาล

นายณรงค์พร ยืนยันว่า โครงการแก้มลิง เฟส 2 สามารถเดินหน้าได้เลยครับ เพราะเป็นพื้นที่ของเราอยู่แล้ว โดยมีงบประมาณรวมทั้งหมด 200 ล้านบาท นายกฯ อนุมัติแล้ว และให้ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นคนกำหนดเลยว่า ต้องมีอีกตัวหนึ่งเพื่อรับน้ำให้เป็นล้าน ถ้าไม่ถึงล้านก็จะเป็นแก้มลิงเล็ก ซึ่งไม่มีประโยชน์เท่าไหร่

น้ำท่วมแก้มลิงแนวหน้าออนไลน์

เช็กด่วน!ครม.ไฟเขียว ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ คุ้มครอง 3 ภัย 30 ล้านครัวเรือน อุทกภัย-วาตภัย-แผ่นดินไหว

1 กันยายน 2569 เวลา 14:35 น.

ครม.ไฟเขียว ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ คุ้มครอง 3 ภัย 30 ล้านครัวเรือน รัฐช่วยค่าเบี้ย บ้านเสียหายรับสูงสุด 1 แสนบาท เสียชีวิต 2 ล้านบาท

1 กันยายน 2569 ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการ การจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” และให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชน โดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมประมาณ 30 ล้านครัวเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของภาครัฐ จากเดิมที่รอให้เกิดภัยพิบัติแล้วจึงดำเนินการเยียวยา มาเป็น “การเตรียมระบบรองรับความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า” โดยรัฐบาลจะสนับสนุนเบี้ยประกันภัยสำหรับภัยสำคัญ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ตั้งเป้าครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านครัวเรือน

ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติจะช่วยให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงเงินสินไหมทดแทนได้รวดเร็วและมีวงเงินช่วยเหลือมากกว่าระบบเยียวยาในรูปแบบเดิม ขณะเดียวกันภาครัฐสามารถบริหารความเสี่ยงและวางแผนงบประมาณสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับหลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน เบื้องต้นกำหนดว่า

– กรณีอุทกภัย ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน

– กรณีวาตภัย หรือแผ่นดินไหว ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง วงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน

– กรณีเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง กำหนดจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท

ที่ประชุม ครม.ได้มอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งดำเนินการจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็น และเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก แก้ไข หรือปรับปรุงระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยที่มีอยู่เดิม

ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติถือเป็นการปรับแนวทางการบริหารจัดการภัยพิบัติของภาครัฐในเชิงรุก จากการ “รอเกิดเหตุแล้วเยียวยา” สู่การ “เตรียมระบบรองรับความเสี่ยงล่วงหน้า” เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองและเงินชดเชยอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ ขณะที่ภาครัฐสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและงบประมาณได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ,อุทกภัย,น้ำท่วม,วาตภัย,แผ่นดินไหว,รัฐบาล,

ครม.เห็นชอบยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงานชายแดนใต้ต่ออีก 5 ปี รักษาฐานการผลิต–การจ้างงานในพื้นที่

1 กันยายน 2569 เวลา 14:28 น.

ครม. เห็นชอบยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงานชายแดนใต้ต่ออีก 5 ปี ลดภาระผู้ประกอบการ รักษาฐานการผลิต–การจ้างงานในพื้นที่

วันที่ 1 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และจังหวัดสงขลาเฉพาะอำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย เป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดต้นทุนการประกอบกิจการ รักษาฐานการผลิตและการจ้างงาน รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนดำเนินธุรกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

มาตรการดังกล่าวครอบคลุมผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 และโรงงานจำพวกที่ 3 ทุกขนาดในพื้นที่ที่กำหนด โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ทั้งค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ค่าธรรมเนียมการอนุญาตให้ขยายโรงงาน ค่าธรรมเนียมใบแทนใบอนุญาต ค่าธรรมเนียมการโอนใบอนุญาต รวมถึงค่าธรรมเนียมการแจ้งกรณีได้รับยกเว้นการขยายโรงงาน การลดหรือเพิ่มเครื่องจักรที่ไม่เข้าข่ายขยายโรงงาน การเพิ่มเนื้อที่อาคารหรือก่อสร้างอาคารโรงงานเพิ่มขึ้น ตลอดจนค่าธรรมเนียมรายปีที่เกี่ยวข้อง

