แก้วตา เคลียร์ปมวิจารณ์พรรค วัน อยู่บำรุง โผล่กดไลก์ ลั่น ชัดเจน

แก้วตา เคลียร์ปมวิจารณ์พรรค วัน อยู่บำรุง โผล่กดไลก์ ลั่น ชัดเจน

แก้วตา เคลียร์ปมวิจารณ์พรรค วัน อยู่บำรุง โผล่กดไลก์ ลั่น ชัดเจน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.59 น.

กระแสความร้อนแรงยังคงพุ่งสูงไม่มีแผ่ว สำหรับ แก้วตา หรือ ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส. พรรคประชาชน ที่เปิดหน้าวิพากษ์วิจารณ์อดีตต้นสังกัดอย่างดุเดือดในหลายประเด็น โดยเฉพาะชนวนเหตุเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าที่เจ้าตัวโดนทัวร์ลงจอดป้ายแบบไม่ได้พัก จนกลายเป็นดราม่าไฟลามทุ่งที่ชาวเน็ตขุดมาวิพากษ์วิจารณ์กันข้ามคืน ซึ่งดูเหมือนว่าความเผ็ดร้อนในครั้งนี้จะไม่ได้จบลงง่าย ๆ และยังคงเป็นประเด็นที่สังคมจับตามองอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดวันนี้ 19 กุมภาพันธ์ 2569 แก้วตา หรือ น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กร่ายยาวถึงกรณีที่ตนเองออกมาวิพากษ์วิจารณ์พรรคประชาชน ไม่ได้ทำไปเพราะไม่ได้ไปต่อ โดยมีข้อความทั้งหมด ว่า “ขอพูดให้ชัดอีกครั้ง การที่ดิฉันออกมาวิพากษ์พรรค ไม่ใช่เพราะ “ไม่ได้ไปต่อ” ถ้าเป็นเรื่องตำแหน่ง ดิฉันสามารถออกมาพูดก่อนเลือกตั้งได้ แต่ดิฉันไม่ทำ และได้พูดไปแล้วด้วยว่า “ เคารพในการตัดสินใจของพรรค” ตั้งแต่ทราบว่าไม่ได้ไปต่อ เพราะไม่ต้องการให้กระทบคะแนนเสียง ไม่ต้องการให้ความขัดแย้งภายในกลายเป็นภาระของพรรคในสนามเลือกตั้ง ดิฉันเลือกเงียบในช่วงเลือกตั้ง เพราะแยกออกระหว่างความเห็นต่างภายในกับความรับผิดชอบต่อประชาชนการออกมาพูดหลังผลเลือกตั้งชัดเจนแล้ว ถือว่าให้เกียรติพรรคมากที่สุดแล้ว แต่สิ่งที่ดิฉันโกรธจริง ๆ ไม่ใช่ตัวบุคคล และไม่ใช่ความผิดหวังส่วนตัว แม้ผู้สมัครคนใหม่ที่พรรคเลือกจะยังไม่มีประสบการณ์การทำงานเชิงพื้นที่หรือเชิงบริหารในระดับที่พิสูจน์ความพร้อมระยะยาว

แก้วตา

การเป็นอนุกรรมาธิการระยะสั้นไม่กี่เดือน ไม่มีสถานะข้าราชการ ไม่มีอำนาจบริหารเชิงนโยบาย ไม่มีความรับผิดชอบเชิงระบบต่อประชาชน ไม่อาจเรียกว่า “ประสบการณ์ทำงานเต็มรูปแบบ” ได้ นี่ไม่ใช่การดูถูกใคร แต่นี่คือคำถามเรื่องมาตรฐานพรรคที่อ้างว่าจะยกระดับการเมือง ต้องอธิบายได้ว่าหลักเกณฑ์การคัดเลือกคืออะไรหรือมาตรฐานถูกยืดหยุ่นตามความเหมาะสมทางการเมือง แต่ประเด็นที่หนักกว่านั้น คือการโหวตสนับสนุนคุณอนุทิน ดิฉันเตือนแล้วว่าการตัดสินใจนั้นจะมีต้นทุนทางอุดมการณ์สูงมากจะทำให้เส้นแบ่งทางหลักการพร่าเลือน และจะสร้างความได้เปรียบทางโครงสร้างให้ฝ่ายที่เราเคยวิจารณ์

วันนี้เราเห็นแล้วว่าพรรคภูมิใจไทยยืนอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบทางอำนาจและมีบทบาทกำหนดทิศทางการเมืองอย่างชัดเจน จะบอกว่าไม่มีความเชื่อมโยงเลยได้อย่างไรในเมื่อการโหวตครั้งนั้นคือจุดเปลี่ยนสำคัญของสมการอำนาจ ดิฉันไม่ได้กล่าวหาใครเรื่องการโกง แต่ดิฉันพูดชัดว่าการตัดสินใจของพรรค มีผลต่อดุลอำนาจที่ทำให้ภูมิใจไทยมีความได้เปรียบในวันนี้ และถ้าเราไม่กล้ายอมรับว่าการตัดสินใจของเรา มีผลต่อผลลัพธ์ทางการเมือง เราก็ไม่ต่างจากการเมืองแบบเก่า ที่ไม่เคยรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง เมื่อดิฉันตั้งคำถามเชิงนโยบายสิ่งที่ได้รับกลับมาไม่ใช่คำอธิบายเชิงเหตุผล แต่คือการหยิบเรื่อง “สารเสพติด” และเรื่องส่วนตัวขึ้นมาพูดในพื้นที่สาธารณะ นี่คือรูปแบบของ character assassination อย่างชัดเจน แทนที่จะตอบว่า ทำไมจึงโหวตแบบนั้น ทำไมจึงลดบาร์ทางหลักการ ทำไมจึงทำให้ฝ่ายที่เราเคยวิจารณ์ได้เปรียบทางโครงสร้างกลับเลือกเบี่ยงประเด็นไปที่ชีวิตส่วนตัวของผู้ตั้งคำถาม

แก้วตา

เมื่อประเด็นสารเสพติดถูก insinuate ซ้ำ ๆ ทั้งที่อยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย นั่นไม่ใช่การถกเถียงเชิงนโยบาย แต่นั่นคือการสร้างภาพจำทางสังคมเพื่อบั่นทอนความน่าเชื่อถือการเมืองที่มั่นใจในหลักการ ต้องตอบด้วยหลักการ การเมืองที่มั่นใจในเหตุผลไม่จำเป็นต้องทำลายตัวบุคคล ดิฉันไม่ได้โกรธเพราะแพ้ ดิฉันโกรธเพราะมาตรฐานลดลง หลักการถูกต่อรอง และการตัดสินใจหนึ่งครั้ง ได้เปลี่ยนดุลอำนาจของประเทศ ถ้าพรรคการเมืองที่เรียกตัวเองว่าก้าวหน้า ไม่สามารถรับคำวิจารณ์จากคนของตัวเองได้ คำว่า “ประชาธิปไตย” ก็จะเหลือเพียงสโลแกน

ดิฉันวิพากษ์ไม่ใช่เพื่อทำลายใคร แต่เพื่อยืนยันว่ามาตรฐานต้องสูงกว่านี้ หลักการต้องชัดกว่านี้และประชาชนสมควรได้รับการเมืองที่โปร่งใสมากกว่านี้ค่ะ”

แก้วตา

หลังจากที่โพสต์ แก้วตา หรือ น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล กลายเป็นกระแสฮือฮาและร้อนแรงมากกว่าเดิมกับการปรากฎตัวของ วัน อยู่บำรุง ลูกชายของ ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง นักการเมืองชื่อดังของประเทศไทยที่ได้เข้าไป กดถูกใจ ต่อโพสต์ของเธอและคอมเมนต์ ว่า “ชัดเจน”

