อนุทิน บอกจะเป็นลม เงินเดือน 1.5หมื่น แต่ต้องซื้อตำแหน่ง 7 แสน ลั่นรับไม่ได้

อนุทิน บอกจะเป็นลม เงินเดือน 1.5หมื่น แต่ต้องซื้อตำแหน่ง 7 แสน ลั่นรับไม่ได้

อนุทิน บอกจะเป็นลม เงินเดือน 1.5หมื่น แต่ต้องซื้อตำแหน่ง 7 แสน ลั่นรับไม่ได้

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.30 น.

“นายกฯ” บอกจะเป็นลม เงินเดือนยังไม่ถึง 1.5 หมื่น แต่ต้องจ่ายซื้อตำแหน่งข้าราชการ​ทะลุ 7 แสน ​ลั่น รับไม่ได้ ย้ำ ฝ่ายการเมืองไม่เกี่ยว – ฟรีแฮนด์สั่งลุยเต็ม ตั้งข้อสังเกตทำเป็นขบวนการหรือไม่ หลังพบมีบริษัทเข้ามาเกี่ยวข้อง เรียก “บก.ปปป.- บิ๊กเต่า-มหาดไทย” ขยายผลพรุ่งนี้

เวลา 17.15 น. วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการให้นโยบายปลัดกระทรวงมหาดไทย ในการตรวจสอบกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้าตรวจค้นและจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตการสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น จนเป็นที่มาของการโยกย้ายนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทยต้องดำเนินการตามระเบียบ ตามสิ่งที่ควรจะดำเนินการอยู่แล้ว เรื่องใหญ่ขนาดนี้ หากท่านไม่ดำเนินการอะไรท่านก็จะเดือดร้อน

มื่อถามว่า อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีความเกี่ยวข้องอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ การดำเนินการต้องเริ่ม ซึ่งตนเชื่อว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน ตนอยู่ฝ่ายการเมืองมายุ่งไม่ได้ ไม่เกี่ยวข้องกัน ทุกอย่างต้องมีความโปร่งใสตรวจสอบได้

“ในเมื่อไม่เคยมีใครมาติดต่อผมเลยว่า ขอดูสิมันมีอัตราแบบนี้ ช่วยคนนั้นคนนี้ ผมปิดประตูหมดเลย ผมไม่เคยฝากใครสักคนแล้วทำไมมันมีเรื่องอย่างนี้ ผมก็ไม่รู้ ถ้ายิ่งตามข่าวอ่านแล้วก็จะเป็นลม หัวละ 350,000-700,000 บาท ยังไม่ทันเป็นตำแหน่งอะไรเลย แค่เหยียบเท้าเข้ามาเป็นข้าราชการครั้งแรกในชีวิต เงินเดือนยังไม่ถึง 15,000 บาท คุณต้องมีต้นทุน 350,000 บาทอย่างต่ำ แล้วประเทศไทยมันจะอยู่ได้อย่างไร” นายกฯ ระบุ

เมื่อถามว่า จะเป็นการตั้งเป้าฐานรากถอนโคนทั้งกระบวนการเลยหรือไม่ นายกฯ ระบุว่า อะไรก็ตามที่เป็นเรื่องทุจริต ทำผิดกฎหมายประพฤติมิชอบ คอร์รัปชัน หรือเรียกรับ รัฐบาลก็ต้องดำเนินการ เรื่องการถอนรากถอนโคนยังไม่รู้ว่าจะมีปัญญาได้เลยในเวลาเท่าไหร่ แต่หากไม่ถูกต้องก็ต้องจับ ดำเนินการให้ถูกต้อง

เมื่อถามว่า วันพรุ่งนี้ (24 มิ.ย.) จะมีการเรียกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าหารือเรื่องนี้ จะมีการกำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายกฯ  กล่าวว่า จะเชิญกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่เป็นผู้ดำเนินการจับกุม เพราะเรื่องนี้อุกอาจ มีการเปิดเซฟแล้วพบบริษัทเข้ามาเกี่ยวข้อง ก่อนจะตั้งคำถามว่า แล้วบริษัทเกี่ยวข้องกับการสอบแข่งขันข้าราชการฯ จึงมองว่าเป็นขบวนการหรือเปล่า พร้อมย้ำว่า เรื่องแบบนี้ถือว่า สบายมากฟรีแฮนด์ เพราะไม่เคยฝากใคร จึงไม่ยินดียินร้าย ถ้าเราไม่ได้ฝากใคร ก็จะได้ข้าราชการน้ำดีเข้ามา แต่เรื่องนี้ เมื่อตนเองไม่เคยฝากใคร และไม่เคยคิดจะฝากด้วย แล้วอยู่ดีๆได้รับรายงานว่า มีต้นทุนการเป็นข้าราชการท้องถิ่น หัวละ 350,000 – 700,000 แบบนี้ประเทศไทยจะอยู่อย่างไร

 เมื่อถามว่า หากพบมีความผิดจริง จะตรวจสอบไปถึงผู้ที่สอบผ่านแล้วด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เอาจุดเริ่มต้นตรงนี้ก่อนค่อยขยายผล ไม่ต้องห่วง เพราะตอนนี้ถึงตำรวจแล้ว และกระทรวงมหาดไทยจะต้องจัดตั้งคนเข้ามาร่วมกับตำรวจด้วย และต้องขยายผลถึงที่สุด และจะมีความจริงอะไรออกมาเรื่อยๆ

นายกฯ บอก ย้าย อธิบดีสถ. เป็นเรื่องของ ปลัดมท.