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การยกเว้นครั้งนี้เป็นการดำเนินมาตรการต่อเนื่องจากกฎกระทรวงฉบับเดิมที่สิ้นผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 จึงกำหนดให้ร่างกฎกระทรวงฉบับใหม่มีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เพื่อไม่ให้เกิดช่วงว่างของมาตรการ โดยนับเป็นการยกเว้นค่าธรรมเนียมให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานในพื้นที่ดังกล่าวเป็นครั้งที่ 4

ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้มาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ในพื้นที่และช่วยลดภาระต้นทุนแก่ผู้ประกอบการ โดยร่างกฎกระทรวงฉบับนี้มุ่งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถรักษากิจการไว้ในพื้นที่ ลดแรงจูงใจในการย้ายฐานการผลิต และส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและการขยายกิจการเพิ่มเติม

จากข้อมูลการใช้มาตรการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีโรงงานจำพวกที่ 3 จำนวน 666 โรงงาน และโรงงานจำพวกที่ 2 จำนวน 17 โรงงาน รวม 683 โรงงาน โดยกระทรวงอุตสาหกรรมประเมินว่าการยกเว้นค่าธรรมเนียมจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 13.28 ล้านบาท แต่คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการ และสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจในพื้นที่ผ่านการรักษาฐานการผลิต การจ้างงาน และรายได้ของประชาชน

“มาตรการนี้ไม่ได้มองเพียงเรื่องค่าธรรมเนียม แต่ต้องการช่วยให้ผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้ มีต้นทุนลดลง และมีความมั่นใจที่จะรักษาหรือขยายการลงทุนในพื้นที่ ซึ่งหมายถึงการรักษางานและรายได้ของประชาชนในพื้นที่ควบคู่กันไป” นางสาวลลิดา กล่าว

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่ที่มีความเปราะบางเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ โดยรัฐบาลต้องการให้ภาคการผลิตยังคงเป็นแหล่งสร้างงาน สร้างรายได้ และช่วยหมุนเวียนเศรษฐกิจในชุมชน พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนยังคงลงทุนและประกอบธุรกิจในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ก่อนมีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการ โดยกำหนดระยะเวลาการยกเว้นค่าธรรมเนียมไว้ 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

ครมยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงานชายแดนใต้

พลพีร์ ลุยต่อเนื่อง ปราบนอมินีทุนเทา เผยตัวเลข 14,000 บริษัท น่าสงสัย เร่งตรวจสอบเส้นเงิน

1 กันยายน 2569 เวลา 14:25 น.

1 กันยายน 2569 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีการปราบปรามธุรกิจนอมินีในพื้นที่ห้วยขวาง และกรุงเทพฯ ว่า เราพอทราบข้อมูลอยู่แล้วว่าพื้นที่ไหนใน กทม.หรือจังหวัดใดที่ เราสงสัยว่าจะมีบริษัทนอมินี เราก็จะทำข้อมูลโดยกรมการปกครอง ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เมื่อเรามีความมั่นใจว่าบริษัทใดเป็นนอมินี เรายิ่งดูรายละเอียดให้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องใบอนุญาตประกอบกิจการ ถ้าเกิดว่าไม่มีเราจะเข้าไปตรวจ ซึ่งใน กทม.ยังมีอีกหลายจุด รวมถึงจังหวัดภาคกลาง และภาคเหนือ ที่เตรียมจะดำเนินการ

เมื่อถามย้ำว่า กระทรวงมหาดไทยมีข้อมูลบริษัทธุรกิจที่อาจเข้าข่ายเป็นนอมินี มากน้อยแค่ไหน นายพลพีร์ กล่าวว่า ทั้งประเทศมี 2,314 บริษัท ถือครองที่ดิน 5,800 กว่าแปลง มูลค่า 6.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งสัปดาห์หน้าจะเชิญกรมที่ดินมาคุย และยังมีอีก 14,000 บริษัท ที่เราสงสัยว่าจะเป็นนอมินี ซึ่งอยู่ระหว่างสืบสวนเพิ่มเติม