วัน อยู่บำรุง

ทำเอาชาวเน็ตบนโลกโซเชียลต่างก็คอมเมนต์แสดงความคิดเห็นลงมากันเป็นจำนวนมากกับโพสต์ของ แก้วตา ที่มีต่อพรรคประชาชน เช่น

“จัดไปครับ แต่ด้อมก็คงไม่ get”

“FC ไปเลยครัช”

“วิพากษ์แบบใด…”

“มีดีไม่ต้องกลัวค่ะแต่บางอย่างคุณแก้วตาไม่น่ารักนะคะจากfcคนหนึ่ง”

“เก่งมาก มีความเป็นนักวางแผน วิเคราะห์สถานการณ์ได้แม่นยำ ในพรรค ปชน. ไม่มีใครเชี่ยวชาญชำนาญเรื่องมนุษย์เท่ากับคุณแก้ว คุณอมรัตน์ คุณไอซ์ อาจไม่ลึกซึ้งขนาดนี้ ใครโจมตีวิธีไหนคุณแก้วรับมือได้หมด ด้วยความรู้ที่อ่านหนังสือเป็นหมื่นๆ เล่ม ใครเป็นศัตรูคงลำบาก แต่เว้นไว้คนนึง คือ คุณชัยทวัฒน์คนเดียวสุดยอดนักปราชญ์”

“ขอสนับสนุนคุณแก้วตาที่กล้าออกมาพูดความจริง!เพื่อให้ประชาชนหูตาสว่าง! ปรบมือค่ะ”

“แม้งโดนสัด แดรกยางลบอีกแล้ว พรรคให้ใครออกมาตอบโต้ มันตลกตรงนี้มากกว่า ป้าเจี๊ยบเป็นใคร แล้วเบนเข็มไปเรื่องยา อันนี้ใช้ไม่ได้ครับ”

แก้วตา
แก้วตา
แก้วตา
แก้วตา
แก้วตา
แก้วตา

ขอขอบคุณข้อมูบลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ธิษะณา ชุณหะวัณ – แก้วตา – Tisana Choonhavan

เสียงพุ่ง286แล้ว! ภท.เก็บอีก 2 พรรคเล็ก เป็นแนวร่วม ยันโหวตดันอนุทินนั่งนายกฯ

เสียงพุ่ง286แล้ว! ภท.เก็บอีก 2 พรรคเล็ก เป็นแนวร่วม ยันโหวตดันอนุทินนั่งนายกฯ

เสียงพุ่ง286แล้ว! ภท.เก็บอีก 2 พรรคเล็ก เป็นแนวร่วม ยันโหวตดันอนุทินนั่งนายกฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.23 น.

เสียงพุ่ง286แล้ว! ’ภท.‘ เก็บอีก ‘2พรรคเล็ก’ เป็นแนวร่วม ’ทรงศักดิ์‘ ดีลต่อสาย ‘อุดมเดช’ เพื่อนเก่า ดึงเสียงเพิ่ม ยันโหวตดัน ’อนุทิน‘ นั่งนายกฯ ตามกติกาสากลแน่นอน

เมื่อวันที่ 19 ก.พ.2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคการเมืองขนาดเล็ก นำโดย นายราเชน ตระกูลเวียง หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ ได้เดินทางเข้ามายังที่ทำการพรรค จากนั้นนายอุดมเดช รัตนเสถียร ว่าที่สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ได้เข้ามาแสดงเจตนารมย์ในการสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไาย ในการเสนอชื่อบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งในส่วนของนายอุดมเดช ได้รับการติดต่อจากนายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรคภูมิใจไทย และนายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้อำนวยการพรรคภูมิใจไทย

จากนั้นเวลา 10.30 น.นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้แถลงเปิดตัว 2 พรรคเล็ก โดยโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า วันนี้พรรคภูมิใจไทยได้รับเกียรติจาก 2 พรรคการเมืองพรรคไทยสร้างไทย นายอุดมเดช พรรคทางเลือกใหม่ นายราเชน ตระกูลเวียง หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ ซึ่งที่ผ่านมาเราได้แจ้งมาตลอดว่าเป็นการติดต่อกันเข้ามาพูดคุยกัน แต่วันนี้พิเศษ เพราะนายอุดมเดชเป็นการพูดคุยกันผ่านนายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเคยเป็นเพื่อนอยู่ด้วยกันตั้งแต่กลุ่ม 16 เพราะฉะนั้นเมื่อเราจะเดินหน้าไปด้วยกัน ในการเลือกนายกฯ ดังนั้นวันนี้พรรคไทยสร้างไทยมาสนับสนุนทั้ง 2 คน รวมถึงพรรคทางเลือกใหม่ของนายราเชนอีก 1 คน  ดังนั้นวันนี้เสียงสนับสนุนเพิ่มเป็นทั้งหมด 14 เสียง 

ด้านนายอุดมเดช กล่าวว่า ตนได้รับการประสานงานกับนายทรงศักดิ์ ในฐานะที่คุ้นเคยกัน พูดถึงเหตุและผลเราควรที่จะเดินหน้าหารัฐบาลที่เข้มแข็งในการที่จะเข้ามาแก้ปัญหาที่รุมเร้าอยู่ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ หรือในปัญหาความมั่นคงชายแดน เป็นเรื่องที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่เข้มแข็ง เราพร้อมที่จะให้การสนับสนุนให้มีรัฐบาลที่เข้มแข็ง 

ขณะที่นายราเชน กล่าวว่า ตนเคารพกติกาเสียงข้างมากที่ชนะ เราก็ต้องสนับสนุนให้ผู้ที่มีเสียงมากที่สุดได้เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นพรรคทางเลือกใหม่มีเพียง 1 เสียง ก็พร้อมยินดีที่จะสนับสนุนตามกติกาสากล สนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ

เมื่อถามว่าจะมีการเปิดพรรคการเมืองอีกหรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า จากนี้จะมีการนัดหมายแถลงกันเรื่อย ๆ และจะแจ้งสื่อล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วันอยู่แล้ว และพรุ่งนี้ก็มีอีก 

ผู้สื่อข่าวรายงานง่า สำหรับเสียงของรัฐบาลในขณะนี้สามารถรวบรวมได้แล้ว 286 เสียง แบ่งเป็น พรรคภูมิใจไทย 193 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง  พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคใหม่ 1 เสียง พรรครวมใจไทย 1 เสียง พรรคไทยทรัพย์ทวี 1 เสียง พรรครวมพลังประชาชน 1 เสียง พรรคมิติใหม่ 1 เสียง พรรคประชาธิปไตยใหม่  1 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย  2 เสียง พรรคพลังประชารัฐ  5  เสียง พรรคทางเลือกใหม่  1 เสียง และพรรคไทยสร้างไทย อีก 2 เสียง ส่วนพรรคกล้าธรรม จำนวน 58 เสียงนั้น ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนในการร่วมรัฐบาล

เจษฎ์ ฝากนายกฯ แก้เกมรุก ฮุน มาเนต ดึงฝรั่งเศส-อเมริกา วุ่นวายไทย

เจษฎ์ ฝากนายกฯ แก้เกมรุก ฮุน มาเนต ดึงฝรั่งเศส-อเมริกา วุ่นวายไทย

เจษฎ์ ฝากนายกฯ แก้เกมรุก ฮุน มาเนต ดึงฝรั่งเศส-อเมริกา วุ่นวายไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.21 น.

เจษฎ์ ฝากนายกฯ แก้เกมรุก ฮุน มาเนต ดึงฝรั่งเศส-อเมริกา วุ่นวายไทย พร้อมปลุกใจ คนไทย สามัคคี รักชาติ

เมื่อวันที่ 19 ก.พ.2569 นายเจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์กรณี “นายฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่า จะเชิญ คณะกรรมการสันติภาพ โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ไกล่เกลี่ย พร้อมเรียกร้องไทยอนุญาตให้คณะกรรมการกำหนดเขตแดนร่วมเริ่มทำงานในพื้นที่พิพาทชายแดนว่า จากที่ตนได้ลงพื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็น 1 ในพื้นที่พิพาท ที่ไทยยึดคืนได้จากการปะทะว่า ขณะที่นักการเมืองไทยกำลังแย่งชิงอำนาจ แต่ศัตรูข้างบ้านกำลังเดินเกมรุกคืบ เตรียมผนึกมหาอำนาจบีบไทยให้จนมุม พร้อมตั้งคำถามถึงพรรคการเมืองบางพรรคที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย

นายเจษฎ์ กล่าวว่า คงต้องเตือนให้คนไทย”ตาสว่าง” กับแผนการของ “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่กำลังรุกคืบอย่างเป็นระบบ ที่มีแผนฮุบผลประโยชน์อ่าวไทย จากการอ้างอิงคำกล่าวของกษัตริย์นโรดม สีหมุนี ที่ระบุว่าหากไทยสร้างกำแพง กัมพูชาก็ต้องได้ “ส่วนแบ่งน้ำมันในอ่าวไทย” รวมถึงใช้ “ทรัมป์” เป็นโล่ ซึ่งกัมพูชาเลือกข้างสหรัฐฯ อย่างชัดเจนผ่าน Board of Peace เพื่อดึงมหาอำนาจมาเป็นพวก และเตรียมใช้ยุโรป (โดยเฉพาะฝรั่งเศส) เข้ามากดดันไทยให้คืนพื้นที่ทับซ้อน 

ทั้งนี้กัมพูชามีแนวโน้มที่จะเดินหน้าเรียกร้องให้มีการคืนพื้นที่จากทางประเทศไทย ดังที่นายฮุน มาเนต ได้บอกเอาไว้ เดินหน้าต่อจาก Board of Peace หรือคณะกรรมการสันติภาพ ไปคุยกับประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างความได้เปรียบ 

​การรุกคืบเหล่านี้ ทั้งจากสถาบันกษัตริย์ของกัมพูชา และจากองคาพยพในการบริหารจัดการแผ่นดินโดยคุณฮุน มาเนต ถ้าหากว่าเรายังไม่นึกคิดว่าภัยข้างบ้านเป็นสิ่งที่อันตรายมาก เรายังคงทะเลาะกันในบ้าน ยังคงหาจุดลงตัวเพื่อเดินหน้าต่อไปไม่ได้ การที่คุณฮุน มาเนต ไปประชุม Board of Peace หรือคณะกรรมการสันติภาพ ก็ต้องร่วมกันกับคุณโดนัลด์ ทรัมป์ เท่ากับว่ากัมพูชาเลือกทางฝั่งของสหรัฐอเมริกาไปเกินครึ่งตัวแล้ว” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

นายเจษฎ์  กล่าวว่า จากการที่ได้สัมผัสพื้นที่จริง จึงได้เห็นว่ากัมพูชาได้มาแฝงตัวอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ 30-40 ปีแล้ว โดยรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มาไม่ได้แก้ปัญหาใด ไม่ได้พยายามจะดำเนินการเพื่อที่จะรักษาอธิปไตยอย่างมั่นคง แม้รัฐบาลที่มีนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี จะดำเนินการค่อนข้างจะแข็งขัน และแสดงศักยภาพในการปกป้องอธิปไตยในระดับสูง แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะภัยยังไม่หมด และเรื่องราวยังไม่จบ ดังนั้น​การรุกคืบของกัมพูชาจะก้าวเข้ามาได้ทุกเมื่อ โดยใช้กำลังทางกายภาพ และใช้ความสัมพันธ์ที่จะมีต่อสหรัฐอเมริกาในอนาคตเข้ามาบีบคั้นเรา ส่วนประเทศมหาอำนาจอื่น ที่เราบอกว่าเป็นมหามิตร เช่น จีน รัสเซีย หรือประเทศอื่นใดในยุโรป จะช่วยเหลือเราหรือไม่ 

“อยากเตือนสติคนไทยว่า ภัยข้างบ้านอันตรายกว่าที่คิด หากไทยยังไม่เลิกทะเลาะกันเอง และยังจัดการ “ไส้ศึก” ภายในไม่ได้ เราอาจสูญเสียอธิปไตยอย่างถาวร

ดังนั้น ประชาชนทั้งหลายต้องตระหนักแล้วว่า เราต้องช่วยกันในการรักษาอธิปไตยให้มากกว่านี้ ต้องช่วยกันผลักภัยร้ายออกจากบ้านเมือง และช่วยกันแก้ปัญหาภายในประเทศ  เราไม่มีเวลาที่จะแตกความสามัคคีกันแล้ว เพราะว่าภัยภายนอกมันหนักหนากว่าภัยภายในยิ่งนัก แต่สิ่งที่จะทำให้เราพ่ายแพ้ คือการจัดการกับภัยภายในไม่ได้ ความสามัคคีกันเหมือนที่เป็นมาในอดีต ​ตอนนี้ เรามีคนอยู่ 2 พวก คือพวกกำลังจะสร้างชาติ กับพวกที่กำลังจะทำลายชาติ  ดังนั้นเราต้องร่วมกัน บ้านเมืองเราถึงจะรอด”นายเจษฎ์  กล่าว

สีน้ำเงินเซ็ตตัวแล้ว! สุขุม ชี้ ภท.-พรรคร่วม เริ่มฉายภาพรัฐบาลชัด

สีน้ำเงินเซ็ตตัวแล้ว! สุขุม ชี้ ภท.-พรรคร่วม เริ่มฉายภาพรัฐบาลชัด

สีน้ำเงินเซ็ตตัวแล้ว! สุขุม ชี้ ภท.-พรรคร่วม เริ่มฉายภาพรัฐบาลชัด

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.50 น.

สีน้ำเงินเซ็ตตัวแล้ว! “สุขุม”ชี้”ภท.-พรรคร่วม”เริ่มฉายภาพรัฐบาลชัด ชู”มั่นคง”เป็นพลัง ตอบโจทย์ประชาชน แนะ”พรรคส้ม-ฝ่ายค้าน”รีบตั้งหลักตัวเอง โฟกัสบทบาทตรวจสอบ หลังเมาหมัดเจอ”มรสุมการเมือง”

19 กุมภาพันธ์ 2569 รศ.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวถึงทิศทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้ง ว่า ฝ่ายรัฐบาลเริ่มเห็นภาพชัดเจน ขณะที่ฝ่ายค้านยังต้องใช้เวลาในการตั้งหลักรับสถานการณ์ที่ถาโถมเข้ามาในช่วงต้น

รศ.สุขุม กล่าวต่อว่า ขณะที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ขณะนี้ถือว่าเซ็ตตัวแล้ว ทั้งในเชิงทิศทางนโยบายและการจัดวางบทบาทพรรคร่วมรัฐบาล โดยได้กำหนดกรอบการทำงานว่าจะเดินหน้าประเทศไปในแนวทางใด พร้อมประกาศชัดว่าจะรับผิดชอบงานด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจเป็นหลัก การเมืองในช่วงนี้ จึงเป็นการให้โจทย์แก่พรรคร่วม หลายพรรคก็เข้ามารับบทบาทตามที่วางไว้ แม้จะยังมีบางพรรคที่คงท่าทีเชิงการเมืองอยู่บ้าง แต่โดยภาพรวมรัฐบาลอยู่ในภาวะได้เปรียบ เพราะมีตัวเลือกพรรคร่วมจำนวนมากที่พร้อมเข้ามาทำงานร่วมกัน

