สิ้น จรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ถึงแก่อนิจกรรม ที่ รพ.จุฬาฯ สิริอายุ 76 ปี

สิ้น จรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ถึงแก่อนิจกรรม ที่ รพ.จุฬาฯ สิริอายุ 76 ปี

สิ้น จรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ถึงแก่อนิจกรรม ที่ รพ.จุฬาฯ สิริอายุ 76 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.04 น.

19 กุมภาพันธ์ 2569 รายงานข่าวแจ้งว่า นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อช่วงเที่ยงวันนี้ สิริอายุ 76 ปี โดยกำหนดการพระพิธีศพและการบำเพ็ญกุศลจะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป

จรัลธาดา กรรณสูต เกิดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2492 เป็นบุตรชายของ ปรีดา กรรณสูต อดีตอธิบดีกรมประมง และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหม่อมราชวงศ์เติมแสงไข รพีพัฒน์ มีศักดิ์เป็นพระปนัดดา (เหลน) ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

นายจรัลธาดา กรรณสูต เกิดเมื่อ 22 สิงหาคม 2492 เป็นบุตรของ ปรีดา กรรณสูต อดีตรัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ม.ร.ว.เติมแสงไข รพีพัฒน์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะประมง จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อนจะเข้ารับราชการที่กรมประมง เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประมง และปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สำหรับ นายจรัลธาดา กรรณสูต ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรีในรัชกาลปัจจุบัน โดยมี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีในขณะนั้น ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

นพดล ผ่าเกมฮุน มาเนต เดินสายปั้นเรื่องฟ้องต่างชาติ แนะ 6 ข้อใหญ่ไทยโต้กลับ

นพดล ผ่าเกมฮุน มาเนต เดินสายปั้นเรื่องฟ้องต่างชาติ แนะ 6 ข้อใหญ่ไทยโต้กลับ

นพดล ผ่าเกมฮุน มาเนต เดินสายปั้นเรื่องฟ้องต่างชาติ แนะ 6 ข้อใหญ่ไทยโต้กลับ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.56 น.

นพดล ผ่าเกมฮุน มาเนต เดินสายปั้นเรื่องฟ้องต่างชาติ แนะ 6 ข้อใหญ่ไทยโต้กลับ 

เมื่อวันที่ 19 ก.พ.2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชา Cybersecurity วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ศิษย์เก่า Cybersecurity มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ และ Data Science มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เมื่อ ฮุน มาเนต เดินสายต่างชาติ “ปั้นหน้าเศร้า เล่าความ” ไทยจะตอบโต้อย่างไร…ให้ชนะทั้งเวทีโลก และหัวใจประชาชนคนไทยทั้งประเทศในศตวรรษนี้

สงครามไม่ได้รบกันเฉพาะในสนามที่มีรถถัง เครื่องยินรบ เสียงปืนและระเบิดเท่านั้น แต่มักจะรบกันในสนามเล่าเรื่อง เล่าความ ด้วยคำว่า ยึดครอง คำว่า ละเมิดอธิปไตย คำว่า ประชาชนกลับบ้านไม่ได้ คำเหล่านี้ ไม่ได้ถูกเลือกมาโดยบังเอิญ

แต่มันคือการออกแบบ “เรื่องเล่า” ให้โลกเห็นภาพหนึ่งภาพ และเมื่อเรื่องเล่าเดินทางไวกว่าความจริงประเทศที่ชนะ ไม่ใช่ประเทศที่เสียงดังที่สุด แต่คือประเทศที่ ควบคุมกรอบความจริงได้ดีที่สุด 

1) เกมนี้ไม่ใช่อารมณ์ แต่คือ “การจัดการความรับรู้”

เมื่ออีกฝ่ายวางภาพว่า ไทยคือผู้รุกล้ำ ไทยคือผู้ขัดขวางกระบวนการเทคนิค ไทยคือเหตุที่ประชาชนเดือดร้อน ถ้าไทยนิ่งเกินไป ความนิ่งอาจถูกตีความเป็นการยอมรับ แต่ถ้าไทยตอบโต้ด้วยอารมณ์ ภาพลักษณ์ของรัฐที่สุขุมจะสั่นคลอน

ดังนั้นคำตอบที่ถูกต้องไม่ใช่เสียงดัง
แต่คือ

– เอกสารที่ชัด
– กลไกที่โปร่งใส
– หลักฐานที่ตรวจสอบได้

นี่คือภาษาที่เวทีโลกเข้าใจ

2) แยก “ทะเล” ออกจาก “บก” ให้ชัดเจน เรื่อง MOU 44 เป็นเรื่องทะเล เรื่องชายแดนบกเป็นอีกแฟ้มหนึ่ง การทบทวน MOU 44 ไม่ใช่การยกดินแดน ไม่ใช่การยอมรับข้อกล่าวหา แต่คือการประเมินว่า กรอบเดิมยังปกป้องผลประโยชน์ชาติได้เพียงพอหรือไม่

ถ้าจะยกเลิก ต้องยกเลิกแบบมีกรอบใหม่รองรับทันที ไม่สร้างสุญญากาศ ไม่ปล่อยให้ใครเขียนเรื่องแทนเรา ทะเลต้องคุยเรื่องทะเล บกต้องคุยเรื่องบก อย่าให้ใครผูกแพ็กเกจจนไทยเสียสมดุลเชิงยุทธศาสตร์

3) เมื่ออีกฝ่ายใช้ภาพ “มนุษยธรรม–ศาสนา” ไทยต้องยืนบน “ความรับผิดชอบ–ความปลอดภัย” ถ้ามีภาพพระสงฆ์หรือประชาชนอยู่หน้าฉาก ไทยต้องชัดเจนว่า 

– ไทยไม่ใช้กำลังกับผู้ไม่มีอาวุธ
– ไทยเคารพศาสนา
– ไทยปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมสากล

และทุกอย่างต้องมีบันทึก มีโปรโตคอล มีหลักฐาน เพราะในยุคโซเชียล ภาพเดียวอาจเดินทางเร็วกว่าความจริงสิบเท่า

4) สิ่งแวดล้อมและไฟป่า — เปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นมาตรฐานสากล

หากเกิดไฟป่าหรือผลกระทบชายแดน ไทยต้องไม่กล่าวหาลอย ๆ แต่ใช้ข้อมูลดาวเทียม ใช้หลักวิทยาศาสตร์ ใช้มาตรฐานความปลอดภัย ให้โลกเห็นว่า ไทยคือรัฐที่บริหารจัดการความเสี่ยงตามหลักวิชาการ ไม่ใช่ตามกระแส ความสุขุม คือพลัง ความโปร่งใส คือเกราะป้องกัน

5) ประเมินสนามการแข่งขันอย่างตรงไปตรงมา

วันนี้ กัมพูชา “นำ” ในการปั้นหน้าเล่าความ เสริมสนามรบด้วยสนามเล่าเรื่อง (narrative) ระหว่างประเทศ เพราะสื่อสารก่อน และสื่อสารแรง  แต่จากที่ประเมินไทยยังได้เปรียบในสนามกลไก
ในสนามเอกสาร

ในสนามข้อเท็จจริงภาคพื้น

เกมนี้จะตัดสินด้วย 3 คำ:
ความเร็ว
ความเป็นทางการ
ความแม่นยำของหลักฐาน

6) แพ็กพลัง 6 ข้อที่ไทยควรทำทันที

6.1. พลังของการออกหนังสือทางการทางการทูต (Diplomatic Note) อย่างเร็วและชัดเจน โดย

(1) ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่อง “การยึดครอง” อย่างเป็นทางการ

(2) ยืนยันว่าไทยปฏิบัติตามข้อตกลงและมาตรการที่ตกลงกันไว้ทุกประการ

(3) และสงวนสิทธิ์ทางกฎหมายของประเทศไทยไว้อย่างครบถ้วน

6.2 พลังเสนอ Joint Technical Verification
ให้ข้อเท็จจริงถูกตรวจสอบร่วม
ไม่ปล่อยให้ใครผูกขาดเรื่องเล่า

6.3 พลังผูกมาตรการภาคพื้นกับความปลอดภัยพลเรือน
อธิบายว่าแนวกั้นและการคงกำลังมีเป้าหมายเพื่อกันเหตุซ้ำ
ไม่ใช่เพื่อยึดครอง

6.4 พลังตั้งศูนย์สื่อสารเดียว (Single Source of Truth)
ให้ข้อมูลทางการอัปเดตชัดเจน
ลดข่าวลือ ลดการบิดเบือน

6.5 พลังเดินเกมการทูตหลายชั้น
อาเซียน จีน สหรัฐ
ไทยต้องแสดงบทบาท “ผู้รักษาเสถียรภาพ”ผม

6.6 พลังแยกแฟ้มชายแดนออกจากอาชญากรรมไซเบอร์
และเสนอความร่วมมือปราบสแกมเมอร์อย่างจริงจัง
เพื่อสร้างภาพว่าไทยสร้างทางออก ไม่สร้างความขัดแย้ง

กล่าวโดยสรุป เมื่อฝ่ายกัมพูชา “ปั้นหน้าเศร้า เล่าความ” ไทยไม่จำเป็นต้องปั้นหน้าแข็ง ไทยต้องปั้น “ระบบ” ปั้น “เอกสาร” ปั้น “ความจริงที่ตรวจสอบได้” เพราะในเวทีระหว่างประเทศ ประเทศที่ชนะ ไม่ใช่ประเทศที่เอาดราม่านำทาง แต่คือประเทศที่ ข้อเท็จจริงยืนอยู่เคียงข้าง เอกสารปกป้องเขา และประชาชนเชื่อมั่นในเขา นี่ไม่ใช่เรื่องชาตินิยม แต่คือเรื่องความรับผิดชอบต่อแผ่นดิน และประเทศไทย ต้องไม่แพ้ใน เกมเรื่องเล่า ก่อนจะเวียนมาถึง เกมกฎหมาย อีกครั้ง

ปชน.ยันเสียงแข็ง การมีอยู่ของบาร์โค้ดทำการเลือกตั้งไม่ลับ

ปชน.ยันเสียงแข็ง การมีอยู่ของบาร์โค้ดทำการเลือกตั้งไม่ลับ

ปชน.ยันเสียงแข็ง การมีอยู่ของบาร์โค้ดทำการเลือกตั้งไม่ลับ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.36 น.

ปชน.ยืนยันการมีอยู่ของบาร์โค้ดทำให้การเลือกตั้งไม่ลับ ตรวจสอบย้อนกลับได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าถึงตัวบัตรหรือต้นขั้ว ที่ กกต.เก็บหลังนับคะแนน ย้ำหาก กกต.เชื่อว่าบาร์โค้ดไม่เป็นปัญหา ก็ต้องใช้บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและวิธีการนับคะแนนแบบเดิม ในวันเลือกตั้งใหม่ 22 ก.พ.นี้ เรียกร้อง กกต.เปิดเผยแบบรายงานผล (5/18) และใบขีดคะแนน (5/11) ให้ครบทุกหน่วย เหตุตัวเลขไม่ตรงกันหลายหน่วย

19 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน (ปชน.) นายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรค และผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวผลการตรวจสอบการเลือกตั้งปี 2569 พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงข้อสงสัยของประชาชนที่มีต่อการเลือกตั้งในปี 2569

โดย นายพริษฐ์ ระบุว่า วันนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าบาร์โค้ดอย่างน้อยในส่วนของบัตรบัญชีรายชื่อ เป็นบาร์โค้ดที่เป็นรหัสบัตร ที่สามารถตรวจย้อนกลับไปได้ว่าประชาชนแต่ละคนที่ลงคะแนนเสียงกาให้กับใคร คำถามที่มีการถกเถียงในสังคมตอนนี้คือ การมีอยู่ของบาร์โค้ดที่สามารถตรวจย้อนกลับได้ เท่ากับทำให้การออกเสียงที่ผ่านมาไม่เป็นความลับหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันมีสองกลุ่มความเห็น สำหรับพรรคประชาชน การออกเสียงจะลับหรือไม่ลับ ขึ้นอยู่กับว่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่ว่าใครกาอะไร หากการออกเสียงจะลับจะต้องตรวจสอบย้อนกลับไปไม่ได้เลย ไม่ว่าจะในเชิงทฤษฎีหรือในเชิงปฏิบัติ ขณะที่ กกต.กลับนิยามคำว่าลับ ว่าแม้จะตรวจสอบย้อนกลับไปได้ในเชิงทฤษฎี แต่หากตรวจสอบย้อนกลับได้ยากในเชิงปฏิบัติ การออกเสียงก็ยังถือว่าลับอยู่

แต่ต่อให้ยอมรับนิยามคำว่าลับของ กกต.แต่การตรวจว่าใครกาให้กับใครไม่ได้ยากในระดับที่ กกต.พยายามให้เหตุผล และไม่ได้เกี่ยวข้องกับว่า กกต.เก็บบัตรเลือกตั้ง หรือต้นขั้วไว้อย่างปลอดภัยหรือไม่ เพราะมีกระบวนการที่ตรวจสอบได้ว่าใครกาให้กับใคร โดยไม่ต้องเข้าถึงบัตรเลือกตั้งหรือต้นขั้วที่เข้า กกต.เก็บไว้ เช่น หากตนเป็นผู้สมัครแล้วไปข่มขู่ประชาชนว่าต้องเลือกตน แล้วจะตรวจสอบว่าเลือกจริงหรือไม่ สิ่งที่ตนสามารถทำได้คือ การขอให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำรหัสต้นขั้วหรือ 3 – 4 เลขสุดท้ายของรหัสต้นขั้วมา แล้วกลับมารายงานให้ตนทราบ ตนในฐานะผู้สมัครสามารถส่งผู้สังเกตการณ์ไปตั้งกล้องถ่ายทุกภาพที่เจ้าหน้าที่มีการขาน แล้วสแกนบาร์โค้ดของบัตรทุกใบ เพื่อดูว่าบัตรที่มีรหัสตรงกับต้นขั้ว กาให้กับใคร

นายพริษฐ์ กล่าวต่อไปว่า การมีอยู่ของบาร์โค้ดบนบัตรเปิดช่องโหว่ ซึ่งทำให้หากผู้สมัครคนใดรู้ถึงระบบบาร์โค้ดก่อน สามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้เพื่อตรวจสอบได้ว่าใครกาให้กับใคร ประเด็นนี้ จะถูกจับตามองและสังเกตการณ์อีกครั้งหนึ่งในการเลือกตั้งใหม่ในบางหน่วยในวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่จะมาถึงนี้ หาก กกต.ยืนยันว่าบัตรออกเสียงของตนเองที่ใช้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ไม่มีปัญหาจริง ทุกคนควรจะเห็นสองอย่าง คือ กกต.ยังใช้บัตรเลือกตั้งแบบเดิมที่มีบาร์โค้ดอยู่ และควรจะเห็นการนับคะแนนที่ไม่ได้มีความพยายามในการปกปิดบาร์โค้ดตอนนับคะแนน เพราะหาก กกต.มีการออกแนวปฎิบัติให้ถือบัตรตอนนับคะแนนในลักษณะที่เป็นการจงใจปิดบาร์โค้ด นั่นเท่ากับเป็นการยอมรับแล้วว่า การดำเนินการเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ มีปัญหา

กรณีต่อมา จากการที่ กกต.ได้เปิดเผยรายงานผลการนับคะแนน (ส.ส. 5/18) ในเว็บไซต์ของ กกต.เมื่อวานนี้ โดยระบุว่าครบทุกหน่วยแล้ว ยกเว้นหน่วยที่จะมีการเลือกตั้งใหม่หรือนับใหม่ พรรคประชาชนมีข้อเรียกร้อง ดังนี้

1) ขอเรียกร้องให้ กกต.ตรวสอบว่าได้เปิดเผยเอกสารรายงานผลการนับคะแนน (ส.ส. 5/18) ครบทุกหน่วยแล้วหรือยัง (หากไม่นับหน่วยที่มีการเลือกตั้งใหม่หรือนับใหม่) เพราะพรรคประชาชนยังได้รับข้อร้องเรียนจากภาคประชาชน ว่ายังมีบางหน่วยที่ไม่มีการอัปโหลดเอกสาร ส.ส. 5/18 และยังมีบางกรณีที่ยังขาดผลรายงานการนับคะแนนการเลือกตั้งนอกเขตหรือนอกราชอาณาจักร

2) ขอเรียกร้องให้ กกต.เปิดเผยเอกสารรายงานผลการนับคะแนน (ส.ส. 5/18) ของทุกหน่วยในรูปแบบที่สะดวกต่อประชาชนในการนำไปวิเคราะห์หรือตรวจสอบต่อได้ เพราะปัจจุบันการเผยแพร่ข้อมูลนี้ยังเป็นการอัปโหลดขึ้น Google Drive ต้องไปแยกดูในแต่ละโฟลเดอร์ และเข้าใจว่าหลายหน่วยเป็นการสแกนภาพ ซึ่งทำให้ประชาชนนำตัวเลขไปคำนวณต่อได้ยาก กกต. ควรเปิดเผยข้อมูลในลักษณะของตาราง Excel ที่วิเคราะห์ต่อได้ง่าย ซึ่ง กกต.ย่อมมีข้อมูลรูปแบบนี้อยู่ในมืออยู่แล้ว

3) ขอเรียกร้องให้ กกต.เปิดเผยใบขีดคะแนนรายหน่วย (ส.ส. 5/11) ให้ครบทุกหน่วย เพราะแม้กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องเปิดเผย แต่ถ้าเปิดเผยจะทำให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัยได้มากขึ้น เพราะมีหลายกรณีที่ใบขีดคะแนน ส.ส. 5/11 ที่ประชาชนถ่ายมาในวันที่มีการนับคะแนน ไม่ตรงกันกับเอกสาร ส.ส. 5/18

ด้าน นายกิตติชัย ระบุว่า การเปิดเผยแบบ ส.ส. 5/11 ว่าสอดคล้องกับการประกาศผลในแบบ ส.ส. 5/18 หรือไม่มีความสำคัญมาก เพราะมีกรณีที่เป็นปัญหาอยู่จริง ซึ่งพรรคประชาชนได้รับเรื่องร้องเรียนมามากกว่า 100 เรื่อง ในเรื่องของแบบ ส.ส. 5/11 และ ส.ส. 5/18 ที่ไม่ตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นกรณีรายงานผลคะแนนไม่ตรงกันระหว่างในแบบ ส.ส. 5/11 และ ส.ส. 5/18 ที่คะแนนของผู้สมัครพรรคประชาชนลดลงไป หรือบางกรณีรายชื่อของคณะกรรมการประจำหน่วย ในแบบ ส.ส. 5/11 และ ส.ส. 5/18 ไม่ตรงกันหลายกรณี หรือกรณีของจำนวนบัตรเสียที่รายงานไม่ตรงกัน เป็นต้น

“นี่คือเหตุผลที่ทำไมพรรคประชาชน เรียกร้องให้ กกต.เร่งเปิดเผยแบบ ส.ส. 5/11 เพราะเป็นการรวบรวมผล และเป็นการนับคะแนนหน้าหน่วย ณ วันนั้น ซึ่งประชาชนได้เก็บข้อมูลมา หาก กกต.อยากทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไร้ซึ่งข้อสงสัยต่างๆก็ควรต้องเร่งให้มีการเปิดแบบ ส.ส. 5/11 เพื่อให้มีการตรวจสอบ หากกรณีเหล่านี้เกิดขึ้นในหลายหน่วย ย่อมสามารถทำให้คะแนนพลิก และการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตได้”

นายกิตติชัย กล่าวต่อไปว่า สำหรับกรณีสมุทรปราการ เขต 6 เข้าใจว่า กกต.ได้มีการประชาสัมพันธ์ว่าทุกอย่างจบสิ้นกระบวนการแล้ว จะไม่มีการสั่งให้นับคะแนนใหม่ หรือลงคะแนนใหม่แต่อย่างใด ทั้งนี้ ตามระเบียบของ กกต.ระบุอย่างชัดเจนว่า กกต.หรือกรรมการการเลือกตั้งประจำหน่วย (กปน.) เมื่อเสร็จจากการลงคะแนนแล้วต้องเก็บอุปกรณ์ทุกอย่าง รวมถึงแบบขีดและบัตรเลือกตั้งลงในหีบบัตร พร้อมใส่สายรัดอย่างแน่นหนา ซึ่งสัมพันธ์กันกับอาทิตย์ที่แล้ว ที่ กกต.ได้มีการแถลงข่าวและทำให้ได้เห็นว่า หลังจากที่ลงคะแนนแล้วต้องเก็บใส่ถุง ใส่สายรัด และจัดเก็บในที่ที่ปลอดภัย

แต่ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ จะเห็นได้ว่ามีเอกสารแบบขีดที่ไปอยู่ในบ่อขยะ ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า เกิดขึ้นได้อย่างไร พรรคประชาชนจึงขอเรียกร้องให้ กกต.เร่งตรวจสอบในประเด็นนี้ โดยในส่วนของผู้สมัครของพรรคประชาชน จะมีการฟ้องและดำเนินคดีอาญากับผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัด ในฐานะผู้ที่ต้องดูแลการเลือกตั้งในจังหวัดสมุทรปราการต่อไป

นายกิตติชัย กล่าวต่อไปว่า สำหรับการรวบรวมเรื่องร้องเรียนและคดีต่างๆที่ผู้สมัครและภาคประชาชนได้ส่งมา แบ่งออกเป็นกรณีบัตรเขย่ง หรือกรณีที่จำนวนผู้มีสิทธิและผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกัน 16 เรื่อง กรณีจำนวนผู้มาใช้สิทธิแบบบัญชีรายชื่อกับแบบเขตไม่ตรงกัน 1 เรื่อง กรณีพฤติกรรมของ กปน.ที่ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบ 17 เรื่อง กรณีพฤติกรรมการซื้อเสียง 1 เรื่อง และกรณีการใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จ 23 เรื่อง รวมเป็นการร้องเรียนทั้งหมด 58 เรื่อง

นายกิตติชัย ยังได้ตอบคำถามของสื่อมวลชน ที่ว่า กกต.ยืนยันว่าจะไม่มีการดำเนินการต่อแล้วในกรณีของสมุทรปราการ เขต 6 และเรื่องแบบ ส.ส. 5/11 ที่หลุดออกมาเป็นเรื่องของการชำรุดของหีบ โดยระบุว่าระเบียบ กกต.กำหนดไว้ชัดว่าเอกสารและอุปกรณ์ต่างๆ ต้องเก็บในที่ปลอดภัย เรื่องชำรุดหรือไม่ เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ประเด็นคือแบบ ส.ส. 5/11 หลุดออกมาจากหีบได้อย่างไร และไปอยู่ในบ่อขยะด้วย ไม่ได้อยู่ในที่รวบรวมในหีบ ดังนั้น เรื่องนี้ กกต.ต้องรีบดำเนินการตรวจสอบ ว่ามีแบบ ส.ส. 5/11 หลุดออกมาจากนอกหีบได้อย่างไร

ในเรื่องของการเปิดเผยแบบ ส.ส. 5/11 มีความจำเป็นและหาก กกต.เปิดเผยจะสามารถทำให้ไขข้อสงสัยได้ ขณะนี้มีประชาชนที่ได้เก็บข้อมูลหน้าหน่วยตั้งแต่วันที่มีการนับคะแนนจริง และทยอยส่งมาให้พรรคประชาชนเป็นจำนวนมากพอสมควร แต่พรรคประชาชนก็อยากให้ กกต.เปิดทั้งหมด 100% เหมือนที่เปิดในส่วนของ ส.ส. 5/18 เช่นเดียวกัน และขณะนี้แบบ ส.ส. 5/18 ก็ยังไม่มีการเปิดครบ 100% ในทุกหน่วย

ในช่วงท้าย นายพริษฐ์ ตอบคำถามสื่อมวลชน ต่อกรณีการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อ กกต.ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยระบุว่า ขณะนี้ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ในฐานะรองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชน กำลังทำคำฟ้อง คาดว่าจะสามารถยื่นได้อย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า เนื่องจากขณะนี้ยังคงปรากฏข้อมูลหรือพยานหลักฐานใหม่ๆ รวมถึงเรื่องร้องเรียนที่ประชาชนส่งเข้ามาให้พรรคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรายละเอียดจะมีการแถลงในวันที่มีการยื่นต่อไป

“เนื้อหาหลักที่จะฟัองหนีไม่พ้นประเด็นเรื่องของบาร์โค้ด ที่พรรคประชาชนมองว่าเป็นการดำเนินการที่ทำให้การออกเสียงไม่ลับ ทั้งนี้ ที่พรรคประชาชนทำหน้าที่ในการตรวจสอบ กกต.ที่ผ่านมา จุดมุ่งหมายหลักไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนผลการเลือกตั้ง หรือการไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ แต่เราต้องการปกป้องเสียงของประชาชนทุกคน และทำให้เจ้าหน้าที่คนใดที่บกพร่องโดยสุจริต หรือจงใจทุจริต ต้องรับผิดรับผิดชอบต่อกฎหมาย  เราคิดว่าเรื่องบาร์โค้ดเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องพิสูจน์กันในเชิงเจตนา ว่าเป็นการบกพร่องโดยสุจริต หรือมีใครคนใดคนหนึ่งจงใจทุจริตด้วยระบบดังกล่าวหรือไม่ ดังนั้น พรรคประชาชน จึงตัดสินใจใช้กลไกการฟ้องตามมาตรา 157 เพื่อให้มีการพิสูจน์และรับผิดรับผิดชอบไปตามกฎหมาย”

ผู้สื่อข่าวถามกรณี นายศรีสุวรรณ จรรยา นักเคลื่อนไหว ร้อง กกต.ยุบพรรคประชาชน เกี่ยวกับปมจ้างบริษัท Spectre C การจัดทำไอโอ ช่วงเลือกตั้งหรือไม่ ทางพรรคเตรียมการต่อสู้อย่างไรบ้าง นายพนิษฐ์ กล่าวว่า ขอตอบในนามพรรค สำหรับข้อกล่าวหานี้ ว่าพรรคประชาชนมีการว่าจ้างบริษัทใดเพื่อทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร อันนี้ก็ต้องยืนยันว่าไม่เป็นข้อเท็จจริง การทำปฎิบัติการข้อมูลข่าวสารตามนิยามที่เป็นที่เข้าใจทั่วไป คือเป็นการสร้างบัญชีปลอมขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อเป็นการกระทำการบางอย่างบนโซเชียลมีเดีย และทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีประชาชนจำนวนหนึ่งเห็นด้วยกับพรรค หรือว่าไม่เห็นด้วยกับพรรคอื่น หรือว่าไปบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับคนอื่น การปฎิบัติการข้อมูลข่าวสารตามนิยามแบบนี้ ตนยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่เคยมีการกระทำ และไม่เคยไปว่าจ้างบริษัทใด ไม่ว่าจะ Spectre C หรือบริษัทใด ในการทำ และเรามั่นใจว่าทุกอย่างที่เราทำนั้นถูกต้องตามกฏหมายทุกประการ และจะไม่นำไปสู่การยุบพรรคประชาชน ในส่วนของรายละเอียดในการดำเนินการของ Spectre C นั้น คงเป็นความรับผิดชอบของบริษัทในการชี้แจง ไม่ใช่ความรับผิดชอบของพรรค ซึ่งตนเข้าใจว่าเดี๋ยวน่าจะมีการชี้แจงออกมาจากทางบริษัท Spectre C ในเร็วๆ นี้

ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่มีการตั้งผู้ช่วย สส.เข้าไปทำงานที่บริษัท Spectre C มองว่าเรื่องนี้จะเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้พรรคก็ยินดีให้ตรวจสอบทุกประการ ในประเด็นนี้ฝ่ายกฎหมายก็ได้มีการตรวจสอบ ก็ไม่เห็นว่าพรรคมีการดำเนินการอะไรที่ผิดต่อกฎหมายหรือระเบียบการแต่งตั้งผู้ดำเนินการ หรือผู้ช่วยของ สส.ตามระเบียบของสภาฯ

เมื่อถามถึงกรณีการใช้ Laser ID ว่าขณะนี้ทางกรมการปกครอง บอกว่ายังไม่ได้อนุญาตให้ทางพรรคประชาชนในการใช้ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ก็ต้องยอมรับว่าขณะนี้เกิดช่องโหว่ขึ้นแล้ว และช่องโหว่นี้อาจจะนำไปสู่คำร้องขอยื่นยุบพรรคประชาชน

ศุภชัย โต้ วิษณุ ทันควัน! ย้ำบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ทำลายความลับ ยันไม่เป็นโมฆะ

ศุภชัย โต้ วิษณุ ทันควัน! ย้ำบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ทำลายความลับ ยันไม่เป็นโมฆะ

ศุภชัย โต้ วิษณุ ทันควัน! ย้ำบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ทำลายความลับ ยันไม่เป็นโมฆะ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.23 น.

ศุภชัย ออกโรงโต้ วิษณุ บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ทำลายความลับ ชี้มีไว้กันปลอม-คุมจำนวน ย้ำเลือกตั้ง69 ชอบด้วยรธน. ยันไม่เป็นโมฆะ

เมื่อวันที่ 19 ก.พ.2569 นายศุภชัย ใจสมุทร ว่าที่สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า จากกระแสข่าวที่อ้างถึงความเห็นของ นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2569 อาจมีปัญหาเรื่องความลับของการลงคะแนน เนื่องจากมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ว่า  ควรพิจารณาตามหลักกฎหมาย ไม่ใช่ความกังวลเชิงเทคนิค

นายศุภชัย ระบุต่อว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นไปโดย “โดยตรงและลับ” โดยคำว่า “ลับ” หมายถึง ต้องไม่มีระบบที่สามารถเชื่อมโยงตัวบุคคลกับตัวเลือกที่ลงคะแนนได้ มิได้หมายความว่าบัตรต้องไม่มีรหัสหรือเครื่องหมายใด ๆ

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งซึ่งจัดทำภายใต้การกำกับของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีไว้เพื่อควบคุมจำนวนบัตร ป้องกันการปลอมแปลง และบริหารจัดการในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง ไม่ได้เชื่อมโยงกับรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และไม่มีระบบติดตามว่าใครลงคะแนนให้ใคร

นายศุภชัย ยังอธิบายว่า การจะวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง “เป็นโมฆะ” ต้องมีการละเมิดหลักการพื้นฐานอย่างร้ายแรง และต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน ไม่ใช่เพียงข้อสันนิษฐานว่าระบบ “อาจ” ไม่ลับ 

นายศุภชัย ยังยกตัวอย่างว่า แม้คนรอบตัวจะคาดเดาว่าบุคคลหนึ่งน่าจะเลือกพรรคใด แต่การกาบัตรเกิดขึ้นในคูหาโดยลำพัง เมื่อพับบัตรและหย่อนลงหีบแล้ว ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถพิสูจน์ได้ว่าบัตรใบนั้นเป็นของใคร หรือเลือกผู้สมัครรายใด ความลับจึงยังคงอยู่ตามหลักกฎหมาย  จึงสรุปได้ว่า ตราบใดที่ไม่มีหลักฐานว่าบาร์โค้ดสามารถระบุตัวผู้ลงคะแนนได้ หรือมีการใช้ระบบดังกล่าวติดตามคะแนนเสียง การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2569 ยังคงเป็นการเลือกตั้งโดยตรงและโดยลับตามรัฐธรรมนูญ และไม่อาจถือเป็นโมฆะได้เพียงจากข้อสงสัยเชิงเทคนิค

อบจ.ลำพูน ยอมรับทำปฏิทินจริง เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร พร้อมให้ตรวจสอบทุกขั้นตอน

อบจ.ลำพูน ยอมรับทำปฏิทินจริง เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร พร้อมให้ตรวจสอบทุกขั้นตอน

อบจ.ลำพูน ยอมรับทำปฏิทินจริง เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร พร้อมให้ตรวจสอบทุกขั้นตอน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.23 น.

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก อบจ.ลำพูน โพสต์ชี้เเจง ตามที่มีเพจต่าง ๆ บนสื่อสังคมออนไลน์กล่าวถึงกรณีการจัดทำปฏิทินประชาสัมพันธ์ของ องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน

โดบระบุว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติมว่า การจัดทำปฏิทินประชาสัมพันธ์ของหน่วยงาน เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเผยแพร่ภารกิจ ข้อมูลข่าวสาร และบริการสาธารณะให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง

การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามแนวทางของกระทรวงมหาดไทย ที่กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถประชาสัมพันธ์ภารกิจของหน่วยงานได้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและทางราชการ ตามหนังสือกระทรวงมหาดไทยที่ มท 0808.2/ว 3475 ลงวันที่ 11 ต.ค.2550 เรื่องขอให้ทบทวนและกำหนดมาตรการป้องปราม กรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้เงินงบประมาณ ของทางราชการจัดซื้อสิ่งของแจกให้ราษฎรโดยใส่ชื่อของคนลงบนสิ่งของ

งบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง

อบจ.ลำพูน ดำเนินการตามระเบียบพัสดุภาครัฐอย่างเคร่งครัด โดยใช้วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ผ่านระบบ E-Procurement ของภาครัฐ ซึ่งเป็นระบบกลางที่เปิดเผย โปร่งใส และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน กระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560

– การประกาศเชิญชวนตามขั้นตอน
– ปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมแข่งขันอย่างเป็นธรรม
– มีการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้น การจัดทำปฏิทินดังกล่าว เป็นการประชาสัมพันธ์ภารกิจของหน่วยงานตามกรอบกฎหมาย และผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้

องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ยืนยันการทำงานด้วยหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อเงินภาษีของประชาชนทุกบาททุกสตางค์ ขอบคุณทุกข้อคิดเห็น และพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาเสมอ

มั่นใจเลือกตั้งไม่โมฆะ! นักวิชาการชี้ QR Code แค่กันบัตรผี-สืบย้อนตัวคนกาไม่ได้

มั่นใจเลือกตั้งไม่โมฆะ! นักวิชาการชี้ QR Code แค่กันบัตรผี-สืบย้อนตัวคนกาไม่ได้

มั่นใจเลือกตั้งไม่โมฆะ! นักวิชาการชี้ QR Code แค่กันบัตรผี-สืบย้อนตัวคนกาไม่ได้

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.20 น.

“นักวิชาการ”มอง”ดรามาเลือกตั้ง”ไม่น่าไปถึงจุด”โมฆะ” ชี้ดูที่เจตนา”กกต.”เป็นหลัก ปม QR Code ในการต่อสู้ในชั้นศาล รธน. ชี้บัตรเลือกตั้งทำย้อนหาคนกาไม่ได้ ข้อกังวลเป็นเพียง”ทฤษฎี-การตั้งสมมติฐาน”มากกว่า

19 กุมภาพันธ์ 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวถึงกรณีข้อถกเถียงว่าการเลือกตั้งอาจเป็นโมฆะ หลังพบการพิมพ์ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ว่า เรื่องดังกล่าวไม่น่าจะไปถึงขั้นการวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ชี้แจงชัดเจนแล้วว่า การใส่ QR Code มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันบัตรผี หรือบัตรปลอมในกระบวนการเลือกตั้ง ไม่ได้มีไว้เพื่อติดตามตัวผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งแต่อย่างใด นอกจากนี้ ในทางปฏิบัติ การเข้าถึงบัตรเลือกตั้งหรือส่วนขั้วบัตรเพื่อสืบย้อนกลับไปยังผู้ลงคะแนนแทบไม่สามารถทำได้ เนื่องจาก กกต.กำหนดให้เป็นความรับผิดชอบทางราชการ และระบบการจัดการเอกสารถูกออกแบบให้ไม่สามารถเชื่อมโยงถึงตัวบุคคลได้

“การจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าระบบสามารถตรวจย้อนกลับไปถึงคนที่กาบัตรได้จริง ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครทำได้ มีเพียงการตั้งสมมติฐานหรือสร้างทฤษฎีจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถปฏิบัติได้จริง” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ การพิจารณาทางกฎหมายจะยึดเจตนาเป็นสาระสำคัญ กล่าวคือ หากมาตรการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อป้องกันการทุจริต มิใช่เพื่อเปิดเผยตัวผู้ใช้สิทธิ ก็ยากที่จะตีความว่าเป็นเหตุให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้

สว.สำรอง โวยอนุกรรมการฯ สอบฮั้วสว. ยื้อเวลาอีกรอบ 2 ดองคดี สงสัยรอ 2 กกต.ใหม่ประจำการ

สว.สำรอง โวยอนุกรรมการฯ สอบฮั้วสว. ยื้อเวลาอีกรอบ 2 ดองคดี สงสัยรอ 2 กกต.ใหม่ประจำการ

สว.สำรอง โวยอนุกรรมการฯ สอบฮั้วสว. ยื้อเวลาอีกรอบ 2 ดองคดี สงสัยรอ 2 กกต.ใหม่ประจำการ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.17 น.

สว.สำรอง โวยอนุกรรมการฯ สอบฮั้วสว. ยื้อเวลาอีกรอบ 2 ดองคดี สงสัยรอ 2 กกต.ใหม่ประจำการ ชี้กระบวนการกินรวบทั้งสภาสูง สภาล่าง 

เมื่อวันที่ 19 ก.พ.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกกลุ่ม สว.สำรอง กลุ่ม 10 เปิดเผยความคืบหน้าในการติดตามการสืบสวนสอบการฮั้วเลือก สว. ว่า เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา ครบรอบการขอขยายเวลาครั้งที่ 2 ของคณะอนุวินิจฉัยที่ 36 ถามว่าท่านจะดองเรื่องไปถึงเมื่อไหร่ หรือจะรอสว.เปื้อนโคลน ยกมือให้กกต.ใหม่แทนตำแหน่งที่ว่าง อีก 2 คนมาก่อนหรือไม่ นัดกันไว้หรือเปล่า เพราะอนุกรรมการชุดที่ 26 ทำคดีไว้ดีแล้ว แต่ท่านกลับนำเรื่องไปดอง ไปดึงเช็งไว้ ซึ่งตนขอบอกไว้เลยว่า นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. คือสารตั้งต้นของปัญหาที่ทำให้ประชาชน เคลือบแคลงสงสัยว่าไม่มีความเป็นกลาง เอนเอียงเข้าข้าง ซึ่งตนเชื่อว่า กกต.ที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งนั้น ต้องมีการลงคะแนนให้ใคร สีอะไรแน่นอน ทั้งๆ ที่เพื่อความสง่างามท่านควรจะลงช่องไม่เลือกใครมากกว่า เพราะท่านเป็นกกต. แม้การลงคะแนนให้ใครจะเป็นเอกสิทธิ แต่มันไม่เป็นกลาง

ทั้งนี้ ขอฝากถึงคนผู้หนึ่งว่า อย่าเร่ง อย่าอยากเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดจนตัวสั่น ที่ไปเทียบบาร์โค้ด กับล็อเตอรี่ เพราะคิดว่า “นาย” เขาเห็นแล้ว ไปบ่อยๆ เขากระโดง ท่านอาจจะได้เป็นผู้ว่าฯ เร็วๆ นี้ แต่อย่าลืมว่า การกระทำที่ไม่ถูกต้อง ข้าราชการที่วางตัวไม่เป็นกลาง เขาจะเอาไปตรวจงานที่ปัตตานี

ด้าน นายโกเมท เกิดสมบัติ สว.สำรอง กลุ่ม 5 กล่าวว่า สิ่งที่ตนอยากเรียกร้องในวันนี้คือ สว.ที่ผ่านการเลือกตั้งมาเมื่อปี 2567 ซึ่งมีจำนวน 136 คนที่อยู่ในการพิจารณาเกี่ยวกับการฮั้วเลือกสว.อยู่นั้น ขอให้ทั้ง 136 คนนี้โปรดเข้าชื่อกัน 1 ใน 10 จำนวนสว. หรือขอสัก 20 คน ในการเข้าชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาการเลือกตั้งสส.ครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้ตนมองว่าการเลือกสว.ที่ผ่านมากับการเลือกสส. ครั้งนี้ มีส่วนที่เหมือนกันคือมีผลไม้พิษมาจากต้นเดียวกัน มีรูปแบบที่ใกล้เคียงกัน คือตอนสมัครสว. มีการให้ปลัดอาวุโสของอำเภอนั้นๆ เป็นผอ.การเลือกตั้งโดยตำแหน่ง การเลือกมีความซับซ้อน มารอบการเลือกตั้ง สส. ก็เป็นเหมือนกัน มีขั้นตอนการรับ และคลุมเครือ ในส่วนของความโปร่งใสเลือก สว.2567 มีข้อมูลผู้ชนะ แต่โผล่รวดเดียว ขณะที่การเลือกตั้ง สส. กลับให้ผลรางวัล ผลคะแนนเมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา

ส่วนการสื่อสาร สว.ชี้แจงล่าช้า ตอบคำ ถามไม่ตรงประเด็น ขณะที่การสื่อสารเรื่องสส.ก็เช่นกัน กกต.แถลงผ่านเทคนิคสูงขึ้น ประชาชนตามไม่ทัน โครงสร้างผู้ได้รับประโยชน์กระจุกตัวอยู่ที่คนกลุ่มเดียว ส่วน สส.ขัดกันเอง เทไปยังคนผู้เดียวอย่างผิดสังเกต เรื่องกลไกการร้องเรียน กกต.รับเรื่องร้องเรียน แต่ไม่มีอะไรเป็นที่ประจักษ์  เป็นรูปธรรม ในส่วนของสส. มีการร้องเรียนมากมายแต่ตรวจสอบล่าช้า ขณะที่ผลลับการเมืองเป็นการเปิดการรวบอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติทั้งสภาสูงและสภาล่าง สะท้อนให้เห็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยตั้งแต่เลือกสว.ปี 2567 มาสู่การเลือก สส. 2569 สรุปคือมีวิธีการสอง สส. และ สว.คล้ายกัน ผลลับเหมือนกัน ผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็คือกลุ่มคนเดิมๆ ทั้งนี้ ประธานกกต. ออกมาบอกว่าไม่เอาเกียรติศักดิ์ศรีลงมา ทำให้วันนี้สังคมก็รอดูว่า เกียรติยศ ศักดิ์ศรีของกกต.เดินไปในทิศทางไหน ทุกคน เรียกหาแต่กกต.ว่าจะดำเนินการอย่างไร

เดาไม่ยากว่าใคร! อ.ไชยันต์ ชี้เป้าที่มาชื่อบริษัท Spectre C​ จากคนอยากอวดภูมิปัญญาตะวันตก

เดาไม่ยากว่าใคร! อ.ไชยันต์ ชี้เป้าที่มาชื่อบริษัท Spectre C​ จากคนอยากอวดภูมิปัญญาตะวันตก

เดาไม่ยากว่าใคร! อ.ไชยันต์ ชี้เป้าที่มาชื่อบริษัท Spectre C​ จากคนอยากอวดภูมิปัญญาตะวันตก

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.09 น.

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Chaiyan Chaiyaporn ระบุว่า Spectre C. ??!! ช่วงนี้ คำว่า spectre กำลังเป็นข่าวดัง เพราะโยงกับชื่อบริษัท Spectre C ที่ดูจะโยงใยกับพรรคการเมืองบางพรรค เรามาดูกันว่า เบาะแสต่อไปนี้ จะเป็นที่มาของชื่อบริษัทกันได้ไหมนะครับ

จะมีหนังสือทางสังคมศาสตร์จำนวนหนึ่งที่ตั้งชื่อโดยมีคำว่า spectre และมักจะเป็นหนังสือฝ่ายซ้าย หนังสือในสาขาสังคมศาสตร์ที่มีชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่า “Spectre” (หรือ “Specter”) มีอยู่หลายเล่มที่น่าสนใจ ส่วนใหญ่มักจะล้อไปกับประโยคเปิดในแถลงการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ว่า “ปีศาจตนหนึ่ง(spectre) กำลังหลอกหลอนยุโรป – ปีศาจลัทธิคอมมิวนิสต์“

โดยคำว่า “Spectre” (หรือเยอรมันคือ Gespenst) ปรากฏอยู่ในประโยคเปิดของหนังสือ The Communist Manifesto (คำประกาศเจตนาคอมมิวนิสต์) ที่เขียนโดย Karl Marx และ Friedrich Engels  “A spectre is haunting Europe — the spectre of communism.”

รายชื่อหนังสือที่สำคัญๆ ที่ใช้คำว่า Spectre ได้แก่

1. The Spectre of Comparisons: Nationalism, Southeast Asia, and the World

ผู้เขียน Benedict Anderson (1998)

เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน (ผู้เขียน Imagined Communities) วิเคราะห์เรื่องชาตินิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

โดยอธิบายถึง “ปีศาจแห่งการเปรียบเทียบ” ซึ่งเป็นสภาวะที่คนในประเทศมองเห็นบ้านเมืองตัวเองผ่านสายตาของคนนอก หรือเปรียบเทียบกับมาตรฐานสากลอยู่เสมอ

ชื่อเรื่องนี้นำมาจากประโยคในนิยายของ โฆเซ ไรซัล (José Rizal) วีรบุรุษชาวฟิลิปปินส์

2. Specters of Marx

ผู้เขียน คือ Jacques Derrida (1993)

แม้จะเป็นหนังสือเชิงปรัชญา แต่มีอิทธิพลสูงมากในสายสังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ 

Derrida โต้แย้งว่าแม้ลัทธิคอมมิวนิสต์จะล่มสลายไปพร้อมกับกำแพงเบอร์ลิน 

แต่ “วิญญาณ” (Specter) ของมาร์กซ์ยังคงตามหลอกหลอนและมีอิทธิพลต่อโลกตะวันตกอยู่

หนังสือเล่มนี้ทำให้เกิดคำว่า Hauntology (สัญวิทยาแห่งการตามหลอกหลอน) ซึ่งพูดถึงการที่ปัจจุบันถูกหลอกหลอนด้วย “อนาคตที่ไม่ได้เกิดขึ้น” ในอดีต

3. The Spectre of Capital: Idea and Reality

Christopher J. Arthur (2002)

หนังสือเล่มนี้เน้นไปทางเศรษฐศาสตร์การเมืองแนวทฤษฎีมาร์กซิสต์ โดยมองว่า “ทุน” (Capital) ทำตัวเหมือนปีศาจหรือสิ่งไม่มีตัวตน แต่กลับเข้ามาควบคุมและบงการชีวิตจริงของมนุษย์ผ่านระบบมูลค่า

4. A Spectre, Haunting: On the Communist Manifesto

China Miéville (2022)

เป็นงานเขียนกึ่งวิชาการกึ่งวิจารณ์การเมืองที่หยิบยกเอา แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ มาตีความใหม่ในบริบทศตวรรษที่ 21 เพื่อดูว่าทำไมข้อความเหล่านี้ยังคงทรงพลังและ “หลอกหลอน” โลกปัจจุบันอยู่

5. The Spectre of State Capitalism

ผู้เขียน คือ  Ilias Alami และ Adam D. Dixon (2024)

หนังสือใหม่ในสายเศรษฐศาสตร์การเมืองที่วิเคราะห์เรื่อง “ทุนนิยมโดยรัฐ” (State Capitalism) เช่น จีน หรือประเทศที่มีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติขนาดใหญ่ ซึ่งกำลังกลับมามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง

ผมเข้าใจและเห็นใจว่า คณะบุคคล/บุคคลที่เป็นมันสมอง และเป็นผู้ตั้งชื่อ บริษัท Spectre C. นี้คงอยากอวดภูมิปัญญาตะวันตกที่ตนมี และอยากให้จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ หากปฏิบัติการสำเร็จบรรลุเป้าหมาย แต่อีกด้านหนึ่ง ก็กลายเป็นร่องรอยเบาะแสที่อาจสาวไปถึงที่มาได้  พูดมาถึงนี้ หลายคนก็คงเดาออกว่าเป็น “ใคร”

ถึงคิวประชาชาติ! 4 ว่าที่สส.ชายแดนใต้ ตบเท้าเข้าภท.โชว์หนุน อนุทิน พรุ่งนี้ เว้น ทวี สอดส่อง

ถึงคิวประชาชาติ! 4 ว่าที่สส.ชายแดนใต้ ตบเท้าเข้าภท.โชว์หนุน อนุทิน พรุ่งนี้ เว้น ทวี สอดส่อง

ถึงคิวประชาชาติ! 4 ว่าที่สส.ชายแดนใต้ ตบเท้าเข้าภท.โชว์หนุน อนุทิน พรุ่งนี้ เว้น ทวี สอดส่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.35 น.

ถึงคิวพรรคประชาชาติ! 4 ว่าที่สส.ชายแดนใต้ ตบเท้าแสดงเจตจำนงหนุน อนุทิน-ภูมิใจไทย พรุ่งนี้ เว้น ทวี สอดส่อง เหตุเข้าหน้าแกนนำสีน้ำเงินไม่ติดจากปมร้อนขัดแย้งในอดีต เตรียมฉีกไปร่วมงานกับเพื่อไทย

เมื่อวันที่ 19 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (20ก.พ.) เวลา 10.00 น. ที่พรรคภูมิใจไทย ว่าที่ สส.พรรคประชาชาติ (ปช.) จำนวน 4 คน ประกอบด้วย นายสุไลมาน บือแนปีแน ว่าที่ สส.เขต 1 ยะลา นายซูการ์โน มะทา ว่าที่ สส.เขต 2 ยะลา นายอับดุลอายี สาแม็ง ว่าที่ สส.เขต 3 ยะลา และนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ว่าที่ สส.เขต 5 นราธิวาส จะเดินทางเข้ามาแสดงเจตจำนงในการสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี และเข้าร่วมรัฐบาล แต่ในส่วนของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ จะไม่เดินทางมาร่วมเปิดตัวในครั้งนี้ คาดว่าจะหันไปทำงานการเมืองร่วมกับพรรคเพื่อไทย

ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายวันนี้ (19ก.พ.) พรรคประชาชาติจะมีการประชุมเพื่อยืนยันมติดังกล่าว ก่อนเดินทางไปแสดงเจตจำนงกับพรรคภูมิใจไทยตามกำหนดการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีของ พ.ต.อ.ทวี ถือว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากับพรรคภูมิใจไทย ที่ผ่านมามีความขัดแย้งกับบรรดาแกนนำพรรคฯ มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะในบทบาทฝ่ายค้าน หรือในสมัยที่เป็นรมว.ยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ดินเขากระโดง คดีฮั้วสว. เป็นต้น 

กกต.ตอบผู้ตรวจฯ พิมพ์บาร์โค้ดไม่ผิดระเบียบฯ ทนายรณณรงค์ ยื่นเพิ่ม จี้เร่งส่งศาลรธน.ชี้ขาด

กกต.ตอบผู้ตรวจฯ พิมพ์บาร์โค้ดไม่ผิดระเบียบฯ ทนายรณณรงค์ ยื่นเพิ่ม จี้เร่งส่งศาลรธน.ชี้ขาด

กกต.ตอบผู้ตรวจฯ พิมพ์บาร์โค้ดไม่ผิดระเบียบฯ ทนายรณณรงค์ ยื่นเพิ่ม จี้เร่งส่งศาลรธน.ชี้ขาด

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.01 น.

กกต.ตอบผู้ตรวจการแผ่นดิน พิมพ์บาร์โค้ดไม่ผิดระเบียบฯ ทนายรณณรงค์ ยื่นร้องเพิ่ม จี้เร่งส่งศาลรธน.ชี้ขาด

เมื่อวันที่ 19 ก.พ.2569 นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ หรือทนายรณณรงค์ ประธานมูลนิธิรณณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ยื่นคำร้องเพิ่มเติมต่อผู้ตรวจการแผ่นดินกรณีก่อนหน้านี้ได้ยื่นขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 มาตรา 129 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 มาตรา 32 และ มาตรา 34 หรือไม่ จากเหตุพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง นายรณณรงค์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการมายื่นเพิ่มเติมตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินประสานมาโดยเป็นการยื่นในประเด็นข้อกฎหมายที่กำหนดให้กกต.สามารถทำสัญลักษณ์บนบัตรเลือกตั้งได้เข้าข่ายละเมิดสิทธิเสรีภาพขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ 

ซึ่งตนไม่ได้สนใจเรื่องของบัตรเขย่ง การเก็บต้นขั้วแยกหรือไม่แยก ตนไม่สน เพราะต้องการให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเร่งสรุปส่งเรื่องนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จึงได้ยื่นในเรื่องของประเด็นข้อกฎหมายเท่านั้น ซึ่งทราบว่ากกต.ได้มีหนังสือตอบกลับไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินแล้วเมื่อวานนี้  จึงเห็นว่าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ต้องแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มในประเด็นของตนและให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความเลย ส่วนผู้ร้องคนอื่นที่ติดใจว่าบัตรเขย่งต้องนับคะแนนใหม่หรือไม่ก็ให้รอรอบสอง ขอคำร้องของตนไปศาลรัฐธรรมนูญก่อน  แต่หากผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติไม่ส่งศาลรัฐธรรมนูญภายใน 1-2 วันนี้ก็จะมีประชาชนจากทั่วสารทิศมายื่นเรื่องแบบผมซึ่งก็อยากดูเหมือนกันว่าทำไมการไปศาลรัฐธรรมนูญมันยากเย็นขนาดนี้

“แค่ให้ดูว่าการทำบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งมันละเมิดสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของพี่น้องประชาชนหรือไม่ ทำไมมันยากเย็นขนาดนี้ เพราะกกต.ตอบผู้ตรวจการแผ่นดินไปแล้วว่าทำถูกต้องตามระเบียบ ผมก็เลยบอกทางผู้ตรวจการแผ่นดินว่าระเบียบที่กกต.บอกว่าถูกต้อง  มันขัดรัฐธรรมนูญช่วยเสนอศาลรัฐธรรมนูญให้หน่อย ผมขอแค่ประเด็นนี้เลย”

เมื่อถามว่าบัตรเลือกตั้งปี’66ก็มีบาร์โค้ดฉะนั้นการเลือกตั้งปี ‘66 ต้องเป็นโมฆะด้วยหรือไม่ นายรณรงค์ กล่าวว่าเราต้องแยกส่วนกัน ที่ร้องไปตนโฟกัสแค่การเลือกตั้งครั้งนี้ ส่วนใครจะเอาผลไปใช้กับการเลือกตั้งครั้งอื่นเป็นเรื่องหลังจากนั้น แต่ในครั้งนี้ตนเขียนคำร้องว่า กกต.ละเมิดสิทธิของผู้เลือกตั้งอย่างไร รัฐธรรมนูญมาตรา 32 ,34 เขาให้การแสดงความคิดเห็น  การแสดงออกทางการเมืองเป็นเรื่องของความลับ ซึ่งยังไม่ต้องกากบาทในบัตรเลือกตั้งเลย ใครก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปรู้ว่าตนมีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร แต่การที่กกต.ทำบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง มันทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งประเทศเกิดความหวาดกลัว กลัวคนจะรู้ว่าเขาเลือกพรรคไหน กาสีอะไร เพราะมันอาจทำให้เขาตกงานได้ ซึ่งนี่เป็นประเด็นหนึ่งที่ยื่นร้องไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน

เมื่อถามต่อว่ากกต.ยืนยันว่าได้สร้างระบบป้องกันไว้ 3 ชั้นไม่สามารถสร้างความสบายใจให้กับประชาชนได้ใช่หรือไม่  นายรณณรงค์ กล่าวว่าครอบครัวของตนเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เงินที่จะได้รับการคุ้มครองจากภาครัฐ ไม่เห็นมีสุนัขที่ไหนคุ้มครองให้ตนได้เลย ตนต้องออกมาปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง แล้วเรื่องบัตรเลือกตั้งหากวันดีคืนดีเขาอยากจะไปดู เชื่อว่าเขาคงไม่ทำตามกฎหมาย อย่ามาพูดเลย ถึงเวลาก็หายหัวกันหมด จึงคิดว่าต้องมาปกป้องสิทธิ์ของตัวเองซึ่งเป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ใครก็ไม่มีสิทธิ์รู้ว่าตนเลือกพรรคไหน

นายรณรงค์ ยังกล่าวกรณีนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น ต้องการให้มีการสอบในเรื่องของบัตรเขย่งก่อน ว่า ในมุมของตนมองว่าการจะทำเรื่องดังกล่าวมันต้องไปแสวงหาข้อเท็จจริง มันจะยิ่งทำให้การยื่นศาลรัฐธรรมนูญเกิดความล่าช้าเพราะต้องรอให้กกต. และผู้ตรวจการแผ่นดินแสวงหาข้อเท็จจริงก่อน ซึ่งจะเสร็จเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เมื่อเราไม่รู้ว่าเสร็จเมื่อไหร่ ผลกระทบมันก็จะเยอะขึ้น สมมุติส่งไปศาลแล้วตัดสินมาว่าผิดหรือถูก เรื่องมันยังไม่เสียหายเยอะ สส.ยังไม่ได้โหวตกฎหมายเยอะ เรื่องก็จะจบง่าย ที่พูดไม่ได้หมายความว่าการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ ตนรอศาลอย่างเดียว 

เมื่อถามว่ากกต.จะต้องรอการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งก่อนหรือไม่ นายรณรงค์ กล่าวว่า กกต.มีสิทธิ์ตามกฎหมายและมีขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ท่านต้องปฏิบัติตามกฎหมายเดิมของท่านไปก่อน ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายมากขึ้น จึงอยากให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเร่งส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ถ้าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ เวลาสส.ไปโหวตกฎหมายจะได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามันสมบูรณ์ก็จะได้สบายใจ