เมื่อถามว่า กรณีที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องจะเข้าไปดำเนินการอย่างไร นายพลพีร์ กล่าวว่า 2 ภารกิจหลักที่เราไปได้ยินเขาเอ่ยชื่อหน่วยงานอื่นๆ และข้าราชการตนก็ไม่สบายใจ ซึ่งตอนนี้กำลังไปดูว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นใคร อย่างกรณีที่ห้วยขวาง

เมื่อถามว่า กรณีที่ลงตรวจสอบ 577 ผับ ในเขตห้วยขวาง สร้างแรงกระเพื่อมต่อธุรกิจนอมินีหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า จริงๆ เราไม่ได้ตั้งใจไปตรงนั้น ตอนไปดำเนินธุรกิจไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สน.ไหนเป็นผู้ดูแลตรงนั้น เพราะในถนนรัชดา-ห้วยขวาง มีถึง 3 สน. เราไม่ทราบเลยว่าเป็น สน.ห้วยขวาง เลยซะทีเดียว ซึ่งกรมการปกครองเรากำลังทำการบ้าน ถ้าเจอสถานที่ว่าทำผิด เราจะดำเนินการ เราต้องช่วยกันกรุงเทพฯ จะได้สะอาดขึ้น พร้อมย้ำว่า จะประสานกับกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ให้ตรวจสอบเรื่องการโอนหุ้นของแต่ละบริษัท รวมถึงบางเรื่องอาจต้องปรึกษา ปปง.เพื่อดูเส้นเงินด้วย ถึงแม้ว่าจะย้ายหนีแต่ก็หนีเราไม่พ้น เราต้องการที่จะปราบจริงๆ แต่ยอมรับว่าบริษัทสีเทาก็ยังคงผุดเป็นดอกเห็ดเรื่อยๆ และจะกัดกร่อนคนไทยไปเรื่อยๆ

เมื่อถามว่า กรณีมีคำสั่งของกทม.ให้สถานบันเทิงย่านสะพานควายปิดชั่วคราว นายพลพีร์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนคิดว่า กทม.ได้เห็นภารกิจที่ห้วยขวาง และมีหลายสื่อที่พูดถึงร้านดังกล่าว กทม.เลยไปดู ซึ่งตนทราบว่าที่ห้ามใช้สถานที่เพราะเป็นเรื่องสาธารณสุข แต่ตนคิดว่ายังมีอย่างอื่นที่ กทม. สามารถดำเนินการได้ ซึ่งเรื่องโครงโครงสร้างของอาคาร ใบอนุญาตต่างๆ จึงต้องฝากผู้ว่า กทม.เข้าไปดู ซึ่งเมื่อคืนที่ผ่านมาเราได้ไปต่อยอดร้านสนุกเกอร์แห่งหนึ่งที่พบว่าเป็นเจ้าของเดียวกันกับร้านที่สะพานควาย มีการเปิดให้บริการเหมือนกันกับร้านที่ถูกปิดไป แต่เมื่อวานนี้เขาได้เอาป้ายมาติดบอกว่าปิดปรับปรุง เมื่อเราทำเรื่อยๆ ก็จะมีข้อมูลผุดขึ้นมาเรื่อยๆ

พลพีร์สุวรรณฉวี,รมช.มหาดไทย,นอมินี,ทุนเทา,

ไอซ์ รักชนก ร้อง ป.ป.ช.สอบ TH-AI Passport ชี้พิรุธล็อกสเปก-ส่อฮั้วประมูล

1 กันยายน 2569 เวลา 14:19 น.