“คะแนนเสียงที่ได้มาทำให้ภูมิใจไทยมีความมั่นใจสูง การเดินเกมจึงรวดเร็ว เห็นชัดว่าพรรคกำหนดทิศประเทศแล้ว แม้ กกต.ยังไม่รับรอง สส.ครบ แต่ในทางการเมืองถือว่าออกตัวไปไกล” รศ.สุขุม กล่าว

รศ.สุขุม กล่าวต่อว่า สิ่งที่จะเห็นเป็นรูปธรรมภายในปีนี้คือการขับเคลื่อนนโยบายด้านความมั่นคง โดยเฉพาะมาตรการชายแดน เช่น การสร้างแนวป้องกันหรือการควบคุมด่านเข้าออกประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนจำนวนมาก ดังนั้น รัฐบาลย่อมต้องเร่งดำเนินการเพื่อสนองความคาดหวังของผู้เลือกตั้ง

รศ.สุขุม กล่าวอีกว่า ฐานเสียงที่สนับสนุนพรรคภูมิใจไทยเกิดจากความต้องการความมั่นคงของสังคม ทั้งในมิติความปลอดภัย เศรษฐกิจ และความเป็นระเบียบของรัฐ ดังนั้น การผลักดันนโยบายด้านนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องการเมือง แต่เป็นการตอบสนองความรู้สึกของประชาชนที่สะท้อนผ่านคูหาเลือกตั้ง ในทางกลับกัน พรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคประชาชน (ปชน.) กำลังเผชิญโจทย์ภายในมากกว่าการตรวจสอบรัฐบาล จากกระแสข้อกล่าวหาเกี่ยวกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) และประเด็นการขอข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งกลายเป็นปัญหาทางการเมืองใหม่ ทำให้พรรคต้องทุ่มพลังไปกับการแก้สถานการณ์ของตนเอง

“ตอนนี้พรรคประชาชนเหมือนเมาหมัด ต้องแก้เกมของพรรคก่อน มากกว่าจะคิดเกมสู้กับรัฐบาล” รศ.สุขุม กล่าว

รศ.สุขุม กล่าวด้วยว่า พรรคฝ่ายค้านไม่ควรจมอยู่กับปัญหาภายในนานเกินไป เพราะบทบาทสำคัญในระบอบประชาธิปไตยคือการตรวจสอบฝ่ายบริหาร แม้ปัญหาพรรคจะต้องจัดการกันไปตามกระบวนการ แต่การทำหน้าที่ฝ่ายค้านต้องเริ่มโดยเร็ว

“เรื่องภายในพรรคก็แก้กันไป แต่การตรวจสอบรัฐบาลต้องตั้งหลักและเริ่มทำแล้ว เพราะนี่คือหน้าที่สำคัญของฝ่ายค้า หากฝ่ายค้านสามารถกลับมาโฟกัสบทบาทตรวจสอบได้ จะทำให้ระบบการเมืองกลับสู่สมดุลมากขึ้นในระยะต่อไป” รศ.สุขุม กล่าว

ประเสริฐ รับข้อเสนอคนเสื้อแดงหนุนร่วมรัฐบาล ยันได้รับประสานไปภท.จริง

ประเสริฐ รับข้อเสนอคนเสื้อแดงหนุนร่วมรัฐบาล ยันได้รับประสานไปภท.จริง

ประเสริฐ รับข้อเสนอคนเสื้อแดงหนุนร่วมรัฐบาล ยันได้รับประสานไปภท.จริง

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.43 น.

ประเสริฐ รับข้อเสนอคนเสื้อแดงหนุนร่วมรัฐบาล ยันได้รับประสานไปพรรคภูมิใจไทยจริง บอกอยู่ดีๆ คงไม่มีใครไป ถ้าไม่ได้นัดกัน ย้ำไม่มีคุย แบ่งเค้กกัน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 ก.พ.2569 ที่พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค รับมอบแถลงการณ์จากคนเสื้อแดง กลุ่มพปศ. หรือกลุ่มเพื่อชาติประชาธิปไตยและคนที่เรารักศรัทธา ยื่นข้อเสนอแนะ 3 ข้อสนับสนุนพรรคเพื่อไทยในการเข้าร่วมรัฐบาล โดยมีป้ายข้อความ “เลือกเพื่อไทย…มาเป็นรัฐบาล ไปทำงาน….เพื่อประชาชน” และใส่เสื้อแดง ข้อความ “lET IT BE ช่าง แม่ มัน“ มาด้วย

ตัวแทนกลุ่มคนเสื้อแดง กล่าวแถลงการณ์คนเสื้อแดง ว่า ตามที่มีกระแสข่าว กรณีพรรคเพื่อไทย พร้อมจับมือร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยเพื่อร่วมคณะรัฐบาลที่จะมีขึ้นใหม่นั้น คนเสื้อแดงหลายคนอาจจะกังวล และไม่สบายใจ แต่ส่วนใหญ่ก็เข้าใจในสถานการณ์ และเคารพการตัดสินใจของพรรคฯ ที่ต้องการทำประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งที่มารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้ มวลชนมีข้อเสนอแนะไว้ 3 ประการ

1.พรรคเพื่อไทยควรเชิญชวนให้มีการลงสัตยาบรรณกับพรรคภูมิใจไทยและพรรค ร่วมรัฐบาลพรรคอื่น ๆ ในการแสดงความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เป็นของประชาชนโดยแท้จริง ไม่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับสีน้ำเงิน” ตามที่หลายฝ่ายมีความกังวลใจ เพราะที่ผ่านมาทุกฝ่ายก็ทราบถึงปัญหาดังกล่าวเป็นอย่างดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ที่มาของ สว.และองค์กรอิสระ ที่เกิดวิกฤติศรัทธาต่อสาธารณชนในวงกว้าง

2.พรรคเพื่อไทยต้องคำนึงถึงประโยชน์ ที่จะตกอยู่กับพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้งตามที่ผู้สนับสนุนได้คาดหวังไว้ ในการรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมมากที่สุด ตามนโยบายเรือธงของพรรคฯ อาทิเช่น นโยบาย30บาทรักษาทุกที่ ที่ปัจจุบันมีประสิทธิภาพลดลง, การสานต่อรถไฟฟ้า20บาทตลอดสาย, นโนบายการล้างหนี้วัยเกษียณ, พักหนี้เกษตรกร, ดันราคาพืชผลการเกษตร ฯลฯ

3.พรรคเพื่อไทยต้องเป็นพรรคการเมืองต้นแบบในรัฐบาลใหม่นี้ ที่ทำการเมืองให้เกิดความโปร่งใส ลดการทุจริต ปกป้องผลประโยชน์ประชาชน และเป็นกลไกลที่สำคัญที่ทำให้กฎหมายสามารถบังคับใช้อย่างเคร่งครัดภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน ไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงไขข้อข้องใจให้กับพี่น้องประชาชน เป็นที่พึ่งที่หวังในการหาทางออกให้กับสังคมไทย
จึงเรียนมาเพื่อพิจารณาและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะประชาชนคนไทย

นายประเสริฐ กล่าวว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมา พี่น้องคนเสื้อแดงให้ความเห็นในเรื่องการร่วมรัฐบาลว่าเหมาะสมแล้ว ในการที่พรรคเพื่อไทยได้เข้าร่วมรัฐบาล และสามารถนำนโยบายที่ได้เคยประกาศไว้หลาย ๆ เรื่อง นำไปสู่กระบวนการปฏิบัติ เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนได้ในอนาคต ส่วนเงื่อนไข 3 ข้อที่พี่น้องได้ให้มา ทางพรรคจะรับไว้ สิ่งที่พี่น้องมีความหวังดีต่อชาติบ้านเมือง อยากเห็นบ้านเมืองขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม โปร่งใส เป็นบ้านเมืองที่ไม่มีเรื่องของการคอร์รัปชัน สามารถขับเคลื่อนประเทศไปต่อได้ พรรคจะรับไว้ทั้ง 3 เรื่อง ถือเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ เป็นประการใดแล้วจะแจ้งให้รับทราบต่อไป

