นายกฯ ถก ก.ตร. พิจารณา ตำแหน่งควบ-ปรับระดับได้เอง ของพนักงานสอบสวน

นายกฯ ถก ก.ตร.  พิจารณา ตำแหน่งควบ-ปรับระดับได้เอง ของพนักงานสอบสวน

นายกฯ ถก ก.ตร. พิจารณา ตำแหน่งควบ-ปรับระดับได้เอง ของพนักงานสอบสวน

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.36 น.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ พิจารณากำหนดตำแหน่งสายงานสอบสวนเป็น “ตำแหน่งควบ” ปรับระดับได้ในตัวเอง พร้อมวางหลักเกณฑ์ประเมินความรู้ความสามารถ เลื่อนตำแหน่งตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2565 ขณะถูกสื่อถามเหตุระเบิดคลังสรรพาวุธ จ.สุรินทร์ เจ้าตัวชี้ให้โฆษก ตร. ชี้แจงแทน

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ครั้งที่ 1/2569 ก่อนประชุมต่อเนื่องคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 2/2569

วาระสำคัญอยู่ที่การกำหนดตำแหน่งข้าราชการตำรวจสายงานสืบสวนสอบสวน ให้เป็น “ตำแหน่งควบ” ที่สามารถปรับระดับเพิ่ม–ลดได้ในตัวเอง เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมถึงการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ เพื่อใช้ประกอบการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจแห่งชาติ และผู้บังคับบัญชาระดับสูง ให้การต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง

ระหว่างนั้น ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีเหตุระเบิดที่คลังสรรพาวุธ กก.ตชด.21 ตำบลเฉนียง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยนายกรัฐมนตรีพยักหน้า ก่อนชี้ไปยังโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดในประเด็นดังกล่าวแทน

ทั้งนี้ การพิจารณาปรับโครงสร้างตำแหน่งสายงานสอบสวนครั้งนี้ ถูกจับตาว่าจะเป็นอีกก้าวสำคัญของการปฏิรูปตำรวจ โดยมุ่งเน้นสร้างความก้าวหน้าในสายวิชาชีพ และเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการสอบสวนให้เป็นธรรมและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 14 หน่วย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 14 หน่วย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 14 หน่วย

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.22 น.

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ ความว่า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนนามหน่วยทหาร รักษาพระองค์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 8 (2) มาตรา 10 (5) มาตรา 15 และมาตรา 17 (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 และพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนนาม หน่วยทหารรักษาพระองค์ จำนวน 14 หน่วย ดังนี้

1.กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์

2.กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์

3.กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์

4.กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์

5.กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์

6.กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์

7.กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์

8.กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์

9.กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์

10.กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์

11.กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์

12.กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 12 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 12 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์

13.กองพันทหารปืนใหญ่ 902 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ 902 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์

14.กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 102 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 102 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

สุทิน ฟาดแรง ขบวนการ ซ้ายไวน์แดง ทำตัวเหมือนอั้งยี่ จ้องจับผิดล้มเลือกตั้ง

สุทิน ฟาดแรง ขบวนการ ซ้ายไวน์แดง ทำตัวเหมือนอั้งยี่ จ้องจับผิดล้มเลือกตั้ง

สุทิน ฟาดแรง ขบวนการ ซ้ายไวน์แดง ทำตัวเหมือนอั้งยี่ จ้องจับผิดล้มเลือกตั้ง

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.00 น.

วันนี้ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ เมื่อคนข่าวรุ่นใหญ่ นาย สุทิน วรรณบวร ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแบบเผ็ดร้อน ถึงสถานการณ์หลังการเลือกตั้งที่ดูเหมือนจะมีขบวนการ บางอย่างพยายามถ่วงเวลาและจ้องจับผิดเพื่อล้มผลการเลือกตั้ง โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ความพยายามล้มการเลือกตั้งของคนแพ้แล้วพาล ทำเป็นกระบวนการคล้ายอังยี่ซ่องโจรขึ้นทุกวัน จัดตั้งคนจับผิดการนับคะแนนใหม่ เลือกตั้งใหม่บางหน่วย บางเขตเลือกตั้ง จัดคนไปถ่ายรูปบัตรเลือกตั้งขณะนับคะแนนใหม่ตั้งใจหาข้อบกพร่องให้ได้ เป็นความพยายามเกินไปไหม อาจทำผิดกฎหมายเสียเอง หรือตั้งใจจะให้ผิดกฎหมายเพื่อได้ถูกดำเนินคดีใช้เป็นอ้างถ่วงเวลาไม่ให้กระบวนการเดินหน้าได้ เอากันพอดีได้ไหมสหายซ้ายไวน์แดง”

สุทิน
สุทิน
สุทิน

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Sutin Wannabovorn

สุขุมพันธ์ุ โทรให้กำลังใจ ดร.มัลลิกา สู้ศึกผู้ว่าฯกทม.

สุขุมพันธ์ุ โทรให้กำลังใจ ดร.มัลลิกา สู้ศึกผู้ว่าฯกทม.

สุขุมพันธ์ุ โทรให้กำลังใจ ดร.มัลลิกา สู้ศึกผู้ว่าฯกทม.

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.33 น.