‘รักชนก-ธีระชาติ’ ยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการ TH-AI Passport ชี้พิรุธล็อกสเปก-ส่อฮั้วประมูล หวังวันฟ้าสีทองได้เห็นคนทำผิดติดคุก

วันที่ 1 กันยายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย นายธีระชาติ ก่อตระกูล ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ นำสำนวนพร้อมพยานหลักฐานเข้ายื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการ TH-AI Passport

น.ส.รักชนก ระบุว่า บุคคลที่ถูกกล่าวหาในครั้งนี้ ประกอบด้วย นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ, เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.), ประธานคณะร่าง TOR และบุคคลที่เกี่ยวข้องจากบริษัท Human Intelligent

สำหรับ นายไชยชนก เป็นข้อกล่าวหาในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากเมื่อปรากฏข้อพิรุธและความผิดปกติของโครงการแล้ว กลับไม่ได้พยายามหยุดยั้งหรือหาทางยกเลิกโครงการ ขณะที่ข้าราชการรายอื่นเป็นผู้รับนโยบายมาผลักดันและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยกร่าง TOR โดยหนึ่งในข้อพิรุธสำคัญคือ การกำหนดสเปกใน TOR ด้านการประชาสัมพันธ์ ที่ระบุว่าต้องประชาสัมพันธ์บนจอบิลบอร์ดไม่น้อยกว่า 400 จุดทั่วประเทศ, จอในร้านสะดวกซื้อไม่น้อยกว่า 6,000 จอ ในสาขาไม่น้อยกว่า 1,500 แห่ง และจอในห้างสรรพสินค้าไม่น้อยกว่า 200 จุด ซึ่งมีผู้ประกอบการเพียงไม่กี่รายที่สามารถตอบโจทย์เงื่อนไขดังกล่าวได้

น.ส.รักชนก กล่าวต่อไปว่า ข้อน่าสังเกตอีกประการคือ ความเชื่อมโยงระหว่างบริษัท Human Intelligent กับบริษัทที่ครอบครองสื่อจอประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ ซึ่งพบว่ามีผู้รับผลประโยชน์สุดท้าย (UBO) กลุ่มเดียวกัน และมีที่ตั้งจดทะเบียนอยู่ในสถานที่เดียวกัน โดยพรรคประชาชนได้ทักท้วงประเด็นนี้มาอย่างต่อเนื่อง แต่กระทรวงดิจิทัลฯ กลับไม่ได้ดำเนินการใดๆ ตามข้อทักท้วง

นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินของโครงการ โดยสัญญาในช่วงแรกกำหนดให้เป็นการเหมาจ่าย ซึ่งต่อให้มีผู้ลงทะเบียนใช้งานเพียงคนเดียว เอกชนคู่สัญญาก็จะได้รับเงินเต็มจำนวนประมาณ 1,600 ล้านบาท ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการจ่ายตามการใช้งานจริง (Pay per use) ในภายหลัง

“จุดหมายปลายทางของเรา เราย้ำอีกครั้งว่าเราอยากที่จะยกเลิกโครงการนี้ กลับไปเริ่มต้นใหม่เลย ถ้าท่านคิดว่ามันดีจริง มันคุ้มค่า ท่านกลับไปเริ่มต้นใหม่ในแบบที่มันถูกต้อง กลับไปเขียน TOR ให้ทุกคนสามารถเข้าแข่งขันได้” น.ส.รักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลล่าสุดที่ได้รับเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีผู้ลงทะเบียนประมาณ 1.3 ล้านคน และมีผู้ใช้งานจริง (Active user) ประมาณ 1 แสนคน เมื่อคิดจากค่าใช้จ่ายต่อหัวตามที่กระทรวงระบุไว้ หากยังใช้สัญญาแบบเหมาจ่ายเดิม รัฐจะต้องจ่ายเงินสูงถึง 1,600 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าการใช้งานจริงอยู่ที่เพียงไม่กี่ล้านบาท จึงน่าตั้งข้อสังเกตว่า โครงการดังกล่าวเป็นการหากินกับเงินนอกงบประมาณ หรือเป็นการปั้นโครงการขึ้นมาเพื่อผันเงินไปยังบริษัทที่สนับสนุนระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ ซึ่งหากพรรคประชาชนไม่นำเรื่องนี้มาตีแผ่ให้สาธารณะจับตา เอกชนก็อาจได้รับส่วนต่างประมาณ 1,500 ล้านบาทจากรูปแบบสัญญาเดิมไปแล้ว

