​ดีเดย์รื้อภูเก็ต รีสอร์ทหรูรุกหาด สุชาติลุยแน่ก.ค.นี้

​ดีเดย์รื้อภูเก็ต รีสอร์ทหรูรุกหาด สุชาติลุยแน่ก.ค.นี้

​ดีเดย์รื้อภูเก็ต รีสอร์ทหรูรุกหาด สุชาติลุยแน่ก.ค.นี้

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดีเดย์รื้อภูเก็ต รีสอร์ทหรูรุกหาด สุชาติลุยแน่ก.ค.นี้

“สุชาติ” ดีเดย์รื้อถอนรีสอร์ทหรู รุกอุทยานฯสิรินาถ-หาดนุ้ยภูเก็ต เดือนกรกฎาคม หลังตีตกคำอุทธรณ์ผู้ประกอบการลั่นไม่มีผู้มีอิทธิพล ขอเคลียร์ ขณะที่รองโฆษกรัฐบาลโต้ครม.เงาย้ำแก้ไขปัญหาภูเก็ต คืบหน้าเป็นรูปธรรม ยืนยันเดินหน้าแก้ไขปัญหาต่อเนื่อง ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน ชี้ทุกอย่างทำเพื่อ แก้ไขปัญหาให้ประชาชน

เมื่อวันที่ 23มิถุนายน2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงความคืบหน้าในการรื้อถอนรีสอร์ทรุกที่อุทยานที่จังหวัดภูเก็ต ว่าผู้ที่บุกรุกก็มีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ แต่ขณะนี้กระทรวงได้ ตีตกคำอุทธรณ์ไปหมดแล้ว แต่เมื่อวันก่อน เจ้าหน้าที่ได้ไปติดหมายสิ่งปลูกสร้างที่บริเวณหาดนุ้ย ซึ่งตามขั้นตอนจะครบกำหนดในเดือนกรกฎาคม ซึ่งหลังจากนี้ กระทรวงก็จะเริ่มดีเดย์ในการรื้อถอน ก็จะมีในพื้นที่อื่น เช่น หาดฟรีด้อม หรือหาดอื่นๆ ซึ่งการดำเนินการในส่วนนี้อยู่ในส่วนของกรมป่าไม้ แต่จะมีการดำเนินการของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช อีก เช่น อุทยานสิรินาถ จังหวัดภูเก็ต ที่พบว่ามีหลายโรงแรมบุกรุก และขณะนี้ดำเนินการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ในการประสานขอโฉนด ซึ่งจุดดังกล่าวศาลพิพากษาแล้ว ว่ามีการนำส.ค.1 บิน หรือ เอกสารสิทธิที่ดินที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง มาครอบ หรือ โฉนดไม่ถูกต้อง

ส่งกรมที่ดินเพิกถอนโฉนด

ขณะนี้ตนอยู่ในระหว่างการรวบรวม คำพิพากษาศาลฎีกาประกอบกับเลขที่โฉนด มอบให้กับกรมที่ดิน เพื่อดำเนินการเพิกถอน ซึ่งเมื่อมีการเพิกถอนแล้วกระทรวงถึงจะติดหมายเพื่อรื้อถอนได้ ไม่เช่นนั้น ก็จะมีความผิดฐานทำลายทรัพย์สิน

เมื่อถามว่า มีนายทุนหรือมีผู้มีอิทธิพลในพื้นที่มาวิ่งเต้นต่อรองไม่ให้รื้อถอนและไม่ดำเนินคดีหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ไม่มีผู้มีอิทธิพล ไม่มีใครใหญ่กว่าประชาชน.

รบ.โต้ครม.เงาพรรคส้ม

น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง กรณี“ครม.เงา”โดย นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน(ปชน.) กล่าวช่วงหนึ่งในที่ประชุม ครม.เงา เกี่ยวกับเรื่องการโยกย้ายข้าราชการในพื้นที่ภูเก็ต และการลงพื้นที่ของรมว.มหาดไทย ว่า วันนี้ปัญหาของจ.ภูเก็ต ไม่ใช่แค่การย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด(ผวจ.) รองผู้ว่าฯ และย้ายผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 แต่มันส่อถึงระบอบสีน้ำเงิน ที่พยายามหยั่งรากลึกในพื้นที่ และจ.ภูเก็ตไม่ใช่แค่ปัญหารายบุคคล แต่เป็นปัญหาของโครงสร้างผู้มีอิทธิพลที่หยั่งรากลึกลงในระบบในพื้นที่

รบ.เดินหน้าแก้ปัญหา

น.ส.พลอยทะเล กล่าวว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาในพื้นที่จ.ภูเก็ต โดยเฉพาะผู้มีอิทธิพล เป็นปัญหาที่หยั่งลึก และสะสมมายาวนาน รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ต้องการแก้ไขปัญหา ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเห็นได้จากผลการบูรณาความร่วมมือ ของทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนตามข้อสั่งการของนายกฯ โดยล่าสุดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จ.ภูเก็ต ตรวจพบบริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี จำนวน 10 บริษัท ที่ดิน 4 แปลง จำนวน 2 ไร่ 1 งาน 50.5 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 116 ล้านบาท และศาลอนุมัติหมายจับชาวต่างชาติ 12 คน /หมายจับ 13 หมายจับ และบริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซื้อและครอบครองที่ดิน ซึ่งมีจำนวนคนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง จำนวน 39 บริษัท ที่ดิน 52 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 12 ไร่ 2 งาน 62.5 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 115 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายค้น 29 หมายค้น รวมที่ดินกลุ่มที่ 1 และ 2 จำนวน 56 แปลง เนื้อที่ 15 ไร่ 13 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 231 ล้านบาท

ดำเนินคดีคนทำผิด

น.ส.พลอยทะเล กล่าวอีกว่า จะเห็นได้ว่ารัฐบาลมีความตั้งใจ ที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นนายกฯ และรมช.มหาดไทย ต่างลงพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนการ แก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้สร้างสร้างภาพ และไม่ได้เพิกเฉย ต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลระดับไหน ถ้าหากตรวจสอบแล้วพบดำเนินการที่ผิดต่อกฎหมาย จะต้องดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด ไม่มีการละเว้น ทุกอย่างทำงานอย่างเป็นขั้นตอน ผ่านการบูรณาความร่วมมือ ทุกส่วนราชการ ทุกระดับ ส่วนการโยกย้ายผวจ. ชัดเจนว่าเป็นการย้าย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาดีขึ้น เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนจ.ภูเก็ต ไม่ได้เป็นการวางตัวข้าราชการ เพื่อสนองพรรคการเมือง ขอย้ำว่า ไม่มีระบอบสีน้ำเงินอย่างที่พรรคปชน.กล่าวหาลอยๆ เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง หากมีข้อมูลการเก็บส่วยหรือมีข้อมูลมาเฟีย ขอให้ส่งข้อมูลให้รัฐบาล รัฐบาลพร้อมดำเนินการตามกฎหมาย ให้ถึงที่สุด ไม่ว่าใครก็ไม่มีการละเว้นโทษ” น.ส.พลอยทะเล กล่าว

ตรวจแอปอาหารสัญชาติจีน

วันเดียวกัน นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแพลตฟอร์มสัญชาติจีนที่ให้บริการสั่งอาหารและบริการผ่านระบบดิจิทัลในประเทศไทย หลังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของแพลตฟอร์มสัญชาติจีนในประเทศไทย และเพื่อพิจารณาว่าการดำเนินธุรกิจเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องหรือไม่

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า แพลตฟอร์มที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ได้แก่ Gokoo, Feixiang และ E-Gets จดทะเบียนในรูปแบบบริษัทจำกัด โดยบริษัท โกคูออนไลน์ จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Gokoo มีผู้ถือหุ้นไทยร้อยละ 80 และบริษัท เดอะ ฟลาย โฮลดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Feixiang มีผู้ถือหุ้นไทยร้อยละ 51 จึงมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย ขณะที่บริษัท อี-เก็ตส์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน E-Gets มีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคลสัญชาติกัมพูชาถือหุ้นร้อยละ 90 จึงมีสถานะเป็นนิติบุคคลต่างด้าวตามกฎหมาย

เช็คแหล่งที่มาเงินทุน

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า การตรวจสอบในขั้นต่อไปจะมุ่งพิจารณาแหล่งที่มาของเงินลงทุน อำนาจการบริหารจัดการ การลงนามผูกพันบริษัท และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้น เพื่อพิจารณาว่ามีการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติหรือไม่ โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าผู้ถือหุ้นไทยของบางบริษัทมีความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลอื่นหลายแห่ง และมีการร่วมลงทุนกับชาวต่างชาติ สำหรับนิติบุคคลไทย กรมฯ จะตรวจสอบว่ามีการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางหรือ “นอมินี” เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือไม่ ส่วนกรณีนิติบุคคลต่างด้าว จะตรวจสอบการได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจตามกฎหมาย โดยหากพบการฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 3ปี หรือปรับตั้งแต่100,000-1,000,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมีโทษปรับรายวันเพิ่มเติมจนกว่าจะยุติการกระทำผิด ทั้งนี้ บริษัท อี-เก็ตส์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในกิจการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัลและได้รับหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวแล้ว

หวั่นกระทบผู้ประกอบการไทย

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า กรมฯ จะติดตามตรวจสอบธุรกิจที่มีความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย ระบบเศรษฐกิจของประเทศ และการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม พร้อมยืนยันว่าระหว่างการตรวจสอบยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย โดยต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หากผลการตรวจสอบพบว่าดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายก็ถือเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและการจ้างงาน แต่หากพบการฝ่าฝืนกฎหมาย กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และขยายผลตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป.

หนูลั่นอย่าโยนภาระปชช. รื้อค่าไฟแฝง สั่งให้กระทรวงพลังงาน ไปหาวิธีการใครต้องจ่าย

หนูลั่นอย่าโยนภาระปชช. รื้อค่าไฟแฝง สั่งให้กระทรวงพลังงาน ไปหาวิธีการใครต้องจ่าย

หนูลั่นอย่าโยนภาระปชช. รื้อค่าไฟแฝง สั่งให้กระทรวงพลังงาน ไปหาวิธีการใครต้องจ่าย

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนูลั่นอย่าโยนภาระปชช. รื้อค่าไฟแฝง สั่งให้กระทรวงพลังงาน ไปหาวิธีการใครต้องจ่าย พิพัฒน์ชี้เกิดมากว่า10ปี

“พิพัฒน์”เผยนายกฯ สั่งรื้อค่าไฟทางหลวง รวมบิลค่า FT ไฟบ้านต้องหาคนจ่ายแทน ด้านนายกฯ รับดราม่าค่าไฟแฝงบิลชาวบ้าน สั่งรมว.พลังงาน กฟน.-กฟภ.หาข้อเท็จจริงย้ำไม่ให้ประชาชนแบกภาระ

เมื่อวันที่23มิถุนายน2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีการเก็บเงินค่าไฟส่องทางสาธารณะ รวมอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชน จนกลายเป็นดราม่า ว่ากำลังแยกออกมาดูว่าเกิดขึ้นอย่างไร เมื่อไหร่ แล้วทำไมถึงเกิดขึ้น ซึ่ง รมว.พลังงาน และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กำลังหาข้อเท็จจริงเพื่อรายงานตน

ผู้สื่อข่าวถามว่าไม่ต้องการให้ประชาชนแบกภาระตรงนี้ใช่หรือไม่นายกฯ กล่าวว่า ไม่ใช่ไม่อยาก แต่ต้องไม่ให้ประชาชนแบกภาระ เมื่อถามว่า นายพิพัฒน์ บอกว่าถ้าให้กระทรวงคมนาคมไปจ่ายจะแบกรับภาระตรงนี้ไม่ไหว นายกฯ กล่าวว่า เขาต้องตั้งงบประมาณปกติขึ้นมา แต่อย่าเพิ่งไปบอกว่าต้องทำอย่างไรถ้ามันเป็นภาระประชาชนจริง ตอนนี้เรากำลังไปตรวจสอบ ยังไม่รู้ เรื่องนี้ก็เป็นดราม่าอย่างที่ว่า และยังไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริงอย่างไร ถ้าจริงเราต้องไม่ให้ประชาชนรับภาระอย่างแน่นอน

เมื่อถามต่อว่าเป็นข้อสั่งการนายกฯ ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “มันมีเอ๊ะ นิดหนึ่ง แต่อยู่ที่มุมมอง และอยู่ที่ใครจะเคลมยังไง การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บอกว่าเรารับภาระให้เลยนะ ค่าไฟสาธารณะเราแบกหมด ตอนนั้นผมอยู่กระทรวงมหาดไทย ไม่ได้คุมพลังงาน ผมก็แค่ถามว่าแล้วแบกแต่มีกำไรแสดงว่าแบกหรือไม่ แล้วแบกยังไง ทำไมถึงต้องไปแบก ตอนนั้นผมก็ได้แต่ถาม เพราะว่าไม่ได้คุมคมนาคมและพลังงาน แต่วันนี้เข้ามาเป็นหัวหน้ารัฐบาลแล้ว คำถามเดิมที่บอก เอ๊ะของผมมันยาว พอถึงเวลาผมก็เลยมาเอ๊ะว่าอย่างนี้มันเป็นยังไง ก็ไปถามรมว.พลังงาน และให้ไปตรวจสอบกับการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค” นายกฯ กล่าว

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตอนนี้พอรับทราบตรงนี้ ก็ต้องมาดูว่าตรงนี้ ถ้าถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ยอมรับกันมาตั้งแต่ปีมะโว้โน้นแล้ว มันเป็นค่าใช้จ่ายที่เปรียบเสมือนภาระที่การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ต้องรับเอาไว้ อันนี้ก็ว่ากันไป แต่ถ้าบอกว่าตรงนี้ไม่ใช่ เลยมาเพิ่มค่าไฟตรงนี้แล้วคิดกับประชาชน อย่างนี้ตอบได้เลยว่าไม่ได้ ตนต้องแก้ให้แน่นอน

ต่อข้อถามว่าประชาชนจะได้ใช้ไฟถูกลงเมื่อไหร่นายกฯ กล่าวว่า ได้ดำเนินการไปแล้วตั้งแต่เรื่องการลดค่าไฟ 200 ยูนิตแรก ทุกอย่างมาจากการกระทำของเรา ที่คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน และถึงเวลาก็มีคำถามต่อมาเรื่อยๆเราก็ต้องเคลียร์ให้หมดเมื่อถามย้ำว่าสุดท้ายการไฟฟ้าทั้ง 2 แห่งจะต้องเป็นผู้แบกรับเองใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า มันเป็นกระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวาในทางลงบัญชีเขาไม่ได้บอกว่าไปเอาของประชาชนมาคิด และมาจ่าย นี่เป็นค่าใช้จ่ายของเขาที่มีการกำหนดมา

“ผมได้ยินมาคือ 30 ถึง 40 ปีแล้ว เราก็มาดู สมมุติว่าเราบอกว่าต่อไปนี้ไม่ให้การไฟฟ้าฯ จ่ายแล้ว จะให้กรมทางหลวงจ่าย จากนี้เป็นต้นไปกรมทางหลวงจะต้องตั้งงบประมาณขึ้นมา ไม่ใช่บอกว่าเขาไม่มีเงิน มันไม่ใช่ ก็ต้องไปตั้งงบประมาณและต่อไปนี้ต้องมาจ่ายค่าไฟเอง อันนั้นเป็นเรื่องข้างหน้า ขอดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตอนนี้ก่อนว่าเป็นอย่างไร ย้ำว่ารัฐบาลจะไปผลักเรื่องพวกนี้ให้ประชาชนได้อย่างไร” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามอีกว่าตามที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน พูดแสดงว่ายังไม่มีข้อเท็จจริงที่ชัดเจนจะต้องไปตรวจสอบอีกครั้งใช่หรือไม่นายกฯกล่าวว่า “นายเอกนัฏพูด เพราะว่าได้รับน้องเอ๊ะ จากผม”

เมื่อถามว่าจะมีมาตรการเยียวยาประชาชนหรือไม่ที่ต้องจ่ายค่าไฟในส่วนนี้มานาน นายกฯกล่าวว่า เอาเรื่องปัจจุบันก่อน ที่ทำมารัฐบาลนี้ภารกิจไม่มีอะไรนอกจากทำประเทศให้เจริญ ทำเศรษฐกิจให้เจริญ และดูแลประชาชนให้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าถามว่ามีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนก็คิดทุกวัน ทำได้ก็ทำทุกอย่าง เพราะนี่คือภารกิจรัฐบาล

ด้าน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม กล่าวถึงกรณีมีการเก็บเงินค่าไฟส่องทางสาธารณะรวมอยู่ในบิลค่าไฟฟ้าของบ้านเรือนประชาชน ถือเป็นการผลักภาระให้ประชาชน ว่าเรื่องนี้ยอมรับ แต่เหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นในปัจจุบัน และขอบคุณนายกฯ ที่จะพยายามทำทุกวิถีทาง หาวิธีลดค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ตามบ้าน โดยจากการที่เราไปสืบค้นการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ส่วนหนึ่งมาจากทางหลวงชนบทที่เป็นไฟส่องสว่างบนถนน ซึ่งในส่วนนั้น เราเพิ่งรู้ว่ามันแฝงอยู่ในค่าไฟฟ้าผันแปร (FT) โดยนายกฯ มีข้อสั่งการเรื่องนี้แล้ว ให้กระทรวงพลังงานไปหาวิธีการแก้ปัญหา ส่วนกระทรวงคมนาคมเราเคยบอกไปแล้วว่าโคมไฟที่หมดอายุต้องมีการเปลี่ยนไปใช้หลอดไฟฟ้าแอลอีดี เพื่อประหยัดไฟฟ้า 40-50% อีกส่วนหนึ่งหากยังทำอะไรไม่ได้จริงๆ ก็ต้องหารือกับสำนักงบประมาณ ว่าจะทำอย่างไร เพราะสำหรับกระทรวงคมนาคมต้องเรียนตรงไปตรงมาว่าเราไม่มีปัญญาที่จะไปรับผิดชอบ หรือรับค่าใช้จ่ายในส่วนนั้นที่ตกปีละประมาณหมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าเยอะมากพอสมควร

ทั้งนี้ เรื่องไม่ได้เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ แต่เกิดมาหลาย 10 ปีแล้ว ซึ่งนายกฯ ได้สั่งการให้ลงไปรื้อ ว่าจะทำอย่างไรที่จะลดค่าใช้ไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ตามบ้าน

“อะไรที่สร้าง หรือแฝงอยู่ในค่า FT เราต้องหาผู้ที่จะมาเป็นผู้ชำระแทน โดยไม่ต้องไปบวกในค่า FT ของผู้ใช้ตามบ้านเรือน ส่วนการของบประมาณจากหน่วยงานอื่นเป็นแนวทางหนึ่งที่จะไปขอจากสำนักงบประมาณ แต่ก็มีคำถามว่า เงินที่สำนักงบประมาณรวบรวมไปได้ หรือจากกระทรวงการคลังที่เก็บได้ มันเป็นของใคร เป็นเงินจากไหน ผมคิดว่าจะต้องมีคำถามแบบนี้ตามมา ฉะนั้นดีที่สุดเราต้องหาวิธีที่ตัวเองรับผิดชอบตัวเองให้ได้ แต่จะเป็นวิธีการไหนต้องให้กระทรวงพลังงานไปหาวิธีการมา” นายพิพัฒน์ กล่าว

‘เรืองไกร’สบช่องคดีฟอเร็กซ์ ชงยุบปชน. ปมเงินบริจาคของ‘ภาวุธ’

‘เรืองไกร’สบช่องคดีฟอเร็กซ์ ชงยุบปชน. ปมเงินบริจาคของ‘ภาวุธ’

‘เรืองไกร’สบช่องคดีฟอเร็กซ์ ชงยุบปชน. ปมเงินบริจาคของ‘ภาวุธ’

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘เรืองไกร’สบช่องคดีฟอเร็กซ์ ชงยุบปชน. ปมเงินบริจาคของ‘ภาวุธ’ ไหมจี้สส.คนดังแจงให้ชัด

พรรคส้มงานเข้าแล้ว “เรืองไกร”สบช่องบุกร้อง กกต. สอบบัญชีรับเงินบริจาค“ภาวุธ”โยงคดีฟอเร็กซ์หรือไม่ ชี้ถ้าผิดจริงถึงขั้นยุบพรรค ด้าน ‘ศิริกัญญา’ นั่งไม่ติด จี้สส.คนดังรีบเคลียร์ให้ชัดปมเส้นทางเงิน พร้อมตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง ขณะที่‘รุทธพล’ออกโรงโต้ดิสเครดิตทางการเมือง อ้างสื่อเปิดชื่อก่อน ทางดีเอสไอเลยต้องตามน้ำ ส่วน’ไอติม’เมินคำเตือนภูมิใจไทย เดินหน้าที่มาส.ส.ร.เลือกตั้ง100% อ้างหารือศาล รธน.แล้วไม่ขัดคำวินิจฉัย

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภาและอดีตสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เดินทางมายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)และนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอให้ตรวจสอบบัญชีพรรคประชาชนและเงินบริจาคที่เกี่ยวข้องกับ Forexว่ามีการกระทำฝ่าฝืนพรป.พรรคการเมือง มาตรา 90 (3) ประกอบมาตรา 72 หรือไม่ และจะต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป

ร้องกกต.สอบบัญชีปชน.รับเงินฟอเร็กซ์

โดยนายเรืองไกรได้มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับใบเสร็จรับเงินบริจาค การหักค่าธรรมเนียม และความโปร่งใสของแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะเงินที่มาจากบริษัทเพย์โซลูชั่น จำกัด และนายภาวุธพงษ์วิทยภานุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเทรด Forexโดยอยู่ระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)กำลังสอบสวนอยู่

ย้ำถ้าผิดจริงต้องส่งศาลรธน.สั่งยุบพรรค

นายเรืองไกรกล่าวว่าวันนี้ตนมายื่นคำร้องพร้อมพยานหลักฐานกรณีพรรคประชาชนรับเงินบริจาคจากบริษัทเพย์โซลูชั่น จำกัดซึ่งอยู่ในขบวนการเทรด Forexที่ผิดกฎหมายในประเทศไทย เป็นเงินจำนวน 90,000 บาท โดยนายภาวุธ ก่อนที่จะมาเป็น สส.พรรคประชาชน และหลังจากนั้นนายภาวุธเข้ามาเป็น ส.ส.พรรค ก็ยังมีการโอนเงิน อีก 3 ครั้ง จากบริษัทบริษัทเพย์โซลูชั่น จำกัด ที่มีเส้นเงินเกี่ยวข้องกับForexเช่นเดียวกัน จึงมีข้อสงสัยว่าเงินบริจาคจากเพย์โซลูชั่นและนายภาวุธ อาจปนเปื้อนกับเงินที่มาจากการทำธุรกรรมผิดกฎหมาย เป็นเรื่องพรรคประชาชนต้องชี้แจงให้ได้ หากเงินนั้นมาโดยไม่ชอบ ทางกกต.จะต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคต่อไป

กกต.ส่งทีมสอบเส้นทางเงินปชน.