นายกฯ บอก ย้าย อธิบดีสถ. เป็นเรื่องของ ปลัดมท.

นายกฯ บอก ย้าย อธิบดีสถ. เป็นเรื่องของ ปลัดมท.

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.58 น.

“นายกฯ” บอก ย้าย อธิบดีสถ. เป็นเรื่องของ ปลัดมท.

วันที่ 23 มิ.ย. 2569 เมื่อเวลา 15.00 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ตอบคำถามกรณีคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ให้นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ประจำกระทรวงมหาดไทยเป็นการชั่วคราว เพียงสั้น ๆ ว่า ”เป็นเรื่องของปลัดกระทรวงมหาดไทย“

อนุทิน ชาญวีรกูล

แฟ้มภาพ

ประชาธิปัตย์ รับหนังสือ เครือข่ายภาคประชาชน ยื่นคำขาดเบรก พ.ร.บ.SEC-แลนด์บริดจ์

ประชาธิปัตย์ รับหนังสือ เครือข่ายภาคประชาชน ยื่นคำขาดเบรก พ.ร.บ.SEC-แลนด์บริดจ์

ประชาธิปัตย์ รับหนังสือ เครือข่ายภาคประชาชน ยื่นคำขาดเบรก พ.ร.บ.SEC-แลนด์บริดจ์

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.50 น.

“ประชาธิปัตย์” รับหนังสือ “เครือข่ายภาคประชาชน”  ยื่นคำขาดเบรก พ.ร.บ.SEC-แลนด์บริดจ์

เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่บริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล   คณะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายกรณ์ จาติกวณิช ดร.การดี เลียวไพโรจน์ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และนายจูรี นุ่มแก้ว ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อพบปะและรับหนังสือร้องเรียนจาก “เครือข่ายประชาชนคัดค้านโครงการ Southern Economic Corridor (SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์” นำโดย นายประสิทธิชัย หนูนวล แกนนำกลุ่ม SEC Watch พร้อมด้วยมวลชนภาคประชาชนหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ และภาคตะวันออก อาทิ ชุมพร กระบี่  ระนอง ปราจีน ระยอง  ที่ปักหลักชุมนุมในบริเวณดังกล่าว

ประชาธิปัตย์

บรรยากาศการยื่นหนังสือเป็นไปอย่างใกล้ชิด โดยทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการคัดค้านร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ซึ่งกำลังเป็นประเด็นร้อนแรงและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในขณะนี้ พร้อมทั้งยื่นข้อเรียกร้องเชิงนโยบายไปยังพรรคประชาธิปัตย์ ให้มีมติสนับสนุนการยุติโครงการแลนด์บริดจ์โดยทันที เนื่องจากห่วงใยในผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับวิถีชีวิต ชุมชน และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ภาคใต้

ทั้งนี้ ทางคณะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับข้อเสนอของกลุ่ม SEC Watch ไว้ทั้งหมด พร้อมระบุว่าจะนำข้อห่วงใยและข้อมูลจากภาคประชาชนเข้าสู่ที่ประชุมพรรค เพื่อพิจารณาพิจารณาตามกลไกทางการเมือง และหาแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป

ประชาธิปัตย์
ประชาธิปัตย์
ประชาธิปัตย์
ประชาธิปัตย์
ประชาธิปัตย์
ประชาธิปัตย์
ประชาธิปัตย์

กทม. ซักซ้อมใหญ่ ระบบประมวลผลคะแนน 50 เขต มั่นใจระบบดิจิทัลโปร่งใส แม่นยำ

กทม. ซักซ้อมใหญ่ ระบบประมวลผลคะแนน 50 เขต มั่นใจระบบดิจิทัลโปร่งใส แม่นยำ

กทม. ซักซ้อมใหญ่ ระบบประมวลผลคะแนน 50 เขต มั่นใจระบบดิจิทัลโปร่งใส แม่นยำ

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.43 น.

กทม. ซักซ้อมใหญ่ระบบประมวลผลคะแนน 50 เขต มั่นใจระบบดิจิทัลโปร่งใส แม่นยำ

วันที่ 23 มิ.ย. 69 เวลา 16.00 น. นายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมและร่วมสังเกตการณ์การซักซ้อมใหญ่ระบบการประมวลผลคะแนนเลือกตั้ง ร่วมกับผู้อำนวยการเขตพร้อมเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องทั้ง 50 เขต เพื่อซ้อมใหญ่และเตรียมความพร้อมก่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 

กทม.

รองปลัดฯ ธนิต กล่าวว่า การซักซ้อมในครั้งนี้ถือเป็นการทดสอบระบบเสมือนจริงพร้อมกันทั้ง 50 เขต โดยเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนตรวจสอบระบบอย่างละเอียด หากพบข้อติดขัดหรือปัญหาในขั้นตอนการประมวลผล หรือมีข้อบกพร่องประการใด ให้รีบประสานแจ้งไปยังสำนักดิจิทัลกรุงเทพมหานคร (สดท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลและพัฒนาระบบในทันที เพื่อดำเนินการแก้ไขและปรับปรุงให้การขับเคลื่อนงานเลือกตั้งในภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

จากการตรวจสอบและติดตามการพัฒนาระบบประมวลผลคะแนนในเบื้องต้น พบว่า ระบบมีความพร้อมและยังไม่พบข้อติดขัด และคาดการณ์ว่าการนับคะแนนและประมวลผลในวันเลือกตั้งจริงจะมีความสะดวก รวดเร็ว และที่สำคัญที่สุดคือมีความโปร่งใส ถูกต้อง และแม่นยำ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

กทม.

