อนุทินสายตรงนายกฯออสเตรเลีย เดินหน้าการค้า-ลงทุน เชิญเยือนไทยฉลองสัมพันธ์ 75 ปี

อนุทินสายตรงนายกฯออสเตรเลีย เดินหน้าการค้า-ลงทุน เชิญเยือนไทยฉลองสัมพันธ์ 75 ปี

อนุทินสายตรงนายกฯออสเตรเลีย เดินหน้าการค้า-ลงทุน เชิญเยือนไทยฉลองสัมพันธ์ 75 ปี

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.08 น.

นายกฯ หารือทางโทรศัพท์นายกฯ ออสเตรเลีย ย้ำผลักดันการค้า การลงทุน และความมั่นคง พร้อมเชิญเยือนไทยในโอกาสครบรอบ 75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต

24 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 12.30 น. ที่ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือทางโทรศัพท์กับ แอนโทนี แอลบานีส นายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและออสเตรเลียในประเด็นสำคัญต่างๆ และแนวทางกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายหารือกันด้วยความคุ้นเคยและเป็นมิตร โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียที่โทรศัพท์มาแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมกล่าวถึงความประทับใจจากการพบหารือกันครั้งล่าสุดที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และแสดงความยินดีที่จะได้พบกันอีกครั้งในโอกาสอันใกล้ โดยเฉพาะการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการในอนาคต

ด้านนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียได้แสดงความเสียใจและถวายความอาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมกล่าวแสดงความยินดีที่ได้เห็นความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลียพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปีที่ทั้งสองประเทศเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งสะท้อนถึงมิตรภาพอันยาวนานและผลประโยชน์ร่วมกันในหลายด้าน

นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียยังกล่าวชื่นชมประเทศไทย และวัฒนธรรมไทย โดยกล่าวว่าอาหารไทยได้รับความนิยมอย่างมากในออสเตรเลีย โดยแทบทุกเมืองสำคัญจะมีร้านอาหารไทยเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน สะท้อนความใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ 

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียยังเชิญนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนสิงหาคม เพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือในโอกาสครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน 

ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณสำหรับคำเชิญเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ และยินดีที่จะใช้โอกาสดังกล่าวในการต่อยอดความร่วมมือระหว่างกัน โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การเยือนต่างประเทศจะไม่ใช่แค่การพบปะระหว่างผู้นำประเทศเท่านั้น นายกรัฐมนตรีจะนำคณะภาคเอกชนไทยร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยหวังว่าจะมีการลงนามใน MoU และความตกลงระหว่างกันในโอกาสเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการครั้งนี้ด้วย

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความร่วมมืออันใกล้ชิดระหว่างไทยและออสเตรเลียในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การแก้ไขปัญหาขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ (Scammer) และการเสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคงของทั้งสองประเทศ รวมถึงการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ออสเตรเลียในการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

ในช่วงท้ายของการหารือ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียกล่าวว่า การเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยจะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ พร้อมยินดีอำนวยความสะดวกในการเยือนและการพบปะภาคส่วนต่าง ๆ ของออสเตรเลีย 

ขณะที่นายกรัฐมนตรีหวังว่านายกรัฐมนตรีออสเตรเลียจะเยือนไทยในโอกาสที่สะดวก ซึ่งนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียได้ตอบรับด้วยความยินดี และแสดงความหวังว่าจะได้มีโอกาสหารือร่วมกันอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง เพื่อผลักดันความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลียให้ก้าวหน้าและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศต่อไป

มศว.ลุยสางข้อเท็จจริง ปมสำนักทดสอบฯ เอียวคดีโกงสอบ ขรก.ท้องถิ่น

มศว.ลุยสางข้อเท็จจริง ปมสำนักทดสอบฯ เอียวคดีโกงสอบ ขรก.ท้องถิ่น

มศว.ลุยสางข้อเท็จจริง ปมสำนักทดสอบฯ เอียวคดีโกงสอบ ขรก.ท้องถิ่น

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.23 น.

“มศว.”ร่อนแถลงการณ์ ตั้ง คกก.สอบข้อเท็จจริง ปม”สำนักทดสอบฯ” เอียวคดีโกงสอบ ขรก.ท้องถิ่น ลั่น!พร้อมร่วมมือทุกหน่วยงาน ยันยึดหลักธรรมาภิบาล

24 มิถุนายน 2569 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ออกแถลงการณ์ว่า ตามที่ได้ปรากฏข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยานั้น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ขอเรียนชี้แจงในเบื้องต้นเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สารณชน ดังนี้

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อยู่ระหว่างพิจารณาตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวและพร้อมให้ความรวมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน รวดเร็ว รอบด้านและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และจะดำเนินการเปิดเผยข้อมูลในส่วนที่สามารถเปิดเผยได้ตามกฎหมาย เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างชัดเจน โปร่งใส และเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความเชื่อมั่นของสาธาธารณชน ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล หลักนิติธรรม และภายใต้กรอบของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ขอยืนยันเจตนารมณ์ในการปฏิบัติภารกิจด้วยความรับผิดชอบ ยึดมั่นมั่นในมาตรฐานทางวิชาการ และคำนึงถึงประโยชน์สาธาธารณะเป็นสำคัญ โดยจะดำเนินการในเรื่องดังกล่าวด้วยความรอบคอบและเป็นธรรม พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อไป

– 006

คริส แฉต่อ ระบบอากง ตั้งข้อสงสัยโครงการต่ำ 5 แสน ถูกซอยหลบประมูล

คริส แฉต่อ ระบบอากง ตั้งข้อสงสัยโครงการต่ำ 5 แสน ถูกซอยหลบประมูล

คริส แฉต่อ ระบบอากง ตั้งข้อสงสัยโครงการต่ำ 5 แสน ถูกซอยหลบประมูล

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.20 น.