ตอนท้ายกลุ่มคนเสื้อแดงขอคำยืนยันจากนายประเสริฐ ประเด็นไปที่พรรคภูมิใจไทยว่ามีได้รับการเชิญไปจริงหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า จริง ๆ มีการพูดคุยกัน ที่ไปที่มา ถ้าไม่เชิญจะไปได้อย่างไร มีการนัดหมายกันอยู่แล้ว อยู่ดี ๆ คงไม่มีใครไป ถ้าไม่มีการนัดหมาย

นายประเสริฐ ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า พี่น้องเสื้อแดงได้เดินทางมาให้กำลังใจพรรคเพื่อไทย หลังจากการเลือกตั้ง และได้มีการสอบถามเรื่องการเชิญหรือไม่เชิญ จริงๆ แล้วในเรื่องนี้ก็ได้มีการพบ และได้มีการพูดคุยกันก่อนหน้านี้ ในวันนั้น จำได้ว่าในช่วงเช้า วันที่มีการประชุมพรรคเพื่อไทย หลังจากการเลือกตั้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากเราประชุมเสร็จ ก็ได้รับการประสานในเรื่องของการนัดหมาย เพราะฉะนั้นต้องเรียนว่ามีการพูดคุยกัน จึงเป็นที่ไปที่มาของการไปพบกัน อยู่ดี ๆ เราคงไม่เดินทางไปโดยไม่ได้นัดหมายกัน คงเป็นไปไม่ได้ ต้องมีการนัดหมายกันก่อน ในเรื่องนี้นัดหมายแม้กระทั่งบุคคลที่จะไป เรื่องของเวลา เรื่องสถานที่ เป็นไปตามที่ปรากฏเป็นข่าว ซึ่งวันนั้นท่านหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเองก็ได้แถลงข่าวชัดเจนว่าไม่ได้มีประเด็นอะไรในเรื่องนี้ 

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้มีการพูดคุยกับเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยหรื่อไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ไม่ได้มีการพูดคุยกันในประเด็นดังกล่าว เพราะเรามองไปข้างหน้า เรามองไปที่อนาคตของประเทศส่วนเรื่องนี้ถือว่าเราได้มีการพบปะกันแล้ว ประเด็นนั้นเราคงยังไม่กล่าวถึง 

เมื่อถามเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล มีกระแสข่าวพรรคเพื่อไทยได้ประมาณ 5 กระทรวง และได้กระทรวงเกษตรฯ ด้วย นายประเสริฐ กล่าวว่า ในวันที่พบกันไม่ได้มีการพูดคุยในเรื่องนี้ว่าเป็นกระทรวงใด ตนขอยืนยัน เพียงแต่มีการพูดคุยกันถึงความหลังกันบ้างว่าเคยทำงานร่วมกัน และเคยเป็นรัฐบาลร่วมกันมาแล้ว ก็มีการพูดคุยกันบ้าง ในช่วงการหาเสียงอาจจะมีการกระทบกระทั่งกัน เป็นเรื่องธรรมดาของการเลือกตั้ง ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็เข้าใจกัน แต่ละพรรคก็มีการพูดจากันกระทบกระทั่งกันบ้าง หลังจากเลือกตั้งเราก็ให้อภัยซึ่งกันและกัน ไม่มีประเด็นอะไร

ส่วนเรื่องที่จะมาแบ่งเรื่องนั้นเรื่องนี้ แบ่งเค้กกัน ไม่มีการคุยในประเด็นนี้ ยังไม่มีการพูดคุยกันเรื่องกระทรวง ยืนยันอีกครั้งว่ายังไม่มีการพูดคุยว่าพรรคเพื่อไทยจะได้กระทรวงอะไร 

เมื่อถามมีข่าวนายยศชนันจะไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี นายประเสริฐ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ ต้องไปถามอาจารย์เชน ว่าจะไปทำงานบริหารหรือทำงานสภา อาจารย์เชน เป็นบุคลากรเบอร์ 1 ของพรรคเพื่อไทย สามารถทำงานได้ทั้งสองด้าน ซึ่งท่านได้ยืนยันแล้วว่าจะเดินหน้าทำงานด้านการเมืองต่อไป เรื่องนี้อยู่ระหว่างการตัดสินใจของท่านว่าจะทำในลักษณะใด จะทำงานในสภา หรือทำงานฝ่ายบริหาร หรือทำงานให้พรรคการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะมีการนัดหมายกันอีกหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการนัดหมายกัน

เลเซอร์ไอดี… บ่วงพันคอที่พรรคส้มดิ้นไม่หลุด!

เลเซอร์ไอดี... บ่วงพันคอที่พรรคส้มดิ้นไม่หลุด!

เลเซอร์ไอดี… บ่วงพันคอที่พรรคส้มดิ้นไม่หลุด!

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.09 น.

ประเด็นเลเซอร์ไอดีของพรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม” ไม่ได้อยู่ที่ว่าได้รับอนุญาตหรือไม่ได้รับอนุญาตจากกรมการปกครอง เพราะเอกสารลงวันที่ 16 กันยายน 2567 ระบุชัดว่าอนุญาตให้ใช้บริการระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลแล้ว

หัวใจของเรื่องจึงไม่ใช่เรื่อง “อนุญาตหรือไม่อนุญาต”

แต่คือการจัดการข้อมูลหลังจากนั้น ว่ามีการเก็บรวบรวม ใช้ ส่งต่อ หรือลบเลเซอร์ไอดีของสมาชิกอย่างไร และสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่

พรรคส้มกำหนดให้ผู้สมัครสมาชิกกรอกเลขบัตรประชาชน 13 หลัก พร้อมรหัส 12 หลักหลังบัตร หรือเลเซอร์ไอดี และกำหนดให้อัปโหลดภาพถ่ายตนเองถือบัตรเข้าสู่ระบบออนไลน์ เมื่อรวมกันแล้ว ข้อมูลชุดนี้สามารถยืนยันตัวบุคคลได้ครบถ้วนในระดับสูงกว่าการสมัครสมาชิกทั่วไป

การร้องขอข้อมูลระดับนี้จึงต้องอธิบายให้ชัด ว่ามีความจำเป็นเพียงใด และสัดส่วนสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ตามกฎหมายหรือไม่

กฎหมายพรรคการเมืองกำหนดคุณสมบัติของสมาชิกพรรค เช่น ต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี และไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามที่กฎหมายบัญญัติ พร้อมกำหนดให้พรรคจัดทำและดูแลทะเบียนสมาชิกแจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่กฎหมายไม่ได้บัญญัติว่าการรับสมาชิกต้องใช้ “เลเซอร์ไอดี” เป็นเงื่อนไขบังคับ

กล่าวให้ชัดยิ่งขึ้น กฎหมายกำหนด “คุณสมบัติของบุคคล” และ “หน้าที่ของพรรคในการจัดทำทะเบียน” แต่ไม่ได้กำหนดรูปแบบทางเทคนิคว่าต้องใช้ข้อมูลระดับเลเซอร์ไอดีในการยืนยันตัวตน การเลือกใช้ข้อมูลประเภทใดจึงเป็นวิธีการที่พรรคกำหนดขึ้นเอง

ในทางปฏิบัติ พรรคการเมืองจำนวนมากรับสมัครสมาชิกทั้งผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ โดยใช้ข้อมูลพื้นฐานตามที่กฎหมายกำหนด และตรวจสอบความถูกต้องในกรอบที่เห็นว่าเพียงพอ โดยไม่ได้กำหนดเลเซอร์ไอดีเป็นเงื่อนไขทั่วไปในการสมัครสมาชิก