ทั้งนี้ การนับคะแนนในวันจริง แต่ละเขตจะมี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 กลุ่มบันทึก เป็นกลุ่มที่บันทึกข้อมูลตามแบบบันทึกผลการนับคะแนน กลุ่มที่ 2 กลุ่มยืนยัน มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องร่วมกับสำนักปกครองและทะเบียนในระบบหลังจากกลุ่มที่ 1 บันทึกเข้ามา ก่อนที่จะเผยแพร่ระบบ Dashboard เพื่อให้สื่อมวลชนและประชาชนติดตามระหว่างการนับคะแนน 

โดยประชาชนสามารถตรวจสอบผลการนับคะแนน รายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ค้นหาสถานที่ตั้งหน่วยเลือกตั้งของตนเอง รวมถึงติดตามข้อมูลข่าวสารการเลือกตั้งทั้งหมดได้อย่างสะดวกผ่านทางเว็บไซต์ http://www.เลือกตั้งกรุงเทพ69.com

กทม.
กทม.

เด้งรับเผือกร้อน เลขา​ธิการ​ส.ป.ก. ลั่นพร้อมลุยจัดสรรที่ดินทับซ้อน ทับลาน 1.5 แสนไร่

เด้งรับเผือกร้อน เลขา​ธิการ​ส.ป.ก. ลั่นพร้อมลุยจัดสรรที่ดินทับซ้อน ทับลาน 1.5 แสนไร่

เด้งรับเผือกร้อน เลขา​ธิการ​ส.ป.ก. ลั่นพร้อมลุยจัดสรรที่ดินทับซ้อน ทับลาน 1.5 แสนไร่

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.10 น.

เลขา​ธิการ​ส.ป.ก.เด้งรับ ที่เผือกร้อน กระทรวงทรัพย์ ยันพร้อมรับบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อนระหว่างเขตปฏิรูปที่ดินกับอุทยานแห่งชาติทับลาน​ตามที่คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติมีมติปรับปรุงแนวเขตตามข้อมูลแผนที่ One Map ย้ำจัดสรรให้เฉพาะเกษตรกรผู้มีสิทธิตามกฎหมาย พร้อม​เข้มมาตรการคัดกรองเพื่อ​ป้องกันการเปลี่ยนมือไปสู่กลุ่มทุน

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ส.ป.ก.มีความพร้อมในการบริหารจัดการพื้นที่ที่ได้รับมอบหมายตามมติคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ โดยจะดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด และจัดสรรให้เฉพาะเกษตรกรผู้มีคุณสมบัติและมีสิทธิตามกฎหมาย เพื่อให้การใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และป้องกันการเปลี่ยนมือหรือการนำที่ดินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์โดยการดำเนินการดังกล่าว​ มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชนที่ดำรงอยู่มาเป็นเวลานาน รวมถึงลดข้อพิพาทและความขัดแย้งด้านสิทธิในที่ดิน โดยจากการตรวจสอบข้อมูลผ่านภาพถ่ายดาวเทียมพบว่า พื้นที่จำนวนหนึ่งมีประชาชนเข้าอยู่อาศัยและทำกินมาตั้งแต่ก่อนการประกาศเขตป่าอนุรักษ์

เศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์

ทั้งนี้ ยืนยันว่าการจัดสรรที่ดินจะดำเนินการเฉพาะผู้มีคุณสมบัติตามกฎหมาย และไม่เปิดช่องให้มีการเปลี่ยนมือไปสู่กลุ่มทุน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ซึ่งการพิจารณาปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานครั้งนี้ มีที่มาจากข้อร้องเรียนของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างที่ดินของรัฐกับที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน โดยสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับเรื่องร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง และได้ร่วมลงพื้นที่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและหาแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและแนวทางการแก้ไขปัญหาเป็นไปตามการจัดทำแผนที่ One Map และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) จะร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงและประสานหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้การพิสูจน์สิทธิเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม

สำหรับมติคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ เห็นควรให้เสนอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 และดำเนินการในพื้นที่กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่ 3 และกลุ่มที่ 5 รวมประมาณ 155,865 ไร่ เพื่อส่งมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปบริหารจัดการตามภารกิจและกฎหมายที่รับผิดชอบ ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 พื้นที่ทับซ้อนเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ประมาณ 53,416 ไร่ กลุ่มที่ 2 พื้นที่โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี ประมาณ 8,328 ไร่ กลุ่มที่ 3 พื้นที่โครงการเพื่อความมั่นคง (พมพ. และ คจก.) ประมาณ 87,500 ไร่ และกลุ่มที่ 5 พื้นที่ราชพัสดุสนามฝึกซ้อมรบ ประมาณ 6,621 ไร่

เศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์

ส่วนพื้นที่กลุ่มที่ 4 ซึ่งเป็นพื้นที่ราษฎรนอกเขต ส.ป.ก. และนอกโครงการเพื่อความมั่นคง เนื้อที่ประมาณ 109,420 ไร่ ที่ประชุมมีมติให้คงสถานะเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานต่อไป และดำเนินการตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 เพื่อตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิการครอบครองของประชาชนที่อยู่มาก่อนการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ โดยมีข้อมูลผู้ผ่านการสำรวจแล้วประมาณ 5,200 ราย และตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน

นอกจากนั้น คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติยังมีมติให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับกรมป่าไม้ สำรวจพื้นที่ป่าที่มีความสมบูรณ์เพิ่มเติม เพื่อพิจารณาผนวกเข้าเป็นเขตอุทยานแห่งชาติทับลานอีกประมาณ 86,966.29 ไร่ เพื่อรักษาพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในภาพรวมของประเทศต่อไปด้วย

เศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์

รมว.ยุติธรรม ยันไม่มีใบสั่งการเมือง เล็งสอบคลิปภาวุธ ชวนลงทุน ตั้งข้อสังเกตเงินเทรดทอง

รมว.ยุติธรรม ยันไม่มีใบสั่งการเมือง เล็งสอบคลิปภาวุธ ชวนลงทุน ตั้งข้อสังเกตเงินเทรดทอง

รมว.ยุติธรรม ยันไม่มีใบสั่งการเมือง เล็งสอบคลิปภาวุธ ชวนลงทุน ตั้งข้อสังเกตเงินเทรดทอง

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.02 น.

‘รมว.ยุติธรรม‘ ปัดมีใบสั่งการเมืองเล่นงาน ‘ภาวุธ’ เป็นไปตามข้อมูลทั้งหมดที่ปรากฎ แจงคลิป ’ชวนลงทุน‘ ต้องตรวจสอบก่อน ตั้งข้อสังเกต ’เงินเทรดทอง‘ จะไม่มีตัวเลขกลมๆ โยนสื่อเปิดชื่อมาก่อน ’ดีเอสไอ‘ จำเป็นต้องแจ้ง แม้ยังไม่ตกเป็น ’ผู้ต้องหา‘ 

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา14.50น. ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) พล.ต.ท.​รุท​ธ​พล​ เนาวรัตน์​ รมว.ยุติธรรม​ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เตรียมนำคดี​ Forex เป็นคดีพิเศษว่า  ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการสืบสวน ซึ่งทางดีเอสไออยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน และผู้เสียหายซึ่งขณะนี้ทยอยเดินทางกันเข้ามาให้ข้อมูล หลังจากนี้จะมีการพิจารณาอีกครั้งว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ ทั้งนี้ผู้เสียหายที่เข้ามาให้ข้อมูลจากการสอบถามเบื้องต้นเมื่อช่วงเที่ยงวันที่ผ่านมา มีผู้เสียหายทยอยเข้ามาจำนวน 30 คน เช่นเดียวกับพยานที่ทยอยเดินทางเข้ามาแล้ว 

เมื่อถามถึงการเผยแพร่คลิปของนายภาวุธ​ พงษ์วิทยภานุ​ สส.บัญชี​รายชื่อ​ พรรค​ประชาชน​ ในลักษณะการเชิญชวนลงทุนจะสามารถเอาผิดได้หรือไม่ พล.ต.ท.​รุท​ธ​พล​ กล่าวว่า ตอนนี้ต้องรวบรวมพยานหลักฐาน เนื่องจากข้อมูลมีจำนวนเยอะมาก หลังจากเข้าตรวจค้นทั้งหมด 24 จุด และมีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ถึง 300 นาย จึงต้องมีการวิเคราะห์ทั้งเส้นเงิน หลักฐานเอกสาร รวมทั้งของกลางเช่นคอมพิวเตอร์ที่ตรวจยึดมาได้ และขณะนี้ยังไม่ได้ออกเรียกนายภาวุธ   

เมื่อถามย้ำว่าคลิปของนายภาวุธ สามารถเป็นหลักฐานเอาผิดได้หรือไม่ พล.ต.ท.​รุท​ธ​พล​ กล่าวว่า รายละเอียดดีเอสไอจะต้องเป็นผู้วิเคราะห์ 

เมื่อถามว่าพรรคประชาชนตั้งข้อสังเกตว่า การแถลงข่าวของดีเอสไอปิดชื่อผู้ต้องหาแต่เปิดชื่อผู้ต้องสงสัย พล.ต.ท.​รุท​ธ​พล​ กล่าวว่า วันที่จะมีปฏิบัติการ ตนเดินทางไปปฏิบัติราชการที่จังหวัดสกลนคร กระทั่งมาทราบข่าวช่วงบ่ายของอีกวัน ก็เห็นผู้สื่อข่าวมีการเปิดชื่อย่อและอาชีพ  ซึ่งในวันที่ 18มิ.ย. สื่อมวลชนก็เริ่มเปิดชื่อนายภาวุธอย่างเป็นทางการ  และเมื่อมีการแถลงข่าว นักข่าวก็เป็นคนพูดชื่อของนายภาวุธ ไม่ใช่ดีเอสไอเป็นคนเปิดเผยชื่อ  