หลังจากการเปิดตัวว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ของ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 69 ที่ผ่านมา นับเป็นข่าวที่สร้างความฮือฮาให้แก่ผู้ที่สนใจติดตามการเมือง ตลอดจนแฟนคลับของดร.มัลลิกาที่มีอยู่มากมาย ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ โดยหลังจากที่มีความชัดเจนแล้วว่าการตัดสินใจดังกล่าวเป็นเรื่องจริง ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นนี้อย่างกว้างขวาง

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับการตัดสินใจลงสู้ศึกผู้ว่า กทม.ในครั้งนี้ ดร.มัลลิกา เปิดเผยกับแนวหน้าออนไลน์ ว่า หลังสื่อหลายสำนักได้นำเสนอข่าวออกไป มีการสอบถามเข้ามาทางช่องทางการสื่อสารต่างๆ จากบรรดา FC และเพื่อนๆ ตลอดจนผู้ใหญ่ที่เคารพมากมายว่า ข่าวดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ ซึ่ง เมื่อได้รับการยืนยันว่าการตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าฯกทม.เป็นความจริง ก็ได้รับกำลังใจจากบรรดาFC และเพื่อนๆหลากหลายวงการ รวมถึงผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือมากมาย หลายคนแสดงความจำนงว่ายินดีสนับสนุนในด้านต่างๆเท่าที่จะทำได้

และหนึ่งในบุคคลสำคัญที่โทรศัพท์มาสอบถามและให้กำลังใจ ดร.มัลลิกา ก็คือ มรว.สุขุมพันธ์ุ บริพัตร อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2 สมัย โดย ดร.มัลลิกา เปิดเผยกับ “แนวหน้าออนไลน์” ว่า “ท่านเห็นข่าวจากสื่อ เลยโทรมาถามเรื่องราวต่างๆว่าเป็นอย่างไร ซึ่งดิฉันก็ได้เรียนท่านว่า เป็นความจริงและได้คิดเรื่องนี้มาเป็นระยะเวลาพอสมควรก่อนตัดสินใจและประกาศให้สังคมรับทราบซึ่ง ท่านเองก็ได้ให้กำลังใจ และอวยพรให้ประสบความสำเร็จ และดิฉันก็ได้กราบเรียนท่านว่าจะขออนุญาตไปกราบสวัสดีและขอคำแนะนำจากท่านด้วย ทั้งในฐานะที่ท่านเป็นเจ้านายเก่าของดิฉัน และเป็นอดีตผู้ว่าฯกทม.ถึง 2 สมัย ประสบการณ์การทำงานของท่านจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการนำมาใช้ในการหาเสียงและในการทำงานในของกทม.ในอนาคต”

โดยดร.มัลลิกา เล่าว่า ตนเองนั้นเคยเป็นผู้ช่วยดำเนินงาน สส.ของ มรว.สุขุมพันธ์ุ บริพัตร ในสมัยที่ท่านเป็น สส.กทม. และเมื่อพรรคประชาธิปัตย์มีมติ ส่ง มรว.สุขุมพันธ์ุ ลงสมัครผู้ว่าฯกทม.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ดร.มัลลิกา ก็ได้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการการหาเสียงของ มรว.สุขุมพันธ์ุ ด้วย

ปวิน ฟาด พรรคส้ม เมื่อไหร่จะเลิกบ้ง ปล่อย อมรัตน์ พ่น ขยะทางความคิด ไม่อินความเสมอภาคทางเพศ

ปวิน ฟาด พรรคส้ม เมื่อไหร่จะเลิกบ้ง ปล่อย อมรัตน์ พ่น ขยะทางความคิด ไม่อินความเสมอภาคทางเพศ

ปวิน ฟาด พรรคส้ม เมื่อไหร่จะเลิกบ้ง ปล่อย อมรัตน์ พ่น ขยะทางความคิด ไม่อินความเสมอภาคทางเพศ

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.30 น.

วันที่ 25 กุมภาพันธ์  2569 สืบเนื่องจากกรณี นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ส่วนตัวไม่อินเรื่องความเสมอภาคทางเพศ อาจเพราะไม่ เคยรู้สึกว่าไม่เท่าเทียมหรือถูกข่มเหงรังแก ตอนเด็ก ๆ ไปรังแกเพื่อนผู้ชายอีกต่างหาก”

ล่าสุด นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ม.เกียวโต ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อไหร่พรรคประชาชนจะเลิกบ้ง ผลิตนักการเมืองที่ยอมรับอย่างน่าชื่นตาบานว่า “ไม่อินเรื่องความเสมอภาคทางเพศ” นี่เป็นเรื่องที่น่าตกใจและน่าผิดหวังอย่างมาก แล้วอีพรรคนี้เสือกมีคนแบบนี้ในพรรคเยอะด้วย