“คริส”แฉต่อ”ระบบอากง” ตั้งข้อสงสัยโครงการต่ำกว่า 5 แสนบาทถูกซอยหลบประมูล เตรียมหอบหลักฐานยื่น ป.ป.ช.ตรวจสอบ พร้อมเสนอองค์กรอิสระปราบโกงกรุงเทพฯ ลั่นหากพบเลี่ยงประมูลจริงอาจเข้าข่ายคดีอาญา มีสิทธิทั้งติดคุกและหลุดเก้าอี้

24 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ แถลงความคืบหน้าการตรวจสอบสิ่งที่พรรคเรียกว่า ระบบอากง หรือ เครือข่ายการทุจริตในกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า หลังจากพรรคเศรษฐกิจเปิดประเด็นดังกล่าวเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม การซื้อขายตำแหน่ง และการทุจริตในสำนักงานเขตต่างๆ พรรคไม่ได้หยุดติดตาม แต่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในหลายช่องทาง

นายคริส กล่าวว่า ก่อนนี้พรรคได้มอบหมายให้นายชาญเทพ สีเวช ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของพรรค เข้าแจ้งความดำเนินคดีกรณีสำนักงานเขตหลายแห่งนำทรัพย์สินของกรุงเทพมหานครไปใช้โดยมิชอบ และในวันเดียวกันยังได้ยื่นเรื่องต่อสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบการแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรมและการทุจริตในสำนักงานเขตของกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่ผ่านมา พรรคยังได้ยื่นหนังสือต่อกระทรวงแรงงาน กรณีการอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวจากลาว เมียนมา และกัมพูชา เข้ามาประกอบอาชีพค้าขายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

นายคริส กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมเริ่มให้ความสนใจกับปัญหาการทุจริตในกรุงเทพมหานครมากขึ้น โดยหลายพรรคการเมืองออกมาพูดถึงปัญหาดังกล่าว ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการปฏิรูปกรุงเทพมหานคร พร้อมยกกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดเผยข้อมูลเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่ผ่านมา ว่า งบประมาณของกรุงเทพมหานครกว่า 92% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 43,000 ล้านบาท เป็นการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ผ่านกระบวนการประมูล เนื่องจากเป็นโครงการที่มีวงเงินต่ำกว่า 500,000 บาท จึงใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างเฉพาะเจาะจงได้

นายคริส กล่าวต่อว่า ตนตั้งข้อสังเกตว่า แม้ตัวเลขดังกล่าวจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่าโครงการเหล่านั้นคือโครงการใด เกี่ยวข้องกับใคร และมีบริษัทใดเข้ามาได้รับประโยชน์จากระบบดังกล่าวบ้าง พร้อมระบุว่าปัญหาสำคัญอยู่ที่โครงสร้างการบริหารของกรุงเทพมหานครซึ่งใช้กฎหมายที่มีอายุเกือบ 40 ปี ทำให้อำนาจกระจุกตัวอยู่ที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมากเกินไป ขณะที่กลไกการตรวจสอบกลับมีไม่เพียงพอ

“พรรคเศรษฐกิจจึงได้เสนอญัตติศึกษาการปฏิรูประบบบริหารกรุงเทพมหานครทั้งระบบ โดยครอบคลุมการทบทวนอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร การแก้ปัญหาความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น และที่สำคัญคือการสร้างกลไกป้องกันและปราบปรามการทุจริตในกรุงเทพมหานครอย่างเป็นรูปธรรม ข้อเสนอสำคัญของพรรค คือ การจัดตั้งองค์กรอิสระด้านการต่อต้านคอร์รัปชันประจำกรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตโดยเฉพาะ ไม่ขึ้นตรงต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหรือปลัดกรุงเทพมหานคร มีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี และคัดเลือกจากคณะกรรมการที่ประกอบด้วยตัวแทนจากศาลฎีกา ศาลปกครอง สำนักงาน ป.ป.ช. สภากรุงเทพมหานคร และผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้เป็นองค์กรกลางที่สามารถตรวจสอบการใช้งบประมาณได้อย่างอิสระ” นายคริส กล่าว

นายคริส กล่าวด้วยว่า กรุงเทพมหานครมีงบประมาณรวมปีละประมาณ 100,000 ล้านบาท และได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณแผ่นดินมากกว่า 36,000 ล้านบาท จึงไม่ใช่เรื่องของคนกรุงเทพมหานครเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภาษีของประชาชนทั้งประเทศ จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ซึ่งระบบอากง ในขั้นตอนการพิจารณางบประมาณของกรุงเทพมหานคร จะมีการประสานงานระหว่างฝ่ายบริหารกับสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เพื่อให้ความเห็นชอบร่างงบประมาณ จากนั้นจะมีกระบวนการปรับลดงบประมาณบางส่วน และนำงบประมาณที่ถูกตัดลดไปจัดสรรใหม่ในลักษณะที่เอื้อต่อกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม

นายคริส กล่าวอีกว่า งบประมาณที่ถูกจัดสรรลงพื้นที่ของ สก.แต่ละเขต อาจถูกนำไปแบ่งเป็นโครงการย่อยจำนวนมากให้มีวงเงินต่ำกว่า 500,000 บาท เพื่อหลีกเลี่ยงการประมูล และเปิดช่องให้ใช้วิธีคัดเลือกผู้รับจ้างหรือผู้ขายสินค้าแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งอาจนำไปสู่การเรียกรับผลประโยชน์ตอบแทนหรือเงินทอนจากผู้รับเหมาและผู้ประกอบการที่ได้รับงาน ส่วนข้อมูลรายชื่อโครงการและรายชื่อบริษัทเอกชนที่ได้รับงานในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า พบความผิดปกติในหลายเขต อาทิ เขตบางนา พระโขนง บางแค บางซื่อ จตุจักร ราชเทวี ลาดพร้าว ยานนาวา ทวีวัฒนา ตลิ่งชัน และพระนคร ตนขอเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร บุคคลที่พรรคเรียกว่าอากง ตลอดจนสมาชิกสภากรุงเทพมหานครในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ออกมาชี้แจงต่อสาธารณชนถึงความสัมพันธ์กับบริษัทที่ได้รับงานดังกล่าว รวมทั้งชี้แจงกระบวนการจัดสรรงบประมาณและการดำเนินโครงการต่างๆ ว่าเป็นไปอย่างโปร่งใสหรือไม่

นายคริส ยังระบุด้วยว่า เขตที่พบข้อสังเกตหลายแห่งเป็นพื้นที่ที่มีสมาชิกสภากรุงเทพมหานครสังกัดพรรคการเมืองหลายพรรค รวมถึงพรรคการเมืองฝ่ายสีส้ม จึงยืนยันว่าการตรวจสอบครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดเป็นการเฉพาะ แต่ต้องการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาชน ทั้งนี้ ข้อมูลและเอกสารทั้งหมดที่พรรคเศรษฐกิจรวบรวมได้จากการตรวจสอบครั้งนี้ จะถูกนำไปยื่นต่อสำนักงาน ป.ป.ช. ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

“ผมย้ำอีกครั้งนะครับ ไม่ใช่เรื่องถูกกฎหมายหรือวิธีการจัดจ้างแบบที่ท่านชัชชาติพูด ถ้าท่านจัดจ้างแบบซอยย่อยเป็นความผิดนะครับความผิดอาญา ติดคุก แล้วเดี๋ยวไปนั่งคุยกันว่าตกลงว่าที่ท่านพูดว่าทำถูกทุกอย่างเนี่ย ถูกจริงไหม จะมีคนหลุดจากเก้าอี้มั้ยนะครับ” นายคริส กล่าว

หลีกทางหน้าใหม่! ไอซ์บอกงานเยอะ รอบนี้ไม่ได้อภิปรายร่างฯโอนงบ-งบฯปี70

หลีกทางหน้าใหม่! ไอซ์บอกงานเยอะ รอบนี้ไม่ได้อภิปรายร่างฯโอนงบ-งบฯปี70

หลีกทางหน้าใหม่! ไอซ์บอกงานเยอะ รอบนี้ไม่ได้อภิปรายร่างฯโอนงบ-งบฯปี70

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.18 น.

งานเยอะ! “ไอซ์ รักชนก”เผยรอบนี้ไม่ได้อภิปรายร่างฯ โอนงบ-งบฯ ปี 70 หลีกทางหน้าใหม่ได้เกิด ยัน”ปชน.”ยังคุมเนื้อหาเข้มข้นเหมือนเดิม

24 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมอภิปรายร่างงบประมาณโอนงบ 2569 และร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ว่า ตนไม่ได้อภิปรายในรอบนี้ เพื่อหลีกทางให้ สส.หน้าใหม่ รอบนี้ขอสละสิทธิ เพราะมีงานเยอะมาก และมีงาน กมธ.ให้เราได้แสดงฝีมือ ซึ่ง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน จะเป็นผู้นำทัพจัดผู้อภิปรายงบประมาณ 30 คน แม้ตนจะไม่ได้อภิปราย แต่ น.ส.ศิริกัญญา ก็จะควบคุมให้มีการอภิปรายได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ แล้วในช่วงกลางเดือนหน้าจะมีการจัดกิจกรรมแฮ็กงบประมาณ ตั้งเป้าว่าอยากให้มีผู้มาร่วมงาน 300 – 400 คน พร้อมชวนจับตากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ได้งบประมาณเพิ่มในปี 2570 ไม่แน่ใจว่าเป็นการเอาใจลูกเทพหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่าจะมีคนอภิปรายเรื่องนี้อย่างถึงพริกถึงขิงแน่นอน

อรรถวิชช์ เกาะติด 30 วัน หลัง กมอ. สั่งแบนเหล็กข้ออ้อย IF หวั่นการเมืองบิดโจทย์

อรรถวิชช์ เกาะติด 30 วัน หลัง กมอ. สั่งแบนเหล็กข้ออ้อย IF หวั่นการเมืองบิดโจทย์

อรรถวิชช์ เกาะติด 30 วัน หลัง กมอ. สั่งแบนเหล็กข้ออ้อย IF หวั่นการเมืองบิดโจทย์

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.12 น.

“อรรถวิชช์”ขอบคุณ”กมอ.” มีมติยกเลิกใช้”เหล็กข้ออ้อย IF”ทำโครงสร้างอาคาร ยันไม่ได้มาตรฐาน หวั่นห้วง 30 วันรับฟังความเห็นก่อนประกาศเป็นกฎ อาจถูกการเมืองบิดโจทย์ เจอขอร้องสื่อนำเสนออีกแบบ ลามถูกเปลี่ยนมติได้ วอนช่วยกันนำเสนอความจริง เพราะเป็นเรื่องความปลอดภัย ปชช. ย้ำเจ็บแล้วต้องจำ ยันเดินหน้าตรวจสอบเคส”ตึก สตง.ถล่ม”โยงมาตรฐานเหล็ก

24 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวถึงกรณีการปรับเปลี่ยนมาตรฐานเหล็กในการสร้างอาคารสูง ว่า ตนติดตามเรื่องนี้มาตลอดตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปี 2567 จนกระทั่งวานนี้ (23 มิ.ย.) ที่ประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) มีมติปรับมาตรฐานเหล็กเส้น โดยไม่ให้มีการใช้เหล็ก IF หรือ เหล็กข้ออ้อย ในส่วนที่นำใช้ทำเสาทำคานในโครงสร้างอาคารแล้ว ตนต้องขอบคุณสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ช่วยกันผลักดันเรื่องนี้ ตนพูดมาหลายครั้งแล้วว่า จำแล้วจำคือคน กรณีตึก สตง.ถล่ม ตนเป็นหนึ่งในประธานการตรวจสอบเกี่ยวกับเหล็กเส้น ก็พบว่าเหล็กในตึก สตง.มีเหล็กประเภท IF ที่ต่ำกว่ามาตรฐานอยู่ในนั้น

นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า ปัญหาของเหล็ก IF คือ มีการนำเศษเหล็กเลวใส่ลงไป ก็ได้เหล็กเส้นเลวออกมา ซึ่งมันไม่เหมาะสมกับธุรกิจเหล็กเส้นที่เราหลอมจากเศษเหล็กในประเทศ ตนบอกว่า เรื่องนี้กระทบกับธุรกิจหลายหมื่นล้านบาทใน 11 โรงเหล็กแบบ IF ตนคิดว่าจากนี้ไปจะต้องมีการขอร้องสื่อมวลชนให้นำเสนอเหล็ก IF ในอีกรูปแบบหนึ่ง ขอวิงวอนทุกคนให้ช่วยกัน เพราะเป็นเรื่องความปลอดภัยของประชาชน ตนไม่อยากให้การเมืองมาทำให้เรื่องนี้โจทย์เปลี่ยน เพราะหลังจากนี้อีก 30 วัน ที่จะมีการรับฟังความคิดเห็นเห็นภายหลัง กมอ.มีมติดังกล่าวออกมา หากโจทย์เปลี่ยนจะมีปัญหาอีก ถ้านำเหล็ก IF กลับมาทำเป็นโครงสร้างตึก ดังนั้น ตนขอออกมาให้กำลังใจ และส่งสัญญาณชัดๆ ว่า งานนี้เกี่ยวพันกับหลายหมื่นล้านบาท คนที่ต้องเซ็นหนังสือต้องใจนิ่งๆ อย่าใจแกว่ง

เมื่อถามว่า มติของ กมอ.นี้ สามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า กมอ.มีมติร่างออกมาแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนรับรองรายงานการประชุม และจะถูกนำส่งเป็นกฎข้อบังคับ ที่ต้องรับฟังความคิดเห็นอีก 30 วัน มันมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าพวกเราไม่ช่วยกัน เขาดิ้นแน่นอน เพราะวันนี้มันคือธุรกิจหลายหมื่นล้านบาทในธุรกิจเหล็ก IF ที่ประเทศจีนไม่เอาแล้ว แล้วมาอยู่ในไทย ถ้าสื่อมวลชนทุกคน ข้าราชการทุกคน ตระหนักรู้ในหน้าที่ตัวเอง ตนคิดว่าเราพาประเทศก้าวข้ามสิ่งที่ไม่มีมาตรฐานได้ ตนเคยบอกข้าราชการอุตสาหกรรม และผู้ใหญ่หลายคน ในช่วงปลายปี 67 ที่ทำงานตรวจสอบเหล็ก IF ตั้งแต่บริษัท ซิน เคอ หยวนฯ ถูกไฟไหม้ ว่าทำด้วยมืออย่าลบด้วยเท้า วันนี้ สมอ.รักษาเกียรติภูมิตัวเองในการกล้าออกกติกาเพื่อยกเลิกเหล็ก IF ไปทำโครงสร้างอาคาร

นายอรรถวิชช์ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันตนจะเดินหน้าตรวจสอบมาตรฐานเหล็กในตึก สตง.ถล่มต่อ เพราะข้อตรวจสอบของตนในช่วงที่ตนเป็นประธานที่ปรึกษาของ รมว.อุตสาหกรรม ช่วงปลายปี 67 พบว่าเหล็กที่ได้จากซากตึก สตง.มันไม่ได้มาตรฐาน แต่นายกฯ ในขณะนั้นตั้งคณะกรรมการสอบแล้วระบุว่า ความผิดพลาดไปอยู่ที่การออกแบบ ไม่เกี่ยวข้องกับเหล็กกับปูน ต้องถามว่า 4 สถาบันการศึกษาในขณะนั้นที่อยู่ในรายการการตรวจสอบ ไปตรวจสอบที่ไหนอย่างไร ดังนั้น กรณีมาตรฐานเหล็กตึก สตง.ต้องมีคำตอบ เพราะมันเงียบมานานแล้ว

เปิดร่าง กม.โอนงบฯ หมื่นล้าน 19 กระทรวง 6 แผนบูรณาการ

เปิดร่าง กม.โอนงบฯ หมื่นล้าน 19 กระทรวง 6 แผนบูรณาการ

เปิดร่าง กม.โอนงบฯ หมื่นล้าน 19 กระทรวง 6 แผนบูรณาการ

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.20 น.

เปิดร่าง กม.โอนงบฯ หมื่นล้าน 19 กระทรวง 6 แผนบูรณาการ พบ”คมนาคม”ถูกโอนงบสูงสุดกว่า 2 พันล้านบาท รองลงมา”มท.” 1.8 พันล้าน ด้าน”รัฐสภา”ถูกโอนงบ 314 ล้านบาท หั่นจากรายจ่ายประจำ-ค่าดำเนินงานบุคลากร ไม่แตะค่าเลี้ยงข้าว สส.

24 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุมสภาฯ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ได้แจ้งต่อสมาชิก ตอนหนึ่งให้ สส.เข้ารับเอกสารร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ได้ตั้งแต่วันนี้ (24 มิ.ย.) เพื่อเตรียมตัวต่อการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบปี 2570 ซึ่งได้ออกหนังสือนัดประชุมสภาฯ เป็นพิเศษแล้ว ในวันที่ 29 – 30 มิ.ย.และ 1 ก.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนั้น ในวันพรุ่งนี้ (25 มิ.ย.) สภาฯ กำหนดวาระประชุม ซึ่งมีเรื่องด่วนที่ระบุไว้ 1 เรื่อง คือ ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ทั้งนี้ มีหลักการคือ โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ของหน่วยรับงบประมาณบางรายการไปตั้งไว้ในงบประมาณายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 10,328 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเหตุผลที่ ครม.นำเสนอในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ระบุสาระสำคัญตอนหนึ่ง ว่า ปีงบประมาณ 2569 ประเทศไทยเผชิญวิกฤติการณ์ด้านเศรษฐกิจและสังคมจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนและระบบเศรษฐกิจโดยรวม รัฐบาลจึงมีภารกิจเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหา ฟื้นฟู และบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ในส่วนของงบกลาง เพื่อสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน วงเงิน 9.9 หมื่นล้านบาทนั้น มีไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องโอนงบประมาณบางรายการเพื่อใช้แก้ปัญหา ฟื้นฟูและบรรเทาผลกระทบจากความยืดเยื้อของสถานการณ์ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาความมั่นคงชายแดน ความผันผวนของตลาดการเงิน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัยหาภัยพิบัติอื่นที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีงบประมาณ รวมทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนอื่นๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการโอนงบประมาณบางรายการนั้น พบว่า เป็นงบประมาณของ 19 กระทรวง โดยกระทรวงที่ถูกโอนงบสูงสุด คือ กระทรวงคมนาคม จำนวน 2,442 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายลงทุน รองลงมาคือ กระทรวงมหาดไทย จำนวน 1,846 ล้านบาท โดยหั่นจากงบรายจ่ายลงทุนสูงถึง 1,844 ล้านบาท กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรม จำนวน 1,040 ล้านบาท กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 837 ล้านบาท และกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 262 ล้านบาท

ขณะที่สำนักนายกรัฐมนตรี ถูกโอนงบ จำนวน 134 ล้านบาท นอกจากนั้นยังมี ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ถูกโอนงบรวม 161 ล้านบาท ส่วน 4 รัฐวิสาหกิจ คือ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ การรถไฟแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การกีฬาแห่งประเทศไทย ถูกโอนงบรวม 374 ล้านบาท

ขณะที่สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้ถูกโอนงบรวม 314 ล้านบาท ซึ่งจัดอยู่ในส่วนของรายจ่ายประจำ เป็นค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ การจัดการของรัฐสภา ศาลและอน่วยางนอิสระของรัฐ และค่าใช้จ่ายดำเนินงาน อย่างไรก็ดี ไม่มีส่วนที่ตัดจากงบประมาณที่จัดไว้รับรอง สส.เช่น ค่าอาหารกลางวัน ที่ก่อนหน้านี้ประธานสภาฯ โดยความเห็นร่วมกันของ สส.เห็นควรให้งดการจัดเลี้ยงอาหารรับรอง และเปลี่ยนไปให้ซื้อรับประทานเอง

นอกจากนั้น ยังมีส่วนที่เป็นงบประมาณรายจ่ายแผนงานบูรณาการใน 6 แผนงาน มูลค่ารวม 1,288 ล้านบาท เช่น แผนบูรณาการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่จัดไว้ในส่วนของกรมโยธาธิการและผังเมือง การรถไฟแห่งประเทศไทย รวม 58 ล้านบาท ด้านเตรียมความพร้อมรองรับสังคมสูงวัย ของกรมกิจการผู้สูงอายุ 1 ล้านบาท ด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ วงเงิน 1,032 ล้านบาท แผนงานป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด วงเงิน 50 ล้านบาท แผนงานบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล วงเงิน 145 ล้านบาท ด้านการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว วงเงิน 1.96 แสนบาท โดยส่วนใหญ่พบว่าเป็นงบประมาณในส่วนของการลงทุน

ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570

สำนักงบประมาณ เปิดเผยร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 โดยมีทั้งแบบไฟล์ excel ให้ดาวน์โหลดและแบบไฟล์ PDF สามารถดาวน์โหลดได้ที่

แบบไฟล์ excel : https://www.bb.go.th/download.php?id=34215

แบบไฟล์ PDF : https://www.bb.go.th/topic-detail.php?id=18858&mid=544&catID=0

ปลัด มท.ตั้ง สันติธร สอบข้อเท็จจริง โกงสอบท้องถิ่น ย้ำ 7 วันรู้ผล

ปลัด มท.ตั้ง สันติธร สอบข้อเท็จจริง โกงสอบท้องถิ่น ย้ำ 7 วันรู้ผล

ปลัด มท.ตั้ง สันติธร สอบข้อเท็จจริง โกงสอบท้องถิ่น ย้ำ 7 วันรู้ผล

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.09 น.

“ปลัดมหาดไทย”ตั้ง”สันติธร” สอบข้อเท็จจริงปมทุจริตสอบเข้าท้องถิ่น ย้ำ 7 วันอันตรายรู้ผล ก่อนรายงานนายกฯ แจงใครมาถูกคือถูก-ผิดคือผิด ไม่เหมาเข่ง มอบฝ่าย กม.แจ้งความ ตร.วันนี้

24 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายกรัฐมนตรีเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบกรณีทุจริตสอบเข้าข้าราชการท้องถิ่นว่า เรื่องนี้กระทบความเชื่อมั่นประชาชน นายกฯจึงเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และมีการสั่งการในที่ประชุมให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพื่อหาตัวผู้กระทำผิดมาให้ได้ ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยวันนี้ (24 มิ.ย.) จะไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษตามความผิดซึ่งได้ปรากฎตามหลักฐานที่ออกมา ได้ให้ฝ่ายกฎหมายไปดำเนินการ โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปสืบสวนต่อว่า ใครบ้างที่อยู่ในกระบวนการ ตำรวจสาวถึงใครคนที่ร่วมกระทำความผิดต้องถูกดำเนินคดี อีกส่วนหนึ่งจะตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยมีนาย สันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านการพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน ข้อมูลตรงนี้จะได้สิ่งที่นายกฯต้องการ หากกระบวนการผิด ไม่ถูกต้องทั้งหมด ก็ร้องทุกข์กล่าวโทษกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมดไว้แล้ว มีกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ก็จะแจ้งไปยังคณะกรรมการจัดสอบดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป หากที่มาไม่ถูกต้อง ทุกอย่างก็ต้องไม่ถูกต้อง

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากการดำเนินการไม่ถูกต้อง จะยกเลิกผลสอบอย่างไร นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ต้องดูว่า เป็นส่วนใดบ้าง เพราะมันมีหลายตำแหน่ง หากเป็นทั้งกระบวนการต้องดำเนินการแจ้งข้อเท็จจริงไปยังคณะกรรมการคุมการสอบว่า ผิดพลาดคลาดเคลื่อน ต้องทำให้ถูกต้อง หากผิดต้องยกเลิกอย่างแน่นอน นายกฯบอกว่า ทุกอย่างต้องชัดเจน ส่วนคนที่ดำเนินการสอบอย่างบริสุทธิ์ต้องเอามาดู เพราะมีคนสอบ 3 แสนกว่าคน คนสอบได้มีใครบ้าง คนที่อยู่ในกระบวนการมีการแก้คำถาม คำตอบ เป็นใครบ้าง เราต้องมาดู เมื่อถามย้ำว่า ใครที่ผิดต้องยกเลิกผลสอบ และหากอะไรที่ถูกก็ไม่ยกเลิกใช่หรือไม่ นายอรรษิษฐ์ ยืนยันว่า ใช่ สิ่งที่ถูกต้องคือ ความถูกต้อง เมื่อถามว่า ไม่ได้เป็นการเหมาเข่งใช่หรือไม่ นายอรรษิษฐ์ พยักหน้าตอบว่า ครับ สิ่งที่ถูกต้องคือ ความถูกต้อง อะไรผิดก็ผิดอยู่แล้ว เมื่อถามว่า หากผู้ที่เข้ากระบวนการสอบอย่างถูกต้อง แล้วได้รับผลกระทบ ไปร้องศาลปกครอง นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า เรามีกรรมการดูอย่างชัดเจน แล้วแจ้งไปยังกรรมการสอบว่า จะให้ดำเนินการอย่างไร ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น ขอให้ใจเย็น ยืนยันเราจะดูให้ดีที่สุด

เมื่อถามว่า การสอบครั้งนี้จะย้อนหลังไปถึงการจัดสอบเข้าท้องถิ่น ที่ผ่านๆ มาหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า เดี๋ยวรอดู หากเกี่ยวข้องก็ต้องเอามาดู วันนี้ต้องดูตรงปัจจุบัน เมื่อถามถึงกรณีมีการเปิดคลิปเสียงอดีตรัฐมนตรีช่วยรายหนึ่ง นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า เราต้องตรวจสอบทั้งหมด แต่ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดขนาดนั้น ซึ่งนายกฯบอกแล้วว่า ต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่างแจ้งและเด็ดขาด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยที่จะมีการย้ายด่วน จะมีในพื้นที่ใดบ้าง นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ที่ อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ มีการตั้งสอบวินัยร้ายแรงกับผู้อำนวยการที่มีชื่อในข่าวแล้ว หากรายงานมายังจังหวัด ทางจังหวัดจะสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ที่อยู่ในข่าว เมื่อถามว่า ภาพรวมมีข้าราชการกระทรวงมหาดไทยเข้าไปเกี่ยวข้องเยอะใช่หรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า จากข้อเท็จจริงเรายังตอบไม่ได้ เพราะกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) จ้างมหาวิทยาลัยดำเนินการ จึงต้องมาดูข้อเท็จจริงทั้งหมดว่า ใครอยู่ในกระบวนการบ้าง จะพยายามทำให้เร็วที่สุด โดยจะต้องเรียกคุยกับสถานศึกษาที่จัดสอบด้วย เพราะเราต้องอายัดทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง เมื่อถามอีกว่า มหาวิทยาลัยที่จัดสอบต้องรับผิดชอบด้วยใช่หรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า “ก็เขาเป็นคนจัดสอบ เป็นคนส่งคะแนน”

เมื่อถามว่า หากคนที่กระทำความผิดมาแจ้งให้ทราบ โทษหนักจะเป็นเบาหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ความผิดคือ ความผิด เมื่อถามว่า หากครบ 7 วันแล้วจะรายงานให้นายกฯทราบใช่หรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ใช่ ทั้งนี้ ช่วงท้ายสัมภาษณ์นายอรรษิษฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “7 วันอันตราย”

ปกรณ์ ยันระบบสอบ ก.พ. ต่าง สถ. ไร้ช่องโหว่ มองเป็นเรื่องดี เปิดโปงขบวนการ ไม่มีใครกล้าทำซ้ำ

ปกรณ์ ยันระบบสอบ ก.พ. ต่าง สถ. ไร้ช่องโหว่ มองเป็นเรื่องดี เปิดโปงขบวนการ ไม่มีใครกล้าทำซ้ำ

ปกรณ์ ยันระบบสอบ ก.พ. ต่าง สถ. ไร้ช่องโหว่ มองเป็นเรื่องดี เปิดโปงขบวนการ ไม่มีใครกล้าทำซ้ำ

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.29 น.

ปกรณ์ ยันระบบสอบ ก.พ. ต่าง สถ. ไร้ช่องโหว่ สอบแล้วสอบเลยแก้ไขไม่ได้ มองเป็นเรื่องดี จนท.เปิดโปงขบวนการ ไม่มีใครกล้าทำซ้ำ ชี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้องค์กรต่างชาติ OECD

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการบุกจับขบวนการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น จะกระทบต่อความเชื่อมั่นการจะเข้าเป็นสมาชิก OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) หรือไม่ว่า ตนมองว่าการจับกุมขบวนการนี้ได้ ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการเปิดโปง จะได้ไม่เกิดกรณีเช่นนี้อีก และทำให้การวางระบบในอนาคตจะได้ทำอย่างถูกต้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำขึ้นอีก 

“ขอบคุณเจ้าหน้าที่ ที่เข้าไปจับกุมขบวนการดังกล่าว รวมถึงการขยายผล เพื่อจะได้หาทางปิดช่องโหว่ให้ได้มากที่สุด และเมื่อเราเป็นสมาชิก OECD หรือองค์การระหว่างประเทศใดๆ เขาจะได้เชื่อมั่นว่าเรามีความโปร่งใสในการทำงานจริงๆ และมีระบบตรวจสอบได้”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จะดูแลควบคุมเรื่องการจัดสอบบรรจุข้าราชการอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดการทุจริต นายปกรณ์ มองว่า การทุจริต จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ส่วนที่ตัวรับผิดชอบดูแลสำนักงาน ก.พ. ก็กำชับให้วางระบบให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้ามาใช้ในการสอบ ที่จะต้องเป็นระบบปิดเพื่อไม่ให้มีการแก้ไขข้อมูลที่ดำเนินการไปแล้วได้ แต่ถ้าหากออกแบบเป็นระบบเปิดก็สามารถที่จะเข้าไปดูแลข้อมูลภายหลังได้ก็จะทำให้มีปัญหา ซึ่งได้กำชับให้ไปดูแลตรวจสอบให้ดีในกรณีลักษณะเช่นนี้

นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า ระบบการสอบของ ก.พ. ต่างจากระบบกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ซึ่งเป็นคนละระบบกัน และในเบื้องต้นได้รับรายงานว่าจาก ก.พ. ว่าไม่มีช่องโหว่ในการทุจริตเนื่องจากไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้ สอบแล้วสอบเลย

ชวน ลุยช่วย อนุชา มั่นใจเป็นคนดี-มีความสุจริต

ชวน ลุยช่วย อนุชา มั่นใจเป็นคนดี-มีความสุจริต

ชวน ลุยช่วย อนุชา มั่นใจเป็นคนดี-มีความสุจริต

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.26 น.

“ชวน”ลงช่วย”อนุชา เบอร์ 5″ หาเสียงโค้งสุดท้ายที่วังทองหลาง ย้ำการเมืองไทย 94 ปี เปลี่ยนแปลงการปกครอง ยังมีปัญหาทุจริต มั่นใจ”อนุชา”เป็นคนดี มีความสุจริต ชวนประชาชนออกมาเลือก”ผู้ว่าฯ กทม.-ส.ก.” 28 มิ.ย.นี้

24 มิถุนายน 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่รณรงค์หาเสียงตั้งแต่ช่วงเช้าที่ตลาดสะพาน 2 กับ นายอนุรักษ์ เลิศวัฒนาไพบูลย์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตวังทองหลาง หมายเลข 5 โดยพ่อค้า แม่ค้า ประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยต่างเข้ามาทักทาย ถ่ายรูปด้วย โดยนายชวนได้ปราศรัยหาเสียงกลางตลาด เพื่อขอคะแนนให้ผู้สมัครผู้ว่า กทม.และผู้สมัคร ส.ก.จากพรรคประชาธิปัตย์

นายชวน เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ในโค้งสุดท้ายว่า ต้องการมาช่วยประชาสัมพันธ์นโยบายของพรรคที่ยึดหลักการเมืองสุจริต พร้อมตั้งข้อสังเกตในโอกาสครบรอบ 94 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครองว่า ปัจจุบันการเมืองไทย ยังมีปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในทุกองค์กร ทั้งเรื่อง สส.ซื้อเสียง วุฒิสมาชิก (สว.) ที่ถูกครหาว่ามาจากระบบฮั้วกัน รวมถึงข่าวล่าสุดเกี่ยวกับการปลอมแปลงกระดาษคำตอบในการสอบเข้ารับราชการ

“คนเหล่านี้จะมาปกครองบ้านเมืองให้สุจริตได้อย่างไร หากเริ่มต้นมาด้วยวิธีที่ไม่ชอบ เหมือนนักการเมืองที่มาจากการซื้อเสียง จะบอกว่าไม่โกง ไม่มีหรอกครับ” นายชวน กล่าว

นายชวน กล่าวถึงนายอนุชา ว่า แม้ผลโพลอาจจะไม่โดดเด่น แต่จากการที่ตนเป็นหัวหน้าพรรคมานาน มั่นใจว่านายอนุชาเป็นคนดีและมีความสุจริตอย่างแท้จริง จึงตัดสินใจลงพื้นที่สนับสนุนในช่วงสัปดาห์สุดท้ายนี้ พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้

ด้าน นายอนุชา ได้กล่าวแสดงความขอบคุณนายชวน ที่ลงพื้นที่ช่วยหาเสียง พร้อมระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค มีเจตจำนงชัดเจนในการขับเคลื่อนแนวคิด “การเมืองสุจริต” จากระดับชาติลงสู่ระดับท้องถิ่น ทั้งในส่วนของผู้ว่าฯ กทม.และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)

นายอนุชา ให้ความมั่นใจว่า หากได้รับโอกาสเข้าไปทำหน้าที่ จะบริหารงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ปราศจากการคอร์รัปชัน โดยพร้อมให้ประชาชนตรวจสอบ และมีกลไกตรวจสอบภายในพรรคเองด้วย

“หากพรรคประชาธิปัตย์ได้ปักธง ส.ก.เข้าไปจำนวนมาก จะพร้อมขับเคลื่อนนโยบายทั้ง 5 ด้าน ที่นำเสนอไว้ให้เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพสูงสุดได้ตั้งแต่วันแรก โดยเฉพาะระบบการตรวจสอบงบประมาณ กทม.ที่โปร่งใส” นายอนุชา กล่าว

– 006

ทฤษฎีผลไม้พิษ อนุทิน สั่งยกเลิก ผลสอบท้องถิ่น หลังพบโกง

ทฤษฎีผลไม้พิษ อนุทิน สั่งยกเลิก ผลสอบท้องถิ่น หลังพบโกง

ทฤษฎีผลไม้พิษ อนุทิน สั่งยกเลิก ผลสอบท้องถิ่น หลังพบโกง

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.25 น.

“อนุทิน”สั่งยกเลิก ผลสอบท้องถิ่นล็อตที่โกง แม้จะบรรจุไปแล้ว บอกไม่ต้องกลัวใครฟ้อง หากผลออกมาทุจริต พร้อมยกทฤษฎี”ผลไม้พิษ​” ลั่นคนชั่วกว่าคือ”ขรก.ชั้นผู้ใหญ่” ซัดพวกขายชาติ

24 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล จากนั้นเรียก นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายภูมิวิศาล เกษมสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ตัวแทนจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าหารือที่ตึกไทยคู่ฟ้า ภายหลัง ป.ป.ช.และ บก.ปปป.เข้าจับกุมขบวนการทุจริตการสอบบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายกว่า 4,500 ล้านบาท จนเป็นเหตุให้โยกย้าย นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เข้ากรุ ประจำกระทรวงมหาดไทย

โดย นายกฯ กล่าวช่วงแรกของการประชุมว่า ขอบคุณทุกหน่วยงานที่มาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน ซึ่งใช้เวลากะทันหันมาก แต่เชื่อว่าทุกท่านทราบดีถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นที่สนใจและกังวลของประชาชน วันนี้จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจ ป.ป.ท. ฝ่ายปกครอง ป.ป.ช. เพื่อรับฟังที่มาที่ไป และสิ่งที่จะต้องดำเนินการต่อไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนำคนที่กระทำความผิดมาลงโทษ ยึดทรัพย์สินจากการกระทำผิดที่ผ่านไปแล้ว และลงโทษผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอาจจะไม่ได้จบที่กรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่นอย่างเดียว อาจจะมีเหนือขึ้นไป  ซึ่งก็ต้องดำเนินการอย่างเต็มที่ ตลอดจนหาแนวทางแผนการที่จะดำเนินการต่อไปด้วย

“การสอบในครั้งนี้ คงเป็นที่ชัดเจนว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทยต้องมีการประกาศยกเลิก แม้จะมีการประกาศผลไปแล้ว ก็จะต้องไปหาวิธี ในเมื่อมีที่มาที่เป็นไปตามทฤษฎี “ผลไม้พิษ” หรือมีที่มาที่ไม่ถูกต้อง ทุกอย่างก็จะต้องถูกดำเนินการ ใครเดือดร้อนก็ไปไล่บี้กันเอาเอง จะมาใช้ว่าบรรจุไปแล้ว ประกาศผลสอบไปแล้ว แต่เมื่อกระบวนการสอบผิดกฎหมายก็ต้องยกเลิก ซึ่งเรื่องนี้ไม่ต้องกลัวใครมาฟ้อง เพราะหากพวกเราทุกคนดำเนินการสืบสวนสอบสวน ดำเนินคดีทุกอย่างเรียบร้อยและมีคำพิพากษา และมีการยืนยันที่พิสูจน์ด้วยหลักฐาน เพราะฉะนั้นคนที่มาจากกลไกนี้ ก็ถือว่าไม่มีคุณสมบัติ ซึ่งก็ต้องเล่นแบบนี้ เพราะผมจะไม่รับใครที่เสนอขึ้นมาแล้วบอกว่าผ่านไปแล้วก็ผ่านไป แบบนี้ไม่ได้เพราะมันมาจากการกระทำที่ทุจริต” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน ยังกล่าวว่า ขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาลขอแสดงความชมเชย ในการดำเนินการของทุกหน่วยงาน ที่ดำเนินการอย่างรวดเร็วและเฉียบขาด และไม่มีการดำเนินการที่รั่วไหลเลย ซึ่งเป็นไปตามเอ็มโอยูที่เราเซ็นกันไว้ ที่จะป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทุจริตทุกรูปแบบ และทุกอย่างก็เก็บเป็นความลับได้ดี

“ขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกคน ซึ่งผมได้ติดตามดูปฏิบัติการตามสื่อสารมวลชน และรายงานในระบบราชการ ซึ่งก็เห็นว่าทุกคน เข้าไปดำเนินการด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ และไม่หวาดหวั่นกับอิทธิพลใดๆ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ถ้าเกี่ยวข้องกับใคร โยงไปถึงใคร ไม่ว่าจะเป็นระดับส่วนกลางหรือท้องถิ่น ก็ขอให้เร่งดำเนินการ ซึ่งทราบมาว่ามีเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ก็ขอให้ทางกระทรวงมหาดไทยแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด อย่างเช่น จ.เพชรบูรณ์ ให้ดำเนินการในพื้นที่ที่ถูกสงสัยหรือถูกกล่าวหาว่ามีการกระทำผิดให้พ้นจากการปฎิบัติหน้าที่ให้เร็วที่สุด คำว่าเร็วที่สุดของกระทรวงมหาดไทย คงเข้ากันใจดี และขอให้เราทุกคนช่วยกัน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องอุกอาจ และจะเป็นการทำลายความเจริญก้าวหน้าของประเทศ”

“ถ้าเราให้ข้าราชการที่จะมาปกครองประเทศ มาบริหารประเทศ แต่เริ่มจากการกระทำที่ทุจริตตั้งแต่วันแรก แล้วคนที่ตั้งใจสอบ ตั้งใจดี แต่ไม่ได้ถูกคนพวกนี้ก็เข้ามาแทรก ที่ชั่วกว่านั้น คือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่ปล่อยให้มีกระบวนการนี้เกิดขึ้น ตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องทั้งปราบปราม ป้องกัน และดำเนินคดีไม่ให้เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด ผมไม่รู้จะพูดอย่างไร เพราะนี่คือการทำร้ายประเทศ ขายชาติ ขอให้พวกเราทุกคนเชื่อว่า รัฐบาลมีเสถียรภาพ ทำอย่างเต็มที่ไม่ต้องกั๊ก ให้มันรู้ไปว่า ถ้าทำตรงนี้ไปแล้วจะไม่มีใครปกป้องท่านได้ มันเป็นไปไม่ได้ เพราะเรากำลังจะทำสิ่งที่ดีให้มันเกิดขึ้นในระบบราชการของไทย เพราะมีความสำคัญมาก จากนี้ไปผมจะหุบปาก และฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่จะรายงาน ทั้งแผนงานและการดำเนินคดีทุกอย่างจะต้องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่การย้ายคนออกไปแล้วก็จบ” นายอนุทิน กล่าว