จูรี ชี้โกงสอบท้องถิ่น สะเทือนใจลูกชาวบ้าน จี้รัฐสาวไส้ไอ้โม่งเบื้องหลังคุมเงินสินบน 5 พันล้าน

จูรี ชี้โกงสอบท้องถิ่น สะเทือนใจลูกชาวบ้าน จี้รัฐสาวไส้ไอ้โม่งเบื้องหลังคุมเงินสินบน 5 พันล้าน

จูรี ชี้โกงสอบท้องถิ่น สะเทือนใจลูกชาวบ้าน จี้รัฐสาวไส้ไอ้โม่งเบื้องหลังคุมเงินสินบน 5 พันล้าน

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.38 น.

24 มิถุนายน 2526 ที่รัฐสภา นายจูรี นุ่มแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ หารือต่อที่ประชุมสภาฯ ถึงกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีการจับกุมขบวนการเรียกรับผลประโยชน์ที่มีมูลค่าความเสียหายจากเงินสินบนสูงถึง 4,000-5,000 ล้านบาท

นายจูรี กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นลูกชาวบ้านคนหนึ่งที่เคยสอบเข้าบรรจุรับราชการมาได้ด้วยความสามารถของตนเอง โดยไม่เคยใช้เงินหรือเส้นสาย จึงต้องขอเป็นกระบอกเสียงให้แก่ผู้เข้าสอบที่สุจริต เรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีมานานแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาจับไม่ได้ ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกๆ ที่จับได้และพบมูลค่าความเสียหายมหาศาล โดยพฤติการณ์การทุจริตในครั้งนี้เปลี่ยนไปจากอดีต จากเดิมที่ใช้วิธีการซื้อข้อสอบหรือคำตอบล่วงหน้า แต่ครั้งนี้กลับกลายเป็นการจ่ายครบจบได้ตำแหน่งทันที แล้วค่อยไปดิ่งคำตอบในห้องสอบทีหลัง ซึ่งถือเป็นการสะท้อนความเหลวแหลกของระบบ

‘มูลค่าความเสียหายที่มากขนาดนี้ มันชี้ให้เห็นว่ารัฐปล่อยปละละเลยให้มีการโกงสอบมโหฬารขนาดนี้ได้อย่างไร สิ่งนี้มันโคตรทำลายความหวังและความฝันของลูกชาวบ้านที่ไม่มีเงินไม่มีเส้นสาย บางคนอ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำ ข้ามเดือนข้ามปี สอบมา 5 ครั้ง 10 ครั้งกว่าจะติดด้วยความสุจริต แล้วรัฐจะเยียวยาจิตใจคนเหล่านี้อย่างไร’ นายจูรี กล่าว

สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ยังได้เรียกร้องผ่านประธานสภาฯ ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยย้ำว่า เมื่อมีการสืบสวนแล้วต้องสาวไส้ให้ถึงต้นตอของขบวนการที่อยู่เบื้องหลัง เพราะเชื่อว่าเม็ดเงินสินบนระดับ 4-5 พันล้านบาทไม่ได้หยุดอยู่แค่กลุ่มนายหน้าอย่างแน่นอน จะต้องมีคนในภาครัฐรู้เห็นเป็นใจด้วย นอกจากนี้ ในกรณีที่มีกระแสข่าวว่าอาจจะมีการพิจารณายกเลิกผลการสอบทั้งหมด ตนขอฝากเตือนไปยังผู้มีอำนาจว่า หากจำเป็นต้องยกเลิกจริง จะต้องมีมาตรการคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ให้กับคนที่เขาสอบได้ด้วยความสุจริตและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตในครั้งนี้ เพื่อไม่ให้เป็นการทำร้ายหัวใจของคนที่ตั้งใจจริง.

ศาลรัฐธรรมนูญ นัดตัดสิน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ขัด รธน.หรือไม่ 9 ก.ค.นี้

ศาลรัฐธรรมนูญ นัดตัดสิน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ขัด รธน.หรือไม่ 9 ก.ค.นี้

ศาลรัฐธรรมนูญ นัดตัดสิน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ขัด รธน.หรือไม่ 9 ก.ค.นี้

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.30 น.

วันที่ 24 มิถุนายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในคดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 133 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธาน สภาผู้แทนราษฎร ผู้ร้อง ว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และได้ส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง

โดยศาลฯเห็นว่าคดีเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวนตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง จึงกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันพฤหัสบดีที่ 9 ก.ค 69 เวลา 09.00น. ทั้งนี้ ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคสอง กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง

ฟันเฉพาะคนโกง-ไม่เหมาเข่ง นายกฯ เคลียร์ชัด ปมยกเลิกผลสอบท้องถิ่น

ฟันเฉพาะคนโกง-ไม่เหมาเข่ง นายกฯ เคลียร์ชัด ปมยกเลิกผลสอบท้องถิ่น

ฟันเฉพาะคนโกง-ไม่เหมาเข่ง นายกฯ เคลียร์ชัด ปมยกเลิกผลสอบท้องถิ่น

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.19 น.

“นายกฯ”แจงปมสั่งยกเลิกผลสอบท้องถิ่น ฟันเฉพาะคนผิด เอาออกจากตำแหน่งแม้บรรจุแล้ว ไม่เหมาเข่ง พร้อมยอมรับเกิดในยุคตัวเอง เคยสั่งยกเลิกสอบแล้ว แต่ท้องถิ่นเรียกร้อง ส่วนคลิปเสียงฟังแล้วเป็นคลิปเก่า ยันไม่ช่วยใคร บอก”เดชอิศม์”อย่าเพิ่งชี้แจง เดี๋ยวเขาหาว่าร้อนตัว

24 มิถุนายน 2569 ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีเมื่อช่วงเช้า เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสางปัญหาทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ว่า เป็นการเรียกมาสั่งการ และมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งดำเนินการ และดำเนินคดีหาคนผิด เพื่อหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก ซึ่งในเรื่องคดีก็ต้องดำเนินการ ขณะที่เรื่องของข้อเท็จจริง ขณะนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้แต่งตั้ง นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ว่าเป็นไปตามข้อกล่าวหาหรือไม่ เพราะถือว่าอุกอาจถึงขั้นเอาข้อสอบข้าราชการท้องถิ่นมาแก้ไขได้ และกำหนดให้ใครคนใดคนหนึ่งได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ ถือเป็นการเอาเปรียบ เป็นการทุจริต และถือว่าเป็นการขายชาติอย่างหนึ่งด้วย เพราะเป็นการปิดโอกาสให้คนที่มีความรู้ความสามารถ ต้องมาแพ้กับกระบวนการทุจริตเช่นนี้ รวมถึงแพ้กับข้าราชการที่ทุจริตตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเป็นราชการ

เมื่อถามว่า จะถือว่าเป็นการโมฆะทั้งหมดหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ทำไมข่าวไปพาดอย่างนั้น บางทีต้องขอสื่อจริงๆ บางทีท่านไม่รู้ใจตน ก็ไปพาดหัวข่าวแบบนั้น คนก็ตกอกตกใจกันหมด ตนพูดถึงว่าถ้าไปถึงจุดที่พบว่ามีการทุจริต ในส่วนที่เป็นการทุจริตจะต้องโมฆะ แต่มีคนชี้แจงว่าที่มีการบรรจุข้าราชการหลายท่านเข้าไปแล้ว ผมบอกว่า ถ้าข้าราชการหลายคนนั้นเป็นต้นตอตรงนี้ก็ต้องไปทั้งยวง เหมือนทฤษฎีผลไม้มีพิษ ถ้าจุดเริ่มต้นไม่ถูก ก็ไม่ถูกตลอดทาง เป้าหมายต้องเป็นแบบนี้”

“ผมเคยเจอที่บอกว่า ต่อให้ผิดแต่บรรจุเข้ามาแล้ว แต่งตั้งมาแล้ว บางทีคัดสรรผิด กว่าศาลจะบอกว่าผิดก็ไปเป็นซี 9 ซี 10 กันหมดแล้ว ถึงเวลาบอกว่าผิดแต่ก็ไปดึงกลับมาไม่ได้ ผมก็ยกตัวอย่างตรงนั้นว่าสำหรับตรงนี้มันไม่ใช่ เพราะนี่ไม่ใช่ซี 9 ซี 10 แต่เข้ามาทำงานยังไม่ถึงหนึ่งปีเลย ถ้าเขามาด้วยการสอบที่ถูกต้องก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามาด้วยการทุจริตแก้ข้แสอบมาก็ต้องมาโมฆะหมด” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามว่า จุดเริ่มต้นของการทุจริตการสอบท้องถิ่นครั้งนี้เกิดขึ้นยุคใคร นายกฯ กล่าวว่า สอบช่วงเดือนธันวาคม 2568 ก็ตนนี่แหละ แต่อย่างที่บอกว่าการสอบเป็นส่วนของกรม เป็นส่วนของท้องถิ่น และตนได้ยกเลิกครั้งแรกมาแล้ว และบอกว่าอย่าเพิ่งมีการสอบ ช่วงที่ตนเข้ามาตั้งแต่ ปี 66 ไม่มีการสอบเลย และบอกว่ามีการกดดันว่า 2 – 3 ปีแล้วไม่มีการสอบข้าราชการเพิ่ม ทำงานไม่ไหวขอให้ปล่อยให้มีการสอบ ซึ่งการจะปล่อยหรือไม่ปล่อยเป็นหน้าที่ของกรม และต้องทำให้ดี เปลี่ยนจาก ม.บูรพา เป็นมาเป็น มศว. มีการเปลี่ยนแปลงคนบริหารจัดการการสอบ ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการ และเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง แต่มีการรั่วของเฉลยข้อสอบได้อย่างไร ที่แย่ที่สุดคือมีการแก้ข้อสอบแบบนี้ไม่ไหว จึงเป็นเรื่องที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยต้องดำเนินการ ต่อให้ผู้บริหารไม่มีส่วนเกี่ยว แต่พอบรรจุเข้าไปก็ถือว่าประสิทธิภาพการทำงานไม่มี

เมื่อถามว่า ได้ฟังคลิปเสียงที่กล่าวหาว่ามีรัฐมนตรีช่วยเข้ามาเกี่ยวข้องแล้วหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คลิปเสียงไม่สำคัญเท่ากับหลักฐาน คลิปเสียงยังไม่รู้ว่าของจริงหรือของปลอม ตนก็ฟังจากโซเชียลมีเดียยังไม่มีใครมาบอกว่าเป็นคลิปเสียงที่นำมาเป็นส่วนหนึ่งของรูปคดี ซึ่งตรงนี้ตำรวจทำอยู่ ถ้าเป็นของจริงก็ดำเนินคดีอย่างเต็มที่ ขณะที่ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้เสียหาย ปลัดกระทรวงมหาดไทยจะไปแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งเมื่อเช้ารับฟังรายงานมาว่าตำรวจยังทำไม่ได้เพราะสำนวนอยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพราะผู้ร้องกลุ่มแรกที่บอกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ผู้ที่สอบได้แล้วไม่ได้รับการบรรจุเขาไปร้อง ป.ป.ช. แต่ไม่ได้ฟ้องตำรวจ ตำรวจก็ทำคดีไม่ได้นอกจากซัพพอร์ตตำรวจไป ดังนั้น ต้องถือว่าเหตุการณ์เช่นนี้กระทรวงมหาดไทยคือหนึ่งในผู้เสียหาย จึงไม่ต้องร้อง ป.ป.ช. แต่ให้ฟ้องตำรวจเพื่อให้ตำรวจตำรวจได้มาดำเนินคดีด้วยตัวเอง

เมื่อถามว่า ถ้ามีรัฐมนตรีช่วยเกี่ยวต้องจัดการด้วยใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าถ้าเกี่ยวกับใครก็ต้องโดนหมด มีการรายงานว่าเป็นคลิปเสียงเก่าก่อนชุดนี้แน่นอน โดยช่วงเดือน ธ.ค.68 รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ประกอบด้วย นายศักดา วิเชียรศิลป์ , นายทรงศักดิ์ ทองศรี , น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล แต่คลิปที่ว่าเขาบอกว่าตั้งแต่เดือน ธ.ค. แต่ไม่รู้ว่าปีไหน ซึ่งคนที่ต้องไปสืบว่าคลิปดังกล่าวจริงหรือไม่ ทำขึ้นมา เป็น AI หรือไม่ ทำไมเสียงผู้ชายดูเรียบร้อยจัง ที่อ้างจริงหรือไม่ ถ้าทำจริงดูไม่ยาก

เมื่อถามว่า คนที่บอกว่าเป็นคลิปเก่านั้นได้บอกหรือไม่ว่าเป็นช่วงไหน เป็นช่วงที่นายอนุทิน ไม่ได้อยู่ที่กระทรวงมหาดไทยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ปี 68 ตนไม่ได้อยู่ที่กระทรวงมหาดไทยแค่ช่วงเดือน 6 – 9 แต่เรื่องนี้มีอธิบดีที่กำกับดูแลช่วงนั้นถึง 4 คน กรมที่รับผิดชอบมีกรมเดียวคือกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น จึงสามารถตีกระชับได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังรวบรวมพยานหลักฐานอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องได้ทุกชิ้นแค่การแก้ไขผลการสอบแค่แผ่นเดียวก็ผิดแล้ว

เมื่อถามถึงกรณี นายเดชอิศม์ ขาวทอง อดีต รมช.มหาดไทย ออกมาชี้แจงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ต้องมีใครปฏิเสธ มันอยู่ที่การสอบสวนมากกว่า มาปฏิเสธตอนนี้เดี๋ยวหาว่าร้อนตัวอีก ดำเนินการเต็มที่ ไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีเกรงใจใคร ถ้าถึงใครก็โดนคนนั้น ถึงใครก็โดน ใกล้ชิดสนิทสนม รู้จักไม่รู้จัก ไม่ใช่ประเด็น ปิดชื่อถือพฤติกรรม ถ้าไม่ทำแนวนี้ คนที่เดือดร้อนที่สุดคือตน บางทีก็ต้องไม่มีญาติ

เมื่อถามว่า ข่าวเช่นนี้มีมาหลายครั้งรู้สึกตกใจหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาเคยได้ยินข่าวที่ศรีสะเกษ แต่ก็ไม่เชื่อว่ามีการทำจริง มันไม่เคยอุกอาจขนาดนี้ แต่วันนี้พอมาดูรายละเอียดมันเห็นหมด เอากล่องข้อสอบไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่เกี่ยวข้องได้อย่างไร ห้องมั่นคงของหน่วยงานราชการมีเยอะทำไมต้องไปอยู่ที่บริษัทอะไรก็ไม่รู้ และตอนที่ตนเข้ามาเป็น รมว.มหาดไทย ปี 66 – 67 ตนยกเลิกไม่ให้สอบ ไม่ใช่ เพราะไม่อยากได้ข้าราชการ แต่เพราะได้ยินข่าวแบบนี้ ก็ให้มาชี้แจง แต่ยังชี้แจงไม่ได้ก็ระงับการสอบไปก่อน ต้องแก้ทีละจุด

เมื่อถามว่า กระทรวงมหาดไทยมีแต่เรื่องร้อน จะเอาอยู่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าเรื่องร้อนจากการทุจริตไม่ต้องถามว่าเอาอยู่หรือเอาไม่อยู่ แต่ไม่เอาก็ไม่ได้ ถ้าไม่เอาพวกตนก็โดนละเว้น ซึ่งไม่มีอะไรน่ากังวลเลย แต่ถ้าเป็นเรื่องเห็นไม่ตรงกันไม่ถูกกันอันนี้อีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเกี่ยวกับการทุจริต การทำงานที่ด้อยประสิทธิภาพเอาเปรียบประชาชน เราต้องดำเนินการอย่างเต็มที่อยู่แล้ว เมื่อถามว่า จะสอบย้อนหลังหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คำว่าขยายผลทั้งหน้าทั้งหลังก็โดนหมด โดนใครก็ตรงนั้น และแม้ปัญหาเข้ามาเยอะเราก็ต้องแก้ เราต้องตั้งสมมุติฐานว่าข้าราชการทุกคนรักชาติบ้านเมือง กว่าจะรู้ว่าเขาทำผิดทุกอย่างต้องมีหลักยุติธรรมมาจะลงโทษคนผิด เพราะลงโทษผู้บริสุทธุ์หนึ่งคน ไม่เท่าลงโทษคนผิด 100 คน มันมีหลักของมันอยู่เรา จึงต้องทำทุกอย่างด้วยความรอบคอบ

หวั่นไทยตกขบวนโลก! ภาคปชช.-กลุ่มธุรกิจ บุกสภาฯ ยื่นหนังสือ กมธ.ดีอี หนุนเดินหน้า TH-AI Passport

หวั่นไทยตกขบวนโลก! ภาคปชช.-กลุ่มธุรกิจ บุกสภาฯ ยื่นหนังสือ กมธ.ดีอี หนุนเดินหน้า TH-AI Passport

หวั่นไทยตกขบวนโลก! ภาคปชช.-กลุ่มธุรกิจ บุกสภาฯ ยื่นหนังสือ กมธ.ดีอี หนุนเดินหน้า TH-AI Passport

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.07 น.

หวั่นไทยตกขบวนโลก! ภาคประชาชน-กลุ่มธุรกิจ บุกสภาฯ ยื่นหนังสือ กมธ.ดีอี หนุนเดินหน้า TH-AI Passport แนะเปิดเผยงบฯ โปร่งใส ควบคู่ ยกระดับทักษะปัญญาประดิษฐ์ ให้คนไทยทุกกลุ่มทั่วถึง

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นายอลงกต มณีกาศ สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการ รับหนังสือขอให้ดำเนินโครงการ TH-AI Passport อย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับการเข้าถึงองค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของประชาชนไทยอย่างทั่วถึง จาก น.ส.สุจิตรา ทาปลัด ตัวแทนภาคประชาชน และนายปรีชา ศรีประดู่ ตัวแทนภาคธุรกิจ

โดยตัวแทนภาคประชาชนและภาคธุรกิจ ได้แสดงเจตนารมณ์สนับสนุนโครงการ TH-AI Passport พร้อมกล่าวว่า ขอให้ภาครัฐดำเนินโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โปร่งใส และครอบคลุมประชาชนทุกภาคส่วน ประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้าโครงการ TH-AI Passport เนื่องจากโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว AI ไม่ใช่เทคโนโลยีแห่งอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นเทคโนโลยีแห่งปัจจุบันที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การแพทย์ การเกษตร การบริการ การผลิต การขนส่ง ตลอดจนการบริหารจัดการภาครัฐ หลายประเทศทั่วโลกได้กำหนดนโยบายระดับชาติเพื่อเร่งสร้างความรู้ด้าน AI ให้แก่ประชาชน โดยตระหนักว่าประเทศที่สามารถพัฒนาทักษะด้าน AI ให้แก่ประชาชนได้รวดเร็วกว่าย่อมมีโอกาสทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันที่เหนือกว่า ประเทศไทยจึงไม่อาจยืนอยู่เฉย ๆ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ เพราะทุกวันที่ผ่านไปโดยไม่มีการเตรียมความพร้อม ย่อมหมายถึงโอกาสที่สูญเสียไปของประชาชนและประเทศชาติ AI ไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แม้ว่าหลายคนยังมองว่า AI เป็นเรื่องของนักพัฒนาโปรแกรม วิศวกร หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี แต่ในความเป็นจริง AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ทุกคนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้น การส่งเสริมความรู้ด้าน AI จึงมิใช่การลงทุนเพื่อคนบางกลุ่ม แต่เป็นการลงทุนเพื่อประชาชนทั้งประเทศ

ตัวแทนฯ กล่าวต่อว่า โครงการ TH-AI Passport ถือเป็นกลไกสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้ประชาชนไทยเข้าสู่โลกแห่งปัญญาประดิษฐ์อย่างมีคุณภาพ โดยจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภูมิภาคเข้าถึงองค์ความรู้ด้าน AI โดยไม่จำกัดฐานะ รายได้ หรือพื้นที่อยู่อาศัย อีกทั้งยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของแรงงานไทย เนื่องจากทักษะด้าน AI จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้แรงงานไทยสามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในระดับสากล นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม เพราะเมื่อประชาชนมีความรู้และสามารถประยุกต์ใช้ AI ได้อย่างกว้างขวาง ย่อมนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม ธุรกิจใหม่ และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ส่งผลดีต่อประเทศโดยรวม ภาคประชาชนและภาคธุรกิจ เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า การใช้งบประมาณของภาครัฐทุกโครงการต้องได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะสูงสุด อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบที่ดีควรเป็นกระบวนการที่ดำเนินควบคู่ไปกับการพัฒนา มิใช่เป็นเหตุให้โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนต้องหยุดชะงักโดยไม่จำเป็น หากมีข้อบกพร่องหรือประเด็นที่ต้องปรับปรุง ควรดำเนินการแก้ไขไปพร้อมกับการเดินหน้าโครงการ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องสูญเสียโอกาสในการพัฒนาตนเอง พร้อมกันนี้ ได้เสนอข้อเรียกร้อง ดังนี้

1.ให้ดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยขอให้ภาครัฐยืนยันนโยบายสนับสนุนโครงการ TH-AI Passport อย่างชัดเจน และไม่ระงับหรือชะลอโครงการโดยไม่จำเป็น 2.จัดให้มีระบบติดตามและเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ โดยมีการรายงานผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ เช่น จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการผลสัมฤทธิ์ของโครงการ และการใช้งบประมาณ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ 

ตัวแทนฯ กล่าวอีกว่า 3.ขยายโอกาสการเข้าถึงไปยังประชาชนทุกกลุ่ม โดยจัดให้มีมาตรการสนับสนุนเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย แรงงานนอกระบบ ผู้สูงอายุ เยาวชน และประชาชนในพื้นที่ห่างไกลอย่างทั่วถึง 4.พัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง โดยเนื้อหาการเรียนรู้ควรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพ เช่น AI สำหรับภาคเกษตรกรรม ธุรกิจขนาดเล็ก การศึกษา การท่องเที่ยว และการบริหารจัดการชุมชน

5.กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน โดยสะท้อนผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง อาทิ การเพิ่มพูนทักษะ การสร้างรายได้ การเพิ่มโอกาสทางอาชีพ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้เข้าร่วมโครงการ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินโครงการ TH-AI Passport อย่างต่อเนื่อง โปร่งใส และทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนไทยทุกคนมีโอกาสเข้าถึงเครื่องมือแห่งอนาคต สามารถพึ่งพาตนเอง สร้างคุณค่า และแข่งขันได้ในโลกยุคใหม่อย่างภาคภูมิ

ยศชนัน สั่ง ปลัด อว. จี้ มศว. เคลียร์ปมจัดสอบท้องถิ่น

ยศชนัน สั่ง ปลัด อว. จี้ มศว. เคลียร์ปมจัดสอบท้องถิ่น

ยศชนัน สั่ง ปลัด อว. จี้ มศว. เคลียร์ปมจัดสอบท้องถิ่น

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.55 น.

“ยศชนัน”สั่ง ปลัด อว. จี้ มศว. เคลียร์ปมจัดสอบท้องถิ่น ยืนยันต้องโปร่งใส-เปิดเผยได้

24 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน​ วงศ์สวัสดิ์​ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม​ (อว.) กล่าวถึงกรณีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) เป็นคู่สัญญาในการจัดสอบราชการกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น​ ว่า​ ตนได้มอบหมายให้ ศาสตราจารย์ ศุภชัย ปทุมนากุล​ ปลัดกระทรวงฯ พูดคุยกับผู้บริหารของมหาวิทยาลัย ซึ่งทางมหาวิทยาลัยน่าจะมีการชี้แจงออกมา ยืนยันว่า การจัดสอบต้องโปร่งใส​ และจะมีกระบวนการเปิดเผยให้แต่ละคนรับทราบต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางมหาวิทยาลัยฯ ออกแถลงการณ์ว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ แต่ยังไม่ได้ระบุกรอบระยะเวลา นายยศชนัน​ กล่าวว่า​ ขอหารือกับปลัดกระทรวงฯ อีกครั้งหนึ่ง (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : มศว.ลุยสางข้อเท็จจริง ปมสำนักทดสอบฯ เอียวคดีโกงสอบ ขรก.ท้องถิ่น)

เดินหน้าพิสูจน์สิทธิทับลาน! สุชาติ ลั่นกลางรัฐสภา โดนด่าไม่สำคัญเท่าน้ำตาชาวบ้าน

เดินหน้าพิสูจน์สิทธิทับลาน! สุชาติ ลั่นกลางรัฐสภา โดนด่าไม่สำคัญเท่าน้ำตาชาวบ้าน

เดินหน้าพิสูจน์สิทธิทับลาน! สุชาติ ลั่นกลางรัฐสภา โดนด่าไม่สำคัญเท่าน้ำตาชาวบ้าน

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.34 น.

“สุชาติ”ลั่นกลางรัฐสภา! “โดนด่าไม่สำคัญเท่าน้ำตาชาวบ้าน” เดินหน้าพิสูจน์สิทธิทับลาน ย้ำให้ความเป็นธรรม คุ้มครองทั้งคนและผืนป่า ไม่เอื้อนายทุน

24 มิถุนายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับฟังปัญหาและรับหนังสือจากกลุ่มชาวบ้านและประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาที่ดินในพื้นที่ทับซ้อนเขตอุทยานแห่งชาติ ณ อาคารรัฐสภา โดยมีประชาชนจากจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดปราจีนบุรี และพื้นที่ใกล้เคียงกว่า 100 คน เดินทางมาให้กำลังใจและแสดงการสนับสนุน ภายหลังจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิสูจน์สิทธิรายแปลง เพื่อเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและคลี่คลายปัญหาข้อพิพาทด้านที่ดินที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ

ตัวแทนชาวบ้าน กล่าวว่า การจัดตั้งคณะกรรมการพิสูจน์สิทธิรายแปลงได้สร้างความหวังให้กับประชาชนจำนวนมากที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่มาก่อนการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ พร้อมคาดหวังว่ากระบวนการตรวจสอบจะเป็นไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้นำเสนอข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน โดยหนังสือที่ยื่นในครั้งนี้ยังได้แสดงความขอบคุณต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ผลักดันให้เกิดกระบวนการตรวจสอบสิทธิในที่ดินอย่างเป็นรูปธรรม

นายสุชาติ กล่าวว่า ปัญหาที่ดินทับซ้อนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ทับลาน เป็นปัญหาที่สะสมมายาวนานเกือบ 50 ปี และถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐจะต้องเร่งหาทางออกบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความเป็นธรรม

“เราต้องยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นในอดีต การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเป็นหน้าที่ของกระทรวงอยู่แล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ละเลยวิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่มาเป็นเวลานาน หากไม่เริ่มแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ความขัดแย้งก็จะยังคงอยู่ต่อไปอีกหลายสิบปี” นายสุชาติ กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันว่า การตั้งคณะกรรมการพิสูจน์สิทธิรายแปลงไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้บุคคลหรือกลุ่มใด แต่เป็นการค้นหาความจริงด้วยกระบวนการที่โปร่งใส เปิดให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบอย่างรอบคอบ โดยผู้ที่อยู่อาศัยหรือทำกินอยู่เดิมต้องได้รับความเป็นธรรม ขณะที่ผู้ที่เข้ามาถือครองภายหลังหรือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

“ผมเอาชีวิต เอาศักดิ์ศรี และเอาตำแหน่งเป็นเดิมพัน ถึงแม้ผมจะโดนด่าก็ไม่สำคัญเท่าน้ำตาของประชาชน ผมไม่ได้ทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุน เพราะคนที่มีทุนสามารถไปลงทุนในที่ดินที่มีเอกสารสิทธิได้อยู่แล้ว สิ่งที่เรากำลังทำคือการคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่รอคอยการแก้ปัญหามานานหลายสิบปี” นายสุชาติ กล่าวย้ำ

– 006

ผู้ว่าฯ เซมเบ้-รองซีฟู้ด แจง กมธ.ปกครอง ปม มาเฟีย-ส่วย-โยกย้าย จ.ภูเก็ต

ผู้ว่าฯ เซมเบ้-รองซีฟู้ด แจง กมธ.ปกครอง ปม มาเฟีย-ส่วย-โยกย้าย จ.ภูเก็ต

ผู้ว่าฯ เซมเบ้-รองซีฟู้ด แจง กมธ.ปกครอง ปม มาเฟีย-ส่วย-โยกย้าย จ.ภูเก็ต

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.33 น.

ผู้ว่าฯ เซมเบ้-รองซีฟู้ด แจง กมธ.ปกครอง ปม มาเฟีย-ส่วย-โยกย้าย จ.ภูเก็ต ขณะที่ ลิซ่า ร่วมสังเกตการณ์ หลังเชิญ กมธ.พัฒนาการเมือง ไม่เคยได้รับความร่วมมือ

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2569 ในการประชุมคณะคณะกรรมาธิการการปกครอง โดยมีนายธนยศ ลิ้มสุวรรณ สส. จังหวัดเลย พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการ ซึ่งได้มีการเชิญนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งยังไม่ได้เข้าร่วมประชุม ขณะที่นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าร่วมประชุมด้วย

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการการปกครอง ยังได้เชิญนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย, นายธีระพงศ์ ช่วยชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช, นายอดุลย์ ชูทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา, นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต, นายวินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง เป็นตัวแทนของนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยปลัดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าประชุมเพื่อพิจารณการบังคับใช้กฎหมาย เกี่ยวกับการประกอบกิจการที่พัก การแทรกแซง การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ และอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต

นายธนยศ กล่าวว่า ต้องยอมรับมีมาเฟียภายในพื้นที่ การเรียกรับผลประโยชน์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งประเด็นต่างๆ ที่มันเกี่ยวข้องตอนนี้มีทั้งข้อเท็จจริงและประเด็นที่เพิ่มขึ้นมา ขณะที่วานนี้ (23 มิ.ย.) นายวรศิษฐ์ ได้แถลงถึงเรื่องนอมินีที่ต่างชาติเข้ามาตั้งบริษัทและถือครองเกินกว่ากฎหมายของกำหนดที่จังหวัดภูเก็ต กมธ. การปกครอง จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ความให้ข้อเท็จจริง พร้อมขอให้ทางกรมการปกครองได้เล่าถึงขั้นตอนๆ หลังจากนายกรัฐมนตรีได้ลงไปในพื้นที่ แล้วก็มีข้อสั่งการต่างๆ ว่ามีการดำเนินการอย่างไรแล้วบ้าง

ทั้งนี้ ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต 1, นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต 2, นางสาวอรทัย เกิดทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต 3 และนางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย

นางสาวภคมน กล่าวว่า จริง ๆ ตนเองเสนอตัวเข้าไปขอสังเกตการประชุมมากกว่า เพราะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง พยายามเชิญแล้วถึง 2 ครั้ง แต่เราไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร ก็คาดหวังว่าการสังเกตการณ์ของการประชุมคณะกรรมาธิการการปกครองในวันนี้ เราน่าจะได้มีข้อมูลที่เราพยายามหามา เรื่องการย้ายผู้ว่าฯ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนแรกแล้ว หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะมีความคืบหน้า มีข้อมูลอะไร และหากมีข้อมูลอะไรที่น่าสนใจ ก็อาจจะมีการนำเสนออีกครั้งนึงว่าทำงานต่ออย่างไร ในฐานะฝ่ายค้าน ในการตรวจสอบเรื่องนี้
 

กมธ.ที่ดินฯ นัดถกปมทับลาน 25 มิ.ย. นี้ เตรียมเชิญ ‘ชัยวัฒน์-ทราย สก็อต’ ให้ข้อมูล

กมธ.ที่ดินฯ นัดถกปมทับลาน 25 มิ.ย. นี้ เตรียมเชิญ ‘ชัยวัฒน์-ทราย สก็อต’ ให้ข้อมูล

กมธ.ที่ดินฯ นัดถกปมทับลาน 25 มิ.ย. นี้ เตรียมเชิญ ‘ชัยวัฒน์-ทราย สก็อต’ ให้ข้อมูล

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.18 น.

 วอนสังคมเปิดใจปม “ทับลาน” ก่อน!  “กุลวลี” กมธ.ที่ดินฯ’ เตรียมเชิญหน่วยเกี่ยวข้อง-ชัยวัฒน์-ทราย สก๊อต ให้ข้อมูล 25 มิ.ย.นี้ ชง ‘กรมอุทยานฯ’ ตั้งคณะทำงานตรวจสอบผู้มีสิทธิ์ในพื้นที่อุทยานฯ โยน ‘คทช.’ จัดการที่ดินส่วนขัดแย้ง

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569  ที่พรรคภูมิใจไทย  น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงแนวทางการทำงานของกมธ.ฯ ต่อกรณีการเพิกถอนพื้นที่ป่าทับลาน ที่อยู่ในกระแสความสนใจของสังคมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้มีความคิดเห็นหลากหลายของสังคมในประเด็นดังกล่าว โดยเฉพาะมีหลายประเด็นที่กำลังเป็นดราม่า ในฐานะประธานกมธ. ตนอยากให้สังคมสื่อโซเชียลเปิดใจ ฟังความเห็นต่าง เพราะเรื่องความขัดแย้งในที่ดินทับลานเกิดขึ้นมาอย่างยาวนานแล้ว โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ประกาศเขตป่าทับที่ดินทำกินของชาวบ้านที่เป็นชุมชนดั้งเดิม และหลายรัฐบาลพยายามที่จะสะสางแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาตลอด ยืนยันว่าพื้นที่ที่แบ่งให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(สปก.)ไป ไม่ใช่พื้นที่ป่าสมบูรณ์ แต่เป็นพื้นที่ที่อยู่อาศัยดั้งเดิมที่มีลักษณะเป็นชุมชน มีทั้ง บ้าน วัด โรงพยาบาล และพื้นที่ที่แบ่งให้ สปก. เป็นมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่มีมาตั้งแต่ในอดีต ไม่ใช่การขีดเส้นใหม่แต่อย่างใด 

ประธานกมธ.การที่ดิน กล่าวต่อว่า ดังนั้นเพื่อสร้างความชัดเจน และมีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในวันที่ 25 มิ.ย. นี้ กมธ.ฯ จะเชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวมาให้ข้อมูลต่อกมธ.ฯ ได้แก่ กรมอุทยานฯ คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดิน สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(GISTDA) นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตข้าราชการกรมอุทยานฯ นายสิรณัฐ สก็อต หรือทราย สก็อต เป็นต้น จากนั้นจะนำข้อเสนอดังกล่าวมาเป็นมติกมธ.ฯ เพื่อส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ส่วนกลุ่มคัดค้านการปรับเปลี่ยนแนวเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ที่จะเดินทางมายื่นหนังสือที่รัฐสภา ในวันพรุ่งนี้(24มิ.ย.) ตนจะไปรับหนังสือด้วยตัวเอง และไปพูดคุยเพื่อนำข้อเสนอแนะมาเป็นส่วนหนึ่งของมติกมธ.ด้วย 

น.ส.กุลวลี ระบุว่า จากมติบอร์ดอุทยานฯ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นการดำเนินงานตามมติ ครม. ในอดีต เพื่อสะสางปัญหาที่ดินทับซ้อนที่แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้ 
• กลุ่มที่ 1 (ทับซ้อน สปก.) พื้นที่ที่ สปก. ประกาศเขตปี 2521 แต่ต่อมาอุทยานฯ ไปประกาศทับในปี 2524
• กลุ่มที่ 2 (หมู่บ้านไทยสามัคคี) ซึ่งรัฐบาลมีมติให้ชาวบ้านเข้าอยู่อาศัยปี 2520 ก่อนที่อุทยานฯ จะไปขีดเส้นทับปี 2524
• กลุ่มที่ 3 (พื้นที่ความมั่นคง/ป่าเสื่อมโทรม) พื้นที่จัดสรรให้ชาวบ้านทำกินตามมติ ครม. ปี 2535
• กลุ่มที่ 4 (พื้นที่นอกเขต สปก. และความมั่นคง) พื้นที่ราว 109,000 ไร่ ที่เป็นประเด็นขัดแย้ง และมีคดีความอยู่กว่า 500 คดี ซึ่งสังคมกำลังให้ความสนใจ และคดียังคงเดินหน้าตามกฎหมาย
• กลุ่มที่ 5 (พื้นที่ฝึกทหาร) พื้นที่ฝึกรบเดิมของกองทัพ ซึ่งมีมติให้โอนไปอยู่ในการดูแลของกรมธนารักษ์ (ที่ราชพัสดุ) เพื่อให้ทหารใช้ประโยชน์ต่อไป

อย่างไรก็ดี สำหรับพื้นที่ สปก. ก็คงต้องเป็นความรับผิดชอบของ สปก. ตามมติของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ขณะที่พื้นที่โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี มติครม.ปี 20 ซึ่งอุทยานไปขีด ปี 24  และพื้นที่โครงการเพื่อความมั่นคง ที่จะต้องอยู่ในความดูแลของสปก. กมธ.ฯ อาจมีแนวทางให้พื้นที่ทั้ง 2ส่วน ไปอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.) เพื่อจัดสรรเป็นแปลงรวม โดยชาวบ้านไม่มีสิทธิ์ขายที่ดินทำกิน ยกเว้นมอบให้ลูกหลานเท่านั้น โดยตนจะตั้งคณะอนุกมธ.ฯ เพื่อติดตามปัญหาดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอยู่ในความสนใจของประชาชน ยืนยันว่าตนไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน ที่จะนำเอาพื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ออกจากเขตอุทยานแห่งชาติ และการปรับแนวเขตอุทยาน จะไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อความเป็นมรดกโลกอย่างแน่นอน เพราะก่อนที่จะมีการประกาศเป็นพื้นที่มรดกโลก กรมอุทยานฯได้มีการแจ้งกันพื้นที่ชุมชนออกไปเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งจะมีการผนวกพื้นที่ป่าเพิ่มเติม ซึ่งทางยูเนสโก้ได้รับทราบในประเด็นดังกล่าว

“ในส่วนของกมธ.ฯ จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้ชุมชนสามารถทำกินในที่ดินที่ตัวเองมีสิทธิ์ครอบครอง ขณะเดียวกันก็จะอนุรักษ์พื้นที่ป่าไปพร้อมกันด้วย” น.ส.กุลวลี กล่าว

นอกจากนี้ น.ส.กุลวลี ยังมีข้อเสนอแนะให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องเข้าไปดูแล เพราะกมธ.ไม่มีอำนาจในการสั่งการ ส่วนของกรมอุทยานฯ ตนอาจจะเสนอแนะให้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบผู้มีสิทธิ์ในการใช้ที่ดินในพื้นที่อุทยานฯ

เดชอิศม์ แจงยิบปมถูกพาดพิงโกงสอบท้องถิ่น พร้อมเปิดไทม์ไลน์ชัด เผยเคยเสนอให้ยกเลิก

เดชอิศม์ แจงยิบปมถูกพาดพิงโกงสอบท้องถิ่น พร้อมเปิดไทม์ไลน์ชัด เผยเคยเสนอให้ยกเลิก

เดชอิศม์ แจงยิบปมถูกพาดพิงโกงสอบท้องถิ่น พร้อมเปิดไทม์ไลน์ชัด เผยเคยเสนอให้ยกเลิก

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.11 น.

เดชอิศม์ โพสต์แจงยิบ ปมถูกพาดพิงทุจริตสอบเข้าท้องถิ่น ไล่ไทม์ไลน์ นฤชา อธิบดี สถ.ขณะนั้น ประกาศให้ มศว.ชนะเสนอราคาโครงการ เผย เคยชง ภพชนก อธิบดีคนใหม่ยกเลิก ยัน สมัยนั่ง มท.3 ทำทุกอย่างตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2569 นายเดชอิศม์ ขาวทอง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมทั้งทำอินโฟกราฟฟิกลำดับเหตุการณ์

โดยนายเดชอิศม์ ระบุว่า ตามที่มีการกล่าวถึงบทบาทของข้าพเจ้าในช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) เกี่ยวกับการดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าพเจ้าขอเรียนข้อเท็จจริงเพื่อให้สื่อมวลชนและประชาชนได้รับทราบ ดังนี้ 1. ข้าพเจ้าได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 และพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 2. ในช่วงปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้ข้าพเจ้ากำกับดูแลกรมที่ดิน และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) 3. ก่อนที่ข้าพเจ้าจะเข้ารับตำแหน่ง 4 วัน คือเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยอธิบดีในขณะนั้น คือ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์  ได้ประกาศให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเป็นผู้ชนะการเสนอราคาโครงการดังกล่าว

นายเดชอิศม์ ระบุอีกว่า 4. ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้ยื่นอุทธรณ์ผลการพิจารณา ซึ่งตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ หน่วยงานเจ้าของโครงการจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยส่งเรื่องให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน กรมบัญชีกลาง เป็นผู้วินิจฉัย 5. ระหว่างที่เรื่องอยู่ในกระบวนการอุทธรณ์ ข้าพเจ้าได้รับการบอกเล่าและร้องเรียนจากผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงข้าราชการบางส่วน ว่ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสของกระบวนการสอบ และมีการกล่าวอ้างถึงการเรียกรับหรือจ่ายผลประโยชน์เพื่อการบรรจุเข้ารับราชการ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน 6. ภายหลังเมื่อมีการแต่งตั้งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นคนใหม่ คือ ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ ข้าพเจ้าได้หารือร่วมกันถึงแนวทางดำเนินการ โดยข้าพเจ้าเสนอว่าควรยกเลิกผลการเสนอราคาดังกล่าวและเปิดให้มีการแข่งขันใหม่เพื่อความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของสังคม ซึ่งอธิบดีเห็นพ้องในหลักการ อย่างไรก็ตาม ขณะนั้นเรื่องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรมบัญชีกลาง จึงจำเป็นต้องรอผลการวินิจฉัยและส่งเรื่องกลับมายังกรมก่อนดำเนินการใด ๆ ต่อไป 

นายเดชอิศม์ กล่าวว่า 7. นอกจากนี้ ข้าพเจ้ายังได้นำข้อกังวลดังกล่าวไปหารือกับ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พิจารณาสืบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริงควบคู่กันไป หากพบพยานหลักฐานที่เข้าข่ายการกระทำความผิด 8. อย่างไรก็ตาม ก่อนที่กระบวนการพิจารณาของกรมบัญชีกลางจะแล้วเสร็จ ข้าพเจ้าได้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ทำให้ไม่ได้มีโอกาสติดตามหรือดำเนินการเรื่องดังกล่าวต่อในฐานะผู้กำกับดูแล ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักความถูกต้อง โปร่งใส และประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ และได้ดำเนินการทุกอย่างภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่และกระบวนการตามกฎหมาย

ไอซ์ขอบคุณสำนักงบฯ หั่นทิ้ง 900 ล้าน TH-AI Passport ปีหน้า ลั่นยังเดินหน้าล้มโครงการ

ไอซ์ขอบคุณสำนักงบฯ หั่นทิ้ง 900 ล้าน TH-AI Passport ปีหน้า ลั่นยังเดินหน้าล้มโครงการ

ไอซ์ขอบคุณสำนักงบฯ หั่นทิ้ง 900 ล้าน TH-AI Passport ปีหน้า ลั่นยังเดินหน้าล้มโครงการ

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.09 น.

“ไอซ์ รักชนก”ขอบคุณสำนักงบฯ หั่น 900 ล้าน โครงการ TH-AI Passport ปีหน้า กระทุ้ง”ไชยชนก”อย่าทำตัวเป็นไข่ในหิน ให้ ขรก.ประจำเป็นหนังหน้าไฟ ลั่นถ้ากลัวพ่อ ก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว โยน”ภาวุธ”แจงเอง คลิปโผล่ชวนคนเทรด Forex ทำไมหายตัวหลายวัน มองเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่รู้ต้องตอบยังไง

24 มิถุนายน 2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีไม่พบโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ว่า ขอบคุณที่สำนักงบประมาณตัดโครงการนี้ไป เท่าที่ทราบ โครงการนี้ขอ 900 ล้านบาท มีการตัดทิ้งทั้งโครงการ ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าโครงการเฟสสอง แม้จะถอย แต่จะสอดไส้แบบเฟสแรก น.ส.รักชนก กล่าวว่า กังวลมาก เพราะถ้าจะใช้การล้วงงบประมาณจากกองทุนดีอี อาจจะใช้วิธีการไม่อนุมัติโครงการไหนเลย แล้วสะสมเอาไว้แบบเดิม เมื่อถึงพันล้านบาทก็นำมาทำโครงการแบบนี้อีก ซึ่งงบประมาณกองทุนดีอีเป็นอำนาจของรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีที่ช่วยกันพิจารณาอนุมัติ เรื่องนี้ต้องติดตามยาวๆ ว่าจะมีการทำต่อหรือไม่ รวมถึงเฟสหนึ่งด้วย จำนวน 1,600 ล้านบาท เราก็ยังเดินหน้าที่จะทำให้มีการพับโครงการนี้ไปให้ได้

เมื่อถามว่า ได้คุยกับ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แล้ว มีแนวโน้มจะพับโครงการหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า นายไชยชนกออกมาพูดเรื่องนี้น้อยมาก ตนยืนยันว่านายไชยชนกเป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ต้องมีความกล้าหาญมากกว่านี้ ทั้งพบเจอสื่อ เจอคำถามที่ไม่อยากตอบ รวมถึงความกล้าหาญทางการเมืองด้วย เพราะเรื่องนี้ปรากฏชัดว่ามีความผิดปกติ และปลัดกระทรวงดีอีก็พูดว่ายินดีที่จะยกเลิกหากพบว่ามีปัญหาหรือข้อบกพร่องจริง และอีกอย่างที่ทำให้โครงการนี้ถูกยกเลิกได้คือฝ่ายรัฐมนตรีที่เป็นผู้ออกนโยบายจะมีคำสั่งลงมา อย่างไรปลัดกระทรวงดีอีก็ไม่น่าขวาง แต่สิ่งที่ปลัดกระทรวงดีอีทำอยู่ตอนนี้คือพยายามจะแบกรัฐมนตรีอยู่ แน่นอนว่าทุกคนจะวิพากษ์วิจารณ์ปลัดกระทรวงดีอี ซึ่งเป็นหน้าที่ของข้าราชการ ถ้าฝ่ายการเมืองสั่งมาแบบนั้น ตนก็แสดงความเห็นใจกับฝ่ายข้าราชการประจำ เพราะทุกคนต้องทำตามนโยบายฝ่ายการเมือง แต่ฝ่ายการเมืองตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน โครงการนี้พูดมาตลอดว่าเป็นนโยบาย ทำไมถึงไม่ออกมาแสดงความรับผิดชอบ ไม่ออกมาตอบคำถามสื่อ ไม่มาชี้แจงใน กมธ. ไม่ให้ข้อมูล ไม่แสดงความคิดเห็น ไม่มารับผิดรับผิดชอบอะไรเลย แล้วปล่อยให้ข้าราชการประจำมาเป็นหนังหน้าไฟแทน ตนจึงอยากเรียกร้องความกล้าหาญจากนายไชยชนก ให้ออกมาตอบคำถามเรื่องนี้ได้แล้ว และยิ่งตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นประธาน กมธ.หรือสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ก็ดาหน้ากันออกมาปกป้องนายไชยชนกกันออกนอกหน้า นายไชยชนกอย่าประพฤติปฏิบัติตัวให้คนเขารู้สึกว่าเป็นไข่ในหิน หรือเป็นคนที่จะได้รับการปกป้องอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็อาจจะไม่ดีกับภาพของนายไชยชนกเอง

เมื่อถามว่า มีความเห็นแย้งว่าโครงการเฟสหนึ่ง จะมีสัญญาแนบท้ายว่าทำแค่ไหนใช่แค่นั้น ทำให้งบประมาณเหลือ แต่เอกชนจะขาดทุน ถ้าคนใช้เยอะ น.ส.รักชนก กล่าวว่า นี่เป็นคำพูดของ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่เป็นคนโหวต นายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ใครก็ตามที่อยู่ในฝั่งการเมือง และมีความรู้เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีความรู้เรื่องการล็อกสเป็ก TOR มีความรู้เรื่องการแก้กฎหมายที่อาจจะสอบไปในทางฮั้วประมูลหรือล็อกสเป็ก ถ้าไม่พูดถึงว่าโครงการนี้จะส่อไปในทางทุจริตหรือล็อกสเป็ก ตนไม่ให้ราคาทั้งสิ้น

เมื่อถามว่า ออกมาเปิดเผยขนาดนี้กังวลเรื่องการถูกฟ้องกลับหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ว่าตนเข้าใจว่ารัฐมนตรีและเอกชนพิจารณาอยู่ว่าจะฟ้องหรือไม่ สิ่งที่ที่ตนทำไปทั้งหมดคือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ตนคิดว่าต้องมีใครสักคนที่กล้าออกมาทำหรือพูดอะไรแบบนี้

“ถ้าทุกคนรักตัวกลัวตาย กลัวโดนขุดประวัติ กลัวโดนฟ้องร้อง กลัวว่าพ่อคุณไชยชนกจะทำอะไรหรือไม่ ก็ไม่ต้องทำอะไรกันแล้วค่ะ ชาตินี้ประเทศนี้ ดิฉันคิดว่าฝ่ายค้าน พรรคประชาชน มีหน้าที่ทำอย่างตรงไปตรงมา แล้วหวังว่าวันหนึ่ง ถ้าพวกเรา หนึ่งใน สส.ที่ออกมาพูดเรื่องนี้ หรือตัวดิฉันจะต้องเป็นอะไรไป ดิฉันก็คิดว่าอยากให้มีคนรุ่นใหม่ๆ เติมเข้ามา แล้วเป็นคนที่กล้าหาญ ยืนหยัดเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน” น.ส.รักชนก กล่าว

เมื่อถามว่า ฝั่งรัฐบาลตั้งข้อสังเกตว่าการที่ฝ่ายค้านออกมาพูดเรื่อง TH-AI Passport เป็นเพราะบริษัทของเครือข่ายตัวเองไม่ได้รับงานใช่หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า มันตลกมาก การที่เราออกมาพูดเพื่อปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ ออกมาพูดว่าส่อทุจริต ล็อกสเป็ก จะต้องถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นห่วงผลประโยชน์ของบริษัทใดบริษัทหนึ่งหรือไม่ พร้อมยกคำในพระพุทธศาสนา คำว่าเถยจิต (หมายถึงจิตที่คิดลักขโมย) ตัวเองใช้ชีวิตแบบไหนอยู่ซ้ำๆ หรือคิดเรื่องอะไรอยู่ซ้ำๆ ก็จะคิดว่าคนอื่นจะเป็นแบบตัวเอง ตนเข้าใจว่า คนที่ออกมาพูดแบบนี้คือประธานคณะ กมธ.การตำรวจ ที่มาจากพรรคภูมิใจไทย เราไม่ได้ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เหมือนที่ฝั่งรัฐบาลกำลังทำอยู่ ต้นกำลังปกป้องผลประโยชน์ของทุกบริษัท ที่เงินก้อนนี้จะมาเป็นเงินที่จะมาสร้างผลประโยชน์ให้อุตสาหกรรม AI หรือเทคโนโลยี ที่ควรจะเป็นของทุกคน ถ้าทำทุกสิ่งทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา ทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมจริงๆ ถ้าบอกว่าตนปกป้องอนาคตของอุตสาหกรรมไอทีก็ไม่ผิด ถ้าบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้จะรู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม และมีใครสักคนออกมาพูดเพื่อเขา แล้วจะผิดอะไร

“ก่อนวิพากษ์วิจารณ์ตั้งสตินิดหนึ่ง แล้วอยู่บนข้อเท็จจริง ถ้าไม่ตั้งสติ ในหัวคิดว่าจะปกป้องแต่ลูกนาย วาดลวดลายเพื่อโชว์นาย หรือแข่งกัน ออกมาพูดอะไรซี้ซั้ว ออกมาพูดจุดไฟเผาตัวเองผ่านสื่อไม่รู้กี่ครั้ง เพื่อให้ได้ผลงานให้นายได้เห็น ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้ท่านก็อาจจะอับอายต่อสาธารณชน และไม่อยากให้ทำด้วย เพราะประชาชนจ่ายเงินจ้างท่านมา จ้างท่านมาให้เป็นตัวแทนของเขาไม่ใช่มารับใช้กลุ่มกรอำนาจทางการเมืองกลุ่มกลุ่มก้อนใดกลุ่มหนึ่ง” น.ส.รักชนก กล่าว

เมื่อถามว่า เป็นแบบนี้ด้วยใช่หรือไม่ ที่ทำให้ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ออกมาเปิดเรื่อง TH-AI Passport ต้องเงียบ มองว่าเป็นการถูกปิดปากหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ถ้าจะผิดก็ว่าไปตามผิด แต่การที่มาเปิดเรื่องเอาช่วงนี้ ประชาชน คงใช้วิจงานของตัวเองได้ว่าเพราะเหตุใด และเมื่อเรื่องนี้ถูกเปิดออกมา โครงการ TH-AI Passport ก็ได้รับความสนใจน้อยลงจากสื่อ ประชาชนคงคิดเองได้

เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับนายภาวุธ หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า พูดคุยกับนายภาวุธเลย ที่หายหน้าหายตาไป ตนคิดว่าอีกสักพัก น่าจะมีการออกมาพูด เมื่อถามว่า มองเรื่องการปล่อยคลิปเชิญชวนให้คนมาเทรด Forex ของนายภาวุธ น.ส.รักชนก กล่าวว่า เรื่องนี้รอนายภาวุธออกมาแล้ว ถามเจ้าตัวเองดีกว่า ตนไม่รู้จะตอบเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องเขาอย่างไร

เมื่อถามว่าพอเกิดเรื่อง กลายเป็น น.ส.รักชนก ขับเคลื่อนเรื่อง TH-AI Passport คนเดียว พรรคประชาชนส่งใครมาเสริมทัพหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า เรื่องนี้เบื้องหลังมีการช่วยกันหลายคน ไม่ต้องเป็นห่วง ยืนยันว่าตามต่อเนื่องเรื่องนี้แน่นอน เพราะมีการคาบเกี่ยวปีกการศึกษาด้วย เพราะมีโครงการที่เกี่ยวเนื่องคือโครงการ National Credit Bank และ Credit Skill Portfolio ซึ่งตนอยากให้จับตา ตอนนี้กระทรวงการอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สั่งทบทวนไปแล้ว แต่ฝั่งกระทรวงศึกษาธิการยังไม่สั่งทบทวน TOR หรืออาจจะโดนวางงานไว้ตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว ทั้งนี้ ตนตั้งข้อสังเกตว่ามีงบประมาณกระจายอยู่ในกระทรวง อว. 5,000 กว่าล้านบาท และอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ 1,600 ล้านบาท รวม 2 ก้อน เกือบหมื่นล้านบาท ถึงอยากให้ทั้ง 2 กระทรวงที่อยู่ฟากฝั่งของพรรคเพื่อไทยได้ทบทวน TOR เพื่อป้องกันทุกสิ่งทุกอย่างใน TOR ให้ดี ไม่เช่นนั้น จะเกิดเหมือนกับโครงการ TH-AI Passport และบอกได้เลยว่าเราตั้งป้อมรอเสียบ ถ้าทำอะไรพลาดหรือไม่ยอมแก้ไขในสิ่งที่ควรจะแก้