เท้ง เปิดธีม พอแล้วไม่ไหวแล้ว วาง 20 ขุนพลชำแหละนโยบายรัฐบาล

เท้ง เปิดธีม พอแล้วไม่ไหวแล้ว วาง 20 ขุนพลชำแหละนโยบายรัฐบาล

เท้ง เปิดธีม พอแล้วไม่ไหวแล้ว วาง 20 ขุนพลชำแหละนโยบายรัฐบาล

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.24 น.

’พรรคส้ม‘ เปิดธีมชำแหละนโยบายรัฐบาล! ‘พอแล้วไม่ไหวแล้ว’ วาง ‘20ขุนพล’ ลับมีดรอไม่มีพูดซ้ำซ้อนแน่นอน แตะเบรก ‘รัฐบาล’ ไม่ต้องดักคอ ‘ฝ่ายค้าน’ ทำให้เป็นเวที ‘ซักฟอก’ อัด ‘ครม.อนุทิน’ ไร้ความเชื่อมั่น 

วันที่ 7 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 09.10 น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า การแถลงนโยบายในครั้งนี้ เรามาในธีม “พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” ซึ่งพรรคประชาชน พร้อมที่จะเป็นตัวแทนส่งเสียงสะท้อนไปยังรัฐบาลถึงความเดือดร้อนของประชาชน ตนคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลควรทำคือมองไปข้างหน้า หากเรามองวิกฤตที่ผ่านมา ในเรื่องของฝุ่น PM 2.5 และน้ำมัน รัฐบาลมักตามแก้ปัญหาย้อนหลัง ตั้งแต่มีวิกฤตแรกๆ ก็มีประชาชนสะท้อนว่าอยากให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลว่ามีใครกักตุนน้ำมันหรือไม่ ซึ่งตอนแรกรัฐบาลยืนยันว่าไม่มี แต่สุดท้ายก็ออกมาแถลงอีกแบบว่าสุดท้ายคนที่กักตุนน้ำมันแสวงหาผลประโยชน์ บนความเดือดร้อนของประชาชนจริงๆ วิกฤตเรื่องฝุ่นก็เช่นเดียวกันมีการเกิดขึ้นทุกปี 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า แม้เราเรียกร้องมาโดยตลอดว่าการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอและการให้สวัสดิการที่ดีและเพียงพอ ประกันกลุ่ม ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ และประกันสุขภาพแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเรามักเห็นการแก้ไขปัญหาย้อนหลัง คือเมื่อเกิดความสูญเสียขึ้น รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องค่อยออกไปแสดงความเสียใจ เราทุกคนมีความเสียใจ แต่จริงๆรัฐบาล ควรบริหารจัดการล่วงหน้าได้ดีกว่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสูญเสีย

เมื่อถามว่า จะชู 2 ประเด็นดังกล่าวนี้ใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า นี่เป็นวิกฤตเฉพาะหน้าที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนมากๆ อยู่ในขณะนี้ แต่จริงๆ ต้องบอกว่าประเทศเรามีวิกฤตเรื่องเศรษฐกิจที่โตรั้งท้าย เช่น ปัญหาด้านการศึกษา ด้านสิ่งแวดล้อม หรือตลาดพลังงานที่เราเรียกร้องให้มีการเปิดเสรี การเกณฑ์ทหาร โดยพรรคประชาชนได้เตรียมผู้อภิปรายไว้ไม่ต่ำกว่า 20 คน คงจะอภิปรายทุกอย่างได้อย่างรอบด้าน โดยตนจะเป็นผู้อภิปรายเปิด แล้วตามด้วยนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ชุดแรกอาจจะเป็นการเปิดอภิปรายด้วยประเด็นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนรอฟังอยู่ทั้งประเทศ และจะมีการอภิปรายต่อเนื่องจนครบทุกด้าน

เมื่อถามว่า หลังจากได้เห็นตัวร่างนโยบายของรัฐบาลแล้วประเมินว่าเป็นอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากที่เห็นความพยายามที่จะปรับให้มีอะไรใหม่ๆ เช่น การที่มีการตั้งคลัสเตอร์ ยุทธศาสตร์การบริหารแบบบูรณาการขึ้นมา 5 กลุ่ม ตนเชื่อว่าสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล พยายามทำ คือเขาพยายามที่จะเอานโยบายของพรรคอื่นๆ ที่อาจจะเห็นว่าดีไปมัดรวมกัน ซึ่งหากดูเฉพาะในเรื่องของนโยบายตนคิดว่าในหลักการไม่ได้ติดขัด หลายอย่างพรรคประชาชนก็เคยนำเสนอในส่วนนี้ เช่น เรื่องโครงสร้างของทีมบริหาร 

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า แต่การออกแบบโครงสร้างผังบริหาร นโยบายที่เอาจากพรรคอื่นๆ มามัดรวมกันอาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่จำเป็นของประเทศไทยในขณะนี้ คือการขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีพลัง นโยบายจะขับเคลื่อนอย่างมีพลังได้ต้องมีการร่วมมือจากทุกส่วน สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือการไว้เนื้อเชื่อใจ สิ่งที่เป็นปัญหาสูงสุดของรัฐบาลในขณะนี้คือประชาชนและภาคเอกชน ขาดความเชื่อมั่น เชื่อใจในรัฐบาล กับการที่ประชาชนตั้งคำถามว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ที่มาที่ไปของฐานอำนาจของรัฐบาลชุดนี้ ตกลงมาจากไหน

”เราอาจจะเห็นโฉมหน้าของรัฐบาล คณะรัฐมนตรี (ครม.) หลายคนที่อาจจะมีความรู้ความสามารถจริงในบางสาย แต่โดยส่วนใหญ่เรายังเห็นโฉมหน้าของครม.ที่มาจากโควตาทางการเมือง ซึ่งพวกเรายืนยันมาโดยตลอดว่า โฉมหน้าของครม. ลักษณะนี้ต่อให้จะมีนโยบายที่สวยหรูขนาดไหน ก็อาจจะไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างใหญ่ๆ ได้ หากไม่กล้าชนกับคอรัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมือง“ นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่า จากบริบททางการเมืองหรือนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ประเมินว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ครบเทอม 4 ปีหรืออยู่ได้ยาวหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จะอยู่ครบเทอมหรือไม่ครบเทอม ตนคิดว่าอยู่ที่รัฐบาลจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับให้กับประชาชนหรือไม่ การแถลงนโยบายคือจุดเริ่มต้นสิ่งที่ตนคิดว่าสิ่งสำคัญไม่แพ้คือการทำให้ประชาชนเห็นว่าที่มาของรัฐบาลชุดนี้มีความถูกต้อง ซึ่งความชอบธรรมของรัฐบาลชุดนี้ควรเริ่มต้นมาจากการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม เช่น ความผิดปกติที่จังหวัดสุพรรณบุรี เขต 2 ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่เป็นผู้สมัครของสส.พรรคภูมิใจไทย ไม่จำเป็นต้องรอการแสวงหาข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งจริงๆ การตรวจสอบคนในพรรคตัวเอง สามารถดำเนินการทำได้เลย โดยในขณะนี้เราพยายามเดินหน้าทุกช่องทาง และดำเนินการเรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินคดีทุกช่องทาง สามารถทำได้ โดยฝ่ายกฎหมายของพรรค นำโดยนพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ดำเนินการเรื่องนี้อยู่ รวมถึงบุคคลที่อยู่ในครม. ต้องไม่มีผลประโยชน์ โดยก่อนหน้านี้เราก็เห็นนายกรัฐมนตรีออกมาปกป้องนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่สุดท้ายเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นก็ต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก แต่ทำไมไม่แสดงความบริสุทธ์ใจก่อนหน้านี้ 

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าฝั่งรัฐบาลจะมองว่าฝ่ายค้านใช้เวทีนี้เป็นเวทีซักฟอก นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเวทีในสภา ทุกเวทีคือเวทีซักฟอกรัฐบาลอยู่แล้ว แต่จะเป็นการซักฟอกหนักแบบอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือซักฟอกแบบปกติที่เราต้องตรวจสอบรัฐบาลทุกวัน ตนคิดว่าเป็นกลไกธรรมดาของรัฐสภาที่เราต้องใช้กลไกไม่ว่าจะเป็นการตั้งกระทู้ถาม การอภิปราย หรือในคณะกรรมาธิการ ในการซักฟอกรัฐบาลทุกอันอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า การอภิปรายจะซ้ำซ้อนหรือไม่ เนื่องจากนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ก็เคยระบุว่าไม่อยากให้มีการอภิปรายที่ซ้ำซ้อน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ดูที่เนื้อหาเชื่อว่าผู้อภิปราย 20 คน ของพรรคประชาชน เตรียมเนื้อหาการอภิปรายมาอย่างดี แบ่งพาร์ทกันมาอย่างดี ไม่มีการอภิปรายซ้ำซ้อนแน่นอน ส่วนผู้อภิปรายอื่นๆ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาควรที่จะพยายามควบคุมเนื้อหาการอภิปรายของตนเองไม่ให้มีความซ้ำซ้อน

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาพรรคประชาชนถูกโจมตีมาโดยตลอด มีวิธีการรับมืออย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเราทำหน้าที่ของเราอย่างตรงไปตรงมา หากจะมีการใช้ข้อบังคับหรือเทคนิควิธี เพื่อที่จะพยายามตีรวน กระบวนการในสภาเราเองก็พร้อมที่จะลุกขึ้น วิธีการตอบโต้ แต่ตนไม่อยากให้เวทีสภาที่ประชาชนรอรับฟังว่ารัฐบาลมีนโยบายอะไรบ้าง ตอบโจทย์หรือไม่ตอบโจทย์ สุดท้ายกลายเป็นว่า สมาชิกรัฐสภาในฐานะที่จะต้องตรวจสอบ การทำงานของรัฐบาล มาทะเลาะกันเอง ไม่อยากให้เวทีนี้เป็นเวทีที่ประชาชนติดตามแล้วรู้สึกว่ารัฐสภาไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเอง 

ดาชัย ซัด รัฐบาล อวดรถไฟฟ้าของเล่นคนรวย เมินชาวบ้านไม่มีเงินเติมน้ำมัน

ดาชัย ซัด รัฐบาล  อวดรถไฟฟ้าของเล่นคนรวย เมินชาวบ้านไม่มีเงินเติมน้ำมัน

ดาชัย ซัด รัฐบาล อวดรถไฟฟ้าของเล่นคนรวย เมินชาวบ้านไม่มีเงินเติมน้ำมัน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.22 น.

เมื่อวันที่ 7 เม.ย.เวลา 12.40 น.นายดาชัย เอกปฐพี สส.ลำปาง เขต 2 พรรคกล้าธรรม กล่าวถึงสถานการณ์วิกฤตค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูง กระทบโดยตรงต่อพี่น้องประชาชนในต่างจังหวัดซึ่งยังต้องพึ่งพารถกระบะดีเซลในการทำมาหากิน แม้ปัจจุบันสถานการณ์น้ำมันจะไม่ได้ขาดแคลน และมีเพียงพอในทุกปั๊ม แต่ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ราคาน้ำมันที่แพงเกินกำลังของประชาชนฐานราก โดยเฉพาะเกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า และแรงงานนอกระบบ ที่ต้องแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงในทุกวัน คนต่างจังหวัดบ้านผม ยังใช้รถกระบะดีเซลทำมาหากินอยู่ ราคาน้ำมันดีเซลแพงไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือความอยู่รอดของคนทั้งประเทศ 

นายดาชัย กล่าวต่อว่า ตนเห็นนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)ออกมาแสดงความชื่นชมนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อลดปริมาณการใช้พลังงาน สิ่งที่ทำก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่มันสำหรับคนรวยที่จะสามารถซื้อรถยนต์ไฟฟ้าได้ แต่สำหรับประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะคนจน ไม่มีทางเลือกนั้น เพราะราคารถไฟฟ้ายังสูงเกินเอื้อม และโครงสร้างพื้นฐานรองรับในต่างจังหวัดก็ยังไม่พร้อมอีกด้วย คนไทยส่วนใหญ่จึงยังต้องดิ้นรนกับต้นทุนพลังงานแบบเดิม

ดาชัย เอกปฐพี

“นี่ไม่ใช่วิกฤตราคาน้ำมัน แต่คือวิกฤตความล้มเหลวของการบริหารประเทศของรัฐบาล วันนี้รัฐบาลกำลังบริหารประเทศเพื่อใครกันแน่ เพราะในขณะที่คนรากหญ้ากำลังหายใจรวยริน กลับมีการผลักดันภาพฝันเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งที่ความจริงคือคนส่วนใหญ่ ไม่มีปัญญาแตะ บางคนแม้แต่จะเอาเงินที่ไหนมาเติมน้ำมันให้พอวิ่งทำงานในวันพรุ่งนี้ก็ยังไม่รู้” นายดาชัย กล่าว

นายดาชัย กล่าวต่อด้วยว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกำลังกัดกินทั้งระบบเศรษฐกิจฐานราก เพราะเมื่อน้ำมันแพง ต้นทุนขนส่งก็เพิ่ม ราคาสินค้าก็ขยับขึ้น สุดท้ายประชาชนทั้งประเทศต้องร่วมรับภาระโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง ชาวบ้านเขาถึงถามพวกท่านว่า รวยกันพอหรือยังครับ ?

