ณัฐพงษ์ มองภท. ปิดดีลรัฐบาล ไร้ปชป.-กธ.เป็นไปได้ ไม่กังวล ทำงานร่วมพรรคเขียว

ณัฐพงษ์ มองภท. ปิดดีลรัฐบาล ไร้ปชป.-กธ.เป็นไปได้ ไม่กังวล ทำงานร่วมพรรคเขียว

ณัฐพงษ์ มองภท. ปิดดีลรัฐบาล ไร้ปชป.-กธ.เป็นไปได้ ไม่กังวล ทำงานร่วมพรรคเขียว

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.53 น.

ณัฐพงษ์ มองภูมิใจไทย ปิดดีลรัฐบาล ไร้ประชาธิปัตย์-กล้าธรรม เป็นไปได้ ไม่กังวล ทำงานร่วมพรรคเขียว ชี้อาจมีข้อมูลเชิงลึก ช่วยตรวจสอบรัฐบาลเข้มข้น เชื่อคดีเขากระโดง- ฮั้ว สว. ไม่คืบ หลังน้ำเงิน-แดงจับมือ ระบุ เป็นหน้าที่ฝ่ายค้านต้องกดดัน ยันพรรคประชาชน รักษามาตรฐาน เน้นฉายข้อเท็จจริง ทำงานเชิงรุกในสภาฯ แม้ 200 เสียง คว่ำรัฐบาลไม่ได้ 

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2569 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกระแสข่าวปิดดีลจัดตั้งรัฐบาลอนุทิน 300 เสียง โดยที่ไม่มีพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ ว่า คิดว่ามีความเป็นไปได้ และตนไม่ได้ติดขัดอะไร คนที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลก็มาทำหน้าที่ตรวจสอบร่วมกัน 

ส่วนมองว่าสูตรจัดตั้งรัฐบาลนั้นเหมือนเดิม แค่เปลี่ยนตัวของนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องรอดูการทำหน้าที่ของรัฐบาล และให้ประชาชนช่วยกันตัดสินดีกว่า หากการเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะและหน้าตารัฐบาลที่ออกมาสามารถช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประเทศได้อย่างแท้จริงหรือไม่ แต่สิ่งที่พรรคประชาชนพยายามนำเสนอมาตลอด คือเชื่อว่า ตราบใดที่เรายังไม่ได้เปลี่ยนการเมือง ตั้งแต่โครงสร้างและต้นตอ เราก็จะได้รัฐบาลที่ไม่มีเสียงของประชาชนเป็นตัวตั้งอย่างแท้จริง ก็อาจจะไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ จึงขอรอดูต่อไปในอนาคต 

เมื่อถามว่ามีพรรคกล้าธรรมมาเป็นพรรคฝ่ายค้าน จะทำให้พรรคประชาชนทำงานลำบากขึ้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้คิดว่าเป็นอุปสรรคอะไร เพราะในฝ่ายค้านมีกลไกของวิปทำงานอยู่แล้ว หากมองในแง่หนึ่งถ้าพรรคกล้าธรรมทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างตรงไปตรงมา ก็อาจจะมีข้อมูลวงในที่พร้อมสำหรับการตรวจสอบรัฐบาลได้ดียิ่งขึ้นด้วยซ้ำ ตนคงไปตอบแทนไม่ได้ บอกได้แค่พรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ หรือทุกพรรคที่เป็นฝ่ายค้าน ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาที่สุด 

เมื่อถามต่อว่าหากพรรคกล้าธรรมหรือพรรคประชาธิปัตย์มีข้อมูลการตรวจสอบมากกว่า บทบาทการทำงานของพรรคประชาชน จะไม่ถูกกลบไป ใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การทำงานของเราตั้งแต่เป็นพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จนมาเป็นพรรคประชาชนเรามีความโดดเด่นในเรื่องการเตรียมข้อมูล อภิปรายไม่ไว้วางใจ และการพิจารณามากที่สุด มองว่าคนที่จะเข้ามาร่วมกันตรวจสอบ หากช่วยกันได้ดีก็จะไม่ทำให้ภาพของพรรคประชาชนดรอปลงแต่อย่างใด ยิ่งดีเสียอีกที่ทำให้ประชาชนมีฝ่ายค้านที่ตรวจสอบรัฐบาลได้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น 

ส่วนการที่แดงกับน้ำเงินมาจับมือกัน กังวลหรือไม่ว่า คดีเขากระโดงและคดีฮั้ว สว.จะหายไป นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในบริบทการเมืองปัจจุบันเชื่อว่าการผลักดันคดีต่างๆเหล่านี้ให้เดินหน้า ก็น่าจะต้องเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านในการกดดัน เพราะจะไปหวังพึ่งรัฐบาลในการพยายามทำให้คดีเดินหน้าอย่างตรงไปตรงมาคงไม่ได้ 

เมื่อถามว่าจำนวนเสียงที่มี 200 เสียงของฝ่ายค้านเชื่อมั่นว่าจะเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็งได้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนมองว่าการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านที่เข้มแข็งอาจจะไม่ได้อยู่ที่เสียงอย่างเดียว เพราะที่ผ่านมาในระบบรัฐสภา การโหวตการอภิปรายไม่ไว้วางใจเกือบทุกครั้ง น้อยครั้งมากที่ผลโหวตในสภาจะคว่ำรัฐบาลได้จริง แต่ที่จริงแล้วอยู่ที่เรื่องการนำเสนอข้อมูล การอภิปรายในสภา และการแถลงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนมากกว่า ตนเชื่อว่าพรรคประชาชนยังคงรักษามาตรฐาน และจะทำสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

ณัฐพงษ์ เผยกกต.เปลี่ยนแบบบัตรเลือกตั้ง สะท้อนบัตรมีปัญหา เตรียมร้อง ม.157

ณัฐพงษ์ เผยกกต.เปลี่ยนแบบบัตรเลือกตั้ง สะท้อนบัตรมีปัญหา เตรียมร้อง ม.157

ณัฐพงษ์ เผยกกต.เปลี่ยนแบบบัตรเลือกตั้ง สะท้อนบัตรมีปัญหา เตรียมร้อง ม.157

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.36 น.

ณัฐพงษ์ เผยกกต.เปลี่ยนแบบบัตรเลือกตั้ง สะท้อนบัตรมีปัญหา เตรียมร้อง ม.157 เรียกร้องเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีบัตรเลือกตั้งใหม่ ที่เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร โดยไม่มีเลขต้นขั้วของบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ สะท้อนอะไร และจะมีการตรวจสอบ กกต. อย่างไร ว่า กรณีนี้แปลว่า กกต. เปลี่ยนแบบพิมพ์บัตร ทั้งที่บัตรเดิมมีเหลืออยู่ระดับหลายล้านใบ ไม่ได้หยิบออกมาใช้ เป็นการยอมรับโดย กกต. แล้วว่า บัตรเลือกตั้งที่ใช้ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีปัญหา ดังนั้น ขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตอนนี้หลายคดีอยู่ในกระบวนการ ทั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ต้องส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลปกครอง ก็อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เอาหลักฐานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ดําเนินการตรงไปตรงมา สําหรับพรรคเอง เรามีการเตรียมยื่นตามมาตรา 157 และในส่วนภาคประชาสังคมเองก็มีการร้องในช่องทางอื่นหมดแล้ว

ส่วนการที่ตัวเลขต้นขั้วหายไป เป็นการเปลี่ยนเพื่อไม่ให้สามารถถ่ายภาพเจาะจง และย้อนกลับไปดูที่คนเลือกได้ใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กระแสข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้เห็นว่ามี กกต. ออกมาแถลงเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าการถ่ายภาพเลือกตั้งผิดกฎหมาย แต่ในตัวบทกฎหมายจริง ๆ คือห้ามไม่ให้ถ่ายบัตรเลือกตั้งที่มีการลงคะแนนแล้ว เพราะฉะนั้น การถ่ายก่อนฉีกออกจากต้นขั้ว สามารถทําได้ และแม้ไม่มีการถ่ายภาพ แต่ผู้ออกใช้สิทธิ์จําเลขต้นขั้วของตัวเองได้ ก็สามารถสืบย้อนกลับไปได้ว่าคนต่อท้ายเขา กาอะไร ตนเองเชื่อว่า กกต. รู้ช่องโหว่ตรงนี้ดี และการที่ กกต. ออกมาแถลงข่าวว่า การเลือกตั้งโดยกระบวนการมีความลับนั้นไม่จริง จึงออกมาแก้บัตรเลขตั้ง และตนเองเชื่อว่าไม่ใช่ความผิดพลาด เพราะบัตรเลือกตั้งก็มีเหลืออยู่ หยิบเล่นเก่ามาใช้ได้เลย น่าจะเป็นการสั่งพิมพ์ใหม่เพื่อปิดช่องโหว่ตรงนี้ 

ส่วนเป็นการตอกย้ําความผิดพลาดของ กกต. หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่ กกต. พยายามทําอยู่ ต้องให้ความเป็นธรรม และรอฟังสิ่งที่เขาจะแถลงว่าจะออกมาอย่างไร ณ ตอนนี้บัตรทุกใบที่ผ่านการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. มา ถูกเก็บไว้อยู่ในหีบแล้ว ดังนั้น หากยืนยันในหลักว่ากระบวนการเป็นความลับ จึงเปลี่ยนแบบบัตรที่อยู่ กระบวนการในวันนี้ ไม่สามารถที่จะไม่เป็นความลับได้ จึงเปลี่ยนแบบ แต่คิดว่าไม่ควรใช้วิธีการตีความกฎหมายแบบนี้ การที่บอกว่าบัตรควรจะเป็นความลับ ก็ควรเป็นความลับถึงที่สุดตลอดไป ไม่ใช่ว่ามีใครคนใดคนหนึ่งอย่างเจ้าหน้าที่ กกต. เปิดหีบ จนสามารถรู้ได้ว่าใครโหวตใคร

สําหรับกรณีบัตรเขย่งที่มีเยอะขึ้นนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อยากเรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยข้อมูลที่เป็นสาธารณะอยู่แล้วออกมาให้มีความโปร่งใสมากที่สุด ทั้งแบบใบขีดคะแนน 5/11 และ 5/18 ให้ครบทุกหน่วยเพื่อตรวจสอบให้ตรงกันได้ ระหว่างภาพประชาชนบันทึกไว้ในวันเลือกตั้ง และภาพที่ กกต. เปิดเผยออกมาว่าตรง หรือไม่ตรงกันอย่างไร และเมื่อบวกคะแนนกลับไปแล้ว ตกลงแล้วจะเขย่งหรือไม่เขย่งจริง ตรงกับอีซีทีรีพอร์ตหรือไม่

ส่วนพรรคมีการเตรียมแผนอย่างไร หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในที่ประชุมสัมนามีการให้ข้อคิดเห็น เตรียมแผนการไว้ทุกฉากทัศน์ ซึ่งนายธีระ สุธีวรางกูร ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้ชี้แจงภาพใหญ่ให้เห็นว่าหากเป็นโมฆะ ไทม์ไลน์ จะเป็นอย่างไร แต่ความเห็นของตน และของพรรค คงพูดแทนศาลไม่ได้ ก็อยู่ที่คำวินิจฉัยของศาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อนุทิน สั่งผู้ว่าฯทุกจังหวัด เข้มป้องกัน-รับมือภัยแล้ง 2569 เน้นบริหารจัดการน้ำเป็นระบบ

อนุทิน สั่งผู้ว่าฯทุกจังหวัด เข้มป้องกัน-รับมือภัยแล้ง 2569 เน้นบริหารจัดการน้ำเป็นระบบ

อนุทิน สั่งผู้ว่าฯทุกจังหวัด เข้มป้องกัน-รับมือภัยแล้ง 2569 เน้นบริหารจัดการน้ำเป็นระบบ

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.28 น.

อนุทิน สั่งผู้ว่าฯทุกจังหวัด เข้มป้องกัน-รับมือภัยแล้ง 2569 เน้นบริหารจัดการน้ำเป็นระบบ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนทุกพื้นที่ กำชับหากเกิดสถานการณ์ ต้องเร่งบูรณาการช่วยเหลือเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูร้อน ปี 2569 อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569 ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง การเข้าสู่ฤดูร้อนของประเทศไทย พ.ศ. 2569 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้อุณหภูมิของประเทศไทยสูงขึ้น โดยคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสภาวะอากาศแห้งแล้งที่มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำในหลายพื้นที่

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติได้กำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2569 พร้อมสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการดูแลการดำรงชีวิตและพื้นที่เกษตรกรรมของพี่น้องประชาชน ได้แก่ 1.ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำของจังหวัดอย่างใกล้ชิด” โดยตั้งคณะทำงานเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลสภาพอากาศ ปริมาณน้ำในแหล่งกักเก็บ ปัญหาการใช้น้ำของภาคส่วนต่างๆ ปริมาณน้ำฝน และประเมินความต้องการใช้น้ำในพื้นที่เป็นระยะ 2.เร่งจัดทำแผนเผชิญเหตุภัยแล้งจังหวัด” ให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง มีการซักซ้อมความเข้าใจแนวทางปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายพลเรือน ทหาร และภาคเอกชน เพื่อให้การเข้าช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ 3.กำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ เตรียมความพร้อมทั้งในด้านกำลังพล วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องจักรกลสาธารณภัย” เช่น รถบรรทุกน้ำและเครื่องสูบน้ำ ให้พร้อมใช้งานได้ทันที 4.เร่งตรวจสอบและซ่อมแซมภาชนะเก็บกักน้ำ ทั้งภาชนะเก็บกักน้ำกลางของชุมชน ระบบประปาหมู่บ้านให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดี พร้อมจัดทำแผนการแจกจ่ายน้ำในจุดต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนมีน้ำอุปโภคบริโภคที่สะอาดอย่างเพียงพอ ทั่วถึง และเท่าเทียมกันในทุกพื้นที่ และ5.สร้างการรับรู้ความเข้าใจกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำ และความตระหนักรู้ในเรื่องการใช้น้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอและคุ้มค่า ทั้งเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตรกรรม

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า ในส่วนของพื้นที่ที่ประเมินแล้วคาดว่าจะประสบปัญหาหรือประสบสถานการณ์ภัยแล้ง ให้เร่งจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเป็นแกนกลางในการระดมทรัพยากรเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชน โดยให้ความสำคัญอันดับแรกกับการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค โดยฝ่ายปกครองจะต้องมีการประสานความร่วมมือกับตำรวจและทหารในการเฝ้าระวังและป้องกันความขัดแย้งจากการแย่งชิงน้ำ รวมถึงป้องกันอาชญากรรมที่มักเกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้ง เช่น การลักขโมยอุปกรณ์ทางการเกษตร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนลดการซ้ำเติมพี่น้องประชาชน

“ในสภาวะภัยแล้งนอกจากการเร่งให้ความช่วยเหลือเรื่องน้ำกินน้ำใช้ของพี่น้องประชาชน สิ่งสำคัญที่ต้องดูแลควบคู่ไปด้วย คือ ด้านการดูแลสุขภาวะของประชาชน โดยขอให้มีการจัดหน่วยแพทย์และสาธารณสุขเคลื่อนที่ออกให้คำแนะนำ เฝ้าระวังและป้องกันโรคระบาดที่มากับอากาศร้อน อาทิ โรคท้องร่วง อหิวาตกโรค โรคอาหารเป็นพิษ พร้อมทั้งรณรงค์สร้างการรับรู้ให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ รู้จักใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุด และดูแลปฏิบัติตนให้ถูกสุขอนามัยด้วย และให้ทุกจังหวัดรายงานสถานการณ์และการดำเนินงานให้กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติทราบอย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติ เพื่อร่วมกัน “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” พี่น้องประชาชนสามารถผ่านพ้นวิกฤตภัยแล้งในปีนี้ไปได้ด้วยความปลอดภัยและมีผลกระทบน้อยที่สุด โดยพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วนนิรภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หมายเลข 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว

ทำตามระเบียบ!! แจงปมบัตรเลือกตั้ง 22 ก.พ.ไม่มีเลขที่บัตร เหตุจัดพิมพ์ใหม่ทั้งหมด

ทำตามระเบียบ!! แจงปมบัตรเลือกตั้ง 22 ก.พ.ไม่มีเลขที่บัตร เหตุจัดพิมพ์ใหม่ทั้งหมด

ทำตามระเบียบ!! แจงปมบัตรเลือกตั้ง 22 ก.พ.ไม่มีเลขที่บัตร เหตุจัดพิมพ์ใหม่ทั้งหมด

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.16 น.

บัตรเลือกตั้ง 22 ก.พ.ไม่มีเลขที่บัตร เหตุจัดพิมพ์ใหม่ทั้งหมด คนในเผยบัตรเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. ถูกทำลายหมดแล้ว ไม่ได้นำมาใช้ซ้ำ ทำตามระเบียบ

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในบางหน่วยวันนี้ และพบว่าบัตรเลือกตั้งที่ใช้เลือกตั้งครั้งนี้ มีความแตกต่างจากบัตรเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบจากคนในสำนักงาน กกต. พบว่าบัตรเลือกตั้งที่ใช้ในวันนี้ เป็นบัตรที่จัดพิมพ์ใหม่ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบ กกต.ด้วยบัตรเลือกตั้งใช้ในวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมานั้น ทันทีหลังจากเสร็จสิ้นการเลือกตั้งแล้ว กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ได้ทำลายเจาะบัตรเลือกตั้งที่เหลือไปทั้งหมดแล้ว

ส่วนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ในวันนี้ เป็นการจัดพิมพ์ใหม่ ใช้สำหรับการเลือกตั้งในวันนี้เท่านั้น ซึ่ง กกต.รับทราบข้อทักท้วงของปัญหาบัตรเลือกตั้งของเมื่อวันที่  8 ก.พ.ที่ผ่านมา และเมื่อเลือกตั้งเสร็จสิ้นบัตรเลือกตั้งที่เหลือก็จะถูกทำลายทันที ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติและทำตามระเบียบทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง

มีรายงานว่า กกต. มีการพูดคุยกัน และได้มีการคาดการณ์ไว้แล้วว่าอาจมีความพยายามในการตรวจสอบบัตรเลือกตั้งในวันนี้

ธรรมนัส เจอแสงเหนือแล้ว ภรรยาอวดภาพสุดว้าว ด้านเถกิง ไขปริศนาชุดกันหนาวส้ม-ดำ

ธรรมนัส เจอแสงเหนือแล้ว ภรรยาอวดภาพสุดว้าว ด้านเถกิง ไขปริศนาชุดกันหนาวส้ม-ดำ

ธรรมนัส เจอแสงเหนือแล้ว ภรรยาอวดภาพสุดว้าว ด้านเถกิง ไขปริศนาชุดกันหนาวส้ม-ดำ

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.49 น.

ธรรมนัส เจอแสงเหนือแล้ว ภรรยาอวดภาพสุดว้าว ด้านเถกิง ไขปริศนาชุดกันหนาวส้ม-ดำ

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2569 น.ส.ธนพร ศรีวิราช หรือ จุ๊บจิ๊บ ภรรยาของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้โพสต์ภาพถ่ายลงบนโซเชียลมีเดียส่วนตัว

​ภาพดังกล่าวเผยให้เห็นทิวทัศน์ของป่าสนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะในยามค่ำคืน โดยมีปรากฏการณ์แสงเหนือ หรือ ออโรร่า (Aurora) ปรากฏเป็นลำแสงสีเขียวพาดผ่านท้องฟ้าอย่างสวยงาม พร้อมระบุข้อความอัปเดตการเดินทางว่า “เห็นแสงเหนือแล้ว”

ต่อมานายเถกิง สมทรัพย์ สื่อมวลชนอาวุโส และอดีตนายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “จาก IG ภรรยาคุณธรรมนัส โพสต์เมื่อเกือบชั่วโมงที่ผ่านมา น่าจะเจอแสงเหนือแล้วในคืนที่ผ่านมา ลองคาดการณ์ตามภาพนี้ว่า.. ในภาพมีรถตู้หรือSUV ออกตะลุยชมแสงเหนือ ตามจุดที่คาดว่าจะพบ คือ ถ้าตรงไหนมีโอกาส ก็จะขับตามไปจุดนั้นว่าฟ้าเปิด พบแสงเหนือขึ้นแถวนั้น

ภาษาพวกเราเรียกว่า ล่าแสงเหนือ คือ ขับไปตามทุ่งหิมะช่วงกลางคืนจนกว่าจะพบแสงเหนือในภาพนี้มีทั้ง เขียว ม่วง แดง สวยมากครับ ฟ้าเปิด แสงจะมาเต็มๆ “

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายเถกิง ได้โพสต์ภาพร้อยเอกธรรมนัส ที่สวมชุดกันหนาวสีส้ม ดำ มีโลโก้สามเหลี่ยม พร้อมระบุข้อความว่า  “สื่อรายงานว่า คุณธรรมนัส สวมชุดกันหนาวสีส้ม/ดำ มีโลโก้สามเหลี่ยม ถ้าเราขยายโลโก้สามเหลี่ยมบนหน้าอกเสื้อ น่าจะเป็นชุดใช้ในการขับขี่ สโนว์โมบิล ซึ่งจะกันหนาวแบบพิเศษ หรือ ใช้ในการทำกิจกรรมกลางแจ้งหนาวสุดๆ

ในภาพ คุณธรรมนัสกับครอบครัว เล่นหิมะกลางทุ่งในเขตแลปแลนด์ หนาวสุดๆของฟินแลนด์

ซึ่งจะมีกิจกรรมกลางแจ้งให้สนุกสนาน เช่น ขี่สโนว์โมบิล ขี่ลากเลื่อนกวาง สุนัข หรือ ไปตกปลา

ชุดเสื้อนี้คือ AMOQ Apex Racing Varikkotakki (Pit Coat) คือเสื้อกันหนาวแบบยาวพิเศษสำหรับยืนทำงาน/พักข้างสนามหรือกิจกรรมกลางแจ้งในอากาศหนาวจัด ผลิตโดยแบรนด์สายมอเตอร์สปอร์ตจากสแกนดิเนเวียอย่าง AMOQ 

จุดเด่นหลัก
– กันน้ำ–กันลมระดับสูง: เมมเบรน 20K (20,000 มม.) + ตะเข็บเทปกันน้ำ
– อุ่นมาก: บุฉนวนหนา (มักราว 200g) เหมาะกับอุณหภูมิติดลบ
– ทรงยาว: คลุมถึงเข่า/ขา ลดการสูญเสียความร้อนจากลม
– ใช้งานจริงในสนาม: ฮู้ด + กระเป๋าออกแบบสำหรับทีมแข่ง/ช่าง/นักขี่
– สีให้เลือก: ดำ/ส้ม, ดำ/แดง, ดำ/เหลือง Hi-Vis ฯลฯ

เหมาะกับใคร
– นักขี่สโนว์โมบิล / ทีมแข่ง
– ช่าง/สตาฟฟ์ที่ต้องยืนนอกอาคารนาน ๆ
– นักท่องเที่ยวโซนหนาว (เช่น ลัปแลนด์) ที่ต้องการ “เสื้อตัวเดียวจบ”

สรุปสั้น ๆ
ถ้าคุณมองหา เสื้อกันหนาวแบบยาวที่อุ่นจัด กันน้ำจริง ใช้งานโหดได้
AMOQ Apex Racing Pit Coat คือรุ่นยอดนิยมที่ตอบโจทย์มากครับ
อ้อ มีหลายสี ไม่ใช่แค่สีส้ม แต่สีส้ม จะเด่นในหิมะ”

ขอบคุณภาพจาก IG : jarubjubjib และเฟซบุ๊ก เถกิง สมทรัพย์

ผัง IO ทหาร เกมพรรคส้ม แขวนชื่อ ไชยันต์-นิติพงษ์ ไร้คำตอบ?

ผัง IO ทหาร เกมพรรคส้ม แขวนชื่อ ไชยันต์-นิติพงษ์ ไร้คำตอบ?

ผัง IO ทหาร เกมพรรคส้ม แขวนชื่อ ไชยันต์-นิติพงษ์ ไร้คำตอบ?

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.52 น.

‘ผัง IO ทหาร’ เกมพรรคส้ม แขวนชื่อ ‘ไชยันต์-นิติพงษ์’ ไร้คำตอบ?

คำว่า “ไอโอ” หรือ Information Operation เดิมเป็นคำนิยามทางทหาร หมายถึงปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสารและจิตวิทยา แต่ในสนามการเมืองไทยปัจจุบัน คำนี้ถูกนำมาใช้ในความหมายของการจัดตั้งเครือข่ายออนไลน์เพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม และกลายเป็นประเด็นที่สร้างความขัดแย้งในสังคมมาอย่างต่อเนื่อง

พรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม” เป็นพรรคการเมืองที่ชูประเด็นเรื่องไอโอเพื่อตรวจสอบกองทัพมาโดยตลอด โดยระบุว่ามีการใช้ทรัพยากรของรัฐทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเพื่อเล่นงานฝ่ายการเมืองที่เห็นต่าง ประเด็นนี้ไม่ได้อยู่เพียงในโลกโซเชียล แต่ถูกยกระดับเข้าสู่กลไกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ

ช่วงปี 2568 ระหว่างที่สภาชุดก่อนยังทำหน้าที่อยู่ ได้มีการนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การประชุมของกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ โดยมี “รังสิมันต์ โรม” สส.พรรคส้ม ทำหน้าที่ประธานกรรมาธิการในขณะนั้น

ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 กรรมาธิการฯ ได้เรียกผู้แทนจากกองทัพเข้ามาชี้แจง และมีการนำแผนผังที่ถูกอ้างว่าเป็นโครงสร้าง IO ของทหารมาใช้ประกอบการซักถาม ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รายชื่อบุคคลจำนวนมากถูกบรรจุลงในบันทึกการประชุมของรัฐสภา

แผนผังดังกล่าวไม่ได้มีเพียงชื่อหน่วยงานความมั่นคง แต่กลับมีรายชื่อและภาพใบหน้าของบุคคลจริงมากกว่าสิบราย ครอบคลุมตั้งแต่กลุ่ม “จุดประเด็น” ไปจนถึงกลุ่ม “สร้างกระแส” และ “แพร่กระจาย” ที่กวาดเอาทั้งนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย สื่อมวลชน แพทย์ อินฟลูเอนเซอร์ และศิลปินชื่อดังเข้าไปรวมอยู่ในกรอบเดียวกัน

การจัดวางชื่อบุคคลสาธารณะเหล่านี้ไว้ในกรอบเดียวกับคำว่า IO ทหาร ทำให้เกิดการเชื่อมโยงในความรับรู้ของสังคมทันทีว่าคนเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของกองทัพ โดยที่พวกเขาไม่มีโอกาสได้ชี้แจงในจังหวะเดียวกับที่ชื่อถูกนำเสนอต่อหน้าสื่อและคณะกรรมาธิการ

แต่เมื่อพิจารณาในเชิงตรรกะและที่มา ผังนี้กลับไม่ปรากฏแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจน ไม่ระบุผู้จัดทำ และไม่มีหลักฐานเชิงพฤติกรรมหรือเส้นทางการสั่งการที่พิสูจน์ได้ว่า บุคคลเหล่านี้มีความเชื่อมโยงเชิงโครงสร้างกับกองทัพจริง 

การนำเอกสารในลักษณะนี้เข้าสู่เวทีกรรมาธิการ จึงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะหมายถึงการทำให้ชื่อเสียงของบุคคลภายนอกถูกนำไปแขวนประจานในข้อกล่าวหาที่รุนแรง

หนึ่งในรายชื่อที่ปรากฏในผังคือ ศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งชื่อเสียงทางวิชาการถูกนำไปผูกโยงกับวาทกรรมไอโอทหาร จนนำมาสู่การเรียกร้องความชัดเจนตามสิทธิ์

ในวันที่ 23 มิถุนายน 2568 ศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ ได้ทำหนังสืออย่างเป็นทางการส่งถึง รังสิมันต์ โรม เพื่อขอสำเนาเอกสารหลักฐานและรายงานการประชุม เพื่อใช้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือ นับจากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน เวลาล่วงเลยมาหลายเดือน แต่คำชี้แจงหรือเอกสารที่ร้องขอกลับยังไม่มีการตอบสนองจากฝั่งกรรมาธิการ

นอกจากนี้ยังมีชื่อของบุคคลสาธารณะรายอื่น เช่น “นิติพงษ์ ห่อนาค” ศิลปิน นักแต่งเพลงชื่อดัง ที่ออกมาตั้งคำถามถึงที่มาของผังและการนำมาใช้ในเวทีสภาอย่างใกล้ชิด เพราะเกียรติภูมิของคนทำงานในที่แจ้ง ไม่ควรถูกนำไปลดทอนด้วยการกล่าวหาที่ปราศจากพยานหลักฐานที่หนักแน่นเพียงพอ

ในอีกด้านหนึ่ง พรรคส้มเองก็ต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาในกรณี “สเปกเตอร์ C“ ซึ่งมีการตั้งคำถามถึงปฏิบัติการไอโอ ในฝั่งของพรรคเช่นกัน เมื่อพรรคถูกโยงด้วยคำเดียวกัน ปฏิกิริยาตอบโต้ออกมาอย่างรวดเร็ว โดยพรรคยืนยันว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวกระทบต่อภาพลักษณ์และพร้อมจะดำเนินคดีกับผู้ที่พาดพิงอย่างเด็ดขาด

ภาพนี้สะท้อนให้เห็นว่า คำว่าไอโอมีผลกระทบที่รุนแรงต่อทุกฝ่าย เมื่อพรรคต้องการปกป้องชื่อเสียงของตนจากการถูกตีตรา ก็ย่อมต้องเข้าใจดีว่าคนอื่นที่ถูกพาดพิงในแผนผังก็ย่อมรู้สึกไม่ต่างกัน

ความย้อนแย้งจึงเกิดขึ้น เมื่อฝ่ายหนึ่งเลือกที่จะนิ่งเฉยต่อหนังสือทวงถามหลักฐานในฐานะประธานกรรมาธิการผู้เปิดเกมกล่าวหา แต่กลับกระตือรือร้นอย่างยิ่งในการปกป้องตนเองเมื่อสถานะเปลี่ยนจากผู้ตรวจสอบกลายเป็นผู้ถูกตั้งคำถาม

เมื่อลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน ความจริงที่ปรากฏชัดคือการใช้ “เกมกล่าวหา” บนเวทีสภาชุดก่อน มีผลกระทบต่อบุคคลสาธารณะและบุคคลที่มีชื่อเสียงหลากวิชาชีพมากกว่าสิบราย และแม้จะมีการขอหลักฐานเพื่อยืนยันความสุจริตอย่างเป็นทางการ แต่ความเงียบที่ได้รับกลับมากลายเป็นประเด็นที่บั่นทอนความน่าเชื่อถือของผู้ตรวจสอบเสียเอง

ความรับผิดชอบต่อข้อมูลจึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญของการเมืองยุคใหม่ หากสามารถนำชื่อบุคคลไปแขวนประจานในที่สาธารณะได้ ก็ต้องพร้อมที่จะแสดงหลักฐานเมื่อถูกทวงถาม การนิ่งเฉยไม่เพียงแต่ทำลายความเชื่อมั่นต่อกลไกสภา แต่ยังเป็นการทำร้ายพลเรือนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองอีกด้วย

บทสรุปของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การรอคำอธิบาย แต่เป็นการเรียกร้องมาตรฐานที่เท่าเทียม เมื่อเกมกล่าวหาเริ่มขึ้น ความรับผิดชอบต้องตามมาอย่างชัดเจน 

การเมืองที่อ้างความโปร่งใสจะสมบูรณ์ได้ต่อเมื่อกล้าที่จะรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ไม่ใช่ใช้เพียงวาทกรรมเพื่อทำลายผู้อื่นแล้วปล่อยให้ความเสียหายกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบ

#ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ทัพเรือภาคที่ 1 รวบเรือประมงเขมรรุกน่านน้ำไทย พบลูกเรือ 3 ราย ไร้เอกสาร

ทัพเรือภาคที่ 1 รวบเรือประมงเขมรรุกน่านน้ำไทย พบลูกเรือ 3 ราย ไร้เอกสาร

ทัพเรือภาคที่ 1 รวบเรือประมงเขมรรุกน่านน้ำไทย พบลูกเรือ 3 ราย ไร้เอกสาร

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.25 น.

ทัพเรือภาคที่ 1 รวบเรือประมงเขมรรุกน่านน้ำไทย จับคาพิกัดคลองใหญ่ พบลูกเรือ 3 ราย ไร้เอกสาร

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2569 ทัพเรือภาคที่ 1 โดยผู้บังคับการเรือ ต.996 แจ้งเหตุการจับกุมเรือประมงสัญชาติกัมพูชา 1 ลำ บริเวณพิกัดละติจูด 11°31.51’ เหนือ และลองจิจูด 102°53.40’ ตะวันออก ในเขตน่านน้ำไทย

จากการตรวจสอบพบลูกเรือสัญชาติกัมพูชา 3 คน ไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ และไม่มีเอกสารแสดงตนหรือนำเรือเข้าออกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายในเรือตรวจพบหมึกสดจำนวน 2 ลัง โดยรับสารภาพว่าเข้ามาทำการประมงในน่านน้ำไทยเป็นเวลา 2 วัน

เจ้าหน้าที่จึงควบคุมเรือและลูกเรือทั้งหมด นำเข้าท่าเรืออเนกประสงค์คลองใหญ่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมประสาน ศรชล.จังหวัดตราด  จัดชุดสหวิชาชีพร่วมบูรณาการตรวจสอบและดำเนินการในขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป

เบื้องต้นอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด

ศาลปกครองสูงสุด สั่งรับฟ้องคดีตำรวจ คฝ. ทำร้ายนักข่าว จากเหตุสลายม็อบ APEC เมื่อปี 65

ศาลปกครองสูงสุด สั่งรับฟ้องคดีตำรวจ คฝ. ทำร้ายนักข่าว จากเหตุสลายม็อบ APEC เมื่อปี 65

ศาลปกครองสูงสุด สั่งรับฟ้องคดีตำรวจ คฝ. ทำร้ายนักข่าว จากเหตุสลายม็อบ APEC เมื่อปี 65

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.17 น.

ศาลปกครองสูงสุด สั่งรับฟ้องคดีตำรวจ คฝ. ทำร้ายนักข่าวระหว่างลงพื้นที่ทำข่าว เหตุสลายม็อบ APEC เมื่อปี 65 ชี้คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาได้ ให้ศาลปกครองกลางรับพิจารณาคดี

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2569 นายพงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์ ผู้สื่อข่าวอิสระ อดีตบรรณาธิการบริหารสำนักข่าวออนไลน์ The MATTER เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ศาลปกครองกลางรับคดีที่ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวผู้สื่อข่าวสำนักข่าวออนไลน์ The MATTER ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กรณีตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) ทำร้ายสื่อมวลชน ระหว่างลงพื้นที่ทำข่าวการสลายการชุมนุมของกลุ่ม “ราษฎรหยุด APEC 2022” ที่ถนนดินสอ เมื่อปี พ.ศ. 2565 ไว้พิจารณา ซึ่งผู้ฟ้องได้ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ สตช.กำหนดคำบังคับในกรณีจะสลายการชุมนุมว่า ให้ตำรวจหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง หรือหากจะใช้กำลังก็ต้องยึดหลักพอสมควรแก่เหตุ โดยขั้นตอนต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และ.ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา 5% นับแต่วันฟ้องคดีจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น  หลังจากก่อนหน้านี้ ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคดีไว้พิจารณา เพราะเห็นว่าการสลายการชุมนุมกลุ่ม “ราษฎรหยุด APEC 2022” ในวันดังกล่าว เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและตามที่กฎ หมายกำหนด และคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ทั้งนี้ ศาลปกครองสูงสุดให้เหตุผลว่า  การที่ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ไม่ได้มีการบัญญัติไว้ว่าให้ศาลใดเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาในเรื่องใดไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องพิจารณาไปตาม “หลักทั่วไป” ที่ว่าศาลปกครองเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครอง กรณีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย เป็นกรณีที่ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับได้  และเมื่อผู้ฟ้องคดีได้นำคดีนี้มายื่นฟ้องต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปีนับแต่วันที่รู้เหตุแห่งการฟ้องคดี จึงเป็นเหตุให้สามารถ รับคดีนี้ไว้พิจารณาได้

ไมค์ ประสิทธิ์ จ่องานเข้า ฝ่าฝืนกม.เลือกตั้งสส.มาตรา73 ส่อซื้อเสียงหลังเลือกตั้ง

ไมค์ ประสิทธิ์ จ่องานเข้า ฝ่าฝืนกม.เลือกตั้งสส.มาตรา73 ส่อซื้อเสียงหลังเลือกตั้ง

ไมค์ ประสิทธิ์ จ่องานเข้า ฝ่าฝืนกม.เลือกตั้งสส.มาตรา73 ส่อซื้อเสียงหลังเลือกตั้ง

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.53 น.

ไมค์ ประสิทธิ์ จ่องานเข้า ฝ่าฝืนกม.เลือกตั้งสส.มาตรา73 ส่อซื้อเสียงหลังเลือกตั้ง เหตุเเจกเครื่องดื่ม-เสื้อยืด

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ อดีตสส.ปทุมธานี เขต7 เเละผู้สมัคร สส.ปทุม ธานี เขต 8 พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก ช่วง 6 วันก่อนหน้านี้ โดยลงข้อความเเละภาพของนายประสิทธิ์ เเละทีมงานช่วงลงพื้นที่ในห้วงเวลาดังกล่าวว่า “วันนี้ผมได้ไปพบพี่น้องปทุมธานี เขต 8 เพื่อกล่าวขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบให้ผมด้วยตัวเอง พร้อมนำเสื้อทีมไมค์ฯ ไปมอบเป็นที่ระลึกแทนคำขอบคุณจากใจ สำหรับกำลังใจที่มีให้กันมาตลอดไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง หรือผลแพ้ชนะ แต่เป็นความตั้งใจของผมและทีมงาน

แม้วันนี้ผมจะไม่มีตำแหน่งแล้วแต่ผมยังคงรับฟังปัญหา และช่วยประสานเรื่องต่าง ๆ ให้พี่น้องได้เหมือนเดิม เพราะความผูกพันกับพื้นที่ไม่เคยจบลงพร้อมกับผลการเลือกตั้ง

ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน สำหรับความไว้วางใจ และกำลังใจที่ยังส่งให้กันมาตลอดนะครับ”

ผู้สิ่อข่าวรายงานว่า โดยภาพที่นายประสิทธิ์ นำมาโพสต์ในเฟ:บุ๊กของนายประสิทธิ์ “ไมค์- ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์-Prasit Puttampadungsakนั้น พบว่า นายประสิทธิ์ ได้เเจกลังเครื่องดื่ม/เสื้อยืดสีส้มที่มีภาพของนายประสิทธิ์ โลโก้พรรคประชาขนเเละหมายเลข 6 ซึ่งนายประสิทธิ์ใช้ลงสมัครสส.วันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมาให้กับประชาชนหลายคน   

ซึ่งตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 73 ระบุว่า “ห้ามผู้สมัครหรือผู้ใดให้ เสนอหรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินทั้งแก่บุคคลและพื้นที่หรือองค์กรเช่น ชุมชน วัดหรือสถานศึกษา จัดมหรสพ จัดเลี้ยง หรือหลอกลวง ขู่เข็ญ ใส่ร้ายเพื่อจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยม หากฝ่าฝืนมีโทษ จำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี (พ.ร.ป. เลือกตั้งสส.มาตรา 73 (1)-(5) ประกอบมาตรา 158 และ 159) เพราะสำนักงาน กกต.ยังอยู่ในห้วงเวลา 60 วันในการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสส.ในครั้งนี้ ดังนั้น การดำเนินการของนายประสิทธิ์ในครั้งนี้ อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายดังกล่าวเพราะกระทำการ”ซื้อเสียงหลังการเลือกตั้ง“

รายงานข่าวว่า ตั้งแต่ยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2568 ผู้สมัครสส.พรรคประชาชน ถูกจับดำเนินคดี ได้แก่ นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ (กทม. เขต 33) คดีฟอกเงินยาเสพติด (29 ธ.ค. 68) , นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ (ตาก เขต 2) พัวพันเว็บพนัน (14 ม.ค. 69) ,นายธีระวัฒน์ (มหาสารคาม เขต 1) จำคุก 2 ปี 8 เดือน คดีข่มขืน (18 ก.พ. 69) 

ส่วนนายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ อดีตสส.ปทุมธานี เขต7 เเละผู้สมัคร สส.ปทุม ธานี เขต 8 พรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวขาญด้านระบบ ไอที(IT)ที่ออกมาเคลื่อน ไหวฟ้องสำนักงาน กกต.กรณีบัตรเลือกตั้ง การนับคะเเนนผลการเลือกตั้ง การไปติดตามการลงคะเเนนใหม่ในบางเขตในช่วงนี้นั้น พบว่านายประสิทธิ์ อาจกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งพ.ร.ป. เลือกตั้งสส.มาตรา 73 (1)-(5) ประกอบมาตรา 158 และ 159 หากฝ่าฝืนมีโทษ จำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี
 

โฆษก ทบ.เคลียร์ปมพบช้อนหลังเผาร่างพลทหาร

โฆษก ทบ.เคลียร์ปมพบช้อนหลังเผาร่างพลทหาร

โฆษก ทบ.เคลียร์ปมพบช้อนหลังเผาร่างพลทหาร

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.30 น.

โฆษก ทบ.เคลียร์ปมพบช้อน หลังเผาร่างพลทหาร เผยทหารทุกคนพกช้อนติดตัวทานข้าว ไม่ชัด มีคนใส่ลงไป หรือวางไว้ตอนไหน เผยในผลชันสูตร ไม่มีช้อน

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2569 ที่กอง​บัญชาการ​กองทัพบก พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวเพิ่มเติมข้อสงสัยของสังคมกรณีพบช้อนหลังการเผาร่าง พลทหารเพชรรัตน์ สังกัดกรมปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี จ.ปราจีนบุรี เสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลว  ยืนยันไม่มีร่องรอยการถูกสัมผัสเพื่อทำร้ายร่างกายแต่อย่างใดว่า ปกติ  ทหารจะพกช้อนไว้กับตัวกัน ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อผ้า หน่วยนี้ก็เช่นกัน เช่น อยู่ในเสื้อผ้าตลอด ใครหยิบใส่ไปกับของใช้ติดตัว หรือใครวางไว้ตอนถ่าย ไม่รู้เมื่อไหร่ ศพไหน แต่ประเด็นหลักที่จะต้องอธิบายซ้ำอธิบายคือ เสียชีวิตอย่างไร ทุกอย่างชี้ไปที่ ตายธรรมชาติ ไม่ใช่ถูกกระทำ 

นอกจากนี้ ช้อนไม่อยู่ในผลชันสูตรพลิกศพ ตามกระบวนการทางกฎหมาย ระบบราชการ