อดีต กกต.ชวนจับตา! ตอนจบภาคสอง คดีปริศนาบัตรเลือกตั้งมรณะ

อดีต กกต.ชวนจับตา! ตอนจบภาคสอง คดีปริศนาบัตรเลือกตั้งมรณะ

อดีต กกต.ชวนจับตา! ตอนจบภาคสอง คดีปริศนาบัตรเลือกตั้งมรณะ

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.18 น.

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า จบครับ

นักสืบปัวโรท์ ดร.เรือบิน กับ โคนัน ธนารัตน์ เฉลยคดีปริศนาบัตรมรณะ เป็นที่เรียบร้อย

คดีนี้ แม้ กกต. พยายามซ่อนเร้น ลบตัวเลขในต้นขั้วบัตรทิ้ง แต่สองนักสืบ gen X ที่สกิลขั้นเทพยังทำให้ปรมาจารย์ baby boomer ได้อายทีเดียว

บัตรสีเขียวทุกใบที่ใช้ มี QR Code เหมือนเดิม สแกนแล้ว เจอความแตกต่างเป็นกลุ่มรหัส กลุ่มรหัสละไม่เกิน 20 ใบ เท่ากับจำนวนบัตรใน 1 เล่ม รหัส QR Code ในบัตรสีเขียวจึงไม่ใช่รหัสมรณะ เพราะโยงกลับได้แค่เล่ม

บัตรชมพูใหม่ ยังมี Bar Code อยู่ข้างใต้ แต่ต้นขั้วไม่มีหมายเลขบัตร หรืออาจมีแต่ใช้เทคโนโลยีพิมพ์ด้วยหมึกที่มองไม่เห็น ซึ่ง กกต. คิดว่า การไม่แสดงหมายเลขที่ต้นขั้วบัตร จะช่วยปิดบังอำพราง ไม่มีใครสืบย้อนกลับได้ว่า ใครเลือกใคร ดังนั้น การเลือกตั้งก็จะสุจริตและเที่ยงธรรม

สองนักสืบตามสแกนบัตรทุกใบตอนนับคะแนนพบว่า ทุกใบ มีรหัส Bar Code ที่ต่างกัน ถอดเป็นรหัส 9 หลัก ตัวแรกขึ้นต้นด้วย A ตามด้วยเลข 8 ตัว จึงเท่ากับเป็นหมายเลขบัตรแต่ละใบที่อาจพิมพ์ด้วยหมึกที่มองไม่เห็นที่ต้นขั้วบัตร

ส่วนการเฉลยว่าใครเลือกใครในหน่วยเลือกตั้งนี้ สองนักสืบไปไกลเกินกว่า กกต. อีกขั้น โดยไม่ง้อตัวเลขล่องหนที่ต้นขั้วแล้ว สามารถระบุได้เป๊ะ ๆ ว่า แต่ละคนที่มาใช้สิทธิทั้ง 300 กว่าคนเลือกใคร

หนังตื่นเต้นแบบนี้ รออ่านตอนจบภาคสองครับ

To be continue……

สหภาพสื่อฯเตือนระวังเป็นแพะ ถ่ายภาพเห็นเลขลำดับผู้มีสิทธิ เสี่ยงผิดกฎหมาย

สหภาพสื่อฯเตือนระวังเป็นแพะ ถ่ายภาพเห็นเลขลำดับผู้มีสิทธิ เสี่ยงผิดกฎหมาย

สหภาพสื่อฯเตือนระวังเป็นแพะ ถ่ายภาพเห็นเลขลำดับผู้มีสิทธิ เสี่ยงผิดกฎหมาย

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.10 น.

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุเมธ สมคะเน เลขาธิการสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย โพสต์ข้อความระบุว่า จดหมายเปิดผนึกถึงพี่น้องคนทำงานข่าวภาคสนาม

ว่าด้วยการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งที่เป็นความลับและไม่เป็นความลับ ผมจะไม่ถกเถียงนะครับว่า การมี QR Code และ Bar Code บนบัตรเลือกตั้ง จะทำให้การลงคะแนนเป็นความลับหรือไม่ เพราะนั่นเป็นประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวินิจฉัย ผมไม่ขอก้าวล่วง 

แต่สิ่งที่ ผมอยากจะพูดถึง คือ การทำหน้าที่สื่อมวลชน ของพี่น้องนักข่าวภาคสนามกับการเลือกตั้ง  อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ คิดว่า พี่น้องคนทำข่าวภาคสนามส่วนใหญ่ ที่ทำข่าวเลือกตั้งกันมานานน่าจะมีความรู้กันพอสมควร   โดยเฉพาะ การทำข่าวอย่างไร ไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง รายงานข่าวอย่างไรไม่ให้เป็น “การกระทำผิดกฎหมาย” ซะเอง  

จริงอยู่ การทำหน้าที่ “แสวงหาข้อเท็จจริง” ตามกระบวนการทำข่าวสืบสวนสอบสวน เป็นการทำหน้าหนึ่งของสื่อมวลชน  แต่ การถ่ายภาพโคลสอัพให้เห็น “ลายมือชื่อผู้ออกมาใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง” เห็น”เลขลำดับผู้มีสิทธิออกเสียง”  ซึ่งเป็น “ความลับตามกฎหมายเลือกตั้ง” มานำเสนอเผยแพร่ต่อสาธารณะ

กรณีนี้ “เป็นความผิดอาญาเฉพาะตัว” นะครับพี่น้อง  เราไม่สามารถอ้างทำหน้าที่ “สื่อมวลชนเพื่อประโยชน์สาธารณะ” ได้นะครับ  เพราะข้อมูลที่เรามาเปิดเผย มันเป็นความลับส่วนบุคคล  เป็นความลับตามกฎหมายเลือกตั้ง  ประชาชนผู้ที่ถูกละเมิดสามารถฟ้องร้องเอาผิดผู้ที่เอาข้อมูลมาเปิดเผยได้

พี่น้องบางคนอาจตั้งคำถามผมได้ ว่า รับงานใครมาข่มขู่ปิดปากพี่น้องสื่อมวลชนด้วยกันเองหรือเปล่า?  สงสัยได้ ถามได้ ก็บอกตรงนี้ ตรงตรงว่า ไม่มีหรอกครับ เพียงแต่ผมกลัว กลัวว่า จะมีพี่น้องคนทำข่าวภาคสนามกลายเป็นแพะรับบาป ตกงานสังเวยเรตติ้งให้องค์กรต้นสังกัดอย่างไร้ประโยชน์ โดยไม่มีใครยื่นมือช่วยเหลือ แบบทุกครั้งที่มีข่าวและการเกิดเหตุฟ้องร้องว่า นักข่าวล้ำเส้น นักข่าวละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

กี่เคสแล้ว ที่นักข่าวภาคสนามต้องมาเป็นแพะรับบาปทางกฎหมาย แทน บก. แทน หัวหน้าข่าวผู้สั่งการ  เชื่อว่า พี่น้องคนข่าวภาคสนามต่างรู้ดี

แต่ ถ้า สำนักข่าวใด มี บรรณาธิการข่าว ผู้อำนวยการข่าว หัวหน้าข่าว ผู้กล้าหาญ ผู้มีรายได้ต่อเดือนเป็นแสนบาท  พร้อมออกมายืดอกรับผิดทางกฎหมายแทน พี่น้องผู้ปฏิบัติงานตามคำสั่ง  พี่น้องก็ทำตามคำสั่งไปเถอะครับ

เลือกตั้งใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่3 เขต1 จ.น่าน ปชน.-กล้าธรรม คะแนนเท่ากัน รอการรับรอง จาก กกต.