เมื่อถามว่าการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ครั้งนี้จะสามารถหยุดโครงการได้หรือไม่ น.ส.รักชนก ตอบว่า มาถึงวันนี้คงไม่สามารถหยุดโครงการได้แล้ว แต่คาดหวังว่าจะต้องมีผู้รับผิดชอบและถูกลงโทษ

“ปลายทางสุดท้ายแล้ว ถ้าคดีสิ้นสุด ดิฉันก็อยากเห็นคนติดคุก ในเมื่อกล้าที่จะผลักดันออกมา ท้าทายสายตาประชาชน ท้าทายการจับตาของสื่อ ท้าทายกฎหมายมากๆ ถึงปลายทางสุดท้าย ถ้าฟ้าสีทองมันผ่องอำไพขึ้นมาสักวันหนึ่ง ดิฉันก็อยากเห็นคนกระทำผิดต้องติดคุก ต้องรับโทษ” น.ส.รักชนก กล่าว

พร้อมกันนี้ น.ส.รักชนก ยังตั้งคำถามถึงการทำงานของ ป.ป.ช. ว่าอาจเข้ามาตรวจสอบโครงการนี้ช้าเกินไปหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับบางโครงการในอดีตที่ ป.ป.ช. เคยออกข้อสังเกตหรือเข้ามามีบทบาทตั้งแต่โครงการยังไม่ทันได้เดินหน้า จึงน่าสงสัยว่ามีเหตุแห่งผลประโยชน์ทับซ้อนหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุคคลในระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ ที่ทำให้ ป.ป.ช. ไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ตนไม่ได้คาดหวังอะไรกับ ป.ป.ช. แต่เหตุผลที่ต้องมายื่นเรื่องเพราะต้องการให้สังคมร่วมกันจับตาว่า เมื่อมีโครงการที่ถูกตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติและการทุจริตอย่างต่อเนื่อง ป.ป.ช. จะดำเนินการอย่างไรต่อไป และหน้าที่ของตนในฐานะผู้แทนคือการตีแผ่ความผิดปกติให้ประชาชนได้รับรู้

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ได้โกหกผ่านสื่อสาธารณะหลายครั้ง กรณีที่ระบุว่าให้ความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ เป็นอย่างดี เพราะจากเอกสารหลายสิบฉบับที่กรรมาธิการร้องขอไป กลับได้รับมาเพียง 9 ฉบับ และประมาณครึ่งหนึ่งเป็นเอกสารสาธารณะที่กรรมาธิการไม่ได้ร้องขอ ขณะที่เอกสารสำคัญ เช่น ข้อเสนอเชิงเทคนิคของบริษัทที่เข้าร่วมประมูล และเอกสารแนบท้ายสัญญาฉบับล่าสุด ทางกรรมาธิการยังไม่ได้รับครบถ้วน จึงต้องใช้อำนาจตามกฎหมายเรียกเอกสารดังกล่าว โดยกำหนดให้จัดส่งภายในวันที่ 8 กันยายน ก่อนที่จะมีการประชุมเรื่อง TH-AI Passport อีกครั้งในวันที่ 10 กันยายนนี้

ด้านนายธีระชาติ กล่าวว่า จากเอกสารที่ได้รับมาเพียงบางส่วน พบข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า แม้ TOR จะกำหนดให้มี AI อย่างน้อย 8 ราย และตัวโครงการนำเสนอว่ามี AI มากกว่า 10 ราย แต่จากเอกสารที่พบกลับมีใบอนุญาตจาก Google ประเทศไทยเพียงรายเดียว ตนจึงขอตั้งคำถามถึงการออกแบบ TOR เพราะยิ่งได้รับเอกสารมากขึ้น ก็ยิ่งพบจุดผิดปกติเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ หลังเปิดใช้งานจริง ประเด็นเรื่อง Token และส่วนต่างระหว่างสัญญาเหมาจ่ายเดิมกับระบบ Pay per use ยิ่งเห็นได้ชัดเจนขึ้น โดยหากมี Active user ประมาณ 1 แสนคน ค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงจะอยู่ที่เพียงไม่กี่ล้านบาท ขณะที่วงเงินตามรูปแบบเดิมตั้งไว้กว่า 1,600 ล้านบาท จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า การจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านการประมูลมาแล้ว กลับมีส่วนต่างมหาศาลในระดับนี้ได้อย่างไร และมีใครต้องรับผิดชอบหรือไม่

นายธีระชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า หน้าที่ของกรรมาธิการไม่ใช่การชี้ว่าใครผิดหรือถูก แต่คือการนำข้อมูลออกมาเปิดเผยให้สาธารณะได้รับรู้มากที่สุด ส่วนการวินิจฉัยความผิดเป็นหน้าที่ของหน่วยงานตรวจสอบ ซึ่งหากหน่วยงานตรวจสอบและกระทรวงดิจิทัลฯ ขยับตัวเร็วกว่านี้ ปัญหาก็อาจไม่เดินมาถึงจุดปัจจุบัน

TH-AI Passportพรรคประชาชนรักชนก ศรีนอก

อนุทิน เผย จุลพันธ์ ต้นคิด เปิดบ้านชวนครม.กินข้าว​ บอกมีเรื่องคุยเยอะแยะแต่ไม่ขอโชว์ฝีมือเดี๋ยวไม่มีใครมา

1 กันยายน 2569 เวลา 14:10 น.

เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569 น. ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภายหลังการแถลงข่าวผลประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร)จังหวัดสงขลา นายอนุทินชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้ยืนคุยกับนายจุลพันธ์อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ที่หน้าห้องประชุม

ซึ่งเมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงการเชิญรัฐมนตรีในพรรคร่วมรัฐบาลรับประทานอาหารที่บ้านพักในวันที่ 6 กันยายนนี้ได้มีการแจ้งรัฐมนตรีแล้วหรือยัง โดยนายกฯ กล่าวว่า “นี่ไงถามท่านจุลพันธ์สิ “

ผู้สื่อข่าวจึงหันไปถามนายจุลพันธ์ ว่าวันที่ 6 กันยายน นี้นายกรัฐมนตรีได้แจ้งแล้วหรือยัง นายจุลพันธ์จึงตอบว่า”แจ้งแล้วสิ”

ซึ่งนายกฯที่ยืนฟังอยู่ข้างๆจึงเอื้อมมือไป ขยับปกคอเสื้อของนายจุลพันธ์ พร้อมถามว่า”ใครรีดผ้าให้”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่านายกฯเปิดบ้านตัวเองเลี้ยงเลยใช่หรือไม่ นายกฯตอบว่าก็เชิญมาทานข้าวเย็นด้วยกันที่บ้าน แต่ต้นความคิดคือนายจุลพันธ์

เมื่อถามว่าในวงกินข้าววันนั้นจะมีประเด็นอะไรพูดคุยกันเป็นพิเศษหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เดี๋ยวก็คุยกันเรื่องเยอะแยะ

เมื่อถามว่าจะโชว์ฝีมือเป็นเชฟเองเลยหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า”ไม่เอาเดี๋ยวไม่มีคนมา”ก่อนจะหัวเราะชอบใจ

เมื่อถามถึงกรณีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง จะมีการนัดประชุมคณะกรรมการนโยบาย การประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์​หรือบอร์ดดาต้าเซนเตอร์เพื่อวางกรอบการทำงานและการส่งเสริมการลงทุน การตั้งเซ็นเตอร์ในประเทศไทย ทั้งรายเก่าและรายใหม่ ได้รับรายงานแล้วหรือยัง นายกฯ กล่าวว่า​ ยัง ซึ่งนายเอกนิติ เรียกประชุมในวันที่ 4 กันยายนนี้

กินข้าวจุลพันธ์นายกฯแนวหน้าออนไลน์