แนวปฏิบัติของกรมการปกครองระบุว่า หากจะตรวจสอบตัวบุคคลผ่านระบบสมาร์ทการ์ด ต้องส่งข้อมูล 5 รายการ ได้แก่ เลขบัตรประชาชน ชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด และเลขหลังบัตร เพื่อให้กรมตอบกลับเพียงว่า “ถูกต้อง” หรือ “ไม่ถูกต้อง” เท่านั้น และไม่ได้กำหนดให้พรรคต้องจัดเก็บเลขหลังบัตรหรือเลเซอร์ไอดีไว้เป็นฐานข้อมูลถาวร

จึงแยกได้ชัดว่า การ “ส่งตรวจสอบ” เป็นขั้นตอนทางเทคนิคของการยืนยันตัวตน ส่วนการ “เก็บรักษาข้อมูลหลังจากตรวจสอบแล้ว” เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และเป็นความรับผิดชอบของพรรคโดยตรงว่าจะจัดการอย่างไรให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

พรรคส้มระบุเองในเอกสารนโยบายความเป็นส่วนตัวว่า พรรคเป็น “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” ส่วนบริษัท Spectre C เป็น “ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล”

สถานะนี้มีความหมายทางกฎหมายชัดเจน ผู้ควบคุมข้อมูลเป็นผู้กำหนดวัตถุประสงค์และขอบเขตการใช้ข้อมูล และต้องรับผิดหากการเก็บหรือประมวลผลเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต

ในพื้นที่สาธารณะมีการตั้งข้อสังเกตต่อ Spectre C ว่าอาจเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือที่เรียกว่า “ไอโอ” เมื่อบริษัทเดียวกันถูกระบุว่าเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลสมาชิกพรรค ความคาดหวังเรื่องความปลอดภัยและความโปร่งใสของข้อมูลจึงถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ

อีกจุดที่ถูกตั้งข้อสังเกตคือ หน้าเว็บไซต์สมัครสมาชิกออนไลน์ไม่มีช่องติ๊ก “ยินยอม” แยกเฉพาะการให้เลเซอร์ไอดีเหมือนที่สถาบันการเงินปฏิบัติ ทั้งที่การใช้ข้อมูลประเภทนี้ต้องอาศัยความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูล

ความยินยอมตามกฎหมายต้องแสดงเจตนาอย่างชัดเจน แยกจากเงื่อนไขทั่วไป และเจ้าของข้อมูลต้องรับรู้วัตถุประสงค์และขอบเขตการใช้ หากขั้นตอนนี้ไม่รัดกุมเพียงพอ ย่อมเปิดช่องให้ถูกตั้งคำถามในทางกฎหมายได้

นอกจากประเด็นเรื่องฐานกฎหมายและความยินยอมแล้ว ลำดับเหตุการณ์ของการดำเนินการก็เป็นอีกจุดที่ต้องพิจารณา

เอกสารของกรมการปกครองลงวันที่ 16 กันยายน 2567 ระบุว่าอนุญาตให้พรรคส้มใช้บริการระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลได้แล้ว นับจากวันนั้นจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่าสองปี

ตลอดช่วงเวลาหลังจากมีหนังสืออนุญาต พรรคเปิดให้สมาชิกสมัครผ่านระบบออนไลน์ พร้อมให้กรอกเลเซอร์ไอดีตามขั้นตอนที่กำหนดไว้บนหน้าเว็บไซต์

อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้พรรคชี้แจงว่า “ระบบยังอยู่ระหว่างการเชื่อมต่อ” จึงได้ปรับหน้าเว็บไซต์และนำช่องกรอกเลเซอร์ไอดีออกไปก่อน พร้อมระบุว่าจะเปิดใช้อีกครั้งเมื่อการเชื่อมต่อเสร็จสมบูรณ์

เมื่อข้อเท็จจริงทั้งสองส่วนวางคู่กัน คือมีหนังสืออนุญาตตั้งแต่ 16 กันยายน 2567 แต่เพิ่งชี้แจงว่าระบบยังไม่เชื่อมต่อ คำถามจึงเกิดขึ้นชัดเจนขึ้น

ระหว่างเดือนกันยายน 2567 จนถึงวันที่มีการปรับหน้าเว็บไซต์ มีสมาชิกสมัครผ่านระบบออนไลน์ไปแล้วกี่ราย และในช่วงที่พรรคระบุว่า “ระบบยังอยู่ระหว่างการเชื่อมต่อ” นั้น มีการตรวจสอบข้อมูลกับกรมการปกครองได้อย่างไร ตรวจสอบผ่านช่องทางใด หรือยังไม่ได้เชื่อมต่อระบบตามที่ระบุจริง

หากระบบยังไม่เชื่อมต่อเต็มรูปแบบ ข้อมูลที่สมาชิกกรอกเข้าสู่ระบบในช่วงเวลาดังกล่าวถูกจัดการอย่างไร อยู่ในสถานะใด และมีการส่งต่อหรือสำรองข้อมูลไว้หรือไม่

พรรคส้มระบุว่า “ไม่ได้เก็บ” เลเซอร์ไอดี แต่ในทางกฎหมาย การรับข้อมูลเข้าสู่ระบบ การตรวจสอบ และการลบภายหลัง ล้วนถือเป็นการประมวลผลข้อมูล ไม่ได้พิจารณาเฉพาะการเก็บถาวรเท่านั้น

คำชี้แจงจึงควรมีหลักฐานประกอบให้ตรวจสอบได้ เช่น บันทึกการลบ บันทึกการเข้าถึง หรือรายละเอียดการทำงานของระบบในช่วงเวลานั้น มิฉะนั้นประเด็นนี้ย่อมยังคงเป็นคำถามที่สังคมรอคำตอบอย่างชัดเจน

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำหนดหลักความจำเป็นและสัดส่วน หากเก็บหรือใช้ข้อมูลเกินกว่าความจำเป็น หรือไม่มีความยินยอมที่ถูกต้อง ผู้ควบคุมข้อมูลอาจถูกลงโทษปรับทางปกครองในระดับสูงหลายล้านบาท ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง และในบางกรณีอาจมีโทษจำคุกและปรับทางอาญา

เมื่อข้อมูลที่ร้องขอมีทั้งเลขบัตร เลเซอร์ไอดี และภาพถ่ายใบหน้าคู่บัตร ระดับความละเอียดจึงสูงกว่าข้อมูลพื้นฐานทั่วไป ความรับผิดก็สูงตามไปด้วย

ก่อนหน้านี้ ผู้สมัคร สส. ของพรรคส้มสองรายถูกตั้งข้อกล่าวหาในคดีฟอกเงินและเว็บพนันออนไลน์ เหตุการณ์ดังกล่าวแม้อาจไม่เกี่ยวโดยตรงกับเลเซอร์ไอดี แต่ย่อมทำให้สังคมจับตาระบบตรวจสอบและการจัดการข้อมูลของพรรคมากขึ้น

เมื่อพรรคส้มประกาศชัดว่าตนเป็นผู้ควบคุมข้อมูล และมอบหมายให้ Spectre C เป็นผู้ประมวลผล ภาระความรับผิดตามกฎหมายจึงตกอยู่ที่พรรคโดยตรง หากการเก็บ ใช้ หรือประมวลผลข้อมูลใดขัดต่อหลักความจำเป็น หรือความยินยอมไม่ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ควบคุมข้อมูลต้องรับผิดตาม PDPA ทั้งโทษปรับทางปกครอง ความรับผิดทางแพ่ง และในบางกรณีอาจมีโทษอาญา

ในมิติทางการเมือง หากมีข้อเท็จจริงภายหลังว่าการจัดการข้อมูลสมาชิกเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจถูกนำเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย ซึ่งผลกระทบไม่จำกัดเพียงค่าปรับ แต่กระทบถึงสถานะของพรรคโดยตรง

สองปีที่เหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน เอกสารลงวันที่ 16 กันยายน 2567 ระบบที่ยังไม่เชื่อมต่อเต็มรูปแบบ การปรับหน้าเว็บไซต์ และคำยืนยันว่า “ไม่ได้เก็บ” จึงเป็นลำดับเหตุการณ์ที่พรรคต้องอธิบายให้ครบ

หากหลักฐานยังไม่ชัดเจน ผลที่ตามมาย่อมไม่หยุดอยู่แค่แรงกดดันทางการเมือง หากแต่อาจลุกลามไปถึงความรับผิดตามกฎหมายที่พรรคส้มไม่อาจหลีกเลี่ยงได้.