จากนนั้นยังโพสต์อีกว่า การออกมาโพสต์แบบ “หลงทิศผิดทาง” ของอมรัตน์ อดีต ส.ส. พรรคส้มในครั้งนี้ สะท้อนถึงความอ่อนด้อยทางวิชาการและความไม่เข้าใจในคุณค่าพื้นฐานของประชาธิปไตยอย่างรุนแรง การที่ออกมาอ้างว่า “ไม่อิน” กับความเสมอภาคทางเพศเพียงเพราะประสบการณ์ส่วนตัวที่ไม่เคยถูกกดขี่ หรือการที่คนพูดสามารถรังแกเพื่อนผู้ชายได้ในวัยเด็กนั้น เป็นการตรรกะที่วิบัติและเห็นแก่ตัวที่สุด เพราะความเสมอภาคทางเพศ (Gender Equality) ไม่ใช่เรื่องของความรู้สึกส่วนบุคคล แต่มันคือโครงสร้างสิทธิเสรีภาพที่พลเมืองทุกคนต้องยึดถือร่วมกัน การที่ผู้หญิงยุคนี้มีสิทธิ์เลือกตั้ง มีสิทธิ์ลาคลอด มีสิทธิ์ในเรือนร่างที่แม้สามีก็ละเมิดไม่ได้ หรือมีอิสระในการใช้ชื่อสกุลหลังแต่งงาน และอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งหมดนี้ได้มาจากการต่อสู้ของขบวนการสตรีนิยม (Feminism) ที่ลุกขึ้นมาทวงคืนสิทธิ์ที่ถูกริบไปเพียงเพราะ “ความเป็นหญิง” ไม่ใช่เรื่องของพฤติกรรมส่วนตัวที่ใครจะมาเล่นบทผู้ล่าหรือผู้ถูกกระทำในชีวิตประจำวัน

ยิ่งไปกว่านั้น การที่ผู้หญิงที่มีสถานะเป็นถึง “นักการเมือง” และสังกัดพรรคที่อ้างตัวว่าเป็นหัวก้าวหน้า กลับออกมาพ่นน้ำลายทำลายหลักการที่ตัวเองควรจะปกป้อง ถือเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของตัวบุคคลและต้นสังกัด คำถามคือพรรคประชาชนจะปล่อยให้คนในชายคาออกมาสื่อสารแบบ “ขยะทางความคิด” และพูดจาเรื่อยเปื่อยไร้สาระแบบนี้อีกกี่ครั้ง? การแยกแยะไม่ออกระหว่าง “ความเสมอภาคทางเพศ” กับ “สิทธิสตรี” รวมถึงการเอาความมั่นหน้าส่วนตัวมาฟอกขาวโครงสร้างที่เอารัดเอาเปรียบ คือการตบหน้าผู้หญิงทั่วประเทศที่ยังคงต้องต่อสู้กับการถูกลดทอนคุณค่าในสังคมชายเป็นใหญ่ทุกวัน หากคนระดับแกนนำยังมองไม่เห็นปัญหาที่อยู่ตรงหน้า และพรรคยังนิ่งเฉยต่อความบิดเบี้ยวนี้ ก็อย่าเรียกตัวเองว่าเป็นความหวังของสังคมสมัยใหม่ — บางทีก็คิดนะว่าพรรคมึงไม่พร้อมที่จะเป็นรัฐบาลจริงๆ

ไทยก้าวขึ้นอันดับ 7 เกินดุลการค้าสหรัฐฯ ดร.กอบศักดิ์ ชี้ไทยกำลังเป็นเป้าสายตา ทรัมป์

ไทยก้าวขึ้นอันดับ 7 เกินดุลการค้าสหรัฐฯ ดร.กอบศักดิ์ ชี้ไทยกำลังเป็นเป้าสายตา ทรัมป์

ไทยก้าวขึ้นอันดับ 7 เกินดุลการค้าสหรัฐฯ ดร.กอบศักดิ์ ชี้ไทยกำลังเป็นเป้าสายตา ทรัมป์

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.55 น.

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า  ประเทศไทยกำลังจะเป็นเป้า !!!

จากตัวเลขการขาดดุลการค้าสหรัฐที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ไทยได้ก้าวขึ้นเป็นประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ อันดับที่ 7 จากที่เคยอยู่ที่ อันดับที่ 11  โดยสหรัฐขาดดุลกับเราเพิ่มขึ้นจาก 45.4 เป็น 71.8 พันล้านดอลลาร์ ที่สำคัญ ในกลุ่มประเทศที่สำคัญ 10 อันดับแรก ไทยเป็นประเทศที่มีอัตราเติบโตของการขาดดุลเพิ่มเป็นอันดับที่ 2 สูงขึ้น +58% เป็นรองก็เพียงไต้หวันที่เพิ่มขึ้น 99%  ทั้งหมดนี้ เราคงต้องระวังตัวเพิ่มขึ้น  เพราะท่าน President Trump มีความตั้งใจมาก ที่จะลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐลง แต่ตัวเลขที่ออกมาไม่เป็นไปตามที่ท่านต้องการ การขาดดุลการค้าของสหรัฐโดยรวมยังสูงลิ่วที่ 1.23 ล้านล้านดอลล่าร์ สรอ. เพิ่มขึ้น+2% ไม่ได้ลดลงแม้ว่าจะเพิ่มภาษีการค้าแล้ว

ที่น่ากังวลใจไปกว่านั้น สหรัฐสามารถลดการขาดดุลกับจีนได้ -32% ตามที่หวัง จาก -296 เหลือ 202 พันล้านดอลล่าร์ลดลงประมาณ 94 พันล้านดอลล่าร์กับณี่ปุ่น เกาหลีใต้ แคนาดา เยอรมนี ทุกคนดีขึ้นแต่กลับมาเพิ่มที่