ดาชัย เอกปฐพี

สงกรานต์นี้สบายใจได้! รมว.กลาโหม ยันชายแดนไทย-เขมรไร้แววรบ

สงกรานต์นี้สบายใจได้! รมว.กลาโหม ยันชายแดนไทย-เขมรไร้แววรบ

สงกรานต์นี้สบายใจได้! รมว.กลาโหม ยันชายแดนไทย-เขมรไร้แววรบ

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.19 น.

“บิ๊กดุลย์” ลั่น หากมีปะทะรอบ3 สู้รบขนาดใหญ่ เชื่อ กัมพูชา ต้องประเมินรบไทยหรือไม่  ขอ ประชาชน อย่ากังวล  เผย “กัน จอมพลัง” ช่วยได้มากช่วงชายแดนวิกฤติ ชี้ ขั้นตอนเบิกจ่ายรัฐบาล 3 เดือน รอไม่ได้  แต่ไม่ควรเกินเลย 

วันที่ 7 เมษายน 2569 ที่สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ณ อาคาร สทป. (แจ้งวัฒนะ) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณี นายสนธยา สวัสดี ยื่นหนังสือขอให้ยุติการสนับสนุนการเคลื่อนไหว กัน จอมพลัง ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และให้ตรวจสอบการใช้เงินของมูลนิธิว่า  ต้องเข้าใจว่าในช่วงการสู้รบมีวิกฤต แม้รัฐบาลจะมีงบประมาณให้ แต่ความต้องการในขณะนั้น ต้องใช้อย่างเร่งด่วน ต้องการความรวดเร็ว แต่รัฐบาลมีขั้นตอนทางราชการที่ต้องใช้เวลา3 เดือน เมื่อมีภาคเอกชนหรือประชาชนมาช่วย เพื่อให้เพื่อความรวดเร็ว เช่น ทำบังเกอร์เพื่อความปลอดภัย ทั้งหมดเป็นเรื่องของความรัก ที่มีให้ทหารที่รักษาอธิปไตย แต่หากเกินเลยไปมากกว่านี้ ก็ต้องไปตรวจสอบ เพราะในสถานการณ์ในขณะนี้รัฐบาลมีงบประมาณให้แล้ว

ส่วนกระแสข่าวการสู้รบในรอบ 3  นั้น ขอให้มั่นใจข้อมูลของทางการและทหารในพื้นที่ หากจะมีการสู้รบจะต้องการแจ้งเตือน และอพยพประชาชน ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ ที่จะมีการรบกัน โดยมีประชาชนอยู่ในพื้นที่  

ส่วนตัวประเมินว่าหากจะมีการสู้รบอีกครั้งก็จะเป็นการสู้รบขนาดใหญ่ ซึ่งหากเป็นประเทศฝั่งตรงข้ามก็ต้องคิดว่าจะมารบกับเราอีกหรือไม่ ดังนั้นขอให้ประชาชนเชื่อมั่น ทหารทุกระดับชั้น จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เล่นสงกรานต์ให้มีความสุข แต่หากมีการแจ้งเตือน ว่าโอกาสจะมีน้อยมาก ก็มีแผนรองรับอยู่แล้ว 

นอกจากนี้ ตนมีกำหนดการลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วงสงกรานต์ เพื่อเป็นกำลังใจทหารที่อยู่แนวหน้า พร้อมฝากถึงประชาชน ว่าในขณะที่ทุกคนกำลังสนุกสนาน ยังมีคนอีกกลุ่ม ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน พร้อมเชิญสื่อมวลชนร่วมลงพื้นที่ชายแดนกับตัวเองด้วย

สส.ปชน. ไล่บี้องค์กรอิสระ จี้เปิดตัวเลขค่าตอบแทนผู้บริหาร

สส.ปชน. ไล่บี้องค์กรอิสระ จี้เปิดตัวเลขค่าตอบแทนผู้บริหาร

สส.ปชน. ไล่บี้องค์กรอิสระ จี้เปิดตัวเลขค่าตอบแทนผู้บริหาร

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.14 น.

7 เม.ย. 2569 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงเรียกร้องให้องค์กรอิสระ เปิดเผยจำนวนค่าตอบแทน และสวัสดิการผู้บริหารองค์กรอิสระว่า  เพื่อให้ประชาชนหมดความกังวล ให้องค์กรดังกล่าว ได้รับการตรวจสอบจากองค์กรอื่น และประชาชนได้ด้วย สำหรับเงินค่าตอบแทน และสวัสดิการต่าง ๆ นั้น เป็นภาษีของประชาชน อาทิ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่มีทั้งผู้เชี่ยวชาญ ที่มีค่าตอบแทนต่อเดือนจำนวน 48,730 บาท เลขานุการที่มีค่าตอบแทนต่อเดือน จำนวน 44,310 บาท และผู้ช่วยเลขานุการที่มีค่าตอบแทนต่อเดือน จำนวน 22,155 บาท  และยังมีสิทธิสวัสดิการกับค่าเดินทางตามระเบียบที่องค์กรสามารถออกเองได้ด้วย  

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า  ส่วนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีตำแหน่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพิเศษได้ไม่เกินจำนวน 3 อัตรา ต่อคน ค่าตอบแทนรวมต่อคนต่อเดือน อยู่ที่จำนวน 25,000 – 31,000 บาท และยังเมื่อประกันสุขภาพให้อีกจำนวน 15,000 บาทต่อคนต่อปี  สำหรับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่มีค่าตอบแทนสูงมากอยู่แล้ว และเมื่อรวมรถประจำตำแหน่งกับสิทธิประกอบอื่น ๆ ค่าตอบแทนสูงเกือบครึ่งล้านบาทต่อเดือน  

ภัณฑิล น่วมเจิม

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า จากที่มีคำกล่าวที่ว่า การให้ค่าตอบแทนผู้บริหารองค์กรอิสระต่าง ๆ จำนวนสูงมากจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ  นั้นจริงหรือไม่ หากเปรียบเทียบกับกรณีสินบนทองคำแท่งน้ำหนักรวม 246 บาท ที่ให้กับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ซึ่งตอกย้ำว่า ค่าตอบทนสูงไม่ได้สะท้อนกับความซื่อสัตย์สุจริต แต่อย่างใด เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับค่าตอบแทนของผู้ช่วย สส.จะเห็นภาพชัดทันที ผู้ช่วยดำเนินงานของ สส.ได้ค่าตอบทนจำนวน 15,000 บาทต่อเดือน แต่คนขับรถประจำตำแหน่งของบางองค์กรอิสระ ได้ค่าตอบแทนสูงถึง 19,000 บาทต่อเดือน ยังไม่รวมสวัสดิการอื่น ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้

“ขอเรียกร้องให้องค์กรอิสระ เปิดเผยจำนวนค่าตอบแทน และสวัสดิการผู้บริหารองค์กรอิสระ ให้ประชาชนหมดความกังวล  นอกจากนี้ พรรคประชาชน จะมีการเสนอแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นรายมาตรา เพื่อให้องค์กรดังกล่าว ได้รับการตรวจสอบจากองค์กรอื่น และประชาชนได้ด้วย” นายภัณฑิล กล่าว

ภัณฑิล น่วมเจิม
ภัณฑิล น่วมเจิม

สุขสมรวย รมต.ป้ายแดง เข้าทำเนียบฯ ถือฤกษ์สะดวก พร้อมทำทุกหน้าที่หาก นายกฯ มอบหมาย

สุขสมรวย รมต.ป้ายแดง เข้าทำเนียบฯ ถือฤกษ์สะดวก พร้อมทำทุกหน้าที่หาก นายกฯ มอบหมาย

สุขสมรวย รมต.ป้ายแดง เข้าทำเนียบฯ ถือฤกษ์สะดวก พร้อมทำทุกหน้าที่หาก นายกฯ มอบหมาย

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.57 น.

“สุขสมรวย” รมต.ป้ายแดง เข้าทำเนียบฯ ถือฤกษ์สะดวก พร้อมทำทุกหน้าที่หาก “นายกฯ” มอบหมาย ลั่น ตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด คาดแบ่งงานเร็วๆนี้

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 7 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาลอย่างเป็นทางการ โดยเปิดเผยว่า ทีมงานได้เข้าห้องทำงาน และได้เตรียมอุปกรณ์ทำงานไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 เม.ย. แล้ว และได้อัญเชิญพระมงคลมิ่งเมืองของจังหวัดอำนาจเจริญ มาไว้ที่ห้องทำงานเพื่อความเป็นสิริมงคล ส่วนฤกษ์ที่เข้ามาทำงาน ตนถือฤกษ์สะดวก 

เมื่อถามว่า มีฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาลเมื่อไหร่นั้น นางสุขสำรวยกล่าวว่า ตนมาพร้อมนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ยังไม่ได้มอบภารกิจในการทำงานว่าให้รับผิดชอบงานส่วนใด ซึ่งตนคาดว่า นายกรัฐมนตรีจะมอบหมายงานเร็วๆนี้

เมื่อถามว่า การเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีเป้าหมายการทำงานอย่างไร นางสุขสมรวย กล่าวว่า ทันทีที่ได้รับมอบหมายว่าต้องรับผิดชอบงานใดจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด

เมื่อถามย้ำว่า มีความตั้งใจดูงานส่วนใดเป็นพิเศษหรือไม่ นางสุขสำรวย กล่าวว่า แล้วแต่ผู้ใหญ่ ถ้าผู้ใหญ่เห็นว่าตนทำงานอะไรได้ ตนก็พร้อมศึกษา และรับคำแนะนำจากข้าราชการด้วยหัวใจที่อยากทำงาน ตนเชื่อว่าจะทำได้

เมื่อถามว่า การเป็นรัฐมนตรีครั้งแรกรู้สึกตื่นเต้นหรือไม่ นางสุขสำรวย กล่าวว่า ตนเป็นคนอีสาน ไม่ได้มีพื้นฐานทางด้านการเมือง พ่อจบป.2 เป็นคนฉะเชิงเทรา แม่เป็นคนอำนาจเจริญ เราไม่ได้มีพื้นฐานทางการเมือง แต่วันหนึ่งมาทำงานการเมืองและถูกเลือกโดยนายกฯ และผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย มาทำงาน มาเป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ ตนพกความตื่นเต้น ความกังวล และความภูมิใจเข้ามา

เมื่อถามว่า ประชาชนจะรวยเหมือนชื่อรัฐมนตรีหรือไม่ นางสุขสำรวย หัวเราะ ก่อนกล่าวว่า ชื่อสุขสำรวยเป็นชื่อตั้งแต่เกิด พ่อตั้งชื่อนี้เลย 57 ปี ไม่เคยเปลี่ยนชื่อ เป็นความเชื่อของคนโบราณ คนอีสาน พ่อตนมีลูก 5 คน มีผู้ชาย 4 คน และตนเป็นผู้หญิงคนเดียว พ่อคงมีความตั้งใจเอาทุกประโยคมารวมกันเป็นสุขสำรวย 

ประเดิมรัฐบาล อนุทิน 2 เกษตรกรอีสาน บี้ นายกฯ-รมว.เกษตรฯ เร่งสางปัญหาเงินชดเชยให้ประชาชน

ประเดิมรัฐบาล อนุทิน 2 เกษตรกรอีสาน บี้ นายกฯ-รมว.เกษตรฯ เร่งสางปัญหาเงินชดเชยให้ประชาชน

ประเดิมรัฐบาล อนุทิน 2 เกษตรกรอีสาน บี้ นายกฯ-รมว.เกษตรฯ เร่งสางปัญหาเงินชดเชยให้ประชาชน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.50 น.

ประเดิมรัฐบาล “หนู 2”เกษตรกรอีสาน บี้ “นายกฯ-รมว.เกษตรฯ” เร่ง สางปัญหาเงินชดเชยให้ปชช.ที่ถูกกระทบจากโครงการรัฐ ซัดล่าช้า ทำเดือดร้อน 

วันที่ 7 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มสมัชชาเกษตรกรภาคอีสาน (สกอ.) และกลุ่มสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน (สพอ.) นำโดย นายศักดา กาญจนเสน ประธาน สกอ. และนางบุรี อาจโยธา ประธานสพอ.นำตัวแทนประชาชน เดินเท้าจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ฝั่งสำนักงานข้าราชการพลเรือน(เดิม)ถนนพิษณุโลก เพื่อติดตามทวงถามความคืบหน้าการแก้ปัญหาการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาของกลุ่มสกอ. และสพอ. ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการพัฒนาของรัฐอย่างเป็นระบบ และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี เร่งรัดการชดเชยเยียวยาเกษตรกรที่สูญเสียที่ดินทำกินจากการก่อสร้างเขื่อนหลายแห่งในภาคอีสาน ที่ยืดเยื้อมานาน โดยรีบตรวจสอบสิทธิและจ่ายเงินชดเชยที่เหมาะสม พร้อมคืนสิทธิในที่ดินที่ได้รับผลกระทบจากโครงการจัดการน้ำ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

ตัวแทนกลุ่มสพอ.กล่าวว่า บางกรณีที่เกิดปัญหาและมีมติครม.ให้ชดเชยแล้ว แต่ยังจ่ายเงินล่าช้า ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนที่ไม่ได้รับเงิน จึงอยากให้นายกฯ และรมว.เกษตรและสหกรณ์ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดใหม่พิจารณาช่วยเหลือเยียวยาให้กับสมาชิกที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน และการชลประทาน 

“ชาวบ้านเดือดร้อนจากการดำเนินการของภาครัฐ จึงมาขอให้เร่งแก้ปัญหา ไม่มีชาวบ้านคนไหนอยากมาตากแดด แต่เพราะเดือดร้อนมานาน จึงต้องมาทวงถามเพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรม หากมีการบริหารงานด้วยหลักนิติรัฐ นิติธรรม ไม่โกงประชาชน ก็จะไม่มีปัญหา“ 

หัวหน้าพรรคส้ม เมิน ป.ป.ช.ยื่นศาลฎีกา คดี 44 สส. 9 เม.ย.นี้ ลั่นพร้อมชนทุกสถานการณ์

หัวหน้าพรรคส้ม เมิน ป.ป.ช.ยื่นศาลฎีกา คดี 44 สส. 9 เม.ย.นี้ ลั่นพร้อมชนทุกสถานการณ์

หัวหน้าพรรคส้ม เมิน ป.ป.ช.ยื่นศาลฎีกา คดี 44 สส. 9 เม.ย.นี้ ลั่นพร้อมชนทุกสถานการณ์

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.13 น.

พร้อมชนทุกสถานการณ์! ’หัวหน้าพรรคส้ม‘ ไม่หวั่น ‘ป.ป.ช.’ จ่อยื่นศาลฎีกาฟันเคส ‘44 สส.’ โดนสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ย้ำยิ่งโดนกลั่นแกล้งยิ่งสร้างความไม่พอใจให้ประชาชน ดักคอรัฐบาลอย่าหาทำ ‘กดปุ่ม’ สั่งคดีช่วงวันแถลงนโยบาย

7เม.ย.2569 เมื่อเวลา09.10น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมจะยื่นคดี 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ให้ศาลฎีกา ในวันที่ 9 เม.ย. นี้ มองว่ามีนัยยะอะไรหรือไม่ว่า เท่าที่ตนรับทราบมากระบวนการปกติ โดยเฉพาะหากติดช่วงเทศกาลสงกรานต์ ศาลควรจะรับคำร้องหรือมีคำสั่งว่าจะหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ควรจะพ้นช่วงสงกรานต์ไปแล้ว แต่หากศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก่อนที่จะหยุดสงกรานต์จริง ตนคิดว่าพื้นฐานข้อเท็จจริงรวมถึงกระบวนการเร่งรัดหากเกิดขึ้นจริง คนที่มีอำนาจในการกดปุ่มสั่งเรื่องนี้ ตนคิดว่าไม่ควรทำ เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาบล็อกการอภิปรายในส่วนของพรรคประชาชน ในวันแถลงนโยบาย ควรปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของรัฐสภาให้พวกเราได้ทำหน้าที่ของพวกเราให้ดีที่สุด 

เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่ามองว่ามีนัยยะทางการเมืองหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จริงๆเรื่องคดี 44 สส. โดยภาพรวม ตนสื่อสารมาโดยตลอดอยู่แล้วว่า ผิดต่อหลักการที่สส. มีอำนาจในการแก้ไขกฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นนิติสงครามอย่างชัดเจน ขั้วตรงข้ามทางการเมืองพยายามใช้อาวุธทางกฎหมายในการสกัดกั้นทำลายพวกเรา ยิ่งคุณทำแบบนี้เท่าไหร่ก็ยิ่งสร้างความไม่พอใจต่อประชาชน ที่เขาแสวงหาความเป็นธรรม ฉะนั้นตนคิดว่าความชอบธรรมของรัฐบาล ที่รัฐบาลจะสามารถผลักดันนโยบายต่างๆได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่วนหนึ่งต้องพยายามที่จะทำให้ทุกอย่างมีความชอบธรรม และตนเข้าใจดีว่าเรื่องคดี 44 สส. เป็นกระบวนการ ในส่วนขององค์กรอิสระ และอยู่ในส่วนของศาลฎีกา แต่ในอีกมุมหนึ่งสังคมก็กำลังตั้งคำถาม ว่าพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล มีอิทธิพลที่สามารถกำกับองค์กรอิสระ เพราะมีที่มาที่ไปขององค์กรอิสระ รวมถึงสภาบนและสภาล่าง ฉะนั้น ในส่วนนี้เราไม่อยากให้มีกระบวนการที่เร่งรัดเพราะสังคมอาจตั้งคำถามว่ารัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ 

เมื่อถามว่า หากมีคำสั่งคำสั่งใดคำสั่งหนึ่งออกมา ในวันอภิปราย แถลงนโยบายรัฐบาล พรรคได้มีการเตรียมรับมือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนคงตอบแทนศาลไม่ได้ ว่าอยากเห็นคำสั่งออกมาหน้าตาแบบไหน แต่เชื่อมั่นว่าศาลฎีกาจะทำหน้าที่ด้วยความเป็นธรรม และอยากให้ศาลให้ความเป็นธรรมกับพวกเราด้วย เพราะเห็นได้ชัดว่าคดีนี้เป็นคดีทางการเมือง ทั้งนี้  เราเตรียมรับมือไว้แล้วทุกสถานการณ์ และในพรรคเราได้คิดไว้ในกรณี เหตุเลวร้ายที่สุดไว้อยู่แล้ว ฉะนั้น ไม่ว่าคำสั่งจะออกมาในวันไหน เราก็เตรียมความพร้อมที่จะเดินหน้าต่อเต็มที่

รมว.ยุติธรรม สั่ง DSI เช็กชื่อเรือทำน้ำมัน 57 ล้านลิตรล่องหน

รมว.ยุติธรรม สั่ง DSI เช็กชื่อเรือทำน้ำมัน 57 ล้านลิตรล่องหน

รมว.ยุติธรรม สั่ง DSI เช็กชื่อเรือทำน้ำมัน 57 ล้านลิตรล่องหน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.54 น.

วันที่ 7 เมษายน 2569 ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เปิดเผยถึงการมอบนโยบายแก่ข้าราชการกระทรวงยุติธรรม ว่าวันนี้ตนเข้ามาที่กระทรวงยุติธรรมเป็นรอบสอง ซึ่งก็มีผู้บริหารแต่ละกรมฯ มาร่วมแสดงความยินดี ส่วนในเรื่องของนโยบาย อาจจะต้องมีการประชุมกันอีกครั้งเพื่อมอบนโยบาย อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ตนได้มีการศึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรีเพื่อที่จะมาถ่ายทอดให้กับข้าราชการกระทรวงยุติธรรม สำหรับเรื่องเร่งด่วนที่ตนคิดว่าจะต้องดำเนินการ คือ โครงการในพระราช ดำริ นอกนั้นก็จะเป็นเรื่องภารกิจสำคัญการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลและการแก้ไขกฎหมายต่างๆ ซึ่งก็ต้องดูนโยบายของรัฐบาลเป็นหลัก แต่เบื้องต้น ยังไม่ได้มองถึงการแก้ไขทบทวนกฎหมายฉบับใดเป็นหลัก และนอกจากนี้ทางรัฐบาลก็ยังไม่ได้มีการกำชับเรื่องอะไรเป็นพิเศษ มีเพียงกรณีที่กระทรวงยุติธรรมพร้อมที่จะทำงานแบบ Work From Home ซึ่งเราก็มีการวางระบบไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้ว

พล.ต.ท.รุทธพล เผยถึงความคืบหน้าการสืบสวนคดีการกักตุนน้ำมัน ว่า สำหรับกรณีที่มีน้ำมัน 57 ล้านลิตรหายไปกลางทะเล และต้องเร่งตรวจสอบว่าปลายทางไปที่ใดนั้น  ตนขอยืนยันว่ามันเป็นการ Ship-to-ship คือเทียบจากเรือ ในการถ่ายโอนน้ำมันไปเรืออื่น ซึ่งตอนนี้เราต้องพิสูจน์ทราบว่าไปที่เรือใดบ้าง โดยวานนี้ (6 เม.ย.) ตนได้สั่งให้ดีเอสไอรวบรวมข้อมูลให้ชัดเจนภายในเวลา 12.00 น. วันนี้ เพื่อที่จะได้รู้ว่ามีปริมาณจำนวนน้ำมันที่หายไปกลางทะเลเท่าใด มีเรือกี่เที่ยว กี่ลำที่เข้ามาเกี่ยวข้องจนถึงปลายทาง ซึ่งเบื้องต้นตั้งแต่ตรวจพบคราวก่อนยังเป็นตัวเลข 57 ล้านลิตร ทั้งนี้ นอกจากในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็ยังมีพื้นที่ของจังหวัดชุมพร และจังหวัดสงขลา ที่เราต้องทำต่อเนื่องไปด้วย

รมว.ยุติธรรม

พล.ต.ท.รุทธพล เผยต่อว่า สำหรับกรณีน้ำมัน 57 ล้านลิตรที่หายกลางทะเลนั้น เราก็พยายามตรวจสอบดูปลายทางว่าน้ำมันหายไปที่ไหนบ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องการรวบรวมข้อมูลจากศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ที่ได้มีการทยอยส่งข้อมูลมาบ้างแล้ว และเราก็ได้มีการส่งรายชื่อเรือที่เกี่ยวข้องไปให้เขาช่วยตรวจสอบ โดย ศรชล. จะช่วยมอนิเตอร์ให้ เพราะ ศรชล. สามารถดูข้อมูลย้อนหลังเส้นทางการเดินเรือได้ถึง 90 วัน ซึ่งสามารถรู้รายละเอียดได้ ทั้งนี้ เรือที่เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมดทราบว่าเป็นเรือที่มาจากหลากหลายบริษัท ส่วนเรืออยู่ในน่านน้ำทะเลไทยหรือไม่ ต้องไปตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึกอีกครั้ง เพราะอาจจะมีการจอดเทียบฝั่ง หรือลอยลำอยู่กลางทะเล
 
เมื่อถามว่าจะมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับเรือเหล่านี้อย่างไร เพราะช่วงเวลาที่เกิดเหตุเรืออาจจอดเสียหรือไปชะลออยู่กลางทะเล โดยไม่ได้มีพฤติการณ์เป็นการกักตุนน้ำมันนั้น พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เราพร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่ายและทุกคน ซึ่งมันก็ต้องพิสูจน์ในส่วนที่ว่าการจอดเรือเสีย มีความเกี่ยวข้องกับน้ำมันที่หายไปกลางทะเลหรือไม่ เพราะน้ำมันที่หายไปมันมีปริมาณหลายแสนลิตร อย่างน้อยก็ต้องมีหลักฐานที่ใช้ยืนยันในส่วนนี้ให้ได้ ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าปริมาณน้ำมันที่หายกลางทะเล อาจไม่ใช่แค่ 57 ล้านลิตรแต่สูงถึง 70 ล้านลิตรนั้น เรื่องนี้ตนต้องขอนำไปตรวจสอบก่อน

เมื่อถามว่าบริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด ได้ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวยืนยันว่าปริมาณน้ำมันคงคลัง 2,000,000 ลิตรดังกล่าวที่ตรวจพบ ไม่ได้เป็นการสต๊อกเพื่อเก็งกำไร แต่มีไว้เพื่อเตรียมจำหน่ายให้กับพาร์ตเนอร์ลูกค้าตนเอง เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างไร พล.ต.ท.รุทธพล แจงว่า ยืนยันว่าตนให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ซึ่งเขาก็มีหน้าที่ต้องนำหลักฐานมาชี้แจง ตนเชื่อว่าดีเอสไอย่อมให้ความเป็นธรรมได้อยู่แล้ว

พล.ต.ท.รุทธพล เผยอีกว่า สำหรับกรณีโรงกลั่นที่มีจำนวน 6 แห่งในประเทศไทย เบื้องต้นหลายหน่วยงานได้ไปตรวจสอบดูแล้วพบว่าไม่พบข้อพิรุธ เพราะว่าโรงกลั่นมีความจำเป็นต้องระบายน้ำมันออกจากโรงกลั่นอยู่แล้ว โรงกลั่นไม่สามารถที่จะกักเก็บน้ำมันไว้ได้ ส่วนกรณีเมื่อน้ำมันออกจากโรงกลั่นถูกส่งไปถึงบริษัทคลังน้ำมัน เบื้องต้นยังเจอในกรณีของบริษัทคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานีตามที่ปรากฏในข่าว แต่ก็คงยังมีส่วนอื่นอีก ซึ่งก็ต้องมีการเปิดปฏิบัติการลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มเติมต่อไป เพราะเชื่อว่าอาจมีบริษัทคลังน้ำมันเจ้าอื่นที่มีลักษณะกักตุนน้ำมันสำหรับเก็งกำไร ทั้งนี้ การตรวจสอบย่อมเริ่มมาจากการตรวจพบความผิดปกติ แต่เมื่อเราตรวจสอบ เราก็ต้องตรวจสอบโดยให้ความเป็นธรรม เขามีพยานหลักฐานมายืนยัน เราก็ต้องพิจารณาตามพยานหลักฐาน

รมว.ยุติธรรม

ต่อข้อถามว่า กรณีที่พบความผิดปกติเรื่องกักตุนน้ำมันล้วนเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ มีความเกี่ยวข้องในเรื่องการเมืองหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล แจงว่า ส่วนดังกล่าวคือการยกกรณีตัวอย่างเท่านั้น ซึ่งก็มีในภาคอื่นด้วย อย่างที่มีการจับกุมแล้วไม่ว่าจะเป็นในจังหวัดอ่างทอง ในอำเภอแม่สอดจังหวัดตาก หรือจังหวัดนครสวรรค์ เป็นต้น อีกทั้งเรื่องของระบบการขนส่ง ที่มีการลักลอบไปแถวภาคเหนือ แต่อันนี้ที่เราพูดกันคือแค่ส่วนเดียว ซึ่งมันก็มีในภาคอื่นเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ต้องมีการเปิดปฏิบัติการขยายผลเพื่อดูรายละเอียดต่อไป

“เร็วนี้จะมีการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันอื่น ๆ ตามที่หน่วยงานภาคีได้รายงานข้อมูลความผิดปกติมาให้รับทราบ ซึ่งเราก็ต้องดำเนินการตรวจสอบต่อไป แต่เราต้องบอกก่อนว่าเขายังไม่ใช่ผู้กระทำความผิด ส่วนจะเป็นบริษัทคลังน้ำมันในพื้นที่ภาคใต้หรือภาคตะวัน ขอไปดูรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมอีกครั้ง” พล.ต.ท.รุทธพล กล่าว

พล.ต.ท.รุทธพล ย้ำว่าวันพฤหัสบดีที่ 9 เม.ย.นี้  เราจะได้มีการประมวลรายละเอียดเรื่องการกักตุนน้ำมันทั้งหมดนำเสนอเข้าสู่บอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) เพื่อขอให้พิจารณารับสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษ โดยจะเน้นในเรื่องของปัญหาการกักตุนน้ำมัน ไม่ใช่แค่เพียงในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเพียงเท่านั้น แต่เราจะรวบรวมในทุกมิติที่ได้มีการตรวจสอบร่วมกัน โดยฐานความผิดเบื้องต้นที่จะรับไว้เป็นคดีพิเศษ คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ตนมองว่าพฤติกรรมแต่ละส่วนไม่เหมือนกัน จึงคาดว่าน่าจะมีกฎหมายฉบับอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มเติมด้วย

รมว.ยุติธรรม

เมื่อถามว่าสังคมตั้งข้อสังเกตว่าการกักตุนน้ำมันในครั้งนี้มีลักษณะทั้งเป็นกองทัพมดและน้ำมันที่ถูกถ่ายโอนหายไปกลางทะเล ไม่สามารถที่จะกระทำการโดยตัวคนเดียวได้ ต้องมีลักษณะเป็นการอั้งยี่ หรือมีเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ย้ำว่า อย่างไรขอไปดูรายละเอียดอีกครั้ง เพราะข้อมูลมันถูกจัดเก็บจากหลายส่วน และหลายหน่วยงาน จึงขอตรวจสอบความชัดเจนอีกครั้ง และอธิบดีดีเอสไอก็ทำงานโดยไม่ได้หยุดหย่อน  ทั้งนี้ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวยิ้มๆว่าตนก็ได้ให้เวลาจนถึงเที่ยงวันนี้ ไม่รีบนะ แต่บอกว่าเที่ยง  พร้อมก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือตัวเอง

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า คดีสืบสวนการกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร ในช่วงสถานการณ์ปรับลดอัตราชดเชยราคากองทุนน้ำมันเชื้อ จะถูกนำเสนอเข้าสู่คณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อพิจารณารับสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษ ในวันพฤหัสบดีที่ 9 เม.ย. เวลา 14.00 น. ณ อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร และนอกจากนี้ ในวันที่ 7 เม.ย. ช่วงเวลาตั้งแต่ 11.00-12.00 น. พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วยคณะพนักงานสืบสวนคดีกักตุนน้ำมัน ได้มีการประชุมที่ห้องวอร์รูม (War Room) หารือเรื่องข้อมูลจำนวนเที่ยวเรือ และชื่อเรือที่เข้าไปเกี่ยวข้องในการถ่ายโอนน้ำมันกลางทะเล จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเสนอข้อมูลทั้งหมดไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรับทราบภายในเที่ยงวันนี้

นายกฯ หารือ เอกอัครราชทูตอินเดียฯ เดินหน้าเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุน

นายกฯ หารือ เอกอัครราชทูตอินเดียฯ เดินหน้าเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุน

นายกฯ หารือ เอกอัครราชทูตอินเดียฯ เดินหน้าเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.43 น.

นายกฯ หารือ เอกอัครราชทูตอินเดียฯ เดินหน้าเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุน เตรียมความพร้อมรับนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย พร้อมหารือมาตรการพลังงาน รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง

วันที่ 7 เมษษยน 2569 เวลา 09.30 น. ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายนาเคศ สิงห์  เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่ออำลาในโอกาสพ้นหน้าที่ โดยภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญของการหารือ ดังนี้

1) ความสัมพันธ์ทวิภาคี นายกรัฐมนตรีฝากความปรารถนาดีและคำขอบคุณไปถึงนายกรัฐมนตรีโมที ที่ได้มีสารแสดงความยินดีถึงนายกรัฐมนตรีในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง พร้อมทั้งชื่นชมเอกอัครราชทูตอินเดียฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง เพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยกับอินเดีย โดยยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของเอกอัครราชทูตอินเดียฯ คนใหม่ เพื่อสานต่อความสัมพันธ์อันดีและสนับสนุนความร่วมมือระหว่างทั้งประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ด้านเอกอัครราชทูตอินเดียฯ ขอบคุณรัฐบาลไทยที่สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง พร้อมแสดงความยินดีต่อนายกรัฐมนตรี ในโอกาสที่ชนะการเลือกตั้งอย่าง และการกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง โดยเชื่อมั่นว่า ภายใต้การบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรีจะมีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ พร้อมเชิญนายกรัฐมนตรีเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการในโอกาสที่เหมาะสม 

2) การค้าและการลงทุน ไทยและอินเดียยังมีศักยภาพที่จะขยายความร่วมมือระหว่างกันได้อีกมาก โดยอินเดียเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ของโลกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ไทยมีจุดแข็งด้านการผลิตและการแปรรูปสินค้าเกษตร ซึ่งทั้งสองฝ่ายสามารถเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกันในด้านนี้ได้ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกัน พร้อมขยายความร่วมมือทางการค้าไปสู่สาขาใหม่ ๆ มากขึ้น

3) การท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายยินดีที่ไทยกับอินเดียมีการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวระหว่างกันจำนวนมาก โดยในปี 2568 ไทยได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวอินเดียจำนวนกว่า 2.48 ล้านคน สะท้อนถึงความสัมพันธ์ในระดับประชาชนที่เข้มแข็ง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ โดยเอกอัครราชทูตอินเดียฯ กล่าวว่า ไทยเป็นจุดหมายยอดนิยมของชาวอินเดีย โดยมีเที่ยวบินมากกว่า 500 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง มีแนวโน้มว่าชาวอินเดียจะเดินทางมาไทยมาขึ้น ทั้งสองฝ่ายจึงควรพิจารณาปรับปรุงข้อตกลงด้านการบินระหว่างกันให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น

4) พลังงาน ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวทางการบริหารจัดการพลังงาน ในช่วงสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า สถานการณ์ยังคงสามารถบริหารจัดการได้ รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ในการจัดหาแหล่งน้ำมันสำรอง และออกมาตรการต่าง ๆ รวมถึงการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ 

ในตอนท้าย เอกอัครราชทูตอินเดียฯ แสดงความขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไทย สำหรับการให้ความช่วยเหลือในการส่งกลับบุคคลสัญชาติอินเดีย ซึ่งบุคคลที่ได้รับการช่วยเหลือบางส่วนเป็นผู้กระทำผิดซ้ำ ทางอินเดียได้ดำเนินการสอบสวนและดำเนินมาตรการตามกฎหมาย รวมถึงมีความพยายามร่วมกันระหว่างหน่วยงานของไทยและอินเดียในการป้องกันไม่ให้บุคคลกลุ่มเสี่ยงกลับเข้ามากระทำผิดซ้ำ 

สนธิญา บุกกลาโหม! ให้ยุติการสนับสนุนการเคลื่อนไหว กัน จอมพลัง ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

สนธิญา บุกกลาโหม! ให้ยุติการสนับสนุนการเคลื่อนไหว กัน จอมพลัง ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

สนธิญา บุกกลาโหม! ให้ยุติการสนับสนุนการเคลื่อนไหว กัน จอมพลัง ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.33 น.

“สนธิญา” บุกยื่นหนังสือถึงรมว.กลาโหม ให้ยุติการสนับสนุนการเคลื่อนไหวของ “กัน จอมพลัง” ในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมเรียกร้องตรวจสอบการใช้เงินมูลนิธิ และห้ามบุคคลภายนอกแทรกแซงการทำงานของกองทัพ

วันที่ 7 เมษายน 2569 เวลา 11.00 น. ที่กระทรวงกลาโหม นาย สนธิญา สวัสดี เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ รมว.กลาโหม เพื่อเรียกร้องให้ยุติการสนับสนุนหรือส่งเสริมการกระทำที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน รวมถึงการแทรกแซงการทำงานของหน่วยงานทหาร ตามแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยพาดพิงถึงการเคลื่อนไหวของ นายกัณฐศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ “กัน จอมพลัง”

โดยหนังสือดังกล่าว ระบุว่า มูลนิธิ “กันจอมพลังช่วยสู้” ซึ่งมีนายกัน จอมพลัง เป็นประธาน มีวัตถุประสงค์หลักในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ช่วยเหลือผู้ยากไร้ และต่อสู้กับผู้มีอิทธิพลอย่างเท่าเทียม โดยอาศัยเงินบริจาคและสิ่งของจากประชาชนตามที่จดทะเบียนไว้กับหน่วยงานรัฐ

อย่างไรก็ตาม นายสนธิญา ระบุว่า นายกัน จอมพลัง ยังมีการดำเนินกิจกรรมผ่านสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดีย รวมถึงการเปิดเพจต่าง ๆ ในนามส่วนตัว และมีการจำหน่ายสินค้า ซึ่งอาจก่อให้เกิดประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่างบทบาทในฐานะประธานมูลนิธิกับกิจกรรมส่วนตัว

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงกรณีการโยกย้ายกำลังพลตามวงรอบของหน่วยทหารนาวิกโยธินในพื้นที่จังหวัดตราด ซึ่งมีความเห็นต่างกับการเคลื่อนไหวของบุคคลภายนอก รวมถึงกรณีที่ปรากฏภาพทหารบางนายไปอยู่ร่วมกับกลุ่มของกัน จอมพลัง บริเวณพื้นที่ชายแดน โดยมีพฤติกรรมโต้เถียงหรือแสดงท่าทีไม่เหมาะสมต่อทหารฝ่ายกัมพูชา ซึ่งอาจกระทบต่อภาพลักษณ์และระเบียบวินัยของกองทัพ

นายสนธิญา กล่าวด้วยว่า กองทัพไทยมีธรรมเนียมในการให้เกียรติทหารฝ่ายตรงข้ามในฐานะนักรบที่ปฏิบัติหน้าที่ เช่น การส่งร่างทหารกัมพูชาที่เสียชีวิตจากการสู้รบกลับประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงวินัยและเกียรติของทหาร ดังนั้นการแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อหน้าสาธารณะจึงไม่ควรเกิดขึ้น

ทั้งนี้ หนังสือยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้เงินของมูลนิธิ “กันจอมพลังช่วยสู้” ว่า การนำเงินไปสนับสนุนกิจกรรมหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น การสร้างถนน การตั้งตู้คอนเทนเนอร์ หรือกิจกรรมอื่น ๆ ในพื้นที่ชายแดนนั้น เป็นการใช้เงินที่ตรงตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิที่จดทะเบียนไว้กับกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ รวมถึงมีการรายงานรายรับ–รายจ่ายต่อหน่วยงานที่กำกับดูแลอย่างถูกต้องหรือไม่ และเงินที่นำมาใช้สนับสนุนเป็นเงินส่วนตัวหรือเงินของมูลนิธิ

นายสนธิญา ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ว่า ปัจจุบันมีการปล่อยให้ประชาชน กลุ่มบุคคล และมูลนิธิบางแห่งเข้าไปเคลื่อนไหวในพื้นที่ จนเกิดความวุ่นวาย เช่น การโต้เถียงหรือด่าทอกับฝ่ายทหารกัมพูชา รวมทั้งมีการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน และแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ซึ่งอาจกระทบต่อความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการพื้นที่ด้านความมั่นคง

พร้อมกันนี้ ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 3 ประเด็น ได้แก่

1.ให้ยุติการสนับสนุนหรือการร่วมกิจกรรมของหน่วยทหารกับนายกัน จอมพลัง และคณะ ในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การโต้เถียงหรือแสดงความคิดเห็นต่อหน้าทหารต่างชาติ

2.ให้ตรวจสอบการใช้เงินของมูลนิธิ “กันจอมพลังช่วยสู้” ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจดทะเบียน และถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

3.ให้การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนของกองทัพเป็นไปอย่างเป็นเอกภาพ และไม่ให้มูลนิธิหรือบุคคลภายนอกเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารราชการหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร

โดยมีพ.ท.เมธี สุคำภา นายทหารเวรเป็นผู้แทนรับหนังสือ เพื่อนำเสนอ รายงานต่อผู้บังคับบัญชาตามระดับชั้น พิจารณาดำเนินการต่อไป