เลือกตั้งใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่3 เขต1 จ.น่าน ปชน.-กล้าธรรม คะแนนเท่ากัน รอการรับรอง จาก กกต.

เลือกตั้งใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่3 เขต1 จ.น่าน ปชน.-กล้าธรรม คะแนนเท่ากัน รอการรับรอง จาก กกต.

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 22.09 น.

เปิดคะแนนเลือกตั้งใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 3 เขต 1 จ.น่าน ปชน.-กล้าธรรม คะแนนเท่ากัน รอการรับรอง จาก กกต.

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจประชาสัมพันธ์จังหวัดน่าน รายงานว่า สรุปผลคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.น่าน เขต 1 หน่วยที่ 3 ต.ไชยสถาน อย่างไม่เป็นทางการ

ผลการนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดน่าน เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 3 ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน อย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่า ผู้สมัครหมายเลข 3 นายเชาว์วิชญ์ อินน้อย จากพรรคประชาชน และผู้สมัครหมายเลข 8 ว่าที่ร้อยเอกณัฐ เธียรสูตร จากพรรคกล้าธรรม ได้รับคะแนนสูงสุดเท่ากันที่ 112 คะแนน โดยใช้เวลาในการนับคะแนนประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที

สำหรับผลคะแนนรายผู้สมัคร มีดังนี้

หมายเลข 1 นายสักก์สีห์ พลสันติกุล พรรคภูมิใจไทย ได้ 26 คะแนน
หมายเลข 2 นายปรีชาพล ยะราชพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ 4 คะแนน
หมายเลข 3 นายเชาว์วิชญ์ อินน้อย พรรคประชาชน ได้ 112 คะแนน
หมายเลข 4 นายสันติภาพ อินทรพัฒน์ พรรคพลังประชารัฐ ได้ 5 คะแนน
หมายเลข 5 นายเสกสรร คันทะมูล พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 10 คะแนน
หมายเลข 6 นายเอกชัย อินทะนันท์ พรรคไทยก้าวใหม่ ได้ 3 คะแนน
หมายเลข 7 นายทรงยศ รามสูตร พรรคเพื่อไทย ได้ 13 คะแนน
หมายเลข 8 ว่าที่ร้อยเอกณัฐ เธียรสูตร พรรคกล้าธรรม ได้ 112 คะแนน
หมายเลข 9 พันโทประยุทธ กุตตะนันท์ พรรคทางเลือกใหม่ ได้ 2 คะแนน
หมายเลข 10 นายบุญยงค์ สดสอาด พรรคเศรษฐกิจ ได้ 24 คะแนน

ในภาพรวมของบัตรเลือกตั้ง มีบัตรดีจำนวน 311 ใบ บัตรเสีย 14 ใบ และบัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 24 ใบ รวมจำนวนบัตรทั้งหมด 349 ใบ ทั้งนี้ ผลคะแนนดังกล่าวเป็นผลอย่างไม่เป็นทางการ ต้องรอการรับรองผลจากคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อไป

ธรรมนัส โชว์ช็อตเด็ด เช็กอินขั้วโลก ล่าแสงเหนือได้สำเร็จ

ธรรมนัส โชว์ช็อตเด็ด เช็กอินขั้วโลก ล่าแสงเหนือได้สำเร็จ

ธรรมนัส โชว์ช็อตเด็ด เช็กอินขั้วโลก ล่าแสงเหนือได้สำเร็จ

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 22.03 น.

กลายเป็นโพสต์ที่ทำเอาโซเชียลคึกคักและดูสดใสขึ้นมาทันที เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้โพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊ก เผยโมเมนต์การพักผ่อนสุดเอ็กซ์คลูซีฟในต่างแดน ท่ามกลางบรรยากาศหนาวเหน็บที่มีหิมะปกคลุมหนาทึบ แต่ไฮไลต์ที่ทำเอาหลายคนต้องว้าวคือ ภาพท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ถูกอาบไปด้วย “แสงเหนือ” (Aurora Borealis) สีเขียวมรกตที่สวยงามและหาชมยาก

โดย ธรรมนัส ได้ระบุข้อความสั้น ๆ แต่แฝงความละมุนว่า “เจอแล้วครับ แสงสีเขียว ฝันดีราตรีสวัสดิ์” พร้อมทิ้งท้ายด้วยอิโมจิหัวใจสีเขียว ซึ่งเป็นสีประจำตัวและสีประจำพรรคที่คุ้นตาเป็นอย่างดี

หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป บรรดาแฟนคลับและชาวเน็ตต่างตบเท้าเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม โดยส่วนใหญ่เข้ามาชื่นชมความสวยงามของภาพ เช่น “ปังมากค่า แสงเหนือสวยสุด ๆ”, “ขอให้มีความสุขกับการพักผ่อนครับ”, และ “เที่ยวให้สนุกนะครับ ภาพสวยระดับพรีเมียมเลย”

แต่ที่กลายเป็นประเด็นเรียกรอยยิ้ม คือคอมเมนต์ช่างสังเกตจากชาวเน็ตรายหนึ่งที่เข้ามาแซวว่า “สีพรรคนี่ได้แรงบันดาลใจมาจากแสงเหนือใช่มั้ยคะ?” เพราะโทนสีเขียวที่ปรากฏบนท้องฟ้านั้น ช่างบังเอิญไปคล้ายกับสีอัตลักษณ์ทางการเมืองของผู้กองธรรมนัสแบบเป๊ะ ๆ จนแยกไม่ออก

เปิดผลคะแนนเลือกตั้งใหม่ หน่วย 4 อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี พท. เฉือนชนะ ภท.

เปิดผลคะแนนเลือกตั้งใหม่ หน่วย 4 อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี พท. เฉือนชนะ ภท.

เปิดผลคะแนนเลือกตั้งใหม่ หน่วย 4 อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี พท. เฉือนชนะ ภท.

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 22.01 น.

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2569 ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 4 บ้านห้วยยาง หมู่ 4 ต.โพนสูง อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี หลังจากทาง กกต.สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ เฉพาะบัตรสีชมพู สส.บัญชีรายชื่อ กรณีเจ้าหน้าที่ กปน.ฉีกบัตรเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยตลอดทั้งวันมีประชาชนเดินทางมาใช้สิทธิอย่างบางตา ต่อมาเวลา 17.00 น.หลังปิดหีบเลือกตั้ง ปรากฏว่าจากจำนวนผู้มีสิทธิจำนวน 700 คนวันนี้มีผู้ออกมาใช้สิทธิจำนวน 335 คน

หลังจากปิดหีบ เจ้าหน้าที่ กปน.ได้นับคะแนนบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ บัตรสีชมพู จนถึงเวลา 18.30 น.จึงนับคะแนนแล้วเสร็จ ผลปรากฏว่า พรรคเพื่อไทยได้ 86 คะแนน, พรรคภูมิใจไทยได้ 81 คะแนน และพรรคประชาชนได้ 70 คะแนน ส่วนที่เหลือเป็นพรรคอื่นๆ บางพรรคได้ 1 คะแนน

นายสฤษดิ์ รัตนวงศ์ นายอำเภอไชยวาน เปิดเผยว่า ขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวบ้านห้วยยางที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง น่าจะออกมาใช้สิทธิเกิน 50% อย่างคุณยายหลงออกมาใช้สิทธิทุกครั้ง ทำให้เห็นว่าแม้จะมีการเลือกตั้งใหม่กี่ครั้งประชาชนชาวอ.ไชยวานก็ตื่นตัวยังออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยกันอยู่ แม้จะมีหน่วยเดียวแต่ก็ได้รับความร่วมมือจาก พ.ต.อ.รัฐพลชัย เพ็ญสงคราม ผกก.สภ.ไชยวานเดินทางมาตลอดทั้งวันเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยด้วยตนเอง

ทางด้านน.ส.สมิหรา เดชะอังกูร ผอ.กกต.จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า วันนี้การเลือกตั้งก็ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย หลังจากนับคะแนนในหน่วยนี้ก็จะรวบรวมคะแนนส่งให้ กกต.กลางทันทีเลย ซึ่งบัตรสีชมพูทั้งหมดส่งมาจาก กกต.ส่วนกลาง ส่วนกรณีที่ชาวบ้านสงสัยการจับบัตรขานคะแนนเหมือนจะปิดบาร์โค้ด อยากจะเรียนชี้แจงว่า ไม่อยากให้โฟกัสการจับบัตรขานคะแนนของเจ้าหน้าที่ กปน.ซึ่งการจับบัตรชขานคะแนนก็เป็นธรรมชาติแต่ก็เห็นทุกมุม อาจจะปิดบาร์โค้ดบ้างไม่ปิดบ้าง แต่เมื่อประชาชนอยากเห็นเราก็เปิดโชว์เลย กปน.ชุดใหม่ชุดนี้ทำงานอย่างเต็มที่ตลอดทั้งวัน

สมชัยร่าย 4 ข้อสังเกตใช้บัตรเลือกตั้งใหม่ ที่ไม่มีหมายเลขบัตรที่ต้นขั้ว

สมชัยร่าย 4 ข้อสังเกตใช้บัตรเลือกตั้งใหม่ ที่ไม่มีหมายเลขบัตรที่ต้นขั้ว

สมชัยร่าย 4 ข้อสังเกตใช้บัตรเลือกตั้งใหม่ ที่ไม่มีหมายเลขบัตรที่ต้นขั้ว

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.53 น.

สมชัยร่าย 4 ข้อสังเกตใช้บัตรเลือกตั้งใหม่ ที่ไม่มีหมายเลขบัตรที่ต้นขั้ว

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า การใช้บัตรเลือกตั้งใหม่ ที่ไม่มีหมายเลขบัตรที่ต้นขั้ว เป็นเรื่องที่ชวนให้ตั้งข้อสังเกตดังนี้

1. พิมพ์บัตรใหม่ทำไม ในเมื่อบัตรเก่า ยังมีเหลือ โดย แม้จะมีคำชี้แจงจาก กกต. ว่าบัตรที่ใช้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกทำลายหมดแล้ว จึงต้องพิมพ์ใหม่  แต่โดยหลักของการบริหารจัดการเลือกตั้ง  บัตรวันที่ 8 น่าจะต้องมีสำรองไว้ที่ส่วนกลาง 3-5% ของยอดที่พิมพ์เกินจำนวนผู้มีสิทธิ หรือประมาณ 100,000 ใบเป็นอย่างน้อย  เพื่อใช้แจกจ่ายไปยังหน่วยที่มีปัญหาบัตรเสียหาย หรือต้องเลือกตั้งใหม่ จึงเป็นเหตุผลที่เชื่อไม่ได้ว่า บัตรเก่าหมด

2. ทำไมบัตรใหม่ จึงแตกต่างจากบัตรเดิม โดยไม่มีหมายเลขบัตรที่ต้นขั้ว  เรื่องนี้ยังไม่มีคำอธิบายใด ๆ จาก กกต.  แต่อาจมาจากการลงมติของ กกต. ในการประชุมต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ให้มีการพิมพ์บัตรใหม่ที่ไม่มีหมายเลขที่ต้นขั้ว  จึงเหมือนคำสารภาพของ กกต. ว่า บัตรที่ใช้ในการเลือกตั้งทั่วประเทศเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ เป็นปัญหา

3. แต่หากกรณีการพิมพ์บัตรใหม่ที่แตกต่างวันนี้ ไม่มีมติ กกต. รองรับ  แล้วบัตรที่พิมพ์ไม่เหมือนกับบัตรตามเงื่อนไขการจ้างก่อนหน้า เท่ากับการจัดการเลือกตั้งวันนี้ ใช้บัตรที่ชำรุดเสียหายไม่ตรงกับ TOR การจ้างมาใช้ในการเลือกตั้ง อาจมีการร้องให้ การเลือกตั้งหน่วยนี้เป็นโมฆะได้อีกรอบหรือไม่

4. ภาษิตไทยว่า ลิงกับแห นั้นไม่ค่อยถูกกัน ดังนั้น อย่าให้ลิงแก้แห ยิ่งแก้ยิ่งยุ่งเหยิง

ทบ.โต้เฟคนิวส์ แจง 7 ประเด็นร้อนหลังเพจต่างชาติรับข้อมูลด้านเดียว ปมชายแดนไทย-เขมร

ทบ.โต้เฟคนิวส์ แจง 7 ประเด็นร้อนหลังเพจต่างชาติรับข้อมูลด้านเดียว ปมชายแดนไทย-เขมร

ทบ.โต้เฟคนิวส์ แจง 7 ประเด็นร้อนหลังเพจต่างชาติรับข้อมูลด้านเดียว ปมชายแดนไทย-เขมร

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.09 น.