ไต้หวัน +73 พันล้านดอลล่าร์

เวียดนาม +54 พันล้านดอลล่าร์

มาเลเซีย +30 พันล้านดอลล่าร์

ไทย +26 พันล้านดอลล่าร์

อินโดนีเซีย +23 พันล้านดอลล่าร์
กัมพูชา +15 พันล้านดอลล่าร์

อินเดีย +12 พันล้านดอลล่าร์

ฟิลิปปินส์ +9 พันล้านดอลล่าร์

ที่น่ากังวลใจไปกว่านั้น ถ้ามาเทียบกันระหว่าง ที่สหรัฐขายได้ กับที่เราขายได้ ในปี 2025 เราส่งออกไปสหรัฐ 91.3 พันล้านดอลล่าร์ เพิ่มขึ้น+38% ส่วนหนึ่งคงมาจากสินค้าอิเล็คทรอนิกส์ต่างๆ ที่เราส่งไปรับกับ AI Investment ของเขา สหรัฐส่งออกมาได้แค่ 19.5 พันล้านดอลล่าร์ เพิ่มขึ้น +8.9% ไม่น่าแปลกใจ ท่าน President Trump คงเคืองตัวเลขเหล่านี้ เจรจากับเราครั้งต่อๆ ไป คงขอว่า ไทย “กรุณา” ซื้อเครื่องบิน ยุทโธปกรณ์ สินค้าเกษตร เพิ่มขึ้นหน่อย เพราะภาษี Tariffs ที่เพิ่มดูเหมือนจะน้อยไป หรือว่า เป็นเพราะมีคนมาแอบส่งผ่านเรา กรุณาดูให้ดีด้วย ไม่เช่นนั้น คงจะต้องเข้มเรื่อง สัดส่วนของการผลิตในประเทศ ต่อไป คงต้องระวังตัวให้มากครับ เพราะเขาคงกำลังหงุดหงิดใจ !!!
#มุมมองดรกอบ #Trump #TradeDeficit #2025

ปริญญา ขู่ กกต ประกาศผลเลือกตั้ง ขัดความรู้สึกปชช มีปัญหาแน่

ปริญญา ขู่ กกต ประกาศผลเลือกตั้ง ขัดความรู้สึกปชช มีปัญหาแน่

ปริญญา ขู่ กกต ประกาศผลเลือกตั้ง ขัดความรู้สึกปชช มีปัญหาแน่

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.23 น.

วานนี้ (25 ก.พ. 2569) นาย ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กร่ายยาวเกี่ยวกับ กกต. ที่จะประกาศผลการเลือกตั้ง สส. ออกมานั้น โดยมีข้อความทั้งหมดระบุ ว่า “[ กกต. จะประกาศผลเลือกตั้ง ส.ส. แบบ #หักดิบ ความรู้สึกของประชาชน? ] ตามที่มีข่าวว่า กกต. จะมีการประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส. ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 โดยจะมีการประกาศและรับรอง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งก่อน ซึ่งสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เตรียมการให้ ส.ส. ใหม่มารายงานตัวตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 แล้วนั้น

ทุกคนที่ติดตามเรื่องการเลือกตั้งมาตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ต่างก็ต้องประหลาดใจ เพราะเลือกตั้งครั้งนี้มีปัญหามากมาย ทั้งปัญหาบาร์โค้ดคิวอาร์โค้ดที่ขัดกับหลักเลือกตั้งโดยลับตามรัฐธรรมนูญ ปัญหาบัตรเขย่งนับแสนใบ จนเกิดข้อสงสัยไปถึงความสุจริตและเที่ยงธรรมของการจัดการเลือกตั้ง

ปริญญา

คนร้องเรียนก็มาก คนไปฟ้องศาลก็เยอะ ที่สำคัญจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมดก็ยังไม่ประกาศ ผลคะแนนที่ว่าประกาศเป็นทางการ 400 เขต ก็เป็นไฟล์ PDF ถ่ายจากเอกสารกรอกลายมือในกูเกิลไดรฟ์ การนับคะแนนใหม่ที่ยังต้องทำอีกหลายหน่วย แล้ว กกต. จะประกาศผลการเลือกตั้งได้อย่างไร?

ผมเรียนว่า กกต. ประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส. ได้ ถ้าจะประกาศครับ เพราะตาม พรป. มาตรา 127 ถ้าได้ 95% ของ ส.ส. เขต ก็คือ 380 คน ก็ประกาศได้เลย เขตไหนยังมีการนับคะแนนใหม่ก็เว้นไว้ก่อน ซึ่ง กกต. กำลังจะทำอย่างนั้น

ปริญญา

แต่เรื่องที่อธิบายยากหน่อยคือเงื่อนไขอีกข้อของมาตรา 127 คือ กกต. จะประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งได้ ”เมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม“

คือคนร้องเรียนและสงสัยกันขนาดนี้ โดยที่ กกต. ก็ไม่ตอบคำถามสำคัญๆ เลย (เช่น ในทีโออาร์จ้างเหมาทำบัตรเลือกตั้งไม่มีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด แล้วคิวอาร์โค้ดกับบาร์โค้ดมาได้อย่างไร? สายรัดที่เปิดได้โดยไม่ต้องตัด กกต. จะป้องกันอย่างไรไม่ให้เจ้าหน้าที่ไปเปิดหีบบัตร?) แล้ว กกต. จะบอกว่า “ผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม” จึงประกาศผลเลือกตั้งและรับรอง ส.ส. ได้ ได้อย่างไรครับ? วรรคสองของมาตรา 127 ยังบัญญัติอีกว่า การตรวจสอบในเบื้องต้นนี้ กกต. “ต้องรับฟังรายงานของผู้ตรวจการเลือกตั้ง และข้อมูลข่าวสารที่ได้รับจากแหล่งต่าง ๆ มาประกอบการพิจารณาด้วย” รายงานของ “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” รายงานกันอย่างไรบ้าง? ทำไมเราไม่เคยได้ยินเรื่อง “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” เลย?

ปริญญา

แล้วที่มาตรา 127 วรรคสองระบุว่า ต้องฟัง “ข้อมูลข่าวสารที่ได้รับจากแหล่งต่างๆ” ประกอบด้วยนี่ ไม่ทราบ กกต.ทั้ง 7 ท่านได้รับฟังกันบ้างหรือไม่? เพราะถ้ารับฟังกันบ้าง ไม่ฟังแต่รายงานเจ้าหน้าที่ กกต. ท่านก็จะรู้สึกได้เหมือนที่ประชาชนจำนวนมากรู้สึกคือการเลือกตั้งครั้งนี้มันห่างไกลจากคำว่า “เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม” ไปมาก

ถ้า กกต. จะประกาศผลเลือกตั้งและรับรอง ส.ส. โดยไม่ทำเรื่องราวให้เปิดเผยโปร่งใสกันอย่างนี้จริงๆ มันก็คือการ “หักดิบ” ความรู้สึกของประชาชน และจะมีปัญหาตามมาแน่ครับ แล้วทำไม กกต. ถึงจะต้องรีบประกาศละครับ ถ้ามันยังมีปัญหามากอย่างนี้? ความจริงเข้าใจได้ไม่ยากเลยครับ เพราะพอประกาศผลเลือกตั้ง ส.ส. แล้ว ก็จะประชุมสภาเลือกนายกรัฐมนตรีได้ แล้วอำนาจในการพิจารณาว่าการเลือกตั้ง “สุจริตหรือเที่ยงธรรม” หรือไม่ ก็จะไปอยู่ที่ศาลฎีกา ซึ่งแม้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้สมัครที่เห็นว่าการเลือกตั้งไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรมจะไปร้อง “คัดค้านการเลือกตั้ง” ได้ แต่ต้องไปร้องที่ กกต. และมีแต่ กกต. เท่านั้นที่จะส่งคำร้องไปให้ศาลฎีกาได้

ปริญญา

ท่านอ่านแล้วคุ้นๆ ไหมครับ? มันก็จะเหมือนกับเรื่องฮั้ว ส.ว. ไงครับ แม้ข้อร้องเรียนจะมาก แต่จนถึงตอนนี้ 1 ปีกับ 7 เดือนแล้ว กกต. ยังไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเลยครับ ส่งไปแต่ผู้สมัคร ส.ว. ที่สอบตก ส่วน ส.ว. ที่ กกต. ประกาศรับรอง กกต. ยังไม่ส่งไปศาลฎีกาแม้แต่คนเดียว เรื่องของ ส.ส. กกต. ก็กำลังจะทำแบบเดียวกัน ใช่ไหมครับ”

ปริญญา
ปริญญา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Prinya Thaewanarumitkul

อดีตผู้พิพากษาส่องอนาคตเลือกตั้ง2569 ปมบาร์โค้ดบัตรสีชมพู

อดีตผู้พิพากษาส่องอนาคตเลือกตั้ง2569 ปมบาร์โค้ดบัตรสีชมพู

อดีตผู้พิพากษาส่องอนาคตเลือกตั้ง2569 ปมบาร์โค้ดบัตรสีชมพู

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.39 น.

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ส่องอนาคตเลือกตั้ง 2569: เมื่อ “บาร์โค้ด” บนบัตรสีชมพู อาจทำลายหลัก “ความลับ” จนการเลือกตั้งเป็นโมฆะ!

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประเด็นที่กลายเป็น “ระเบิดเวลา” ทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดคือการปรากฏของ บาร์โค้ด (Barcode) หรือรหัสตรวจสอบบนบัตรเลือกตั้งสีชมพู (สส. แบบบัญชีรายชื่อ) ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าสามารถ “สาวลึก” ไปถึงข้อมูลตัวตนของผู้ลงคะแนนได้

1.ถอดบทเรียนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2561: “ลับ” แบบมีเงื่อนไข

หากย้อนดู คำวินิจฉัยที่ 3/2561 ศาลรัฐธรรมนูญเคยพิจารณาว่าการให้คนอื่นช่วยคนพิการลงคะแนนนั้น “ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ” ตามมาตรา 27 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ (CRPD) ข้อ 29 (เอ) โดยวางหลักการไว้ว่า:

• เจตจำนงเหนือวิธีการ: การที่ความลับรั่วไหลไปยัง “ผู้ช่วย” ไม่ถือว่าเสียระบบ ตราบเท่าที่เป็นไปตามเจตนาของผู้ลงคะแนน

• เกณฑ์การเปิดเผย: ศาลเน้นว่า “ตราบใดที่ไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ” ก็ยังถือว่าลับ แต่รัฐต้องกำหนดมาตรการที่ชัดเจนและเด็ดขาดเพื่อคุ้มครองสิทธิของคนพิการ (และผู้สูงอายุ)

แต่! กรณีบาร์โค้ดในปี 2569 นั้น ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะในคดี 3/2561 เป็นการยกเว้นเพื่อ “ช่วยผู้ด้อยโอกาส” แต่กรณีบาร์โค้ดทั่วไป เป็นการ “สอดแนม” โดยระบบที่ประชาชนไม่ได้ยินยอมและไม่ได้ร้องขอ!

2.บรรทัดฐานสากลและการคุ้มครองสิทธิ (CRPD & International Standard)

• CRPD ข้อ 29 (เอ): อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการระบุชัดว่า รัฐต้องประกันสิทธิในการออกเสียงลงคะแนน แม้จะมีผู้ช่วย แต่ระบบหลักต้องคงความเป็นส่วนตัวไว้

• บทเรียนจากเยอรมนี (2009): ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันเคยสั่งระงับการใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ เพราะระบบ “ซับซ้อนเกินกว่าประชาชนทั่วไปจะตรวจสอบได้ด้วยตาเปล่า” และเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงรหัสลับ

• บทเรียนจากอินเดีย: ศาลสูงสุด (ในคดี Anoop Baranwal v. Union of India) ย้ำว่า ความลับคือ “หัวใจ” หากผู้สิทธิเลือกตั้งรู้สึกว่ารัฐรู้ว่าเขาเลือกใคร เขาจะสูญเสียเสรีภาพในการตัดสินใจทันที (Chilling Effect)

3.จุดตายทางกฎหมาย: ทำไม “บาร์โค้ด” ถึงอาจทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ?

หากคดีนี้ถูกส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ มีความเป็นไปได้สูงมากที่ศาลจะวินิจฉัยว่า “การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” ด้วยเหตุผลดังนี้:

1. การทำลายหลักความเชื่อมั่น (Loss of Secrecy): แม้รัฐจะอ้างว่าไม่เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ (ตามแนวทาง 3/2561) แต่การที่ระบบสามารถ “Match” รหัสบัตรเข้ากับ “ลำดับที่ในบัญชีสิทธิ” ได้นั้น ถือว่าความลับได้สูญเสียไปแล้วในทางเทคนิคตั้งแต่วินาทีที่เข้าคูหากาบัตร

2.ขัดเจตนารมณ์มาตรา 83 (ที่แก้ไขใหม่): รัฐธรรมนูญบัญญัติให้การออกเสียงต้องเป็นไปโดย “ตรงและลับ” คำว่าลับในที่นี้หมายถึง “ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ทั้งในระหว่างและหลังการลงคะแนน” หากบาร์โค้ดเชื่อมโยงถึงตัวบุคคลได้ ก็เท่ากับเป็นการเลือกตั้งแบบเปิดเผยในทางอ้อม ย่อมขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 83 เพราะมันทำลายหลักการ “ความปราศจากความเกรงกลัว (Free from fear)” ซึ่งเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตย

3.ความไม่ได้สัดส่วน (Disproportionality): การใช้บาร์โค้ดระบุตัวตนไม่มีความจำเป็นต่อการจัดการเลือกตั้งให้สุจริต เพราะสามารถใช้รหัสคุมเล่มหรือรหัสเขตแทนได้ การเลือกใช้รหัสระบุตัวบุคคลจึงเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต

4.คาดการณ์คำวินิจฉัย: “Set Zero” บัญชีรายชื่อ!

หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามแนวทางข้างต้น ผลกระทบที่จะตามมาคือ:

1.การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย: เฉพาะในส่วนของ สส. แบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) เนื่องจากกระบวนการลงคะแนนขัดต่อหลักการพื้นฐานในรัฐธรรมนูญ

2.สั่งจัดการเลือกตั้งใหม่: ศาลมีอำนาจสั่งให้มีการจัดการเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อใหม่ทั่วประเทศ โดยต้องใช้บัตรเลือกตั้งแบบใหม่ที่ไม่มีรหัสเชื่อมโยงตัวตนใหม่!

3.ความเสียหายด้านงบประมาณ: กกต. อาจต้องรับผิดชอบต่อความยุ่งยากและงบประมาณที่เสียไปจากการออกแบบบัตรที่ขัดต่อหลักลงคะแนนโดยลับ (ส่วนความผิดทางอาญา ก็ตัวใครตัวมัน)

บทสรุป

“ความลับ” ในการเลือกตั้งไม่ใช่แค่เรื่องของการปิดบังข้อมูล แต่มันคือ “เกราะป้องกัน” ที่ทำให้ประชาชนกล้าตัดสินใจตามอุดมการณ์โดยไม่ต้องกลัวการเช็กบิลภายหลัง หากบาร์โค้ดบนบัตรสีชมพูทำลายเกราะนี้ลง การเลือกตั้งครั้งนี้ก็ย่อมไม่อาจเรียกว่าเป็นการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงได้

พรรคส้มวุ่นไม่เลิก ครูธัญ โวย ถูกอ้างชื่อแถลงการณ์ของ คสพป

พรรคส้มวุ่นไม่เลิก ครูธัญ โวย ถูกอ้างชื่อแถลงการณ์ของ คสพป

พรรคส้มวุ่นไม่เลิก ครูธัญ โวย ถูกอ้างชื่อแถลงการณ์ของ คสพป

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.29 น.

จากกรณีเผ็ดร้อนของวานนี้ (24 ก.พ. 2569) ของคณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศพรรคประชาชน หรือ กลุ่ม คสพป. ออกแถลงการณ์ผิดหวังต่อกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครของพรรค กับเคสของผู้สมัครมหาสารคามที่ถูกศาลฎีกาพิพากษาว่ากระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราไปนั้น และได้มีการลงนามของทางคณะท้ายแถลงการณ์ถึง 39 รายชื่อไปนั้น ปรากฎว่าในเวลาไม่กี่ชั่วโมงต่อมาก็เกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

เมื่อ นาย ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ร่ายยาวชี้แจงชี้แจงกรณีมีชื่อโผล่เป็นที่ปรึกษาร่วมลงนามในแถลงการณ์ของกลุ่ม คสพป. ที่ออกมาวิจารณ์พรรคเรื่องผู้สมัครคดีข่มขืน โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า  “ตามที่มีแถลงการณ์ของคณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศ พรรคประชาชน ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 กรณีแสดงความผิดหวังต่อกระบวนการคัดสรรผู้สมัครในจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งมีการกล่าวถึงชื่อ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ในฐานะผู้ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ดังกล่าว เพื่อความชัดเจนต่อสาธารณะ ขอเรียนชี้แจงดังนี้

ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์

1. สถานะและบทบาทการทำงานปัจจุบัน ปัจจุบัน ธัญทำงานในฐานะนักนโยบายสาธารณะและนักสิทธิมนุษยชน โดยมุ่งขับเคลื่อนประเด็นความเสมอภาคทางเพศในระดับองค์ความรู้ งานวิจัย งานโครงการ และงานสื่อสารสาธารณะ การทำงานในระยะต่อจากนี้ จะดำเนินการอย่างเป็นอิสระ ไม่ได้อยู่ภายใต้สังกัดหรือบทบาทของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง และพร้อมทำงานกับทุกภาคส่วน รวมถึงทุกพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียม

2. ประเด็นการร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ ธัญยังมิได้ยืนยันการร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ดังกล่าว ก่อนหน้านี้ได้รับการติดต่อจากคุณศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ เกี่ยวกับการขอให้ช่วยเป็นที่ปรึกษาเป็นครั้งคราว ซึ่งโดยหลักการยินดีให้คำปรึกษากับทุกพรรคการเมืองอยู่แล้ว หากเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนความเสมอภาคทางเพศในสังคมไทย อย่างไรก็ตาม ในกรณีแถลงการณ์ฉบับดังกล่าว มิได้มีการยืนยันการร่วมลงชื่อจากธัญอย่างเป็นทางการ โดยข้อความการขอร่วมลงชื่อถูกส่งมาในช่วงเวลากลางคืน และเมื่อทราบอีกครั้งพบว่ามีการเผยแพร่แถลงการณ์พร้อมรายชื่อแล้ว ธัญไม่มีความเห็นขัดแย้งต่อหลักการเรื่องการคัดกรองผู้สมัครหรือการยืนหยัดต่อความรุนแรงทางเพศ แต่จำเป็นต้องชี้แจงว่าไม่ได้ยืนยันการร่วมลงชื่อในนามคณะทำงานของพรรค เนื่องจากการดำเนินงานด้านวิชาการ การวิจัย และการขอรับทุนในระยะต่อไป จำเป็นต้องดำรงความเป็นอิสระและปฏิบัติต่อทุกภาคส่วนอย่างเสมอภาค จึงเรียนมาเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง #ครูธัญ”

ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์

หลังจากที่โพสต์ของ นาย ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตจำนวนมากต่างก็เข้าไปแสดงความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว เช่น

“ปัญหาจริงๆคือระบบอุปถัมภ์ภายในพรรคค่ะ มีคนแจ้งเรื่องไปแล้ว ว่าสส ชายท่านนั้นมีคดีข่มขืนซึ่งกำลังสู้ในชั้นฎีกา ตาม common sense เราต้องตัดเขาออกทันที แต่นี่เขาได้ไปต่อ เหมือนกับอีเคสเว็บพนันเลยค่ะ // พอเรื่องเกิดปุ๊บ คณะทำงานที่เกี่ยวข้องในพรรคก็ Take action ช้าและก็บ้งอีก วิพากษ์ตรงในฐานะอดีต voter (ซึ่งจะไม่กลับไปโหวตอีกแล้ว) คณะทำงานเพื่อความเสมอภาค Take Action ปัญหาช้ามาค่ะ ช้าแล้วแถมบ้งอีก บ้งไม่พอ แถม สส ชายแท้ เขตดอนเมือง ยังออกมาด่าคณะทำงานอีกว่าหิวแสง นี่ไม่เข้าใจว่าพรรคก่อตัวมาเกือบจะสิบปี ทำไมระบบระเบียบงานภายในพรรคถึงยังไม่เข้ารูป”
“แจมอีกแล้ว ……. เรื่องก่อน ที่เอาไปทำก็เงียบกริบไปเลย หืมมม น่าคิดจัง”

“ต้องรอดูว่ารอบหน้าใครได้อยู่ต่อ ใครถูกขับออก ถ้าฝั่งแจมถูกขับออกรู้เลยนะว่าพรรคเลือกอะไร”

“ในนามโหวตเตอทั้งครอบครัวคือ อย่าเพิ่งทะเลาะกันได้ไหมรอจบเรื่อง กกต หค ก่อนได้ไหมปกป้องคะแนนพวกฉันก่อนได้ไหม โดนโกงหน้าด้านๆๆ แก้คะแนนในเวป อย่าเพิ่งให้มีเรื่องอื่นมากลบ ฟังป๋าต๋อย สื่อต้องทำมาหากิน อัลกอริทึ่มไหนดันเขาก็ไปเล่นเรื่องนั้น เล่น กกต เล่น fake news ก่อน”

ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์
ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์
ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก X@kru_tun

ตอกเขมรหน้าหงายกลางUN สีหศักดิ์ ซัดบิดเบือนยั่วยุใส่ร้ายไทย ถามจะเลือกสันติภาพหรือความขัดแย้ง

ตอกเขมรหน้าหงายกลางUN สีหศักดิ์ ซัดบิดเบือนยั่วยุใส่ร้ายไทย ถามจะเลือกสันติภาพหรือความขัดแย้ง

ตอกเขมรหน้าหงายกลางUN สีหศักดิ์ ซัดบิดเบือนยั่วยุใส่ร้ายไทย ถามจะเลือกสันติภาพหรือความขัดแย้ง

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.22 น.

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงของไทยในช่วงการประชุมระดับสูงของการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 61 ณ Assembly Hall, Palais des Nations สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครเจนีวา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เริ่มการกล่าวถ้อยแถลงด้วยการระลึกถึงสมัยที่ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงสำคัญที่มีการทบทวนการดำเนินงานของคณะมนตรีฯ และย้ำว่า ในช่วงเวลาที่ระบบพหุภาคีประสบความท้าทายเช่นในปัจจุบัน ประเทศต่าง ๆ ต้องร่วมมือกันเพื่อความสำเร็จและประสิทธิภาพของคณะมนตรีฯ นอกจากนี้ รัฐมนตรีฯ ยังเห็นว่า ปัญหาการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน เป็นวิกฤตด้านสิทธิมนุษยชนระดับโลกที่เกิดจากการขาดหลักนิติธรรมในประเทศที่เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ใช้เป็นฐานปฏิบัติการ โดยประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรง และอยู่ในแนวหน้าของความพยายามระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหา โดยจะสานต่อความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อจัดการกับเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวตอบโต้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาที่กล่าวพาดพิงไทยในสถานการณ์ข้อพิพาทบริเวณชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาในการกล่าวถ้อยแถลงของประชุมระดับสูงในวันเดียวกัน ว่า กัมพูชากล่าวหาไทยบนข้อความเท็จและวาทกรรมที่บิดเบือนเพื่อทำให้ไทยเป็นผู้ร้าย โดยต้นเหตุของความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา เกิดจากการละเมิดและการยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมทั้งการแทรกแซงการเมืองภายในของไทยโดยฝ่ายกัมพูชา ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดจนนำไปสู่การโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมายและมีพลเรือนต้องเสียชีวิต ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองประเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังกล่าวด้วยว่า ตั้งแต่อดีต ประเทศไทยมีแต่ความปรารถนาดีให้กับกัมพูชา โดยให้สถานที่พักพิงแก่ผู้ที่หลบหนีจากความขัดแย้ง และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รวมถึงร่วมฟื้นฟูประเทศภายหลังจากสงครามกลางเมืองในกัมพูชา ไทยไม่เคยมีเจตนาที่จะเผชิญหน้ากับกัมพูชาเพราะเข้าใจดีว่า สันติภาพของไทยไม่สามารถแยกออกจากสันติภาพของกัมพูชาได้ และโดยที่ขณะนี้ ทั้งสองฝ่ายมีข้อตกลงหยุดยิง แทนที่จะร่วมกันสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและก้าวไปข้างหน้าในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ดี แต่กัมพูชากลับทำให้ปัญหาระหว่างสองประเทศเป็นประเด็นระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการบั่นทอนโอกาสสำหรับสันติภาพสำหรับข้อกล่าวหาว่าไทยยึดครองดินแดนของกัมพูชานั้น ข้อเท็จจริงคือ ทั้งสองฝ่ายต่างเจรจาและเห็นชอบให้กองกำลังตั้งอยู่

ที่ฐานที่มั่นเดิมในช่วงที่มีข้อตกลงหยุดยิงในระหว่างที่อยู่ระหว่างการรอการหารือเพื่อแก้ไขปัญหา และจนถึงปัจจุบันนี้ กัมพูชาก็ยังคงยั่วยุ ทหารไทยก็ยังคงต้องเผชิญกับทุ่นระเบิด และกัมพูชายังคงยิงข้ามมายังฝั่งไทยแม้กระทั่งในวันนี้ ทั้งนี้ ไทยยังคงยืนยันที่จะยึดมั่นในการเจรจา แต่ขณะเดียวกัน ไทยก็มีหน้าที่ในการปกป้องอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนโดยปราศจากเงื่อนไข ดังนั้น จึงขอตั้งคำถามกับฝ่ายกัมพูชาว่า ประสงค์ที่จะเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพ หรือเส้นทางแห่งความตึงเครียดและความขัดแย้งให้ดำรงต่อไป