พรรครักชาติ ยื่นหนังสือ ยูเนสโก สอบกัมพูชา ขึ้นทะเบียนพิธีแต่งงาน ใส่ชุดคล้ายชุดไทย

พรรครักชาติ ยื่นหนังสือ ยูเนสโก สอบกัมพูชา ขึ้นทะเบียนพิธีแต่งงาน ใส่ชุดคล้ายชุดไทย

พรรครักชาติ ยื่นหนังสือ ยูเนสโก สอบกัมพูชา ขึ้นทะเบียนพิธีแต่งงาน ใส่ชุดคล้ายชุดไทย

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.49 น.

“พรรครักชาติ” ยื่นหนังสือ UNESCO  ค้านกัมพูชา  จี้ตรวจสอบ หวั่น ขึ้นทะเบียนมรดกโลกทับซ้อนไทย

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 25 ก.พ.นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรครักชาติ นำทีมพรรครักชาติ เข้ายื่นหนังสือถึงผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO และผู้แทนรัฐสมาชิก เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้าน รวมถึงเรียกร้องให้ตรวจสอบการยื่นขอขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศกัมพูชา ซึ่งมีความพยายามนำเสนอวัฒนธรรมที่มีรากฐานชัดเจนจากประเทศไทย เพื่อให้เป็นของประเทศตนเอง ซึ่งเป็นการยื่น 2 ภาษา ประกอบด้วยภาษาอังกฤษ และฝรั่งเศส ซึ่งเป็นภาษาทางการของ UNESCO 

นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว (โฟล์ค) รองโฆษกพรรครักชาติ กล่าวถึงจุดประสงค์ของการมายื่นหนังสือว่า ที่ผ่านมาประเทศกัมพูชา มีการเคลมและแอบอ้าง ไม่ว่าจะเรื่องของประเพณี วัฒนธรรม รวมทั้งการแต่งกาย ที่มีความคล้ายคลึงต่อชาติของบ้านเรา จึงอยากเรียกร้อง ไปยังองค์กร UNESCO ให้มีการตรวจสอบอย่างรัดกุมมากขึ้น เพื่อไม่ให้ประเพณีและวัฒนธรรมของประเทศเรา เกิดความสับสนในเวทีระดับนานาชาติ

“เราขอเรียกร้องให้ตรวจสอบการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของประเทศกัมพูชา ว่ามีการทับซ้อนเกี่ยวกับเรื่องบางเรื่อง ที่มีความคล้ายคลึงกันหรือไม่ ซึ่งเรื่องของมรดกทางชาติ ไม่ใช่เป็นเรื่องของคนในอดีตเท่านั้น แต่มันคือเรื่องของศักดิ์ศรีของคนไทยทุกคนที่อยู่ในประเทศนี้  ดังนั้นเราจะไม่ทนต่อพฤติกรรมละเมิดสิทธิทางวัฒนธรรมของกัมพูชาอีกต่อไป และพร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษา สมบัติชาติให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยสืบไป” นายฐิติพัฒณ์ กล่าว

ด้านนายชัยพร จิรวินิจนันท์ (อ็อม) โฆษกพรรค ให้สัมภาษณ์เป็นภาษาฝรั่งเศส ระบุว่า “Nous respectons nos amis, mais l’histoire de la Thaïlande doit être claire et fondée sur des preuves.” (พวกเราเคารพเพื่อนบ้านของเรานะครับ แต่ประวัติศาสตร์ของประเทศไทยต้องมีความชัดเจนและตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานครับ) “On espère que la communauté internationale comprend qu’il s’agit d’équité et de protéger l’identité de nos citoyens.” (เราหวังว่าประชาคมระหว่างประเทศจะเข้าใจ ว่านี่คือเรื่องของความยุติธรรมและการปกป้องอัตลักษณ์ของประชาชนชาวไทยครับ)

ขณะที่นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ (ลูกกอล์ฟ) เลขาธิการพรรค ให้สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ ปิดท้าย ระบุว่า กัมพูชาได้พยายามกล่าวอ้างในหลาย ๆ สิ่งที่เป็นของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมของเรา เทศกาลต่าง ๆ แฟชั่นเสื้อผ้า ไปจนถึง เรื่องเล่าพื้นบ้าน และดนตรี”” We cannot stand on the defensive side anymore, but we have to play offensive.”(เราไม่สามารถยืนอยู่ในฝั่งตั้งรับได้อีกต่อไปแล้ว แต่เราจำเป็นต้องเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรุก)”That’s why we’re trying to ask UNESCO to help us out in this matter.”(นั่นคือสาเหตุที่พวกเราพยายามขอให้ UNESCO ช่วยเหลือเราในเรื่องนี้ครับ) นายฐิติพันธุ์ กล่าว