เมื่อถามว่าสังคมมองว่าเป็นเกมการเมืองเชือดไก่ให้ลิงดู พล.ต.ท.​รุท​ธ​พล กล่าวว่า จากการตรวจค้น 24 จุด ประกอบกับดีเอสไอใช้เวลาในการสอบสวนกว่าหกเดือน เนื่องจากคดีดังกล่าวมีความละเอียดอ่อน เพราะผู้ต้องหาและผู้ต้องสงสัยมีตำแหน่งหน้าที่ จึงต้องใช้วิจารณญาณและต้องใช้หลักฐานที่ชัดเจน 

เมื่อถามว่ามีใบสั่งทางการเมืองหรือไม่  พล.ต.ท.​รุท​ธ​พล กล่าวว่า “ไม่ใช่ เพราะในรายละเอียด และในชาร์จการแถลงข่าวของดีเอสไอก็มีข้อมูลปรากฏหมด และผู้สื่อข่าวก็พูดชื่อนี้ขึ้นมา”

เมื่อถามต่อว่าการแถลงข่าวของดีเอสไอที่มีชื่อของนายภาวุธแสดงว่าเพื่อต้องการชี้แจงต่อสังคมหลังมาชื่อหลุดออกมาใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุท​ธ​พล  กล่าวว่า ทางผู้แถลงข่าวยืนยันตั้งแต่ต้นแล้วว่า กระทำความผิดยังไม่ใช่ผู้กระทำความผิด และไม่มีการเอ่ยชื่อ แต่ผู้สื่อข่าวทราบชื่อนี้มาก่อนแล้ว และมีการถามในวงแถลงข่าว

เมื่อถามว่าจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาได้เมื่อไหร่ พล.ต.ท.รุทธพล กล้าวว่า ต้องขึ้นอยู่กับดีเอสไอ และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ซึ่งตนได้นโยบายว่า เนื่องจากเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ จึงต้องให้มีการรายงานทุก 15 วัน

เมื่อถามว่านายภาวุธจะไม่ใช้เอกสิทธิ์สส. ก็จะดำเนินการตามนั้นใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุท​ธ​พล  กล่าวว่า คงต้องขึ้นอยู่กับดีเอสไอ ไม่ทราบว่านายภาวุธจะเข้ามาให้ข้อมูลเมื่อไหร่ เป็นหน้าที่ของดีเอสไอที่จะประสานงาน

เมื่อถามถึงกรณีที่นายภาวุธชี้แจงว่าเส้นเงินที่โอนเข้าบัญชีที่โอนเข้าบัญชีมาจากการเทรดทองคำฟังขึ้นหรือไม่ พล.ต.ท.​รุท​ธ​พล กล่าวว่าเป็นคำชี้แจงของนายภาวุธแต่ต้องมีการตรวจสอบ แต่หากถามคนเทรดทองคำ จะไม่มีตัวเลขกลมๆ หรือเป็นจุดทศนิยม แต่เรื่องนี้ก็จะต้องตรวจสอบเพราะถือเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว ขอเวลาให้ดีเอสไอวิเคราะห์เส้นเงินว่ามาจากที่ไหนบ้าง

เอกนิติ เชื่อดึงเงินลงทุนจริง เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย ปี 69 แตะ 7 แสนล้านบาท

เอกนิติ เชื่อดึงเงินลงทุนจริง เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย ปี 69 แตะ 7 แสนล้านบาท

เอกนิติ เชื่อดึงเงินลงทุนจริง เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย ปี 69 แตะ 7 แสนล้านบาท

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.49 น.

“เอกนิติ” เชื่อดึงเงินลงทุนจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย ปี 2569 แตะ 7 แสนล้านบาท หลังยอดคำขอลงทุนพุ่งต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิด Thailand FastPass โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวรายงานตอนหนึ่งว่า รัฐบาลมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันเงินลงทุนจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยในปีนี้เกือบ 7 แสนล้านบาท ผ่านการเร่งรัดโครงการ BOI Fast Pass และ Thailand FastPass เน้นการเปลี่ยนความเชื่อมั่นจากใบสมัครส่งเสริมการลงทุนให้กลายเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 

นายเอกนิติ กล่าวว่า ความสำเร็จนี้จะส่งผลโดยตรงต่อการจ้างงานและการฟื้นตัวของภาคการผลิตในทุกภูมิภาคทั่วประเทศตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการใช้การลงทุนเป็นตัวนำในการขับเคลื่อนศักยภาพการแข่งขันของชาติในเวทีโลกอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกหน่วยงานรัฐเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนในทุกขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อให้เกิดการใช้จ่ายจริงในระบบเศรษฐกิจไทยตามความต้องการของนายกรัฐมนตรีที่กำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุนอย่างแท้จริง

“นโยบายนี้จะช่วยเร่งดำเนินโครงการให้รวดเร็วขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ประเทศเพิ่มศักยภาพการแข่งขันตามทิศทางที่นายกรัฐมนตรีได้วางรากฐานไว้สำหรับการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั่วโลกที่ต้องการขยายฐานการผลิตมายังประเทศไทย รัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินงานด้วยความรวดเร็วและประสาประสานงานกันอย่างใกล้ชิดทุกหน่วยงานเพื่อสนับสนุนโครงการลงทุนที่ผ่านการพิจารณาให้สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันทีโดยไร้อุปสรรคทางด้านระเบียบปฏิบัติที่ยุ่งยากในอดีต” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาสถิติการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 พบว่ามียอดขอรับการส่งเสริมรวมมูลค่าสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท ถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างชัดเจน การที่มีเงินมหาศาลจ่อคิวเข้ามาลงทุนนี้เป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลต้องเร่งสร้างกลไกที่อำนวยความสะดวกเพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในอนาคตอันใกล้ผ่านโครงการเร่งรัดการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ 