นายกฯ ทำบุญวันคล้ายวันเกิดกอ.รมน. เบี่ยงตอบคืบหน้าตั้งรบ.ย้ำรอกกต.รับรองผล

นายกฯ ทำบุญวันคล้ายวันเกิดกอ.รมน. เบี่ยงตอบคืบหน้าตั้งรบ.ย้ำรอกกต.รับรองผล

นายกฯ ทำบุญวันคล้ายวันเกิดกอ.รมน. เบี่ยงตอบคืบหน้าตั้งรบ.ย้ำรอกกต.รับรองผล

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.58 น.

นายกฯ ทำบุญวันคล้ายวันเกิดกอ.รมน. เบี่ยงตอบคืบหน้าตั้งรบ.ย้ำรอกกต.รับรองผล 

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 19 ก.พ.2569 ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในงานวันคล้ายวันสถาปนากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) โดยมีพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และพล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ร่วมพิธี 

เมื่อนายกฯ เดินทางมาถึงได้สักการะศาลท้าวสุเทพเทพารักษ์ และศาลท่านท้าวกุเวธิราช (ศาลเจ้าพ่อหนูเผือก) ซึ่งมีความเชื่อว่าทั้ง 2 ศาลนี้ หากสักการะบูชาจะมีความร่มเย็นเป็นสุข เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง จากนั้นได้เดินเข้าพระตำหนักเพชรรัตน์ เพื่อสักการะสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และนายกรัฐมนตรีเข้าอาคารรื่นฤดีเพื่อทำพิธีสงฆ์ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังเสร็จสิ้นพิธี ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายอนุทิน ถึงความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาล ว่าได้คุยกับพรรคกล้าธรรมแล้วหรือยัง แต่นายอนุทิน ตอบคำถามเพียงสั้นๆว่า รอการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ตนพูดหลายครั้งว่าตอนนี้ต้องรอการรับรองเพราะตอนนี้เรายังไม่ทราบเลยว่าจะรับรองเมื่อไหร่ ทุกอย่างต้องมีผลอย่างเป็นทางการ 

เมื่อถามว่าพรรคประชาชนมีการนำเลเซอร์ไอดี หลังบัตรประชาชนยืนยันตัวตนสำหรับการสมัครสมาชิกพรรค กระทรวงมหาดไทย เข้าไปดูแลเรื่องนี้อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่าทุกอย่าวงเป็นไปตามกฎหมาย  

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี นายฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชา ให้สัมภาษณ์โจมตีกองทัพไทยว่าไทยรุกล่ำดินแดนกัมพูชา นายอนุทิน ฟังคำถามแต่ไม่ตอบอะไรกลับมา 

เสธ.ทบ.เชื่อมือ กต. ตอบโต้ ฮุน มาเนต ใส่ร้ายไทย ย้ำการทหารดูแลเต็มที่

เสธ.ทบ.เชื่อมือ กต. ตอบโต้ ฮุน มาเนต ใส่ร้ายไทย ย้ำการทหารดูแลเต็มที่

เสธ.ทบ.เชื่อมือ กต. ตอบโต้ ฮุน มาเนต ใส่ร้ายไทย ย้ำการทหารดูแลเต็มที่

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.52 น.

“เสธ.ทบ.”เชื่อมือ”กต.” ตอบโต้”ฮุน มาเนต”ใส่ร้ายไทย ย้ำการทหารดูแลเต็มที่ ซัด”ทหารกัมพูชา”ไร้วินัย ถูกส่งเข้าพื้นที่โดยไม่ได้เตรียมตัว

19 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า เรียบร้อยดี แต่ก็ต้องเฝ้าระวังในทุกพื้นที่อยู่แล้ว และใช้เครื่องมือที่มีอยู่เฝ้านะวังพื้นที่ ทั้งเครื่องมือและบุคลากร ซึ่งในขณะนี้ยังไม่ลดความพร้อมในการดำเนินการ จึงคาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

ส่วนกรณี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศกล่าวหาไทยรุกล้ำแดนกัมพูชา จะเป็นการยั่วยุสถานการณ์หรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ก็จะตอบโต้ตามกระบวนการ จึงไม่ต้องกังวล เมื่อเขาต่อสู้ทางการทูต เราก็ต้องต่อสู้ทางการทูต แต่ในทางการทหารเราก็ดูแลอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า การกระทำดังกล่าวจะเป็นการละเมิดถ้อยแถลงร่วม หรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า เขาก็พยายาม หน่วยในพื้นที่ก็เป็นกำลังใหม่ๆ อาจไม่ทราบถึงสถานการณ์ ภายหลังมีทหารหลายส่วนเข้ามาในพื้นที่ โดยยังไม่ได้เตรียมตัว หากจะบอกว่าไม่มีวินัย ก็คงพูดได้ ส่วนทหารของเรามีวินัย เราเตรียมพร้อมมีความพร้อมอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาใด

อนุทิน ปัดตอบปมร้อน! ดีลจบกล้าธรรมร่วมรัฐบาล แต่ไม่เอาธรรมนัส?

อนุทิน ปัดตอบปมร้อน! ดีลจบกล้าธรรมร่วมรัฐบาล แต่ไม่เอาธรรมนัส?

อนุทิน ปัดตอบปมร้อน! ดีลจบกล้าธรรมร่วมรัฐบาล แต่ไม่เอาธรรมนัส?

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.35 น.

“อนุทิน”ปัดตอบปมร้อน! ดีลจบ”กล้าธรรม”ร่วมรัฐบาล แต่ไม่เอา”ธรรมนัส” ย้ำคำเดิม รอ กกต.รับรองผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ บอกยึดกฎหมายหลัง ปชน.ใช้เลเซอร์ไอดีสมัครสมาชิกพรรค

19 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าได้มีการพูดคุยกับพรรคกล้าธรรม (กธ.) เกี่ยวกับเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลจบแล้ว ว่า ขอให้รอการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเรื่องนี้ตนได้พูดหลายครั้งแล้ว

เมื่อถามย้ำว่า จะให้พรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายกฯ ย้ำว่า รอการรับรองจาก กกต. และเรายังไม่ทราบว่าจะมีการรับรอง สส.เมื่อไหร่ ซึ่งทุกอย่างต้องมีผลอย่างเป็นทางการออกมาก่อน

ส่วนที่มีการระบุว่าจะเอาพรรคกล้าธรรม แต่ไม่เอา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคกล้าทำ นั้น จริงหรือไม่ นายอนุทิน ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว

และเมื่อถามถึงกรณีที่พรรคประชาชน (ปชน.) มีการนำเลเซอร์ไอดีบัตรประชาชน เพื่อใช้ในการสมัครสมาชิกพรรค ในฐานะที่เป็น รมว.มหาดไทย จะดำเนินการอย่างไร นายอนุทิน ระบุว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย

วิษณุ มาเอง! ตีความปมบาร์โค้ด เสี่ยงเลือกตั้งโมฆะ ได้เลือกตั้งใหม่ เหตุผลลงคะแนนไม่ลับ

วิษณุ มาเอง! ตีความปมบาร์โค้ด เสี่ยงเลือกตั้งโมฆะ ได้เลือกตั้งใหม่ เหตุผลลงคะแนนไม่ลับ

วิษณุ มาเอง! ตีความปมบาร์โค้ด เสี่ยงเลือกตั้งโมฆะ ได้เลือกตั้งใหม่ เหตุผลลงคะแนนไม่ลับ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.09 น.