ทั้งนี้ ใจความสำคัญของหนังสือระบุว่า ตามที่กัมพูชาเตรียมเสนอขึ้นทะเบียนพิธีแต่งงานดั้งเดิม ซึ่งมีการใช้เครื่องแต่งกายและงานประณีตศิลป์ที่มีลักษณะซ้อนทับกับวัฒนธรรมไทยนั้น ทางพรรครักชาติเห็นว่าอาจสร้างความสับสนต่อชาวโลกในเรื่อง “ที่มาทางประวัติศาสตร์” และ “อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ” ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมของไทยได้จดทะเบียนเป็นมรดกชาติไว้แล้วนั้น เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงงานฝีมือและการสืบทอดที่ชัดเจน พรรครักชาติจึงมองว่าการปล่อยให้มีการขึ้นทะเบียน โดยขาดการระบุบริบทที่ถูกต้อง ถือเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีทางวัฒนธรรมของไทย ดังนั้น พรรครักชาติ จึงขอเรียกร้องให้  UNESCO  ไม่ตกเป็นเครื่องมือในการเคลมวัฒนธรรมของกัมพูชา และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อประเทศไทย  พรรครักชาติได้เสนอ ให้ดำเนินการ 3 มาตรการ ดังนี้ 

1.ยกระดับการตรวจสอบทางวิชาการ : ขอให้ UNESCO ใช้กลไกตรวจสอบหลักฐานประวัติศาสตร์อย่างเข้มงวด ในกรณีที่วัฒนธรรมมีความคาบเกี่ยวกันระหว่างพรมแดน

2.เปิดการเจรจาระหว่างประเทศ : สนับสนุนให้เกิดการพูดคุยอย่างเปิดเผยระหว่างไทยและกัมพูชา เพื่อให้การนำเสนอวัฒนธรรมสะท้อนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อย่างครบถ้วน

3.ชูอัตลักษณ์ที่แตกต่าง : ขอให้ประชาคมโลกให้ความสำคัญกับความแตกต่างของอัตลักษณ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ใช่เหมาเข่งรวมเป็นวัฒนธรรมเดียวกันจนทำลายรากเหง้าดั้งเดิมของประเทศใดประเทศหนึ่ง

ทั้งนี้ศิลปิน นักประวัติศาสตร์ นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงานด้านวัฒนธรรมของไทย พร้อมที่จะมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในการหารือเหล่านี้ มรดกของประเทศไทยสะท้อนถึงฝีมือช่าง สัญลักษณ์ และความต่อเนื่องที่สืบทอดมานานหลายศตวรรษ และเรามุ่งมั่นที่จะแบ่งปันสิ่งนี้ให้คนทั่วโลกได้รับรู้ด้วยจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือ  มรดกทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่บรรจุไว้ซึ่งความทรงจำ อัตลักษณ์ และศักดิ์ศรี ดังนั้นเราจึงขอความเข้าใจจากประชาคมระหว่างประเทศเพื่อให้แน่ใจว่า ประเพณีทางวัฒนธรรมของประเทศไทยจะได้รับการยอมรับอย่างถูกต้องและเป็นธรรม

จับตา ธรรมนัส แจงทิศทางพรรคกล้าธรรม เข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่

จับตา ธรรมนัส แจงทิศทางพรรคกล้าธรรม  เข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่

จับตา ธรรมนัส แจงทิศทางพรรคกล้าธรรม เข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.26 น.

จับตา “ธรรมนัส” แจงความชัดเจนทิศทางกล้าธรรม หลังสะพัดชวดร่วม รัฐบาล

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรานงานว่า บรรยากาศที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในช่วงเช้าวันนี้ค่อนข้างคึกคัก ไปด้วยกองทัพสื่อมวลชนจากหลากหลายสำนัก ที่ได้เดินทางมารอสัมภาษณ์ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ถึงทิศทางของพรรคกล้าธรรมในการเข้าร่วมรัฐบาลอนุทิน 2  หลังกลับมาจากไปท่องเที่ยวแสงเหนือ 

โดย ล่าสุด เมื่อเวลา 12.50 น. ที่กระทรวงเกษตรฯ ผู้สื่อข่าวยังคงรอ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เดินทางกลับประเทศไทย หลังจากลาหยุดพักผ่อนเที่ยวชมแสงเหนือ ที่ประเทศฟินแลนด์ พร้อมครอบครัว  และคาดว่าวันนี้จะเดินทางเข้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อปฏิบัติราชการตามปกติในวันนี้  

ทำให้กองทัพสื่อมวลชน เดินทางมาปักหลักเพื่อรอสัมภาษณ์ ร้อยเอกธรรมนัสถึงทิศทางและจุดยืนของพรรคกล้าธรรม หลังจากที่เมื่อวานนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวการจัดตั้งรัฐบาลขณะนี้เกือบ 100% แล้ว และมีกระแสข่าวไม่มีพรรคกล้าธรรมร่วมในรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลไฟจราจร แดง เขียว ส้ม แข่งกับพรรคภูมิใจไทย