ในวันเดียวกัน มีรายงานว่าคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานสำนักงาน กกต.ได้ส่งทีมสืบสวนสอบสวนลงพื้นที่สอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้อ พร้อมทั้งประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อมูลบัญชีและเส้นทางการเงินต่างๆ ในคำร้องเรื่องการแต่งตั้งผู้ช่วยสส.ที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดของพรรคประชาชน รวมถึงคำร้อง กรณีผู้บริหารพรรคประชาชนและบุคคลผู้มิใช่สมาชิกพรรคได้ร่วมดำเนินกิจการที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับบริษัทสเปกเตอร์ ชี จำกัดซึ่งเป็นสื่อมวลชนและมีการกระทำอันเข้าข่ายลักษณะเอื้อประโยชน์และแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน ซึ่งอาจเข้าข่ายการฝ่าฝืนพ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ.2560 และกรณีพรรคประชาชนเปิดรับสมาชิกทางออนไลน์หรือระบบคอมพิวเตอร์ โดยให้ผู้สมัครกรอกหมายเลข Laser ID (รหัสที่อยู่หลังบัตรประชาชน) และอาจมีการใช้ปฏิบัติการไอโอ โดยให้ Spectre C เป็นผู้ขับเคลื่อนให้ซึ่งอาจเป็นการครอบงำกิจกรรมของพรรค อาจเข้าข่ายการฝ่าฝืน พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 หรือไม่

‘ศิริกัญญา’จี้’ภาวุธ’แจงปมฟอเร็กซ์

ที่อาคารอนาคตใหม่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.)ให้สัมภาษณ์ถึงความเคลื่อนไหวของนายภาวุธพงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน.ที่หายหน้าไปหลายวัน หลังจากมีชื่อตามเส้นทางเงินของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ในคดี Forexแต่ยังไม่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่าคดีนี้มีโอกาสที่จะขยายเป็นคดีอุกฉกรรจ์มากๆตั้งแต่ฟอกเงินไปจนถึงอาชญากรรมข้ามชาติ เราก็รู้สึกถึงความหนักหนาสาหัสที่เกิดขึ้น เข้าใจว่านายภาวุธอาจจะอยากที่จะเตรียมเอกสารเพื่อไปคุยกับดีเอสไอก็เลยยังไม่ปรากฎตัวในช่วงนี้

อยากเรียกร้องให้นายภาวุธได้ออกมาพูดคุยชี้แจงต่อสาธารณะ และชี้แจงข้อเท็จจริงบ้าง เท่าที่ทำได้ ไม่กระทบต่อรูปคดีซึ่งเห็นว่ามีรายละเอียดออกมาอีกเรื่อยๆ

ยันปชน.ไม่นิ่งเฉยตั้งสอบข้อเท็จจริง

น.ส.ศิริกัญญาย้ำทางพรรคประชาชนไม่ได้นิ่งนอนใจ จะมีการตั้งคณะกรรมการเสาะหาข้อเท็จจริงเช่นเดียวกันเมื่อถามว่าถือว่าน่ากังวลหรือไม่เพราะดีเอสไอเตรียมยกระดับเป็นคดีแชร์ลูกโซ่ และดึงมาเป็นคดีพิเศษ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า พรรคประชาชนคงไม่ได้เตรียมอะไร แต่ทางคนที่เป็นผู้ต้องสงสัยเพียงคนเดียวที่มีการเปิดเผยชื่ออย่างนายภาวุธ ก็คงจะมีข้อกังวลว่าเหตุการณ์จะยกระดับไปถึงขั้นนั้นได้ ก็คงต้องมีการเตรียมตัว ซึ่งเราก็มีการให้นายภาวุธได้มีการเตรียมตัวอย่างเต็มที่

รับประเด็นปัญหา‘ภาวุธ’ก็ร้ายแรง

เมื่อถามว่าเมื่อวันที่22มิ.ย.มีการปล่อยคลิปวิดีโอที่นายภาวุธในลักษณะเชิญชวนประชาชนให้มาร่วมเทรด Forexมองเป็นเกมการเมืองใส่ร้ายหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า คิดว่าคงเป็นส่วนหนึ่ง และเราก็คงจะเห็นข้อมูลที่มีการขุดขึ้นมาเรื่อยๆ ต่อจากนี้ไป จริงๆก็อยากให้พิจารณาอย่างสัดส่วน อย่าให้เข้าเกณฑ์ของการเบี่ยงเบนประเด็น ประเด็นปัญหาของนายภาวุธก็ร้ายแรง แต่เป็นความผิดระหว่างเอกชนกับเอกชนที่ต้องหาความจริงแต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่เป็นเงินของแผ่นดิน

อย่าเบี่ยงสนใจสอบการใช้งบฯปี70

“ที่ต้องจับตามองในโครงการต่างๆที่อาจส่อทุจริตและไม่คุ้มค่า หรือการใช้งบประมาณปี 2570 อย่าให้เรื่องที่ไม่เป็นเรื่องมาเบี่ยงเบนประเด็นออกจากเรื่องที่ควรจะสนใจ”น.ส.ศิริกัญญาย้ำ

เมื่อถามว่ามีคนมองว่าเป็นการปิดปากหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เราก็มีการตั้งข้อสงสัยในเรื่องนี้ถึงช่วงเวลาที่เกิดขึ้นและความพร้อมของการแถลง ซึ่งมาในช่วงจังหวะพอดีกับช่วงจังหวะที่มีการประชุมพิจารณาเรื่อง TH-AI Passport ซึ่งข้อมูลหรือข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรก็ต้องรอกระบวนการยุติธรรมสืบเสาะข้อเท็จจริงกันต่อไป แต่มองที่ช่วงจังหวะเวลามากกว่า ที่พอจะเปิด ก็เปิดแต่ชื่อผู้ต้องสงสัย แต่ไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้ต้องหา

บี้ขอให้ดีเอสไอเปิดเผยข้อเท็จจริง

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า ระยะเวลาการให้ข่าวก็ให้ข่าวก่อนการประชุมคณะกรรมาธิการ 2 คณะ ที่ติดตามโครงการ TH-AI Passport ในวันพฤหัสบดี และแถลงข่าวในวันศุกร์ โดยที่ยังบอกไม่ได้ว่าจะตั้งข้อกล่าวหาอะไร ก็เป็นเรื่องที่เราตั้งข้อสงสัยไว้เหมือนกันว่าจะเป็นเกมการเมืองหรือไม่ แต่เราไม่ได้คิดว่าไม่ควรมีการตรวจสอบเรื่องนี้ แต่ดีเอสไอควรเดินหน้าเรื่องนี้ให้มีความกระจ่างชัด ไหนๆ สืบมาได้ถึง 6 เดือนแล้ว ก็ควรมีการเปิดเผยข้อเท็จจริงและข้อกล่าวหา ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับรู้รับทราบ ตอนนี้หลายคนก็มีข้อกังวลใจในกลุ่มคนที่ถูกดีเอสไอเพ่งโทษ

‘รุทธพล’ปัดดิสเครดิตการเมือง

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการเปิดชื่อ นายภาวุธพงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เกี่ยวข้องกับคดี Forexทั้งที่ยังไม่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา จนพรรคประชาชนมองว่าเป็นการดิสเครดิตทางการเมือง ว่า ไม่ใช่ แต่เป็นการดำเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตามห้วงเวลาอยู่แล้ว

นายกฯไม่ตอบอยู่ครบ4ปีย้ำทำให้ดีที่สุด

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าวถึงการประเมินผลงานรัฐมนตรีสัดส่วนพรรคภูมิใจไทยได้แจ้งในที่ประชุมครม.หรือไม่ว่า ไม่ได้บอก มันเป็นสิทธิของตน ถ้าจะทำก็ทำเลย ไม่ได้หมายถึงอะไรทั้งนั้น ความแตกต่างของการเป็นนายกฯก็ตรงนี้แหละ

เมื่อถามว่ามีการตั้งคำถามเมื่อวัดKPIรัฐมนตรีแล้วตัวนายกฯ เองจะวัดอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ตนถึงบอกว่ามันต่างกัน คนที่วัดผลงานตนคือประชาชน ทุกการเลือกตั้ง ไม่ใช่ไม่ถูกวัดซึ่งก็ขึ้นอยู่ที่การเลือกตั้ง ไม่ใช่จะบอกว่า 4 ปี แต่เมื่อไหร่ที่มีการเลือกตั้ง ประชาชนก็มีการวัดKPIตน ไม่ใช่แค่ประชาชนวัดKPI แต่ประชาชนจัดการเลยเมื่อถามว่า นายกฯมั่นใจอยู่ครบ4ปีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า”ก็ทำดีที่สุด”

นายกฯเผยครม.ร่างพ.ร.บ.งบฯ70

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570ว่า มีความพร้อม วันนี้ ครม.ก็ผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณ และมีข้อตกลงที่จะให้มีคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 72คน ทุกอย่างก็ผ่านไปหมดแล้ว เมื่อถามว่าต้องมีการซักซ้อมเตรียมการบ้านข้อใดเป็นพิเศษหรือไม่ เพราะบางโครงการฝ่ายค้านจับจ้องเป็นพิเศษ นายอนุทิน กล่าวว่า”มีแต่ข้อจริง ข้อเท็จไม่มี”

นายกฯกำชับรมต.แจงทุกคำถาม

ขณะที่ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยกล่าวในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570ที่ครม.เห็นชอบแล้ว โดยขอให้คณะรัฐมนตรีทุกคนใช้โอกาสนี้ในการให้ข้อมูลกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเต็มที่ในทุกข้อซักถามรวมถึงอธิบายให้ประชาชนได้รับทราบการเดินหน้าแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และนโยบายที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน

‘พริษฐ์’ย้ำงบ70 ดูคุ้มค่าเล็งเจาะงบสูง

ที่รัฐสภา นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเตรียมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ที่จะพิจารณาตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม ว่า ในการแบ่งเวลาอภิปรายพ.ร.บ.งบประมาณปี 70 นั้น จะมีการพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อแบ่งเวลาระหว่างพรรคร่วมฝ่ายค้านให้เป็นไปตามสัดส่วนของสส.เหมือนทุกครั้ง

เมื่อถามว่า การอภิปรายครั้งนี้จะเข้มข้นเหมือนเดิมหรือไม่และพรรคร่วมฝ่ายค้านจะจับโครงการอะไรเป็นพิเศษหรือไม่เพราะมีการพูดถึงโครงการ TH-AI Passport เฟสสอง นายพริษฐ์ กล่าวว่า การอภิปรายงบรอบนี้ จะคำนึงถึงความคุ้มค่าของงบประมาณ ซึ่งถูกจัดทำจากภาษีของประชาชนว่าถูกใช้เพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนหรือไม่ดังนั้นจะมีการอภิปรายทั้งภาพรวมการจัดสรรงบประมาณแต่ละกระทรวงรวมถึงอาจเจาะจงในบางโครงการที่มีการใช้งบประมาณสูงเป็นพิเศษหรือโครงการที่มีพิรุธด้านความโปร่งใส จากข้อสังเกตที่ตนได้ตั้งถึงโครงการ TH-AI Passport ในเฟส 1 ซึ่งไม่ได้ใช้เงินในงบประมาณ แต่ใช้เงินกองทุน ก็ได้รับคำยืนยันจากทางปลัด ในการประชุมกรรมาธิการติดตามงบประมาณว่าจะมีเฟส2ที่ถูกบรรจุอยู่ในร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 70 ดังนั้นโครงการนี้จึงเป็นหนึ่งในหลายโครงการที่จะเจาะจงในการอภิปราย

เหน็บรัฐบาล‘หนู’พูด100ทำ 10

นายพริษฐ์ยังกล่าวถึงการเตรียมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่ายปี 2569 และร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ว่า ยังไม่เห็นรายละเอียดเพราะคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะสรุปวันนี้ เห็นเพียงตัวเลขการโอนงบประมาณปี 2569 วงเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท ทั้งที่แรกเริ่มรัฐบาลตั้งเป้าที่จะโอนงบ 8 หมื่นล้านบาทและลดลงมาเรื่อยๆ ซึ่งข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลพูด 100 ทำ 10 ไม่เกินจริง

“ผมคิดว่ามันตอกย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่พูด100ทำ 10หากจำได้รัฐบาลได้ประกาศคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตอนต้นเดือนเมษายน รัฐบาลบอกว่าจะพยายามจะประหยัดงบในส่วนที่ไม่จำเป็น เพื่อโอนไปช่วยเหลือประชาชนในการรับมือกับวิกฤตพลังงานที่กระทบต่อปากท้องและค่าครองชีพของประชาชน”นายพริษฐ์กล่าว

‘พริษฐ์’ยันเดินหน้าส.ส.ร.เลือกตั้ง 100%

นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ประธานวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ประเด็นสำคัญเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญตอนนี้คือข้อค้นพบใหม่ที่ได้หารือกับประธานและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่าตกลงแล้วคำวินิจฉัย 18/2568 ไม่ได้เป็นการจำกัดสิทธิ์ในการเสนอให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) จากการเลือกตั้งของประชาชน พรรคประชาชนเองวันนี้ก็จะคุยกันในที่ประชุม สส. และยืนยันว่าเราจะผลักดันร่างที่เสนอให้มี ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% ก็ต้องรอดูท่าทีของพรรคการเมืองอื่นว่าจะมีการทบทวนร่างของตัวเองให้สอดคล้องกับแนวทางนี้หรือไม่

ชี้ผลหารือศาลรธน.ชัด-ไม่ขัดคำวินิจฉัย

เมื่อถามว่ามองความเห็นต่างเรื่องที่มา ส.ส.ร. อาจสร้างความสับสนให้ สว. จนทำให้สุดท้ายจะไม่ผ่านวาระแรกเลยสักร่างหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่มีอะไรที่ไปเพิ่มความสับสน ในมุมกลับกัน ดั้งเดิมคำวินิจฉัยที่ 18/2568 มีความคลุมเครือ พอมีประโยคแถมขึ้นมาว่าสภาไม่สามารถให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรงได้ ตนเห็นว่าเป็นข้อความที่ไม่มีหลักการประชาธิปไตยอ้างอิง ดังนั้น สมาชิกรัฐสภาหลายส่วนอาจมีความสับสนว่าจะตีความประโยคนี้อย่างไร เมื่อได้รับคำอธิบายเพิ่มเติม แม้ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม ก็เห็นว่าเป็นการเพิ่มความชัดเจนว่าการเดินหน้าแบบไหนจะขัดหรือไม่ขัด

“ผมเห็นว่าข้อเสนอที่ให้ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง ตอนนี้ก็ได้รับความชัดเจนแล้วว่าไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หวังว่าจะไม่มีการหยิบยกคำวินิจฉัยดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างในการปัดตกข้อเสนอดังกล่าว ในการรับหลักการร่างนี้ในวาระที่ 1” นายพริษฐ์ กล่าว

ดักคอภท.อย่ารีบปฎิเสธข้อมูลใหม่

เมื่อถามถึง กรณีที่พรรคภูมิใจไทยยังยืนยันที่จะใช้ร่างเดิมนั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า รอดูท่าทีอย่างเป็นทางการจากพรรคภูมิใจไทย แต่ลองจินตนาการดูว่าพรรคภูมิใจไทยเคยสนับสนุนให้มี ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าเป็นคนที่สนับสนุนจริงๆ พอมีข้อมูลใหม่มาปฏิกิริยาที่ควรจะเป็นควรเป็นอย่างไร ถ้าอยากสนับสนุนจริงๆ ก็คงอยากจะมาหารือร่วมกับทุกฝ่ายว่าจะนำข้อมูลใหม่มาประกอบการพิจารณาและเดินหน้าให้ ส.ส.ร. มาจากการเลือกตั้งอย่างไร มากกว่าการรีบมาปฏิเสธข้อมูลใหม่ดังกล่าว

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนจะใช้ร่างที่ ส.ส.ร. มาจัดการเลือกตั้ง 100% ร่างเดียวเลยหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า คงต้องหารือกัน เพราะมี 1 ใน 2 ร่างที่เราเสนอให้ประชาชนเลือกตั้ง ส.ส.ร. 150 คน เมื่อได้แล้วก็จะถูกส่งต่อให้รัฐสภารับรองวันนี้ก็คงจะมีการประชุมกันว่าควรต้องปรับปรุงร่างดังกล่าวหรือไม่ แต่ยึดเป้าหมายหลักว่ายังไงก็ต้องผลักดันร่างที่ให้ ส.ส.ร. มาจากการเลือกตั้ง 100%

จ่อถกวิป3 ฝ่ายหากรอบเวลา

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าหากรอร่างจากภาคประชาชน อาจจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จไม่ทันปี 2572 นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องกรอบเวลาคงต้องหารือกัน แต่เราเอาหลักการเป็นตัวตั้งก่อน เพราะตอนนี้พรรคประชาชนและวิปรัฐบาลก็เห็นตรงกันว่า อยากให้ร่างของภาคประชาชนและพรรคการเมืองถูกเสนอเข้าพร้อมกันในวาระที่ 1 หากเป็นช่วงก่อนปิดสมัยการประชุมก็จะเป็นต้นเดือนกรกฎาคม หากจะรอเปิดสมัยประชุมหน้าก็จะเป็นเดือนสิงหาคม มีความแตกต่างกันประมาณ 6 สัปดาห์ ในภาพรวมอย่างไรเราก็ต้องเดินหน้าในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งต้องมีการหารือกัน

‘อภิสิทธิ์’ยันร่างแก้รธน.ปชป.ไร้ปัญหา

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ประเด็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ถูกพรรคภูมิใจไทยนำมาใช้ว่าไม่สามารถสนับสนุนร่างของพรรคอื่นได้ แต่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน และกองทุน สภาฯซึ่งตนเป็นกมธ.อยู่ด้วยได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประธานศาลรัฐธรรมนูญและมีตุลาการฯอีก2ท่าน ซึ่งได้มีการอธิบาย ปัญหาคือในวันที่ศาลเขียนเรื่องนี้และประชุมกันบอกว่าประชาชนไม่ควรเลือกผู้ร่างซึ่งหมายถึงคนที่เขียนโดยตรง นั่นคือความเห็นที่ปรากฏอยู่

“แต่ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีปัญหา เพราะร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของเราเป็นการหยั่งเสียงผ่านจังหวัดต่างๆ จากประชาชนและนำมาให้รัฐสภาคัดเลือก และยังมีผู้เชี่ยวชาญอีก 20 คนที่มาจาก การคัดสรร ของตุลาการ และฝ่ายวิชาการฉะนั้นในร่างของพรรค ผมมองว่าไม่ได้มีปัญหาตั้งแต่ต้น และในสัปดาห์นี้คิดว่าน่าจะได้ลายเซ็นสนับสนุนร่างฯครบเพื่อจะได้นำเสนอต่อไป”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นารากร ฉะ ดีอี ลอยแพ IT Man 878 คน ‘รมช.แนน’สวนทันควัน จับโยงมั่ว ซัดหยุดเล่นการเมือง

นารากร ฉะ ดีอี ลอยแพ IT Man 878 คน 'รมช.แนน'สวนทันควัน จับโยงมั่ว ซัดหยุดเล่นการเมือง

นารากร ฉะ ดีอี ลอยแพ IT Man 878 คน ‘รมช.แนน’สวนทันควัน จับโยงมั่ว ซัดหยุดเล่นการเมือง

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.27 น.

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 นางสาวนารากร ติยายน อดีตผู้ประกาศข่าวและพิธีกรชื่อดัง ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า  เมื่อ 2 ปีก่อนกระทรวง DE มีการจ้างงานตำแหน่ง “ดิจิทัลอำเภอ” เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนบริการภาครัฐสู่ระดับท้องถิ่น ภายใต้โครงการ 1 อำเภอ 1 ไอทีแมน  โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำการครบ 878 อำเภอทั่วประเทศ ให้บริการประชาชนผ่านศูนย์ดิจิทัลชุมชนกว่า 2,222 แห่ง

ภารกิจหลักคือให้บริการอินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ จัดฝึกอบรมทักษะด้านดิจิทัลแก่ประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งให้คำปรึกษาและช่วยลงทะเบียนระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตน ThaiID  และเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการถ่ายทอดนโยบายและแก้ไขปัญหาเทคโนโลยีในระดับท้องถิ่น

ดิจิทัลอำเภอเหล่านี้เป็นลูกจ้างชั่วคราวของกระทรวง DE รับเงินเดือน เดือนละ 14,500 บาท มากว่า 2 ปีแล้ว  เมื่อปีก่อนผู้บริหารระดับรองปลัดกระทรวงได้เคยให้ความหวังกับเจ้าหน้าที่เหล่านี้ว่า  ปีนี้(2569) พวกเขาจะได้รับการบรรจุเป็นลูกจ้างประจำ  เพื่อทำงานต่อเนื่องในการพัฒนาศักยภาพด้านไอทีแก่ประชาชนในท้องถิ่น

แต่พอโครงการ TH AI Passport เกิดขึ้นก็ทำให้พวกเขาทั้ง 878 คนถูกเลิกจ้างทันที โดยอ้างเหตุผลว่าจะนำงบประมาณไปใช้ในโครงการใหม่นี้

ชณะเดียวกัน น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.)ก็ได้ออกมาตอบโต้ถึงเรื่องนี้ว่า เรียน คุณนารากร จากเนื้อหาที่โพสต์นั้น ขอความกรุณาเถอะค่ะ ช่วยเล่นข้อเท็จจริง หยุดเล่นการเมืองสักนิดนะคะ

ข้อเท็จจริงตำแหน่ง IT Man ที่ได้อ้างถึงนั้น เป็นลูกจ้างโครงการ รับเงินจากบริษัท โดยบริษัทที่ชนะ e-bidding และมีสัญญาเพียงปีเดียว ซึ่งทุกคนที่เซ็นสัญญารับตำแหน่ง ต้องรับทราบเงื่อนไขนี้เป็นอย่างดี แล้วทำไมท่านถึงจับโยง ชี้นำสังคมแบบนี้

นายกฯติดใจ เดินโอท็อปวันที่ 4 แจมเวทีมินิคอนเสิร์ต ร้องเต้นสุดมัน (คลิป)

นายกฯติดใจ เดินโอท็อปวันที่ 4 แจมเวทีมินิคอนเสิร์ต ร้องเต้นสุดมัน (คลิป)

นายกฯติดใจ เดินโอท็อปวันที่ 4 แจมเวทีมินิคอนเสิร์ต ร้องเต้นสุดมัน (คลิป)

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.31 น.

นายกฯติดใจ  เดินโอท็อปวันที่ 4 แจมเวทีมินิคอนเสิร์ต ร้องเต้นสุดมัน

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 23 มิ.ย. 69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เยี่ยมชมงาน OTOP Midyear 2026 ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็คเมืองทองธานี เป็นวันที่ 4 โดยนายกฯได้เดินเยี่ยมชมร้านค้าต่างๆท่ามกลางประชาชนที่เข้ามาขอถ่ายรูปตลอดทาง ก่อนที่นายกฯจะมาเวทีกลางชมการแสดงมินิคอนเสิร์ตของวงเดอะพาเลซ ที่รวมศิลปินยุค 90 อาทิ จี๊ด – สุนทร สุจริตฉันท์ , ปุ๊ – อัญชลี จงคดีกิจ , จิ๊บ – วสุ แสงสิงแก้ว เป็นต้น โดยนายกฯได้เต้นกับประชาชนที่มาร่วมงานอย่างสนุกสนาน และยังได้ขึ้นเวทีร่วมร้องเพลงเพียงกระซิบ ของดิอินโนเซ้นท์ ด้วย

ก่อนเวลา 19.16 น. นายกฯเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อหารือทางโทรศัพท์กับนายมาร์ก คาร์นีย์ (The Right Honourable Mark Carney) นายกรัฐมนตรีแคนาดา ณ ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า

สถ.เคลื่อนไหวแล้ว! ชี้แจงปมโกงข้อสอบท้องถิ่น ยันกระดาษคำตอบ เก็บอยู่ในห้องมั่นคง มีวงจรปิด 24 ชม.

สถ.เคลื่อนไหวแล้ว! ชี้แจงปมโกงข้อสอบท้องถิ่น ยันกระดาษคำตอบ เก็บอยู่ในห้องมั่นคง มีวงจรปิด 24 ชม.

สถ.เคลื่อนไหวแล้ว! ชี้แจงปมโกงข้อสอบท้องถิ่น ยันกระดาษคำตอบ เก็บอยู่ในห้องมั่นคง มีวงจรปิด 24 ชม.

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.03 น.

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย ชี้แจงถึง กรณีข่าวการทุจริตการสอบแข่งขัน 

โดยระบุว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) และกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ได้ร่วมกันแถลงข่าวกรณีเข้าตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่ง ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับ “แก้ไขกระดาษคำตอบ” เพื่อปรับคะแนนให้ตรงกับรายชื่อของผู้ที่ยอมจ่ายเงิน โดยมีผู้ต้องสงสัยคนสำคัญคือ นาย พ. ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณเทศบาลแห่งหนึ่ง จ.เพชรบูรณ์ เป็นผู้จัดเก็บและซุกซ่อนกระดาษคำษคำตอบไว้ที่สถานที่แห่งนี้ โดยเจ้าหน้าที่พบหลักฐานสำคัญที่ใช้ในการกระทำความผิดจำนวนมาก นั้น

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ขอเรียนว่า คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) มีมติให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างการดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 โดยได้จ้างมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ดำเนินการจัดสอบตั้งแต่ต้นจนสิ้นสุดกระบวนการ ตั้งแต่การออกข้อสอบ คัดเลือกข้อสอบ จัดพิมพ์และเตรียมข้อสอบ ขนส่งข้อสอบ จัดหาสถานที่สอบ จัดสอบภาค ก ภาค ข และภาค ค สถานที่เก็บแบบทดสอบ จัดหายานพาหนะ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ใช้ในการสอบ การประมวลผลคะแนนเพื่อประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ และการเก็บรักษาข้อสอบและกระดาษคำตอบ

ซึ่งในทุกขั้นตอนได้มีภาคีเครือข่ายการป้องกัน ต่อต้าน และปราบปรามการทุจริตการสอบแข่งขันฯ ประกอบด้วย

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

สำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ป.ช.)

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.)

กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.)

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.)

คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)
 
โดยภาคีเครือข่าย ทั้ง 7 องค์กร เข้าไปสังเกตการณ์การจัดสอบของมหาวิทยาลัยตั้งแต่เริ่มจนแล้วเสร็จ 

 ปัจจุบันกระดาษคำตอบเก็บอยู่ในห้องมั่นคงที่ทางมหาวิทยาลัย ผู้รับจ้างจัดหาตาม TOR โดยมีการล็อคกุญแจจำนวน 2 ชุด เป็นของมหาวิทยาลัยผู้รับจ้าง และ สถ. อย่างละชุด มีกล้องวงจรปิด 24 ชั่วโมง ดังนั้น ตามกระแสข่าวที่เกิดขึ้น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบขอบของหน่วยงานต่างๆ และหากพบว่าผู้ใดหรือบุคคลใดมีส่วนทำให้เกิดการทจริตไม่ว่าด้วยเหตุใด ต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง และจะดำเนินการให้เป็นไปตามกระบวนการตามกฎหมายต่อไป

นรเศรษฐ์ นำทีม สว. เยี่ยมม็อบค้าน SEC-แลนด์บริดจ์ เตือนรัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบ ก่อนสูญเสียต้นทุนเดิม

นรเศรษฐ์ นำทีม สว. เยี่ยมม็อบค้าน SEC-แลนด์บริดจ์ เตือนรัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบ ก่อนสูญเสียต้นทุนเดิม

นรเศรษฐ์ นำทีม สว. เยี่ยมม็อบค้าน SEC-แลนด์บริดจ์ เตือนรัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบ ก่อนสูญเสียต้นทุนเดิม

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.39 น.

“นรเศรษฐ์” นำทีม สว. เยี่ยมม็อบค้าน SEC-แลนด์บริดจ์ เตือนรัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบก่อนสูญเสียต้นทุนเดิม-ย้ำไม่ได้ขวางความเจริญ แต่ต้องเริ่มจากการมีส่วนร่วม

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.69 ผู้สื่อข่าวรายงานจากถนนพระราม 5 ริมคลองผดุงกรุงเกษมข้างทำเนียบรัฐบาล  สมาชิกวุฒิสภา (สว.) นำโดย นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา และคณะสมาชิกวุฒิสภา ประกอบด้วย นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์, นาย ประภาส ปิ่นตบแต่ง และ นางกัลยา ใหญ่ประสาน และคณะ เดินทางเข้าพบและร่วมพูดคุยกับกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนและผู้ชุมนุมที่เดินทางมาปักหลักชุมนุมเรียกร้องไปยังรัฐบาล ทบทวนการผลักดันร่างกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ ในนาม กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) และ กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC Watch) ร่วมกับกลุ่ม Beach for Life และภาคประชาชนจากพื้นที่ภาคใต้ เพื่อรับฟังข้อร้องเรียนและสะท้อนเสียงของคนในพื้นที่ 

นายนรเศรษฐ์ ระบุว่า ทางคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ได้มีการอภิปรายและศึกษาประเด็นเรื่อง SEC และแลนด์บริดจ์อย่างละเอียดถี่ถ้วนมาโดยตลอด พื้นที่ภาคใต้มีต้นทุนที่สมบูรณ์อยู่แล้ว ทั้งทรัพยากรทางทะเล ธรรมชาติ สัตว์น้ำ และพื้นที่เกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ การพัฒนาที่ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียสิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลจำเป็นต้องคิดทบทวนให้ดี มีตัวอย่างผลกระทบจากโครงการ EEC เช่น กรณีพี่น้องจากจังหวัดปราจีนบุรีที่มาร่วมร้องเรียน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการถอดบทเรียนความผิดพลาดอย่างชัดเจน แต่รัฐบาลกลับกำลังจะเดินหน้าสร้าง SEC ต่อทันที

นายนรเศรษฐ์ ยืนยันว่าไม่ได้ต่อต้านการพัฒนาเศรษฐกิจหรือเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ แต่การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากการให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม และต้องมีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบที่รอบคอบ

“เราไม่ได้ต่อต้านการพัฒนา แต่การพัฒนาควรจะต้องเริ่มจากการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ และต่อยอดจากต้นทุนเดิมที่เรามีอยู่” นายนรเศรษฐ กล่าว

นายนรเศรษฐ ระบุว่า ทางคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ จะนำข้อเรียกร้องและเอกสารทั้งหมดที่ได้รับจากกลุ่มผู้ชุมนุมในวันนี้ เข้าสู่กลไกของกรรมาธิการและกลไกของสภา เพื่อพิจารณาและติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด พร้อมแสดงความเห็นใจต่อพี่น้องประชาชนที่ต้องเดินทางมาไกลเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ในครั้งนี้

พิมพ์ภัทรา ซัด อดีต สส.เมืองคอน จ้อการเมืองไม่หยุด ย้อนถามคืนเงินเลือกตั้ง 60 ล้านหรือยัง

พิมพ์ภัทรา ซัด  อดีต สส.เมืองคอน จ้อการเมืองไม่หยุด ย้อนถามคืนเงินเลือกตั้ง 60 ล้านหรือยัง

พิมพ์ภัทรา ซัด อดีต สส.เมืองคอน จ้อการเมืองไม่หยุด ย้อนถามคืนเงินเลือกตั้ง 60 ล้านหรือยัง

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.36 น.

‘พิมพ์ภัทรา’ ออกโรงซัด ‘นักวิจารณ์การเมืองคนดังเมืองคอน’ จ้อไม่หยุด เหน็บ ‘ล้างเท้าก่อนขึ้นเทศน์’ ย้อนดูอดีตก่อนกล่าวร้ายผู้อื่น

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อขาวรายงานว่า ภายหลังจากมีการวิพากษ์วิจารย์อย่างต่อเนื่องจากอดีต สส.นครศรีธรรมราช รายหนึ่งซึ่งปัจจุบันอยู่ในสถานะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจากการต้องโทษในคดีทุจริตเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมกันกับน้องชาย หลังจากพ้นโทษจากเรือนจำได้หันมาเป็นนักวิพากษ์การเมืองในหลายช่องทาง กลายเป็นประเด็นหลายครั้งที่สำคัญแต่ละครั้งเป็นการกล่าวหาสนุกปาก อย่างที่ไม่เคยหาข้อเท็จจริงดำเนินการใดๆได้  

ล่าสุดน.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า มีการสอบถามจากเพื่อนนักการเมืองรุ่นใหม่เข้ามาหลายคน ถึงการหันมาวิพากษ์การเมืองโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่กลายเป็นเป้าอย่างสนุกปากของอดีตนักการเมืองรายนี้ เขามีปมอะไรหรือไม่ ซึ่งในฐานะที่เป็น สส.นครศรีธรรมราช ยังให้เกียรติท่านเสมอ แต่บางเรื่องนั้นเป็นสิ่งที่เกินเลยไปต้องรับผิดชอบส่วนตัวไป

“ต้องยกประโยคหนึ่งซึ่งถูกพูดถึงอย่างมากเมื่อ 2-3 วันก่อนของนายกรัฐมนตรี คือ “ก่อนขึ้นเทศน์ต้องล้างเท้าตัวเองให้สะอาดก่อน” การกล่าวหาให้ร้ายไปทั่วเป็นเรื่องที่ไม่สอดรับกับความอาวุโสคร่ำหวอด ยังเป็นแบบเก่าๆคือเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น การถูกจำคุกในคดีทุจริตเลือกตั้งนากยกอบจ. การชำระค่าเลือกตั้งคืนกว่า 60 ล้านไม่ทราบว่าคืนให้ กกต.หรือยัง คนไทยลืมง่าย ก่อนที่จะเทศน์คนอื่นคิดว่าตัวเองต้องสะอาดมาก่อน นี่คือสิ่งที่ควรคิดเป็นลำดับแรก” น.ส.พิมพ์ภัทรา กล่าว

น.ส.พิมพ์ภัทรา กล่าวด้วยว่า ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว การเดินหน้าทำงานการเมือง ควรจะพัฒนาไปมากกว่านี้ จ้องกล่าวร้ายกัน หรือใช้วาทกรรมการเมืองมาเล่นงานผู้ที่อยู่ในขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้ามควรยุติไปได้แล้ว เป็นวิธีการที่ล้าหลัง ยุคสมัยกำลังกลืนกินให้ผู้ที่ใช้วิธีการแบบนี้ค่อยๆหายไป บางคนที่มาพูดคุยสอบถามใช้คำว่ารำคาญและน่าเบื่อ แต่ส่วนตัวคงไม่ใช้คำแรงถึงขนาดนั้น

โปรดเกล้าฯพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ ชั้น 1 พล.อ.อ.สถิตพงษ์ – ชั้น 2 ‘จักรภพ-ท่านผู้หญิงบุตรี’

โปรดเกล้าฯพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ ชั้น 1 พล.อ.อ.สถิตพงษ์ - ชั้น 2 'จักรภพ-ท่านผู้หญิงบุตรี'

โปรดเกล้าฯพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ ชั้น 1 พล.อ.อ.สถิตพงษ์ – ชั้น 2 ‘จักรภพ-ท่านผู้หญิงบุตรี’

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.25 น.

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เว็บไซจ์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ ความว่า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ จำนวน 6 ราย ดังนี้

เหรียญรัตนาภรณ์ ชั้นที่ 1

พล.อ.อ.สถิตพงษ์ สุขวิมล

เหรียญรัตนาภรณ์ ชั้น 2

พ.ท.สมชาย กาญจนมณี

พ.ต.อ.ธรรมนิธิ วนิชย์ถนม

พล.อ.อ.อำนาจ จีระมณีมัย

พล.อ.จักรภพ ภูริเดช

ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ

ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 23 มิถุนายน 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่  23 มิถุนายน 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 23 มิถุนายน 2569

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.50 น.

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1  ทำเนียบรัฐบาล
ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้

กฎหมาย

1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติโรงแรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การแจ้งการเข้าพักอาศัยของคนต่างด้าว)

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติโรงแรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การแจ้งการเข้าพักอาศัยของคนต่างด้าว) จำนวน 2 ฉบับ ที่ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

                สคก. เสนอว่า

                1. โดยที่ปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจและสังคมได้เปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี และโดยที่มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้าเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน

                2. คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย มีหนังสือแจ้ง สคก. เพื่อแจ้งข้อร้องเรียนปัญหาอุปสรรคในการประกอบธุรกิจและมีข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกฎหมายเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศและลดภาระค่าใช้จ่ายและต้นทุนของภาคเอกชน โดยเสนอให้ทบทวนและปรับปรุงกฎหมายและกระบวนงานเกี่ยวกับการอนุญาตและการแจ้งเรื่องต่าง ๆ เพื่อลดอุปสรรคขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ลดภาระในการประกอบอาชีพและ
การดำรงชีวิตของประชาชน

                3. คณะกรรมการพัฒนากฎหมายได้พิจารณาปัญหาและข้อเสนอของภาคเอกชนดังกล่าว เห็นว่า ปัญหาของภาคเอกชนที่ร้องเรียนมานั้นเกิดจากหลักการของกฎหมายหลายฉบับมีความล้าสมัย ไม่เหมาะสมหรือสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน มีการกำหนดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น สร้างภาระและต้นทุนเกินสมควรเมื่อเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่สังคมหรือทางราชการจะพึงได้รับ ทั้งยังเป็นอุปสรรคในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักทางหนึ่งของประเทศ จึงมีมติให้เสนอแนวทางปรับปรุงหลักการของกฎหมายและแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามข้อร้องเรียนปัญหาของภาคเอกชนให้สอดคล้องกับหลักการพัฒนากฎหมายให้ดีขึ้น (Better Regulation) ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งมีหลักการเกี่ยวกับการปรับปรุงมาตรการการกำกับดูแลคนเข้าเมืองและการทำงานของคนต่างด้าว และการปรับปรุงมาตรการการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวด้วย

                4. คณะกรรมการพัฒนากฎหมายจึงได้จัดทำร่างพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติโรงแรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การแจ้งการเข้าพักอาศัยของคนต่างด้าวตามพระราชบัญญัติดังกล่าวให้สอดคล้องกัน เพื่อลดภาระและอุปสรรคที่ไม่จำเป็นแก่ประชาชน ให้กฎหมายมีความทันสมัยสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน อันเป็นการสอดคล้องกับมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมีมติให้ สคก. เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวพร้อมกันต่อไป สคก. จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติโรงแรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. รวม 2 ฉบับมาเพื่อดำเนินการ ดังนี้

                        4.1 ร่างพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 โดยแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการแจ้งการพักอาศัยของคนต่างด้าว และกำหนดจำนวนคนต่างด้าวซึ่งจะมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร เพื่อลดภาระและอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งแก้ไขโทษอาญา (โทษปรับ) เป็นโทษปรับทางพินัย เพื่อให้เป็นไปตามหลักการตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
โดยสรุปได้ ดังนี้

พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522ร่างพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง (ฉบับที่ ..)ฯ
1. แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยาม เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างการบังคับบัญชาของ ตร. ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาโอนกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ไปจัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2541 พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 และพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 (ร่างมาตรา 3)
• “อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมตำรวจ (มาตรา 4) • ยกเลิกบทนิยามคำว่า “อธิบดี” (ร่างมาตรา 3)(เนื่องจากอธิบดีกรมตำรวจปัจจุบันคือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงต้องยกเลิกบทนิยามดังกล่าว)• แก้ไขคำว่า “อธิบดี” เป็น “ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ”• แก้ไขคำว่า “กองตรวจคนเข้าเมือง” เป็น “สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง” (สตม.) (ร่างมาตรา 4)
2. การห้ามประกอบอาชีพของคนต่างด้าวและแจ้งการเข้าพักอาศัยของคนต่างด้าว (ร่างมาตรา 5 ยกเลิกมาตรา 37)   2.1 ยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามประกอบอาชีพของคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ตามมาตรา 37 (1) เนื่องจากการประกอบอาชีพของคนต่างด้าวมีกำหนดไว้แล้วในพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 [ร่างมาตรา 5 ยกเลิกมาตรา 37 (1)]   2.2 แก้ไขเพิ่มเติมการแจ้งการพักอาศัยของคนต่างด้าว– ยกเลิกหน้าที่ที่คนต่างด้าวต้องแจ้งการเข้าพักอาศัยต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อมิให้ซ้ำซ้อนกับการแจ้งของ
เจ้าบ้าน เจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถาน
 ที่ต้องแจ้งการเข้าพักอาศัยของคนต่างด้าวเช่นเดียวกันตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง หรือการแจ้งเข้าพักอาศัยของคนต่างด้าวโดยผู้จัดการโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและกฎหมายว่าด้วยโรงแรม ภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่คนต่างด้าวเข้าพักอาศัยตามมาตรา 37 (2) [ร่างมาตรา 5 ยกเลิกมาตรา 37 (2)]- ยกเลิกการแจ้งย้ายที่พักอาศัยหรือเปลี่ยนที่พักอาศัยภายใน 24 ชั่วโมงและกรณีการเดินทางไปอยู่ต่างจังหวัดเกิน 24 ชั่วโมง ตามมาตรา 37 (3) และ (4) เนื่องจากได้มีการออกระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการแจ้งการเปลี่ยนที่พักอาศัย การย้ายที่พักอาศัย การเดินทางไปอยู่ต่างจังหวัดเกิน 2 ชั่วโมง และการอยู่ในราชอาณาจักรเกิน 90 วันของคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ลงวันที่ 14 มกราคม 2563 ยกเว้นการปฏิบัติดังกล่าวแล้วไว้ในข้อ 6 (ปัจจุบันไม่ได้มีการแจ้งอยู่แล้ว) [ร่างมาตรา 5 ยกเลิกมาตรา 37 (3) และ (4)] ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องระบุเรื่องดังกล่าวไว้ในพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองฯ อีก  2.3 การแก้ไขเพิ่มเติมการแจ้งที่พักอาศัยกรณีอยู่เกิน 90 วัน เห็นว่า เป็นกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อย หรือสวัสดิภาพของประชาชน และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่คนต่างด้าว จึงได้กำหนดให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้พิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาการแจ้งที่พักอาศัยของคนต่างด้าวในกรณีดังกล่าวได้ตามความจำเป็น [ร่างมาตรา 5 ยกเลิกมาตรา 37 (5)]
• มาตรา 37 คนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้ (1) ไม่ประกอบอาชีพหรือรับจ้างทำงาน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ (2) พักอาศัย ณ ที่ที่ได้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุผลสมควรไม่สามารถพักอาศัย ณ ที่ที่ได้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้แจ้งการเปลี่ยนที่พักอาศัยต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่เข้าพักอาศัย(3) แจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ณ สถานีตำรวจห้องที่ที่คนต่างด้าวผู้นั้นพักอาศัยภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ย้ายไป ในกรณีเปลี่ยนที่พักอาศัย และถ้าที่พักอาศัยใหม่อยู่ต่างท้องที่กับสถานีตำรวจท้องที่เดิม คนต่างด้าวผู้นั้นต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ณ สถานีตำรวจท้องที่ที่ไปพักอาศัยใหม่ภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ไปถึงด้วย(4) ถ้าเดินทางไปจังหวัดใดและอยู่ในจังหวัดนั้นเกิน 24 ชั่วโมง ให้คนต่างด้าวผู้นั้นแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ณ สถานีตำรวจห้องที่ภายใน 48 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ไปถึง(5) ถ้าอยู่ในราชอาณาจักรเกิน 90 วัน คนต่างด้าว ผู้นั้นต้องมีหนังสือแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ณ กองตรวจคนเข้าเมืองทราบถึงที่พักอาศัยของตุนโดยมิชักช้าเมื่อครบระยะ 90 วัน และต่อไปให้กระทำเช่นเดียวกัน ทุกระยะ90 วัน ถ้าท้องที่ใดมีที่ทำการตรวจคนเข้าเมืองตั้งอยู่จะแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ที่ทำการตรวจคนเข้าเมืองแห่งนั้นก็ได้    ความใน (3) และ (6) จะมีให้ใช้บังคับแก่กรณีใดตามมาตรา 34 โดยเงื่อนไขอย่างใด ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกำหนด    การแจ้งตามมาตรานี้ คนต่างด้าวอาจไปแจ้งด้วยตนเองหรือมีหนังสือแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ได้ ทั้งนี้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด• มาตรา 37 ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อย หรือสวัสดิภาพของประชาชน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอาจกำหนดให้คนต่างด้าวซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรเกิน 90 วันต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สตม. ทราบถึงที่พักอาศัยของตน ทั้งนี้ ตามวิธีการและระยะเวลาที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด (ร่างมาตรา 5)
3. แก้ไขเพิ่มเติมการแจ้งการเข้าพักอาศัยของคนต่างด้าว เนื่องจากปัจจุบันการแจ้งการเข้าพักอาศัยของคนต่างด้าวโดยผู้จัดการโรงแรม ผู้จัดการโรงแรมต้องแจ้งตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและกฎหมายว่าด้วยโรงแรม ดังนั้น เพื่ออำนวยความสะดวกและลดความซ้ำซ้อนของการดำเนินการให้กับผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม จึงได้กำหนดให้การแจ้งเข้าพักอาศัยดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรมเพียงฉบับเดียว (ร่างมาตรา 6 ยกเลิกมาตรา 38)
• มาตรา 38 เจ้าบ้าน เจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถานหรือผู้จัดการโรงแรมซึ่งรับคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเข้าพักอาศัยจะต้องแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ที่ทำการตรวจคนเข้าเมืองซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่ที่บ้าน เคหสถาน หรือโรงแรมนั้นตั้งอยู่ภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่คนต่างด้าวเข้าพักอาศัย ถ้าท้องที่ใดไม่มีที่ทำการตรวจคนเข้าเมืองตั้งอยู่ให้แจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ณ สถานีตำรวจท้องที่นั้นในกรณีที่บ้าน เคหสถาน หรือโรงแรมที่คนต่างด้าวเข้าพักอาศัยตามวรรคหนึ่งตั้งอยู่ในเขตห้องที่กรุงเทพมหานคร ให้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ กองตรวจคนเข้าเมืองการแจ้งตามวรรคหนึ่งและวรรคสองให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดมาตรา 38 เจ้าบ้าน เจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถานหรือผู้จัดการโรงแรมซึ่งรับคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเข้าพักอาศัยให้แจ้งการเข้าพักอาศัยของคนต่างด้าว ดังต่อไปนี้ (1) กรณีที่คนต่างด้าวเข้าพักอาศัยในบ้านหรือเคหสถานให้เจ้าบ้าน หรือเจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถาน ซึ่งรับคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเข้าพักอาศัย แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่คนต่างด้าวเข้าพักอาศัย (คงเติม)(2) กรณีที่คนต่างด้าวเข้าพักอาศัยในโรงแรมให้ผู้จัดการโรงแรมแจ้งการเข้าพักอาศัยตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม (ปรับปรุง)การแจ้งตาม (1) ให้เป็นไปตามระเบียบที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด โดยการแจ้งทางอิเล็กทรอนิกส์ให้กระทำได้ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ (เพิ่มเติม) (ร่างมาตรา 6)
4. แก้ไขการกำหนดจำนวนคนต่างด้าวหรือคนไร้สัญชาติซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรเป็นรายปี โดยให้สามารถพิจารณากำหนดจำนวนที่เหมาะสมได้เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของประเทศ (เดิมที่กำหนดจำนวนคนต่างด้าว ซึ่งจะมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรเป็นรายปีได้ไม่เกินประเทศละ 100 คนต่อปี และสำหรับคนไร้สัญชาติไม่เกิน 50 คนต่อปี เป็นไม่ระบุจำนวนในแต่ละปี) (ร่างมาตรา 7 ยกเลิกมาตรา 40)
• มาตรา 40 ภายใต้บังคับมาตรา 42 มาตรา 43 และมาตรา 51 ให้รัฐมนตรีโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดจำนวนคนต่างด้าวซึ่งจะมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรเป็นรายปี แต่มิให้เกินประเทศละ 100 คนต่อปี และสำหรับคนไร้สัญชาติมิให้เกิน 50 คนต่อปีฯลฯมาตรา 40 ภายใต้บังคับมาตรา 42 มาตรา 53 และมาตรา51 ให้รัฐมนตรีโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจออกประกาศกำหนดจำนวนคนต่างด้าวหรือคนไร้สัญชาติ ซึ่งจะมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรเป็นรายปีโดยคำนึ่งถึงการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หลักถ้อยทีถ้อยประติบัติ และความมั่นคงปลอดภัยของประเทศเป็นสำคัญ(ร่างมาตรา 7)
5. แก้ไขเพิ่มเติมการกำหนดความผิดและบทกำหนดโทษ เพื่อให้สอดคล้องกับการกำหนดเรื่องการแจ้งที่พักอาศัยของคนต่างด้าวตามร่างมาตรา 5 หรือมาตรา 6 แล้วแต่กรณี และได้แก้ไขโทษอาญา (โทษปรับ) เป็นโทษปรับทางพินัย เพื่อให้เป็นไปตามหลักการตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ให้กำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง (ร่างมาตรา 9 ยกเลิกมาตรา 76 และมาตรา 77) รวมทั้งยกเลิกการกำหนดห้ามคนต่างด้าวประกอบอาชีพหรือรับจ้างทำงานตามที่เคยกำหนดไว้ในมาตรา 37 (1) (ร่างมาตรา 8 ยกเลิกมาตรา75)
• มาตรา 76 คนต่างด้าวผู้ใดไม้ปฏิบัติตามมาตรา 37 (2) (3) (4) หรือ (5) ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาทและปรับอีกไม่เกินวันละ200 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง• มาตรา 77 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 38 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท แต่ถ้าผู้นั้นเป็นผู้จัดการโรงแรม ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 10,000 บาท• มาตรา 76 คนต่างด้าวผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 39 (แจ้งที่พักอาศัยกรณีอยู่เกิน 90 วัน) มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัย ไม่เกิน 5,000 บาท และชำระค่าปรับเป็นพินัยอีกไม่เกินวันละ 200 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง (ร่างมาตรา 9)• มาตรา 77 เจ้าบ้าน หรือเจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถานผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 38 (1) (แจ้งที่พักอาศัยในบ้านหรือเคหสถาน ซึ่งคนต่างด้าวเข้าพักอาศัย) มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 2,000 บาท (ร่างมาตรา 9)
• มาตรา 75 คนต่างด้าวผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 37 (1)ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ• ร่างมาตรา 8 ให้ยกเลิกมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 เนื่องจากยกเลิกการกำหนดห้ามคนต่างด้าวประกอบอาชีพหรือรับจ้างทำงานตามที่เคยกำหนดไว้ในมาตรา 37 (1) แล้ว จึงต้องยกเลิกมาตรา 75 ซึ่งเป็นบทกำหนดโทษสำหรับกรณีดังกล่าวด้วย
6. เพิ่มบทเฉพาะกาล เพื่อให้การดำเนินการเกี่ยวกับการเข้าพักอาศัย การเปลี่ยนที่พักอาศัย และการกำหนดจำนวนคนต่างด้าวซึ่งจะมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร ที่ได้ดำเนินการอยู่ก่อนตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเพื่อความต่อเนื่องในการดำเนินการตามกฎหมาย (ร่างมาตรา 10)
-ไม่มี-• บรรดาระเบียบและประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 เฉพาะที่เกี่ยวกับการเข้าพักอาศัย ณ ที่ที่ได้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การเปลี่ยนที่พักอาศัยและการกำหนดจำนวนคนต่างด้าวซึ่งจะมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเพียงเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะมีระเบียบหรือประกาศตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
7. ผู้รักษาการ โดยกำหนดรัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองฯ เนื่องจากวงพระราชบัญญัตินี้มีบทเฉพาะกาล จึงจำเป็นต้องมีผู้รับผิดชอบกำกับดูแลการบังคับใช้และการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย (ร่างมาตรา 11)
• ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่และออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียม กับค่าทำการและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ไม่เกินอัตราตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ และกำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้• ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาการตามพระราชบัญญัติ 

                2. ร่างพระราชบัญญัติโรงแรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มีสาระสำคัญ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 โดยแก้ไขเพิ่มเติมให้ผู้จัดการโรงแรมบันทึกรายการเกี่ยวกับผู้พักโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ และให้ส่งข้อมูลทะเบียนผู้พักให้นายทะเบียนโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ และให้ส่งข้อมูลเฉพาะกรณีผู้พักที่เป็นคนต่างด้าวแก่ สตม. กับให้นายทะเบียนและกรมการปกครองมีหน้าที่จัดเก็บ รวบรวม และเปิดเผยข้อมูลทะเบียนผู้พัก ที่ได้รับจากโรงแรม นอกจากนั้น ได้แก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษปรับทางปกครองให้เป็นมาตรการปรับเป็นพินัย โดยสรุปได้ ดังนี้

พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2548พระราชบัญญัติโรงแรม (ฉบับที่ ..)ฯ
1. เพิ่มเติมบทนิยาม เพื่อให้สอดคล้องกับบทนิยามตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง (ร่างมาตรา 3)
• “ผู้พัก” หมายความว่า คนเดินทางหรือบุคคลอื่นใด ที่ใช้บริการที่พักชั่วคราวของโรงแรม• “ใบอนุญาต” หมายความว่า ใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม (มาตรา 4)ฯลฯ• เพิ่มบทนิยามคำว่า “คนต่างด้าว” หมายความว่าคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง (ร่างมาตรา 3)
2. แก้ไขเพิ่มเติมหน้าที่ของผู้จัดการโรงแรม ดังนี้2.1 ให้ผู้จัดการโรงแรมบันทึกรายการเกี่ยวกับผู้พักโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ และลดภาระให้เหลือเพียงเท่าที่จำเป็น [กำหนดให้บันทึกเฉพาะในทะเบียนผู้พัก (ร.ร. 4) โดยตัดกรณีบัตรทะเบียนผู้พัก (ร.ร.3) และหน้าที่ในเก็บรักษาเอกสารดังกล่าวออก] (ร่างมาตรา 4 ยกเลิกมาตรา 35)2.2 ให้ผู้จัดการโรงแรมส่งข้อมูลทะเบียนผู้พักในแต่ละวันให้นายทะเบียนทุก 24 ชั่วโมงโดยวิธีการทาง อิเล็กทรอนิกส์ และให้นายทะเบียน (อธิบดีกรมการปกครองในเขตกรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตจังหวัดอื่น ๆ) มีหน้าที่ส่งข้อมูลเฉพาะที่เกี่ยวกับผู้พักซึ่งเป็นคนต่างด้าวให้ สตม. และเพิ่มเติมหน้าที่ของนายทะเบียนและกรมการปกครองในการจัดเก็บ รวบรวม และเปิดเผยข้อมูลทะเบียนผู้พักที่ได้รับจากโรงแรมสำหรับกรณีที่มีหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายเกี่ยวข้องร้องขอข้อมูลในทะเบียนผู้พักต่อนายทะเบียนหรือกรมการปกครอง โดยชี้แจงวัตถุประสงค์และเหตุผลความจำเป็นในการนำไปใช้ประโยชน์แก่ราชการ ตามหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานนั้น (ร่างมาตรา 4 ยกเลิกมาตรา 36)2.3 เพิ่มเติมให้กรมการปกครองจัดให้มีวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการบันทึกข้อมูลทะเบียนผู้พัก(ร่างมาตรา 9)2.4 ยกเลิกหน้าที่ของผู้จัดการโรงแรมที่ต้องดำเนินการขอคัดลอกสำเนาทะเบียนผู้พักจากนายทะเบียนมาเก็บรักษาไว้แทนในกรณีที่ทะเบียนผู้พักที่เก็บรักษาไว้ในโรงแรมสูญหายหรือถูกทำลายตามมาตรา 37เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบของการบันทึกรายการเกี่ยวกับผู้พักโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์และการตัดหน้าที่ในการเก็บรักษาบัตรทะเบียนผู้พักออก (ร่างมาตรา 5 ยกเลิกมาตรา 37 )
• มาตรา 35 ผู้จัดการต้องจัดให้มีการบันทึกรายการต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้พักและจำนวนผู้พักในแต่ละห้องลงในบัตรทะเบียน ผู้พักในทันทีที่มีการเข้าพัก โดยให้ผู้พักคนใดคนหนึ่งเป็น ผู้ลงลายมือชื่อในบัตรทะเบียนผู้พัก หากผู้พักมีอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์และเข้าพักตามลำพัง ให้ผู้จัดการหรือผู้แทนลงลายมือชื่อกำกับไว้ด้วย และนำไปบันทึกลงในทะเบียนผู้พักให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากมีการลงทะเบียนเข้าพัก  ถ้ารายการซึ่งจะต้องบันทึกลงในทะเบียนผู้พักตาม วรรคหนึ่งซ้ำกับรายการวันก่อนให้บันทึกรายการดังกล่าว ว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง  การบันทึกรายการต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้เข้าพักลงในบัตรทะเบียน ผู้พักและทะเบียนผู้พักต้องบันทึกทุกรายการให้ครบถ้วน ห้ามมิให้ปล่อยช่องว่างไว้โดยไม่มีเหตุผลสมควร ผู้จัดการต้องเก็บรักษาบัตรทะเบียนผู้พักและทะเบียนผู้พักไว้เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี และต้องให้อยู่ในสภาพที่ตรวจสอบได้  บัตรทะเบียนผู้พักและทะเบียนผู้พัก ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด• มาตรา 36 ผู้จัดการต้องส่งสำเนาทะเบียนผู้พักในแต่ละวันไปให้นายทะเบียนทุกสัปดาห์แล้วให้นายทะเบียนทำใบรับมอบให้ไว้เป็นสำคัญหากโรงแรมใดอยู่ห่างไกลหรือไม่สามารถส่งได้ตามกำหนดดังกล่าว ให้นายทะเบียน พิจารณากำหนดระยะเวลาส่งสำเนาดังกล่าวแล้วแจ้งให้ผู้จัดการทราบ• มาตรา 35 ผู้จัดการต้องจัดให้มีการบันทึกรายการต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้พักทุกคนและจำนวนผู้พักในแต่ละห้องลงในทะเบียนผู้พักในทันทีที่มีการเข้าพัก     ถ้ารายการซึ่งจะต้องบันทึกลงในทะเบียนผู้พักตามวรรคหนึ่ง ซ้ำกับรายการวันก่อน ให้บันทึกรายการดังกล่าวว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง     การบันทึกรายการต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้พักลงในทะเบียนผู้พัก ต้องบันทึกทุกรายการให้ครบถ้วน ห้ามมิให้ปล่อยช่องว่างไว้โดยไม่มีเหตุผลสมควร     ทะเบียนผู้พัก ให้ทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์และ มีข้อความตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ทั้งนี้ โดยให้ คำนึ่งถึงการจำแนกกลุ่มผู้พักซึ่งเป็นคนต่างด้าวเพื่อส่งข้อมูล ให้แก่ สตม. ตามมาตรา 36 ด้วย(ร่างมาตรา 4)   • มาตรา 36 ผู้จัดการต้องส่งข้อมูลทะเบียนผู้พักในแต่ละวันให้นายทะเบียนทุก 24 ชั่วโมงโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์และให้นายทะเบียนส่งข้อมูลของผู้พักซึ่งเป็นคนต่างด้าวในแต่ละวันให้ สตม. ทั้งนี้ กำหนดระยะเวลาการส่งต่อข้อมูลดังกล่าวให้เป็นไปตามที่กรมการปกครองและ สตม. ตกลงร่วมกัน     ให้นายทะเบียนจัดเก็บข้อมูลทะเบียนผู้พักที่ได้รับจากโรงแรมในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบและสามารถสืบค้นได้โดยง่าย รวมทั้งจัดส่งไปรวบรวมและจัดเก็บที่กรมการปกครองอย่างน้อยทุกสัปดาห์    ในกรณีที่มีหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ร้องขอข้อมูลในทะเบียนผู้พักต่อนายทะเบียนหรือกรมการปกครอง โดยชี้แจงวัตถุประสงค์และเหตุผลความจำเป็นในการนำไปใช้ประโยชน์แก่ราชการตามหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานนั้นหากนายทะเบียนหรือกรมการปกครองพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเหตุผลตามที่ร้องขอให้นายทะเบียนหรือกรมการปกครองจัดส่งข้อมูลให้หน่วยงานนั้นโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้(ร่างมาตรา 4)
– ไม่มี –• ร่างมาตรา 9 ให้กรมการปกครองจัดให้มีวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการบันทึกข้อมูลทะเบียนผู้พัก ตามมาตรา 35 และการจัดส่งข้อมูลตามมาตรา36แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม           พ.ศ. 2547 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
• มาตรา 37 ในกรณีที่ทะเบียนผู้พักที่เก็บรักษาไว้ในโรงแรมสูญหายหรือถูกทำลาย ผู้จัดการต้องดำเนินการขอคัดลอกสำเนาทะเบียนผู้พักนั้นจากนายทะเบียนมาเก็บ• ให้ยกเลิกมาตรา 7 (ร่างมาตรา 5)(ยกเลิกหน้าที่ของผู้จัดการโรงแรมที่ต้องดำเนินการขอคัดลอกสำเนาทะเบียนผู้พักจากนายทะเบียนมาเก็บรักษาไว้แทนในกรณีที่ทะเบียนผู้พักที่เก็บรักษาไว้ในโรงแรมสูญหายหรือถูกทำลายตามมาตรา 37เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบของการบันทึกรายการเกี่ยวกับผู้พักโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์และการตัดหน้าที่ในการเก็บรักษาบัตรทะเบียนผู้พักออก)
3. แก้ไขชื่อส่วนที่ 2 โทษปรับทางปกครอง ของหมวด 6 บทกำหนดโทษ แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม
พ.ศ. 2547 เป็น “ส่วนที่ 2 โทษปรับทางปกครองและมาตรการปรับเป็นพินัย” เพื่อให้สอดคล้องกับ
การแก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษ ตามมาตรา 35 และมาตรา 36 จาก “โทษปรับทางปกครอง” ให้เป็น “มาตรการปรับเป็นพินัย”
หมวด 6บทกำหนด­­­­­­­­­­­­­­___________ฯลฯ                       ฯลฯ ส่วนที่ 2โทษปรับทางปกครอง___________ • ให้ยกเลิกชื่อส่วนที่ 2 โทษปรับทางปกครอง ของหมวด 6 บทกำหนดโทษ แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ส่วนที่ 2โทษปรับทางปกครองและมาตรการปรับเป็นพินัย”(ร่างมาตรา 6) 
4. แก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษ และเพิ่มการกำหนดมาตรการปรับเป็นพินัย ดังนี้    4.1 แก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษตามมาตรา 56 กรณีผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมผู้ขอรับโอนใบอนุญาตตามมาตรา 25 ผู้จัดการหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายหรือแต่งตั้งเป็นผู้จัดการตามมาตรา 32 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 34 (10) หรือมาตรา 38 เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 35 และมาตรา 36
    4.2 แยกสภาพบังคับของมาตรา 35 และมาตรา 36 ให้เป็นมาตรการปรับเป็นพินัย (เดิมเป็นโทษปรับทางปกครอง) โดยกำหนดมาตรการปรับเป็นพินัยสำหรับกรณีที่ผู้จัดการหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายหรือแต่งตั้งเป็นผู้จัดการตามมาตรา 32 ซึ่งไม่ปฏิบัติตามมาตรา 35 (การบันทึกรายการผู้พัก) และมาตรา 36 วรรคหนึ่ง (การส่งข้อมูลผู้พักทุก 24 ชั่วโมงโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์)(ร่างมาตรา 7 ยกเลิกมาตรา 56 ร่างมาตรา 8 เพิ่มมาตรา 58/1)
• มาตรา 56 ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ผู้ขอรับโอนใบอนุญาตตามมาตรา 25 ผู้จัดการหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายหรือแต่งตั้งเป็นผู้จัดการตามมาตรา 32 ผู้ใด ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 34 (10) มาตรา 35 วรรคหนึ่งหรือวรรคสี่ มาตรา 36 มาตรา 37 หรือมาตรา38 ต้องระวางโทษปรับทางปกครองตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาท• มาตรา 56 ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ผู้ขอรับโอนใบอนุญาตตามมาตรา 25 ผู้จัดการหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายหรือแต่งตั้งเป็นผู้จัดการตามมาตรา 32 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 34 (10) หรือมาตรา 38 ต้องระวางโทษปรับทางปกครองตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาท(ร่างมาตรา 7)
 • เพิ่มมาตรา 58/1 ในส่วนที่ 2 โทษปรับทางปกครองและมาตรการปรับเป็นพินัย ของหมวด 6 บทกำหนดโทษแห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 (ร่างมาตรา 8)     “มาตรา 58/1 ผู้จัดการหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายหรือแต่งตั้งเป็นผู้จัดการตามมาตรา 32 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 35 และมาตรา 36 วรรคหนึ่ง มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาท” (เดิมเป็นโทษปรับทางปกครอง)
5. เพิ่มบทเฉพาะกาล     5.1 สำหรับกรณีการบันทึกและจัดส่งข้อมูลทะเบียนผู้พักด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามร่างมาตรา 9 ยังไม่แล้วเสร็จ ให้ผู้จัดการโรงแรมจะบันทึกรายการทะเบียนผู้พักในรูปแบบเอกสารหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้แต่ให้ส่งข้อมูลทะเบียนผู้พักในแต่ละวันให้นายทะเบียนด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยจัดส่งให้นายทะเบียน ทุก 24 ชั่วโมง และพร้อมกันนั้นให้ส่งข้อมูลกลุ่มผู้พักซึ่งเป็นคนต่างด้าวให้ สตม. ด้วย และสำหรับกรณีที่กรมการปกครองจัดให้มีวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการบันทึกข้อมูลทะเบียนผู้พักไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด 1 ปี ให้นายทะเบียนมีหน้าที่จัดส่งข้อมูลคนต่างด้าวให้     สตม. นับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าวเป็นต้นไป (ร่างมาตรา 10)     5.2 ให้สามารถใช้ทะเบียนผู้พัก (ร.ร.4) ที่ได้มีการประกาศกำหนดตามมาตรา 35 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ไปพลางก่อน หากยังไม่มีการประกาศกำหนดแบบทะเบียนผู้พักตามมาตรา 35 วรรคสี่แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะมีการประกาศกำหนดแบบทะเบียนผู้พักดังกล่าว (ร่างมาตรา 11)
– ไม่มี –• ร่างมาตรา 10 ในวาระเริ่มแรก ในระหว่างที่วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรา 9 ยังไม่แล้วเสร็จ ผู้จัดการโรงแรมจะบันทึกรายการทะเบียน     ผู้พักในรูปแบบเอกสารหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ แต่ให้ส่งข้อมูลทะเบียนผู้พักในแต่ละวันให้นายทะเบียนด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยจัดส่งให้นายทะเบียนทุก 24 ชั่วโมง และพร้อมกันนั้นให้ส่งข้อมูลกลุ่มผู้พักซึ่งเป็นคนต่างด้าว ให้ สตม. ด้วย     เมื่อครบ 1 ปี แล้วหากกรมการปกครองยังจัดทำวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรา 9 ไม่แล้วเสร็จให้ผู้จัดการโรงแรมและนายทะเบียนปฏิบัติตามมาตรา 35 วรรคสี่ และมาตรา 6 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ นับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าวเป็นต้นไป• ร่างมาตรา 11 เมื่อพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแล้วในระหว่างที่ยังไม่มีประกาศกำหนดแบบทะเบียนผู้พักตามมาตรา 35 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ผู้จัดการโรงแรมบันทึกข้อมูลทะเบียนผู้พักตามแบบที่ได้มีการประกาศกำหนดตามมาตรา 35 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ไปพลางก่อน และจัดส่งตามมาตรา 36 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ จนกว่าจะมีประกาศกำหนดแบบทะเบียนผู้พักตามมาตรา 35 วรรคสี่แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
6. ผู้รักษาการ โดยกำหนดรัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติโรงแรม      พ.ศ. 2547 เนื่องจากร่างพระราชบัญญัตินี้มีบทเฉพาะกาล จึงจำเป็นต้องมีผู้รับผิดชอบกำกับดูแลการบังคับใช้และการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย
• ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งนายทะเบียนออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้ ยกเว้นค่าธรรมเนียม และกำหนดกิจการอื่นหรือออกประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้  กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้• ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
7. วันใช้บังคับ
• ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันถัดจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 30 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

                2.5 ประโยชน์และผลกระทบ ร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับนี้จะช่วยลดต้นทุน ภาระ และอุปสรรคที่ไม่จำเป็น รวมทั้งลดหน้าที่ในการปฏิบัติตามกฎหมายที่ซ้ำซ้อนให้แก่ประชาชน อันจะส่งผลเป็นการดึงดูดให้คนต่างด้าวที่มีศักยภาพเข้ามาลงทุนหรือท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งสามารถช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวมได้ นอกจากนั้น การแก้ไขบทกำหนดโทษให้เป็นมาตรการปรับเป็นพินัย จะช่วยสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อีกทางหนึ่งด้วย

2. เรื่อง  ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว พร้อมเอกสารประกอบงบประมาณและให้เสนอสภาผู้แทนราษฎร
ต่อไป

               สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

                สงป. เสนอว่า

                1. คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (18 มิถุนายน 2569) รับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และให้ความเห็นชอบข้อเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และให้ สงป. ดำเนินการจัดพิมพ์ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และเอกสารประกอบงบประมาณ เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในวันที่ 23 มิถุนายน 2569 และนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

                2. เพื่อดำเนินการตามนัยมติคณะรัฐมนตรีตามข้อ 1. ดังกล่าว สงป. ได้ดำเนินการ ดังนี้

                        2.1 เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 77 วรรคสอง    ที่บัญญัติให้ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ รวมทั้งเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน และนำมาประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอนเมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้ว รัฐพึงจัดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุกรอบระยะเวลาที่กำหนดโดยรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบด้วย เพื่อพัฒนากฎหมายทุกฉบับให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทต่าง ๆ  ที่เปลี่ยนแปลงไป สงป. จึงได้เผยแพร่รายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ผ่านทางเว็บไซต์ของ สงป. (https//www.bb.go.th) เรียบร้อยแล้ว โดยนำผลการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาจัดทำร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว และได้ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาและปรับปรุงแก้ไขตามความเห็นของ สคก. ด้วยแล้ว

                        2.2 สงป. ได้จัดพิมพ์ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ดังกล่าว และเอกสารประกอบงบประมาณ รวม 38 เล่ม เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นจำนวนไม่เกิน 3,788,000 ล้านบาท โดยจำแนกตามประเภทต่าง ๆ ได้ดังนี้

                                2.2.1 จำแนกตามกลุ่มงบประมาณ

กลุ่มงบประมาณจำนวน (ล้านบาท)สัดส่วน (ร้อยละ)
1.รายจ่ายงบกลาง693,880.000018.32
2.รายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ1,342,836.281635.45
3.รายจ่ายบูรณาการ70,246.99071.85
4.รายจ่ายบุคลากร852,671.218622.51
5.รายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน294,857.16037.78
6.รายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ462,470.308512.21
7.รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง71,038.04031.88

                                2.2.2 จำแนกตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ และรายการค่าดำเนินการภาครัฐสรุปได้ ดังนี้

ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบฯ ปี 70จำนวน (ล้านบาท)
1) ด้านความมั่นคง407,165.1923
2) ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน348,427.4175
3) ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์611,194.4689
4) ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม960,916.5562
5) ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม137,507.7666
6) ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ676,320.2497

โดยมีรายการค่าดำเนินการภาครัฐ จำนวน 646,468.3488 ล้านบาท เพื่อสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการรองรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมายสำหรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นการบริหารจัดการหนี้และการชำระหนี้ภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจ

3. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ….

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ ดังนี้ 

                1. รับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ….

                2. เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว พร้อมเอกสารประกอบ และให้เสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

               สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

                สงป. เสนอว่า

                1. คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (18 มิถุนายน 2569)

                        1.1 เห็นชอบผลการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. จำนวน 10,328.0651 ล้านบาท นำไปตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

                        1.2 เห็นชอบการยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568  (เรื่อง ปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ และมาตรการอื่นที่เกี่ยวข้อง) วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 (เรื่อง การดำเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562) และวันที่ 10 มีนาคม 2569 (เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบการจัดทำร่างกฎหมาย เพื่อเพิ่มระยะเวลาขั้นต่ำในการรับฟังความเห็น) โดยให้มีการรับฟังความคิดเห็นการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นระยะเวลา 3 วัน   

                        1.3 มอบให้ สงป. นำผลการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 77 วรรคสอง รวมทั้ง ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว จำนวน 10,328.0651 ล้านบาท มาส่งคืนในระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (New Government Fiscal Management Information System: New GFMIS) ต่อไป

                2. เพื่อดำเนินการตามนัยมติคณะรัฐมนตรีตามข้อ 1 ดังกล่าว สงป. ได้ดำเนินการ ดังนี้

                        2.1 รับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ….ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 77 วรรคสอง โดยวิธีการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ผ่านเว็บไซต์ของ สงป. (https//www.bb.go.th) ระหว่างวันที่ 19-21 มิถุนายน 2569 (3 วัน) โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเข้าระบบรับฟังความคิดเห็น จำนวน 521 ราย และมีผู้แสดงความคิดเห็น จำนวน
17 ความคิดเห็น โดย สงป. ได้นำผลการรับฟังความคิดเห็นไปประกอบการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายและการจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. รวมทั้งได้จัดทำรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ด้วยแล้ว ทั้งนี้ เมื่อคณะรัฐมนตรีได้รับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว สงป. จะได้เผยแพร่รายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ทางเว็บไซต์ของ สงป. ต่อไป

                        2.2 จัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. โดยได้ส่งให้ สคก. ตรวจพิจารณา และได้มีการปรับรูปแบบให้มีความถูกต้องและเหมาะสมยิ่งขึ้นตามแบบการร่างกฎหมาย ตามที่ได้มีการประชุมร่วมกับ สคก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและดำเนินการตามความเห็นของ สคก. แล้ว รวมทั้งได้จัดพิมพ์ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ….  ดังกล่าว และเอกสารประกอบ รวม 6 เล่ม เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหน่วยรับงบประมาณบางรายการ ไปตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เป็นจำนวน 10,328.0651 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟูและบรรเทาผลกระทบจากความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาความมั่นคงชายแดน ความผันผวนของตลาดการเงิน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหาภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีงบประมาณ รวมทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนอื่น ๆ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

รายการจำนวน (ล้านบาท)
1. งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ        1.1 รายจ่ายประจำ        1.2 รายจ่ายลงทุน9,039.7949632.99428,406.8007
2. งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ        1.1 รายจ่ายประจำ        1.2 รายจ่ายลงทุน1,288.270250.13701,238.1323
รวมทั้งสิ้น10,328.0651

4. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง พ.ศ. ….

        คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง พ.ศ. …. (ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2569) ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

       สาระสำคัญของเรื่อง

        สลค. เสนอว่า

        1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 121 บัญญัติให้ในปีหนึ่งมีสมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสองสมัย ๆ หนึ่งให้มีกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน โดยให้ถือวันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก เป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ส่วนวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สองให้เป็นไปตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนด และเนื่องจากได้มีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาพ.ศ. 2569 กำหนดให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก โดยให้ถือเป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 และสภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดให้วันที่ 25 สิงหาคม เป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบแล้ว ดังนั้น ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรจึงมีวันเปิดและวันปิดสมัยประชุม ดังนี้

ปีที่สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่งสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง
114 มีนาคม 2569 – 11 กรกฎาคม  256925 สิงหาคม 2569 – 22 ธันวาคม 2569
214 มีนาคม 2570 – 11 กรกฎาคม  257025 สิงหาคม 2570 – 22 ธันวาคม 2570
314 มีนาคม 2571 – 11 กรกฎาคม  257125 สิงหาคม 2571 – 22 ธันวาคม 2571
414 มีนาคม 2572 – 11 กรกฎาคม  257225 สิงหาคม 2572 – 22 ธันวาคม 2572

        โดยที่ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 บัดนี้ จะสิ้นกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวันตามสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่งในวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 สมควรที่จะกำหนดให้ปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2569

5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 25 ปี ศาลปกครอง พ.ศ. ….