วิษณุ ตีความปมบาร์โค้ด เสี่ยงเลือกตั้งโมฆะ ได้เลือกตั้งใหม่ เหตุผลลงคะแนนไม่ลับ อาจขัดรธน.มาตรา 85 กำหนดให้การเลือกตั้งใช้วิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ เสี่ยงเลือกตั้งเป็นโมฆะ

เมื่อวันที่ 19 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปบรรยายที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในหัวข้อ”ถอดรหัสภาวะผู้นำ-กรณีศึกษาอดีตนายกรัฐมนตรีไทย” ภายใต้หลักสูตรวิทยาการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง หรือ วบส.รุ่น 14 ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โดยช่วงหนึ่งหลังจบการบรรยาย นายวิษณุ ได้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนหลักสูตรดังกล่าว ได้ซักถาม ซึ่งมีหลายคำถามแสดงถึงความห่วงใยสถานการณ์การเมือง หลังการเลือกตั้งที่ยังไม่นิ่งในขณะนี้ โดยเฉพาะประเด็นการเลือกตั้งที่อาจเป็นโมฆะจากกรณีการพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้งและสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ซึ่งอาจส่งผลให้ผลการลงคะแนนไม่เป็นความลับซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายวิษณุ ได้ตอบคำถามประเด็นนี้ว่า การตีความกฎหมายเรื่องนี้แบ่งได้ 2 แนวทาง คือ

1. ผลการลงคะแนนเลือกตั้ง “ไม่ลับ” กกต.ทำผิดและขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะบาร์โค้ดทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ออกเสียงอย่างไร ซึ่งถือว่าไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่กำหนดให้การเลือกตั้งใช้วิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ และ 2. ผลการลงคะแนนยังเป็นไปในทาง “ลับ” เพราะลับหรือไม่ลับ พิจารณาจากตอนกากบาทลงคะแนนในคูหา ไม่ได้ไปดูกันภายหลัง ซึ่งกรณีบาร์โค้ดจะไม่เหมือนกับการเลือกตั้งปี 2549 ซึ่งตั้งหีบหันไปในทิศทางที่ทำให้บุคคลที่ผ่านไปมาเห็นผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งลงคะแนน นั่นหมายความว่า ครั้งนั้นได้สร้างบรรทัดฐาน โดยยึดเหตุการณ์ระหว่างกากบาทว่าต้องเป็นความลับ

นายวิษณุ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวทางที่ 1 ว่า “ไม่ได้ลับ” เพราะมันสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถ้าจะทำ ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือ มันมีโอกาสรู้ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็ไม่ใช่ความลับ คำว่าลับในรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ระบุว่า การเลือกตั้งต้องทำโดยตรงและลับ มันไม่ได้หมายความว่าเป็นความลับตอนไหน แต่มันหมายความว่า ต้องเป็นความลับตลอดเวลาคือ เป็นความลับไปกับโลกนี้เลย ถึงเรียกว่าลับ ถ้าลับแบบหลังจากเลือกไปแล้ว อีก 2 เดือน มาเปิดดูกันได้ แล้วก็รู้กันว่าใครนั้น ถือว่าได้เลือกตั้งโดยลับไปแล้ว พูดแบบนั้น พูดไม่ได้ เพราะว่ามันถูกเปิดเผยออกมาแล้ว

นายวิษณุ กล่าวว่า ถ้าคดีนี้ไปขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ เขาจะพิสูจน์ด้วยการที่หยิบบัตรเลือกตั้งมา 1 ใบ ที่มีบาร์โค้ด และเอาบาร์โค้ดไปเทียบกับต้นขั้ว เอาต้นขั้วไปเทียบกับบัญชีรายชื่อ ชื่อออกมาแล้วว่า “นาย ก.” ก็แสดงว่า “ไม่ลับ” แล้ว ซึ่งต้องขอย้ำว่า สิ่งที่ตนพูถือเป็นความเห็นส่วนตัว ซึ่งอาจจะผิดก็ได้

จากนั้นมีผู้เรียนถามต่อว่า หากเป็นแบบนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้มีโอกาสจะเป็นโมฆะหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า “ผมตอบไม่ได้ และไม่กล้าจะคาดเดาด้วย” ซึ่งคนที่ถามตนเมื่อสักครู่ว่าลับหรือไม่ลับ ตนก็ตอบไปแล้วว่า ส่วนตัวเห็นว่ามัน “ไม่ลับ” หากการลงคะแนนไม่ลับแล้ว ก็อยู่ที่ กกต. ว่าจะสั่งอย่างไร หาก กกต. เห็นว่า “ไม่ลับ” ก็ออกได้ทางเดียว คือ สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ จะเลือกเฉพาะบางเขตไม่ได้ เพราะบัตรเลือกตั้งมันเหมือนกันทั้งประเทศ

นายวิษณุ กล่าวว่าเมื่อปี 2549 เราได้สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศมาแล้วครั้งหนึ่ง จากกรณีจัดคูหาเลือกตั้งให้คนเดินผ่านแล้วมองเห็น ซึ่งครั้งนั้นการจัดคูหาแบบนั้นไม่ได้จัดทั้งประเทศ จัดเพียงบางแห่งเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น กกต. ก็ได้สั่งให้เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ เสียเงินกี่พันกี่หมื่นล้านก็ต้องทำ ดังนั้นถ้า กกต. ไม่อยากสั่งให้เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ ก็ออกได้ทางเดียว คือ ที่ว่าการลงคะแนนเป็นความลับ หมายถึง “ลับ” ตอนกาบัตรเลือกตั้ง ส่วนหลังจากนั้นไม่ลับอย่างที่ตนได้ตอบไป

“ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ขาดอย่างไร ผมไม่กล้าฟันธง แต่จะมาบอกว่าเอาแค่ กกต. รับผิดไปก็แล้วกัน มันจะไม่เป็นแบบนั้น เพราะคดีเมื่อปี 2549 โดนหลายเด้ง ทั้งการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ และ กกต. ต้องรับผิด แล้วก็ติดคุกกันไป ครั้งนี้ผมไม่แน่ใจว่าจะให้ กกต. ติดคุกหรือไม่ แต่ก็มีส่วนรับผิดชอบเพราะว่า บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดผ่านความเห็นชอบจาก กกต. แล้ว เพราะฉะนั้น จะเอาคุณแสวง(เลขาฯกกต.) ไปติดคุกคนเดียวไม่ได้ ก็คงต้องหาเพื่อนให้แกด้วยอยู่ดี”

นายวิษณุ ยังคาดการณ์ว่า ไม่ใช่แค่ความชุลมุนเฉพาะหน้าเรื่องบาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งเท่านั้น แต่ความวุ่นวายที่รัฐบาลชุดต่อไปจะต้องเผชิญ คือความขัดแย้งในระยะยาว ทั้งความขัดแย้งที่เกิดจากสนิมเนื้อใน หรือ การทะเลาะแย่งชิงตำแหน่งกันเองภายในรัฐบาล และความขัดแย้งที่จะเกิดจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามผลออกเสียงประชามติ เพราะการจัดทำรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเป็นครั้งหนึ่งที่มีผู้คนเกี่ยวข้องมากมาย รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวแทนจากหลายขั้วความคิดและความหลากหลายในสังคม