ทบ.โต้เฟคนิวส์ แจง 7 ประเด็นร้อนหลังเพจต่างชาติรับข้อมูลด้านเดียว ปมชายแดนไทย-กัมพูชา ยืนยันไทยไม่ได้ใช้กำลังเกินกว่าเหตุ

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.69 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่รายงานข่าวในเพจเฟสบุ๊ก The New York Editorial เมื่อ 20 ก.พ. 69 อ้างประเทศไทยละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และใช้กำลังเกินกว่าเหตุ โดยยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวนอกจากจะขาดแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจนแล้ว ยังมีเนื้อหาบิดเบือนที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ โดยมีลักษณะเป็นการรับฟังข้อมูลจากฝ่ายกัมพูชาเพียงด้านเดียว ซึ่งมักมีการนำเสนอข่าวอันเป็นเท็จต่อนานาชาติมาโดยตลอด เพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง กองทัพบกจึงขอชี้แจงในประเด็นต่างๆ ดังนี้

1. แม้กัมพูชาจะเป็นคนจุดชนวน แต่ไทยกลับยกระดับจนสร้างความเสียหายรุนแรง โดยอ้างว่าข้อพิพาทชายแดนเป็นเพียงเพื่อหวังผลชนะการเลือกตั้งในกรุงเทพฯ นั้น 

โฆษกกองทัพบก ยืนยันว่า กองทัพบกยึดถือและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดยปฏิบัติการทางทหารพิจารณาตามระดับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ตามกฎการใช้กำลัง และเป็นการใช้สิทธิป้องกันตนเองโดยชอบธรรมตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งเมื่อพบภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เกิดขึ้น กองทัพบกต้องดำเนินการตามหน้าที่และสิทธิที่พึงมี และไม่เกี่ยวข้องกับการที่กล่าวอ้างว่าข้อพิพาทชายแดนเป็นเพียงเพื่อหวังผลชนะการเลือกตั้งในกรุงเทพฯ แต่อย่างใด

2. ไทยใช้กำลังเกินกว่าเหตุ จากกรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิดบาดเจ็บเพียงนายเดียว ไทยกลับตอบโต้ด้วยเครื่องบินรบ F-16  และการโจมตีทางอากาศนั้น 

โฆษกกองทัพบก ระบุว่า กองทัพไทยมีการประสานการปฏิบัติในทุกเหล่าทัพอย่างเหมาะสม เพื่อพิทักษ์รักษาอธิปไตยไทยและดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนอย่างเต็มขีดความสามารถ ซึ่งการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายไทย ไม่ได้เป็นการตอบโต้เพียงเพราะกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดตามที่ถูกกล่าวอ้าง แต่เกิดจากการที่ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เปิดฉากใช้อาวุธหนักโจมตีใส่กำลังทหารและพื้นที่พลเรือนของไทยก่อน รวมทั้งมีการใช้พื้นที่พลเรือนและแหล่งอาคารในชุมชนต่างๆ เป็นที่ปฏิบัติการทางทหาร ทำให้กองทัพไทยมีความจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนอากาศยาน F-16 ร่วมปฏิบัติภารกิจ เพื่อทำลายขีดความสามารถในการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา โดยยืนยันว่าไทยมุ่งเน้นเฉพาะ “เป้าหมายทางทหาร” ที่เป็นภัยคุกคามต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งฝ่ายไทยดำเนินการด้วยความระมัดระวังตามหลักความได้สัดส่วน เพื่อจำกัดความเสียหายให้อยู่เฉพาะในพื้นที่การรบเท่านั้น

3. ไทยใช้อาวุธผิดกฎหมาย กรณีระเบิดพวง (Cluster Munitions) ซึ่งเป็นอาวุธที่ทั่วโลกส่วนใหญ่สั่งแบน เป็นเหตุให้เด็กชาย เซิน โสวัณ วัย 10 ขวบ ในพื้นที่ปราสาทพระวิหารต้องเสียชีวิตอย่างน่าสลดนั้น 

โฆษกกองทัพบก ยืนยันว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการใช้อาวุธเคมีหรือระเบิดพวงโจมตีพลเรือน เป็นการบิดเบือนอย่างสิ้นเชิง โดยการใช้กระสุนปืนใหญ่ทวิประสงค์ (DPICM) ขนาด 155 มม. นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายเป้าหมายทางทหาร ไม่ใช่ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และไม่มีผลตกค้างในระยะยาว อีกทั้งไทยไม่ได้เป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้กระสุนคลัสเตอร์ เช่นเดียวกับหลายประเทศมหาอำนาจ  โดยการพิจารณาใช้ จะเป็นไปตามความจำเป็น ใช้เฉพาะต่อเป้าหมายยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ และสิ่งปลูกสร้างเป็นหลัก  ไม่ใช้ต่อเป้าหมายที่เป็นบุคคลอย่างแน่นอน

ส่วนการเสียชีวิตของเด็กชายชาวกัมพูชานั้น จากการตรวจสอบพบว่าเป็นอุบัติเหตุจากการนำวัตถุระเบิดเก่ามาแกะเพื่อหาเศษโลหะนอกเขตพื้นที่ปะทะ ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการของไทยแต่อย่างใด

ส่วนประเด็นปราสาทพระวิหาร กองทัพบกขอย้ำว่า ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้จงใจใช้โบราณสถานเป็นฐานที่ตั้งอาวุธหนักเพื่อโจมตีไทย จนทำให้สถานที่ดังกล่าวสูญเสียสถานะการคุ้มครองตามอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ.1954 ซึ่งกัมพูชาต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายมนุษยธรรมนี้เอง

4. ไทยใช้สงครามจิตวิทยา กรณีเปิด “เสียงผีร้องไห้” และเพลงงานศพดังสนั่นในช่วงตี 3 เข้าไปในหมู่บ้านของเรา เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับเด็กๆ นั้น

โฆษกกองทัพบก ยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่การปฏิบัติการทางทหาร แต่เป็นการแสดงออกของกลุ่มพลเรือนชาวไทย ที่ต้องการสื่อถึงความไม่พอใจต่อการรุกล้ำอธิปไตย และการรวมตัวกันมาชุมนุมกัน ในลักษณะที่ก้าวร้าวและมีการใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างผิดกฎหมาย ในเขตพื้นที่อธิปไตยของไทย  ซึ่งการใช้เสียงดังกล่าวไม่ใช่การบังคับทรมาน เนื่องจากผู้กระทำไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้รุกล้ำสามารถออกจากพื้นที่ไทย เพื่อหลีกเลี่ยงเสียงได้ตลอดเวลา ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายกัมพูชาต่างหากที่มักใช้สงครามจิตวิทยาและการโฆษณาชวนเชื่อ (Information Operation) เพื่อบิดเบือนให้ตนเองดูเป็นผู้ถูกกระทำต่อสายตาชาวโลก

5. เกมการเมืองโดยรัฐบาลไทย ใช้สถานการณ์ชายแดนและชีวิตของพวกเรา เป็นกลยุทธ์ในการหาเสียงเพื่อชนะการเลือกตั้ง นั้น

โฆษกกองทัพบก ชี้แจงว่า ภารกิจการปกป้องรักษาอธิปไตยจากการถูกรุกล้ำ  และการดูแลความปลอดภัยของประชาชน เป็นบทบาทโดยตรงของกองทัพบกตามกฎหมาย ในฐานะข้าราชการประจำที่มีหน้าที่ ภายใต้การกำกับดูแลจากระดับนโยบาย หรือรัฐบาล ซึ่งช่วงเกิดเหตุ ทุกรัฐบาลก็มีการกำกับดูแล และให้การสนับสนุนตามแนวทาง ที่ไม่แตกต่างกัน จึงมั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นเรื่องคนไทยทุกคนที่เข้ามามีบทบาทจะโดยในทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม  และไม่ใช่เกมการเมือง ของกลุ่มใดพรรคใด แต่เป็นเรื่องของคนไทยทุกคน   ไม่เกี่ยวข้องกับการหาเสียงเพื่อเป้าหมายทางการเมืองใดๆ  
  
6. จนถึงวันนี้ ประชาชนของกัมพูชาเกือบ 98,000 คน ยังคงต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นนั้น

มองว่า จากตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ เกินเลยจากความเป็นจริงมาก  ในบริเวณเขตพื้นที่ 3 หมู่บ้าน ในจังหวัดสระแก้ว ที่ถูกประชาชนกัมพูชาบุกรุกมาตั้งแต่สมัยอดีต จะมีอยู่รวมกันไม่เกิน 1,000 ครัวเรือน หากนับเป็นรายบุคคลน่าจะอยู่ราวๆ หลักหลายพันคน ไม่ใช่ 98,000 หรือเกือบแสน อย่างที่กัมพูชาอ้างตัวเลขขึ้นมา

ซึ่งกรณี 3 หมู่บ้านนี้ กัมพูชาก็ทราบมาตลอดว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ของประเทศไทย ที่ในอดีตไทยเคยได้ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจากการสู้รบของกัมพูชาเข้ามาพักพิง แต่เมื่อสงครามเสร็จสิ้น ประชาชนและทหารกัมพูชากลับไม่เดินทางกลับประเทศของตน ซ้ำยังมีการขยายชุมชนรุกล้ำเขตอธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งฝ่ายไทยเองก็ได้มีการเรียกร้องหรือประท้วงผ่านกลไกคณะทำงานต่างๆ มาตลอด แต่กัมพูชากลับเพิกเฉย และไม่ยอมแก้ไขปัญหาในการนำประชาชนกลับไปยังพื้นที่ฝั่งประเทศกัมพูชา ดังนั้นกลุ่มคนดังกล่าวจึงไม่ได้เรียกว่าเป็นผู้พลัดถิ่น ดังที่กัมพูชาได้กล่าวอ้าง แต่ถือเป็นกลุ่มบุคคลที่กระทำผิดกฎหมาย และกระทำการรุกล้ำอธิปไตยของไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน 

7. ตั้งคำถามถึงประชาคมโลก  จะให้ไทยรับผิดชอบต่อเรื่องนี้หรือไม่อย่างไร

ซึ่งหากพิจารณาเหตุผลจากองค์ประกอบอย่างรอบด้าน ผู้ที่จะต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบ ควรเป็นฝ่ายกัมพูชา เพราะเป็นฝ่ายเริ่มต้นเรื่องราวทั้งหมด  โดยเฉพาะใช้อาวุธยิงระยะไกลทำร้ายประชาชนคนไทย  มีหลักฐานและข้อพิสูจน์สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจน โดยฝ่ายไทยดำเนินการตอบโต้ไปตามหลักแนวทางของสากล ภายใต้สัดส่วนที่เหมาะสม โดยเฉพาะไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

ผลเลือกตั้งใหม่หน่วย 9 เขต 15 คันนายาว ปชน.ชนะทั้งแบ่งเขต-บัญชีรายชื่อ

ผลเลือกตั้งใหม่หน่วย 9 เขต 15 คันนายาว ปชน.ชนะทั้งแบ่งเขต-บัญชีรายชื่อ

ผลเลือกตั้งใหม่หน่วย 9 เขต 15 คันนายาว ปชน.ชนะทั้งแบ่งเขต-บัญชีรายชื่อ

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.36 น.

ผลออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งใหม่หน่วย 9 เขต 15 คันนายาว ปชน.ชนะทั้งแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ พบผู้มาใช้สิทธิ์แค่ 300 กว่าคน จากที่มีสิทธิ์ 716 คน ขณะที่พริษฐ์ ร่วมสังเกตการณ์นับคะแนนด้วย เตรียมนำประเด็นไร้รหัสต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง เพิ่มในคำฟ้อง เอาผิด กกต. ม.157 คาดยื่นภายในสัปดาห์หน้า ด้านไอลอว์ ร่วมขีดคะแนนคู่ขนาน

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการนับคะแนนเลือกตั้งสส.แบบบัญชีรายชื่อ แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและออกเสียงประชามติของหน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาวกรุงเทพมหานคร เสร็จสิ้นในเวลา 18.20 น. ซึ่งหลังกรรมการนับคะแนนได้มีการตรวจสอบผลการนับคะแนนแล้วก็ได้มีการจัดเก็บอุปกรณ์ลงหีบบัตรและรัดด้วยสายเคเบิ้ลไทร์ ก่อนนำส่งไปยังที่ทำการเขตเลือกตั้งที่ 15

โดยผลการนับคะแนน สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 4 อันดับแรกได้แก่ 

1.นายวิทวัส ติชะวาณิชย์ พรรคประชาชนได้ 134 คะแนน

2. นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ พรรคเพื่อไทย 76 คะแนน

3. นายถนอม อ่อนเกตุพล พรรคภูมิใจไทย 50 คะแนน

4. น.ส.ฐิตยากร พรโรจนากูร พรรคประชาธิปัตย์ 18คะแนน

5. ร้อยตำรวจโทชลประทาน ชื่นมนต์ชัย  พรรคเพื่อบ้านเมือง 3คะแนน

และน.ส.ชัญญาพัชญ์ ธนโชติสวัสดิพร พรรครวมไทยสร้างชาติ 3คะแนน

โดยหน่วยเลือกตั้งนี้มีผู้มีสิทธิ์ 716 คน มาแสดงตนใช้สิทธิ์ 308 คน  เป็นบัตรดี 292ใบ บัตรเสีย 7 ใบ บัตรไม่ออกเสียง 9 ใบ

ส่วนแบบบัญชีรายชื่อ 5  อันดับแรกได้แก่

1 พรรคประชาชน 143 คะแนน 

2.พรรคภูมิใจไทย 63  คะแนน

3. พรรคเพื่อไทย 39 คะแนน

4. พรรคประชาธิปัตย์ 23 คะแนน

5.พรรคเศรษฐกิจ 6 คะแนน

โดยหน่วยเลือกตั้งนี้มีผู้มีสิทธิ์ 716 คน มาแสดงตนใช้สิทธิ์ 308 คน  เป็นบัตรดี 300ใบ บัตรเสีย 2  บัตรไม่ออกเสียง 6ใบ

ขณะที่ผลการออกเสียงประชามติ

เห็นชอบ 203 คะแนนไม่เห็นชอบ 87 คะแนน ไม่แสดงความคิดเห็น 13 คะแนน

โดยหน่วยเลือกตั้งนี้มีผู้มีสิทธิ์ 716 คน มาแสดงตนใช้สิทธิ์ 307 คน  เป็นบัตรดี 303ใบ บัตรเสีย 4 บัตร

อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากผลการเลือกตั้งสส.แบบแบ่งเขต กทม.ทั้ง 33 เขตนั้น ผู้สมัคร สส.กทม.พรรคประชาชน ได้รับการเลือกตั้งทุกเขต

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ที่บริเวณอาคารอมรพันธ์แซทเทอไลท์คอนโดทาวน์ซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กรุงเทพฯ ที่มีการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ทั้งสสแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อและการออกเสียงประชามติ โดยหลังจากประชาชนเดินทางออกมาใช้สิทธิ์จนกระทั่งปิดการลงคะแนนในเวลา 17:00 น.กรรมการประจำหน่วยได้มีการตรวจสอบบัตรออกเสียงลงคะแนน และได้เริ่มกระบวนการนับคะแนนในเวลา 17:20 น ซึ่งพบว่ามีประชาชนสื่อมวลชนมาเฝ้าสังเกตการณ์นับคะแนนเป็นจำนวนมากทั้งนี้อาจเนื่องมาจากในช่วงเช้าที่มีการลงคะแนนมีการแชร์ภาพบัตรเลือกตั้งที่พบว่ามีความแตกต่างจากบัตรที่ใช้ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยที่ต้นขั้วบัตร บริเวณเล่มที่และเลขที่ไม่มีรหัส 9 ตัว ขณะเดียวกันก็ได้มีตัวแทนของกลุ่มilaw เพิ่งเดินทางมาสังเกตการณ์นับคะแนนก็ได้นำใบแบบขีดคะแนนมาขีดคะแนนคู่ขนานไปกับการขาดคะแนนของกรรมการนับคะแนนเพื่อเป็นการตรวจเช็คด้วย

ทั้งนี้ในการนับคะแนนดังกล่าว นายพริษฐ์ วัชรสินธุ  โฆษกพรรคประชาชน และนายวิทวัส ติชะวาณิชย์ ผู้สมัครของพรรคประชาชน ในเขตเลือกตั้งนี้ก็ได้เดินทางมาสังเกตการณ์ด้วย 

โดยนายพริษฐ์  ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ตนเป็นส่วนหนึ่งของตัวแทนพรรคประชาชน ที่มาสังเกตการณ์และเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ ในเขตเลือกตัังที่ 15 กทม. ซึ่งเดินทางมาพร้อมรองหัวหน้าพรรค และผู้สมัครสส. ในพื้นที่นี้ สำหรับประเด็นที่มาสังเกตการณ์ตรวจสอบ คือ ท่ามกลางข้อพิรุธและข้อสังเกตหลายประการของพรรคประชาชนและสังคมได้ตั้งคำถามขึ้นมา มองว่าหากกกต. ยังคงยืนยัน ว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นไปอย่างถูกต้องทุกประการ และเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยลับ แสดงว่าการออกเสียงในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ต้องเหมือนกับแนวปฏิบัติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทุกประการ 

ซึ่งตนแบ่งออกเป็น 5 ข้อ หาก กกต. ยืนยันว่าการดำเนินการวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 69 ทำอย่างถูกต้อง วันนี้เราควรต้องเห็น 5 อย่างที่เราเคยเห็นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือ 1. บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและ QR Code อยู่ 2. ประชาชนที่มาใช้สิทธิ์ต้องเห็นรหัสบัตรต้นขั้ว ซึ่งภาพที่ปรากฏตามสำนักข่าว พบว่าต้นขั้วบัตรไม่ได้มีรหัสดังกล่าว 3. รหัสต้นขั้วต้องเปลี่ยนตามลำดับ 4. ต้องเห็นเจ้าหน้าที่มีการจดลำดับในบัญชีรายชื่อผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 5. ควรเห็นเจ้าหน้าที่ชูบัตรและขานคะแนนต่อหน้าประชาชน โดยไม่มีเจตนาจงใจปิดบาร์โค้ด หรือ QR Code บนบัตร หากกกต. ยืนยันว่าการดำเนินการในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 69 ถูกต้องทุกประการและเป็นไปตามระเบียบ วันนี้ก็ควรจะเห็นแนวปฏิบัติ 5 ข้อ แต่หากพบว่าไม่ตรงกับแนวปฏิบัติ 5 ข้อนี้ ก็มีสิทธิ์ที่สังคมจะตั้งคำถาม

เมื่อถามว่า การเปลี่ยนแปลงตัวเลขบนต้นขั้ววันนี้พอจะเป็นหลักฐาน ที่จะยื่นเพิ่มเข้าไปในคำร้องที่จะยื่นกกต. ผิดตามมาตรา 157 ได้หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เหตุผลที่ยังไม่ได้ยื่น ส่วนหนึ่งต้องการมาเก็บข้อมูลในวันนี้ ประเด็นเรื่องของรหัสบนต้นขั้ว เป็นหนึ่งในห้าประเด็น ซึ่งเรื่องนี้ต้องรอพิสูจน์จากทางเจ้าหน้าที่ ว่าภาพที่ปรากฏจะสะท้อนทุกกรณีที่เกิดขึ้นในวันนี้หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงจะเห็นความแตกต่างในแนวปฏิบัติ

ส่วนมีข้อสังเกตว่าเหตุใดจึงไม่มีตัวเลขในต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง นายพริษฐ์ กล่าวว่า เมื่อติดตามสถานการณ์ที่ผ่านมา การที่ประชาชนผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งสามารถเห็นรหัสบนต้นขั้ว ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่อาจจะทำให้การออกเสียงไม่ลับได้ ซึ่งตนมองว่าการเห็นรหัสบนต้นขั้วเป็นสิ่งที่ประชาชนผู้ใช้สิทธิ์ เคลือบแครง ดังนั้นหากวันนี้มีการใช้บัตรเลือกตั้งที่รหัสตรงกับต้นขั้ว ประชาชนผู้ใช้สิทธิ์ไม่ได้เห็นอีกต่อไป ถือเป็นแนวปฎิบัติที่แตกต่างกัน 

ส่วนจะมีการนำไปสู่การตีความว่าเป็นการลงคะแนนแบบลับหรือไม่ลับหรือไม่นั้น นายพริษฐ์กล่าวว่า การที่จะนิยามว่าลับหรือไม่ลับนั้น มีสองกลุ่มความเห็น คือ กลุ่มที่พรรคประชาชนเห็นด้วยคือ คำว่าลับ หมายถึงไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปไม่ได้เลย ซึ่งไม่ใช่ว่าการตรวจสอบเป็นไปได้ยากหรือง่าย แต่คือการตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่ได้ ซึ่งเป็นความลับที่ผู้ใช้สิทธิ์รู้ยกเว้นเขาจะไปบอกกับคนอื่น และอีกกลุ่ม คือความเห็นที่กกต. สนับสนุน คือพยายามจะบอกว่าเป็นลับ แม้จะตรวจสอบได้ แต่เป็นการตรวจสอบได้ยาก 

“สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เราไม่เคยกล่าวหาว่ากกต. จงใจทำการทุจริต แต่การที่มีการเลือกใช้บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด ระบุระหัสใต้บัตร เป็นการเปิดช่องโหว่ ที่ทำให้พรรคการเมืองหรือว่าผู้สมัคร หากรับรู้ระบบจะสามารถออกแบบกระบวนการเพื่อเช็คว่าใครกาให้กับใครได้ ซึ่งจะทำให้การออกเสียงนั้นไม่ลับไปแล้ว ซึ่งสิ่งนี้จะใช้เพื่อประกอบคำฟ้องในมาตรา 157  ด้วย วันนี้ถ้ากกต. มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการ ตนคิดว่าจะเป็นการเพิ่มข้อเท็จ และจะตีความได้ว่ากกต. ยอมรับ ข้อบกพร่องที่ได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569” 

ส่วนกรณีกูรูทางกฎหมายออกให้ความคิดเห็นซึ่งอาจจะมีความขัดแย้งในข้อมูล นายพริษฐ์ กล่าวว่า แต่ละคนมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่ทางพรรคประชาชนยังแสดงความคิดเห็น เหมือนกับกลุ่มความเห็นที่หนึ่ง ว่าเมื่อเรานิยามคำว่าลับ คือตรวจสอบไม่ได้ ไม่ใช่ตรวจสอบได้ยากหรือไม่ยาก ซึ่งความเห็นของเราสอดรับกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่า ลับ หมายถึงไม่อาจตรวจสอบย้อนกลับไปได้ 

สำหรับกรอบระยะเวลาดำเนินการพรรคประชาชนได้มอบหมายรองหัวหน้าพรรค ในการทำคำฟ้อง ซึ่งใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว และมีแผนที่จะยื่นในสัปดาห์หน้า พร้อมย้ำว่าจะนำข้อเท็จจริงในวันนี้ไปประกอบในคำฟ้องด้วย
 

ณัฐพงษ์ เผยถอดบทเรียนเลือกตั้ง แบ่ง 2 ภาพใหญ่ ชนะทางความคิด-แพ้พื้นที่

ณัฐพงษ์ เผยถอดบทเรียนเลือกตั้ง แบ่ง 2 ภาพใหญ่ ชนะทางความคิด-แพ้พื้นที่

ณัฐพงษ์ เผยถอดบทเรียนเลือกตั้ง แบ่ง 2 ภาพใหญ่ ชนะทางความคิด-แพ้พื้นที่

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.30 น.

ณัฐพงษ์ เผยถอดบทเรียนเลือกตั้ง แบ่ง 2 ภาพใหญ่ ชนะทางความคิด-แพ้พื้นที่ ตั้งอาสาส้ม ทำเครือข่าย ขณะ สส.สอบตก มีกรรมาธิการ-งานพรรค ให้ทำต่อ ยืนยันความบริสุทธิ์คดี 44 สส. หวังศาลฎีกาสั่งไม่ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ชี้หัวหน้าพรรค คนต่อไป มีบุคลากรพร้อมแล้ว ขึ้นอยู่กับที่ประชุมพรรค 

เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงเป้าหมายการสัมมนาผู้สมัคร สส.ในวันนี้ ว่า เป็นการรวมผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ที่เราพอจะวิเคราะห์ลงรายละเอียดเท่าที่เราจะวิเคราะห์ได้ สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น และสิ่งที่ทําให้เรายังไม่สามารถชนะการเลือกตั้งเป็นอย่างไรบ้าง

สิ่งหนึ่งที่เห็นภาพตรงกัน คือพรรคประชาชนจะต้องทํางานในพื้นที่ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น เราเองเตรียมพร้อมเต็มที่ที่จะมีการจัดตั้งเครือข่ายอาสาส้มให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ เพื่อให้เครือข่ายเหล่านี้ เป็นหูเป็นตาให้กับประชาชน ทั้งเรื่องการสะท้อนปัญหาพื้นที่ ที่จะให้พรรคเข้าไปช่วยแก้ปัญหาประชาชน เรื่องการเป็นแหล่งข่าว งานกิจกรรม งานประเพณีในพื้นที่ ให้ผู้สมัครมีความใกล้ชิดมากขึ้น รวมถึงการส่งข่าวเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นในพื้นที่ เพราะอย่าลืมว่า ในหลายพื้นที่ที่เราได้ยินมา ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีข่าวว่าอาจมีเรื่องซื้อสิทธิ์ขายเสียง ที่แม้อาจมีมาทุกๆ ทุกสมัย แต่ครั้งนี้มีข้อสงสัยที่เพิ่มมากขึ้น มีปัญหาหนาหูมากยิ่งขึ้น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาจดําเนินการกับผู้ที่ทำความผิดได้ไม่ดีเท่าที่ควร เราจึงเตรียมพร้อมอาสาสมัครในพื้นที่ ไปเป็นหูเป็นตาให้เรา

ส่วน สส.ที่สอบตก จะให้ทํางานในพรรค หรือมาเป็นผู้ช่วย สส.หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า แน่นอนที่สุดว่า เราสัมมนาทั้งในส่วนผู้สมัคร และมีส่วนหนึ่งไม่ได้รับเลือกตั้งในครั้งนี้ ทุกคนยังมีกําลังใจเต็มที่ พร้อมเดินหน้าทํางานพร้อมพรรค สิ่งที่พวกเราวางแผนร่วมกันตลอด 2 วันที่ผ่านมา คือเคาะผู้สมัครโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ทุกคนมีเวลาทําพื้นที่มากขึ้น และเรายังมีกลไกในสภา อย่างคณะกรรมาธิการต่างๆ ที่จะให้ผู้สมัครของพวกเราทุกคน ได้ทํางานรับใช้ประชาชน ไม่ว่าจะได้รับเลือกตั้ง หรือไม่ได้รับเลือกตั้งก็ตาม

สำหรับกระแสข่าวการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค ช่วงการประชุมใหญ่วิสามัญพรรค ในช่วงเดือนเมษายน จากกรณีคดี 44 สส. มีการหารือกันอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อย่างแรกขอยืนยันเรื่องหลักความบริสุทธิ์ของพวกเรา ตัวตนเอง และเพื่อนที่อยู่ในข่ายคดี 44 สส.ไม่ควรมีใครที่ควรถูกดําเนินคดีในเรื่องที่เราเสนอแก้ไขกฎหมาย เป็นอํานาจหน้าที่โดยตรงของ สส.

แต่ความเสี่ยงทั้งหมด เรามีการหารือกันว่า ถ้าโดนหยุดสั่งปฏิบัติหน้าที่ขึ้นมาจริง ๆ ตนเองในฐานะหัวหน้าพรรคไม่ได้ยึดติดกับตําแหน่ง พร้อมปรับเปลี่ยนบทบาทตัวเองไปทําหน้าที่อื่นๆ เช่น การสร้างเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อให้เราชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า ส่วนตําแหน่งหัวหน้าพรรค ที่ผูกพันกับผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนั้น อยู่ที่ที่ประชุมพรรค ว่าจะเลือกใครขึ้นมาทําหน้าที่คนต่อไป อย่าพูดถึงตรงนั้น ขอรอจับตาดูคดีที่ศาลฎีกาก่อนดีกว่า

สำหรับการเตรียมการเรื่องข้อต่อสู้ ขณะนี้ยังอยู่เท่าเดิม ตามที่เคยสัมภาษณ์ไป ทีมกฎหมายได้ยื่นคําร้องของว่าที่ สส. 10 คน ต่อศาลฎีกา เพื่อให้ศาลมีคําสั่งไม่ให้เราหยุดปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น จึงต้องรอฟังคําตอบจากศาลฎีกาอีกครั้งหนึ่ง ว่าจะมีคําสั่งอย่างไร

เมื่อถามถึงสถานการณ์ภายในพรรค หากถูกตัดทั้งหมด นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่ได้กังวล จริงๆแล้วทั้งกลไกตําแหน่งกรรมาธิการ และวิปฝ่ายค้าน เรามีการวางตัวบุคลากรที่มีความพร้อม ในการทําหน้าที่แทนอยู่แล้ว ไม่ได้กังวล

ส่วนได้วางตัวเป็นใครไว้บ้างนั้น ตนเองไม่ขอแบบระบุรายชื่อดีกว่า ที่ประชุมภายในมีการหารือกัน มีบุคลากรที่พร้อมอยู่แล้ว 

ขณะที่ผลการเลือกตั้งที่ออกมาในภาพใหญ่ เราสรุปบทเรียนเป็น 2 ภาพหลัก คือ อย่างแรกผลประชามติ 60 เปอร์เซ็นต์ ที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย ไม่ว่าจะพื้นที่ใดก็ตาม อาจจะเป็นพื้นที่ที่เราแพ้ให้พรรคภูมิใจไทย หรือพรรคกล้าธรรมในเขตนั้น แต่ประชาชนยังเห็นด้วยกับจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเรายังคงรักษาแชมป์ในส่วน สส.บัญชีรายชื่อ ที่ยังมีคะแนนนิยมเป็นที่หนึ่ง 

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทําให้เราเห็นได้ คือการทํางานทางความคิด ที่เรามีการทํางานมาตั้งแต่ต้น ว่าการสร้างความเปลี่ยนแปลง ต้องเริ่มจากการทํางานทางความคิด ไม่ใช่สิ่งที่ผิดพลาด และนี่เป็นสิ่งที่ยืนยันว่า สิ่งที่เราคิดมาในอดีตถูกต้อง

แต่สิ่งที่เราพ่ายแพ้การเลือกตั้งในครั้งนี้ คือการทํางานพื้นที่ ที่อาจต้องรับไม่ดีพอ และทํางานเชิงรุกมากไม่เพียงพอในอดีต เมื่อถอดบทเรียนออกมา เราจึงเตรียมพร้อมจัดตั้งเครือข่าย เมื่อฝั่งเขามีเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ ฝั่งเราก็พร้อมที่จะมีเครือข่ายอาสาประชาชน

ส่วนจําเป็นต้องดึงบ้านใหญ่เข้ามาหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า การเมือง ที่ไม่ว่าจะนิยามคําพูดว่า บ้านใหญ่หรือเครือข่าย ระบบอุปถัมภ์ อย่างไร แต่สิ่งที่พวกเราดูถูกไม่ได้ หรือบอกว่าผิดไม่ได้เลย คือการที่ประชาชนออกไปตัดสินใจโหวตให้กับใครคนใดคนหนึ่งในพื้นที่ เพราะปัญหาของประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งที่เราได้รับปัญหามาจริงๆ เพราะฉะนั้น โจทย์ของพรรคในการไปสู้กับโจทย์การเมืองบ้านใหญ่ คือการสร้างเครือข่ายของเรา ให้ใกล้ชิดกับประชาชนมากยิ่งขึ้น แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ทําให้เขาหลุดโซ่ตรวน ที่ต้องให้เขาอยู่ในกลุ่มระบบเครือข่ายเดิมๆ 

เลขาฯปชป.ยักไหล่! ไม่ดิ้นรนหาก ภท.เมินดีลดึงร่วมรัฐบาล ยันไร้ปัญหาร่วมงานกล้าธรรม

เลขาฯปชป.ยักไหล่! ไม่ดิ้นรนหาก ภท.เมินดีลดึงร่วมรัฐบาล ยันไร้ปัญหาร่วมงานกล้าธรรม

เลขาฯปชป.ยักไหล่! ไม่ดิ้นรนหาก ภท.เมินดีลดึงร่วมรัฐบาล ยันไร้ปัญหาร่วมงานกล้าธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.13 น.

เลขาฯปชป.ยักไหล่! ไม่ดิ้นรนหาก ภท.เมินดีลดึงร่วมรัฐบาล ยันไร้ปัญหาทำงานฝ่ายค้านร่วมกับกล้าธรรม พร้อมผนึกกำลังตรวจสอบฝั่งรบ.

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2569 นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเตรียมยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินในประเด็นกระบวนการเลือกตั้ง สส. ว่า หลังจากที่ได้พิจารณาคำร้องของบุคคลที่ยื่นไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินก่อนหน้านั้น พบว่ามีคำร้องที่ยื่นโดยนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่พรรคเห็นว่าครบถ้วน และเหมือนกับทางพรรค ดังนั้นในส่วนของพรรคจะไม่ดำเนินการยื่นคำร้องใดๆ เพิ่มเติม

เมื่อถามถึงกรณีกระแสการปิดดีลร่วมรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ตนไม่ทราบข่าว และกรณีดีลตั้งรัฐบาลนั้น  ตราบใดที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยไม่ประสานมา พรรคจะไม่ไปเสนออะไร แต่หากประสานมาต้องคุยกันก่อน ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีการประสานอะไรมา และหากไม่เชิญพรรคไม่ได้ดิ้นรนอะไร

เมื่อถามถึงการเตรียมทำงานในสภาฯ ในฐานะฝ่ายค้านที่อาจทำงานร่วมกับพรรคกล้าธรรม นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ไม่มีปัญหาอะไร และพร้อมผนึกกำลังในการตรวจสอบรัฐบาล อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้ที่พรรคประกาศไม่ร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม เป็นเฉพาะการทำงานในฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น แต่ในฐานะฝ่ายค้านที่ไม่สามารถเลือกได้ การทำงานร่วมกันไม่ใช่เรื่องยาก และไม่มีปัญหาใดๆ ระหว่างกัน

เมื่อถามว่าได้ประสานกับพรรคประชาชนไว้บ้างหรือไม่ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดคุยอะไร อย่างไรก็ดีขณะนี้ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส. พรรคประชาธิปัตย์ได้มุ่งเตรียมการทำงาน ปรับโครงสร้างภายในพรรค เพราะอย่าลืมว่ากรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบัน เข้ามาไม่ถึงเดือนต้องมีการเลือกตั้งแล้ว ทำให้การจัดการภายในพรรคยังไม่เรียบร้อย ดังนั้นจึงใช้โอกาสนี้เตรียมงานของพรรคเป็นหลัก