ทั้งนี้ล่าสุดเจ้าที่ได้เตรียม  เครื่องสักการระสิ่งสักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรฯเพื่อ การเดินทางมาที่กระทรวงเกษตรฯของร้อยเอกธรรมนัส  โดยมีผู้สื่อข่าวยังคงรอปักหลักทำข่าวความชัดเจนของพรรคกล้าธรรม อย่างเนื่องต่อไป 

สื่อเฝ้าลุ้น กกต.ปล่อยผี สส.แบ่งเขตล็อตแรก

สื่อเฝ้าลุ้น กกต.ปล่อยผี สส.แบ่งเขตล็อตแรก

สื่อเฝ้าลุ้น กกต.ปล่อยผี สส.แบ่งเขตล็อตแรก

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.10 น.

สื่อฯ เฝ้ารอผลที่ประชุม กกต.ประกาศรับรอง สส.ก่อน ล็อตแรกวันนี้  พบเจ้าหน้าที่เตรียมสถานที่รับใบรับรอง สส.แล้ว พร้อมให้หนังสือรับรองพรุ่งนี้ทันที  

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรม การการเลือกตั้ง(กกต.) ช่วงเช้าวันนี้ มีสื่อมวลชนจำนวนมากมารอผลการประชุม กกต. ที่จะมีการประชุมเพื่อพิจารณารับรองผลการเลือกตั้ง สส. โดยนายณรงค์ กลั่นวารินทร์  ประธาน กกต.นัดประชุมในเวลา 10.00 น.  เพื่อพิจารณาประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง  ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95  หรือไม่น้อยกว่า 380  เขต จาก 400 เขต ประ กอบกับสำนักงานฯได้ให้เจ้าหน้าที่จัดเตรียมสถานที่ในการรับใบรับรอง สส. แล้ว  ที่ห้องประชุม 201 ที่จะสามารถเปิดใช้เป็นห้องรับใบรับรองได้ในวันพรุ่งนี้ (26 ก.พ.)   

ตามที่มีรายงานก่อนหน้านี้ว่า กกต.ด้านสืบสวนสอบสวนจะนำเสนอรายงานผลการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนให้ที่ประชุมพิจารณาควบคู่ด้วย เพื่อให้พิจารณาว่าจะสามารถประกาศรับรองผลเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตได้จำนวนเท่าใด  จากทั้งหมด 400 เขตเลือกตั้ง  โดยจะยังคงเหลือในส่วนของบางเขตเลือกตั้ง และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ  100 คน ที่ กกต.สั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ หรือนับคะแนนใหม่ ซึ่ง กกต.ให้นโยบายกับทางสำนัก งานว่าให้ดำเนินการในส่วนนี้ให้แล้วเสร็จทั้งหมดภายในวันที่ 1 มี.ค. และคาดว่าจะสามารถประกาศรับรองผลเลือกตั้ง  สส. แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ในต้นเดือนมีนาคม

อนุทิน แจง คลังแสงระเบิด เป็นอุบัติเหตุ ไม่ใช่วินาศกรรม

อนุทิน แจง คลังแสงระเบิด เป็นอุบัติเหตุ ไม่ใช่วินาศกรรม

อนุทิน แจง คลังแสงระเบิด เป็นอุบัติเหตุ ไม่ใช่วินาศกรรม

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.58 น.

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ นโยบายตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ 

จากนั้นเวลา 12.00 น. นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์กรณีเกิดเหตุอัคคีภัยภายในคลังกระสุนของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน จ.สุรินทร์ ว่า ได้รับรายงานว่าสาเหตุเกิดจากอุบัติเหตุทางเทคนิคไม่ใช่วินาศกรรม เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ทุกหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการเก็บรักษายุทธภัณฑ์ก็ต้องเพิ่มมาตรการดูแลไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น

อนุทิน ชาญวีรกูล

เมื่อถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงกับเหตุชายแดนหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าไม่มีการเชื่อมโยง ส่วนที่มีการเตรียมการ ให้อพยพประชาชนในพื้นที่เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ก็เพื่อความปลอดภัยเนื่องจากในคลังแสงอาจจะมีอะไรที่ไวต่อการประทุจึงให้ประชาชนไปอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยเป็นไปตามแผนเผชิญเหตุที่ผู้ว่าราชการทุกจังหวัดเตรียมการไว้อยู่แล้ว และยืนยันขณะนี้สถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมแล้ว

