‘อนุทิน’ นำทัพธุรกิจไทยบุกจีนครั้งประวัติศาสตร์ จับคู่ธุรกิจปูทางขยายการลงทุน

‘อนุทิน’ นำทัพธุรกิจไทยบุกจีนครั้งประวัติศาสตร์ จับคู่ธุรกิจปูทางขยายการลงทุน

‘อนุทิน’ นำทัพธุรกิจไทยบุกจีนครั้งประวัติศาสตร์ จับคู่ธุรกิจปูทางขยายการลงทุน

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.04 น.

“อนุทิน” นำทัพนักลงทุนไทยครั้งประวัติศาสตร์ 153 คน จาก 48 บริษัท บุกจีน เปิดวงรับฟังเสียงภาคธุรกิจไทยโดยตรง เพื่อนำข้อเสนอเป็นวาระหารือกับรัฐบาลจีน พร้อมจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจและเปิดสำนักงานบีโอไอแห่งที่ 4 ที่นครเฉิงตู รองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและพลังงานสะอาด

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะในครั้งนี้นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานเปิดสำนักงานส่งเสริมการลงทุนแห่งที่ 4 ของบีโอไอที่นครเฉิงตู ซึ่งถือว่าเป็นสำนักงานสำคัญที่จะดูแลเรื่องการส่งเสริมการลงทุนในภูมิภาคจีนฝั่งตะวันตกซึ่งถือว่ามีความสำคัญกับเศรษฐกิจจีนในปัจจุบันและมีบริษัทที่ศักยภาพสูงในด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและพลังงานสะอาดหลายบริษัทในพื้นที่นี้

นอกจากนี้ในการเปิดสำนักงานส่งเสริมการลงทุนในนครเฉิงตูในครั้งนี้ยังมีกิจกรรมสำคัญคือ”Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ซึ่งเป็นการร่วมรับประทานอาหารกลางวันและหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีและกลุ่มนักธุรกิจไทยชั้นนำกว่า 153 คน จาก 48 บริษัท โดยจะมีนักธุรกิจ 110 คนร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนายกรัฐมนตรี  ถือเป็นการนำทัพนักธุรกิจไทยมายังประเทศจีนครั้งที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ 

นายนฤตม์ระบุว่า กิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้พบปะและรับฟังประสบการณ์การทำธุรกิจในจีนจากภาคเอกชนโดยตรง เนื่องจากหลายบริษัทมีความเชี่ยวชาญและมีการลงทุนในจีนอยู่แล้ว  โดยข้อมูลและข้อเสนอแนะเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับท่านนายกรัฐมนตรีในการนำไปหารือเพื่อผลักดันความร่วมมือและขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน โดยเฉพาะในการปฏิบัติภารกิจของนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องที่กรุงปักกิ่งในวันจันทร์ที่ 20 ก.ค.นี้ ที่จะพบกับนาย หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน
ในกิจกรรมครั้งนี้จะมีนักธุรกิจที่มีประสบการณ์ทำธุรกิจในประเทศจีนมาถ่ายทอดประสบการณ์การลงทุนและทำธุรกิจในประเทศจีนได้แก่ นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และสราวุฒิ อยู่วิทยา  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจกระทิงแดง (TCP)  นอกจากนี้จะมีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างธุรกิจจีนและธุรกิจไทย โดยมีบริษัทไทยที่จะเข้าร่วมกิจกรรมนี้ที่ได้ลงทะเบียนมาแล้วมีบริษัทไทยลงทะเบียนล่วงหน้าไว้ประมาณ 40 กว่าราย ทางบีโอไอได้จัดพื้นที่เฉพาะเพื่อให้บริษัทไทยกลุ่มนี้ได้พบปะและเจรจากับธุรกิจฝั่งจีนที่มีความสนใจในรูปแบบเดียวกัน เพื่อสร้างโอกาสในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกันในอนาคต 

“บีโอไอให้ความสำคัญกับ การลงทุนสองทาง (Two-way Investment) โดยไม่เพียงแต่ดึงดูดการลงทุนจากจีนเข้าสู่ไทย แต่ยังมุ่งส่งเสริมให้นักลงทุนไทยที่มีศักยภาพขยายฐานธุรกิจมายังจีนและหาพันธมิตรร่วมทุน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งร่วมกันในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก”นายนฤตม์ กล่าว

สำหรับกลุ่มนักธุรกิจที่เข้าร่วมโต๊ะหารือกับนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ครอบคลุมอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์สำคัญหลายด้าน ได้แก่ องค์กรพันธมิตรและยักษ์ใหญ่ภาคการผลิต นำโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย-จีน รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน ได้แก่ กลุ่มซีพี กลุ่มกระทิงแดง บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง กลุ่มสหฟาร์ม กลุ่มมิตรผล เครือซิเมนต์ไทย (SCG) บริษัท บ้านปู บริษัท Energy Absolute (EA) บริษัทอมตะ  และดับบลิวเอชเอ 
นอกจากนั้นยังมีกลุ่มสถาบันการเงินและบริการ มีตัวแทนจากธนาคารพาณิชย์หลักของไทย เช่น KBANK, ธนาคารกรุงเทพ รวมถึงกลุ่มค้าปลีกและการแพทย์อย่าง The Mall Group,ไทยเบฟเวอเรจ และ BDMS เป็นต้น 

เอกนิติ เผยรัฐบาลยกทัพเอกชนไทยบุกจีน หวังคว้าเม็ดเงิน AI-พลังงานสะอาด-ดิจิทัล ปักหมุดไทยฐานลงทุนอนาคต

เอกนิติ เผยรัฐบาลยกทัพเอกชนไทยบุกจีน หวังคว้าเม็ดเงิน AI-พลังงานสะอาด-ดิจิทัล ปักหมุดไทยฐานลงทุนอนาคต

เอกนิติ เผยรัฐบาลยกทัพเอกชนไทยบุกจีน หวังคว้าเม็ดเงิน AI-พลังงานสะอาด-ดิจิทัล ปักหมุดไทยฐานลงทุนอนาคต

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.44 น.

“เอกนิติ” ชี้โลกเข้าสู่คลื่นการลงทุนลูกใหม่รอบ 40 ปี รัฐบาลยกทัพเอกชนไทยบุกจีน หวังคว้าเม็ดเงิน AI-พลังงานสะอาด-ดิจิทัล ปักหมุดไทยเป็นฐานลงทุนแห่งอนาคต

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ระหว่างการร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 ว่า

ความโดดเด่นของการเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ คือการผนึกกำลังกับภาคเอกชนชั้นนำของไทยที่ขนทัพร่วมเดินทางไปเป็นจำนวนมาก เพื่อร่วมเวทีจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับนักลงทุนจีน เพื่อเจรจาดึงดูดการลงทุนครั้งใหญ่เข้าสู่ประเทศไทย และแสดงศักยภาพความพร้อมของประเทศ โดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศร่วมเดินทาง เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP), กลุ่มอมตะ (AMATA), สหพัฒน์ (SPI) รวมถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์ชั้นนำ

“ทิศทางการลงทุนในปัจจุบันเปรียบเสมือนจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของโลก วันนี้โลกเปลี่ยนจริงๆ มีคลื่นการลงทุนลูกใหม่ เหมือนคลื่นการลงทุนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 1980 ตอนนั้นเป็นคลื่นการลงทุนจากญี่ปุ่น แต่วันนี้มันคือคลื่นลูกใหม่ คือ AI, พลังงานสะอาด, ดิจิทัล และระบบอัตโนมัติ โดยรัฐบาลยังคงพุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และหุ่นยนต์อีกด้วย” 

ด่วน! กก.สรรหา มีมติเอกฉันท์ นพ.สรณ พ้นประธาน กสทช. ชี้มีคุณสมบัติต้องห้าม

ด่วน! กก.สรรหา มีมติเอกฉันท์ นพ.สรณ พ้นประธาน กสทช. ชี้มีคุณสมบัติต้องห้าม

ด่วน! กก.สรรหา มีมติเอกฉันท์ นพ.สรณ พ้นประธาน กสทช. ชี้มีคุณสมบัติต้องห้าม

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.35 น.

ด่วน! กรรมการสรรหามีมติเอกฉันท์ “นพ.สรณ”ประธานกสทช. มีลักษณะต้องห้าม จึงถือว่าได้สละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช.

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายวิษณุ วรัญญู  ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  (กสทช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ ประชุมมีมติ เป็นเอกฉันท์ว่านายแพทย์สรณ  บุญใบชัยพฤกษ์  ประธานกรรมการกสทช. มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา8 (2)แห่งพระราชบัญญัติองค์กร จัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 จึงถือว่าได้สละสิทธิ์การเข้ารับตำแหน่งกรรมการกสทชตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564

นายวิษณุ กล่าวเพิ่มเติมว่า การกระทำที่ผ่านมาของนายแพทย์สรณ ไปเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหยิบยก แต่ละเรื่องไปพิจารณาว่าจะมีผลอย่างไร 

ส่วนจะต้องให้เสนอเรื่องให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯหรือไม่ นายวิษณุ  กล่าวว่า ฝ่ายสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา รับเรื่องมาจากช่องทางไหนก็ส่งกลับไปช่องทางนั้น 

นายกฯ ชื่นชม ‘น้องเพซ’ วัย 9 ขวบ คว้า 2 แชมป์โลกโค้ดดิ้ง ตอกย้ำศักยภาพเยาวชนไทย

นายกฯ ชื่นชม 'น้องเพซ' วัย 9 ขวบ คว้า 2 แชมป์โลกโค้ดดิ้ง ตอกย้ำศักยภาพเยาวชนไทย

นายกฯ ชื่นชม ‘น้องเพซ’ วัย 9 ขวบ คว้า 2 แชมป์โลกโค้ดดิ้ง ตอกย้ำศักยภาพเยาวชนไทย

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.20 น.

นายกฯ ชื่นชม “น้องเพซ” คว้าแชมป์โลกโค้ดดิ้ง ย้ำรัฐบาลพร้อมสร้างโอกาสให้เด็กไทย เชื่อศักยภาพเยาวชนไทย

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ก่อนการเดินทางเข้าร่วมการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (World AI Conference) ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบข่าวความสำเร็จของ “น้องเพซ” หรือ ด.ช.พาวินท์ พัฒนเวคิน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อายุ 9 ปี จากจังหวัดภูเก็ต ที่คว้าแชมป์โลก 2 รายการ จากการแข่งขัน The International STEM Olympiad & Coding Olympiad 2026 รอบชิงชนะเลิศ ณ กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี โดยสามารถเอาชนะผู้เข้าแข่งขันกว่า 38,000 คน จาก 153 ประเทศ และกว่า 1,700 โรงเรียนทั่วโลก

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีและชื่นชมในความสามารถ ความพากเพียร และความมุ่งมั่นของน้องเพซ พร้อมขอร่วมแสดงความยินดีกับครอบครัว คุณครู และผู้ที่มีส่วนสนับสนุนทุกคน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพบนเวทีนานาชาติ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความสำเร็จของน้องเพซเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า “เด็กไทยมีศักยภาพไม่แพ้ชาติใดในโลก” หากได้รับโอกาสและการส่งเสริมที่เหมาะสม พร้อมฝากกำลังใจถึงเด็กและเยาวชนไทยทุกคนให้เชื่อมั่นในตนเอง กล้าคิด กล้าสร้างสรรค์ และไม่หยุดเรียนรู้ เพราะโลกยุคใหม่เปิดโอกาสให้ความสามารถและความพยายามนำไปสู่ความสำเร็จได้ ไม่ว่าจะเกิดหรือเติบโตที่ใด  สอดคล้องกับวันนนี้ ที่ตนได้เข้าร่วมการประชฺมปัญญาประดิษฐ์โลก 2026 เพื่อแสวงหาความร่วมในวิทยาการและโอกาสใหม่ ให้กับประเทศไทยด้วย 

“รัฐบาลขอร่วมแสดงความยินดีกับน้องเพซที่สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทย ความสำเร็จครั้งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กไทยอีกจำนวนมากเห็นว่า หากมีความตั้งใจและได้รับโอกาสที่ดี ก็สามารถก้าวไปสู่เวทีโลกได้เช่นกัน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพเยาวชนในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม คณิตศาสตร์ (STEM) รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเตรียมกำลังคนสำหรับเศรษฐกิจแห่งอนาคต โดยจะเดินหน้าบูรณาการการทำงานร่วมกันของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีให้เด็กและเยาวชนไทยเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ น้องเพซสามารถคว้าแชมป์โลกทั้ง 2 รายการในการแข่งขันครั้งนี้ แม้มีอายุเพียง 9 ปี โดยแข่งขันกับผู้เข้าแข่งขันตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 3 จนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย นอกจากนี้ ยังเคยคว้าเหรียญรางวัลจากการแข่งขันด้าน Coding คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ในหลายเวที รวมถึง 3 เหรียญทองจากการแข่งขันที่นครนิวยอร์กเมื่อปีที่ผ่านมา สะท้อนศักยภาพของเยาวชนไทยที่สามารถก้าวสู่ความเป็นเลิศในระดับโลกได้เมื่อได้รับการสนับสนุนและโอกาสที่เหมาะสม

รัฐบาล เผย ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส เปิดรับสมัครถึงสิ้นเดือน ส.ค. นี้

รัฐบาล เผย ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส เปิดรับสมัครถึงสิ้นเดือน ส.ค. นี้

รัฐบาล เผย ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส เปิดรับสมัครถึงสิ้นเดือน ส.ค. นี้

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.26 น.

รัฐบาลเผยความคืบหน้า “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ประชาชนเริ่มซื้อแฟรนไชส์แล้ว 150 ราย เปิดรับถึง 31 ส.ค.นี้

วันที่ 17 ก.ค. นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าสร้างโอกาสให้ประชาชนมีอาชีพและรายได้ ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ซึ่งล่าสุดหลังเปิดให้ประชาชนเลือกซื้อแพ็กเกจแฟรนไชส์ผ่านเว็บไซต์ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 และเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีประชาชนเข้าร่วมซื้อแพ็กเกจแฟรนไชส์แล้ว 150 ราย และยังมีผู้สนใจจำนวนมากอยู่ระหว่างยื่นเอกสารเพื่อเข้าร่วมโครงการ โดยเปิดรับสมัครจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่มุ่งดูแลค่าครองชีพควบคู่กับการสร้างรายได้ โดยสนับสนุนค่าแพ็กเกจแฟรนไชส์ 50% สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อราย สำหรับแฟรนไชส์ที่มีมูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท พร้อมคัดเลือกแฟรนไชส์มาตรฐานกว่า 100 แบรนด์ ให้ประชาชนสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายขึ้นและลดความเสี่ยงในการลงทุน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ธุรกิจที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในช่วงเริ่มต้นโครงการ ได้แก่ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะธุรกิจสตรีทฟู้ด เช่น ลูกชิ้นระเบิด ลูกชิ้นยืนกิน ไส้กรอกทอด ขนมโตเกียว ผัดไทย เย็นตาโฟ รวมถึงเครื่องดื่ม เช่น ชานม กาแฟ น้ำผลไม้ปั่น และโยเกิร์ตปั่น รองลงมาเป็นธุรกิจด้านการศึกษา และธุรกิจบริการ เช่น ร้านซักอบรีด สะท้อนว่าประชาชนให้ความสนใจธุรกิจที่สามารถเริ่มต้นได้เร็ว ใช้เงินลงทุนไม่สูง และสร้างรายได้ในชีวิตประจำวัน

 ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนผู้ประกอบการใหม่อย่างครบวงจร ทั้งการประสานความร่วมมือกับ SME D Bank ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อให้เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษและการค้ำประกันสินเชื่อ รวมถึงได้รับความร่วมมือจากบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าในห้างโลตัสและแม็คโครกว่า 2,000 สาขา รวมกว่า 10,000 จุดทั่วประเทศ โดยยกเว้นค่าเช่าเป็นเวลา 6 เดือน พร้อมเชื่อมต่อร้านค้าเข้าสู่แอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อเข้าร่วมมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าและสร้างยอดขายได้ตั้งแต่เริ่มประกอบกิจการ

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างอาชีพควบคู่กับการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยช่วยลดภาระต้นทุนตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ ทั้งเงินสนับสนุน แหล่งเงินทุน พื้นที่จำหน่ายสินค้า และการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ เพื่อให้ประชาชนสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้จริง มีรายได้ที่มั่นคง และเป็นอีกแรงสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

เปิดภาพ นายกฯถึงเซี่ยงไฮ้ เปิดฉากเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เตรียมหารือ ‘สี จิ้นผิง’

เปิดภาพ นายกฯถึงเซี่ยงไฮ้ เปิดฉากเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เตรียมหารือ 'สี จิ้นผิง'

เปิดภาพ นายกฯถึงเซี่ยงไฮ้ เปิดฉากเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เตรียมหารือ ‘สี จิ้นผิง’

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.18 น.

นายกฯ เดินทางถึงนครเซี่ยงไฮ้แล้ว !  เปิดฉากภารกิจเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เตรียมร่วมเวทีปัญญาประดิษฐ์โลก   พบหารือ ปธน. สี จิ้นผิง ผลักดันความร่วมมือด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และการลงทุน 

เมื่อเวลา 22.20 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้หงเฉียว นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ โดยมีนายเฉิน เจี๋ย (Mr. Shen Jie) รองนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ และนายสวี ข่าย (Mr. Xu Kai) รองอธิบดีสำนักงานต่างประเทศ นครเซี่ยงไฮ้ ให้การต้อนรับ
 
การเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดปฏิบัติภารกิจครอบคลุม 3 เมืองหลักได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง เพื่อกระชับความร่วมมือระหว่างไทยและจีน ด้านการค้า การลงทุน รวมทั้งนวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูง 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภารกิจนายกรัฐมนตรีสำคัญ ดังนี้
 
1. วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569   ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรี จะร่วมพิธีเปิดและกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 (2026 World Artificial Intelligence Conference) ซึ่งเป็นเวทีสำคัญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับนานาชาติ ก่อนพบหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน  จากนั้น จะเยี่ยมชมและหารือกับผู้บริหารบริษัท AgiBot ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีและหุ่นยนต์ของจีน 

ช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเข้าเยี่ยมคารวะนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยช่วงค่ำ นายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ ขอเข้าเยี่ยมคารวะเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันด้วย 
 
2. วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2569

นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าร่วมกิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ณ นครเฉิงตู เพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนมุมมองกับภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในจีน โดยในช่วงบ่าย จะเป็นประธานพิธีเปิดสัมมนา “Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026” และพิธีเปิดฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู พร้อมพบหารือกับบริษัทเอกชนจีน 6 ราย เพื่อขยายโอกาสการลงทุนในไทย ก่อนพบหารือกับเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวนในช่วงเย็น


 
3. วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569
นายกรัฐมนตรีเดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง เพื่อพบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี  จำกัด เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม
 
4. วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569
นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน จากนั้น จะเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และหารือทวิภาคีเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมทั้งร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ
โอกาสนี้  นายกรัฐมนตรีจีนจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรี  ช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ Alibaba Group และสำนักงาน CP Center เพื่อศึกษาการดำเนินงานของภาคธุรกิจชั้นนำ ตลอดจนส่งเสริมโอกาสความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีน
 
“จีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์จีน-ไทย  โดยเฉพาะการเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี  จะเข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับบุคคลสำคัญของจีน 3 ท่าน ได้แก่ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน   ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีนและ นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน   เชื่อว่าผลการหารือจะทำให้มีมาตรการสนับสนุนระหว่างกัน รวมไปถึงการพบปะภาคเอกชนชั้นนำด้านเทคโนโลยี หุ่นยนต์ e-commerce ของจีน จะทำให้ไทยเข้าโอกาสใหม่ๆ การเชิญชวนการลงทุนในอุตสาหกรรมก้าวหน้า รวมไปถึงการเรียนรู้ แนวคิดและข้อเสนอแนะในการพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ของจีนด้วย“   นางสาวรัชดา กล่าว

ยกเครื่องแอป ThaiWater ปฏิรูปข้อมูลน้ำแห่งชาติ เช็กฝน-เขื่อน-พื้นที่เสี่ยง-PM2.5 ครบจบในหน้าเดียว

ยกเครื่องแอป ThaiWater ปฏิรูปข้อมูลน้ำแห่งชาติ เช็กฝน-เขื่อน-พื้นที่เสี่ยง-PM2.5 ครบจบในหน้าเดียว

ยกเครื่องแอป ThaiWater ปฏิรูปข้อมูลน้ำแห่งชาติ เช็กฝน-เขื่อน-พื้นที่เสี่ยง-PM2.5 ครบจบในหน้าเดียว

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.06 น.

รัฐบาลยกเครื่องแอป “ThaiWater” โฉมใหม่ ปฏิรูปข้อมูลน้ำแห่งชาติ รู้เท่าทันสถานการณ์ก่อนเกิดวิกฤต เช็กฝน–เขื่อน–พื้นที่เสี่ยง–PM2.5 ครบจบในหน้าเดียว 

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ยกระดับการรับมือภัยพิบัติและการเตือนภัย จากการตั้งรับ ไปเป็นการป้องกันเชิงรุก ด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์ม ThaiWater เป็น ThaiWater เวอร์ชันใหม่ ที่ออกแบบให้รองรับการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น และสามารถใช้งานได้ตั้งแต่ประชาชนทั่วไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญ โดยปัจจุบันมีการเชื่อมโยงข้อมูลจาก 56 หน่วยงาน ภายใต้ 13 กระทรวง และ 1 องค์กรอิสระ ทำให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศอยู่บนมาตรฐานข้อมูลเดียวกัน ลดปัญหาข้อมูลขัดแย้งกันในภาวะวิกฤต

สำหรับจุดเด่นของ ThaiWater เวอร์ชันใหม่ นี้ คือสามารถติดตามข้อมูลผ่านแผนที่ข้อมูลแบบโต้ตอบ หรือ Interactive Map ได้ง่ายและรวดเร็ว เพราะจะมีการรวบรวมข้อมูลสำคัญไว้ในหน้าเดียว ทั้งเรดาร์ฝน ปริมาณฝน ระดับน้ำ สถานการณ์เขื่อน พื้นที่เฝ้าระวัง และค่าฝุ่น PM 2.5 รวมทั้งยังมีระบบแจ้งเตือนภัยที่ปรับปรุงให้เข้าใจง่ายและรวดเร็ว มีข้อมูลคาดการณ์ล่วงหน้าเฉพาะจุด ทำให้ผู้ใช้งานทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ได้เตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ โดยขณะนี้เปิดให้ประชาชนได้ใช้งานฟรีผ่านเว็บไซต์ http://www.thaiwater.net และแอปพลิเคชัน “ThaiWater รู้น้ำ รู้อากาศ” ทั้งระบบ iOS และ Android

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากจะมีแพลตฟอร์ม ThaiWater แล้ว ยังมีการบูรณาการเว็บไซต์ “ศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัด ครบทั้ง 76 จังหวัด” เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานท้องถิ่นสามารถวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงภัยตามบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ช่วยลดขั้นตอนการสั่งการที่ซ้ำซ้อน และเพิ่มความรวดเร็วในการตัดสินใจอพยพหรือเข้าช่วยเหลือประชาชน โดยสามารถเข้าใช้งานแยกเป็นรายจังหวัด อาทิ phrae.thaiwater.net, chiangrai.thaiwater.net, nan.thaiwater.net

เช็กผลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ตรวจสอบสิทธิ 4 ช่องทางได้ที่นี่

เช็กผลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ตรวจสอบสิทธิ 4 ช่องทางได้ที่นี่

เช็กผลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ตรวจสอบสิทธิ 4 ช่องทางได้ที่นี่

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.35 น.

โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 หลังจากเปิดให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม และประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่ตกหล่น และไม่สามารถเข้าโครงการฯ รอบที่ผ่านมา ลงทะเบียนยืนยันสิทธิไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 4-21 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งจะประกาศผลตรวจสอบคุณสมบัติผู้ลงทะเบียนในวันที่ 17 ก.ค. 2569 ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป 

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (คณะกรรมการฯ) ในการประชุมครั้งที่ 9/2569 ได้มีการพิจารณาผลการลงทะเบียนและการตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.69 และวันที่ 14 ก.ค.69 ได้มีมติเห็นชอบการดำเนินโครงการฯ ปี 2569

โดยผลการตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการฯ ปี 2569 มีผู้ผ่านเกณฑ์ 9.51 ล้านคน จากผู้ลงทะเบียน 18.82 ล้านคน (ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ประมาณ 9.31 ล้านคน) โดยแบ่งเป็น 

กลุ่มที่ 1 ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รายเดิม 12.70 ล้านคน

 กลุ่มที่ 2 ผู้ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐานของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย (มท.) และระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ (MSO – LOGBOOK) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) 0.74 ล้านราย

กลุ่มที่ 3 ผู้ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ มท.ได้สำรวจพบเพิ่มเติมในช่วงการลงทะเบียน 5.38 ล้านคน

ทั้งนี้ จะประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติทั่วประเทศ วันที่ 17 ก.ค.2569 ตั้งแต่เวลา 06.00 น.เป็นต้นไป ผ่านช่องทางหลัก 4 ช่องทาง 

1.เว็บไซต์ เว็บไซต์หลักของโครงการ คือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th หรือ https://welfare.mof.go.th

2.แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”

3.แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ”

4.หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ดังนี้ ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารเพื่อการเกษตรและ

สหกรณ์การเกษตร, ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต้องทำอย่างไรต่อ

1. โดยผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม จะสามารถเริ่มใช้สิทธิตามโครงการฯ ปี 2569 ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2569 เป็นต้นไป

2. ส่วนผู้ผ่านคุณสมบัติใหม่ จะต้องยืนยันตัวตน (e – KYC) ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ได้ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค.2569 – 12 ม.ค.2570 หรือหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่งหลักข้างต้น ได้ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค.2569 – 14 ต.ค.2569 จึงจะสามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ในวันที่ 1 ต.ค.2569 เป็นต้นไป

ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต้องทำอย่างไร

ยื่นขอทบทวนสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 17 – 31 กรกฎาคม 2569 ผ่าน 4 ช่องทาง เมื่อยื่นขอทบทวนสิทธิแล้ว ต้องติดต่อหน่วยตรวจสอบคุณสมบัติเพื่อแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569

จากนั้นเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติอีกครั้ง โดยจะประกาศผลการทบทวนสิทธิ์ในวันที่ 21 กันยายน 2569 ผ่าน 4 ช่องทางเช่นเดิม เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

จัดทัพสีกากีระอุ! ผบ.ตร.สั่งลั่นระฆังโยกย้าย เปิดบัญชี เหมาะ-ไม่เหมาะ เรียงแถวฝีมือ ชิงเก้าอี้นายพลปี 69

จัดทัพสีกากีระอุ! ผบ.ตร.สั่งลั่นระฆังโยกย้าย เปิดบัญชี เหมาะ-ไม่เหมาะ เรียงแถวฝีมือ ชิงเก้าอี้นายพลปี 69

จัดทัพสีกากีระอุ! ผบ.ตร.สั่งลั่นระฆังโยกย้าย เปิดบัญชี เหมาะ-ไม่เหมาะ เรียงแถวฝีมือ ชิงเก้าอี้นายพลปี 69

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.42 น.

จับตาศึกจัดทัพสีกากีระอุ! “ผบ.ตร.”สั่งลั่นระฆังโยกย้ายสีกากี เปิดบัญชี”เหมาะ-ไม่เหมาะ”เรียงแถวฝีมือ ชิงเก้าอี้นายพลปี 69 สะบัดปากกาเซ็นคำสั่งเดินเครื่องแต่งตั้ง”รอง ผบ.ตร.-ผบก.”วาระ 2569 สั่งจัดอันดับผู้เหมาะสมจาก”ความรู้ความสามารถมากที่สุดถึงน้อยที่สุด” พร้อมทบทวนบัญชีผู้ยังไม่เหมาะ บังคับโชว์ผลงานรูปธรรมที่เกิดจากการปฏิบัติด้วยตนเอง ก่อนส่งเข้าวงพิจารณาระดับ ตร.ขีดเส้นตายข้อมูล 3-10 ส.ค.นี้

16 กรกฎาคม 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.ได้ลงนามในหนังสือคำสั่งเป็นทึก ตร.ที่ 009.231/ว1917 ลงวันที่ 14 ก.ค.2569 มีใจความระบุว่า เรื่อง การคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ถึง รอง ผบ.ตร.และ จตช. , ผู้ช่วย ผบ.ตร.และ รอง จตช.เพื่อทราบ ผบช.และ จตร.(หน.จต.) หรือตำแหน่งเทียบเท่า ผบก.ในสังกัด สง.ผบ.ตร.หรือตำแหน่งเทียบเท่า ด้วย ตร.จะดำเนินการคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบ.ตร.และ จตช.ลงมาถึง ผบก.วาระประจำปี 2569 ซึ่งมีกระบวนการที่จะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 และกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2567 รวมถึงกฎหมายและระเบียบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น เพื่อให้การคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดังกล่าวเป็นไปด้วยความละเอียดรอบคอบตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง จึงให้หน่วยหรือหน่วยงานต่างๆ ดำเนินการ ดังนี้

1.การจัดทำข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น และข้อมูลผู้ที่ยังไม่เหมาะสมที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น (ถ้ามี) ให้พิจารณาดำเนินการ ดังนี้

(1.1) หน่วยงานหรือส่วนราชการที่มีระดับ ผบก.เป็นหัวหน้า ให้ ผบก.พิจารณาจัดทำข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น และข้อมูลผู้ที่ยังไม่เหมาะสมที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น (ถ้ามี) ของข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบก.เลื่อนเป็นระดับ ผบก.โดยการจัดทำข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นให้เรียงลำดับจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถสมควรพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นมากที่สุดลงไปจนถึงน้อยที่สุด แล้วส่งไปยังหน่วยหรือหน่วยงานเหนือขึ้นไปหนึ่งระดับตามสายการบังคับบัญชาภายใน 7 ส.ค.69 ในรูปแบบ ผนวก ก ผนวก ข ผนวก ค และ ผนวก ง แล้วแต่กรณี

(1.2) หน่วยหรือหน่วยงานที่มีระดับ ผบช.และ จตร.เป็นหันหัวหน้า ให้ ผบช.หรือ จตร.(หน.จต.) พิจารณาจัดทำข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น และข้อมูลผู้ที่ยังไม่เหมาะสมที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น (ถ้ามี) ของข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบช.และ รอง จตร.เลื่อนเป็นระดับ ผบช.และ จตร.สำหรับข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบก.เลื่อนเป็นระดับ ผบก.และระดับ ผบก.เลื่อนเป็นระดับ รอง ผบช.และ รอง จตร.ให้พิจารณาในรูปคณะกรรมการ โดยการจัดทำข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นให้เรียงลำดับจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถสมควรพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นมากที่สุดลงไปจนถึงน้อยที่สุด ในรูปแบบ ผนวก ก ผนวก ข ผนวก ค และ ผนวก ง แล้วแต่กรณีบันทึกข้อความ

ทั้งนี้ หากมีกรณีที่ได้รับข้อมูลผู้ที่ยังไม่เหมาะสมที่จะใด้รับการพิจารมาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นของข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบก.เลื่อนเป็นระดับ ผบก.จากหน่วยงานหรือส่วนราชการระดับ บก.ตามข้อ 1.1 ให้พิจารณาทบทวนข้อมูลผู้ที่ยังไม่เหมาะสมที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นถ้ามีความเห็นตรงกับหน่วยงานหรือส่วนราชการระดับ บก.ก็ให้เป็นที่ยติ แล้วจัดให้เป็นผู้ที่ยังไม่เหมาะสมที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นในรูปแบบผนวก ค และผนวก ง โดยระบุให้ชัดเจนว่าหน่วยหรือหน่วยงานระดับ ผบช.และ จตร.เป็นหัวหน้าได้ดำเนินการพิจารณาทบทวนจนเป็นที่ยุติแล้ว และหากมีความเห็นแตกต่างให้นำรายชื่อไปพิจารณารวมกับข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น และจัดส่งข้อมูลไปยัง ตร. (ผ่าน ทพ.) ภายใน 10 ส.ค.69

2.การจัดทำข้อมูลเสนอแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบช.และ รอง จตร.ลงมาถึง ผบก.ให้ บช.พิจารณาจัดทำข้อมูลเสนอแต่งตั้งในรูปแบบคณะกรรมการ โดยให้เสนอรายชื่อได้เฉพาะข้าราชการตำรวจในสังกัดเท่านั้น และให้เสนอแต่งตั้งข้าราชการตำรวจไปดำรงตำแหน่งที่ว่างให้ครบทุกตำแหน่ง หากพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีข้าราชการตำรวจรายใดเหมาะสมสำหรับตำแหน่งดังกล่าวให้ระบุเหตุผลโดยละเอียด และให้แต่ละ บช.จัดส่งข้อมูลเสนอแต่งตั้งข้าราชการตำรวจไปยัง ตร. (ผ่าน ทพ.) ภายใน 10 ส.ค.2569 ในรูปแบบผนวก จ และ ผนวก ฉ

3.ในการจัดทำข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น และข้อมูลผู้ที่ยังไม่เหมาะสมที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น (ถ้ามี) และข้อมูลเสนอแต่งตั้งข้าราชการดำรตำรวจ เนื่องจาก ตร.มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ 0009.221/ว1723 ลง 3 ก.ค.69 แจ้งเวียนแนวทางปฏิบัติในการเข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล รุ่นที่ 29 (รอบ ตุลาคม ปึงบประมาณ พ.ศ.2570) โดยหากมีกรณีข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบช.และ รอง จตร.ลงมาถึง รอง ผบก.ในสังกัดเข้าร่วมโครงการดังกล่าว และภายหลังมิได้ประสงค์จะถอนการลาออกจากราชการที่ได้ยื่นไว้แล้วตามรูปแบบ และภายในวัน เวลา ที่กำหนดไว้ (20 ก.ค.69)ในแนวทางการปฏิบัติในการเข้าร่วมโครงการข้างต้น มิต้องนำข้าราชการตำรวจรายดังกล่าวมาพิจารณาจัดทำข้อมูลตามข้อ 1 และ 2

4.การจัดทำผลการปฏิบัติงาน ข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบช.และ รอง จตร.ลงมาถึง รอง ผบก.ที่เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นระดับ ผบช.และ จตร.ลงมาถึง ผบก.ให้ดำเนินการจัดทำผลการปฏิบัติงานและบันทึกสรุปผลการปฏิบัติงานเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาจัดทำข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นตามข้อ 1 รวมถึงเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาคัดเลือกแต่งตั้งตั้งของคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ตร.ดังนี้

(4.1) ผลการปฏิบัติงานที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะผลงานดีเด่นที่เกิดจากการปฏิบัติด้วยตนเองตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งในระดับปัจจุบัน พร้อมรับรองความถูกต้องทุกหน้า ในรูปแบบแบบเอกสาร จำนวน 1 ชุด และไฟล์ PDF จำนวน 1 ไฟล์ ตั้งชื่อไฟล์ในรูปแบบ “ชื่อ นามสกุล (1)” ของข้าราชการตำรวจเจ้าของผลงานโดยไม่ต้องใส่ยศนำหน้า

(4.2) บันทึกสรุปผลการปฏิบัติงาน ตามข้อ 4.1 จำนวนไม่เกิน 3 หน้ากระดาษ (ขนาด A4) โดยใช้ตัวอักษรขนาด 16 พอยต์ พร้อมรับรองความถูกต้อง ในรูปแบบเอกสาร จำนวน 1 ชุด และไฟล์ PDF จำนวน 1 ไฟล์ ตั้งชื่อไฟล์ในรูปแบบ “ชื่อ นามสกุล (2)” ของช้าราชการตำรวจเจ้าของผลงานโดยไม่ต้องใส่ยศนำหน้าหน้า

(4.3) การจัดส่งผลการปฏิบัติงานและบันทึกสรุปผลการปฏิบัติงาน ตามข้อ 4.1 และข้อ 4.2 ให้ดำเนินการดังนี้ (4.3.1) ข้าราชการตำรวระดับ รอง ผบช.และ รอง จตร.ลงมาถึง รอง ผบก.ในสังกัดหน่วยและหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นระดับ ผบช.และ จตร.ลงมาถึง ผบก.ให้หน่วยและหน่วยงานระดับ บช.หรือ บก.รวบรวมแล้วจัดส่งข้อมูลในรูปแบบไฟล์ PDF ไปยัง ตร.(ผ่าน ทพ.)ทาง QR Code ที่แนบมาพร้อมนี้ ภายใน 3 ส.ค.69 สำหรับข้อมูลมูลในรูปแบบเอกสารให้หน่วยหรือหน่วยงานต้นสังกัดเก็บรักษาไว้

(4.3.2) ข้าราชการตำรวจหัวหน้าหน่วยงานระดับ ผบก.ในสังกัด สง.ผบ.ตร.และข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบช.และ รอง จตร.ลงมาถึง รอง ผบก.ซึ่งมิได้สังกัดหน่วยงานระดับ บก.หรือ บซ.ในสังกัด สง.ผบ.ตร.ที่ขึ้นตรงต่อ ผบ.ตร.ที่เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนเลื่อนตำแหน่งสูงสูงขึ้นระดับ ผบช.และ จตร.ลงมาถึง ผบก.ให้จัดส่งข้อมูลในรูปแบบเอกสารไปยัง ตร.(ผ่าน ทพ.) รวมถึงข้อมูลในรูปแบบไฟล์ PDFทาง QR Code ที่แนบมาพร้อมนี้ ภายใน 3 ส.ค.69

5.ในกรณีที่หน่วยหรือหน่วยงานมีข้อมูลอื่นๆ ที่เห็นว่าข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญอันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทางราชการหรือกรณีที่อาจจะส่งผลกระทบต่อหน่วยและหน่วยงาน ให้รายงานข้อมูลดังกล่าว เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาคัดเลือกแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ตร. โดยจัดส่งมายัง ตร.(ผ่าน ทพ.) ภายใน 10 ส.ค.69 จึงแจ้งมาเพื่อพิจารณาดำเนินการโดยเคร่งครัด “หนังสือคำสั่งดังกล่าวระบุ”

อนุทิน ลั่น กสถ. ฟันขรก.ท้องถิ่นโกงสอบ 3,621 คน ได้เลยไม่ต้องรอ นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ ก.กลาง

อนุทิน ลั่น กสถ. ฟันขรก.ท้องถิ่นโกงสอบ 3,621 คน ได้เลยไม่ต้องรอ นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ ก.กลาง

อนุทิน ลั่น กสถ. ฟันขรก.ท้องถิ่นโกงสอบ 3,621 คน ได้เลยไม่ต้องรอ นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ ก.กลาง

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.27 น.

อนุทิน ลั่น กสถ. ฟันขรก.ท้องถิ่นโกงสอบ 3,621 คน ได้เลยไม่ต้องรอ นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ ก.กลาง ย้ำทำอะไรไว้ต้องรับผิดชอบ

เมื่อวันที่ 16 ก.ค.2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะออกเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคมนี้ โดยเมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้ไปที่ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ที่มารอต้อนรับ

ขณะที่ นายนิรัตน์ ได้เข้ารายงานตัว ภายหลังนายกรัฐมนตรีได้เซ็นคำสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เพื่อตรวจสอบกรณีการทุจริตคะแนนสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

นายอนุทิน กล่าวว่า เมื่อเช้านี้ตนได้มีคำสั่งแต่งตั้งนายนิรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้ไปรักษาการราชการการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และให้มารายงานผลต่างๆ ซึ่งในวันพรุ่งนี้จะมีการประชุม คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ. โดยเน้นย้ำว่า หมายถึงกระทรวงมหาดไทย ไม่ใช่คณะกรรมการ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่า จากการตรวจสอบพบเหตุอะไรบ้าง ก็จะแจ้งให้กับกสถ. ที่มีหน้าที่ในการบริหารการสอบ ให้รับทราบและดำเนินการในขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่เขามีต่อไป

เมื่อถามว่าการประชุมดังกล่าว สามารถเพิกถอนข้าราชการชุดแรก โดยไม่ต้องรอนายกรัฐมนตรีกลับมาใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในกระบวนการจะถอด หรือ จะต่อ และอะไรทั้งสิ้น แต่ตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ต้องแจ้งไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องว่า ให้รับทราบว่ามันมีสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น ดังนั้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการครั้งนี้ จะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย อะไรที่ไม่ถูก เพราะต้องก็ต้องดำเนินคดี จะยกเลิกหรือจะทำอะไร ก็ต้องออกมา จากผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบ กฎหมายเขาออกแบบมาแล้ว อำนาจอาจจะอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย หากเป็นมท.1 สั่งการ ดำเนินการ ตัดสินใจเองได้ แต่กฎหมายท้องถิ่นล่าสุด เขาให้อำนาจนี้อยู่กับกรรมการชุดต่างๆ 

เมื่อถามว่ามีอะไรจะฝากไปถึงผู้ที่กระทำความผิดความ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ต้องถามนำ ทั้งหมดอยู่ที่การประชุม กสถ. ที่จะมีการประชุม

ส่วนที่มีคำถามว่า กสถ.รับผิดชอบอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ตามกฎหมาย ใครกระทำความผิดก็ต้องรับผิดชอบ ทำชอบก็รับชอบ ทำผิดก็รับผิด ยึดหลักนี้เป็นบรรทัดฐานไว้ก่อน

ทั้งผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามเพิ่มเติม แต่นายกรัฐมนตรี ยกข้อมือมาดูนาฬิกา แล้วบอกว่า “ ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ ประกาศครั้งสุดท้าย” ก่อนจะเดินออกจากวงสัมภาษณ์ และเข้าไปยังห้องรับรอง