บิ๊กเล็ก ต่อสาย เตีย เซรยฮา โวยทหารกัมพูชาไร้วินัยเผาป่า หวั่นกระทบกระทั่งบานปลาย

บิ๊กเล็ก ต่อสาย เตีย เซรยฮา โวยทหารกัมพูชาไร้วินัยเผาป่า หวั่นกระทบกระทั่งบานปลาย

บิ๊กเล็ก ต่อสาย เตีย เซรยฮา โวยทหารกัมพูชาไร้วินัยเผาป่า หวั่นกระทบกระทั่งบานปลาย

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.11 น.

“พล.อ.ณัฐพล” ต่อสาย “เตีย เซรยฮา” โวยทหารกัมพูชาไร้วินัยเผาป่า หวั่นกระทบกระทั่งบานปลาย ทั้งยังโกหกใส่ร้ายทหารไทย แนะกองทัพ สร้างรั้วถาวรบ้านคลองลึก-ทมอดา

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กองทัพอากาศ พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมสภากลาโหม ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีไฟไหม้ป่าเกิดขึ้น ว่า เรื่องนี้ไม่ได้มีการหารือในที่ประชุมสภากลาโหม แต่ตนได้ติดตามมาตลอด ตั้งแต่ต้นการเริ่มเผาครั้งแรก และได้ติดต่อไปยัง พลเอก เตีย เซรยฮา รัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา ว่าทหารกัมพูชาไม่มีวินัย มีการเผาป่าตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนไม่สบายใจ และแจ้ง รมว.กลาโหมกัมพูชาไปว่า เรื่องเดิมที่ไทยกังวลคือการวางทุ่นระเบิด ล่าสุดก็คือเรื่องทหารกัมพูชาเผาป่าตามแนวชายแดน ซึ่งอาจจะเกิดการกระทบกระทั่งกันได้ในที่สุด หากกัมพูชาคิดว่าจะแก้ปัญหาโดยสันติจริงๆ ไม่ควรทำวิธีนี้ เพราะถ้าไฟลุกลามมายังฝั่งไทยแล้ว อาจจะทำให้มีปัญหาบานปลายได้ แต่พบว่าเขาก็ยังทำอยู่ และได้ย้ำเตือนไปอีกครั้ง

นอกจากนี้ ยังมีกรณีทหารกัมพูชาชอบโกหก เฟกนิวส์ กล่าวหาทหารไทยกระทำต่อทหารกัมพูชา ล่าสุดที่กล่าวหาว่าทหารไทยไปยิงจนทำให้ทหารกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ ซึ่งตามหลักฐาน และด้วยสติปัญญาของวิญญูชน ดูออกว่าไม่ใช่แผลจากการยิง และได้เตือนไปทางฝ่ายกัมพูชาแล้ว

ส่วนเรื่องการสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา 798 กิโลเมตร เมื่อเราปฏิบัติการทางทหารครั้งล่าสุดแล้วเรายึดได้ เรามีความจำเป็นต้องยึดต่อไป เพราะทหารกัมพูชาส่วนใหญ่ที่ส่งมารอบนี้ไม่มีวินัย อาจจะรุกล้ำมาได้ ก็ต้องคงกำลังต่อไป แต่ก็ยอมรับความจริงว่าไม่สามารถคงกำลังอย่างนี้ตลอดไปได้ เพราะใช้งบประมาณจำนวนมาก จึงฝากให้คณะผู้บัญชาการทางทหาร พิจารณาว่าพื้นที่ใดต้องคงกำลังไว้ก็คงไว้ เพราะต้องรักษาพื้นที่ 

ส่วนพื้นที่ไหนที่มีการเข้าออกพลุกพล่าน อย่างเช่น บ้านคลองลึก จ.สระแก้ว , ทมอดา จ.ตราด อาจจำเป็นต้องสร้างรั้วถาวร ก็ต้องสร้าง ผสมกับรั้วอิเล็กทรอนิกส์ในบางพื้นที่ มีกล้องซีซีทีวีโดยรอบ ซึ่งเราพยายามประหยัดงบกองทัพให้มากที่สุด

ส่วนพื้นที่ไหนสามารถสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ ไม่ว่าจะจะเป็นภูมะเขือ จ.ศรีสะเกษ , ช่องอ้านม้า และช่องบก จ.อุบลราชธานี หรือสร้างเป็นอนุสรณ์สถาน เพื่อให้ประชาชนได้ไปท่องเที่ยว ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวตลอดเวลา จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ว่ามีฝ่ายเพื่อนบ้านมารุกรานหรือไม่ 

พร้อมกันนี้ หาที่ทำกินให้กับทหารผ่านศึก ในลักษณะหมู่บ้านป้องกันตัวเองชายแดน ซึ่งทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็เห็นชอบด้วย 

ซึ่งหากทำครบทั้ง 5 ด้าน นี้ก็สามารถถอนกำลังออกมาได้

ไม่ได้โดนหลอกใช้! ‘หยก’ ร่ายยาว โต้นักเขียนดัง

ไม่ได้โดนหลอกใช้! 'หยก' ร่ายยาว โต้นักเขียนดัง

ไม่ได้โดนหลอกใช้! ‘หยก’ ร่ายยาว โต้นักเขียนดัง

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.10 น.

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณี นายปฏิพล อภิญญาณกุล นักเขียนชื่อดัง โพสต์ข้อความ ถึงกรณี หยก นั้น

ล่าสุด หยก ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Yok Phalanchai พร้อม แท็กชื่อเฟซบุ๊ก Padipon Apinyanku นายปฏิพล อภิญญาณกุล ว่า หากมองไม่เห็นว่าบิดเบือนตรงไหนก็ขอแจงที่บิดเบือนทั้งหมดโดยคร่าวๆ 12 ประการ

ประการที่ 1: เกือบชิบหายเพราะกลุ่มส้ม และหลุดพ้นมาด้วยตนเอง

ตอบ : ไม่ได้หลุดพ้นและไม่ได้รู้สึกเกือบชิบหายเพราะไม่ได้ติดบ่วงติดกลหรือโดนหลอกใช้ใดๆทั้งสิ้น

ประการที่ 2: หลังจากชีวิตการเรียนที่ผ่านมาในระดับมัธยมปลาย เคยมีปัญหากับอุดมการณ์สามนิ้ว

อุดมการณ์ที่เธอหลงเชื่อคำยุยง ปลุกปั่น . เธอเกือบถูกใช้เป็นอาวุธ เพื่อห้ำหั่นสังคมไทย โดยมีผู้ใหญ่ในชุดสีส้มอยู่เบื้องหลัง

ตอบ : ไม่มีใครอยู่เบื้องหลังทุกอย่างที่หยกทำเป็นความคิดความตั้งใจเจตนารมย์ของหยกเอง

ประการที่ 3  : ตอนนั้นอายุเธอยังน้อย เธอเคยเป็นเด็กนักเรียนที่เรียนดี แต่งตัวเรียบร้อย พอมาเข้าแก็งทะลุวัง . มีร้อยก็เรียบทั้งร้อย จากเด็กดีก็มาเป็นเด็กเอาแต่ใจ

ตอบ : เรียนปานกลางมาตลอด สู้ถกเถียงเรื่องเล็กๆน้อยกับอาจารย์มาตลอดตั้งแต่รองเท้าผ้าใบสีดำใส่ไปโรงเรียนแทนรองเท้านักเรียน หรือ ห้องเรียนบังคับให้ซื้อดอกมะลิวันแม่ เอาแต่ใจตั้งแต่เด็กอยู่แล้วแต่เพราะความเอาแต่ใจนี่ละจึงไม่ถูกใครชักจูงเพราะทำตามหัวใจตัวเองไม่ได้ทำตามใคร ไม่เคยเคลื่อนไหวในนามทะลุวังเคยเคลื่อนไหวในนามกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ก่อนจะผันมาเป็นนักกิจกรรมอิสระในตอนนั้น

ประการที่ 4 : เวลานั้นหยก เพิ่งอายุ 14 ปีนิด ๆ  ติดร่างแหในการหมิ่นประมาท ต้องคดี ม. 112 . อันมาจากการโยนข้อมูลหลอกลวงของคนกลุ่มหนึ่ง

ตอบ : หยกเป็นคนชอบศึกษาประวัติศาสตร์ชอบคิดวิเคราะห์โดยนิสัยเป็นพื้นฐาน ไม่มีใครชักจูงหยก หากมีคนชักจูง คงร้องขอให้ประกันตัวตั้งนานแล้วไม่ทนติดโควิดไม่ได้การรักษา ไม่ทนผิวพัง ไม่ทนถูกจำกัดอิสระภาพ ที่ผ่านมาหยกสู้ด้วยอุดมการณ์แล้วสู้ด้วยตัวเองมาตลอดแต่ขอบคุณเพื่อนร่วมทางและพี่น้องประชาชนที่คอยซัพพอรต์กำลังใจและอาหารในยามที่หยกลำบาก

ประการที่ 5 : ครั้นออกมาจากบ้านปราณี เธอสอบเข้า ม.4 สายศิลป์จีน ได้ลำดับที่ 1 ของโรงเรียนเตรียมอุดมพัฒนาการ .. 
ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พื้นฐานเธอตั้งแต่ประถม จนถึง ม.3 เธอเรียนเก่ง  แต่เธอหลงทาง 

ตอบ : สอบและผลสอบของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการประกาศก่อนเข้าบ้านปราณี สอบได้ที่ 8 เคยพูดในรายการDaily Topic แล้ว
เรียนพอใช้ และ ไม่เคยหลงทาง พื้นฐานดี ตอนอนุบาล 2เรียน International School อนุบาล 3จนจบประถมศึกษาเรียน English Program 

ประการที่ 6 : มีเสียงชื่นชมจากกลุ่มแก็งสีส้มเคลือบคาราเมล ทำให้เธอเข้าใจผิดว่า การทำเช่นนั้นของเธอ จะทำให้กลายเป็นวีรสตรี

เธอต่อต้านสังคม ย้อมผมสีชมพู เรียกร้องให้แต่งตัวไปรเวทไปเรียนได้ – หยกไม่ยอมปฏิบัติตามกฎระเบียบใด ๆ ทั้งการมอบตัวและอื่น ๆ

หยกไม่รู้ว่า เธอกำลังกลายเป็นกลุ่มเรดการ์ด แบบเยาวชนจีน . ที่ถูกยืมมือออกมาอาละวาด จนแผ่นดินวุ่นวายไปทั่ว . 

เรดการ์ด จบลงด้วยติดคุก และถูกสาปแช่ง

ทุกคนในแก็งสีส้ม ต่างพากันบอกว่า การแสดงออกของหยกคือ สิทธิของเธอ

เธอปีนรั้วโรงเรียน ขวางรถบัสที่จะไปทัศนศึกษาของเพื่อนร่วมชั้น

เธอรักษาสิทธิของเธอ – แต่เธอ “ละเลย” ที่จะเคารพสิทธิคนอื่น

ตอบ : ปฎิบัติตามการมอบตัวค่ะ ไปมอบตัววันศุกร์ที่19 พอดี หลังออกสถานพินิจ 1วัน ไปมอบตัวที่โรงเรียนเลย แล้ววันโรงเรียนก็เอาตำรวจมาด้วยงงมาก ไม่เคยหลงระเริงกับคำชมและไม่ได้เสีย

ประสาทกับคำด่า ฝั่งส้มก็ด่าและวิจารณ์หยกเช่นกัน ไม่เคยคิดอยากเป็นวีรสตรีอยากเด่นอยากดัง ก่อนติดคุกพูดด้วยซ้ำค่ะ ว่าไม่ต้องจำหยกหรอก จำสิ่งหลักการและเหตุผลก็พอ 
ถ้าหากไม่เคารพสิทธิผู้อื่นคงไลฟ์สดแล้วติดหน้าเพื่อนไปแล้ว ในชั้นเรียน อาจารย์เคยวัดกระแสเพื่อนอยากใส่ไปรเวทไหม ปรากฎว่ายกมือกันเยอะมาก

ประการที่ 7 : และแล้ว . สิ่งที่หยกทำมาทั้งหมด ก็จบลง จากการตัดสินใจของตนเอง

ในวันที่ 25 มีนาคม 2567 หยกโพสต์เฟซบุ๊กว่า

“ยุติการเป็นนักกิจกรรมทางการเมืองแล้วค่า อยู่กับที่บ้านเรียบร้อย สนับสนุนวงการดนตรีและกศน.”

(กศน. คือการศึกษานอกโรงเรียน)

หยก เลิกออกมาประท้วงหรือแสดงออกใด ๆ และเข้าศึกษาในระบบ “การศึกษานอกโรงเรียน” จนจบระดับเทียบมัธยมปลาย

ตอบ : มันไม่จบเพราะสิ่งที่หยกทำ มันได้เกิดขึ้นแล้ว ที่ผ่านมาก็ตัดสินใจด้วยตัวเองตลอด 

ใช้คำว่ายุติการเป็นนักกิจกรรม

 หมายถึงการจบลงทั้งชั่วคราวหรือถาวรก็ได้ 

ที่ผ่านมาหยกได้แสดงออกแสดงความคิดผ่านเฟสบุ๊ค(เก่า)ไอจีตัวเองตลอด ใดๆยุติเพราะว่าเบื่อที่คนจดจำแต่ภาพเดิมๆวุ่นวายชีวิตส่วนตัวจนเกินไป

ประการที่ 8 : หยก เป็นตัวอย่างของคนหลงผิด และคนรู้จักกลับตัว .. ซึ่งน้อยคนนักที่จะทำได้

ตอบ : หยก ไม่เคยหลงผิด ไม่เคยติดบ่วงไม่เคยกลับตัว

ประการที่ 9: ไม่มีใครมาช่วยหยกได้เลย ในยามที่หยกมีปัญหา , ไม่มีใครจ้างงานหยกแน่ ถ้าหยกไม่จบการศึกษาในระดับที่ดี

ตอบ : ช่วยตัวเองค่ะ ถ้าจนปัญญาก็ขอความช่วยเหลือญาติสนิทมิตรสหาย ไม่ได้แคร์เรื่องงานค่ะ มีไอเดียเต็มหัว ยังไงสุดท้ายหยกก็เป็นลูกเป็นหลานคนเดียว ที่บ้านส่งคาดหวังให้มีความสุขกับ

ตัวเองไม่ได้ส่งเสียเพื่อให้เป็นเสาหลักของบ้าน

ประการที่ 10 : หยกคงเห็นแล้วว่า ..

ไม่มีลูกหรือเมียของพวกผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังม็อบต่าง ๆ  ออกมาเคลื่อนไหว ชูนิ้ว ด่าสถาบัน ให้ถูกจับดำเนินคดี

พวกเขาคงเปิดไวน์คุยกันกับลูกเมียว่า “มีแต่คนฉลาดเท่านั้น ถึงหลอกใช้ให้คนอื่นไปติดคุกแทน”

ลูก ๆ ของพวกผู้ใหญ่เหล่านั้น คงมองดูกลุ่มที่ถูกดำเนินคดี ม.112 ด้วยความตลกและสมเพช . 

พวกนั้นอยู่ในคุก  ลูก ๆ ฉันเดินเล่นอยู่ต่างประเทศ

ตอบ : ไม่ได้สนใจใครอื่นเพราะสู้ด้วยตัวเองมาโดยตลอดมีจุดยืนมีแนวคิดเป็นของตัวเอง 

ไม่มีใครเป็นเบื้องหลังใดๆทั้งสิ้น

หากอยากไปต่างประเทศก็แค่ซื้อตั๋วไปเที่ยวจะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นทำไมกัน

ประการที่ 11 : หยก หลุดพ้นได้ ด้วยสำนึกในอนาคตของหยกเอง 

ตอบ : ไม่เคยหลุดพ้นเพราะไม่เคยติดบ่วงใดๆ ไม่เคยสำนึก เพราะรู้จักตัวเองว่าทำไปเพราะอะไร ในขณะนั้นมี emotions แบบนั้นเพราะอะไร มีอะไรต้องปรับแก้พัฒนาจริงๆไหม

ประการที่ 12 : ขอให้อนาคตหนูหยก จงก้าวด้วยขาที่แข็งแรง ใช้ความผิดพลาดในอดีต ไตร่ตรองตน . อย่าเป็นเหยื่อของใครได้อีก

หยก จะเป็นหยกได้ ต้องรู้จักเจียระไน จึงจะมีค่า

อย่าเป็นดินเหนียวไร้ค่า ให้ผู้อื่นเอามาปั้นเล่น

ขอให้โชคดี ในเส้นทางอนาคตนะครับ

ตอบ : ที่ผ่านมาก้าวด้วยขาที่แข็งแรง ด้วยใจและสมองของตัวเองมาโดยตลอด

ในภาพรวมไม่เคยรู้สึกว่าที่ทำเกี่ยวกับการเมืองมาผิดพลาดใดๆเลย หรือถ้าพลาดในบ้างเรื่องก็แค่ปรับปรุง

ไม่เคยเป็นเหยื่อของใครยืนยันมาโดยตลอด

หยกน่ะมันมีค่าในตัวเองอยู่แล้ว คนเอามาปรุงแต่งเองแล้วหากเจียระไนพลาดมันก็จะหมดคุณค่าทันที แต่ลองก็ไม่เสียหาย แต่ใดๆหยกก็คือหยกมันมีคุณค่าในตัวมันเอง  

เวลาใครบอกตัวหยกไม่มีค่า หยกก็มองดูรอยสักที่ตัวก่อน แต่ละลายมีค่าทั้งนั้น55555

ดินเหนียวเองก็มีคุณค่าในแบบของมัน การปั่นเล่นก็เสริมสร้างกล้ามเนื้อทักษะจินตนาการ แต่เข้าใจที่สื่อความหมายให้คนปั้นเล่น แต่ใดๆสิ่งที่ผู้เขียนทำก็พยายามนำเรื่องหยกไปปั้นปรุงแต่งเอง

โดยใช้ความคิดตนเป็นหลักและชักจูงให้ผู้อ่านเห็นว่า พลาด ผิด 

โชคก็เหมือนความสุขเราสามารถสร้างมันได้ด้วยตัวเอง ชีวิตมนุษย์ล้วนเต็มไปด้วยความทุกข์แต่ความสุขเราสร้างขึ้นเองได้

เช่นเรามีเพื่อนน้อยแต่เป็นเพื่อนที่ดีเราก็สามารถคิดได้ว่า โชคดีจังที่เรานั้นมรกัลยามิตรที่ดี ถึงจะมีจำนวนไม่มากแต่คุณภาพนั้นย่อมสำคัญกว่าจำนวน

จากคูหาสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ‘4 สูตร คำตัดสิน’ คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

จากคูหาสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ‘4 สูตร คำตัดสิน’ คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

จากคูหาสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ‘4 สูตร คำตัดสิน’ คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.16 น.

การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ข้อถกเถียงเรื่องบาร์โค้ดในบัตรบัญชีรายชื่อ และ QR Code ในบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ยังไม่ปิดฉาก เสียงตั้งคำถามค่อย ๆ ขยับจากวงสนทนาทางการเมือง ไปสู่กระบวนการตามกฎหมาย

มีผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบว่าการออกแบบบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและ QR Code นั้น กระทบหลักการลงคะแนนลับตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ประเด็นนี้จึงเข้าสู่ขั้นตอนพิจารณาอย่างเป็นทางการ

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งถูกขอให้ชี้แจงรายละเอียด ทั้งในเรื่องวัตถุประสงค์ของบาร์โค้ดและ QR Code วิธีจัดเก็บต้นขั้วบัตร ตลอดจนกระบวนการควบคุมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

เดิมกำหนดให้ส่งข้อมูลภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ต่อมามีการขอขยายเวลา ผู้ตรวจการแผ่นดินอนุญาตให้ถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 โดยย้ำว่าหลังจากนั้นจะพิจารณาจากพยานหลักฐานที่ปรากฏ หากเห็นว่ามีประเด็นต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ก็จะดำเนินการตามขั้นตอน

เส้นตายวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 จึงกลายเป็นจุดสำคัญ เพราะอาจเป็นก้าวสุดท้ายก่อนเรื่องจะถูกส่งต่อถึงศาลรัฐธรรมนูญ

คำถามที่รอคำตอบมีเพียงข้อเดียว บาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ทำให้การลงคะแนน “ไม่ลับ” ตามความหมายของกฎหมายหรือไม่

หากผู้ตรวจการแผ่นดินส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แนวทางคำวินิจฉัยที่ถูกประเมินกันมี 4 สูตร

สูตรแรก ศาลไม่รับคำร้อง เห็นว่าไม่เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญหรือไม่มีมูลเพียงพอ แนวทางนี้ถูกพูดถึงอยู่บ้าง แต่หลายฝ่ายมองว่าน้ำหนักไม่มากนัก เพราะประเด็นเกี่ยวข้องกับหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้ง

สูตรที่สอง ศาลรับคำร้อง และวินิจฉัยว่าการมีบาร์โค้ดและ QR Code ไม่ได้กระทบหลักการลงคะแนนลับ การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ยังคงชอบด้วยกฎหมาย

สูตรที่สาม ศาลรับคำร้อง และเห็นว่ามีจุดที่ควรปรับปรุงในระบบหรือขั้นตอนการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องเพิกถอนการเลือกตั้ง

สูตรที่สี่ ศาลรับคำร้อง และวินิจฉัยว่าการออกแบบบัตรเลือกตั้งขัดต่อหลักการลงคะแนนลับ หากเป็นเช่นนั้น อาจนำไปสู่การเพิกถอนการเลือกตั้งทั้งหมดหรือบางส่วน

ทั้ง 4 สูตรสะท้อนมุมมองทางกฎหมายที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าศาลจะให้น้ำหนักกับประเด็นใดเป็นหลัก

ข้อถกเถียงจำนวนมากวนอยู่กับคำว่า “ในทางทฤษฎี”

ผู้ตั้งข้อสงสัยมองว่า เมื่อบัตรมีบาร์โค้ด มี QR Code และมีต้นขั้วบัตรที่เก็บลำดับไว้ครบถ้วน หากนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบกัน ก็อาจเชื่อมโยงไปถึงตัวผู้ใช้สิทธิได้

แนวคิดเช่นนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า สามารถเข้าถึงเอกสารทุกส่วน และนำมาประกบกันได้โดยไม่มีข้อจำกัด

แต่ในทางปฏิบัติ การจะเปิดหีบบัตรต้องมีอำนาจตามกฎหมายรองรับ ต้องมีเหตุผลที่ตรวจสอบได้ และต้องดำเนินการต่อหน้าคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง การเปิดหีบไม่ใช่เรื่องที่สั่งการกันได้ตามอำเภอใจ

ต้นขั้วบัตร รายชื่อผู้มาใช้สิทธิ และบัตรที่อยู่ในหีบ ถูกเก็บอยู่ต่างขั้นตอน ต่างความรับผิดชอบ การนำข้อมูลแต่ละส่วนมารวมกันต้องผ่านหลายชั้น และต้องมีฐานกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน

จนถึงเวลานี้ ยังไม่มีข้อมูลปรากฏว่ามีกรณีใดที่สามารถใช้บาร์โค้ดหรือ QR Code ระบุตัวผู้ใช้สิทธิได้จริง

คำถามจึงกลับมาอยู่ที่น้ำหนักของข้อกล่าวหา ความเป็นไปได้ในทางทฤษฎี เพียงพอหรือไม่ที่จะถือว่าหลักการลงคะแนนลับถูกกระทบจนถึงขั้นต้องเพิกถอนการเลือกตั้ง

เมื่อมองในกรอบรัฐธรรมนูญ หลักการลงคะแนนลับถูกกำหนดไว้ชัดเจน แต่ไม่ได้อธิบายรายละเอียดเชิงเทคนิคว่าห้ามมีรหัสหรือสัญลักษณ์ใดบนบัตร

ศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องพิจารณาว่า การมีบาร์โค้ดและ QR Code เป็นเพียงเครื่องมือบริหารจัดการ เช่น ควบคุมจำนวนบัตร ป้องกันการปลอมแปลง และติดตามการกระจายบัตร หรือเป็นโครงสร้างที่เปิดช่องให้ละเมิดความลับได้

มาตรฐานที่ใช้วัดตรงนี้มีความสำคัญ หากมองในระดับความเป็นไปได้สูงสุดทุกระบบอาจตั้งข้อสงสัยได้ แต่หากดูจากกลไกที่มีอยู่จริง ตั้งแต่การแยกเก็บข้อมูล การควบคุมต้นขั้ว การเปิดหีบภายใต้คำสั่งตามกฎหมาย น้ำหนักของข้อกล่าวหาอาจต่างออกไป

ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่คำว่าบาร์โค้ดหรือ QR Code เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงสร้างของระบบทั้งชุด ว่าให้หลักประกันเพียงพอต่อการคุ้มครองความลับหรือไม่

การตีความในจุดนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของคดี

เส้นตายวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 คือจุดที่ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจะถูกรวบรวมครบถ้วน ก่อนผู้ตรวจการแผ่นดินตัดสินใจว่าจะส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

หากคำร้องถูกส่งต่อ กระบวนการวินิจฉัยจะเริ่มต้น และ 4 สูตรความเป็นไปได้ที่ถูกพูดถึงก็จะถูกกลั่นกรองเหลือเพียง 1 คำตัดสิน

คำตัดสินนั้นจะตอบชัดว่า การมีบาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้งครั้งนี้ กระทบหลักการลงคะแนนลับถึงระดับใด

หากศาลเห็นว่ากลไกที่มีอยู่ยังคุ้มครองความลับได้ตามมาตรฐานของกฎหมาย การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ก็จะยังคงสถานะโดยไม่ต้องเพิกถอน

หากศาลเห็นต่าง แนวทางเพิกถอนการเลือกตั้งก็อาจถูกหยิบขึ้นมาพิจารณา

จากคูหาเลือกตั้งสู่ศาลรัฐธรรมนูญ เส้นทางของคดีเดินมาถึงช่วงหัวเลี้ยวสำคัญแล้ว และคำวินิจฉัยจะเป็นจุดสรุปว่า ข้อถกเถียงเรื่องบาร์โค้ดและ QR Code ในครั้งนี้ มีน้ำหนักเพียงใดในทางกฎหมาย และส่งผลต่อสถานะของการเลือกตั้งอย่างไร.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

จับตา กกต. ประชุมประจำสัปดาห์บ่ายนี้ ถกปมบัตรเลือกตั้ง

จับตา กกต. ประชุมประจำสัปดาห์บ่ายนี้ ถกปมบัตรเลือกตั้ง

จับตา กกต. ประชุมประจำสัปดาห์บ่ายนี้ ถกปมบัตรเลือกตั้ง

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.05 น.

จับตา กกต. ประชุมประจำสัปดาห์ ถกปมบัตรเลือกตั้ง

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  มีการประชุมใหญ่ประจำสัปดาห์  ซึ่งจะเริ่มในช่วงบ่ายวันนี้   โดยมีนายณรงค์  กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง  เป็นประธานการประชุม คาดว่าวาระสำคัญในการพิจารณาความคืบหน้าการประกาศผลคะแนนลงคะแนน สส.และออกเสียงประชามติใหม่  หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตที่ 15 คันนายาว และนับคะแนนใหม่ หน่วยที่ 10 เขตที่ 15 คันนายาว กรุงเทพมหานคร   และการลงคะแนนใหม่ที่ จ.น่าน 1 หน่วยเลือกตั้ง และ จ.อุดรธานี 2 หน่วยเลือกตั้ง  รวมถึงอาจจะมีการพิจารณาถึงประเด็นข้อถกเถียงของสังคมเรื่องบัตรเลือกตั้งที่ใช้ลงคะแนนใหม่ ซึ่งมีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ปรากฏว่าบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ บริเวณด้านล่างบัตรยังคงมีการพิมพ์บาร์โคดเช่นเดิม แต่ไม่ปรากฏหมายเลขต้นขั้วบัตรเลือกตั้งเหมือนการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 1 และ 8 ก.พ.69  รวมถึงความคืบหน้าการประกาศคะแนน และประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง
 
สำหรับบัตรเลือกตั้งที่ใช้ลงคะแนนใหม่นั้น  มีรายงานจากวงในสำนักงาน กกต.พบว่าบัตรเลือกตั้งที่ใช้ลงคะแนนใหม่นั้น มีการจัดพิมพ์ใหม่ เป็นไปตามระเบียบกกต.เนื่อง จากบัตรที่เหลือจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. นั้น ถูกเจาะทำลายหมดแล้วเป็นไปตามแนวระเบียบทุกครั้งที่การเลือกตั้งเสร็จสิ้น ซึงก็ได้มีการพูดคุยกันถึงความพยายามที่จะตรวจสอบการบัตรเลือกตั้งที่ใช้สำหรับการลงคะแนนใหม่

อัษฎางค์ ชี้ตำนาน 18 ปี! จาก ผู้ค้ำบัลลังก์ สู่ เจ้าของบ้าน เนวิน-ภูมิใจไทย ผงาดกุมอำนาจรัฐ 2569

อัษฎางค์ ชี้ตำนาน 18 ปี! จาก ผู้ค้ำบัลลังก์ สู่ เจ้าของบ้าน เนวิน-ภูมิใจไทย ผงาดกุมอำนาจรัฐ 2569

อัษฎางค์ ชี้ตำนาน 18 ปี! จาก ผู้ค้ำบัลลังก์ สู่ เจ้าของบ้าน เนวิน-ภูมิใจไทย ผงาดกุมอำนาจรัฐ 2569

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.25 น.

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  ประวัติศาสตร์การเมือง: เนวิน ชิดชอบ จากเพื่อนเนวิน “ผู้ค้ำบัลลังก์” สู่ “เจ้าของบ้าน“ ภูมิใจไทย

ย้อนไปในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคพลังประชาชน ส่งผลให้เกิดสภาวะสุญญากาศทางการเมืองที่แต่ละฝ่ายต้องรีบชิงความได้เปรียบ ขั้วเพื่อไทย (เดิมคือพลังประชาชน) พยายามจะรวมเสียงเพื่อดัน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ขึ้นเป็นนายกฯ แต่ในขณะเดียวกัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ (เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น) ก็เริ่มปฏิบัติการเดินสายเจรจาลับทันที

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้นัดเจรจากับแกนนำกลุ่มต่างๆ ที่เคยร่วมรัฐบาลกับทักษิณ โดยเฉพาะ กลุ่มเพื่อนเนวิน (นำโดยนายเนวิน ชิดชอบ) และ กลุ่มพรรคร่วมอื่นๆ

การเจรจาคือการขอให้กลุ่มเหล่านี้ “สลับขั้ว” มายกมือโหวตให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ

มีรายงานว่าในคืนที่มีการเจรจา มีการโทรศัพท์เช็คชื่อ ส.ส. เป็นรายบุคคลเพื่อให้มั่นใจว่าเสียงจะพอสำหรับการพลิกขั้ว

จังหวะนี้เองที่เป็นบริบทของคำพูด “มันจบแล้วครับนาย” เมื่อทักษิณพยายามโทรมาล็อบบี้กลับ แต่นายเนวินเลือกข้างชัดเจนแล้ว

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร 15 ธันวาคม 2551 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับคะแนนเสียง 235 เสียง ชนะ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ที่ได้ 198 เสียง

กำเนิดพรรคภูมิใจไทย

หลังจากที่กลุ่ม “เพื่อนเนวิน” พลิกขั้วมาสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ช่วงปลายปี 2551 กลุ่มเพื่อนเนวินที่แยกตัวออกมา ได้รวมตัวกันตั้งเป็น “พรรคภูมิใจไทย”

อย่างเป็นทางการในเวลาต่อมา และนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล (บิดาของนายอนุทิน) ได้รับการตอบแทนสำคัญ โดยได้คุม “กระทรวงเกรดเอ” อย่างกระทรวงมหาดไทย ซึ่งนี่คือ “กล่องดวงใจ” ของ

การบริหารราชการแผ่นดิน

การได้คุมกระทรวงเกรดเอทำให้พรรคภูมิใจไทยสามารถแปรสภาพจากกลุ่มการเมือง ให้กลายเป็นพรรคการเมืองขนาดกลางที่เข้มแข็ง มีทั้งทุนและเครือข่ายหัวคะแนนที่แน่นปึ้ก จนกลายเป็น

ตัวแปรสำคัญ ที่ขาดไม่ได้ในการจัดตั้งรัฐบาลทุกสมัยต่อมาจนถึงปัจจุบัน

จาก “วันนั้น” (2551) สู่วันนี้ (2569)

เนวินในวันนั้นคือ “ผู้ถูกเลือก” ให้เป็นตัวแปร เขาเป็นเพียงหัวหน้ามุ้งการเมือง ที่มีงูเห่าในมือ 20-30 เสียง และเขาจำเป็นต้องพึ่งพา “ภาพลักษณ์” ของอภิสิทธิ์ เพื่อล้างมลทิน

อำนาจของเนวินวันนั้นคือ “อำนาจในการต่อรอง” ยังไม่ใช่คนกำหนดเกมหลักทั้งหมด

แต่วันนี้เขาอยู่ในบทบาท “ผู้กำหนดกติกา” ในฐานะ “ครูใหญ่” ที่ไม่ได้เป็นแค่หัวหน้ามุ้ง แต่เป็นเจ้าของสถาบันทางการเมือง

พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคขนาดใหญ่ วันนี้เนวินไม่ต้องง้อใครมาเป็นหน้าฉากอีกต่อไป

วันนั้น (2551) พันธมิตรเฉพาะกิจ ที่ทั้งคู่ต่างต้องการกันและกัน อภิสิทธิ์ต้องการเสียงเพื่อเป็นนายกฯ ส่วนเนวินต้องการอภิสิทธิ์ เป็นเกราะกำบังทางการเมือง

วันนี้ เนวิน (ผ่านร่างทรงในพรรค) คือ “เจ้าของอำนาจรัฐ” โดยสมบูรณ์ โดยไม่ต้องง้อใครมาเป็นหน้าฉากอีกต่อไป

อภิสิทธิ์ในฐานะ “เสาหลักแห่งมโนธรรม” ในยุคการเมืองเชิงผลประโยชน์ การที่คุณอภิสิทธิ์รักษาจุดยืนไว้ ทำให้เขา (และสิ่งที่เขาเป็นตัวแทน) ยังคงเป็น “ทางเลือก”

อภิสิทธิ์พิสูจน์แล้วว่าเขาเลือกที่จะรักษา “ระบอบ” (ประชาธิปไตยในอุดมคติ) มากกว่ารักษา “อำนาจของตัวเอง” ซึ่งในทางรัฐศาสตร์ นี่คือวิถีรัฐบุรุษ มากกว่านักเลือกตั้ง

วิถีอภิสิทธิ์ คือ “เข็มทิศ” ที่ชี้ทิศเหนือเสมอ แม้พายุจะแรงแค่ไหน เข็มทิศจะไม่แกว่ง เพื่อเตือนสติว่า “ทางที่ถูก” คือทางไหน

วิถีเนวิน-อนุทิน คือ “กัปตันเรือและช่างเครื่อง” ที่ยอมลดใบเรือ ยอมเปลี่ยนเส้นทาง หรือยอมทิ้งสัมภาระบางอย่าง เพื่อประคองเรือให้รอดจากพายุ และพาผู้โดยสาร (ประชาชน) ไปถึงฝั่งให้ได้

โดยไม่ยึดติดว่าต้องไปเส้นทางไหน ขอแค่ “ถึงเป้าหมายและรอดตาย”

ดังนั้น ในปี 2569 ที่ภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล หากมองในแง่บวก นี่คือชัยชนะของ “กลุ่มคนที่อาจจะเป็นสิ่งที่สังคมไทยในยุคนี้ต้องการมากที่สุด มากกว่าอุดมการณ์ ถ้าอ้างอิงจากผลการเลือกตั้ง

ขอบคุณ : เอ็ดดี้ อัษฎางค์

หยก โต้เดือด! ยันไม่ใช่ ทะลุวัง ฟาดพวกวิจารณ์นั่นแหละโหนตัวจริง

หยก โต้เดือด! ยันไม่ใช่ ทะลุวัง  ฟาดพวกวิจารณ์นั่นแหละโหนตัวจริง

หยก โต้เดือด! ยันไม่ใช่ ทะลุวัง ฟาดพวกวิจารณ์นั่นแหละโหนตัวจริง

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.50 น.

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณี นายปฏิพล อภิญญาณกุล นักเขียนชื่อดัง โพสต์ข้อความ ถึงกรณี หยก นั้น อ่านข่าว

ล่าสุด นายปฏิพล อภิญญาณกุล นักเขียนชื่อดัง ก็ได้ออกมาโพสต์อีกว่า ผมขออนุญาต ลงคอมเมนต์ของน้องหยกนะครับ

น้องหยก เข้ามาคอมเมนต์ครับ ว่าสิ่งที่ผมเขียนว่าไม่เป็นความจริง ?…

ผมเขียนชมหยก ว่าสามารถ “หลุดออก” จากวงจร ที่ใช้ตัวแทนเด็กปั่นป่วนสถาบันและสังคม นั้นเขียนชมอย่างจริงใจครับ 

ผมยินดีที่หยกหลุดพ้น ได้เติบโตในเส้นทางที่ดี  ถ้าไม่ลงในสิ่งที่หยกเขียนบอกมา ก็เท่ากับไม่ให้พื้นที่กับหยก

ผมเล่าอดีตของหยก ก็ไม่เคยเล่าเกินเพื่อให้ร้าย แต่เล่าให้เห็นถึงวิบากที่ต้องเผชิญในวัยหนึ่ง จนปัจจุบันได้งดทำกิจกรรมที่สุ่มเสี่ยงนั้นได้ . ผมจึงชมว่าน้องเก่งนะ เป็นกำลังใจให้ด้วย

บทความผมเพียงแต่ไม่เห็นด้วยกับคนบางกลุ่ม กับวิธีที่ใช้น้อง . น้องบริสุทธิ์ในความคิด

หยกบอกว่า เธอไม่ใช่ทะลุวัง . หลังออกจากกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ เธอก็คือนักกิจกรรมอิสระ มีแต่พวกสื่อต่าง ๆ ป้ายสีให้เป็นทะลุวัง ..

(สื่อต่าง ๆ คงเห็นน้องเคลื่อนไหวอยู่กับผู้หญิงจากกลุ่มทะลุวัง จึงให้ฉายาทะลุวังไปด้วย)

ผมก็ไม่รู้จะบิดเบือนป้ายสีหยกทำไม เรื่องราวอดีตของหยกมันปรากฏไปทั่วสื่อ และในเวลานี้ผมมีความรู้สึกยินดีอยู่ในใจ ที่หยกจะกำลังได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย

หยกบอกว่า พรรคส้มไม่ได้โหนหยก พวกคุณนั่นแหละที่โหน – ผมลงให้แล้วนะครับ

ผมเองก็ไม่ได้โหนหยก เพราะอยู่ดี ๆ จะหยิบเอาเรื่องหยกขึ้นมาเขียนทำไม . มีประวัติศาสตร์มากมายที่อยากจะเขียนมากกว่า

แต่ที่หยิบมาเขียน ก็อย่างที่บอก ชื่นชมในการพยายามเรียนต่อ ทั้ง ๆ ที่ในอดีตล้วนมีอุปสรรคปัญหามากมาย

บทความที่เขียนถึงหยกทั้งหมด ค่อย ๆ อ่านนะครับ ผมเขียนอย่างยกย่องชื่นชมครับ และทุกคนที่อ่านก็ชื่นชมให้กำลังใจเหมือน ๆ กัน


ผมลงที่หยกเขียนคอมเมนต์ให้แล้วครับ

เรียนต่อไปจนถึงที่สุดของความอยากเรียนนะครับ

รบกวนทุกคนกรุณาอย่าคอมเมนต์ต่อว่าน้องด้วยวาจาที่ไม่ดีนะครับ

ต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ได้ก่อน! ‘สิริพงศ์’ ยันรัฐบาลไม่ขึ้น VAT 10% ภายใน 2-3 ปีนี้แน่นอน

ต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ได้ก่อน!  ‘สิริพงศ์’ ยันรัฐบาลไม่ขึ้น VAT 10% ภายใน 2-3 ปีนี้แน่นอน

ต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ได้ก่อน! ‘สิริพงศ์’ ยันรัฐบาลไม่ขึ้น VAT 10% ภายใน 2-3 ปีนี้แน่นอน

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.33 น.

‘สิริพงศ์’ ยันไม่มีแนวคิดขึ้น VAT เป็น 10% ภายใน 2-3 ปีนี้แน่นอน ชี้นโยบายเร่งด่วน ต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจ ขึ้นมาจากหล่มให้ได้ก่อน ไม่ใช่มารีดภาษีประชาชน ขอเชื่อมั่นรัฐบาล 

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา เสนอปรับโครงสร้างภาษี โดยทยอยจัดเก็บ VAT ขึ้นเป็น 10%  และพูดถึง กรณีบริษัทเครดิตเรตติ้ง ที่มีมุมมอง และข้อเสนอต่อนโยบายการเงินการคลังของไทย จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลใหม่จ้องขึ้นภาษี หลังได้รับการเลือกตั้งว่า ขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง เนื่องจากรัฐบาลรู้ดีว่า ปีนี้เราต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจในหลายด้าน นโยบายของรัฐบาล คือต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ฟื้นขึ้นมาจากหล่มให้ได้ก่อน ดังนั้นเป้าหมายของรัฐบาล อันดับแรก คือการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ไม่ใช่การหารายได้เข้ารัฐจากการขึ้น VAT 

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมามีการพูดคุยถึงการสร้างเครดิต รองรับหน่วยงานต่างๆ ที่ประเมินเครดิตของไทยที่จะต้องมีการจัดเก็บรายได้เพิ่มเติม ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีการพูดคุยกัน แต่ไม่ใช่ในระยะเวลา 2-3 ปีนี้แน่นอน เนื่องจากจะต้องทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นก่อน ทั้งนี้เมื่อถึงเวลาที่ประชาชนคนไทย คิดว่าสภาพเศรษฐกิจดีแล้ว เติบโตแล้ว ที่ต้องพูดแบบนี้ เพราะจะโตเฉพาะตัวเลขไม่ได้ จะต้องมีเม็ดเงินที่กระจายไปถึงส่วนต่างๆ ด้วย หากประชาชนคนไทยรู้สึกว่าเศรษฐกิจดีแล้ว ช่วงเวลานั้นค่อยมาทบทวนการปรับให้เป็นไปตามขั้นตอน 

“ยืนยันว่าในระยะเวลาอันสั้น 2-3 ปีนี้  ไม่มีแน่นอน ขอให้เชื่อมั่นรัฐบาล โดยการนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และทีมเศรษฐกิจ” นายสิริพงศ์ กล่าว

จากสภาสู่ขั้วโลก ธรรมนัส ร่ายสัจธรรมน้ำต้มผัก ก่อนอวดเสื้อล้านสอง

จากสภาสู่ขั้วโลก ธรรมนัส ร่ายสัจธรรมน้ำต้มผัก ก่อนอวดเสื้อล้านสอง

จากสภาสู่ขั้วโลก ธรรมนัส ร่ายสัจธรรมน้ำต้มผัก ก่อนอวดเสื้อล้านสอง

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.51 น.

กลายเป็นมหากาพย์การเมืองไทยที่ร้อนแรงยิ่งกว่าแสงเหนือ เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ออกมาขยับเขยื้อนไทม์ไลน์โซเชียลทั้งในมุมดุเดือดและไลฟ์สไตล์สุดหรู หลังจากกวาดที่นั่ง สส. ในสภาไปได้ถึง 56 ที่นั่ง จากศึกเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสดีลจัดตั้งรัฐบาลที่กำลังฝุ่นตลบ

ไฮไลท์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อ ร.อ.ธรรมนัส ได้ร่ายยาวถึง สัจธรรมการเมือง ผ่านโลกออนไลน์ หลังมีกระแสข่าวความพยายามบีบพรรคกล้าธรรมออกจากการร่วมรัฐบาล โดยเจ้าตัวเปรียบเปรยไว้อย่างเจ็บแสบว่า “ยามรักน้ำต้มผักก็ว่าหวาน” พร้อมส่งสัญญาณเตือนไปถึงขั้วอำนาจอื่นอย่างชัดเจนว่า หากใครคิดจะบีบพรรคกล้าธรรมให้ระวังจะถูกสวนกลับ เพราะการเมืองไม่มีคำว่าสวยงาม และตนไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งใด ๆ นอกจากนี้ ยังตอกย้ำความมั่นใจต่อคะแนนเสียงที่ได้รับ ด้วยโพสต์ตอบโต้ชาวเน็ตที่ตั้งข้อสงสัยในผลเลือกตั้งแบบสั้น ๆ แต่สั่นสะเทือน ว่า “ข้องใจ นับใหม่ได้ครับ พร้อมเสมอ”

ธรรมนัส

โพสต์ดังกล่าวทำเอาทั้งคนดังและชาวเน็ตแห่เข้ามากดไลก์และคอมเมนต์กันสนั่น เช่น

“คนจริงว่ะ เริ่ดเกิ้น”

“ต้องแบบนี้ครับ เฟี้ยวๆ”

“ย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่พะเยาทันมั๊ย”

“ดูไว้ สุชาติ ชมกลิ่น”

“ถ้าข้องใจเลือกตั้งใหม่ได้ไหมครับ พอดีช่วงนี้ช็อต”

ธรรมนัส

ขณะที่ความเคลื่อนไหวในคณะรัฐบาลรักษาการณ์ เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2569 ร.อ.ธรรมนัส ยังคงเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2569 ได้ร่วมงานเลี้ยงฉลองเทศกาลตรุษจีนตามคำเชิญของเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ส่วนเกมการเมืองฝั่ง อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แม้จะปิดดีลพรรคเล็กจนเสียงพุ่งแตะ 281 เสียง แต่ยังคงสงวนท่าทีเรื่องพรรคกล้าธรรม โดยระบุให้รอ กกต. รับรองผล ด้าน ไผ่ ลิกค์ มือขวาคนสนิท ยันชัดเจนว่าวันนี้ผู้กองไม่ยึดติดหัวโขนรัฐมนตรีแล้วและลั่นวาจาว่าเป็นฝ่ายค้านง่ายกว่าเลือกตั้งใหม่

ธรรมนัส

ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องดีลลับ ที่พยายามโดดเดี่ยวพรรคกล้าธรรมออกจากขั้วรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส ก็สยบทุกความเคลื่อนไหวด้วยการยืนยันกำหนดการเดิม ลัดฟ้ามุ่งสู่ยุโรปเมื่อคืนวันที่ 20 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา เพื่อพักผ่อนและล่าแสงเหนือที่ขั้วโลกเหนือตามที่ตั้งใจไว้ ทิ้งทวนวาทะสัจธรรมการเมืองชวนคิดอย่างยามรักน้ำต้มผักก็ว่าหวาน ให้เป็นปริศนาแก่เพื่อนร่วมรุ่น พร้อมย้ำชัดทิศทางพรรคว่าจะร่วมรัฐบาลหรือไม่ ต้องรอ กกต. รับรองผลการเลือกตั้งเสียก่อน

แต่ทันทีที่เจ้าตัวโชว์ภาพเช็กอินท่ามกลางแสงเหนือได้สำเร็จ โซเชียลกลับหลุดโฟกัสไปที่ชุดกันหนาวสุดจัดอย่าง NOCTA x Chrome Hearts ที่สวมใส่ ซึ่งชาวเน็ตสืบจนเจอราคาที่ทำเอาตาค้าง พุ่งสูงถึง 39,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1,210,559.80 บาท จนกลายเป็นไวรัลแซวสนั่นถึงความรวยระดับหลักล้าน และโยงกลับไปถึงวาทะในตำนานที่หลายคนคุ้นเคย

ธรรมนัส

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ธรรมนัส พรหมเผ่า

‘เทพไท’เฉลย ทำไม? กกต. พิมพ์บัตรเลือกตั้งใหม่ พบกันครึ่งทาง

'เทพไท'เฉลย ทำไม? กกต. พิมพ์บัตรเลือกตั้งใหม่ พบกันครึ่งทาง

‘เทพไท’เฉลย ทำไม? กกต. พิมพ์บัตรเลือกตั้งใหม่ พบกันครึ่งทาง

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.50 น.

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ว่า ทำไม??? กกต. พิมพ์บัตรเลือกตั้งใหม่

ก่อนหน้านี้มีการจับตาดูว่า การที่คณะกรรมการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้กำหนดให้มีการลงคะแนนใหม่ ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในระบบบัญชีรายชื่อ และระบบเขต รวมถึงการลงประชามติ ในพื้นที่เลือกตั้งบางหน่วย บางเขตว่า มีการใช้บัตรเลือกตั้งแบบใด เพราะใช้บัตรเลือกตั้งในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา มีการวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นจำนวนมากว่า

การพิมพ์คิวอาร์โค้ด หรือบาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง จะเป็นการเลือกตั้งที่ไม่เป็นความลับ จนทำให้การจับตาดูว่า ในการเลือกตั้งใหม่ครั้งนี้ กกต. จะใช้บัตรเลือกตั้วเดิม หรือบัตรเลือกตั้งใหม่ ถ้าใช้บัตรเลือกตั้งเดิม นั่นก็หมายความว่า กกต. ยังยืนยันว่าบัตรเลือกตั้งที่ใช้เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกต้อง จึงนำมาใช้อีกครั้ง แต่ในขณะเดียวกันเป็นการยืนยัน ถ้าหากว่ามีบาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง ทำให้บัตรไม่เป็นความลับ แสดงว่ากกต. ทำผิดซ้ำซาก หรือทำผิดซ้ำอีก

แต่ถ้าหาก กกต. พิมพ์บัตรเลือกตั้งใหม่ ใช้บัตรเลือกตั้งใหม่ลงคะแนนในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 แสดงให้เห็นว่า กกต. รู้ว่าบัตรเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ขัดรัฐธรรมนูญ เป็นการลงคะแนนที่ไม่เป็นความลับ เพราะมีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดลงไปด้วย จึงต้องใช้บัตรเลือกตั้งใหม่ โดยไม่มีการพิมพ์เครื่องหมายใดๆ เพื่อไม่ให้พิสูจน์ได้ว่า ผู้ลงคะแนนเป็นใคร และลงคะแนนอย่างไร

แต่ในที่สุดพบว่า การเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 กกต. ได้พิมพ์บัตรใหม่ ที่ต้นขั้วไม่มีรันนิ่งนัมเบอร์ หรือไม่มีเลขลำดับบัตร หรือเล่มของบัตร แต่ยังคงมีบาร์โค้ดอยู่ แสดงให้เห็นว่า กกต. ตัดสินแบบครึ่งทาง คือไม่มีตัวเลขในต้นขั้ว แต่ยังคงมีบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง ถือว่าเป็นการพบกันครึ่งทาง ซึ่งการแก้ปัญหาลักษณะเช่นนี้ เข้าใจได้ว่าสร้างความลำบากใจให้กับคณะกรรมการเลือกตั้ง หรือ กกต. เป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหนดี ข้างซ้ายก็เหว ข้างขวาก็เหว การจะตัดสินใจใช้บัตรใหม่ทั้งหมด ก็จะเป็นปัญหาทางข้อกฎหมาย จะใช้บัตรเดิมทั้งหมด ก็จะเป็นประเด็นทางข้อกฎหมายเช่นเดียวกัน

การแก้ปัญหาเช่นนี้ เรียกว่า “ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกั๊ก” คือไม่รู้จะไปทางไหนดี เจอทางตันไปทุกด้าน และการที่ กกต. กำหนดให้มีการพิมพ์บัตรเลือกตั้งใหม่เช่นนี้ ก็น่าจะเป็นประเด็นที่นำมาถกเถียง และวิพากษ์วิจารณ์กัน และจะนำไปสู่การพิสูจน์ว่า บัตรเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่มีทั้งคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด ลงในบัตรเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งเป็นความลับ ขัดรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งที่ผ่านมา จะเป็นโมฆะหรือไม่

ตัวละ 1.2 ล้าน ชาวเน็ต อ้าปากค้าง ธรรมนัส ใส่เสื้อดูแสงเขียว

ตัวละ 1.2 ล้าน ชาวเน็ต อ้าปากค้าง ธรรมนัส ใส่เสื้อดูแสงเขียว

ตัวละ 1.2 ล้าน ชาวเน็ต อ้าปากค้าง ธรรมนัส ใส่เสื้อดูแสงเขียว

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.25 น.

วานนี้ (22 ก.พ. 2569) กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์สนั่นโลกออนไลน์ข้ามคืน หลังจากที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้โพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นภาพขณะเช็กอินที่ขั้วโลกเหนือเพื่อล่าแสงเหนือได้สำเร็จ ซึ่งภาพดังกล่าวดึงดูดความสนใจจากชาวเน็ตจำนวนมากที่พากันเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อช็อตเด็ดของผู้กองธรรมนัสในครั้งนี้

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาไม่กี่นาทีความร้อนแรงได้ทวีคูณขึ้นเมื่อ ไอซ์ รักชนก ศรีนอก ได้เข้าไปคอมเมนต์ใต้โพสต์ดังกล่าวสั้น ๆ ว่า “หลับให้สบายค่ะ” ข้อความดังกล่าวส่งผลให้ชาวเน็ตจำนวนมากแห่เข้าไปแสดงความคิดเห็นต่อท้ายและแท็กหาเธออย่างล้นหลาม โดยมีทั้งคอมเมนต์ในเชิงสงสัยและหยิกแกมหยอก เช่น “Rip ครับ”, “กด fav. ไว้หรือเปล่า เม้นไวมาก”, “หยุดดิ้ io”, “มาแอบเป็น fc สิท่า” และ “Fc ตัวยงมาให้กำลังใจกันเหรอ”

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

ในขณะที่กระแสคอมเมนต์กำลังเดือดระอุ อีกประเด็นที่ชาวเน็ตตาดีหลุดโฟกัสไปไม่ได้เลยคือแฟชั่นขั้วโลกของ ร.อ.ธรรมนัส โดยเฉพาะเสื้อกันหนาวดีไซน์หรูที่สวมใส่ จนกลายเป็นที่ถกเถียงและขุดคุ้ยกันอย่างหนักถึงที่มาและราคา

ความจริงมาปรากฏชัดเมื่อชาวโซเชียลต่างสวมวิญญาณนักสืบจนพบราคาที่ทำให้ต้องตกตะลึง เพราะเสื้อแจ็คเก็ตตัวนี้มีราคาสูงถึง 39,000 ดอลลาร์ หรือตีเป็นเงินไทยกลม ๆ ประมาณ 1,210,560 บาท เรียกได้ว่าราคาแรงแซงทางโค้งแสงเหนือไปไกลเลยทีเดียว

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

ซึ่งเสื้อกันหนาวที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า คือเสื้อ Puffer Jacket จากคอลเลกชันสุดพิเศษที่เป็นการร่วมงานกันระหว่างแบรนด์ NOCTA (ของ Drake), Nike และแบรนด์ไฮเอนด์สายดาร์กอย่าง Chrome Hearts ตัวเสื้อใช้แพทเทิร์นของ Nike NOCTA Puffer รุ่นคลาสสิก แต่ถูกนำมาปรับโฉมใหม่โดย Chrome Hearts ลดลายเป็นลายพรางใบไม้ (Real Tree Camo) ผสมผสานกับสัญลักษณ์ “Cross Patch” หรือไม้กางเขนอันเป็นเอกลักษณ์ของ Chrome Hearts กระจายอยู่ทั่วตัวเสื้อ

จุดเด่นที่ทำให้ราคาสูงลิ่วเพราะเป็นงานฝีมือ และส่วนที่เป็นกางเขนทำจากหนังเกรดพรีเมียมเย็บด้วยมือทีละชิ้น ในส่วนของซิปและกระดุมของเสื้อรุ่นนี้มักจะผลิตจาก Sterling Silver (.925) ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของ Chrome Hearts

อีกทั้งเสื้อตัวนี้ไม่ได้วางขายทั่วไปตามห้างสรรพสินค้า แต่เป็นการผลิตจำนวนจำกัดมาก (Limited Edition) และมักจะจำหน่ายให้กับลูกค้าระดับ VVIP ของ Chrome Hearts หรือผ่านการสั่งทำพิเศษเท่านั้น

Drake (เจ้าของแบรนด์ NOCTA) มักจะสวมใส่เสื้อผ้าที่เป็นงาน Custom จาก Chrome Hearts อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งการร่วมงานครั้งนี้ถือเป็นการผสมผสานระหว่าง Sportswear ระดับโลก กับ Luxury Streetwear ที่มีความเป็นศิลปะสูง

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ธรรมนัส พรหมเผ่า, เฟซบุ๊ก ไอซ์ รักชนก ศรีนอก