สำหรับความเชื่อมั่นเหล่านี้เกิดจากความมั่นคงทางนโยบายและการที่รัฐบาลสามารถสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนผ่านความร่วมมือกับนานาชาติอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่ผ่านมาจนได้รับการยอมรับจากองค์กรจัดอันดับระดับโลก ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มการขยายตัวของการลงทุนที่ยังคงมีความร้อนแรงอย่างต่อเนื่องโดยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 นี้ มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนพุ่งสูงถึง 1 ล้านล้านบาทภายในไตรมาสเดียว ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 142%

ด้านความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ล่าสุดพบว่าอันดับที่ประกาศโดยสถาบันไอเอ็มดีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการปรับตัวดีขึ้นจากอันดับที่ 30 ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 26 ในภาพรวมซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจในหลายมิติ โดยเมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่ามิติด้านการลงทุนระหว่างประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากอันดับที่ 30 มาเป็นอันดับที่ 24 ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการดำเนินโครงการ Thailand FastPass ที่ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นให้สูงขึ้น 

เช่นเดัยวกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกทั้งมูดี้ส์และเอสแอนด์พีได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยให้มีเสถียรภาพมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมาอันเป็นสัญญาณที่ยืนยันถึงความสำเร็จของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติให้มีความมั่นคง ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทยอย่างชัดเจนและเป็นการตอกย้ำว่านโยบายการดึงดูดการลงทุนของนายกรัฐมนตรีเดินมาถูกทางในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่กลุ่มทุนข้ามชาติที่ต้องการความมั่นคงในระยะยาว

อย่างไรก็ดีนโยบายการเร่งรัดการลงทุนยังส่งผลสะท้อนไปยังตัวเลขจีดีพีในไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมาซึ่งมีการขยายตัว 2.8% โดยเฉพาะในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนที่มีอัตราการขยายตัวสูงถึง 10.1% ซึ่งถือเป็นการเติบโตในระดับเลขสองหลักเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี การขยายตัวดังกล่าวนับเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าโครงการส่งเสริมการลงทุนเริ่มมีการใช้จ่ายเงินจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากกว่า 2 แสนล้านบาทไปแล้วในช่วงเวลาที่ผ่านมาผ่านกลไกการเร่งรัดที่รัฐบาลได้ริเริ่มขึ้น 

“การเติบโตนี้ส่งผลดีต่อเสถียรภาพทางการคลังและสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่องในระยะยาวผ่านเม็ดเงินลงทุนที่จะไหลเข้าสู่ภาคการผลิตและภาคการก่อสร้างของประเทศอย่างสม่ำเสมอ รัฐบาลมั่นใจว่าด้วยแนวโน้มการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่งเช่นนี้จะทำให้เป้าหมายการลงทุนจริงจำนวน 7 แสนล้านบาทสามารถบรรลุผลสำเร็จได้ตามแผนงานที่กำหนดไว้เพื่อเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนจีดีพีปีนี้” รองนายกฯ กล่าว

กมธ.ท้องถิ่น-กมธ.ปปช.แท็กทีม เตรียมเรียก สถ.-มศว แจงทุจริตสอบท้องถิ่น สัปดาห์หน้า

กมธ.ท้องถิ่น-กมธ.ปปช.แท็กทีม เตรียมเรียก สถ.-มศว แจงทุจริตสอบท้องถิ่น สัปดาห์หน้า

กมธ.ท้องถิ่น-กมธ.ปปช.แท็กทีม เตรียมเรียก สถ.-มศว แจงทุจริตสอบท้องถิ่น สัปดาห์หน้า

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.46 น.

‘2กมธ.ภูมิใจไทย’ แท็กทีมจ่อเรียก ‘สถ.-มศว.’  แจงปม ‘ทุจริตสอบท้องถิ่น’ สัปดาห์หน้า หลังความเสียหายพุ่ง 4.5 พันล้านบาท ขณะที่ ‘อาสพลธ์’ ขอบคุณ  ‘ป.ป.ช.-ตร.ปปป.’ ช่วยเปิดโปงทลายโกงสำเร็จเป็นครั้งแรก คืนความเป็นธรรมให้ ‘ลูกชาวบ้าน’ ที่หวังเป็นขรก.

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 15.05 น. ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ  สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ(ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับ ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้าตรวจค้นและจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ที่จ.นนทบุรีว่า ต้องขอขอบคุณสองหน่วยงานข้างต้น สืบเนื่องจากการทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่ปี 2568 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สะเทือนขวัญแก่บรรดาพี่น้องประชาชนและลูกหลานชาวนา ที่มีความใฝ่ฝันอยากเป็นข้าราชการท้องถิ่น และทราบมาตลอดว่ามีการจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้รับบรรจุข้าราชการ

นายอาสพลธ์ กล่าวต่อว่า ตนในฐานะ สส. เคยได้ยื่นเรื่องร้องเรียน และพาชาวบ้านจังหวัดศรีสะเกษ ไปร้องเรียนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2567 ว่ามีการทุจริตสอบดังกล่าวในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ และหลายจังหวัดในภาคอีสาน และเมื่อนายอนุทิน ทราบเรื่อง จึงเป็นที่มาของการลงนามเอ็มโอยูกับ 5หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามทุจริต เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2567 และการลงนามความร่วมมือครั้งนั้นนำมาสู่การยกเลิกการสอบแข่งขันข้าราชการฯ ในปี 2567 เนื่องจากมีข้อครหาว่ามีการเรียกรับเงินตั้งแต่ 300,000 ถึง 800,000 บาท กระทั่งปี 2568 ที่มีการสอบแข่งขันฯ ข้อร้องเรียนดังกล่าวก็ยังไม่หาย จึงได้แจ้งไปยังนายอนุทิน จนเกิดการปฏิบัติตรวจค้นและจับกุมในวันนี้ที่ จ.นนทบุรี โดยมีมูลค่าความเสียหายกว่า 4,500 ล้านบาท และมีผู้เกี่ยวข้องกว่า 3,000 ราย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในการจับกุมคดีที่เกี่ยวกับการทุจริตการสอบข้าราชการฯ ทั้งที่ในอดีตมีข้อครหามากมายแต่ไม่มีการจับได้ จึงขอขอบคุณ ป.ป.ช. และ บก.ปปป. ที่คืนขวัญกำลังใจให้แก่ประชาชนที่ไม่ยอมรับต่อการทุจริต และมีกำลังใจในการสอบแข่งขัน โดยหลังจากนี้คณะกรรมาธิการสภาฯ ที่เกี่ยวข้องจะร่วมตรวจสอบเรื่องดังกล่าวต่อไป

ด้านนายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาฯ กล่าวว่า ตนได้หารือกับนายอาสพลธ์ ในฐานะประธาน กมธ.ป.ป.ช. ที่จะศึกษาตรวจสอบเรื่องนี้ร่วมกัน โดยภายในสัปดาห์หน้าจะเชิญหน่วยงานมาตรวจสอบ อาทิ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ในฐานะเป็นผู้จัดสอบ เข้ามาชี้แจงเพื่อตรวจสอบว่ามีการทุจริตคอร์รัปชันหรือไม่ เมื่อได้รับข้อมูลแล้วจะได้ส่งข้อมูลให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อดำเนินการต่อไป

นายกฯ ยันรัฐบาลมีเสถียรภาพ ช่วยดึงนักลงทุนต่างชาติ โวเศรษฐกิจไทย ‘หั่งเช้ง’ ดี

นายกฯ ยันรัฐบาลมีเสถียรภาพ ช่วยดึงนักลงทุนต่างชาติ โวเศรษฐกิจไทย ‘หั่งเช้ง’ ดี

นายกฯ ยันรัฐบาลมีเสถียรภาพ ช่วยดึงนักลงทุนต่างชาติ โวเศรษฐกิจไทย ‘หั่งเช้ง’ ดี

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.38 น.

นายกฯยันรัฐบาลมีเสถียรภาพ ช่วยดึงนักลงทุนไทยต่างประเทศร่วมโครง ’ Thailand FastPass เพียบ ย้ำบริษัทต้องโปร่งใส หากเลี่ยงภาษี-แรงงานเถื่อน ต้องดำเนินคดีให้เห็นว่านรกมีจริง  บอกศก.ไทย ‘หั่งเช้งดี’ 

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 14.45 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย  ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิด Thailand FastPass เพื่อเร่งรัดการลงทุน ว่า โครงการ Thailand FastPass คือโครงการที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ  ผู้ลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ โดยจะทำให้ขั้นตอนต่างๆในการขออนุมัติและขออนุญาตสั้นลง และในอนาคต ก็จะทำให้ระยะเวลาในการดำเนินการทุกขั้นตอนสั้นที่สุด เชื่อมั่นว่าจะมีผู้ประกอบการและนักลงทุนและนักลงทุนอีกมากมายเข้ามาสู่โครงการ เขาสามารถดำเนินกิจการได้เร็วขึ้น

เมื่อถามว่าที่นายกฯ พูดบนเวทีถึงเสถียรภาพของรัฐบาล แสดงว่ามั่นใจว่าคุมเสถียรภาพของรัฐบาลได้ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลมีเสถียรภาพ ก็จะสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่จะมาประกอบกิจการ นำเม็ดเงินมาสู่ประเทศไทยเราจะต้องทำให้เสถียรภาพมันเกิดขึ้นในรัฐบาล และเร่งพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆ ให้เกิดความสะดวกให้มากที่สุด เขาจะได้เข้ามาใช้ประเทศของเราเป็นฐานการผลิต วันนี้เรามีอีอีซี ซึ่งตนได้รับมากำกับดูแลด้วยตัวเอง มาทำงานควบคู่กันกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) วันนี้ต้องเป็นหนึ่งเดียวกันถึงจะทำงานได้

เมื่อถามต่อว่า  23 รายที่มารับ Thailand FastPass ส่วนใหญ่ ได้ร้องขออะไรมาเป็นพิเศษหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า สิ่งที่เราควรจะให้ความสำคัญและและตั้งข้อสังเกตดีๆ ก็จะเป็นกำลังใจให้กับพวกเราโดยธุรกิจทั้ง 23 รายที่เข้ามา ไม่ใช่ธุรกิจที่จะมาใช้แรงงานถูกในประเทศไทย หรือมาใช้สิทธิประโยชน์ของบีโอไอ เช่นการ ไม่เสียภาษีนำเข้าอะไรต่างๆนานา เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว อุตสาหกรรมที่เข้ามานำมาซึ่งเทคโนโลยี การถ่ายทอดกระบวนการทางการผลิตต่างๆ เช่น ตัวชิ้นส่วนเครื่องยนต์ของเครื่องบินแอร์บัสที่เข้ามา รวมถึงชิ้นส่วนของจรวดด้วย นอกจากนี้ยังมีเรื่องของดาวเทียมและการสื่อสารที่ทันสมัย เรานำเอาเทคโนโลยีเหล่านี้มาขยายกระบวนการการผลิตให้ครอบคลุมอุตสาหกรรมให้มากที่สุด จะเป็นประเทศที่เปิดความพร้อมให้ประเทศต่างๆเข้ามาก็ต้องมีจรรยาบรรณที่ดี ไม่ใช่ไปก๊อปปี้เทคโนโลยีของเขา โดยไม่มีความร่วมมือ และไม่มีระบบในการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา สิ่งนั้นแล้วประเทศไทยได้ไปถึงขั้นนั้นแล้ว 

นายกฯ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม บริษัทที่เข้ามาก็ต้องมีความพร้อม มีความโปร่งใส และเมื่อถึงวงรอบก็ต้องมีการไปตรวจ หรือสุ่มตรวจ แต่ถ้าเราเปิดโอกาสขึ้นมาแล้ว และเกิดมีเรื่องของการลดสเปค หรือการหลบเลี่ยงภาษีหรือเรื่องแรงงานเถื่อนเหล่านี้ เราก็ต้องทำให้เห็นว่านรกมีจริง ก็ต้องถูกดำเนินคดี ถ้าทำอย่างนี้ได้เราก็จะเป็นประเทศที่สามารถที่สามารถขยายการลงทุนขยายโอกาสในการสร้างรายได้อย่างไม่มีขีดจำกัด

เมื่อถามต่อว่าแสดงว่าเศรษฐกิจไทยกำลังโงหัวขึ้นใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า แน่นอน ภาษาที่บ้านผมเรียกว่า”หั่งเช้งดี” (แนวโน้มเศรษฐกิจดี )

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.26 น.

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง ประจำวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2569 ดังนี้
เรื่อง คณะกรรมการต่าง ๆ ที่แต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี (กระทรวงคมนาคม) 

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ขอเพิ่ม “ผู้แทนกรมการขนส่งทางราง”  เป็นกรรมการในคณะกรรมการประสานการขนส่งผ่านแดนแห่งชาติ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเป็นต้นไป 

เรื่อง  การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ(กระทรวงสาธารณสุข) 

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอ แต่งตั้งข้าราชการ  พลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิในส่วนราชการต่าง ๆ รวม 8 ราย ดังนี้

กรมการแพทย์
1. นางสาวเบ็ญจ์สชีว์ ปัทมดิลก  ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ  (ด้านเวชกรรม สาขาตจวิทยา สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์) ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2568

กรมควบคุมโรค
2. นางภัคนี สิริปูชกะ ให้ดำรงตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขทรงคุณวุฒิ (ด้านสาธารณสุข) กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2568

กรมการแพทย์
3. นางวรรณรัตน์ พงศ์พิรุฬห์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาอายุรกรรม) สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2568
4. นายกิตติ์พงศ์  สัญชาตวิรุฬห์ ให้ดำรงตำแหน่ง  นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) 
กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569

กรมสุขภพจิต
5. นางสาวรัชนี ฉลองเกื้อกูล ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาจิตเวช) โรงพยาบาลศรีธัญญา กรมสุขภาพจิต ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2568
6. นางวิรีย์อร จูมพระบุตร ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาจิตเวช) โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ กรมสุขภาพจิต ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2568

กรมอนามัย
7. นายมนัส รามเกียรติศักดิ์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านอนามัยแม่และเด็ก) กรมอนามัย ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2568
8. นางวิมล บ้านพวน ให้ดำรงตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขทรงคุณวุฒิ (ด้านส่งเสริมสุขภาพ) 
กรมอนามัย ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2568

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์  ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ รวมจำนวน 7 คน ดังนี้

1. นางสาวสุทธาภา อมรวิวัฒน์ ประธานกรรมการ
2. นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
3. นางสาวพัชรินรุจา จันทโรนานนท์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
4.นายวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
5. นายฉัตรชัย เลื่อนผลเจริญชัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
6. นายนัยวุฒิ วงษ์โคเมท กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
7. นายประยูร ลิ้มสุข กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

เรื่อง แต่งตั้งกรรมการอื่น (ผู้แทนกองทัพอากาศ) ในคณะกรรมการกำกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้ง พลอากาศโท จุมพล คล้อย

ภยันต์ เป็นกรรมการอื่น (ผู้แทนกองทัพอากาศ) ในคณะกรรมการกำกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย แทนพลอากาศตรี วุฒิ น้อยเชี่ยวกาญจน์ 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) ประธานกรรมการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เสนอแต่งตั้ง นายนพดล 
เภรีฤกษ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านนิติศาสตร์) ในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง

มีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับเวลาที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ยังอยู่ในตำแหน่ง

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นายปกรณ์เกียรติ วาณิชวัฒนากุล ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป