ทอ.อัดเขมรหน้าหงาย งัดระเบิดเก่าโจมตีไทย ยัน F-16 ทิ้งบอมบ์ไม่มีเหลือรอด

ทอ.อัดเขมรหน้าหงาย งัดระเบิดเก่าโจมตีไทย ยัน F-16 ทิ้งบอมบ์ไม่มีเหลือรอด

ทอ.อัดเขมรหน้าหงาย งัดระเบิดเก่าโจมตีไทย ยัน F-16 ทิ้งบอมบ์ไม่มีเหลือรอด

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.17 น.

กองทัพ อัด กัมพูชา งัดระเบิดเก่า โจมตีไทย ย้ำ ปฏิบัติการ F-16 และ กริพเพน ทิ้งบอมบ์ ทำงานสมบูรณ์ลงตามเป้าหมาย ไม่หลงเหลือ 

24 มิถุนายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ชี้แจงกรณีฝ่ายกัมพูชาเผยแพร่ภาพวัตถุคล้ายระเบิด MK-84 พร้อมกล่าวอ้างว่าเป็นหลักฐานการโจมตีจากฝ่ายไทย โดยย้ำว่า ภาพถ่ายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ยืนยันที่มาของอาวุธหรือระบุความรับผิดชอบของฝ่ายใดได้ หากปราศจากกระบวนการพิสูจน์ทางเทคนิคและนิติวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานสากล

ทั้งนี้จากลักษณะภายนอก วัตถุดังกล่าวมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นระเบิดในตระกูล Mk 84 ขนาด 2,000 ปอนด์ หรืออาจเป็นระเบิดรุ่นเก่าอย่าง M118 ขนาด 3,000 ปอนด์ ซึ่งเคยถูกใช้อย่างแพร่หลายในสงครามยุคก่อนโดยกองทัพสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม การระบุแหล่งที่มาไม่สามารถกระทำได้จากรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตรวจสอบหมายเลขการผลิต ชิ้นส่วนประกอบ ประวัติการครอบครอง และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ประกอบกัน

“การนำวัตถุมาแสดงต่อสาธารณะ พร้อมระบุว่าเป็นอาวุธของฝ่ายใด โดยปราศจากหลักฐานทางเทคนิคที่ตรวจสอบได้ เท่ากับเป็นเพียงข้อกล่าวอ้าง ไม่ใช่ข้อพิสูจน์” พล.อ.อ.ประภาส  กล่าวและว่า

กองทัพอากาศไทย มีระบบประเมินความเสียหายจากการรบ หรือ Battle Damage Assessment (BDA) ซึ่งใช้เทคโนโลยีบันทึกภาพและติดตามผลการใช้อาวุธจากเครื่องบินขับไล่ F-16 และ Gripen อย่างละเอียด ผลการตรวจสอบยืนยันว่า อาวุธทุกลูกที่ใช้ในภารกิจปฏิบัติการทำงานสมบูรณ์ตามวงรอบ มีการระเบิดตามเป้าหมาย และสามารถตรวจสอบความเสียหายในพื้นที่ทางทหารได้ครบถ้วน ไม่พบข้อมูลสนับสนุนว่ามีระเบิดด้านหลงเหลือตามที่ถูกกล่าวอ้าง

อีกประเด็นที่สร้างข้อกังขาในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ คือ สภาพของวัตถุที่ถูกนำมาเผยแพร่ยังคงมีความสมบูรณ์ทั้งลำตัวและครีบหาง ทั้งที่โดยหลักการแล้ว ระเบิดที่ถูกปล่อยจากอากาศจะต้องเผชิญแรงกระแทกมหาศาล และหากทำงานตามปกติย่อมเกิดการระเบิดหรือเสียหายอย่างรุนแรง จึงยากที่จะพบวัตถุในสภาพใกล้เคียงกับสภาพเดิมจากโรงงานผลิต

พล.อ.อ.ประภาส ยังระบุต่อว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธมห้ข้อมูลถึง แม้ในกรณีเป็นระเบิดด้าน (Dud Bomb) ก็ยังจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเชิงลึกเพื่อยืนยันชนิด แหล่งกำเนิด และเส้นทางการครอบครอง ไม่สามารถสรุปผลได้จากการเผยแพร่ภาพนิ่งหรือคำกล่าวอ้างฝ่ายเดียว

ดังนั้นประเทศไทยยังคงยึดมั่นในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ หลักมนุษยธรรม และการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นกลาง

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่สังคมควรตระหนัก คือ “ภาพถ่ายไม่ใช่พยานหลักฐานที่ยืนยันต้นตอของอาวุธได้ด้วยตัวเอง” เพราะในทางนิติวิทยาศาสตร์ทางทหาร การชี้ว่าอาวุธชิ้นใดเป็นของฝ่ายใด ต้องอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์และกระบวนการตรวจพิสูจน์ที่เป็นมาตรฐานสากล มิใช่การตัดสินผ่านภาพถ่ายหรือการกล่าวอ้างทางการเมืองเพียงด้านเดียว.

จากฉะเดือดสู่ขอโทษ! ต๊ะ นารากร เคลียร์ใจ รมช.แนน ปมดีอีลอยแพไอทีแมน

จากฉะเดือดสู่ขอโทษ! ต๊ะ นารากร เคลียร์ใจ รมช.แนน ปมดีอีลอยแพไอทีแมน

จากฉะเดือดสู่ขอโทษ! ต๊ะ นารากร เคลียร์ใจ รมช.แนน ปมดีอีลอยแพไอทีแมน

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.00 น.

24 มิถุนายน 2569 จากกรณีที่ น.ส.นารากร ติยายน ได้โพสต์วิจารณ์ว่ากระทรวง DE เลิกจ้างเจ้าหน้าที่ “ดิจิทัลอำเภอ” จำนวน 878 คน ซึ่งทำงานมานานกว่า 2 ปี ในอัตราเงินเดือน 14,500 บาท และเคยได้รับสัญญาว่าจะบรรจุเป็นลูกจ้างประจำ เพื่อนำงบประมาณไปใช้ในโครงการ TH-AI Passport แทนนั้น ด้าน น.ส.บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ออกมาตอบโต้และชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ตำแหน่งดังกล่าว (IT Man) แท้จริงแล้วเป็นลูกจ้างตามโครงการที่มีสัญญาจ้างเพียงปีเดียว โดยรับเงินเดือนผ่านบริษัทเอกชนที่ชนะการประกวดราคา (e-bidding) ซึ่งผู้เซ็นสัญญาทุกคนรับทราบเงื่อนไขนี้เป็นอย่างดีตั้งแต่ต้น พร้อมขอร้องให้นำเสนอข้อเท็จจริง และหยุดบิดเบือนประเด็นเพื่อหวังผลทางการเมือง (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : นารากร ฉะ ดีอี ลอยแพ IT Man 878 คน ‘รมช.แนน’สวนทันควัน จับโยงมั่ว ซัดหยุดเล่นการเมือง)

จากนั้น น.ส.นารากร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เรียน คุณแนน สมชัย (ฉบับที่ 1)

ตำแหน่งไอทีแมน (ดิจิทัลอำเภอ) ที่ดิฉันกล่าวถึงในโพสต์ก่อนหน้านี้นั้น เป็นลูกจ้างของกระทรวงดีอี มีข้อมูลลงในเว็บไซต์ digitalamphoe.com มีฐานข้อมูลชัดเจนว่าเป็นนโยบายโดยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และข้อมูลเรื่องการเลิกจ้างก็เป็นข้อมูลปฐมภูมิ ที่ดิฉันได้รับมาจากเจ้าหน้าที่ผู้ถูกเลิกจ้างโดยตรง

ดิฉันได้รับข้อมูลมาก็นำเสนอไปตามจริง ไม่มีเจตนาเล่นการเมือง ไม่ได้จับโยงชี้นำสังคม แต่คุณเองซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในกระทรวงฯ แทนที่จะตรวจสอบข้อมูล และชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา กลับตอบโต้ดิฉันด้วยการกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนี้ ใครกันแน่ที่เล่นการเมือง??

ดิฉันเป็นประชาชนธรรมดามีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต แต่คุณเป็นรัฐมนตรีควรตอบข้อสงสัยของประชาชนอย่างมีวุฒิภาวะมากกว่านี้นะคะ

และล่าสุด น.ส.นารากร โพสต์ข้อความอีกว่า เรียน คุณแนน สมชัย (ฉบับที่ 2)

ดิฉันต้องขอโทษในสิ่งที่ดิฉันโพสต์คลาดเคลื่อนไปก่อนหน้านี้ จากข้อมูลที่บอกว่าเจ้าหน้าที่ดิจิทัลอำเภอ (ไอทีแมน) 878 คนทั่วประเทศจะตกงานทันทีเพราะโครงการ TH AI Passport เป็นเพราะดิฉันได้รับข้อมูลปฐมภูมิจากเจ้าหน้าที่ที่จะสิ้นสุดสัญญาในปีนี้

แต่เมื่อดิฉันได้อ่านที่คุณแนนเขียนชี้แจง ทำให้ดิฉันได้เข้าใจว่าโครงการ 1 อำเภอ 1 ไอทีแมนนี้ ก็เป็นโครงการลักษณะเดียวกับโครงการ TH AI Passport ที่ใช้เงินกองทุนดีอีประจำปีในแต่ละปี เมื่อหมดสัญญาโครงการลูกจ้างก็หมดสัญญาจ้าง ไม่ใช่การถูกเลิกจ้างแต่อย่างใด

และดิฉันต้องขอขอบคุณคุณแนนที่กรุณาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตำแหน่งไอทีแมน (ดิจิทัลอำเภอ) เป็นลูกจ้างโครงการ รับเงินจากบริษัท โดยบริษัทที่ชนะ e-bidding มีสัญญาเพียงปีเดียว คือปี 2568 เหมือนกับโครงการ TH AI Passport ที่ได้รับเงินจากกองทุนดีอี ปี 2569

เมื่อได้ทราบข้อมูลนี้ ดิฉันจึงพยายามสืบค้นหาบริษัทที่ชนะการประกวดราคาในโครงการ 1 อำเภอ 1 ไอทีแมน แต่ยังไม่สามารถเข้าไปค้นหาในเวปไซต์จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้

ทราบแต่เพียงว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ริเริ่มในสมัยท่านอดีตรัฐมนตรี ประเสริฐ จันทรรวงทอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจ้างงานและเพิ่มทักษะด้านดิจิทัลแก่คนรุ่นใหม่ พัฒนาและส่งเสริมให้ประชาชนในท้องถิ่นใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในชีวิตประจำวัน และนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาสินค้าชุมชนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

สุดท้ายนี้ดิฉันอยากจะสื่อสารไปยังไอทีแมน (ดิจิทัลอำเภอ)ทั้ง 878 คนว่า การที่พวกท่านไม่ได้ทำงานนี้ต่อไปเป็นเพราะหมดสัญญาจ้างที่บริษัททำกับภาครัฐ ไม่ใช่เพราะโครงการ TH AI Passport

ผบ.ทร. ตรวจเยี่ยมกำลังพลฝีพายเรือพระราชพิธี เตรียมพร้อมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

ผบ.ทร. ตรวจเยี่ยมกำลังพลฝีพายเรือพระราชพิธี เตรียมพร้อมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

ผบ.ทร. ตรวจเยี่ยมกำลังพลฝีพายเรือพระราชพิธี เตรียมพร้อมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.54 น.

ผบ.ทร. ตรวจเยี่ยมกำลังพลฝีพายเรือพระราชพิธี เตรียมความพร้อมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

24 มิถุนายน 2569 เมื่อวลา 09.00 น. ที่แผนกเรือราชพิธี กองเรือเล็ก กรมการขนส่งทหารเรือ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร
พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ตรวจเยี่ยมการฝึกกำลังพลที่ทำหน้าที่ฝีพายเรือพระราชพิธี รวมถึงตรวจความพร้อมของกำลังพลในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2569 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 โดยมี พล.ร.ท.รัตนะ เรืองรุ่ง รองเสนาธิการทหารเรือ สายงานกำลังพล ในฐานะประธานคณะกรรมการเตรียมความพร้อมขบวนเรือพระราชพิธี ให้การต้อนรับ

การฝึกฝีพายเรือพระราชพิธีถือเป็นขั้นตอนสำคัญของการเตรียมความพร้อมกำลังพลในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค โดยก่อนหน้านี้ กองทัพเรือได้จัดให้มีการฝึกอบรมและถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับรูปแบบการพายและวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องแก่ผู้ทำหน้าที่นายเรือพระราชพิธี จำนวน 58 นาย และผู้ทำหน้าที่นายท้ายเรือพระราชพิธี จำนวน 104 นาย ซึ่งเมื่อการฝึกเสร็จสิ้น จะทำหน้าที่เป็นครูฝึกฝีพายเรือพระราชพิธีของหน่วยรับเรือที่ตนสังกัด

ปัจจุบัน การฝึกฝีพายเรือพระราชพิธีอยู่ในขั้นตอนการฝึกพายเรือบนบก หรือ “การฝึกพายบนเขียงฝึก” เพื่อให้ฝีพายคุ้นเคยกับน้ำหนักพาย ลักษณะท่าทาง และความพร้อมเพรียง ต่อด้วยการฝึกพายเรือในน้ำ เพื่อพัฒนาทักษะการบังคับเรือ โดยแยกตามหน่วยฝึกในพื้นที่ต่าง ๆ จากนั้นจึงเป็นการฝึกฝีพายในหน่วยและในเรือในน้ำ ก่อนเข้าสู่การฝึกจัดรูปขบวนในแม่น้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการซ้อมย่อยและซ้อมใหญ่ในโอกาสต่อไป

ทั้งนี้ แผนปฏิบัติงานการเตรียมความพร้อมการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคของกองทัพเรือ ประกอบด้วยการเตรียมความพร้อมด้านกำลังพล การฝึกซ้อมฝีพาย การซ่อมแซมเรือพระราชพิธี และการเตรียมท่าเทียบเรือ โดยการซ่อมแซมเรือพระราชพิธีนั้น อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ ได้ดำเนินการสำรวจและซ่อมแซมเรือพระที่นั่งและเรือรูปสัตว์ ด้วยวิธีศิลปะภูมิปัญญาช่างต่อเรือพื้นบ้าน โดยการตอกหมันเรือ ซึ่งใช้ด้ายดิบตอกลงในร่องระหว่างไม้กระดานเรือให้แน่น เพื่อป้องกันน้ำรั่วซึม จากนั้นจึงชันยาเรือผสมกับน้ำมันยางทายาแนวตามร่องและทาทั่วลำเรือ เพื่อป้องกันเพรียงกัดกินไม้ซึ่งอาจทำให้เรือผุเร็ว

เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ ได้ส่งมอบให้กรมศิลปากรดำเนินการประดับตกแต่งเรือตามแผนปฏิบัติงานการจัดขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค โดยอยู่ในความดูแลของสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร และเมื่อแล้วเสร็จจะมีการอัญเชิญเรือพระที่นั่งลงน้ำ เพื่อเตรียมการฝึกซ้อมฝีพายในขั้นตอนต่อไป

สำหรับรูปแบบการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้ ใช้เรือพระราชพิธีจำนวนทั้งสิ้น 52 ลำ แบ่งเป็น 5 ริ้ว มีความยาว 1,200 เมตร กว้าง 90 เมตร ใช้กำลังพลประจำเรือรวม 2,200 นาย โดยประกอบด้วยเรือประเภทต่าง ๆ ดังนี้

1. เรือริ้วสายกลาง จำนวน 10 ลำ

1.1 เรือพระที่นั่งทรง จำนวน 1 ลำ คือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์
1.2 เรือพระที่นั่งทรงสำรอง จำนวน 2 ลำ คือ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์
1.3 เรือทรงผ้าไตร จำนวน 1 ลำ คือ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช
1.4 เรือกลองในและเรือกลองนอก จำนวน 2 ลำ ได้แก่
– เรือกลองใน คือ เรือแตงโม สำหรับผู้บัญชาการขบวนเรือ
– เรือกลองนอก คือ เรืออีเหลือง สำหรับรองผู้บัญชาการขบวนเรือ
– เรือตำรวจ จำนวน 3 ลำ คือ เรือตำรวจ 1–3 เป็นเรือของพระตำรวจ ทำหน้าที่องครักษ์
1.5 เรือแซง จำนวน 1 ลำ คือ เรือแซง 7 ทำหน้าที่อารักขาพระมหากษัตริย์

2. เรือริ้วสายใน จำนวน 2 ริ้ว ริ้วละ 7 ลำ รวม 14 ลำ

2.1 เรือประตูหน้า จำนวน 2 ลำ คือ เรือทองขวานฟ้า และเรือทองบ้าบิ่น
2.2 เรือพิฆาต จำนวน 2 ลำ คือ เรือเสือทะยานชล และเรือเสือคำรณสินธุ์
2.3 เรือรูปสัตว์ จำนวน 8 ลำ ได้แก่ เรืออสุรวายุภักษ์ เรืออสุรปักษี เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง เรือครุฑเหินเห็จ และเรือครุฑเตร็จไตรจักร ซึ่งเป็นเรือแกะสลักหัวเรือเป็นรูปสัตว์หรือสัตว์ในเทพนิยาย เพื่อบ่งบอกสังกัดของหน่วย
2.4 เรือคู่ชัก จำนวน 2 ลำ คือ เรือเอกไชยเหินหาว และเรือเอกไชยหลาวทอง ทำหน้าที่ชักลากเรือพระที่นั่งเมื่อกระแสน้ำเชี่ยวหรือเพื่อเพิ่มความเร็ว

3. เรือริ้วสายนอก จำนวน 2 ริ้ว ริ้วละ 14 ลำ รวม 28 ลำ

3.1 เรือดั้ง จำนวน 22 ลำ คือ เรือดั้ง 1–22 ทำหน้าที่ป้องกันหน้าขบวนเรือ
3.2 เรือแซง จำนวน 6 ลำ คือ เรือแซง 1–6 ทำหน้าที่อารักขาพระมหากษัตริย์.

อนุทิน เรียก มท.-บช.ก.-ปปท. ถกปมทุจริตโกงสอบ ขรก.ท้องถิ่น

อนุทิน เรียก มท.-บช.ก.-ปปท. ถกปมทุจริตโกงสอบ ขรก.ท้องถิ่น

อนุทิน เรียก มท.-บช.ก.-ปปท. ถกปมทุจริตโกงสอบ ขรก.ท้องถิ่น

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.18 น.

“อนุทิน”เรียก”มท.-บช.ก.-ปปท.” ถกปมทุจริตโกงสอบ ขรก.ท้องถิ่น ด้าน”บิ๊กต่อ-ปลัดมหาดไทย”ปัดตอบผิดกี่คน รอผลประชุมก่อน

24 มิถุนายน 2569 ที่ห้องเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับการตรวจสอบคดีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการท้องถิ่น  โดยมี พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และตัวแทนจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 

นายอรรษิษฐ์ เปิดเผยก่อนเข้าประชุมว่า นายกรัฐมนตรีเชิญมาประชุม ส่วนเรื่องนี้จะจบเมื่อไหร่นั้น ต้องรอฟังคนที่ไปดำเนินการเรื่องนี้

เมื่อถามถึงกรณีที่มีรายงานพบว่า มีเอกสาร สำเนากระดาษคำตอบมากกว่า 3 พันราย นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ ต้องรอรายงาน ส่วนจะมีการสั่งย้ายเพิ่มเติมหรือไม่นั้น เรื่องนี้ต้องรอดูก่อน

ด้านนายภูมิวิศาล กล่าวว่า ขณะนี้เรายังไม่ทราบว่า จะต้องไปแบ่งหน้าที่ในการดำเนินการอย่างไร ตนขอไปพบนายกรัฐมนตรี เพื่อดูความชัดเจนในเรื่องข้อสั่งการก่อน

เมื่อถามว่า สามารถพูดได้หรือไม่ว่าข้อมูลที่มีอยู่สามารถเชื่อมโยงไปถึงใคร อย่างไรบ้าง นายภูมิวิศาล กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ท. ได้รับเรื่องร้องเรียนมาในระดับหนึ่งแล้ว  ตอนนี้ตนขอขึ้นไปคุยกับนายกรัฐมนตรี เพื่อรับทราบข้อสั่งการและแบ่งการทำหน้าที่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่อยู่ใน MOU ก่อน

เมื่อถามว่า จะมีการหารือเพื่อโอนเรื่องนี้ให้เป็นคดีพิเศษเลยหรือไม่ นายภูมิวิศาล กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ

เมื่อถามว่า จากข้อมูลมีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องจำนวนเท่าไหร่ นายภูมิวิศาล กล่าวว่า ก็มีระดับหนึ่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง

เมื่อถามย้ำว่า มีระดับรัฐมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้องตามที่เป็นกระแสข่าวหรือไม่ นายภูมิวิศาล กล่าวว่า ไม่น่าถึงขนาดนั้น 

ขณะที่ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ บอกว่า ยังไม่สามารถบอกได้ว่าผู้ร่วมกระบวนการมีกี่คน และมีหลักฐานที่จะเอาผิดใครบ้าง ขอเสนอนายกรัฐมนตรี ก่อน เมื่อถามว่า สำนวนที่มี จะสามารถออกหมายจับได้กี่คน พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม ก่อนเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ไปร่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรี

ภาวุธ หงายการ์ด ลูกค้า QRS เทรดทอง โผล่คลิปแค่นักเรียน

ภาวุธ หงายการ์ด ลูกค้า QRS เทรดทอง โผล่คลิปแค่นักเรียน

ภาวุธ หงายการ์ด ลูกค้า QRS เทรดทอง โผล่คลิปแค่นักเรียน

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.05 น.

24 มิถุนายน 2569 นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โฑสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้ชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นที่หลายคนกำลังให้ความสนใจและอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนครับ

ย้ำก่อนนะครับ ผมไม่เกี่ยวข้องกับ สแกมเมอร์, ไม่ได้ทำธุรกิจ Forex, ไม่เกี่ยวข้องขบวนการแชร์ลูกโซ่ และ ขบวนการแก็งค์ธุรกิจข้ามชาติใดๆ

1. ผมคือหนึ่งใน “ลูกค้า” ที่เปิดพอร์ตเทรดทองคำกับ QRS ตามปกติครับ ซึ่งเท่าที่ทราบเค้ามีลูกค้าอยู่เป็นจำนวนมาก

2. จากภาพที่แชร์กันในสื่อออนไลน์กับความสัมพันธ์ของผมกับผู้บริหาร QRS คืออย่างที่ย้ำไป ผมคือนักเทรดคนหนึ่งเท่านั้นครับ ปกติจะมีงานพบปะนักเทรดกันอยู่เรื่อยๆ อยู่แล้ว ดังนั้นการถ่ายภาพร่วมกับผู้บริหาร ถือเป็นเรื่องปกติที่หลายๆ ท่านก็ถ่ายกัน แต่อาจจะเพราะเป็นผมเลยถูกจับจ้องเป็นพิเศษ

3. จากคลิปที่เผยแพร่อยู่ ผมขอชี้แจงว่า วันนั้นผมเข้าไปร่วมงานในฐานะ “นักเรียน” เพื่อศึกษาเทคนิคการดูกราฟ ผมไม่เคยไปเป็นผู้สอน และไม่เคยชักชวนใคร ส่วนคลิปที่เห็นกัน เป็นเพียงการสัมภาษณ์แชร์ประสบการณ์การเทรดส่วนตัวทั่วไป “ไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อหรือเชิญชวน” ให้ใครมาสมัครเทรดกับโบรกเกอร์ไหนทั้งสิ้นครับ

4. การเทรดทองที่นี่จะมีคะแนนสะสม (Reward Points) ก็เหมือนเวลาเราไปซื้อสินค้าแล้วมีแต้มแจก แล้วนำไปแลกของได้ คล้ายกัน ผมนำแต้มจากยอดเทรดไปแลกทริปเดินทางไปต่างประเทศตามเงื่อนไขของระบบครับ

ในส่วนของข้อสงสัยอื่นๆ ขณะนี้ผมกำลังรวบรวมข้อมูลให้ครบถ้วนที่สุด ซึ่งส่วนหนึ่งยังอยู่ระหว่างรอเอกสารจากสถาบันการเงิน ยืนยันว่าเมื่อเอกสารพร้อม ผมจะเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงกับทาง DSI โดยตรง อย่างแน่นอน

ลิซ่า จี้ ตรวจสอบ นฤชา เจ้าของแชท ช่วยน้ำเงินด้วย เหตุเป็นคนเซ็นจัดสอบ ขณะเป็นอธิบดี สถ.

ลิซ่า จี้ ตรวจสอบ นฤชา เจ้าของแชท ช่วยน้ำเงินด้วย เหตุเป็นคนเซ็นจัดสอบ ขณะเป็นอธิบดี สถ.

ลิซ่า จี้ ตรวจสอบ นฤชา เจ้าของแชท ช่วยน้ำเงินด้วย เหตุเป็นคนเซ็นจัดสอบ ขณะเป็นอธิบดี สถ.

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.56 น.

ลิซ่า จี้ อธิบดี ปค. ตรวจสอบ นฤชา เจ้าของแชท ช่วยน้ำเงินด้วย เหตุเป็นคนเซ็นจัดสอบ ขณะเป็นอธิบดี สถ. เหน็บขนาดเด้งกันไปหลายรอบ แต่ยังยืนนิ่งได้ แสดงว่าไม่ธรรมดา

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2569 น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยเรียกร้องให้เด้ง นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง (ปค.) ในฐานะอธิบดีกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น (สภ.) ขณะนั้น จากกรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.)  ร่วมกันบุกจับการทุจริตการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่น ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ว่า “หากรัฐบาลหรือกระทรวงมหาดไทยต้องการล้างบางขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นอย่างจริงใจ ไม่ใช่แค่การหา “แพะ” หรือ “คนบูชายัญ” มาปิดเรื่อง การสั่งย้ายหรือตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยแค่คนที่มารับช่วงต่ออาจจะไม่เป็นธรรมเท่าไรนัก

ควรจะต้องครอบคลุมไปถึงนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ ในฐานะอธิบดีกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่นในขณะนั้นและเป็นผู้ลงนามในขั้นตอนกระบวนการจัดการสอบครั้งนี้ด้วย ถ้าลืมไปแล้วอธิบดีนฤชาคือใคร จำกันง่ายๆก็เจ้าของแชทไลน์“ช่วยน้ำเงินด้วย”นั่นแหละค่ะ

นี่ขนาดเด้งกันไป2เด้งแล้วจนวนมาที่ท่านอธิบดีนฤชาอีกรอบแล้วก็ยังยืนได้นิ่งได้ แสดงว่าไม่ธรรมดา จะว่าไปนับวันเขายิ่งแบ่งสายกันชัดขึ้นเรื่อยๆ ” 

ไม่ใช่ฮีโร่ฉายเดี่ยว! เอ็ดดี้ ชูจุดแข็ง ปชป. วัฒนธรรมทำงานเป็นทีม

ไม่ใช่ฮีโร่ฉายเดี่ยว! เอ็ดดี้ ชูจุดแข็ง ปชป. วัฒนธรรมทำงานเป็นทีม

ไม่ใช่ฮีโร่ฉายเดี่ยว! เอ็ดดี้ ชูจุดแข็ง ปชป. วัฒนธรรมทำงานเป็นทีม

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.32 น.

24 มิถุนายน 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความระบุว่า “วัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม” คือ จุดแข็งของการบริหารบ้านเมืองของ ปชป.

#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

บังเอิญผมติดตามเพจของน้องเนเน่ รัดเกล้า เวลาประชาธิปัตย์ออกหาเสียง มีการ live สด ระบบก็จะเด้งขึ้นมาทำให้ได้ชมการหาเสียงมาตั้งแต่คราวเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา ที่เหมือนทำให้ได้เดินตามไปในพื้นที่ต่างๆ ไปด้วย

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบและอยู่เกาะติดกับ live เดินทางเสียงได้นานๆ คือ บรรยากาศระหว่างทาง ซึ่งเป็นบรรยายกาศความอบอุ่นของทั้งขบวนของทีมงานที่ออกหาเสียงและประชาชนตามรายทาง

ทำให้เห็นความแข็งขัน ความสามัคคีรวมไปถึงความอบอุ่น ของทีมงาน ซึ่งการทำงานเป็นทีมคือหัวใจสำคัญของการทำงานแก้ปัญหาบ้านเมือง และพรรคประชาธิปัตย์มีสิ่งนี้ นั่นคือ

“วัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม”

ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการบริหารบ้านเมือง รวมถึงการบริหารกรุงเทพฯ

การบริหารเมืองใหญ่ไม่ใช่เรื่องของผู้นำเดี่ยว แต่เป็นเรื่องของ “ระบบ” และ “เครือข่ายการบริหาร” เพราะเมืองหนึ่งเมืองประกอบด้วยปัญหาหลายชั้น ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน งบประมาณ กฎหมาย หน่วยงานรัฐ ประชาชน เอกชน และการเมืองท้องถิ่น

ผู้ว่าฯ อาจมีวิสัยทัศน์ แต่ถ้าไม่มีทีม ไม่มี ส.ก. ไม่มีคนทำงานระดับเขต ไม่มีเครือข่ายประสานงาน และไม่มีพรรคที่ช่วยผลักดันเชิงนโยบาย วิสัยทัศน์นั้นก็อาจหยุดอยู่แค่คำพูดสวย ๆ

ในทางปฏิบัติ การแก้ปัญหา กทม. ต้องใช้ทีมมากกว่าฮีโร่คนเดียว

กรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่ที่มีปัญหาซับซ้อนมากเกินกว่าจะฝากไว้กับคนเพียงคนเดียว

น้ำท่วม ฝุ่น PM2.5 รถติด ขยะ ทางเท้า ความปลอดภัย โรงเรียน สาธารณสุข ชุมชน งบประมาณ และการทำงานของสำนักงานเขต ล้วนเป็นปัญหาที่ต้องใช้การประสานงานระหว่างหลายฝ่าย

ผู้ว่าฯ ต้องมีวิสัยทัศน์ก็จริง

แต่ต้องมีทีมที่ช่วยแปลงวิสัยทัศน์ให้เป็นงานจริง

ต้องมี ส.ก. ที่เข้าใจทิศทางเดียวกัน

ต้องมีคนในพื้นที่คอยสะท้อนปัญหาจริง

ต้องมีพรรคการเมืองที่ช่วยหนุนหลังในเชิงนโยบาย

และต้องมีวัฒนธรรมการทำงานที่ไม่ต่างคนต่างทำ

บางที สิ่งที่คนกรุงเทพฯ ควรมองหา อาจไม่ใช่แค่ “ใครเป็นผู้ว่าฯ”

แต่คือคำถามว่า

ใครมีทีมพอที่จะทำให้กรุงเทพฯ เดินหน้าได้จริง

#เลือกตั้งผู้ว่ากทม
#ประชาธิปัตย์
#อนุชา
#ทีมสก50เขต

รบ.ส่ง 2 ร่างกฎหมายเข้าสภาฯ วันนี้ เพิ่มประสิทธิภาพศาล-ยกระดับคุ้มครองผู้บริโภค

รบ.ส่ง 2 ร่างกฎหมายเข้าสภาฯ วันนี้ เพิ่มประสิทธิภาพศาล-ยกระดับคุ้มครองผู้บริโภค

รบ.ส่ง 2 ร่างกฎหมายเข้าสภาฯ วันนี้ เพิ่มประสิทธิภาพศาล-ยกระดับคุ้มครองผู้บริโภค

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.45 น.

24 มิถุนาย 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้เสนอร่างกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับ เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ ศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยมี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนคณะรัฐมนตรีเสนอร่างกฎหมายต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. หรือกฎหมาย Lemon Law โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนคณะรัฐมนตรีเสนอร่างกฎหมายต่อที่ประชุม

สำหรับร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ ศาลยุติธรรม มีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพการพิจารณาคดีของศาลให้รวดเร็วและทันต่อปริมาณคดีที่เพิ่มขึ้น โดยกำหนดบทบาทและอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานคดีให้ชัดเจน พร้อมยกระดับเจ้าพนักงานคดีเป็นบุคลากรวิชาชีพเฉพาะด้านของศาล เพื่อสนับสนุนการทำงานของกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้รวดเร็วกว่าเดิม

ขณะที่กฎหมาย Lemon Law มีเป้าหมายยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคของไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล โดยกำหนดสิทธิของผู้ซื้อ หน้าที่และความรับผิดของผู้ขาย รวมถึงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสินค้าที่มีความชำรุดบกพร่องไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกรณีที่ไม่สามารถตรวจพบความบกพร่องได้ในขณะซื้อหรือรับมอบสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมและมีหลักประกันในการใช้สิทธิมากยิ่งขึ้น

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกระบวนการยุติธรรมและยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน อันจะทำให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมทั้งได้รับความคุ้มครองและความเป็นธรรมมากขึ้นในการซื้อขายสินค้าและบริการ

รัฐบาลเดินหน้ารับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ ถึง 1 ก.ค.นี้

รัฐบาลเดินหน้ารับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ ถึง 1 ก.ค.นี้

รัฐบาลเดินหน้ารับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ ถึง 1 ก.ค.นี้

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.41 น.

รัฐบาลเดินหน้ารับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ ถึง 1 ก.ค.นี้  เชิญชวนร่วมกำหนดทิศทางกฎหมายกัญชา-กัญชง ผ่านช่องทางออนไลน์หลัก 2 ช่องทาง

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. ….  ช่วงที่ 2 จากประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่วันนี้ถึง 1 ก.ค. 69  เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงกฎหมายให้มีความรัดกุม และสอดคล้องกับสถานการณ์จริง สำหรับการเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายกัญชา-กัญชงในครั้งนี้ ถูกแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเวลาสำคัญ เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

-ช่วงที่ 1 (22 เม.ย. – 21 พ.ค. 2569): ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว เป็นการรับฟังความคิดเห็นในเชิงหลักการ 

-ช่วงที่ 2 (2 มิ.ย. – 1 ก.ค. 2569): อยู่ระหว่างการดำเนินงานในปัจจุบัน เป็นการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อรายละเอียดของ “ตัวร่าง พ.ร.บ.” โดยตรง ซึ่งหลังเสร็จสิ้นกระบวนการรับฟังความคิดเห็น คาดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้

จะผ่านความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก่อนจะถูกเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาในลำดับถัดไป

“ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการควบคุมที่ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำกัญชาไปใช้ในทางที่ผิด ซึ่งกลไกนี้นอกจากจะช่วยสร้างความมั่นคงทางสุขภาพให้กับประชาชนแล้ว ยังจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การเปิดรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้กฎหมายมีความรอบคอบ สอดคล้องกับสถานการณ์จริง และสามารถสะท้อนข้อกังวลจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ เศรษฐกิจ และการคุ้มครองสุขภาพประชาชน ตลอดจนลดความขัดแย้งและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

 “รัฐบาล โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ขอเชิญชวนประชาชน ผู้ประกอบการ และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ร่วมกำหนดทิศทางกฎหมายกัญชา-กัญชงของประเทศไทย ผ่านช่องทางออนไลน์หลัก 2 ช่องทาง ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ได้แก่ ระบบกลางทางกฎหมาย: http://www.law.go.th และเว็บไซต์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก: http://www.dtam.moph.go.th” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

เจาะมติ สว. 140 เสียง ลากโควตาวิชาการสู่หมุดหมายอันตราย

เจาะมติ สว. 140 เสียง ลากโควตาวิชาการสู่หมุดหมายอันตราย

เจาะมติ สว. 140 เสียง ลากโควตาวิชาการสู่หมุดหมายอันตราย

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.14 น.

24 มิถุนายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ไม่ใช่แค่ “ไม่ตรงปก” แต่เสี่ยงผิดรัฐธรรมนูญ! เจาะปมมติ สว. 140:17 ลากโควตาวิชาการสู่ “หมุดหมายอันตราย”

มติวุฒิสภา 140 ต่อ 17 เสียง ที่เห็นชอบให้ ศาสตราจารย์ ดร. จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงแค่ข่าวการแต่งตั้งอดีตข้าราชการระดับสูงเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญธรรมดาๆ หากแต่เป็น “หมุดหมายอันตราย” ของการตีความรัฐธรรมนูญแบบผ่อนปรนมาตรฐาน จนอาจทำให้โควตาทางวิชาการที่กฎหมายสูงสุดออกแบบไว้ ต้องสูญเสียจิตวิญญาณและความหมายไปต่อหน้าต่อตา!

การก้าวเข้ามาของว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ในสายผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ แทน ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ที่ครบวาระ ท่ามกลางเสียงคัดค้านอย่างหนักจาก สว. กลุ่มพันธุ์ใหม่ และนักวิชาการสายตรง นำมาสู่คำถามที่แหลมคมและส่งแรงสั่นสะเทือนสูงว่า:

“บุคคลผู้นี้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 200 (4) จริงหรือไม่?”

หากคำตอบยังคงคลุมเครือ มติ 140 เสียงในวันนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่คือการร่วมกันสร้างบรรทัดฐานที่บิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และกำลังลดทอนศรัทธาต่อศาลรัฐธรรมนูญทั้งระบบลงอย่างน่าใจหาย

1.ปัญหาไม่ใช่เพียง “ความเชี่ยวชาญไม่ตรงปก” แต่คือ “ขัดองค์ประกอบกฎหมาย”

ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีการใช้คำว่า “ไม่ตรงปก” เพื่ออธิบายข้อกังขาต่อการเสนอชื่อ ศ.ดร.จักรพงศ์ แต่หากมองในมุมกฎหมายรัฐธรรมนูญ คำนี้ถือว่า “เบาเกินไป” และทำให้สาระสำคัญของปัญหาถูกลดทอนลงไปอย่างน่าเสียดาย

เพราะสิ่งที่กำลังวิกฤต ไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์ภายนอกที่ ‘ดูเหมือนนักกฎหมายมากกว่านักรัฐศาสตร์หรือนักรัฐประศาสนศาสตร์’ แต่มันคือคำถามเชิงโครงสร้างว่า รัฐธรรมนูญกำหนดโควตานี้ไว้เพื่อเป้าหมายใด?

มาตรา 200 (4) ของรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดชัดเจนว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 คน ต้องมาจากผู้ทรงคุณวุฒิในศาสตร์ที่ มิใช่นิติศาสตร์ล้วน ได้แก่ สาขารัฐศาสตร์ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์ โดยต้องดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และที่สำคัญที่สุดคือ “ยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์”

สาระสำคัญของบทบัญญัตินี้พุ่งเป้าไปที่คำว่า “สาขา” และ “ผลงานทางวิชาการ” ไม่ใช่แค่การดูดีกรีบนแผ่นกระดาษหรืออายุราชการ เพราะรัฐธรรมนูญต้องการให้องค์คณะตุลาการมีความหลากหลายทางสายวิชาการ เพื่อให้การวินิจฉัยคดีรัฐธรรมนูญ ซึ่งคาบเกี่ยวกับปัญหาการเมือง โครงสร้างอำนาจ นโยบายสาธารณะ และการเลือกตั้ง ไม่ถูกผูกขาดอยู่ใต้การมองโลกแบบนักกฎหมายวิธีพิจารณาความเพียงอย่างเดียว

2.ทำไมศาลรัฐธรรมนูญต้องมี “โควตารัฐศาสตร์–รัฐประศาสนศาสตร์”? ชี้ชะตาเมือง

การมีโควตาศาสตร์แขนงนี้ในศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ของประดับตกแต่งให้ดูสวยงาม แต่เป็นการออกแบบสถาบันการเมืองอย่างมีเหตุมีผล (Constitutional Design)

ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ทำหน้าที่พิจารณาคดีทางเทคนิคกฎหมายแพ่ง-อาญา แบบศาลยุติธรรม แต่ต้องตัดสินประเด็นที่มีผลกระทบขั้นรุนแรงต่อโครงสร้างอำนาจรัฐและความชอบธรรมทางการเมือง เช่น:

– ความสัมพันธ์และการคานอำนาจระหว่าง ฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ

– ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายและนโยบายสาธารณะ (เช่น คดี พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่กำลังรอการวินิจฉัย)

– ความโปร่งใสและหลักการเป็นความลับของการเลือกตั้ง (เช่น คดีระบบบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง)

โจทย์มหากาพย์เหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยทฤษฎีทางรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์เข้ามาประกอบการวินิจฉัย เพื่อหาทางออกให้กับวิกฤตของบ้านเมือง

นี่คือเหตุผลที่ในอดีต ตำแหน่งนี้จึงถูกเติมเต็มด้วย “ยักษ์ใหญ่แห่งวงการวิชาการ” ที่สังคมยอมรับอย่างไร้ข้อกังขา ไม่ว่าจะเป็น ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช, ศ.ดร.สุจิต บุญบงการ, ศ.ดร.อมร รักษาสัตย์ หรือ ศ.ดร.กระมล ทองธรรมชาติ ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ได้มีแค่ชื่อปริญญาตรงสาย แต่มี “ตัวตนและมโนทัศน์ทางวิชาการ” อยู่ในศาสตร์นั้นอย่างแท้จริง การยอมให้โควตานี้ถูกแทนที่ด้วยศาสตร์อื่น จึงเท่ากับทำลายกลไกการถ่วงดุลความรู้ตั้งแต่ออกสตาร์ท

3.ปมใหญ่: “จบรัฐประศาสนศาสตร์” ไม่เท่ากับเป็น “ผู้ทรงคุณวุฒิ”

ฝ่ายที่สนับสนุนพยายามหยิบยกแม่น้ำทั้งห้ามาชี้แจงว่า ศ.ดร.จักรพงศ์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (รป.ม.) จากนิด้า และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ (รร.นรต.) ในอดีตก็เคยเปิดสอนสายรัฐประศาสนศาสตร์ ก่อนจะเปลี่ยนมาเน้นนิติศาสตร์ในภายหลัง

คำอธิบายนี้อาจฟังดูพอใช้แก้ต่างได้ในทางการเมือง แต่ในทางหลักการวิชาการและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ถือว่าตรรกะนี้ “พังทลาย” ด้วยเหตุผล 3 ประการ:

– วุฒิการศึกษาใบเดียว ไม่ใช่วิชาชีพทั้งชีวิต: การมีปริญญาโทข้ามสายหนึ่งใบ ไม่ได้แปลว่าบุคคลนั้นกลายเป็น “ผู้ทรงคุณวุฒิ” ในสาขานั้นโดยอัตโนมัติ การเป็นผู้ทรงคุณวุฒิต้องดูที่ เส้นทางเดินวิชาการโดยรวม (Academic Trajectory) ทั้งงานวิจัยหลัก ตำราที่ใช้สอน และการยอมรับในแวดวงวิชาการนั้นๆ อย่างต่อเนื่อง

– ประวัติสถาบันไม่ใช่ประวัติส่วนตัว: การอ้างว่า รร.นรต. เคยสอนรัฐประศาสนศาสตร์ในอดีต ไม่ได้ตอบคำถามว่าตัวผู้สมัครมีผลงานด้านรัฐประศาสนศาสตร์หรือการบริหารรัฐกิจอย่างไร เช่นเดียวกับที่อาจารย์สายรัฐประศาสนศาสตร์ก็ไม่สามารถตู่ตนเองว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ “กฎหมายอาญา” ได้ เพียงเพราะคณะที่ตนสังกัดเคยเปิดสอนวิชากฎหมายอาญา

– “เกี่ยวข้อง” ไม่เท่ากับ “เชี่ยวชาญ”: รัฐธรรมนูญไม่ได้ต้องการคนที่แค่วิ่งผ่านหรือ “ทำงานแตะขอบ” งานรัฐประศาสนศาสตร์ แต่ต้องการตัวจริงในสาขา หาก สว. เลือกใช้มาตรฐานที่กว้างและคลุมเครือ ก็เท่ากับกำลังเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ด้วยการตีความแบบตามใจฉัน

4.จุดชี้ขาดในห้องสมุด: ผลงานวิชาการเป็นที่ประจักษ์ใน “หมวดกฎหมาย”?

ข้อโต้แย้งที่ทรงพลังและกลายเป็นหมัดน็อกกลางสภา มาจากการอภิปรายของ เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ ที่นำหลักฐานจากการสืบค้นระบบห้องสมุดมาแฉกลางที่ประชุมว่า ตำราเด่นที่ ศ.ดร.จักรพงศ์ นำมายื่นอ้างอิงเพื่อแสดงถึงผลงานเชิงประจักษ์ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ อย่างหนังสือ “กลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงานหลักและทฤษฎีการสอบสวน” นั้น…

ในความเป็นจริง ถูกจัดหมวดหมู่อยู่ใน “หมวดกฎหมาย” ไม่ใช่หมวดรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์!

เนื้อหาภายในล้วนเป็นเรื่องเทคนิคการสืบสวนสอบสวน การรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ในโลกนิติศาสตร์และกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก (แถมประวัติในอดีตยังพบว่าเคยวิ่งรอกสมัครองค์กรอิสระอื่นๆ ทั้ง ป.ป.ช. และ กกต. มาแล้วรวมกันถึง 10 ครั้ง)

ลองนึกภาพตามหากบรรทัดฐานนี้ผ่านไปได้:

• ต่อไปนักกฎหมายอาญา… อ้างว่าทำงานเกี่ยวข้องกัน สามารถมาแย่งโควตารัฐศาสตร์ได้? กฎหมาย

• นักบริหารธุรกิจ… อ้างว่าทำเรื่องตัวเลข สามารถมาเสียบโควตาเศรษฐศาสตร์ได้?

• ผลลัพธ์คือ ระบบโควตาทางวิชาการในรัฐธรรมนูญจะล้มละลายทันที!

5.ประวัติแน่น ตำแหน่งใหญ่ ไม่ใช่คำตอบแทน “ตัวงาน”

อีกหนึ่งความพยายามของฝ่ายอุ้ม คือการใช้ “ความใหญ่ของโปรไฟล์” มาเบี่ยงเบนประเด็นเรื่องความตรงสาย

แน่นอนว่า ศ.ดร.จักรพงศ์ มีประวัติการทำงานในระบบราชการที่ยอดเยี่ยม เป็นศาสตราจารย์ รร.นรต. อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สตช. และเป็นกรรมการในหลายคณะ แต่ประสบการณ์บริหารงานตำรวจเหล่านี้ ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป ของคำว่า “ผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์สาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์”

คำว่าผลงานวิชาการ ต้องวัดกันที่ “เนื้อในของตัวงาน”

• ใช้กรอบแนวคิด (Conceptual Framework) ของศาสตร์ไหนวิเคราะห์?

• สร้างทฤษฎีหรือข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสาธารณะอย่างไร?

• แวดวงนักรัฐศาสตร์หรือนักรัฐประศาสนศาสตร์ยอมรับและนำไปอ้างอิง (Citation) หรือไม่?

หากเราไม่แยกแยะความใหญ่ของยศตำแหน่ง ออกจากความถูกต้องตรงสายวิชาการ การกลั่นกรองคุณสมบัติของ สว. ก็จะกลายสภาพเป็นเพียงการชั่งน้ำหนัก “บารมีของตัวบุคคล” แทนที่จะเป็นการพิทักษ์ความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ

6.ตรรกะตรายาง: “เป็นอำนาจกรรมการสรรหา วุฒิสภาห้ามแทรกแซง”

คำชี้แจงของ วุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ในฐานะเลขานุการ กมธ. ตรวจสอบประวัติฯ ที่ระบุว่า เรื่องคุณสมบัติเป็นอำนาจเด็ดขาดของคณะกรรมการสรรหาที่ชี้ขาดจบไปแล้ว ไม่ใช่อำนาจของวุฒิสภา ถือเป็นตรรกะที่อันตรายที่สุด

เพราะถ้ายอมรับตรรกะนี้ วุฒิสภาก็จะกลายสภาพเป็นเพียง “สภาตรายาง” หรือหุ่นยนต์กดปุ่มที่มีหน้าที่รับใบสั่งและปั๊มตราอนุมัติตามที่กรรมการสรรหาส่งมาเท่านั้น

ถ้าเช่นนั้น รัฐธรรมนูญจะกำหนดให้ต้องมีการ “ให้ความเห็นชอบโดยวุฒิสภา” ไปเพื่ออะไร? ในทางหลักการแบ่งแยกอำนาจ การโหวตรับรองหมายความว่า สว. ต้องร่วมรับผิดชอบต่อคุณภาพและความถูกต้องของบุคคลนั้นๆ หากพบข้อกังขาที่แม้แต่ประธานศาลฎีกา (ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการสรรหาเสียงข้างน้อย) ยังมองว่าไม่ตรงสาย สว. ย่อมมีหน้าที่เต็มประตูในการชะลอ ดึงเรื่อง หรือโหวตคว่ำเพื่อปกป้องสถาบันตุลาการ

7.มติ 140 เสียง ยิ่งตอกย้ำ “การผูกขาดบรรทัดฐานที่ผิดพลาด”

เสียงข้างมากท่วมท้น 140 ต่อ 17 เสียง (ซึ่งเป็นตัวเลขกลมๆ ที่ละม้ายคล้ายคลึงกับมติสำคัญอื่นๆ ในสภาสูงยุคนี้จนคนแซวว่าเป็นเครือข่ายกีฬาสี) อาจทำให้ผลทางการเมืองในสภา “จบลงชั่วคราว”

แต่… ปัญหาทางรัฐธรรมนูญไม่ได้หายไปไหน! ตรงกันข้าม มติครั้งนี้กำลังกลายเป็นสารตั้งต้นของเนื้อร้ายในระบบนิติรัฐ เพราะในอนาคตจะเกิดการอ้างอิงบรรทัดฐานที่ผิดๆ นี้ว่า:

• แค่วุฒิการศึกษาใบเดียวก็เคลมความเป็นผู้ทรงคุณวุฒิได้แล้ว

• งานสืบสวนคดีอาญาสามารถแปลงร่างเป็นงานรัฐประศาสนศาสตร์ได้ตามใจชอบ

• สว. ไม่จำเป็นต้องตรวจเช็กอะไรให้ลึกซึ้ง ถ้าฝั่งผู้มีอำนาจส่งชื่อมาก็ยกมือผ่านให้จบๆ ไป

นี่คือสิ่งที่ รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล (อ.จ๊ะ) ได้ออกจดหมายเตือนสติไว้ล่วงหน้า และมันกำลังกลายเป็นความจริงที่น่าหดหู่ใจในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

6.สรุป: วุฒิสภาโหวตจบ แต่สังคมยังไม่จบคำถาม

คำเตือนของ นพ.เปรมศักดิ์ เพียรยุระ สว. ที่ให้ระวังความเสียหายซ้ำรอยอดีต กรณีโหวตเลือกกรรมการ ป.ป.ช. บางรายจนป่านนี้ยังไม่มีโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เข้าปฏิบัติหน้าที่ได้ เป็นสิ่งที่สะท้อนว่า “การโหวตผ่านไปก่อน แล้วค่อยไปลุ้นเอาดาบหน้า” คือความมักง่ายเชิงโครงสร้างที่สร้างความเสียหายให้แก่แผ่นดินมานักต่อนัก

มติ 140 เสียงเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 อาจปิดฉากยุคของ ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และเปิดฉากยุคใหม่ของศาลรัฐธรรมนูญในทางรูปแบบ แต่ในทางเนื้อหา คำถาม 3 ข้อนี้ยังคงดังสะท้อนและรอคำตอบที่แท้จริงอยู่เสมอ:

1.ศ.ดร.จักรพงศ์ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์จริงหรือไม่?

2.ตำราการสืบสวนสอบสวน นับเป็นผลงานเชิงประจักษ์ในสายงานบริหารรัฐกิจได้จริงหรือ?

3.สว. 140 เสียง ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติเพื่อประโยชน์ของประเทศ หรือทำเพื่อตอบสนอง “ตั๋วอำนาจ” ของใครกันแน่?

เพราะในระบอบประชาธิปไตยที่เคารพหลักนิติธรรม “เสียงข้างมากในสภา” ไม่เคยมีอำนาจเหนือ “ความถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ” และการรีบโหวตให้ผ่านๆ ไป… ไม่เคยเป็นคำตอบของความน่าเชื่อถือที่ถูกทำลายลงไปตั้งแต่วันแรก!

วัส ติงสมิตร
นักวิขาการอิสระ
24/6/69

#การเมืองไทย2569 #ศาลรัฐธรรมนูญ #สว2569 #ไม่ตรงปก #ตรวจสอบคุณสมบัติ #รัฐธรรมนูญ2560 #นิติรัฐพังทลาย #สวพันธุ์ใหม่ #วัสติงสมิตร