เมื่อถามถึงกรณีเรียกฝ่ายความมั่นคงขึ้นไปหารือบนตึกไทยคู่ฟ้าเมื่อ24 ก.พ. นายอนุทินกล่าวว่าตนไม่ได้พบกับผู้บัญชาการทหารบก มาระยะหนึ่งแล้ว วันที่ 24 ก.พ. ท่านมาประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล เกี่ยวกับงานพระราชพิธีจึงเชิญมาหารืออัปเดตสถานการณ์ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และตนยังได้เชิญเสนาธิการทหารบก มาร่วมพูดคุยด้วยเพราะเราทำงานร่วมกัน พยายามที่จะทำงานให้เป็นเนื้อเดียวกันให้ได้มากที่สุดเพื่อป้องกันเรื่องความขัดแย้งตามแนวชายแดนจากการพูดคุยก็ได้รับการยืนยันจากครั้งผู้บัญชาการทหารบก ว่ากองทัพยังมีความพร้อมในการดูแล พื้นแผ่นดินไทยและอธิปไตยซึ่งตนก็ยืนยันไปว่ารัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนภารกิจของกองทัพอย่างเต็มที่ เมื่อถามว่าการพูดคุยที่เกิดขึ้นได้มีการพูดคุยถึงผู้ที่จะมานั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือไม่นายอนุทินไม่ตอบคำถามดังกล่าวเพียงแต่ยิ้มแล้วเดินออกจากวงสัมภาษณ์ 

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

‘พปชร.-โอกาสใหม่’ ขน 6 เสียง หนุน ‘อนุทิน’ เปิดตัว 26 ก.พ.นี้ ยอดทะลุ 292 แล้ว

‘พปชร.-โอกาสใหม่’ ขน 6 เสียง หนุน ‘อนุทิน’  เปิดตัว 26 ก.พ.นี้  ยอดทะลุ 292 แล้ว

‘พปชร.-โอกาสใหม่’ ขน 6 เสียง หนุน ‘อนุทิน’ เปิดตัว 26 ก.พ.นี้ ยอดทะลุ 292 แล้ว

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.56 น.

เฟิร์ม! ’พปชร.-โอกาสใหม่‘ ขนว่าที่สส.หนุน ’อนุทิน-ภูมิใจไทย‘ เปิดตัวพรุ่งนี้ ยอดเสียงทะลุ 292 แล้ว

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (26ก.พ.) เวลา 11.00 น. พรรคภูมิใจไทย เตรียมเปิดตัวพรรคการเมืองที่จะแสดงเจตนารมย์สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ มีว่าที่สส.จำนวน 5 เสียง นำโดยน.ส.ตรีนุช เทียนทอง รักษาการหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่  จำนวน 1 เสียง ส่งผลให้ขณะนี้มีพรรคการเมืองที่ประสงค์จะลงมติให้ นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี​ รวมแล้วทั้งสิ้น 292 เสียง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 192 เสียง พรรคพรรคเพื่อไทย 75 เสียง พรรคเล็ก ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย และพรรคไทยสร้างไทย พรรคละ 2 เสียง ส่วนพรรคใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรครวมพลังประชาชน พรรคมิติใหม่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคละ 1 เสียง

นิติศาสตร์สายสปอร์ตไลท์ กับสูตรพิสดารโหวตนายกฯไปยุบสภา!

นิติศาสตร์สายสปอร์ตไลท์ กับสูตรพิสดารโหวตนายกฯไปยุบสภา!

นิติศาสตร์สายสปอร์ตไลท์ กับสูตรพิสดารโหวตนายกฯไปยุบสภา!

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.16 น.

ในช่วงเลือกตั้งและหลังเลือกตั้งที่ผ่านมา ชื่อของ รองศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ปรากฏผ่านสื่อไทยแทบทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นรายการข่าวเช้า วงสนทนาบ่าย หรือแขกรับเชิญพิเศษช่วงค่ำ ข้ามมาสื่อออนไลน์ ที่คลิปคำให้สัมภาษณ์ถูกตัดเผยแพร่จนกลายเป็นเนื้อหารายวัน

ตำแหน่ง “รองศาสตราจารย์” ดังกล่าว เพิ่งได้รับแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาสดๆ ร้อนๆ เมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง ซึ่งนับเป็นการขยับสถานะทางวิชาการให้สูงขึ้น ในฐานะอาจารย์ประจำสาขากฎหมายมหาชน ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านกฎหมายจากเยอรมนี และเติบโตมาในสายวิชาการที่เน้นหลักการ นิติรัฐ และความชอบธรรมของอำนาจรัฐมาโดยตลอด

แต่ภาพที่สาธารณะเห็นบ่อยครั้งกลับเป็นภาพนักกฎหมายภายใต้แสงไฟสตูดิโอ ความถี่ของการปรากฏตัวทำให้คำว่า “นิติศาสตร์” ถูกผูกติดกับบรรยากาศสปอร์ตไลท์อย่างแยกไม่ออก

การออกสื่อไม่ใช่ความผิด แต่เมื่อบทบาทวิชาการที่ขยับสูงขึ้น ถูกดึงเข้าสู่เวทีการเมืองรายวัน น้ำหนักของคำอธิบาย กฎหมายมหาชน ที่ควรจะเป็นบรรทัดฐานกลาง จึงถูกลดทอนลงเหลือเพียงความเห็นประกอบรายการข่าว จนเส้นแบ่งระหว่างหลักวิชาการกับการร่วมประเมินเกมอำนาจ เริ่มพร่าเลือนชัดเจน

ด้วยฐานะอาจารย์กฎหมายมหาชน ความคาดหวังจากสังคมย่อมสูงกว่าปกติ โดยเฉพาะเมื่อประเด็นที่พูดเกี่ยวข้องกับความถูกต้องของกระบวนการเลือกตั้ง

กรณีบาร์โค้ดและ QR Code ในบัตรเลือกตั้ง กลายเป็นประเด็นหลักที่ปริญญาหยิบยกมานำเสนออย่างต่อเนื่อง ทั้งผ่านการโพสต์รายวันและการออกรายการสื่อแทบทุกสำนัก เพื่อชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ “มีปัญหา” ในเชิงเทคนิคและข้อกฎหมาย

แม้กระบวนการตรวจสอบจะยังดำเนินอยู่ในขั้นของผู้ตรวจการแผ่นดิน และยังไม่มีคำวินิจฉัยใดๆ จากศาลรัฐธรรมนูญ แต่การย้ำถึงข้อบกพร่องเดิมด้วยน้ำหนักที่มั่นใจผ่านหน้าจอทุกวัน ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชนที่มีต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ไปแล้ว

เมื่อภาพของนักกฎหมายมุ่งเน้นไปที่การตอกย้ำปัญหาที่ยังไม่มีข้อยุติทางคดี เพื่อนำมาเป็นฐานรองรับทัศนะทางการเมืองส่วนตัว ภาพลักษณ์ทางวิชาการจึงถูกนำไปชั่งน้ำหนักควบคู่กับบทบาทนักวิเคราะห์การเมืองทันที

คำพูดที่ถูกแชร์ว่อนโซเชียล คือช่วงหนึ่งที่ปริญญาไปออกรายการโทรทัศน์ และใช้วิธีโยน “ฉากทัศน์สมมติ” เพื่อตั้งคำถามไปถึงอำนาจต่อรองของพรรคการเมืองว่า

“…ตอนโหวตจะมี 2 ชอยซ์ อนุทินกับณัฐพงศ์ สมมติถ้าพรรคกล้าธรรมจับมือกับเพื่อไทย พลิกกลับมาโหวตให้พรรคประชาชนเป็นนายกฯ กล้าธรรมจะโหวตให้แต่ไม่ร่วมรัฐบาล แล้วคุณณัฐพงศ์บอก เราจะยุบสภา เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มีปัญหามาก อำนาจการต่อรองของภูมิใจไทยก็จะหายไป ไม่ได้บอกว่าจะเกิดนะ แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้…”

การลำดับขั้นตอนตั้งแต่การโหวต การจัดตั้งรัฐบาล ไปจนถึงการยุบสภา ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบการสมมติฐานที่ดูเป็นระบบราวกับเป็นอีกเส้นทางหนึ่งของเกมอำนาจ ซึ่งแม้จะเป็นเพียงการฉายภาพเหตุการณ์จำลอง แต่น้ำหนักของมันที่มาจากปากอาจารย์กฎหมายมหาชน ย่อมส่งผลกระทบมากกว่าความเห็นทั่วไปในวงสนทนาทางการเมือง

การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีไม่ได้จบแค่การลงมติในสภา แต่ต้องผ่านขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ ทั้งการเลือกประธานสภาฯ ลงมติเห็นชอบ นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ และถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่

การหยิบยกความเป็นไปได้ลักษณะ “โหวตแล้วไปยุบ” คือการทำให้กระบวนการอันศักดิ์สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญดูเป็นเพียงเทคนิคทางการเมือง ทั้งที่ในทางกฎหมายมหาชน การยุบสภาคือเครื่องมือสุดท้ายในการแก้ทางตัน ไม่ใช่แผนการล่วงหน้าเพื่อ “ล้างกระดาน” เพียงเพราะเชื่อว่าการเลือกตั้งมีปัญหา

การนำเสนอเช่นนี้ยังเป็นการลดทอนความหมายของเสียงประชาชน ให้เป็นเพียงส่วนประกอบของเกมที่ถูกเซ็ตไว้ผ่านหน้าสื่อ ย่อมทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเจตจำนงที่เพิ่งลงคะแนนไปถูกลดทอนความสำคัญลง

ก่อนหน้านี้ “ปริญญา” เคยอธิบายไว้หลายครั้งว่า “พรรคอันดับหนึ่งควรได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล” เพราะเป็นเสียงข้างมากจากประชาชน หลักการดังกล่าวถูกเสนอในฐานะมาตรฐานประชาธิปไตยที่ต้องเคารพ

แต่ทันทีที่ผลเลือกตั้งออกมาว่าพรรคภูมิใจไทยได้อันดับหนึ่ง ปริญญากลับหยิบยก ฉากทัศน์สมมติ เรื่องการโหวตไขว้เพื่อนำไปสู่การยุบสภาขึ้นมาสื่อสาร 

ในความเป็นจริง แม้แต่พรรคประชาชนเองก็ยังยืนหยัดในหลักการ จะไม่จัดตั้งรัฐบาลแข่งและพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านเพื่อเคารพกติกามารยาท แต่นักกฎหมายมหาชนกลับหยิบเรื่องนี้มาเป็นจุดสนใจ ทั้งที่ความจริงไม่ควรมีพื้นที่ให้จินตนาการถึงสูตรที่ขัดกับสปิริตเช่นนี้ หากยังยึดมั่นในบรรทัดฐานเดิมที่เจ้าตัวย้ำผ่านสื่อมาตลอด

ความสมบูรณ์ของการเลือกตั้งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง ประชาชนอีกจำนวนไม่น้อยที่เลือกพรรคอันดับหนึ่ง หรือเลือกพรรคอื่นๆ เขาก็ย่อมมองว่าเสียงของเขาต้องได้รับการเคารพ ไม่ใช่ถูกด้อยค่าลงเพียงเพราะผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามความต้องการของใครบางคน

สิทธิในการแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แต่เมื่อใช้พื้นที่สาธารณะสื่อสารอย่างเข้มข้นแทบทุกวัน ทุกคำพูดจึงถูกจับตาเป็นพิเศษ
บทบาทอาจารย์กฎหมายกับบทบาทนักวิเคราะห์การเมืองสามารถอยู่ร่วมกันได้ หากหลักการยังคงเส้นคงวาและไม่เอนเอียงตามอารมณ์ทางการเมือง 

ประชาชนไม่ได้คาดหวังให้อาจารย์กฎหมายเงียบเสียง แต่คาดหวังให้มาตรฐานเดียวกันถูกนำมาใช้กับทุกฝ่ายและทุกผลการเลือกตั้ง

ในวันที่หลักการยังมั่นคง ความเชี่ยวชาญทางกฎหมายย่อมเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือ แต่เมื่อหลักการเริ่มขยับตามธงทางการเมือง ภาพของ ‘นิติศาสตร์ใต้สปอร์ตไลท์’ ย่อมชัดเจนกว่าภาพของหลักกฎหมายที่ควรจะเป็นบรรทัดฐานทันที.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ 

นายกฯ อนุทิน ควง ศุภจี หารือเอกอัครราชทูตจีน เร่งส่งออกข้าวล็อตแรก 4 หมื่นตันภายใน ก.พ.นี้

นายกฯ อนุทิน ควง ศุภจี หารือเอกอัครราชทูตจีน เร่งส่งออกข้าวล็อตแรก 4 หมื่นตันภายใน ก.พ.นี้

นายกฯ อนุทิน ควง ศุภจี หารือเอกอัครราชทูตจีน เร่งส่งออกข้าวล็อตแรก 4 หมื่นตันภายใน ก.พ.นี้

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.14 น.

นายกฯ อนุทิน ควง ศุภจี หารือเอกอัครราชทูตจีน เร่งส่งออกข้าวล็อตแรก 40,000 ตันภายใน ก.พ.นี้ ตั้งเป้าครบ 500,000 ตันในสิ้นปี เดินหน้าการค้า–ลงทุนไทย–จีน

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะ ได้ร่วมรับประทานอาหารค่ำและเข้าหารือตามคำเชิญของ นายจาง เจี้ยนเว่ย์ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กรุงเทพฯ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณฝ่ายจีนที่ให้การสนับสนุนการนำเข้าข้าวจากประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย โดยปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยเฉลี่ยประมาณวันละ 30,000 คน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ

โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือความคืบหน้าความร่วมมือด้านการค้า โดยเฉพาะการส่งออกข้าวไทยไปยังจีน ภายใต้กรอบความร่วมมือจำนวน 500,000 ตัน ซึ่งมีกำหนดส่งมอบล็อตแรกภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ ปริมาณ 40,000 ตัน โดยฝ่ายจีนแสดงความตั้งใจที่จะเร่งรัดการสั่งซื้อเพิ่มเติม เพื่อให้ครบตามเป้าหมายภายในปี 2569 พร้อมย้ำความพร้อมในการเป็นตลาดสำคัญสำหรับสินค้าส่งออกของไทย

นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจและการลงทุน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการกำกับดูแลนักธุรกิจและนักลงทุนที่เข้ามาดำเนินกิจกรรมโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ฝ่ายจีนยืนยันไม่สนับสนุนการกระทำดังกล่าว และพร้อมให้ความร่วมมือกับประเทศไทยในการบริหารจัดการและบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม

ขณะเดียวกัน ฝ่ายจีนยังสะท้อนถึงทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ซึ่งมีแนวโน้มที่บริษัทชั้นนำของจีนจะขยายการลงทุนมายังประเทศไทย คาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนรวมมากกว่าหมื่นล้านบาท พร้อมทั้งสร้างการจ้างงานและเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมของไทย

พร้อมกันนี้ ฝ่ายจีนย้ำจุดยืนของรัฐบาลจีนว่าไม่สนับสนุนสินค้าด้อยคุณภาพหรือสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และพร้อมประสานความร่วมมือกับฝ่ายไทยในการกำกับดูแลกระบวนการศุลกากรและการนำเข้าให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น และได้ระบุถึงความสำคัญของความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งถือเป็นโครงการยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทต่อการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค และแสดงความพร้อมที่จะผลักดันความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

โดยในการหารือ ฝ่ายจีนได้กล่าวชื่นชมบทบาทของนายกรัฐมนตรีไทยในฐานะผู้นำที่สามารถแสดงผลงานเป็นที่ประจักษ์ภายในเวลาอันสั้น มีความตรงไปตรงมา จริงจังต่อการปฏิบัติหน้าที่ และมีความเป็นกันเอง

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ในการกระชับความสัมพันธ์ไทย–จีนในทุกมิติ จากสถานการณ์สงครามทางการค้า จีนพร้อมที่จะเป็นตลาดสำคัญในการนำเข้าสินค้าจากไทย

ไทยโกยรายได้เฉียด 3 แสนล้าน ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมพุ่งทะลุเฉียด 6 ล้าน

ไทยโกยรายได้เฉียด 3 แสนล้าน ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมพุ่งทะลุเฉียด 6 ล้าน

ไทยโกยรายได้เฉียด 3 แสนล้าน ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมพุ่งทะลุเฉียด 6 ล้าน

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.10 น.

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย รัฐบาลปลื้ม ภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมทั้งสิ้น 5,947,434 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 293,119 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 969,505 คน มาเลเซีย 573,323 คน รัสเซีย 457,250 คน อินเดีย 376,738 คน และเกาหลีใต้ 283,623 คน

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (16-22 ก.พ. 2569) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 879,587 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 2,969 คน หรือ 0.34% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 125,655 คน นักท่องเที่ยวมาเลเซียและรัสเซีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 33.02% และ 7.57% ตามลำดับ จากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงปิดภาคเรียน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาแตะระดับ 1.1 แสนคน ในรอบ 8 สัปดาห์ที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้น 33.02% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ อินเดีย และจีน ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 18.19% 10.78% และ 0.68% ตามลำดับ โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนชะลอเดินทางหลังจากเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของวันหยุดต่อเนื่องในประเทศ แต่ยังคงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวแตะระดับกว่า 2 แสนคน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 199,078 คน มาเลเซีย 111,581 คน รัสเซีย 60,442 คน อินเดีย 42,893 คน และเกาหลีใต้ 34,318 คน

อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์

“สำหรับสัปดาห์นี้ (23 ก.พ.-1 มี.ค. 2569) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวตลาดจีน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ย้ายหมุดหมายจากประเทศญี่ปุ่น เป็นเกาหลีใต้และอาเซียนมากขึ้น การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

ท่องเที่ยวไทย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

รัฐบาลโวการค้าผ่านแดนไทย เดือนมกราคม 2569 โต 10.9%

รัฐบาลโวการค้าผ่านแดนไทย เดือนมกราคม 2569 โต 10.9%

รัฐบาลโวการค้าผ่านแดนไทย เดือนมกราคม 2569 โต 10.9%

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.00 น.

การค้าผ่านแดนไทยเดือนมกราคม 2569 โต 10.9% ไทยเกินดุลกว่า 1.48 หมื่นล้านบาท จีนยังครองแชมป์ตลาดผ่านแดน

วันที่  25 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาพรวม การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนของไทย ในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 161,135 ล้านบาท ขยายตัว 10.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการส่งออก 87,977 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.6% และการนำเข้า 73,158 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.0% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 14,819 ล้านบาท

รองโฆษกฯ กล่าวว่า สำหรับ การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สปป.ลาว เมียนมา และ กัมพูชา เดือนมกราคม 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 68,613 ล้านบาท หดตัว 18.2% เป็นการส่งออก 38,748 ล้านบาท (-23.4%) และการนำเข้า 29,865 ล้านบาท (-10.3%) โดยไทยยังเกินดุลการค้า 8,883 ล้านบาท

ประเทศคู่ค้าชายแดนที่มีมูลค่าสูงสุดคือ มาเลเซีย 30,043 ล้านบาท รองลงมาคือ สปป.ลาว 24,136 ล้านบาท และ เมียนมา 14,434 ล้านบาท ขณะที่การค้าชายแดนไทย–กัมพูชาอยู่ที่ 0 บาท

สินค้าส่งออกชายแดนสำคัญ ได้แก่
– น้ำมันดีเซล 3,652 ล้านบาท
– แผงวงจรไฟฟ้า 1,232 ล้านบาท
– น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,214 ล้านบาท

ขณะที่ การค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือนเดียวกัน มีมูลค่าการค้ารวม 92,522 ล้านบาท ขยายตัวสูงถึง 50.7% เป็นการส่งออก 49,229 ล้านบาท (+78.9%) และการนำเข้า 43,293 ล้านบาท (+27.8%)

ตลาดผ่านแดนสำคัญอันดับหนึ่งยังคงเป็น จีน มูลค่า 50,547 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.8% รองลงมาคือ สิงคโปร์ มูลค่า 18,942 ล้านบาท (+115.9%) และ เวียดนาม มูลค่า 7,367 ล้านบาท (+41.1%)

สินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ ได้แก่
– ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ 8,333 ล้านบาท
– เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 6,840 ล้านบาท
– ทุเรียนสด 6,569 ล้านบาท

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์และการค้าของภูมิภาค โดยเฉพาะการค้าผ่านแดนที่เติบโตโดดเด่น ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันการอำนวยความสะดวกทางการค้า พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเสริมศักยภาพผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาโมเมนตัมการส่งออกและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

“รัฐบาลมุ่งใช้การค้าชายแดนและผ่านแดนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เชื่อมโยงตลาดภูมิภาค และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว

รัฐสภาเตรียมพร้อม! เปิดรับรายงานตัว สส.ใหม่ 26 ก.พ. นี้ (ประมวลภาพ)

รัฐสภาเตรียมพร้อม! เปิดรับรายงานตัว สส.ใหม่ 26 ก.พ. นี้ (ประมวลภาพ)

รัฐสภาเตรียมพร้อม! เปิดรับรายงานตัว สส.ใหม่ 26 ก.พ. นี้ (ประมวลภาพ)

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.46 น.

‘สภาฯ​‘ จัดสถานที่​รับรายงานตัวผู้แทนฯใหม่​ เจ้าหน้าที่เตรียมงานฉุกละหุก​ เหตุก่อนหน้านี้ประสาน ‘กกต.’ แจ้งจะรับรอง​ 15 มี.ค.​

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่อาคารรัฐสภา ชั้น​ B1 ซึ่งเป็นสถานที่รองรับการรายงานตัวของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง​(กกต.) รับรองผล​ ที่มีรายงานว่ากกต.จะประกาศรับรองในวันนี้(25 ก.พ.) ทำให้บรรยากาศตั้งแต่ช่วงเย็ยวันที่ 24 ก.พ.และเช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่สภาฯ ทะยอยจัดเตรียมสถานที่​ ตั้งโต๊ะและอุปกรณ์​คอมพิวเตอร์ ​เพื่อรับรายงานตัว​สส.ใหม่​ ทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อ​ เพราะหากกกต.ประกาศรับรองจริงในวันนี้(25 ก.พ.)​ บรรดาสส.​ใหม่​ จะต้องไปรับใบ​รับรอง​ที่สำงาน​ กกต.​ เพื่อมารายงานตัวที่รัฐสภา​ ในวันที่ 26 ก.พ.
        
ขณะที่บริเวณลานจอดรถมีการปิดแผนป้ายประกาศ​ แจ้งเคลื่อนย้ายรถบริเวณล​านจอดรถชั้น B1 ภายในวันที่​ 25 ก.พ.เพื่อใช้สถานที่ลานจอดรถรับรองสส.รายงานตัววันที่​ 26 ก.พ.-​ 6 มี.ค. ลงท้าย​ ตร.จร.สผ.​ 24/02/2569  และปิดแผ่นป้ายที่จอดรถ สส.รายงานตัว​ โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่ากันพื้นที่จอดรถไว้บริเวณ​ล็อก​  M11 – M15  
          
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่าการจัดเตรียมสถานที่​รับการรายงานตัวของสส.ใหม่ แม้ทางสภาฯจะยืนยันถึงความพร้อม แต่เกิดความฉุกละหุก เนื่องจากทางสภาฯมีการประสานกับกกต.ตลอดเวลา ว่าจะรับรองสส.เมื่อใด​ ซึ่งทางกกต.ยืนยันว่าเป็นวันที่​ 15 มี.ค.ทำให้สภาฯยังไม่ได้เตรียมสถานที่ แต่เมื่อข่าวออกมาว่าจะมีการรับรองในวันที่​ 25 ก.พ.และสส.จะต้องมารายงานตัวในวันที่​ 26 ก.พ. ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งรีบจัดสถานที่​ ซึ่งจะเสร็จสมบูรณ์ในคืนวันนี้ อย่างไรก็ตามยังไม่ได้รับการยืนยันจาก กกต.อย่างเป็นทางการว่าจะรับรองผลในวันนี้หรือไม่​