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 25 ปี ศาลปกครอง พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของเรื่อง

                ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 25 ปี ศาลปกครอง พ.ศ. ….ที่กระทรวงการคลังเสนอ เป็นการกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 25 ปี ศาลปกครอง ซึ่งสาระสำคัญเป็นการกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ รวม 2 ชนิด ได้แก่ 1) เหรียญกษาปณ์ โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ชนิดราคายี่สิบบาท ประเภทขัดเงา 2) เหรียญกษาปณ์ โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ชนิดราคายี่สิบบาท ประเภทธรรมดา เพื่อเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบ 25 ปี ศาลปกครอง ในวันที่ 9 มีนาคม 2569 และเพื่อเทิดพระเกียรติในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงวางรากฐานสำคัญของศาลปกครองและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตราพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการความว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” ซึ่งกระทรวงการคลังได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกในโอกาสดังกล่าวตามรูปแบบที่ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว สำหรับค่าใช้จ่ายในการจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกดังกล่าว มาจากเงินทุนหมุนเวียนการบริหารจัดการเหรียญกษาปณ์ ทรัพย์สินมีค่าของรัฐและการทำของ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประกอบกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่าคณะรัฐมนตรีสามารถอนุมัติหลักการของร่างกฎกระทรวงดังกล่าวได้ และจะตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงดังกล่าวให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ต่อไป

เศรษฐกิจ-สังคม

6. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีและขออนุมัติขยายกรอบวงเงินงบประมาณ (เพิ่มเติมร้อยละ 10 ของกรอบงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้แล้ว) ของโครงการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี
พ.ศ. 2569

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้

                1. ขยายกรอบวงเงินงบประมาณโครงการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 เพิ่มเติมจากเดิมไม่เกินร้อยละ 10 ของกรอบวงเงินงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้แล้ว จำนวน 2,500 ล้านบาท

                2. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ภายในกรอบวงเงิน 250 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจ้างบริหารจัดการ ประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรม โครงการจัดหางานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 เพิ่มเติม

                สาระสำคัญของเรื่อง

              1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (4 มกราคม 2565) อนุมัติกรอบงบประมาณการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกฯ จำนวน 2,500 ล้านบาท และต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติ (26 กันยายน 2566) ให้ กษ. พิจารณาทบทวนแนวทางการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการดังกล่าว โดยคำนึงถึงความจำเป็นเหมาะสม คุ้มค่า และประหยัด ภายในกรอบวงเงินที่ได้อนุมัติไว้ จำนวน 2,500 ล้านบาท และหากยังมีความจำเป็นต้องใช้งบฯ เกินกว่าที่ได้รับอนุมัติ ขอให้พิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดหาแหล่งเงินอื่นมาสมทบให้เพียงพอแก่การดำเนินการด้วย

                2. ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 ปัจจุบัน ภาพรวมการดำเนินการก่อสร้างอาคาร ระบบสาธารณูปโภคและงานภูมิสถาปัตย์ มีความคืบหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 80

                3. คณะกรรมการสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) ได้เดินทางมาสำรวจพื้นที่เชิงลึก(Site Inspection) เมื่อวันที่ 6 – 8 ธันวาคม 2568 และได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า การจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจะต้องเน้นแนวคิดของการจัดงานอย่างยั่งยืนและเป็นไปตามมาตรฐานของสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) ทั้งด้านการออกแบบและก่อสร้างพื้นที่จัดงาน การจัดภูมิสถาปัตย์ การบริหารจัดการพื้นที่สีเขียว การจัดการสิ่งแวดล้อมและของเสีย การใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการจัดกิจกรรมและนิทรรศการที่สามารถสื่อสารอัตลักษณ์ แนวคิด และเป้าหมายของการจัดงานได้อย่างชัดเจนในระดับนานาชาติ รวมทั้งเสนอให้ฝ่ายไทยพิจารณาเพิ่มเติมงบประมาณการจัดแสดงซึ่งรวมถึงการก่อสร้าง การจัดภูมิสถาปัตย์ และจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในงาน เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดการสื่อสารที่ชัดเจนและเกิดการบริหารจัดการที่ยั่งยืนตามเป้าหมายของสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) รวมทั้งขอให้พิจารณาการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน หรือองค์กรต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนด้าน
การดำเนินงานและงบประมาณ

                4. คณะกรรมการอำนวยการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 มีมติเห็นชอบการขอรับจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 (เพิ่มเติม) โดยมอบหมายให้ กษ. ดำเนินปรับแผนการปฏิบัติงานและการใช้จ่ายงบประมาณ เพิ่มขึ้นจากเดิมไม่เกินร้อยละ 10 จากกรอบงบประมาณ ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติงบประมาณ (เพิ่มเติม) เนื่องจากงบประมาณดังกล่าวเกินกรอบวงเงินงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ (จำนวน 2,500 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2565)

                5. สงป. แจ้งว่า นายกรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการให้กรมวิชาการเกษตรใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ภายในกรอบวงเงิน 250 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจ้างบริหารจัดการ ประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรม โครงการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 เพิ่มเติม และมีข้อสั่งการให้ตรวจสอบและจัดทำรายละเอียดไม่ให้มีกิจกรรมที่ซ้ำซ้อน และให้ประเมินความคุ้มค่าของแต่ละกิจกรรมให้ได้ประโยชน์สูงสุดก่อนนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ รวมทั้งมิให้มีการดำเนินการที่ทับซ้อนกับงบประมาณที่ได้รับจัดสรรไปแล้ว และปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

                ทั้งนี้ เนื่องจากการเพิ่มวงเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวทำให้กรอบงบประมาณในการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 เพิ่มขึ้นเกินกว่าที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2565 จากกรอบวงเงินงบประมาณเดิม 2,500 ล้านบาท เพิ่มเป็น 2,750 ล้านบาท กษ. โดยกรมวิชาการเกษตร จึงต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติการเพิ่มกรอบงบประมาณโครงการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป และเนื่องจากวงเงินที่เห็นควรอนุมัติเกินกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท ขอให้ กษ. โดยกรมวิชาการเกษตรดำเนินการนำเรื่องดังกล่าวเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี ตามนัยระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2562 ข้อ 9 (3) และเมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ขอให้กรมวิชาการเกษตรจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ พร้อมรายละเอียดประกอบการพิจารณาให้ถูกต้องครบถ้วน เพื่อขอทำความตกลงกับ สงป.
ตามขั้นตอนต่อไป

                6. กษ. แจ้งว่าได้ดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี (ตามข้อ 5) แล้ว โดยได้เสนอเหตุผลความจำเป็นและความคุ้มค่าของการขอรับจัดสรรงบปราณ เพิ่มเติม สำหรับการจ้างบริหารจัดการมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 สรุปได้ ดังนี้

                        6.1 รายละเอียดขอบเขตการดำเนินงานของการจ้างบริหารจัดการโครงการมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 แบ่งออกเป็น 3 กิจกรรมหลัก ดังนี้

การจ้างบริหารจัดการโครงการมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569
กรอบงบประมาณ
กรอบงบประมาณ 2,500 ล้านบาท(ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2565)ข้อเสนอในครั้งนี้ขอเพิ่มวงเงินงบประมาณ 250 ล้านบาท รวมเป็น 2,750 ล้านบาท
วงเงินงบประมาณ
290.90 ล้านบาท124.65 ล้านบาท250 ล้านบาท
แหล่งที่มาของงบประมาณ
มติคณะรัฐมนตรี(10 มิถุนายน 2569)อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น  กษ. อยู่ระหว่างตั้งคำขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570ข้อเสนอในครั้งนี้ (ขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2569งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น)
รายการค่าใช้จ่าย
ค่าใช้จ่ายสำหรับการจ้างผู้บริหารจัดการงานฯ (Organizer) เพื่อดำเนินการวางระบบและบริหารจัดการงานในภาพรวมให้เป็นไปตามมาตรฐานของสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH)ค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินกิจกรรม (Event Programming)เพื่อให้เกิดกิจกรรมและประสบการณ์สำหรับผู้เข้าชมตลอดระยะเวลาการจัดงาน 134 วันค่าใช้จ่ายสำหรับการเพิ่มศักยภาพและขยายขีดความสามารถของการจัดงาน เพื่อรองรับจำนวนผู้เข้าชม ผู้ร่วมแสดงและประเทศที่เข้าร่วมงานที่เพิ่มขึ้นรวมทั้งยกระดับคุณภาพ
การจัดงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับโลก
รายละเอียดค่าใช้จ่าย
เช่น การบริหารโครงการ การวางแผนการดำเนินงาน การจัดระบบอำนวยความสะดวกการรักษาความปลอดภัย การแพทย์และการบริหารสาธารณูปโภค การบริการผู้เข้าชมและผู้ร่วมแสดง การประชาสัมพันธ์และการตลาดตลอดจนการจัดทำแผนความยั่งยืนและแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ภายหลังการจัดงานเช่น การจัดสวนนานาชาติ การจัดสวนองค์กร การประชุมวิชาการ การประกวด การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติและนิทรรศการด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี                การจัดพิธีเปิดและพิธีปิดงาน
การแสดงรวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และการท่องเที่ยวภายในพื้นที่จัดงาน
เช่น การเพิ่มกำลังบุคลากรและระบบสนับสนุนการดำเนินงาน การขยายระบบขนส่งและการอำนวยความสะดวก การเพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัยและการแพทย์การเสริมประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณูปโภค การประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว การยกระดับนิทรรศการและกิจกรรมวิชาการ การสนับสนุนการจัดสวนนานาชาติและสวนองค์กร การจัดกิจกรรมพิเศษและพิธีการระดับนานาชาติตลอดจนการพัฒนารูปแบบการสร้างรายได้และสิทธิประโยชน์ทางการค้า

                        6.2 ความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ     

                        การสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 250 ล้านบาท นอกจากจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถดำเนินการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ได้อย่างสมบูรณ์ตามมาตรฐานสากลแล้ว ยังจะก่อให้เกิดผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสังคม และภาพลักษณ์ประเทศในระดับสูง โดยสามารถสรุปความคุ้มค่าได้ ดังนี้

                                6.2.1 อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงขึ้น

                                เม็ดเงินลงทุนรวม 2,750 ล้านบาท จะช่วยผลักดันให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยได้ถึง 33,000 ล้านบาท

                                6.2.2 ศักยภาพงาน (จาก “จัดได้” เป็น “จัดดี”)

                                ช่วยสร้างแรงดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางจากเดิม เป้าหมาย 3.6 ล้านคน
คาดว่าจะเพิ่มเป็น 3.85 ล้านคน

                        6.3 กษ. (กรมวิชาการเกษตร) รับรองว่า งบประมาณที่ขอรับการจัดสรรเพิ่มเติมจำนวน 250 ล้านบาท เป็นงบประมาณสำหรับภารกิจที่มีความจำเป็นเพิ่มเติมจากกรอบการดำเนินงานเดิม อันเกิดจากการเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้เข้าชมผู้ร่วมจัดแสดง และประเทศที่เข้าร่วมงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการจัดงานให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของสมาคมพืชสวนโลกระหว่างประเทศ (AIPH) โดยมีขอบเขตการดำเนินงานที่แตกต่างและไม่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณตามกรอบวงเงินเดิม และสามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และระเบียบที่เกี่ยวข้องได้ ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรจะกำกับดูแลการใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าวให้เป็นไปอย่างคุ้มค่าโปร่งใส ตรวจสอบได้และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 รวมทั้งเศรษฐกิจ สังคม และภาพลักษณ์ของประเทศโดยรวม

7. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 และวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น PM2.5 ฤดูการผลิตปี 2567/2568

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ ดังนี้

                1. ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 เรื่อง มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี เพื่อลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) (มาตรการฯ) ฤดูการผลิตปี 2567/2568 ที่ได้เคยมีมติอนุมัติให้ อก. ดำเนินมาตรการฯ ดังกล่าวเฉพาะมาตรการสร้างแรงจูงใจแก่ชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดีร้อยละ 100 (มาตรการสร้างแรงจูงใจฯ) โดยขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติช่วยเหลือเพิ่มเติม จำนวน 477.05 ล้านบาท อยู่ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติไว้เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 จำนวน 5,175 ล้านบาท

กลุ่มเป้าหมายในฤดูการผลิตปี 2567/2568จำนวนชาวไร่อ้อยที่มีสิทธิ (ราย)ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี (ล้านต้น)รวมวงเงินช่วยเหลือ(ล้านบาท)
1. เกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดเพื่อลดฝุ่น PM2.5 โดยไม่มีอ้อยเผาในคู่สัญญาเดียวกัน หากมีอ้อยยอดยาว มีกาบใบ และมีสิ่งปนเปื้อนอยู่ในคู่สัญญาเดียวกันให้หักส่วนนั้นออก และมีสัดส่วนปริมาณสิ่งปนเปื้อนในอ้อยไม่เกินร้อยละ 51,0535.96411.10
2. เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยสดคุณภาพดีร้อยละ 100 ให้กับโรงงานผลิตเอทานอล3,5050.9062.34
3. เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยสดคุณภาพดีร้อยละ 100 ให้กับโรงงาน ผลิตน้ำตาลทรายแดง1090.053.61
รวม4,6676.91477.05

                2. ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เรื่อง ขอขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการฯ ฤดูการผลิต ปี 2567/2568 โดยขอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการฯ ฤดูการผลิตปี 2567/2568 จากเดิม สิ้นสุดเดือนธันวาคม 2568 เป็น สิ้นสุดเดือนสิงหาคม 2569

              สาระสำคัญของเรื่อง

                1. ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติ (17 มิถุนายน 2568 และ 18 พฤศจิกายน 2568) เกษตรกรชาวไร่อ้อยได้ปฏิบัติตามมาตรการฯ ฤดูการผลิตปี 2567/2568 โดยไม่เผาพืชผลทางการเกษตรก่อนการเก็บเกี่ยวเพื่อลดฝุ่น PM2.5 และเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดีร้อยละ 100 ส่งโรงงาน แต่อย่างไรก็ตาม จากปัญหาเครื่องจักรกลที่ใช้ในการเก็บเกี่ยวอ้อยสดไม่เพียงพอทำให้มีการใช้แรงงานคนเป็นหลักในการตัดอ้อยสดในหลายพื้นที่ ประกอบกับเกษตรกรชาวไร่อ้อยต้องตัดอ้อยส่งโรงงานน้ำตาลให้ทันตามระยะเวลาที่กำหนด ส่งผลให้มีสิ่งปนเปื้อนอื่น เช่น ดิน ทราย กาบ ใบ ติดไปกับอ้อยที่นำส่งเข้าโรงงานน้ำตาล รวมทั้งอ้อยที่มีสิ่งปนเปื้อนดังกล่าวได้ถูกหักเงินค่าอ้อยจากราคาอ้อยขั้นต้นในอัตราตันละ 20 บาท ตามระเบียบคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ว่าด้วยการตัดและส่งอ้อยสดให้แก่โรงงานการตรวจสอบคุณภาพอ้อยและการรับอ้อยจากชาวไร่อ้อยหรือหัวหน้ากลุ่มชาวไร่อ้อย พ.ศ. 2553 ไปแล้ว ดังนั้น 4 องค์กรชาวไร่อ้อยจึงได้มีการประชุมหารือร่วมกัน และมีข้อเสนอในการช่วยเหลือชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดลดฝุ่น PM2.5 ฤดูการผลิตปี 2567/2568 โดยได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมแจ้งว่า ขอความอนุเคราะห์ให้ดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดคุณภาพดี สำหรับชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดคุณภาพดีส่งเข้าโรงงานนำตาล และโรงงานตรวจสอบพบว่ามีบางส่วนเป็นอ้อยยอดยาวและมีสิ่งปนเปื้อน โดยชาวไร่อ้อยไม่ได้มีเจตนานำอ้อยยอดยาวและอ้อยที่มีสิ่งปนเปื้อนส่งเข้าโรงงานน้ำตาล ภายในกรอบวงเงินที่อนุมัติไว้แล้วด้วย ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) พิจารณาแล้วเห็นว่า การจ่ายเงินตามมาตรการฯ ฤดูการผลิตปี 2567/2568 วงเงิน 5,175 ล้านบาท ให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่เก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดีร้อยละ 100 ยังคงมีวงเงินคงเหลือเพียงพอ สำหรับการจ่ายเพื่อให้ความช่วยเหลือเฉพาะอ้อยสดคุณภาพดีของเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่มีอ้อยยอดยาวและสิ่งปนเปื้อนในคู่สัญญาเดียวกันปะปนอยู่โดยไม่มีอ้อยเผา จึงเห็นควรเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 เรื่อง มาตรการฯ ฤดูการผลิตปี 2567/2568 ที่ได้เคยมีมติอนุมัติให้ อก. ดำเนินมาตรการฯ ฤดูการผลิตปี 2567/2568 เฉพาะมาตรการสร้างแรงจูงใจฯ โดยขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติช่วยเหลือเพิ่มเติมกรณีเกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดเพื่อลดฝุ่น PM2.5 ฤดูการผลิตปี 2567/2568 โดยไม่มีอ้อยเผาในคู่สัญญาเดียวกัน หากมีอ้อยยอดยาว มีกาบใบและมีสิ่งปนเปื้อนอยู่ในคู่สัญญาเดียวกันให้หักส่วนนั้นออก แต่ต้องมีสัดส่วนปริมาณสิ่งปนเปื้อนในอ้อยไม่เกินร้อยละ 5

ในการนี้ มีเกษตรกรจำนวน 1,053 ราย คิดเป็นปริมาณอ้อยสดคุณภาพดีจำนวน 5.96 ล้านตัน และวงเงินช่วยเหลือ จำนวน 411.10 ล้านบาท ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติไว้เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 จำนวน 5,175 ล้านบาท ทั้งนี้ กอน. ในการประชุมครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ได้มีมติเห็นชอบให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี (17 มิถุนายน 2568) เรื่อง มาตรการฯ ฤดูการผลิตปี 2567/2568 ดังกล่าวด้วยแล้ว และมอบหมายให้ สอน. ดำเนินการต่อไป

                2. นอกจากนี้ อก. พิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรการฯ ฤดูการผลิตปี 2567/2568 เป็นนโยบายที่ส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดโดยไม่มีการเผา ซึ่งเป็นการช่วยลดการเผาอ้อย ลดสาเหตุของการเกิดฝุ่น PM2.5 ลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสุขภาพอนามัยของประชาชน และเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมทั้งยกระดับผลผลิตของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายสู่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ซึ่งเกษตรกรชาวไร่อ้อยได้ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลโดยไม่เผาอ้อยอย่างเต็มที่แต่การมีสิ่งปนเปื้อนในอ้อยส่งเข้าหีบเกิดจากเหตุสุดวิสัยและไม่อาจบริหารจัดการได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ประกอบกับเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดคุณภาพดีร้อยละ 100 ส่งให้แก่โรงงานผลิตเอทานอลและโรงงานผลิตน้ำตาลทรายแดงก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ร่วมปฏิบัติตามมาตรการฯ ฤดูการผลิตปี 2567/2568 อย่างเต็มกำลังเช่นเดียวกันจนส่งผลให้มีปริมาณอ้อยสดคุณภาพดีส่งโรงงานได้ตามเป้าหมายที่ภาครัฐกำหนด ดังนั้น เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยได้มีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการเก็บเกี่ยวอ้อยในฤดูการผลิตปี 2568/2569 อก. จึงเห็นควรช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดคุณภาพดีร้อยละ 100 ส่งให้แก่โรงงานผลิตเอทานอลและโรงงานผลิตน้ำตาลทรายแดงเพิ่มเติมด้วย โดยเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี (17 มิถุนายน 6568) เรื่อง มาตรการฯ ฤดูการผลิตปี2567/2568

              3. เนื่องจากมาตรการฯ ได้สิ้นสุดลงแล้วในเดือนธันวาคม 2568 [ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ(18 พฤศจิกายน2568) เห็นชอบการขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการฯ ฤดูการผลิตปี 2567/2568 จากเดิม สิ้นสุดเดือนกันยายน 2568 เป็น สิ้นสุดเดือนธันวาคม 2568] อก. จึงเห็นควรเสนอขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการฯ ฤดูการผลิตปี 2567/2568 จากเดิม สิ้นสุดเดือนธันวาคม 2568 เป็น สิ้นสุดเดือนสิงหาคม 2569 ด้วย

                4 อก. ได้จัดทำรายละเอียดข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเสนอพร้อมกับการขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 27 และมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัย การเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว

8. เรื่อง ขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงินรวมทั้งสิ้น 6,541.97 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน จำนวน 858 แห่ง ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ

              สาระสำคัญของเรื่อง

                1. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล มีความจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงินรวมทั้งสิ้น 6,541.97 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน จำนวน 858 แห่ง (โครงการฯ) เพื่อเร่งจัดหาน้ำสะอาดสำหรับการอุปโภคบริโภคให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง และรองรับสถานการณ์วิกฤติจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มทวี
ความรุนแรงขึ้น โดยมีรายละเอียด ดังนี้

การดำเนินงานงบประมาณ(ล้านบาท)
กิจกรรมที่ 1 งานสำรวจและเจาะพัฒนาน้ำบาดาล594.15
กิจกรรมที่ 2 งานจ้างก่อสร้างระบบประปาบาดาลพร้อมอุปกรณ์5,816.21
กิจกรรมที่ 3 งานบริหารและอำนวยการโครงการ131.61
รวมเป็นเงินทั้งสิ้น6,541.97

ซึ่งโครงการฯ จะช่วยให้ประชาชนไม่น้อยกว่า 171,600 ครัวเรือน มีแหล่งน้ำบาดาลที่มีความเหมาะสม ทั้งปริมาณและคุณภาพใช้ในการอุปโภคบริโภคไม่น้อยกว่า 75.16 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี สามารถรองรับปัญหาขาดแคลนน้ำสะอาดเพื่ออุปโภคบริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้โครงการฯ ได้ถูกบรรจุในระบบ Thai Water Plan และผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) แล้ว (จำนวน 612 รายการ วงเงิน 4,681.38 ล้านบาท)

                2. สำนักงบประมาณ แจ้งว่านายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้ ทส. (กรมทรัพยากรน้ำบาดาล) ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน จำนวน 858 รายการ ภายใต้กรอบวงเงิน 6,541.97 ล้านบาท โดยให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจัดทำรายละเอียด ตลอดจนตรวจสอบความซ้ำซ้อนอย่างรอบคอบ และปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรฐานของทางราชการให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน ซึ่ง ทส. แจ้งว่า กรมทรัพยากรน้ำบาดาลยืนยันว่า พื้นที่ที่ขอรับการจัดสรรงบประมาณในครั้งนี้ไม่มีพื้นที่ซ้ำซ้อนกับพื้นที่ที่เคยได้รับการจัดสรรงบประมาณให้ดำเนินการที่ผ่านมาและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พิจารณาแล้วไม่ขัดข้อง เนื่องจากเห็นว่าเป็นโครงการที่สำคัญและมีความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้กับประชาชนและหากโครงการฯ ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ขอให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลรายงานผลการอนุมัติงบประมาณให้ กนช. ทราบในโอกาสแรก และรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินงานให้ สทนช. ทราบ จนกว่าโครงการจะแล้วเสร็จ เพื่อเป็นข้อมูลในการรายงาน กนช. ทราบต่อไป

9. เรื่อง ขอขยายระยะเวลาการดำเนินมาตรการและโครงการของกระทรวงพาณิชย์เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (โครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส และโครงการเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน)

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลาการดำเนินมาตรการและโครงการของกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (โครงการบรรเทาผลกระทบฯ) (โครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส และโครงการเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน) จากเดิมเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นเดือนพฤษภาคม – กันยายน 2569 โดยให้ใช้กรอบวงเงินงบประมาณเดิมที่ได้รับอนุมัติ (จำนวน 179.84 ล้านบาท) เพื่อให้การดำเนินมาตรการและโครงการดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บรรลุวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและเกษตรกร ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

              1.  เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (11 เมษายน 2569) เห็นชอบโครงการบรรเทาผลกระทบฯ จำนวน
3 โครงการ และอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง 
รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น (งบกลางฯ) จำนวน 260.60 ล้านบาท รายละเอียด ดังนี้

  1. รายละเอียดโครงการและวงเงินที่ขออนุมัติ
โครงการ/รายละเอียดวงเงิน
(ล้านบาท)
(1) โครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส99.09
กลุ่มเป้าหมาย : เกษตรกรระยะเวลาดำเนินการ : พฤษภาคม 2569วิธีการดำเนินการ : ดำเนินกิจกรรมจัดงานจำหน่ายสินค้าเกษตร ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เคมีเกษตร อุปกรณ์ทางการเกษตร ราคาประหยัดให้แก่เกษตรกร จำนวน 15 ครั้ง ระยะเวลาดำเนินการ 2 วันต่อครั้ง ในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยจำหน่ายปัจจัยการเกษตรครอบคลุมพืชทุกชนิด เช่น ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และผลไม้ผู้รับผิดชอบ : กรมการค้าภายใน
(2) โครงการเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน   81.51
กลุ่มเป้าหมาย : ประชาชน ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ SME เกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนระยะเวลาดำเนินการ : พฤษภาคม 2569วิธีการดำเนินการ : ดำเนินการ 2 กิจกรรม ดังนี้      (2.1) จัดงานธงฟ้าจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้แก่ประชาชน โดยจำหน่ายสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ เช่น น้ำตาลทราย น้ำมันปาล์ม ไข่ไก่ ข้าวสาร เป็นต้น และสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาประหยัดจากผู้ผลิต ผู้ประกอบการ เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน SME ในแหล่งชุมชนทั่วประเทศ      (2.2) จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดผ่านรถพุ่มพวง ภายใต้ชื่อ “พาณิชย์พุ่มพวง…ลดราคาช่วยประชาชน !” และตลาดชุมชนทั่วประเทศ โดยเชื่อมโยง สินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพของประชาชน เช่น ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช น้ำตาลหรือสินค้าตามฤดูกาลมาจำหน่ายให้กับประชาชนผู้รับผิดชอบ : กรมการค้าภายใน
(3) โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย”80.00
กลุ่มเป้าหมาย : ผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชนระยะเวลาดำเนินการ : พฤษภาคม 2569วิธีการดำเนินการ : ดำเนินกิจกรรม “ไทยช่วยไทย สร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์” โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์ของไทยในการสนับสนุน ผู้ประกอบการรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และ SME ในการจำหน่ายสินค้าผ่าน e-Commerce เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าไทย สร้างรายได้ให้กับชุมชน และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากผู้รับผิดชอบ : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
รวม260.60

                        1.2  ต่อมาสำนักงบประมาณได้มีหนังสือ (ด่วนที่สุด ที่ นร 0706/4993 ลงวันที่
29 เมษายน 2569) ถึงอธิบดีกรมการค้าภายใน อนุมัติให้กรมการค้าภายในเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 งบกลางฯ จำนวน 179.84 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส จำนวน 98.97 ล้านบาท และโครงการเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน จำนวน 80.87 ล้านบาท (น้อยกว่ากรอบที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ตามข้อ 1.1 จำนวน 0.76 ล้านบาท)

                2. ผลการดำเนินการที่ผ่านมา พณ. โดยกรมการค้าภายในได้ดำเนินโครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัสและโครงการเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน ตามกรอบแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ มีพื้นที่การดำเนินกิจกรรมทั่วประเทศ ซึ่งกรมการค้าภายในได้โอนงบประมาณเบิกแทนกันให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัด (พณ. จังหวัด) ดำเนินการ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับดำเนินกิจกรรมในส่วนภูมิภาค รายละเอียดการดำเนินการ ดังนี้

โครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัสโครงการเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน
ผลการดำเนินงาน : อยู่ระหว่างการจัดซื้อจัดจ้าง โดยวิธีประกาศเชิญชวนอิเล็กทรอนิกส์ (e-Bidding)จำนวน 30 จังหวัด โดยจะจัดสรรงบประมาณให้กับ พณ. จังหวัด 30 จังหวัด ดำเนินการจังหวัดละ 3.28 ล้านบาท(1) กิจกรรมที่ 1 จัดงานธงฟ้าจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้แก่ประชาชน (ทั่วประเทศ 76 จังหวัด)      (1.1) จัดงานธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน (จัดงานขนาดไม่น้อยกว่า 50 บูธ) โดยจัดสรรงบประมาณให้กับ พณ. จังหวัด 17 จังหวัด ดำเนินการจังหวัดละ 0.89 ล้านบาทผลการดำเนินงาน : อยู่ระหว่างการจัดซื้อจัดจ้าง จำนวน 15 จังหวัดและจัดงานแล้วเสร็จ 2 จังหวัด      (1.2) จัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดในแหล่งชุมชน (งานธงฟ้าสู่ชุมชน) โดยจัดสรรงบประมาณให้กับ พณ. จังหวัด 76 จังหวัด ดำเนินการจังหวัดละ 0.09 ล้านบาทผลการดำเนินงาน : อยู่ระหว่างการจัดซื้อจัดจ้าง จำนวน 21 จังหวัด และจัดงานแล้วเสร็จ 55 จังหวัด
2) กิจกรรมที่ 2 จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดผ่านรถพุ่มพวงภายใต้ชื่อ “พาณิชย์พุ่มพวง.. ลดราคาช่วยประชาชน !” และตลาด ชุมชนทั่วประเทศผลการดำเนินงาน : ดำเนินการเชื่อมโยงสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพของประชาชนมาจำหน่ายผ่านรถพุ่มพวง จำนวน 3,800 คัน และตลาดชุมชน จำนวน 1,000 แห่ง ระหว่างเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2569 (อยู่ระหว่างดำเนินกิจกรรม)

                3. โครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส เป็นโครงการช่วยเหลือเกษตรกรให้เข้าถึงปัจจัยการผลิตทางการเกษตรในราคาประหยัดได้อย่างทั่วถึง โดยสถานการณ์ปัจจุบันอยู่ในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีช่วงระยะเวลาและความต้องการใช้ปุ๋ยแตกต่างกัน และเกษตรกรมีความต้องการใช้ปุ๋ยปริมาณสูงในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม ในขณะที่โครงการเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน เป็นโครงการที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงสินค้า อุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาที่เหมาะสม ตลอดจนส่งเสริมการใช้จ่ายภายในประเทศและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจฐานรากเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ และสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างทั่วถึง ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินโครงการทั้ง 2 โครงการ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ และนโยบายรัฐบาลภายใต้โครงการไทยช่วยไทย พลัส ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพ มุ่งรักษากำลังซื้อของประชาชน ที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินโครงการในเดือนมิถุนายน – กันยายน 2569 จึงมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาดำเนินโครงการ ทั้ง 2 โครงการ จากเดิมเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นเดือนพฤษภาคม – กันยายน 2569 โดย
ไม่เปลี่ยนแปลงกรอบวงเงินงบประมาณที่ได้รับอนุมัติ 
ทั้งนี้ ในส่วนของโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สามารถดำเนินการได้ภายใต้กรอบวงเงินและระยะเวลาที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติไว้

10. เรื่อง การกำหนดสินค้าและบริการควบคุมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบรายการสินค้าและบริการ จำนวน 66 รายการ (จำแนกเป็น 61 สินค้า    5 บริการ) เป็นสินค้าและบริการควบคุม ตามมติคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ในคราวประชุมครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ตามที่ กกร. เสนอ

                1. เรื่องเดิม            

                        1.1 คณะรัฐมนตรีมีมติ (24 มิถุนายน 2568) เห็นชอบรายการสินค้าและบริการ จำนวน 59 รายการ จำแนกเป็น 54 สินค้า 5 บริการ เป็นสินค้าและบริการควบคุม ตามมติ กกร. ในคราวประชุมครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2568 ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ซึ่งต่อมา กกร. ได้ออกประกาศ กกร. ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2568 เรื่อง การกำหนดสินค้าและบริการควบคุม ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2568 โดยให้ใช้บังคับเป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ดังนั้น ประกาศดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569

                        1.2 คณะรัฐมนตรีมีมติ (26 มีนาคม 2569) เห็นชอบรายการสินค้า จำนวน 3 รายการ ได้แก่ (1) เม็ดพลาสติก (2) น้ำดื่มบรรจุขวด และ (3) ซอสปรุงรส เป็นสินค้าควบคุม (เพิ่มเติม) ตามมติ กกร. ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ตามที่ กกร. เสนอ ซึ่งต่อมา กกร. ได้ออกประกาศ กกร. ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2569 เรื่อง การกำหนดสินค้าควบคุมเพิ่มเติม ลงวันที่ 27 มีนาคม 2569 โดยให้ใช้บังคับเป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (วันที่ 1 เมษายน 2569) ดังนั้น ประกาศดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับถึงวันที่
31 มีนาคม 2570

               2. สาระสำคัญของเรื่อง

               เรื่องนี้เดิมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบรายการสินค้าและบริการรวมจำนวน 62 รายการ จำแนกเป็น 57 สินค้า 5 บริการ และคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้ออกประกาศ กกร. รวม                  2 ฉบับ ได้แก่ (1) ประกาศ กกร. ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2568 เรื่อง การกำหนดสินค้าและบริการควบคุม และ (2) ประกาศ กกร. ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2569 เรื่อง การกำหนดสินค้าควบคุมเพิ่มเติม เพื่อให้มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 1 ปี (ตามข้อ 1.) โดยที่ปัจจุบันประกาศ กกร. ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2568 เรื่อง การกำหนดสินค้าและบริการควบคุมกำลังจะสิ้นสุดการบังคับใช้ในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ประกอบกับคณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติ (16 มกราคม 2567) ว่า การกำหนดสินค้าและบริการควบคุมในคราวต่อไป ให้ กกร. พิจารณารวบรวมรายการสินค้าและบริการที่จำเป็นต้องควบคุมทั้งหมดให้ครบถ้วน เพื่อให้สามารถพิจารณากำหนดระยะเวลาการควบคุมสินค้าและบริการทั้งหมดให้สิ้นผลบังคับใช้พร้อมกัน และให้นำเรื่องดังกล่าว เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยเร็วต่อไปก่อนวันสิ้นสุดผลบังคับใช้ที่ได้กำหนดไว้ ดังนั้น กกร. ในคราวประชุมครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569  (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน) จึงได้มีมติเห็นชอบกำหนดสินค้าและบริการควบคุม รวมจำนวน 66 รายการ จำแนกเป็น 61 สินค้า 5 บริการ โดยเป็นการรวบรวมรายการสินค้าและบริการทั้งหมดที่คณะรัฐมนตรีได้เคยให้ความเห็นชอบและ กกร. ได้ออกประกาศไว้ก่อนหน้านี้แล้ว จำนวน 61 รายการ [56 สินค้า 5บริการ (ไม่รวมซอสปรุงรส)] และรายการสินค้าที่ กกร. ได้กำหนดเพิ่มขึ้นขึ้นใหม่ในครั้งนี้อีกจำนวน 5 รายการ ได้แก่ กากถั่วเหลือง ปลากะพงขาว มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ ซีอิ๊ว และน้ำปลา โดยซีอิ๊วและน้ำปลาเป็นการปรับเปลี่ยนจากรายการสินค้าซอสปรุงรสตามประกาศ กกร. ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2569 เรื่อง การกำหนดสินค้าควบคุมเพิ่มเติม (ตามข้อ 1.2)

รายการสินค้าและบริการควบคุม จำนวน 66 รายการ

หมวดรายการ
สินค้า
หมวดกระดาษและผลิตภัณฑ์(1) กระดาษทำลูกฟูก กระดาษเหนียว(2) กระดาษพิมพ์และเขียน(3) เศษกระดาษ และกระดาษที่นำกลับมาใช้ได้อีก
หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า(4) เครื่องฟอกอากาศ (5) ตัวดูดฝุ่นไฟฟ้า (เครื่องดูดฝุ่น)
หมวดบริภัณฑ์ขนส่ง(6) ยางรถจักรยานยนต์ ยางรถยนต์ (7) รถจักรยานยนต์ รถยนต์บรรทุก
หมวดปัจจัยทางการเกษตร(8) กากดีดีจีเอส (9) กากถั่วเหลือง** (10) เครื่องสูบน้ำ (11) ปุ๋ย (12) ยาป้องกัน หรือกำจัดศัตรูพืชหรือโรคพืช (13) รถเกี่ยวข้าว (14) รถไถนา (15) หัวอาหารสัตว์อาหารสัตว์
หมวดผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม(16) ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (17) น้ำมันเชื้อเพลิง (18) เม็ดพลาสติก*
หมวดยารักษาโรคและเวชภัณฑ์(19) ยารักษาโรค (20) เวชภัณฑ์ เกี่ยวกับการรักษาโรค (21) ผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบเพื่อสุขอนามัยสำหรับมือ (22) หน้ากากอนามัย
หมวดวัสดุก่อสร้าง(23) ท่อพีวีซี (24) ปูนซีเมนต์ (25) สายไฟฟ้า (26) เหล็กโครงสร้างรูปพรรณเหล็กแผ่น เหล็กเส้น
หมวดสินค้าเกษตรที่สำคัญ(27) ข้าวเปลือก ข้าวสาร (28) ข้าวโพด (29) ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ (30) ต้นพันธุ์ ท่อนพันธุ์ มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ (31) ปลากะพงขาว** (32) ผลปาล์มน้ำมัน (33) มะพร้าวผลแก่ และผลิตภัณฑ์ (34) มะพร้าวผลอ่อน และผลิตภัณฑ์**
(35) ยางพารา ได้แก่ น้ำยางสด ยางก้อน เศษยาง น้ำยางข้น ยางแผ่น ยางแท่ง ยางเครพ
หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค(36) กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า (37) แชมพู (38) ผงซักฟอก น้ำยาซักฟอก (39) ผลิตภัณฑ์ล้างจาน (40) ผ้าอนามัย (41) ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเด็กและผู้ใหญ่ (42) สบู่ก้อน สบู่เหลว
หมวดอาหาร(43) กระเทียม (44) ไก่ เนื้อไก่ (45) ไข่ไก่ (46) ซีอิ๊ว** (47) ทุเรียน (48) นมผงผลิตภัณฑ์นมพร้อมบริโภคชนิดเหลว ไม่รวมถึงนมเปรี้ยว (49) น้ำดื่มบรรจุขวด (50) น้ำตาลทราย (51) น้ำปลา** (52) น้ำมัน และไขมันที่ได้จากพืชหรือสัตว์ ทั้งที่บริโภคได้หรือไม่ได้ (53) แป้งสาลี (54) มังคุด (55) ลำไย (56) สุกร เนื้อสุกร (57) หอมหัวใหญ่ (58) อาหารกึ่งสำเร็จรูปบรรจุภาชนะผนึก (59) อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
หมวดอื่น ๆ(60) เครื่องแบบนักเรียน (61) ใยสังเคราะห์ Polypropylene (Spunbond) เพื่อใช้ในการผลิตหน้ากากอนามัย
บริการ
 (62) การให้สิทธิในการเผยแพร่งานลิขสิทธิ์เพลงเพื่อการค้า (63) บริการซื้อขายและหรือบริการขนส่งสินค้าสำหรับธุรกิจออนไลน์ (64) บริการทางการเกษตร (65) บริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาลเกี่ยวกับการรักษาโรค และ (66) บริการรับชำระเงิน ณ จุดบริการ

หมายเหตุ : * เป็นรายการสินค้าควบคุมตามประกาศ กกร. ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2569 เรื่อง การกำหนดสินค้าควบคุมเพิ่มเติมลงวันที่ 27 มีนาคม 2569

            ** เป็นรายการที่เพิ่มขึ้นที่เสนอเป็นสินค้าควบคุมในครั้งนี้

11. เรื่อง มาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและรับทราบตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 [เรื่อง มาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท ตลอดสาย ตามนโยบายรัฐบาล (ระยะที่ 2)] ในเรื่องดังต่อไปนี้

                        1.1 ให้ยกเลิกแนวทางการดำเนินมาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท ตลอดสาย ตามนโยบายรัฐบาล (ระยะที่ 2)

                        1.2 ให้ยกเลิกมติมอบหมายให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) ดำเนินการพัฒนาระบบบริหารจัดการรายได้กลาง (CCH)

                2. รับทราบมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (มาตรการอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน)

                3. รับทราบมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่เห็นชอบการปรับโครงสร้างรถไฟฟ้าแบบองค์รวม

                4. มอบหมายให้คณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้

                        4.1 มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับดูแลตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ของสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในแต่ละสัญญาดำเนินการเจรจาค่าแรกเข้าและส่วนแบ่งรายได้เนื่องจากปริมาณผู้โดยสารส่วนเกินที่เกิดขึ้นใหม่ (Induced Passenger) จากผู้ประกอบการเพื่อคืนให้กับประชาชน

                        4.2 มอบหมายให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) เร่งรัดดำเนินการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก ส่วนต่อขยาย และสายสีทอง ทั้งทรัพย์สินและภาระหนี้สินให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป

                        4.3 มอบหมายให้ คค. หารือร่วมกับกระทรวงการคลัง (กค.) เพื่อพิจารณาหน่วยงานที่เหมาะสมในการดำเนินการพัฒนาและบริหารจัดการศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) ตามมาตรการอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนโดยดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (8 กรกฎาคม 2568) เห็นชอบแนวทางการดำเนินมาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท ตลอดสาย ตามนโยบายรัฐบาล (ระยะที่ 2) ที่มีสาระสำคัญ คือ ผู้โดยสารจะชำระค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 20 บาท ต่อเที่ยว ครอบคลุมโครงข่ายเส้นทางรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ผ่านการใช้บัตร EMV Contactless Card และบัตร Rabbit แบบ ABT เท่านั้น และมอบหมายให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) เป็นผู้พัฒนาระบบบริหารจัดการรายได้กลาง

                2. ต่อมาได้มีการประกาศพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568
ที่มีสาระสำคัญเป็นการกำกับดูแลการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมในระบบขนส่งสาธารณะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเป็นมาตรฐานเดียวกันและบูรณาการให้เกิดอัตราค่าโดยสารร่วม กระทรวงคมนาคม (คค.) จึงจำเป็นต้องปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับกฎหมายฉบับดังกล่าวและได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ดังนี้

                        2.1 ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 (ในส่วนของข้อ 1.)

                        2.2 รับทราบการปรับโครงสร้างรถไฟฟ้าแบบองค์รวมที่ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวมเพียงรายเดียวจาก 3 หน่วยงาน คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รฟม. และ กทม. และการเปลี่ยนรูปแบบสัญญาเป็นแบบ PPP Gross Cost หรือสัญญา จ้างเดินรถ รวมทั้งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องในการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสีทอง และสายสีแดง ตามมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 และมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (มาตรการอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน) โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

ประเด็นมาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท ตลอดสาย (ระยะที่ 2)(มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่8 กรกฎาคม 2568)มาตรการอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน(ข้อเสนอในครั้งนี้)
1) หลักการและแนวทางดำเนินมาตรการ
1.1) โครงสร้างค่าโดยสาร(1) สูงสุดไม่เกิน 20 บาทต่อเที่ยว(2) กรณีค่าโดยสารตลอดเส้นทางไม่เกินอัตราที่กำหนด ให้จัดเก็บค่าโดยสารตามจริง(1) สูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว(2) กรณีค่าโดยสารตลอดเส้นทางไม่เกินอัตราที่กำหนด ให้จัดเก็บ
ค่าโดยสารตามจริง
1.2) ประเภทบัตรโดยสาร(1) บัตร EMV Contactless Card(2) บัตร Rabbit แบบ ABTบัตร EMV Contactless Card เท่านั้น
1.3) การเปลี่ยนเส้นทางสามารถเปลี่ยนสายได้ที่จุดเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้าเท่านั้น
1.4) การชำระค่าโดยสารชำระค่าโดยสารในอัตราไม่เกิน 20 บาทชำระค่าโดยสารตามอัตราปกติ และรัฐชำระเงินคืนจากส่วนต่างค่าโดยสารที่จ่ายจริงกับอัตรา
ค่าโดยสารร่วมไปที่ประชาชน
1.5) ศูนย์บริหารจัดการรายได้กลางสพร. ดำเนินการพัฒนาศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง หน่วยงานที่เหมาะสมตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568
2) จำนวนผู้โดยสาร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการ และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่จะได้รับในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
2.1) จำนวนผู้โดยสาร1.73 ล้านคน/เที่ยว/วัน1.56 ล้านคน/เที่ยว/วัน
2.2) เงินที่รัฐอุดหนุน9,665 – 12,863 ล้านบาท/ปี3,054 – 4,698 ล้านบาท/ปี
2.3) ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่จะได้รับ21,812.46 ล้านบาท16,007.30 ล้านบาท

                        2.3) มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสาระสำคัญ
1) คณะกรรมการกำกับดูแลตามมาตรา 43แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562ดำเนินการเจรจาค่าแรกเข้าและส่วนแบ่งรายได้เนื่องจากปริมาณผู้โดยสารส่วนเกินที่เกิดขึ้นใหม่เพื่อคืนให้กับประชาชน
2) กทม.เร่งรัดดำเนินการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีทองให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
3) กระทรวงคมนาคม (คค.)พิจารณาหน่วยงานที่เหมาะสมในการดำเนินการพัฒนาและบริหารจัดการศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง
4) กระทรวงการคลัง (กค.)

                ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน)
ได้มีมติในคราวการประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เห็นชอบการดำเนินการดังกล่าวด้วยแล้ว

                3. สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง โดยมีความเห็น ดังนี้

                        3.1 ประเด็นการประมาณการค่าใช้จ่ายและมีแหล่งที่มาของงบประมาณ สงป. เห็นควรให้ คค. รฟท. รฟม. และ กทม. พิจารณาแหล่งเงินที่จะใช้ให้มีความชัดเจน และเห็นควรให้ คค. ดำเนินการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ความคุ้มค่า และประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินมาตรการดังกล่าวเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาดำเนินมาตรการดังกล่าว ส่วน สศช. เห็นว่า คค. กทม. รฟม. และ รฟท. ต้องร่วมกันพิจารณาศึกษาทบทวนประมาณการปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้า ที่จะเกิดขึ้นพร้อมทั้งระบุสมมติฐานสำคัญที่ใช้ในการศึกษาแหล่งเงินที่ใช้ให้ชัดเจนและปฏิบัติตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ก่อนที่จะดำเนินการมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับดูแลตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ดำเนินการต่อไป

                        3.2 ประเด็นการเจรจากับคู่สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า สงป. เห็นควรกำหนดแนวทางในการเจรจากำหนดอัตราค่าแรกเข้าและสัดส่วนการแบ่งรายได้อย่างเหมาะสม เป็นธรรม และเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยไม่ทำให้รัฐเสียผลประโยชน์ และคำนึงสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาตามสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในแต่ละสัญญาตามความเห็นของ อส. ด้วย

                        3.3 ประเด็นแนวทางและหลักการการดำเนินมาตรการ สศช. เห็นว่า สนข. ควรเร่งดำเนินการศึกษาโครงสร้างอัตราค่าโดยสารร่วมที่มีความเหมาะสมและไม่ก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลัง พร้อมทั้งเร่งดำเนินการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม และ รฟม. ควรเร่งดำเนินการศึกษารูปแบบการให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลักภายหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในปี 2572 เพื่อให้มีความพร้อมในการบริหารโครงการภายหลังการรับโอนโครงการ โดยในเบื้องต้นเห็นควรให้ รฟม. ให้ความสำคัญกับการพิจารณากำหนดสมมติฐานด้านรายรับของโครงการ รวมถึงเทคนิคต่าง ๆ ของระบบให้สอดคล้องกับกรอบหลักเกณฑ์และมาตรฐานที่คณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วมกำหนด ส่วน สงป. เห็นควรให้ คค. จัดทำกฎหมาย ประกาศระเบียบ หรือข้อบังคับที่จำเป็นในการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ตามความในพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568

12. เรื่อง ผลการพิจารณาข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ของวุฒิสภา

              คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการพิจารณาข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ของวุฒิสภา ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบต่อไป

       เรื่องเดิม

        1. คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..)พ.ศ. ….ของวุฒิสภา ได้มีข้อสังเกตเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 16 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่หนึ่ง) วันจันทร์ที่ 8 กันยายน 2568 ที่ประชุมได้มีมติเห็นด้วยกับข้อสังเกตดังกล่าว ดังนี้

                1.1 จำนวนเงินรางวัลของสลากกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ควรกำหนดไม่เกินร้อยละ 6 ของมูลค่าสลาก กอช. ที่คาดว่าจะออกขายในแต่ละปีงบประมาณ เพื่อเป็นการรักษาวินัยการใช้งบประมาณของรัฐให้มีประสิทธิภาพ

                1.2 เงินรางวัลที่ได้รับจากการถูกรางวัลสลาก กอช. ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร ไม่ควรได้รับการยกเว้นให้ไม่ต้องเสียภาษี

        2. รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ กค. รับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ของวุฒิสภา ตามข้อ 1. ไปเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อสังเกตดังกล่าว และสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

        สาระสำคัญของเรื่อง

                กค. ได้ดำเนินการพิจารณาข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ของวุฒิสภา โดยสรุปผลการพิจารณา ได้ดังนี้

ข้อสังเกตผลการพิจารณา
1. จํานวนเงินรางวัลของสลาก กอช. ควรกำหนดไม่เกินร้อยละ 6 ของมูลค่าสลาก กอช. ที่คาดว่าจะออกขายในแต่ละปีงบประมาณ เพื่อเป็นการรักษาวินัยการใช้งบประมาณของรัฐให้มีประสิทธิภาพ– จำนวนเงินรางวัลตามสัดส่วนของมูลค่าสลาก กอช. ที่คาดว่าจะออกขายในแต่ละปีงบประมาณ สามารถกําหนดในกฎกระทรวงที่จะออกตามความในมาตรา 44/2 วรรคหนึ่ง มาตรา 44/3 และมาตรา 44/4 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 (ปัจจุบัน กค. อยู่ระหว่างพิจารณา ดําเนินการออกกฎกระทรวงดังกล่าว)
2. เงินรางวัลที่ได้รับจากการถูกรางวัลสลาก กอช. ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนํามาคํานวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามประมวลรัษฎากร ไม่ควรได้รับการยกเว้นให้ไม่ต้องเสียภาษี – รางวัลสลาก กอช. เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร และต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 1 แต่โดยที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการออมอันจะสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวแก่ประชาชนในวัยเกษียณ จึงมีลักษณะเดียวกับสลากออมสินของรัฐบาล และสลากออมทรัพย์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรและธนาคารอาคารสงเคราะห์ ซึ่งเงินรางวัลสลากดังกล่าวได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน อาจพิจารณาออกกฎกระทรวงตามประมวลรัษฎากรให้เงินรางวัลที่ได้จากสลาก กอช. ได้รับยกเว้นไม่ต้องนําไปคํานวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเช่นเดียวกัน

        ทั้งนี้ พระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

13.  เรื่อง รายงานตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
พ.ศ. 2560 (ปี 2567) 

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบ (1) รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2567 และรายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รับข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ปรากฏในรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2567 ไปพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้รับความเห็นของกระทรวงยุติธรรม (หนังสือกระทรวงยุติธรรม ด่วนที่สุด ที่ ยธ 0401/273 ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2568) กระทรวงแรงงาน (หนังสือกระทรวงแรงงาน ที่ รง 0201.2/1372  ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2568) กระทรวงอุตสาหกรรม [หนังสือกระทรวงอุตสาหกรรม ด่วนที่สุด ที่ อก 0204 (4)/2254       ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2568] สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (หนังสือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ด่วนที่สุด ที่ 0904/68 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2568) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทั้งข้อเสนอแนะของกรุงเทพมหานคร [หนังสือกรุงเทพมหานคร ด่วนที่สุดที่ กท 0505/2007 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2568] ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสบปัญหา หรือมีข้อจำกัดและอุปสรรคในการดำเนินการตามข้อเสนอแนะในรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2567 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานความคืบหน้าเพื่อให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทราบข้อจำกัดและอุปสรรคในการดำเนินการ เพื่อประโยชน์ในการจัดทำข้อเสนอแนะที่มีประสิทธิผลยิ่งขึ้นในการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนต่อไปด้วย

                (2) ให้ส่งความเห็นของกระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้แจ้งเกี่ยวกับการดำเนินการตามข้อเสนอแนะในรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนที่สามารถดำเนินการได้ไม่อาจดำเนินการได้ หรือต้องใช้เวลาในการดำเนินการให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อทราบและประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไป

               สาระสำคัญของเรื่อง

                คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เสนอรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ประจำปี 2567 ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณามอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามข้อเสนอแนะในรายงานดังกล่าว และเสนอรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เพื่อพิจารณา รวมทั้งขอให้สนับสนุนการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 เพื่อให้บทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสอดคล้องกับหลักการปารีส และกำชับให้หน่วยงานของรัฐนำข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการ พร้อมทั้งรายงานความคืบหน้า เพื่อให้ทราบข้อจำกัดและอุปสรรคในการดำเนินงาน เพื่อประโยชน์ในการจัดทำข้อเสนอแนะที่มีประสิทธิผลยิ่งขึ้นในการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนต่อไป

                ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และกรุงเทพมหานคร พิจารณาแล้วเห็นควรรับทราบ/เห็นชอบ/เห็นด้วย/เห็นด้วยในหลักการ/ไม่ขัดข้อง และมอบหมายตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเสนอ โดยมีความเห็นเพิ่มเติมบางประการ เช่น

ประเด็นความเห็นเพิ่มเติม
การแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 โดยยกเลิกบทบัญญัติในมาตรา 26 (4) เรื่อง ชี้แจงและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องโดยไม่ชักช้าในกรณีที่มีการรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศโดยไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม และสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ-สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า คณะรัฐมนตรีจะให้การสนับสนุนได้ต่อเมื่อการเสนอแก้ไขเรื่องดังกล่าวสอดคล้องกับหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย– สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเห็นว่า อาจไม่สอดคล้องกับหน้าที่และอำนาจตามมาตรา 247 (4) ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
เร่งรัดร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่บัญญัติให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสามารถไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของคู่กรณีได้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเห็นว่า  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอาจพิจารณาใช้หลักการไกล่เกลี่ยตามมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ที่ระบุให้หน่วยงานของรัฐที่ประสงค์จะดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามพระราชบัญญัตินี้แจ้งให้กระทรวงยุติธรรมทราบ เพื่อจะได้ไม่ต้องมีการเพิ่มบทบัญญัติใหม่ขึ้นอีก

14. เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในโครงการจัดหาอาวุธปืนสวัสดิการ

              คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานผลการดำเนินการตามมาตรการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในโครงการจัดหาอาวุธปืนสวัสดิการ ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ และแจ้งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบต่อไป

                เรื่องเดิม

                คณะรัฐมนตรีมีมติ (28 ตุลาคม 2568) รับทราบมาตรการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในโครงการจัดหาอาวุธปืนสวัสดิการ ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) เสนอ ที่เห็นควรให้ มท. พิจารณาดำเนินการ ดังนี้ (1) การพิจารณาอนุมัติให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการโครงการจัดหาอาวุธปืนสวัสดิการข้าราชการ หรือโครงการในลักษณะเดียวกัน ให้พิจารณาด้วยความรัดกุม คำนึงถึงความจำเป็นและเหมาะสมตามสภาพการณ์ปัจจุบันเป็นสำคัญ (2) การต่ออายุโครงการจัดหาอาวุธปืนเป็นสวัสดิการแก่ข้าราชการที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน (ถ้ามี) ต้องพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายโดยเคร่งครัด และ (3) การผ่อนผันคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 108/2535 เรื่อง จำกัดการออกใบอนุญาตให้บุคคลสั่ง หรือนำเข้าซึ่งอาวุธปืนบางชนิด ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2535 (คำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 108/2535ฯ) ในลักษณะที่จะให้นายทะเบียนท้องที่อนุญาตให้ร้านค้าอาวุธปืนนำเข้าอาวุธปืนสั้น โดยผ่านช่องทางโครงการจัดหาอาวุธปืนสวัสดิการข้าราชการ
ต้องพิจารณาให้เท่าที่จำเป็นและต้องดำเนินการตามกฎหมายโดยเคร่งครัด และมอบหมายให้ มท. เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงกลาโหม (กห.) กระทรวงการคลัง (กค.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) ให้ได้ข้อยุติ โดยให้ มท. สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ให้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

                สาระสำคัญของเรื่อง

                กระทรวงมหาดไทย (มท.) รายงานว่า มท. ได้ประชุมหารือร่วมกับผู้แทน กห. กค. ตร. และสำนักงาน ป.ป.ท. เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 เพื่อพิจารณา/ดำเนินการตามมาตรการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในโครงการจัดหาอาวุธปืนสวัสดิการ ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอแล้ว สรุปได้ ดังนี้

มาตรการของคณะกรรมการ ป.ป.ช.(ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568)ผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม 
(1) การพิจารณาอนุมัติให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการโครงการจัดหาอาวุธปืนสวัสดิการข้าราชการ หรือโครงการในลักษณะเดียวกัน ให้พิจารณาด้วยความรัดกุม คำนึงถึงความจำเป็นและเหมาะสมตามสภาพการณ์ปัจจุบันเป็นสำคัญ(2) การผ่อนผันคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 108/2535ฯ ในลักษณะที่จะให้นายทะเบียนท้องที่อนุญาตให้ร้านค้าอาวุธปืนนำเข้าอาวุธปืนสั้นโดยผ่านช่องทางโครงการจัดหาอาวุธปืนสวัสดิการข้าราชการ ต้องพิจารณาให้เท่าที่จำเป็นและต้องดำเนินการตามกฎหมายโดยเคร่งครัด1) การดำเนินโครงการจัดหาอาวุธปืนสวัสดิการยังคงมีความจำเป็นเนื่องจากโครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้าราชการได้มีอาวุธปืนสั้นเพื่อใช้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและครอบครัว เนื่องจากอาวุธปืนของทางราชการมีไม่เพียงพอ อีกทั้ง ยังเป็นสวัสดิการรูปแบบหนึ่งให้แก่ข้าราชการที่อาจมีกำลังทรัพย์ไม่เพียงพอที่จะจัดหามาใช้เองได้ โดยขอบเขตการใช้และพกพาอาวุธปืน ยังคงถูกควบคุมโดยกฎหมายเช่นเดียวกับเอกชน2) มาตรการควบคุมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริต2.1) การจัดทำโครงการ2.1.1) หน่วยงานที่จัดทำโครงการได้จะต้องมีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคง หรือมีเหตุจำเป็นอื่นตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาอนุมัติซึ่งหน่วยงานที่จะเสนอขอจัดทำโครงการได้จะต้องเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงเท่านั้น นอกเหนือจากนี้จะต้องขออนุมัติเป็นรายกรณี จึงจะสามารถจัดทำโครงการได้2.1.2) รายชื่อ ตำแหน่ง และคุณสมบัติของผู้มีความประสงค์จะซื้ออาวุธปืนต้องเป็นไปตามที่ มท. กำหนด โดยต้องสอดคล้องกับโครงการที่เสนอ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อได้ในภายหลัง เช่น กรณีผู้มีความประสงค์สละสิทธิ หรือขาดคุณสมบัติ หรือไม่มีความพร้อมด้านการเงินในภายหลัง2.1.3) ให้ มท. (กรมการปกครอง) เป็นผู้พิจารณาจำนวนอาวุธปืนที่เหมาะสมของแต่ละโครงการ (เป็นรายกรณี) เนื่องจากการจำกัดจำนวนอาวุธปืนให้เท่ากับจำนวนผู้ยื่นความประสงค์อาจเกิดปัญหาในภายหลังได้ หากจำนวนความต้องการที่แท้จริงมากหรือน้อยกว่าที่แจ้งความประสงค์ไว้เดิม2.1.4) กำหนดให้ต้องมีการขอใบอนุญาตสั่งนำเข้าอาวุธปืนให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี นับแต่วันที่อนุมัติโครงการ โดยทุกโครงการจะมีระยะเวลาเท่ากันทั้งหมด หากไม่สามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาจะถือว่าอาวุธปืนหลังจากนั้นไม่สามารถขอใบอนุญาตสั่งนำเข้าได้อีก2.1.5) หน่วยงานต้นสังกัดต้องรับรองคุณสมบัติและเหตุจำเป็นของผู้เข้าร่วมโครงการ รวมทั้งความประพฤติเพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ตามเจตนารมณ์ของโครงการ2.2) เงื่อนไขประกอบการจัดทำโครงการ2.2.1) กำหนดระยะเวลาห้ามโอนภายในระยะเวลา 5 ปีนับตั้งแต่วันที่ออกใบอนุญาตให้มีและใช้ เว้นแต่ตกทอดทางมรดก2.2.2) ไม่อนุญาตให้หน่วยงานผู้จัดทำโครงการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการได้เอง2.2.3) ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องนำอาวุธปืนมาออกใบอนุญาตให้มีและใช้ (แบบ ป.4) ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายทะเบียนท้องที่ หากเพิกเฉยโดยไม่มีเหตุอันควรถือเป็นเหตุใน
การเพิกถอนการอนุญาต และอาจถูกดำเนินคดีอาญาฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต2.2.4) หน่วยงานผู้จัดทำโครงการต้องยินยอมให้ มท.จัดเก็บอัตลักษณ์อาวุธปืนทุกกระบอก พร้อมทั้งเป็นผู้รับผิดชอบในการนำอาวุธปืนมาจัดเก็บอัตลักษณ์อาวุธปืน2.3) คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐที่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยสำหรับกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐหน่วยงานอื่นที่ไม่ได้มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย แต่มีเหตุผลความจำเป็น หรือกรณีอาสาสมัครให้ มท. พิจารณาเหตุผลความจำเป็นและเหมาะสม เป็นรายกรณี2.4) กระบวนการออกใบอนุญาต2.4.1) มท. ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการ ผ่านช่องทางที่กำหนด ก่อนที่นายทะเบียนท้องที่จะออกใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) ทุกครั้ง2.4.2) เมื่อผู้ขอเข้าร่วมโครงการได้รับใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) และได้ซื้ออาวุธปืนแล้ว หน่วยงานที่จัดทำโครงการจะต้องตรวจสอบว่าเป็นเอกสารของผู้ที่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ พร้อมทั้งบันทึกภาพถ่ายและรายละเอียด เพื่อแจ้งให้นายทะเบียนท้องที่ทราบ2.4.3) ผู้ขอเข้าร่วมโครงการเมื่อได้รับอาวุธปืนแล้ว ต้องนำอาวุธปืนมาขอรับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ภายใน
60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายทะเบียนท้องที่ที่ออกใบอนุญาต3) สำนักงาน ป.ป.ท. มีข้อเสนอเพิ่มเติมให้มีการเพิ่มช่องทางในการรับเรื่องร้องเรียนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับกรณีการออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนโดยมิชอบ การเรียกรับสินบนของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวกับการออกใบอนุญาต รวมถึงการเลือกปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ประชาชนเกิดความสะดวกต่อการร้องเรียนและเพื่อป้องปรามเจ้าหน้าที่ขอรัฐมิให้ใช้อำนาจหน้าที่ไปในทางมิชอบในคราวเดียวกัน โดยอาจจัดทำเป็น QR Code และนำไปติดตั้งไว้ ณ สถานที่ออกใบอนุญาต หรือเพิ่มเติมไว้ในเอกสารคำขออนุญาต (แบบ ป.1)
(3) การต่ออายุโครงการจัดหาอาวุธปืนเป็นสวัสดิการแก่ข้าราชการที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน (ถ้ามี) ต้องพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายโดยเคร่งครัดปัจจุบันยังไม่มีการพิจารณาขยายระยะเวลาดำเนินโครงการให้แก่หน่วยงานใด ทั้งนี้ หากหน่วยงานที่จัดทำโครงการใดประสงค์จะขอขยายระยะเวลาดำเนินโครงการจะต้องส่งเรื่องมายัง มท. เพื่อพิจารณาอนุมัติในลักษณะเช่นเดียวกับการขอจัดทำโครงการ1) กรณีอนุญาตให้ขยายระยะเวลา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะพิจารณาเหตุผลความจำเป็นในการอนุมัติฯ เช่น ภาวะเศรษฐกิจ การกีดกันทางการค้า หรือเหตุจำเป็นอื่นใดที่ไม่อาจคาดหมายได้หรือที่ผู้ดำเนินโครงการไม่ได้มีส่วนผิด ตามที่เห็นสมควร2) กรณีไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลา ให้ถือว่าโครงการนั้นสิ้นสุดลงตามระยะเวลาเดิม

ต่างประเทศ

15. เรื่อง การเสนออุทยานธรณีอุบลราชธานีเข้ารับการรับรองเป็นอุทยานธรณีโลกของยูเนสโก (UNESCO Global Geoparks)

              คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบให้เสนออุทยานธรณีอุบลราชธานีสมัครเข้ารับการรับรองเป็นอุทยานธรณีโลกขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (The United Nations Educational, Scientific Cultural Organization : UNESCO) (UNESCO Global Geoparks) โดยยื่นความจำนงต่อ UNESCO ก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 และส่งใบสมัครในระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2569

                2. มอบหมายให้คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ดำเนินการเสนออุทยานธรณีอุบลราชธานีเข้ารับการรับรองเป็นอุทยานธรณีโลกของ UNESCO ต่อสำนักเลขาธิการ UNESCO ณ กรุงปารีส

                สาระสำคัญของเรื่อง

              ทส. รายงานว่า

              1. อุทยานธรณีโลกของ UNESCO เป็นโครงการด้านการอนุรักษ์มรดกทางธรณีวิทยา โบราณคดี นิเวศวิทยา และวัฒนธรรม โดยมีขอบเขตพื้นที่ที่ประกอบด้วยแหล่งที่มีคุณค่าด้านธรณีวิทยา โบราณคดี นิเวศวิทยา และวัฒนธรรม มีการบริหารจัดการแบบองค์รวมระหว่างการอนุรักษ์ การให้ความรู้ การศึกษาวิจัย และการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการ เชื่อมโยงความสำคัญของมรดกทางธรณีวิทยาผ่านการท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยา ปัจจุบันทั่วโลกมีอุทยานธรณีโลกของ UNESCO จำนวนทั้งสิ้น 229 แห่งใน 50 ประเทศ (ณ เดือนพฤศจิกายน 2568) โดยประเทศไทยมีอุทยานธรณีโลกของ UNESCO จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ อุทยานธรณีโลกสตูลและอุทยานธรณีโลกโคราช และอยู่ระหว่างการพิจารณาของ UNESCO จำนวน 1 แห่ง ได้แก่ อุทยานธรณีขอนแก่น

                2. จังหวัดอุบลราชธานีได้มีหนังสือแจ้งความประสงค์ในการสมัครเพื่อรับรองเป็นอุทยานธรณีโลกของ UNESCO ให้คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอุทยานธรณี (คณะกรรมการฯ) (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน) พิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งคณะกรรมการฯ ในการประชุมครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 มีมติเห็นชอบให้อุทยานธรณีอุบลราชธานีสมัครเข้ารับรองเป็นอุทยานธรณีโลกของ UNESCO และมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการดำเนินการเสนอคอคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบและดำเนินการตามขั้นตอนของ UNESCO ต่อไป

                3. สาระสำคัญของอุทยานธรณีอุบลราชธานีมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

                      1) ขอบเขตพื้นที่ อุทยานธรณีอุบลราชธานีครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอโพธิ์ไทร อำเภอศรีเมืองใหม่ อำเภอโขงเจียม และอำเภอสิรินธร รวมพื้นที่ประมาณ 1,829 ตารางกิโลเมตร

                        2) ความสำคัญโดดเด่นด้านธรณีวิทยาในระดับนานาชาติ

                                (1) มีลักษณะธรณีสัณฐานที่เกิดจากกระบวนการกัดเซาะของแม่น้ำโขงที่หลากหลายและโดดเด่นซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางธรณีสัณฐานในระดับโลก สะท้อนถึงพลังของกระบวนการทางธรรมชาติที่ก่อให้เกิดรูปแบบภูมิประเทศเฉพาะตัว เช่น แก่งหินขนาดใหญ่ หน้าผาสูงชัน เป็นต้น

                                (2) มีแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง โดยมีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์มีกระดูกสันหลังในยุคครีเทเชียสตอนต้น ในหมวดหินโคกกรวด บริเวณโคกผาส่วม เช่น ไดโนเสาร์กินพืชคอยาว ไดโนเสาร์นักล่ากินเนื้อ สัตว์เลื้อยคลานบินได้ จระเข้โบราณ เป็นต้น ซึ่งนับว่าเป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในหมวดหินโคกกรวดของประเทศไทย

                                (3) เป็นแหล่งลำดับชั้นหินอ้างอิงแห่งใหม่ของกลุ่มหินโคราชที่มีความชัดเจนและสมบูรณ์ที่มีความสำคัญทั้งในระดับประเทศและนานาชาติในการศึกษาลำดับชั้นหินของกลุ่มหินทรายสีแดงในมหายุคมีโซโซอิก

                                (4) มีแห่งเสาหินขนาดใหญ่ที่เกิดจากการกัดเซาะแตกต่างกันของชั้นหินทราย ซึ่งมีความแข็งแรงและความทนทานต่อการกัดเซาะของน้ำไม่เท่ากัน ส่งผลให้เกิดเป็นเสาเฉลียงขนาดใหญ่ที่มีลักษณะโดดเด่น

                        3) แหล่งโบราณคดีและวิถีวัฒนธรรมสำคัญ

                                (1) แหล่งโบราณคดีที่สำคัญ เช่น ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์อายุ 3,000 – 4,000 ปี ที่ผ่าแต้มจารึกโบราณที่แก่งตะนะ

                                (2) วิถีวัฒนธรรมที่สำคัญ เช่น ประเพณีตักปลาปากบ้องในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของ   ทุกปีกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้ภาษาบรู เป็นต้น

                       4) ความพร้อมของพื้นที่ อุทยานธรณีอุบลราชธานีได้ประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานธรณีระดับ ท้องถิ่นเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2554 และต่อมาได้รับรองเป็นอุทยานธรณีประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 นอกจากนี้ ได้มีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานอุทยานธรณี ซึ่งตั้งอยู่ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการ ทำหน้าที่บริหารและประสานงานตามวิสัยทัศน์ของแผนพัฒนาจังหวัดและนโยบายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 – 2570 ปัจจุบันอุทยานธรณีอุบลราชธานี ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอุทยานธรณีให้ยื่นใบสมัครต่อ UNESCO เนื่องจากมีความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้ทางธรณีวิทยา การบริหารจัดการพื้นที่ การมีส่วนร่วมของชุมชนและศักยภาพในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

                        5) ประโยชน์ของการเป็นสมาชิกอุทยานธรณีโลกของ UNESCO ทำให้ประเทศไทยเป็นที่ รู้จักในระดับนานาชาติเพิ่มมากขึ้นทั้งในด้านคุณค่าของแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและด้านการท่องเที่ยว ซึ่งจะดึงดูดนักท่องเที่ยวและนำรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น ประชากรในพื้นที่เกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์ เกิดเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งศึกษาวิจัยของนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

                ทั้งนี้ อุทยานธรณีอุบลราชธานีได้จัดทำแบบประเมินตนเองแล้วพบว่า อุทยานธรณีอุบลราชธานีเข้าลักษณะตามหลักเกณฑ์การพิจารณาเป็นอุทยานธรณีโลกของ UNESCO เช่น พื้นที่มีภูมิประเทศที่มีความสำคัญทางธรณีวิทยาและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายไทย มีหน่วยงานบริหารจัดการที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายของประเทศ (เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ. 2551 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562) มีการบริหารจัดการร่วมกับชุมชนท้องถิ่น เป็นต้น 

                4. กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ (คธ.) ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นชอบ กระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าเรื่องนี้ไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

16. เรื่อง ร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวเอเปค ครั้งที่ 13

          คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวเอเปค ครั้งที่ 13 โดยหากมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มเติม ปรับปรุง และแก้ไขเอกสารดังกล่าวในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก รวมทั้งอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย ร่วมให้การรับรองร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวเอเปค ครั้งที่ 13 โดยไม่มีการลงนามตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) เสนอ

สาระสำคัญ

          เขตเศรษฐกิจจีนมีกำหนดเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวเอเปค ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 27-28 มิถุนายน 2569 ณ เขตบริหารพิเศษมาเก๊า แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้หัวข้อ “Digital and Intelligent Innovation, Collaborative Empowerment: Leveraging Tourism for an Asia-Pacific Community” โดยที่ประชุมจะมีการรับรองเอกสารผลลัพธ์หลัก คือ ร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวเอเปค ครั้งที่ 13

          ร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวเอเปค ครั้งที่ 13 มีสาระสำคัญ ในการขับเคลื่อน “การท่องเที่ยวดิจิทัลและยั่งยืน” เพื่อส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพ เสริมสร้างการเชื่อมโยงระหว่างประชาชน และสนับสนุนความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อความเจริญร่วมกัน โดยร่างถ้อยแถลงฯ ไม่ถือเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

ประโยชน์และผลกระทบ

          ร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวเอเปค ครั้งที่ 13 เป็นโอกาสสำคัญ ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวในระดับภูมิภาค ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ทั้งในด้านการเสริมสร้างภาพลักษณ์ ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

17. เรื่อง ร่างบันทึกความร่วมมือว่าด้วยกิจกรรมด้านอวกาศระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น

        คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ ดังนี้

          1. เห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือว่าด้วยกิจกรรมด้านอวกาศ ระหว่าง อว. แห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น (ญี่ปุ่น) (Ministry of Economy, Trade and Industry of Japan: METI) (ร่างบันทึกความร่วมมือฯ) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงถ้อยคำของร่างบันทึกความร่วมมือฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับผลประโยชน์และนโยบายของประเทศไทย (ไทย) ขอให้ อว. หารือร่วมกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เพื่อพิจารณาดำเนินการในเรื่องนั้น โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

          2. อนุมัติให้ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกความร่วมมือฯ

สาระสำคัญของเรื่อง

          1.ร่างบันทึกความร่วมมือว่าด้วยกิจกรรมด้านอวกาศระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น(ร่างบันทึกความร่วมมือฯ) มีสาระสำคัญเพื่อส่งเสริมเละยกระดับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมอวกาศระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น โดยจะมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินความร่วมมือด้านอวกาศระหว่างองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่นกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เกี่ยวกับกลุ่มดาวเทียมวงโคจรต่ำของโลก ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการสนับสนุนชีวิตประจำวันของประชาชน อุตสาหกรรม และความมั่นคงต่อไป

          2. ประโยชน์ที่ได้รับ การจัดทำร่างบันทึกความร่วมมือฯ จะนำไปสู่ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอวกาศอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างไทยกับญี่ปุ่น สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศและการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดาวเทียมวงโคจรต่ำของโลก เพื่อยกระดับบริการและโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศของประเทศ ทั้งในด้านการสื่อสาร การบริหารจัดการข้อมูลเชิงพื้นที่ การติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติ การเกษตร อุตสาหกรรม และความมั่นคง ตลอดจนเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ในเศรษฐกิจอวกาศและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในระยะยาว

          3. กระทรวงการต่างประเทศ (กรมเอเชียตะวันออก) พิจารณาแล้ว ไม่มีข้อขัดข้องต่อสารัตถะและถ้อยคำโดยรวมของร่างบันทึกความร่วมมือฯ รวมทั้งมีความเห็นสอดคล้องกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า ร่างบันทึกความร่วมมือฯ ไม่มีการใช้ถ้อยคำ ที่มุ่งหมายให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างกันตามกฎหมายระหว่างประเทศและไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

          ร่างบันทึกความร่วมมือฯ จัดทําขึ้นเพื่อส่งเสริมและยกระดับความร่วมมือ ด้านเทคโนโลยีอวกาศ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงการเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ในอุตสาหกรรมอวกาศระหว่างไทยกับญี่ปุ่น โดยจะมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการดําเนิน ความร่วมมือด้านอวกาศระหว่างองค์การสํารวจอวกาศญี่ปุ่น(Japan Aerospace Exploration Agency: JAXA) กับสํานักงานพัฒนาเทคโนโลยือวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (สทอภ.)

18. เรื่อง การขอความเห็นชอบการกำหนดหลักเกณฑ์สินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงการใช้แรงงานบังคับ เพื่อรองรับผลการไต่สวนไทยของสหรัฐอเมริกา ภายใต้มาตรา 301 แห่งพระราชบัญญัติการค้า ค.ศ. 1974 (Trade Act of 1974) กรณีล้มเหลวในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ (forced labour)

              คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงาน เสนอ ดังนี้

                1. รับทราบผลการไต่สวนไทย ภายใต้มาตรา 301 แห่งพระราชบัญญัติการค้า ค.ศ. 1974 (Trade Act of 1974) กรณีล้มเหลวในการป้องกันสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ (Forced Labour)

                2. เห็นชอบในการจัดตั้งคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ (มบร.) เพื่อดำเนินการ ดังนี้

                        1) วางมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ โดยคำนึงถึงการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่โดยสอดคล้องกับหลักการการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-Favoured-Nation Treatment: MFN) ขององค์การการค้าโลก (WTO) โดยปฏิบัติทางการค้าต่อประเทศสมาชิกอื่น ๆ อย่างเท่าเทียมและไม่เลือกปฏิบัติ

                        2) กำหนดหลักเกณฑ์ แนวทาง และมาตรฐานการตรวจสอบเอกสารรับรองสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ

                        3) เสนอบัญชีรายชื่อเสี่ยง (Watchlist/Blacklist) หรือบัญชีรายชื่อสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ (Risk List) ต่อคณะรัฐมนตรี

                โดยให้คณะกรรมการ มบร. รายงานผลการพิจารณาซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแล้วให้กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อพิจารณาดำเนินการออกประกาศตามความในมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 ต่อไป

19. เรื่อง ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าสำหรับการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลาจากธนาคารพัฒนาเอเชีย

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

                1. อนุมัติให้ กค. รับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank ADB) จำนวน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย

                2. เห็นชอบร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Draft Grant Agreement) (ร่างข้อตกลงฯ) และเห็นชอบการระบุให้ใช้อนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทตามเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสารระเบียบความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (APDRF Grant Regulations)

                3. เห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในร่างข้อตกลงฯ ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย

                4. เห็นชอบแนวทางการจัดสรรเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่า จำนวน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก ADB ให้กับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

                5. มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา มท. และ พม. ร่วมกัน กำหนดหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือ

                6. มอบหมายให้ สธ. มท. และ พม. ดำเนินการในส่วนที่ได้รับมอบหมายตามข้อกำหนดภายใต้ร่างข้อตกลงฯ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยต้องดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันที่ลงนามในร่างข้อตกลงฯ พร้อมทั้งรายงานผลการดำเนินงานให้ กค. ทราบในโอกาสแรก

              สาระสำคัญ

                กค. รายงานว่า

                1. เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ADB เสนอความช่วยเหลือในรูปแบบเงินให้เปล่าเร่งด่วน (Fast – tracked Grant) จากกองทุนช่วยเหลือภัยพิบัติในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Asia Pacific Disaster Response Fund : APDRF) สำหรับการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลาของประเทศไทย โดย กค. ได้มีหนังสือแสดงความประสงค์ขอรับการสนับสนุนถึง ADB พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะผู้แทนฝ่ายไทยเพื่อเจรจาร่างข้อตกลงฯ และเอกสารที่เกี่ยวข้องร่วมกับ ADB ทั้งนี้ ภายหลังการเจรจาและปรับปรุงร่างข้อตกลงฯ แล้ว ได้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะส่งผลให้ กค. ไม่สามารถเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบและลงนามในร่างข้อตกลงฯ ให้แล้วเสร็จได้ ต่อมาเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 กค. ได้ยื่นความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าอีกครั้ง พร้อมทั้งขอให้ ADB พิจารณาสงวนสิทธิ์ในการได้รับจัดสรรความช่วยเหลือหรือจัดสรรความช่วยเหลือในรูปแบบอื่นที่เหมาะสมให้กับประเทศไทยเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดย ADB ยืนยันการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าตามที่เคยอนุมัติไว้และขยายระยะเวลาการลงนามในข้อตกลงออกไปถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569

              2. ร่างข้อตกลงฯ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย (1) เอกสารรายละเอียดกองทุนช่วยเหลือภัยพิบัติในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Establishment of the APDRF) (2) เอกสารการปรับปรุงเงื่อนไขความช่วยเหลือภายใต้กองทุน APDRF (Amendment to Condition for Assistance of the  APDRF) (3) เอกสารหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติ (APDRF Implementation Guidelines) และ (4) เอกสารระเบียบความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (APDRF Grant Regulations) รวมถึงรายงานการประชุมเจรจา    ข้อตกลงฯ (Aide Memoire) โดยมีสาระสำคัญ สรุปได้ ดังนี้

หัวข้อรายละเอียด
ผู้รับความช่วยเหลือกค.
ผู้ให้ความช่วยเหลือADB
วงเงิน/สกุลเงิน2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
วัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา
ระยะเวลาสิ้นสุดการเบิกจ่าย(Closing Date)6 เดือน หลังจากวันที่ลงนามในร่างข้อตกลงฯ

โดยเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากกองทุน APDRF ของ ADB สามารถนำไปใช้สนับสนุนกิจกรรมด้านการบรรเทาและฟื้นฟูภัยพิบัติในระยะฉุกเฉิน เช่น การจัดหาอุปกรณ์กู้ภัย เวชภัณฑ์ อาหาร น้ำดื่ม ระบบสุขาภิบาล และอุปกรณ์สื่อสาร การบริหารจัดการซากความเสียหายและการฟื้นฟูพื้นที่การสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ การซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและการช่วยเหลือด้านการเงินแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในการชำระภาษี อากร และค่าธรรมเนียมการโอนเงินที่เกิดขึ้นจากค่าใช้จ่ายสำหรับกิจกรรมที่มีสิทธิตามเงื่อนไข (Eligible Expenses) ได้เต็มจำนวน รวมถึงยังสามารถเบิกจ่ายย้อนหลัง (Retroactive Financing) ได้สูงสุดไม่เกินร้อยละ 30 ของวงเงินช่วยเหลือ ที่ ADB อนุมัติ โดยมีเงื่อนไขว่า ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะต้องไม่เกิดขึ้นก่อนวันที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน (วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568) และหลังข้อตกลงฯ มีผลใช้บังคับ โดยการจัดซื้อจัดจ้างสามารถดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของประเทศไทย โดยไม่ต้องขออนุมัติจาก ADB ก่อนดำเนินการ ทั้งนี้ ภายใต้ร่างข้อตกลงฯ หากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาซึ่งไม่สามารถตกลงกันได้ จะมีการใช้อนุญาโตตุลาการ (Arbitration) เป็นเครื่องมือในการระงับข้อพิพาทดังกล่าว โดยแต่ละฝ่ายจะเป็นผู้รับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีของตนเอง

                ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินโครงการเงินช่วยเหลือสำหรับครัวเรือนที่มีกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุน APDRF จึงเห็นควรมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา มท. และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสงขลา พม. ร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือที่มีความชัดเจนโปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยจังหวัดสงขลาจะต้องเสนอหลักเกณฑ์ดังกล่าวให้ กค. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนดำเนินการต่อไป

                3. เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจาก ADB ภายใต้ร่างข้อตกลงฯ จำนวน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นเงินที่หน่วยงานของรัฐได้รับตามโครงการช่วยเหลือหรือร่วมมือกับองค์การต่างประเทศ ซึ่งสามารถเก็บเงินไว้ใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับเงินที่หน่วยงานของรัฐได้รับตามโครงการช่วยเหลือหรือร่วมมือกับรัฐบาลต่างประเทศ องค์การสหประชาชาติ ทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติองค์การระหว่างประเทศอื่นใด หรือบุคคลใด ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนดขึ้น โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 34 วรรคสาม

                4. กค. แจ้งว่า การปฏิบัติตามร่างข้อตกลงฯ สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายและกฎระเบียบภายในของประเทศที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยไม่ต้องมีการออกหรือแก้ไขพระราชบัญญัติแต่อย่างใด ดังนั้น ร่างข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 วรรคสอง และวรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่จะต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา และ กค. ได้ระบุให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมาย ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจลงนามโดยตำแหน่งเป็นผู้ลงนามในร่างข้อตกลงฯ
ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับจาก ADB ซึ่งเป็นคู่ภาคีว่าไม่ต้องแสดงหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) นอกจากนี้ กค. จะถือปฏิบัติและกำกับดูแลการดำเนินงานของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามเงื่อนไขของร่างข้อตกลงฯ และเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดเพื่อให้การรับและใช้จ่ายเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าดังกล่าวเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใสตรวจสอบได้ และไม่ก่อให้เกิดปัญหาในการบริหารข้อตกลงต่อไป

20. เรื่อง ร่างปฏิญญาทางการเมืองเรื่องเอชไอวีและเอดส์ พ.ศ. 2569 ในการประชุมระดับสูงของสมัชชาสหประชาชาติว่าด้วยเอชไอวีและเอดส์ พ.ศ. 2569

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบต่อร่างปฏิญญาทางการเมืองเรื่องเอชไอวีและเอดส์ พ.ศ. 2569 ในการประชุมระดับสูงของสมัชชาสหประชาชาติว่าด้วยเอชไอวีและเอดส์ พ.ศ. 2569 ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขถ้อยคำหรือประเด็นที่มิใช่สาระสำคัญต่อร่างปฏิญญาทางการเมือง และไม่ขัดข้องต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยขอให้ผู้แทนไทยได้รับมอบหมายร่วมรับรองร่างปฏิญญาทางการเมืองเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในเรื่องนั้น ๆ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

                2. อนุมัติให้หัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมระดับสูงของสมัชชาสหประชาชาติว่าด้วยเอชไอวีและเอดส์ พ.ศ. 2569 หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองร่างปฏิญญาทางการเมืองเรื่องเอชไอวีและเอดส์ พ.ศ. 2569

               สาระสำคัญ

                ตามที่องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดให้มีการประชุมระดับสูงของสมัชชาสหประชาชาติว่าด้วยเอชไอวีและเอดส์ พ.ศ. 2569 (United Nations General Assembly: High – level meeting on HIV and AIDS) เป็นประจำทุก 5 ปี โดยล่าสุดจัดเมื่อปี พ.ศ. 2564 ในรูปแบบการประชุมแบบเสมือนจริง (Virtual Meeting) เนื่องจากสถานการณ์ COVID – 19 สำหรับในปี พ.ศ. 2569 ได้กำหนดการประชุมระหว่างวันที่ 22 – 23 มิถุนายน 2569 ณ สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนความก้าวหน้าตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในปฏิญญาทางการเมืองเรื่องเอชไอวีและเอดส์ พ.ศ. 2564 และร่วมกันรับรองร่างปฏิญญาทางการเมืองเรื่องเอชไอวีและเอดส์ พ.ศ. 2569 (Political Declaration on HIV and AIDS 2026) รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่อการดำเนินการที่ผ่านมา

              ประโยชน์และผลกระทบ

                ร่างปฏิญญาทางการเมืองเรื่องเอชไอวีและเอดส์ พ.ศ. 2569 เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ของประชาคมโลกในการเร่งยุติเอดส์เพื่อมิให้เป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุขภายในปี 2573 โดยเน้นการฟื้นฟูความก้าวหน้าที่ชะลอตัวจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ ความเหลื่อมล้ำ การตีตรา และการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ ปฏิญญาให้ความสำคัญกับการเร่งขยายมาตรการป้องกันเอชไอวีแบบผสมผสาน การเข้าถึงการตรวจและรักษาอย่างทั่วถึงเพื่อบรรลุเป้าหมาย 95-95-95 การยุติการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก การขจัดการตีตราและการเลือกปฏิบัติ การส่งเสริมการเข้าถึงยาและนวัตกรรมทางการแพทย์อย่างเท่าเทียม ตลอดจนการเสริมสร้างบทบาทของชุมชนและภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนการตอบสนองต่อเอชไอวีเพื่อสร้างระบบสุขภาพที่ยั่งยืน ครอบคลุม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การรับรองปฏิญญาดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศไทยมีกรอบแนวทางในการดำเนินงานด้านเอชไอวี/เอดส์ที่สอดคล้องกับทิศทางและพันธกรณีของประชาคมโลก ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง อันจะสนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงการป้องกัน การตรวจวินิจฉัย และการรักษาที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยยกระดับบทบาทของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ และสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการยุติปัญหาเอดส์ พ.ศ. 2560 – 2573 ให้บรรลุเป้าหมายการยุติปัญหาเอดส์ของประเทศและของโลกตามกรอบเวลาที่กำหนด

21. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรตามความตกลงภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน สำหรับปี 2569 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรตามความตกลงภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน สำหรับปี 2569 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ 

              สาระสำคัญของเรื่อง

                พณ. เสนอว่า

                1. คณะรัฐมนตรีมีมติ (11 พฤศจิกายน 2568) รับทราบนโยบายและมาตรการนำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้กรอบความตกลงอื่นนอกเหนือกรอบองค์การการค้าโลกปี 2569 ตามมติ นบขพ. ในการประชุมครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 และเห็นชอบให้ปรับระยะเวลาการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของผู้นำเข้าทั่วไป ภายใต้ความตกลง AFTA เดิม ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 (รวม
7 เดือน) เป็น ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 (รวม 5 เดือน)

                2. พณ. โดยกรมการค้าต่างประเทศได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีตามข้อ 1 โดยได้ออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรตามความ  ตกลงภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน สำหรับปี 2569 พ.ศ.2568 โดยกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขใน การนำเข้าข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์พิกัดอัตราศุลกากร ประเภทย่อย 1005.90.99 รหัสสถิติ 001 ที่มีถิ่นกำเนิดและส่งตรงมาจากประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผู้นำเข้าจะต้องมีหนังสือรับรองหรือเอกสารหลักฐานแสดงต่อกรมศุลกากรในการนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อประกอบการใช้สิทธิพิเศษทางด้านภาษีศุลกากรอัตราร้อยละ 0 ดังนี้

                        2.1 กรณีองค์การคลังสินค้าเป็นผู้นำเข้าต้องนำเข้าระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569

                        2.2 กรณีผู้นำเข้าทั่วไปต้องนำเข้าระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569  ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดมาตรฐานควบคุมการนำเข้าตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์

                3. ต่อมา นบขพ. ในการประชุม ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569  มีมติเห็นชอบ
การขยายระยะเวลานำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กรณีผู้นี้นำเข้าทั่วไป ภายใต้ความตกลง AFTA ปี 2569 เดิมระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เป็นระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่
31 สิงหาคม 2569
 และมอบฝ่ายเลขานุการ นบขพ. นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนกรมการค้าต่างประเทศดำเนินการออกกฎระเบียบในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

                ร่างประกาศในเรื่องนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ ดังนี้

                1. เพื่อให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ มีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพียงพอต่อความต้องการใช้ ทั้งนี้ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญที่มีความจำเป็นต่อภาคอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ซึ่งเมื่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์มีวัตถุดิบเพียงพออย่างต่อเนื่องจะส่งผลให้ภาคปศุสัตว์ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสามารถผลิตปศุสัตว์และสัตว์น้ำให้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ การส่งออก และเพื่อเป็นความมั่นคงด้านอาหาร รวมทั้งเป็นแหล่งสร้างรายได้ของเกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศ             

                2. มีมาตรการดูแลคุ้มครองเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ และผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ทั้งระบบอย่างเป็นธรรม

แต่งตั้ง

22. เรื่อง แนวทางการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

              คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กำหนดจำนวนคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 72 คน (เท่ากับจำนวนที่มติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – 2568) ตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

              1. สำนักงบประมาณได้เสนอแนวทางการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 (คณะกรรมาธิการฯ) จำนวน 72 คน เท่ากับจำนวนที่มติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – 2568 โดยกำหนดสัดส่วนของคณะกรรมาธิการฯ ดังนี้

                        1.1 กรรมาธิการวิสามัญที่คณะรัฐมนตรีเสนอชื่อ จำนวนไม่เกิน 18 คน

                        1.2 กรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนพรรคการเมือง จำนวน 54 คน แบ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล จำนวน 32 คน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน จำนวน 22 คน ซึ่งจะมีการคัดเลือกตามกระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป

                        สำหรับจำนวนกรรมาธิการฯ ในสัดส่วนที่คณะรัฐมนตรีเสนอชื่อจำนวนไม่เกิน 18 คน เห็นสมควรให้คณะรัฐมนตรีพิจารณากำหนดตามความเหมาะสมต่อไป

                2. การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่สำนักงบประมาณเสนอ เป็นการดำเนินการตามแนวปฏิบัติที่ผ่านมาเกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมาธิการฯ และเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 91 วรรคสอง จึงเข้าข่ายเป็นเรื่องที่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548

23. เรื่อง แนวทางการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย
พ.ศ. ….

              คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กำหนดจำนวนคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. จำนวน 25 คน ตามที่สำนักงานงบประมาณ (สงป.) เสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

               1. สำนักงบประมาณได้เสนอแนวทางการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. (คณะกรรมาธิการฯ) จำนวน 25 คนเท่ากับจำนวนคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยกำหนดสัดส่วนของคณะกรรมาธิการฯ ดังนี้

                        1.1 กรรมาธิการวิสามัญที่คณะรัฐมนตรีเสนอชื่อ จำนวนไม่เกิน 6 คน

                        1.2 กรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนพรรคการเมือง จำนวน 19 คน แบ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล จำนวน 11 คน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน จำนวน 8 คน ซึ่งจะมีการคัดเลือกตามกระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป

                        สำหรับจำนวนกรรมาธิการฯ ในสัดส่วนที่คณะรัฐมนตรีเสนอชื่อจำนวนไม่เกิน 6 คน เห็นสมควรให้คณะรัฐมนตรีพิจารณากำหนดตามความเหมาะสมต่อไป

                2. การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ….ที่สำนักงบประมาณเสนอ เป็นการดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 91 วรรคสอง จึงเข้าข่ายเป็นเรื่องที่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548

24.  เรื่อง คณะกรรมการต่าง ๆ ที่แต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี (กระทรวงคมนาคม)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ขอเพิ่ม “ผู้แทนกรมการขนส่งทางราง”  เป็นกรรมการในคณะกรรมการประสานการขนส่งผ่านแดนแห่งชาติ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

25. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ                        (กระทรวงสาธารณสุข)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอ แต่งตั้งข้าราชการ                 พลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิในส่วนราชการต่าง ๆ รวม 8 ราย ดังนี้

ลำดับชื่อ – สกุลตำแหน่งให้ดำรงตำแหน่งวันที่มีผล
กรมการแพทย์
1นางสาวเบ็ญจ์สชีว์ ปัทมดิลก นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมสาขาตจวิทยา)สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ              (ด้านเวชกรรมสาขาตจวิทยาสถาบันโรคผิวหนังกรมการแพทย์)21 มีนาคม 2568
กรมควบคุมโรค
2นางภัคนี สิริปูชกะผู้อำนวยการกอง(ผู้อำนวยการสูง)กองยุทธศาสตร์และแผนงานกรมควบคุมโรคนักวิชาการสาธารณสุขทรงคุณวุฒิ(ด้านสาธารณสุข)กรมควบคุมโรค 27 มีนาคม 2568
3นางวรรณรัตน์ พงศ์พิรุฬห์นายแพทย์เชี่ยวชาญ(ด้านเวชกรรมสาขาเวชกรรมทั่วไป) กลุ่มบริการทางการแพทย์สถาบันบำราศนราดูร                    กรมควบคุมโรค นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ(ด้านเวชกรรมสาขาอายุรกรรม)สถาบันบำราศนราดูรกรมควบคุมโรค 8 ตุลาคม 2568
4นายกิตติ์พงศ์  สัญชาตวิรุฬห์ผู้อำนวยการสถาบัน[ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน(แพทย์) สูง]สถาบันบำราศนราดูรกรมควบคุมโรค นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ(ด้านเวชกรรมป้องกัน)กรมควบคุมโรค6 กุมภาพันธ์2569
กรมสุขภาพจิต
5นางสาวรัชนี   ฉลองเกื้อกูลนายแพทย์เชี่ยวชาญ(ด้านเวชกรรมสาขาจิตเวช)โรงพยาบาลศรีธัญญากรมสุขภาพจิตนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ(ด้านเวชกรรมสาขาจิตเวช)โรงพยาบาลศรีธัญญากรมสุขภาพจิต24 มีนาคม 2568
6นางวิรีย์อร จูมพระบุตรนายแพทย์เชี่ยวชาญ(ด้านเวชกรรมสาขาจิตเวช)โรงพยาบาล                  พระศรีมหาโพธิ์กรมสุขภาพจิตนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ(ด้านเวชกรรมสาขาจิตเวช)โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์กรมสุขภาพจิต 19 สิงหาคม 2568
กรมอนามัย
7นายมนัส รามเกียรติศักดิ์นายแพทย์เชี่ยวชาญ(ด้านสาธารณสุข)สำนักส่งเสริมสุขภาพกรมอนามัยนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ(ด้านอนามัยแม่และเด็ก)กรมอนามัย 18 มีนาคม 2568
8นางวิมล บ้านพวนนักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญ(ด้านสาธารณสุข)สำนักส่งเสริมสุขภาพกรมอนามัยนักวิชาการสาธารณสุขทรงคุณวุฒิ(ด้านส่งเสริมสุขภาพ)กรมอนามัย25 กันยายน 2568
         

                       โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์  ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

26. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ รวมจำนวน 7 คน ดังนี้

              1. นางสาวสุทธาภา อมรวิวัฒน์        ประธานกรรมการ

              2. นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี           กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

              3. นางสาวพัชรินรุจา จันทโรนานนท์       กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

              4.นายวนัส แต้ไพสิฐพงษ์               กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

              5. นายฉัตรชัย เลื่อนผลเจริญชัย             กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

              6. นายนัยวุฒิ วงษ์โคเมท        กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

              7. นายประยูร ลิ้มสุข              กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

27. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการอื่น (ผู้แทนกองทัพอากาศ) ในคณะกรรมการกำกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้ง พลอากาศโท จุมพล คล้อย
ภยันต์ 
เป็นกรรมการอื่น (ผู้แทนกองทัพอากาศ) ในคณะกรรมการกำกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย แทนพลอากาศตรี วุฒิ น้อยเชี่ยวกาญจน์

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

28. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) ประธานกรรมการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เสนอแต่งตั้ง นายนพดล เภรีฤกษ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านนิติศาสตร์) ในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง
มีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับเวลาที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ยังอยู่ในตำแหน่ง

29. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นายปกรณ์เกียรติ วาณิชวัฒนากุล ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป