นายกฯ เปิดโครงการ Thailand FastPass ดึง 8 หน่วยงานรัฐ อำนวยความสะดวกนักลงทุน

นายกฯ เปิดโครงการ Thailand FastPass ดึง 8 หน่วยงานรัฐ อำนวยความสะดวกนักลงทุน

นายกฯ เปิดโครงการ Thailand FastPass ดึง 8 หน่วยงานรัฐ อำนวยความสะดวกนักลงทุน

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.11 น.

นายกฯ เปิดงาน Thailand FastPass เร่งรัดการลงทุน ลั่นรัฐบาลพร้อมแก้อุปสรรค -ลดขั้นตอน หนุนลงทุน บอกไม่ต้องห่วงเรื่องความมั่นคงไม่มีใครทำร้าย- คุกคาม ปท.ไทยได้  ย้ำ “ไฟไม่ดับ -น้ำไม่หยุด-ไม่ขาดแคลนน้ำมัน -แก๊ส“ แน่

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิด Thailand FastPass เพื่อเร่งรัดการลงทุนร่วมกับ 8 หน่วยงาน ได้แก่ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมศุลกากร สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวรายงาน รวมถึงนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกฯนางสุขสมรวย วันทนียกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งสิ่งแวดล้อม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เข้าร่วมงาน

โดยนายกฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้ตนรู้สึกยินดี และมีความดีใจที่ท่านได้มามาเยี่ยมพวกตนถึงทำเนียบและรัฐบาล มากันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เพื่อมาร่วมลงนามในเอ็มโอยู ในโครงการ Thailand FastPass   ที่จะทำให้ผู้ลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้รับความสะดวกในการประกอบกิจการต่างๆ หากถามว่าการแข่งขันทางเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันแตกต่างจากเมื่อ 10 – 20 ปีที่แล้วอย่างไรบ้าง หนึ่งในคำตอบที่ท่านต้องเขียนให้ตนทราบคือ ความรวดเร็ว ที่ผ่านมาประเทศไทยอาจจะถูกรู้สึกว่า เราไม่ค่อยมีความสะดวกเท่าไหร่ เรามีความระมัดระวังมากเกินไป ทำให้เสน่ห์ที่ดึงดูดนักลงทุน เป็นฐานการผลิตสินค้าต่างๆ จากประเทศอื่นๆ  ทั่วโลกลดน้อยถอยลงไป ทำให้ท่านไปคิดถึงสถานที่ หรือประเทศอื่นๆ ที่จะลงทุน เพื่อสร้างฐานการผลิตแห่งใหม่ 

นายกฯ กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้รัฐบาลชุดนี้ยอมไม่ได้ เราเชื่อว่าประเทศใดมีตลาดใหญ่กว่า ใครมีแรงงานมากกว่า ตรงไหนมีต้นทุนที่ต่ำกว่า เขาก็คือคู่แข่งของเรา ตรงไหนที่มีการอำนวยความสะดวกได้น้อยกว่า ตรงนั้นก็จะเป็นอุปสรรคในการที่จะเชิญนักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ต้องหายไป ด้วยความร่วมมือที่รัฐบาลจะต้องไม่เป็น ผู้ควบคุมกฎ แต่รัฐบาลจะเปลี่ยนบทบาทมาเป็น ผู้ที่ช่วยผลักดัน ให้ความปรารถนาของพวกท่านได้บรรลุผลสำเร็จด้วยความรวดเร็ว รัฐบาลขออย่างเดียว ท่านทำตามกฏหมาย ทำตามสิ่งที่ท่านได้นำเสนอกับผู้ที่จะต้องออกใบอนุญาตต่างๆให้ท่านโดยเคร่งครัด และความไว้เนื้อเชื่อใจกันก็จะบังเกิด ท่านจะไม่ต้องแบกภาระทั้งต้นทุนทางการเงินและสิ่งสำคัญที่สุดคือการเสียโอกาส อย่างเช่นสินค้าที่มีความนิยม แทนที่จะทำโรงงานผลิตให้สำเร็จ แต่กว่าจะสำเร็จอาจจะมีการเปลี่ยนสินค้าไปแล้ว มันก็เกิดการผิดพลาดในเรื่องการวางแผน ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ ตรงนี้คือเป้าหมายที่รัฐบาลทำ 

“วันนี้สิ่งที่ผมคาดหวัง อาจจะมาถึงครึ่งทางแล้ว แต่ตอนที่คาดหวังไว้ ผมไม่ได้มาเป็นนายกฯ ผมกำกับในสิ่งที่กำกับ เมื่อไปแสวงหาความร่วมมือจากกระทรวงอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลที่มีพรรคผสมเยอะ เดี๋ยวเขาก็บอกว่าทำอย่างนี้ เดี๋ยวก็กวาดคะแนน โกยคะแนนนิยมไปคนเดียวไม่เอาดีกว่า ไม่มีเอ็มโอยู ไม่มี Understanding เอา Uncertainty ไปเรื่อยๆ แต่วันนี้เมื่อเป็นนายกฯ แล้ว เป็นหัวหน้ารัฐบาลแล้ว วันนี้หน่วยงานทั้งหมด ต้องทำตามนโยบายของผม“  นายกฯ กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนโชคดีที่ได้นายเอกนิติ คณะคณะรัฐมนตรี เลขาบีโอไอที่มีความเข้าใจถึงความอึดอัด ความเบื่อของนักลงทุนที่มาในประเทศไทย เที่ยวไปประกาศ 3 บ้าน 8 บ้านว่าเรามีความพร้อมเรื่องสาธารณูปโภค โลจิสติกส์ อุปกรณ์อำนวยความสะดวก เครื่องมือสื่อสาร ซึ่งก็มีความพร้อม แต่ที่ช้าคือเรื่องการอนุมัติ ในเมื่อทุกอย่างแล้ว ทำไมถึงอนุมัติช้าตนก็ตอบไม่ได้ ถ้าทุกอย่างที่เรามีในประเทศไทยมีความพร้อมหมดแล้วอนุมัติช้า นี่คือความด้อยประสิทธิภาพของระบบราชการไทย รัฐบาลนี้ไม่มีทางยอมที่จะให้มีคำว่าด้อยประสิทธิภาพอยู่ในระบบการบริหารราชการแผ่นดินของเรา นี่คือการยกระดับความสะดวกราบรื่นในการทำธุรกิจ การประกอบกิจการในประเทศไทย 

นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลนี้ไม่ได้ลดภาระค่าขั้นตอนด้านเอกสาร แต่จะต้องให้ถึงในจุดที่วันสต็อปเซอร์วิสให้ได้ วันนี้ตนมีหน้าที่ที่จะกำกับดูแลมอบนโยบายให้ความรับผิดชอบ ต่อทุกหน่วยหน่วยงานในฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐ ซึ่งต้องขอขอบคุณนายเอกนิติ ในฐานะที่กำกับดูแลบีโอไอ ที่ได้ตอบสนองนโยบายของตนให้อย่างรูปธรรม แค่เราประกาศว่าจะทำ FastPass จะเข้าองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ(OECD) จะทำทุกอย่างความโปร่งใส จะยึดหลักกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเทศนี้ทุกคน และเมื่อ
นานาชาติ หรือบริษัทที่ทำการประเมินผลประเทศไทยอยู่ในสถานะไหน เขาได้เห็นสิ่งที่เรากำลังจะทำ เขาก็ปรับความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทยทันที และถ้าท่านมาลงทุนด้วยกฎเกณฑ์ที่เราได้ระบุไว้ เม็ดเงินที่เข้ามา จำนวนรายได้ที่จะขึ้นกับประเทศนี้ ผลผลิตมวลรวม จีดีพี การจ้างแรงงานต่างๆ ภาษีที่รัฐบาลได้ ไม่ว่าจะเป็นภาษีนิติบุคคล ภาษีบุคคล ภาษีรายได้ต่างๆ ก็จะทำให้ประเทศไทยได้รับโอกาสดีๆ เพิ่มศักยภาพขึ้นไป ตรงนี้เป็นการจุดประกาย สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศของเรา

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ที่พวกท่านมาที่นี่ เป็นเครื่องยืนยันว่าท่านให้ความมั่นใจกับประเทศไทย รัฐบาลไม่มีทางเลือกอื่น รัฐบาลจะต้องดำเนินโครงการนี้ นโยบายนี้ไปสู่ผลสัมฤทธิ์ให้กับทุกท่านด้วยความรวดเร็ว ไม่มีใครขวางได้ ตราบใดที่พวกเราทุกคนในคณะรัฐมนตรีนี้ยังทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน อยู่ ดังนั้นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นคือประเทศไทยมีศักยภาพ เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. มีการประชุมคณะกรรมการภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ได้มีการตั้งเป้าว่าเป็นประเทศที่มีรายได้สูงที่แต่เดิมตั้งไว้ 20 ปี แต่เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. มีการตั้งเป้าไว้ 12 ปี ทำให้ 8 ปีที่สั้นลง จะสร้างโอกาส สร้างศักยภาพให้กับประเทศไทยได้ ซึ่งภาคเอกชนให้ความมั่นใจ เพราะหากทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นตาบาปติดตัวของคนนั้นตลอดไป ซึ่งถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี วันนี้รัฐบาลพูดให้เอกชนฟังว่า เราพร้อมที่จะบอกว่า นี่คือโอกาสทองของภาคเอกชนที่จะมาช่วยรัฐบาล ในการทำให้ประเทศไทยเติบโต ขับเคลื่อนไปข้างหน้า สร้างความอยู่ดีกินดี ความมั่งมี การมีคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในประเทศ

“ส่วนเรื่องความมั่นคง ท่านไม่ต้องห่วง ไม่มีใครทำร้ายประเทศไทยได้ ไม่มีใครคุกคามไม่มีใครรุกราน ไม่มีใครทำให้ไฟฟ้าของท่านดับลง ไม่มีใครทำให้น้ำที่ใช้ระบบการผลิตไม่ไหล ไม่มีใครทำให้น้ำมันขาดแคลน แก๊สขาดแคลนจากประเทศนี้ได้ ฉะนั้นปัจจัยที่สนับสนุนการผลิต รัฐบาลนี้ให้คำยืนยันว่า ท่านมีความมั่นคงในเรื่องของแหล่งพลังงาน ปัจจัยต่างๆที่จะทำให้การผลิตของท่านมีความราบรื่นและมีประสิทธิภาพ“ นายกฯ กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า ขอยืนยันว่าประเทศไทยมีความพร้อมมากที่สุดในภูมิภาคนี้ หากท่านไปเทียบน้ำหนัก ประเมินในทุกปัจจัย ทั้งโลเคชั่น ระบบโลจิสติกส์ เสถียรภาพของรัฐบาลและเครือข่ายทางการค้า ตนเชื่อมั่นว่าในภูมิภาคนี้ ประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลาง และมีความพร้อมมากกว่าประเทศอื่นๆ ซึ่งถ้าเรามีความพร้อมยิ่งขึ้นกว่านี้ เราก็จะมาปรับปรุงพัฒนาระบบการคมนาคมขนส่ง เพื่อให้ท่านมีความพร้อม และเชื่อมเครือข่ายทั้งหลายที่มีอยู่ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศใกล้เคียงให้ครบวงจร โดยที่มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ตนเชื่อมั่นว่าท่านคงรับทราบปัจจัยต่างๆ เหล่านี้เป็นอย่างดี ท่านถึงจะตัดสินใจมาลงทุนในประเทศไทย เรื่องอื่นๆที่รัฐบาลจะต้องทำ ก็ขอให้เป็นหน้าที่ของพวกตนที่จะต้องทำให้กับพวกท่านเพื่อที่จะได้รับความสะดวก

ครม. ไฟเขียว จัดเก็บค่าโดยสาร รถไฟฟ้า สูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว ไม่มีซ้ำซ้อน

ครม. ไฟเขียว จัดเก็บค่าโดยสาร รถไฟฟ้า สูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว ไม่มีซ้ำซ้อน

ครม. ไฟเขียว จัดเก็บค่าโดยสาร รถไฟฟ้า สูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว ไม่มีซ้ำซ้อน

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.03 น.

ครม.  ไฟเขียวจัดเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว ไม่มีซ้ำซ้อน 

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาลนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยต้องเผชิญราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้มีค่าครองชีพสูง รวมไปถึงอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่ต้องจ่ายค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนและมีราคาแพง เนื่องจากมีผู้ให้บริการหลายรายและค่าโดยสารรถไฟฟ้าแต่ละสายถูกกำหนดขึ้นตามสัญญาสัมปทานระหว่างรัฐและผู้ให้บริการแต่ละราย ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

ดังนั้น เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ครม.จึงมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกมติ ครม. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 เรื่อง มาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท ตลอดสาย (ระยะที่ 2) และยกเลิกการมอบหมายให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) ดำเนินการพัฒนาระบบบริหารจัดการรายได้กลาง CCH โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) หารือร่วมกบกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาหน่วยงานที่เหมาะสมในการดำเนินการพัฒนาและบริหารจัดการศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง และออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม พ.ศ. … ให้ภายเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569 

สำหรับมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่ ครม.รับทราบ ประกอบด้วยหลักการ ดังนี้  1.อัตราค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว (รวมอัตราค่าแรกเข้าตามสัญญาเดิม 17 บาท) ครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกสายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลทั้งหมด หากค่าโดยสารตลอดเส้นทางไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว ให้จัดเก็บตามจริง และไม่มีการเก็บอัตราค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน โดยจัดเก็บที่สถานีต้นทางเพียงครั้งเดียว  2. ใช้บัตร EMV Contactless Card ในการชำระค่าโดยสาร  และ3.กำหนดค่าโดยสารพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส

มากไปกว่านั้น ครม.ยังรับทราบมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ปี 2568 ที่เห็นชอบการปรับโครงสร้างรถไฟฟ้าแบบองค์รวม โดยให้ รฟม. เป็นหน่วยงานของรัฐรายเดียว เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวมรวมทั้งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องในการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก สายสีเขียวส่วนต่อขยาย สายสีทอง และสายสีแดง รวมถึงรายได้และภาระของโครงการดังกล่าวตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ครม.ไฟเขียว พรบ.โอนงบ-งบปี 70 นายกฯ ย้ำพร้อมตอบทุกข้อซักถาม

ครม.ไฟเขียว พรบ.โอนงบ-งบปี 70 นายกฯ ย้ำพร้อมตอบทุกข้อซักถาม

ครม.ไฟเขียว พรบ.โอนงบ-งบปี 70 นายกฯ ย้ำพร้อมตอบทุกข้อซักถาม

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.00 น.

ครม. ไฟเขียว พ.ร.บ.โอนงบฯ–งบฯ ปี 70 นายกฯ ย้ำพร้อมตอบทุกข้อซักถาม เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุม คณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม. เห็นชอบตามที่สำนักงบประมาณ เสนอ ดังนี้ 

1.เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว จำนวน 10,328 ล้านบาท พร้อมเอกสารประกอบ 6 เล่ม และให้เสนอ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

ในส่วนคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ครม.เห็นชอบให้มี จำนวน 25 คน แบ่งเป็น สัดส่วนคณะรัฐมนตรีเสนอชื่อ จำนวน 6  คน และ สัดส่วนพรรคการเมือง จำนวน 19 คน  ซึ่ง เท่ากับจำนวน คณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามและตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินกู้ ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ทั้งนี้ เพื่อให้การพิจารณางบประมาณเป็นไปอย่างรอบคอบและสอดคล้องกับข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562

2. เห็นร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว จำนวน
ไม่เกิน 3,788,000 ล้านบาท พร้อมเอกสารประกอบงบฯ 38 เล่ม และให้เสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป 

ในส่วนกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ครม.เห็นชอบให้มี จำนวน 72 คน เท่ากับจำนวนที่มติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – 2568 ประกอบด้วย สัดส่วนคณะรัฐมนตรี 18 คน และ สัดส่วนพรรคการเมือง จำนวน 54 คน 

สำหรับกรอบเวลาตามปฏิทินงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ วาระที่ 1 ในวันที่ 25 มิ.ย. 2569  จากนั้น
วันที่ 29 มิ.ย. 2569 – 1 ก.ค. 2569 สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถ เข้าถึงเอกสาร ทั้ง 2 พ.ร.บ. ได้ผ่านทางเว็บไซต์สำนักงบประมาณ  

ศิริกัญญา จี้ ภาวุธ แจงสังคม ปม Forex ยันพรรคตั้งสอบข้อเท็จจริงแล้ว

ศิริกัญญา จี้ ภาวุธ แจงสังคม ปม Forex ยันพรรคตั้งสอบข้อเท็จจริงแล้ว

ศิริกัญญา จี้ ภาวุธ แจงสังคม ปม Forex ยันพรรคตั้งสอบข้อเท็จจริงแล้ว

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.42 น.

‘ไหม’ เรียกร้อง ‘ภาวุธ’ แจงสังคม ปมโยงคดี Forex บอก เอาเท่าที่ไม่กระทบรูปคดีก็ได้ ยัน ‘ปชน.’ ไม่นิ่งนอนใจ ตั้ง คกก.สืบเสาะข้อเท็จจริงแล้ว รับอาจกลายเป็นคดีอุกฉกรรจ์-อาชญากรรมข้ามชาติ ท้า ‘ดีเอสไอ’ ไหนๆสืบมา 6 เดือน ก็เปิดมาเลย วอนสาธารณชน อย่าปล่อยขบวนการเบี่ยงเบนประเด็นทำหลุดโฟกัสเรื่องงบประมาณประเทศ

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงความเคลื่อนไหวของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่หายหน้าไปหลายวัน หลังจากมีชื่อเป็นผู้ต้องสงสัยในคดี Forex ว่า คดีนี้มีโอกาสที่จะขยายเป็นคดีอุกฉกรรจ์มากๆ ตั้งแต่ฟอกเงินไปจนถึงอาชญากรรมข้ามชาติ เราก็รู้สึกถึงความหนักหนาสาหัสที่เกิดขึ้น เข้าใจว่านายภาวุธอาจจะอยากที่จะเตรียมเอกสารเพื่อไปคุยกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็เลยยังไม่ปรากฎตัวในช่วงนี้ 

“อยากเรียกร้องให้นายภาวุธได้ออกมาพูดคุยและชี้แจงต่อสาธารณะ และชี้แจงข้อเท็จจริงบ้าง เท่าที่ทำได้ ไม่กระทบต่อรูปคดี ซึ่งเห็นว่ามีรายละเอียดออกมาอีกเรื่อยๆ ซึ่งทางพรรคประชาชนไม่ได้นิ่งนอนใจ จะมีการตั้งคณะกรรมการเสาะหาข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

เมื่อถามว่า ถือว่าน่ากังวลหรือไม่ เพราะดีเอสไอเตรียมยกระดับเป็นคดีแชร์ลูกโซ่ และดึงมาเป็นคดีพิเศษ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า พรรคประชาชนคงไม่ได้เตรียมอะไร แต่ทางคนที่เป็นผู้ต้องสงสัยเพียงคนเดียวที่มีการเปิดเผยชื่ออย่างนายภาวุธ ก็คงจะมีข้อกังวล ว่าเหตุการณ์จะยกระดับไปถึงขั้นนั้นได้ ก็คงต้องมีการเตรียมตัว ซึ่งเราก็มีการให้นายภาวุธได้มีการเตรียมตัวอย่างเต็มที่ 

เมื่อถามว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนมีการปล่อยคลิปวิดีโอที่นายภาวุธ ในลักษณะเชิญชวนประชาชนให้มาร่วมเทรด Forex มองเป็นเกมการเมืองใส่ร้ายหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า คิดว่าคงเป็นส่วนหนึ่ง และเราก็คงจะเห็นข้อมูลที่มีการขุดขึ้นมาเรื่อยๆ ต่อจากนี้ไป จริงๆ ก็อยากให้พิจารณาอย่างสัดส่วน และอย่าให้เข้าเกณฑ์ของการเบี่ยงเบนประเด็น ประเด็นปัญหาของนายภาวุธก็ร้ายแรง แต่เป็นความผิดระหว่างเอกชนกับเอกชนที่ต้องหาความจริง แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่เป็นเงินของแผ่นดิน ที่ต้องจับตามองในโครงการต่างๆ ที่อาจส่อทุจริตและไม่คุ้มค่า หรือการใช้งบประมาณปี 2570 อย่าให้เรื่องที่ไม่เป็นเรื่องมาเบี่ยงเบนประเด็นออกจากเรื่องที่ควรจะสนใจ 

เมื่อถามว่า มีคนมองว่าเป็นการปิดปากหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เราก็มีการตั้งข้อสงสัยในเรื่องนี้ถึงช่วงเวลาที่เกิดขึ้นและความพร้อมของการแถลง ซึ่งมาในช่วงจังหวะพอดีกับช่วงจังหวะที่มีการประชุมพิจารณาเรื่อง TH-AI Passport ซึ่งข้อมูลหรือข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรก็ต้องรอกระบวนการยุติธรรมสืบเสาะข้อเท็จจริงกันต่อไป แต่มองที่ช่วงจังหวะเวลามากกว่า ที่พอจะเปิด ก็เปิดแต่ชื่อผู้ต้องสงสัย แต่ไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้ต้องหา 

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ระยะเวลาการให้ข่าวก็ให้ข่าวก่อนการประชุมคณะกรรมาธิการ 2 คณะ ที่ติดตามโครงการ TH-AI Passport ในวันพฤหัสบดี และแถลงข่าวในวันศุกร์ โดยที่ยังบอกไม่ได้ว่าจะตั้งข้อกล่าวหาอะไร ก็เป็นเรื่องที่เราตั้งข้อสงสัยไว้เหมือนกันว่าจะเป็นเกมการเมืองหรือไม่ แต่เราไม่ได้คิดว่าไม่ควรมีการตรวจสอบเรื่องนี้ แต่ดีเอสไอควรเดินหน้าเรื่องนี้ให้มีความกระจ่างชัด ไหนๆ สืบมาได้ถึง 6 เดือนแล้ว ก็ควรมีการเปิดเผยข้อเท็จจริงและข้อกล่าวหา ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับรู้รับทราบ ตอนนี้หลายคนก็มีข้อกังวลใจในกลุ่มคนที่ถูกดีเอสไอเพ่งโทษ

มหาดไทย เด้งฟ้าผ่า! อธิบดี สถ. พ้นเก้าอี้ เซ่นปมทุจริตสอบท้องถิ่น 4.5 พันล้าน

มหาดไทย เด้งฟ้าผ่า! อธิบดี สถ. พ้นเก้าอี้ เซ่นปมทุจริตสอบท้องถิ่น 4.5 พันล้าน

มหาดไทย เด้งฟ้าผ่า! อธิบดี สถ. พ้นเก้าอี้ เซ่นปมทุจริตสอบท้องถิ่น 4.5 พันล้าน

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.31 น.

 ’มหาดไทย‘ เด้งฟ้าผ่า! อธิบดี สถ. พ้นเก้าอี้ เซ่นปมทุจริตสอบท้องถิ่น 4.5 พันล้าน ขณะที่นายกฯ บอก “เป็นเรื่องของปลัดมหาดไทย”

วันนี้ (23 มิ.ย. 69) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1563/2569 เรื่อง ให้ข้าราชการประจำส่วนราชการเป็นการชั่วคราว โดยเนื้อหาระบุว่า โดยที่ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้าตรวจค้นและจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยได้ตรวจยึดพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง กับบุคคลและเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนมาก อันเป็นกรณีที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนการบริหารราชการแผ่นดิน และการบริหารงานบุคคลของกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นรวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 

ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติราชการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเพื่อประโยชน์ของทางราชการ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 ประกอบกับ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา๕๗ และมาตรา69 และ กฎ ก.พ. ว่าด้วยการสั่งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ประจำส่วนราชการเป็นการชั่วคราว พ.ศ. 2554 จึงให้นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประจำกระทรวงมหาดไทยเป็นการชั่วคราว และปฏิบัติหน้าที่ตามที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2569 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง สั่ง ณ วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2569 

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตอบคำถามในประเด็นนี้ว่า ”เป็นเรื่องของปลัดกระทรวงมหาดไทย“

ครม.ไฟเขียวเสนอ อุทยานธรณีอุบลราชธานี ขึ้นทะเบียนอุทยานธรณีโลกยูเนสโก

ครม.ไฟเขียวเสนอ อุทยานธรณีอุบลราชธานี ขึ้นทะเบียนอุทยานธรณีโลกยูเนสโก

ครม.ไฟเขียวเสนอ อุทยานธรณีอุบลราชธานี ขึ้นทะเบียนอุทยานธรณีโลกยูเนสโก

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.16 น.

ครม. เห็นชอบเสนอ “อุทยานธรณีอุบลราชธานี” ขึ้นทะเบียนอุทยานธรณีโลกยูเนสโก ชูสามพันโบก–ซากดึกดำบรรพ์–วัฒนธรรมท้องถิ่น สู่เวทีระดับโลก

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้เสนอ “อุทยานธรณีอุบลราชธานี” เข้ารับการรับรองเป็นอุทยานธรณีโลกขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO Global Geoparks) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ เพื่อยกระดับแหล่งมรดกทางธรณีวิทยา ธรรมชาติ และวัฒนธรรมของประเทศไทยสู่การยอมรับในระดับสากล พร้อมสร้างโอกาสด้านการท่องเที่ยว การศึกษา และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานชุมชนอย่างยั่งยืน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อุทยานธรณีโลกของยูเนสโกเป็นโครงการที่มุ่งอนุรักษ์และส่งเสริมคุณค่าของแหล่งมรดกทางธรณีวิทยา โบราณคดี นิเวศวิทยา และวัฒนธรรม ควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่อย่างเหมาะสม ปัจจุบันทั่วโลกมีอุทยานธรณีโลกของยูเนสโก 229 แห่ง ใน 50 ประเทศ ขณะที่ประเทศไทยได้รับการรับรองแล้ว 2 แห่ง ได้แก่ อุทยานธรณีโลกสตูล และอุทยานธรณีโลกโคราช ส่วนอุทยานธรณีขอนแก่นอยู่ระหว่างการพิจารณาของยูเนสโก

สำหรับอุทยานธรณีอุบลราชธานี ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอโพธิ์ไทร อำเภอศรีเมืองใหม่ อำเภอโขงเจียม และอำเภอสิรินธร รวมพื้นที่ประมาณ 1,829 ตารางกิโลเมตร มีความโดดเด่นทางธรณีวิทยาในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะภูมิประเทศที่เกิดจากกระบวนการกัดเซาะของแม่น้ำโขง เช่น “สามพันโบก” แก่งหินขนาดใหญ่ หน้าผาสูงชัน และเสาหินเฉลียง รวมทั้งเป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์สำคัญในหมวดหินโคกกรวด ซึ่งมีการค้นพบซากไดโนเสาร์ สัตว์เลื้อยคลานบินได้ จระเข้โบราณ และสัตว์มีกระดูกสันหลังยุคครีเทเชียสจำนวนมาก ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพในอดีตสูงที่สุดของประเทศไทย

นอกจากนี้ พื้นที่ดังกล่าวยังมีคุณค่าด้านโบราณคดี วิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่โดดเด่น อาทิ ประเพณีตักปลาปากบ้อง วัฒนธรรมชุมชนริมแม่น้ำโขง และกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ ซึ่งสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อุทยานธรณีอุบลราชธานีได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานธรณีระดับท้องถิ่นตั้งแต่ปี 2554 และได้รับการรับรองเป็นอุทยานธรณีประเทศไทยเมื่อปี 2566 ปัจจุบันมีระบบบริหารจัดการพื้นที่ที่ชัดเจน มีศูนย์ประสานงานอุทยานธรณีตั้งอยู่ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอุทยานธรณีให้เสนอขอรับการรับรองจากยูเนสโก เนื่องจากมีความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้ทางธรณีวิทยา การบริหารจัดการพื้นที่ การมีส่วนร่วมของชุมชน และศักยภาพในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ประเทศไทยจะต้องแสดงความจำนงต่อยูเนสโกภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 และยื่นเอกสารสมัครอย่างเป็นทางการในช่วงวันที่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569 ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาและตรวจประเมินพื้นที่โดยผู้เชี่ยวชาญของยูเนสโก

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การได้รับการรับรองเป็นอุทยานธรณีโลกจะช่วยเพิ่มการรับรู้ของนานาชาติต่อแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมของประเทศไทย ดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักวิชาการจากทั่วโลก สร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและมรดกทางธรณีวิทยาควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน อันจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพของประเทศไทยบนเวทีโลกด้านการอนุรักษ์และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน.

ยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 รัฐบาลรับลูกปฏิญญา UN เร่งขยายการรักษาเอชไอวีอย่างเท่าเทียม

ยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 รัฐบาลรับลูกปฏิญญา UN เร่งขยายการรักษาเอชไอวีอย่างเท่าเทียม

ยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 รัฐบาลรับลูกปฏิญญา UN เร่งขยายการรักษาเอชไอวีอย่างเท่าเทียม

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.06 น.

รัฐบาลเดินหน้ายุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 ครม. เห็นชอบร่างปฏิญญาการเมืองสหประชาชาติ ยกระดับความร่วมมือโลก–ขยายการเข้าถึงการป้องกันและรักษาอย่างเท่าเทียม

วันนี้ 23 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างปฏิญญาทางการเมืองเรื่องเอชไอวีและเอดส์ พ.ศ. 2569 (Political Declaration on HIV and AIDS 2026) เพื่อใช้เป็นท่าทีของประเทศไทยในการประชุมระดับสูงของสมัชชาสหประชาชาติว่าด้วยเอชไอวีและเอดส์ พ.ศ. 2569 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–23 มิถุนายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมดังกล่าวเป็นเวทีสำคัญที่องค์การสหประชาชาติจัดขึ้นทุก 5 ปี เพื่อทบทวนความก้าวหน้าในการดำเนินงานด้านเอชไอวีและเอดส์ของประเทศสมาชิกทั่วโลก และร่วมรับรองกรอบความร่วมมือฉบับใหม่สำหรับช่วงปี 2569–2574 ภายใต้หัวข้อ “United to End AIDS by 2030” หรือ “ร่วมกันยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573”

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ประเทศไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวี จากการดำเนินมาตรการเชิงรุกทั้งด้านการป้องกัน การตรวจวินิจฉัย การรักษาด้วยยาต้านไวรัส การลดการตีตราและเลือกปฏิบัติ ตลอดจนการยุติการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก ส่งผลให้อัตราการติดเชื้อรายใหม่และอัตราการเสียชีวิตจากโรคเอดส์ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ไทยได้ร่วมรับรองปฏิญญาทางการเมืองฉบับปี 2564 และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการยุติปัญหาเอดส์ พ.ศ. 2560–2573 อย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ให้เหลือไม่เกิน 1,000 รายต่อปี ลดการเสียชีวิตจากโรคเอดส์ให้เหลือไม่เกิน 4,000 รายต่อปี และลดการเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องจากเอชไอวีและเพศภาวะลงร้อยละ 90

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ร่างปฏิญญาฉบับปี 2569 เน้นการเร่งรัดมาตรการสำคัญเพื่อฟื้นความก้าวหน้าที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ ความเหลื่อมล้ำ การตีตรา และการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยให้ความสำคัญกับการขยายมาตรการป้องกันเอชไอวีแบบผสมผสาน การเพิ่มการเข้าถึงการตรวจและรักษาอย่างทั่วถึงเพื่อบรรลุเป้าหมาย 95-95-95 การยุติการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก การลดการตีตราและเลือกปฏิบัติ การส่งเสริมการเข้าถึงยา เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการแพทย์อย่างเท่าเทียม รวมถึงการสนับสนุนบทบาทของชุมชน ภาคประชาสังคม และเยาวชนในการขับเคลื่อนงานด้านเอชไอวีและเอดส์

โรคเอดส์

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นางสาวลลิดา กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ร่างปฏิญญาดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของประเทศไทยและแนวทางการยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 อีกทั้งเป็นเพียงเอกสารแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองในระดับรัฐบาล ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ

“การเข้าร่วมรับรองร่างปฏิญญาทางการเมืองครั้งนี้ สะท้อนบทบาทเชิงรุกของประเทศไทยในเวทีสาธารณสุขโลก และจะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านสุขภาพ สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมขับเคลื่อนเป้าหมายการยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว.

เรืองไกร ร้องสอบพรรคประชาชนรับเงิน Forex หรือไม่ หากผิดส่งศาลสั่งยุบพรรคต่อ

เรืองไกร ร้องสอบพรรคประชาชนรับเงิน Forex หรือไม่ หากผิดส่งศาลสั่งยุบพรรคต่อ

เรืองไกร ร้องสอบพรรคประชาชนรับเงิน Forex หรือไม่ หากผิดส่งศาลสั่งยุบพรรคต่อ

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.05 น.

“เรืองไกร” ร้อง กกต.ตรวจสอบบัญชีพรรคประชาขน ว่ารับเงิน “Forex” หรือไม่ หลังพบหลักฐาน เพย์โซลูชั่นรับโอนเงินลงทุนผิดกฎหมาย และยังบริจาคเงินให้พรรค  ย้ำถ้าผิดจริง ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค
 

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เวลา 12.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง  นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เดินทางมายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)และนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอให้ตรวจสอบบัญชีพรรคประชาชนและเงินบริจาคที่เกี่ยวข้องกับ Forex ว่ามีการกระทำฝ่าฝืน พรป.พรรคการเมือง มาตรา 90 (3) ประกอบมาตรา 72  หรือไม่ และจะต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป  โดยนายเรืองไกร ได้มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับใบเสร็จรับเงินบริจาค การหักค่าธรรมเนียม และความโปร่งใสของแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะเงินที่มาจากบริษัทเพย์โซลูชั่น จำกัด และนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเทรด Forex โดยอยู่ระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)กำลังสอบสวนอยู่

นายเรืองไกร กล่าวว่า  วันนี้ตนมายื่นคำร้องพร้อมพยานหลักฐานกรณีพรรคประชาชนรับเงินบริจาคจากบริษัทเพย์โซลูชั่น จำกัด ซึ่งอยู่ในขบวนการเทรด Forex ที่ผิดกฎหมายในประเทศไทย  เป็นเงินจำนวน 90,000 บาท โดยนายภาวุธ ก่อนที่จะมาเป็น สส.พรรคประชาชน  และหลังจากนั้นนายภาวุธเข้ามาเป็น ส.ส.พรรค ก็ยังมีการโอนเงิน อีก 3 ครั้ง จากบริษัทบริษัทเพย์โซลูชั่น จำกัด ที่มีเส้นเงินเกี่ยวข้องกับForex เช่นเดียวกัน จึงมีข้อสงสัยว่าเงินบริจาคจากเพย์โซลูชั่นและนายภาวุธ อาจปนเปื้อนกับเงินที่มาจากการทำธุรกรรมผิดกฎหมาย  เป็นเรื่องพรรคประชาชนต้องชี้แจงให้ได้  หากเงินนั้นมาโดยไม่ชอบ ทางกกต.จะต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคต่อไป 

ในวันเดียวกัน  มีรายงานว่าคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง  สำนักงาน กกต.ได้ส่งทีมสืบสวนสอบสวนลงพื้นที่สอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อมูลบัญชีและเส้นทางการเงินต่างๆ ในคำร้องเรื่องการแต่งตั้งผู้ช่วยสส.ที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดของพรรคประชาชน  รวมถึงคำร้องกรณีผู้บริหารพรรคประชาชนและบุคคลผู้มิใช่สมาชิกพรรคได้ร่วมดำเนินกิจการที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับบริษัทสเปกเตอร์ ชี จำกัด ซึ่งเป็นสื่อมวลชนและมีการกระทำอันเข้าข่ายลักษณะเอื้อประโยชน์และแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน ซึ่งอาจเข้าข่ายการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 และกรณีพรรคประชาชนเปิดรับสมาชิกทางออนไลน์หรือระบบคอมพิวเตอร์ โดยให้ผู้สมัครกรอกหมายเลข Laser ID (รหัสที่อยู่หลังบัตรประชาชน) และอาจมีการใช้ปฏิบัติการIO โดยให้บริษัทสเปกเตอร์ ชี จำกัด เป็นผู้ขับเคลื่อนให้ ซึ่งอาจเป็นการครอบงำกิจกรรมของพรรค อาจเข้าข่ายการฝ่าฝืน พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 หรือไม่ 

‘นายกฯ’รับดราม่าค่าไฟแฝง ‘บิลปชช.’  สั่งพลังงาน-กฟภ.-กฟน. เร่งหาคำตอบ ย้ำหากเป็นภาระประชาชนต้องแก้

‘นายกฯ’รับดราม่าค่าไฟแฝง ‘บิลปชช.’  สั่งพลังงาน-กฟภ.-กฟน. เร่งหาคำตอบ  ย้ำหากเป็นภาระประชาชนต้องแก้

‘นายกฯ’รับดราม่าค่าไฟแฝง ‘บิลปชช.’  สั่งพลังงาน-กฟภ.-กฟน. เร่งหาคำตอบ ย้ำหากเป็นภาระประชาชนต้องแก้

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.59 น.

นายกฯรับดราม่าค่าไฟแฝงบิลปชช.สั่ง ‘รมว.พลังงาน-กฟภ.-กฟน.‘ หาข้อเท็จจริงเกิดขึ้นได้ยังไง  บอก”ผมมีเอ๊ะ”เองสงสัยเลยบอกรมว.พลังงาน ย้ำต้องไม่ให้ปชช.แบกภาระ

เมื่อเวลา 13.10.น. วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีมีการเก็บเงินค่าไฟส่องทางสาธารณะรวมอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชน จนกลายเป็นดราม่าทราบเรื่องตรงนี้หรือไม่ ว่า กำลังให้แยกออกมาดูว่ามันเกิดขึ้นยังไง เมื่อไหร่ แล้วทำไมถึงเกิดขึ้น ซึ่งรมว.พลังงาน และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.)และการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) กำลังหาข้อเท็จจริงเพื่อมารายงานตน

เมื่อถามว่าไม่ต้องการให้ประชาชนแบกภาระตรงนี้ใช่หรือไม่นายกฯ กล่าวว่า ไม่ใช่ไม่อยาก แต่ต้องไม่ให้ประชาชนแบกภาระ 

เมื่อถามต่อว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม บอกว่าถ้าให้กระทรวงคมนาคมไปจ่ายจะแบกรับภาระตรงนี้ไม่ไหว นายกฯ กล่าวว่า เขาต้องตั้งงบประมาณปกติขึ้นมา แต่อย่าเพิ่งไปบอกว่าต้องทำยังไง ถ้ามันเป็นภาระประชาชนจริง ซึ่งตอนนี้เรากำลังไปตรวจสอบ เรายังไม่รู้ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นดราม่าอย่างที่ว่า และยังไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริงยังไง ถ้าจริงเราต้องไม่ให้ประชาชนรับภาระอย่างแน่นอน

เมื่อถามต่อว่าอันนี้เป็นข้อสั่งการมาจากนายกฯ ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “มันมีเอ๊ะ นิดนึง แต่อยู่ที่มุมมอง และอยู่ที่ใครจะเคลมยังไง การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บอกว่า เนี่ยเรารับภาระให้เลยนะ ค่าไฟสาธารณะเราแบกหมด ตอนนั้นผมอยู่กระทรวงมหาดไทย แต่ไม่ได้คุมพลังงาน ผมก็แค่ถามว่าแล้วแบกเนี่ย มีกำไรแสดงว่าแบกหรือไม่ แล้วแบกยังไง ทำไมถึงต้องไปแบก ตอนนั้นผมก็ได้แต่ถาม เพราะว่าไม่ได้คุมคมนาคมและพลังงาน แต่วันนี้เข้ามาเป็นหัวหน้ารัฐบาลแล้ว ก็คำถามเดิมที่บอก เอ๊ะของผมมันยาว พอถึงเวลาผมก็เลยมาเอ๊ะว่า ไอ้อย่างนี้มันเป็นยังไง ก็ไปถามรมว.พลังงาน และให้ไปตรวจสอบกับการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ตอนนี้พอรับทราบตรงนี้ ก็ต้องมาดูว่าตรงนี้ ถ้าถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ยอมรับกันมาตั้งแต่ปีมะโว้โน้นแล้ว มันเป็นค่าใช้จ่ายที่เปรียบเสมือนภาระที่การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ต้องรับเอาไว้ อันนี้ก็ว่ากันไป แต่ถ้าบอกว่าตรงนี้ไม่ใช่  เลยมาเพิ่มค่าไฟตรงนี้แล้วคิดกับประชาชน อย่างนี้ตอบได้เลยว่าไม่ได้ ผมต้องแก้ให้แน่นอน”

เมื่อถามอีกว่าประชาชนจะได้ใช้ไฟถูกลงเมื่อไหร่นายกฯ กล่าวว่า ได้มีการดำเนินการไปแล้วตั้งแต่เรื่องการลดค่าไฟ 200 ยูนิตแรก ทุกอย่างมันมาจากการกระทำของเรา ที่คิดถึงและคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน และถึงเวลาก็มีคำถามต่อมาเรื่อย ๆเราก็ต้องเคลียร์ให้หมด

เมื่อถามย้ำว่าสุดท้ายการไฟฟ้าทั้ง 2 แห่งจะต้องเป็นผู้แบกรับเองใช่หรือไม่ เพราะกระทรวง คมนาคมไม่มีปัญญาที่จะรับผิดชอบ นายกฯกล่าวว่า  มันเป็นกระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวา ในทางลงบัญชีเขาไม่ได้บอกว่าไปเอาของประชาชนมาคิด และมาจ่าย นี่เป็นค่าใช้จ่ายของเขาที่มีการกำหนดมา ที่ตนได้ยินมาคือ 30 ปีถึง 40 ปีแล้ว เราก็มาดู สมมุติว่าเราบอกว่าต่อไปนี้ไม่ให้การไฟฟ้าจ่ายแล้ว จะให้กรมทางหลวงจ่าย จากนี้เป็นต้นไปกรมทางหลวงจะต้องตั้งงบประมาณขึ้นมา ไม่ใช่บอกว่าเขาไม่มีเงิน มันไม่ใช่ ก็ต้องไปตั้งงบประมาณและต่อไปนี้ต้องมาจ่ายค่าไฟเอง อันนั้นเป็นเรื่องข้างหน้า ขอดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตอนนี้ก่อนว่าเป็นอย่างไร ย้ำว่า รัฐบาลจะไปผลักเรื่องพวกนี้ให้ประชาชนได้อย่างไร

เมื่อถามอีกว่าที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน พูดแสดงยังไม่มีข้อเท็จจริงที่ชัดเจนจะต้องไปตรวจสอบอีกครั้งใช่หรือไม่นายกฯกล่าวว่า “นายเอกนัฏพูด เพราะว่าได้รับน้องเอ๊ะ จากผม“

เมื่อถามย้ำว่าจะมีมาตรการเยียวยาประชาชนหรือไม่ที่ต้องจ่ายค่าไฟในส่วนนี้มานาน นายกฯกล่าวว่า เอาเรื่องปัจจุบันก่อน ที่ทำมารัฐบาลนี้ภารกิจไม่มีอะไรนอกจากทำประเทศให้เจริญ ทำเศรษฐกิจให้เจริญ และดูแลประชาชนให้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าถามว่ามีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนก็คิดทุกวัน ทำได้ก็ทำทุกอย่าง เพราะนี่คือภารกิจรัฐบาล

เสรีพิศุทธ์ ให้ปากคำ กกต. ยัน อนุทิน ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมที่ดินเขากระโดง

เสรีพิศุทธ์ ให้ปากคำ กกต. ยัน อนุทิน ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมที่ดินเขากระโดง

เสรีพิศุทธ์ ให้ปากคำ กกต. ยัน อนุทิน ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมที่ดินเขากระโดง

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.57 น.

เสรีพิศุทธ์ ให้ถ้อยคำกกต. ยัน อนุทิน มีพฤติกรรมผิดจริยธรรมบุกรุก“ที่ดินเขากระโดง” ฉะ กกต.ถลุงภาษีประชาชน โล๊ะรถเบนซ์-เก้าอี้ ก่อนซื้อรับกกต.ใหม่

23 มิถุนายน  2559 เวลา 13.00 น.ที่สำนักงานคณะกรรมกรรมการการเลือกตั้ง ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เข้าให้ถ้อยคำต่อฝ่ายสืบสวนฯ ของสำนักงานกกต.กรณีก่อนหน้านี้ได้ยื่นคำร้องขอให้กกต. ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มท. และนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 (4) เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากเหตุเพิกเฉยไม่ดำเนินการเพิกถอนที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ทั้งที่มีคำพิพากษาศาลปกครองว่าเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ตนได้ให้ถ้อยคำยืนยันตามคำร้องและพยานหลักฐานที่ได้ยื่น รวมถึงได้ส่งหลักฐานเพิ่มเติม และได้ให้ถ้อยคำเพิ่มเติมกับฝ่ายสืบสวนของ กกต.ในวันนี้  ไปว่าที่นายอนุทินอ้างว่าไม่ได้มีที่ดินที่เขากระโดง จ.บุรีรัมย์ แม้แต่ตารางนิ้วเดียว เพราะบ้านที่นายอนุทินมีชื่อพักอาศัยอยู่เป็นบ้านของนายเนวิน ชิดชอบ ดังนั้น จึงไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมายนั้น ความจริงหลังปี58ที่มีการตั้งพรรคภูมิใจไทยและนายอนุทิน มีแนวความคิดจะลงเลือกตั้ง จึงย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ในบ้านของนายเนวินที่บุรีรัมย์ ซึ่งมีที่ตั้งบุกรุกที่ดินของการรถไฟฯ โดนก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษานายอนุทิน อ้างได้ว่าไม่รู้ว่าที่ดินนั้นผิดกฎหมาย แต่ปี 2560 ศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้วว่าที่ดินที่เป็นที่ตั้งของบ้านนายเนวิน และสนามแข่งรถเป็นที่ดินของการรถไฟ ซึ่งนายอนุทิน เป็นรัฐมนตรีแล้วจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ โดยควรตระหนักว่าตัวเองอยู่ในที่ที่ผิดกฎหมายต้องย้ายออก แต่ก็ไม่ดำเนินการ ซ้ำยังอยู่ต่อและลงเลือกตั้งเรื่อยมา 

“แม้กระทั่งในปี 2566 ที่ศาลปกครองมีคำพิพากษาชัดเจนให้อธิบดีกรมที่ดินเพิกถอนด้วยแต่นายอนุทินก็ยังเพิกเฉย ทั้งที่มีคำพิพากษาทั้งศาลฎีกา ศาลปกครองถึง4 คำพิพากษา แล้วยังดื้ออยู่ตรงนั้นก็เพื่อที่จะปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ต่างๆของนายเนวินและพวกพ้อง และก็เท่ากับว่านายอนุทินก็บุกที่ดินของการรถไฟด้วย ซึ่งผมก็บอกกับเจ้าหน้าที่กกต.ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่คดีเกี่ยวกับตาสีตาสา ที่จะทำอะไรมันก็ไม่กระทบกับประเทศชาติ แต่นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี นายไชยชนกเป็นรัฐมนตรีดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม กำลังจะเอาภาษีคนไทยไปซื้อ TH-AI พันกว่าล้าน หากให้อยู่ต่อไปประเทศชาติจะยิ่งเสียหาย จึงขอให้กกต.รีบทำ เพราะที่ผมเอาหลักฐานมายื่นก็ชัดเจนอยู่แล้ว”

ส่วนที่อ้างว่ากรมที่ดินกำลังพิสูจน์สิทธิและเพิกถอนที่ดินเป็นรายแปลง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า เป็นการตะแบง ขอให้ไปอ่านคำพิพากษาศาลปกครองซึ่งเขียนไว้ชัดเจนอยู่แล้ว 

พร้อมกันนี้  พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังกล่าวด้วยว่าในระหว่างที่ขึ้นไปให้ถ้อยคำเจ้าหน้าที่กกต.นั้นเห็นเก้าอี้ และอุปกรณ์สำนักงานยังใหม่ๆวางอยู่จำนวนมาก นึกว่าเพิ่งซื้อมาใหม่ เมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ บอกว่าเป็นของเก่าจะเอาไปประมูล และยังบอกว่ามีรถเบนซ์กกต.เก่าอีก 8 คันซึ่งยังใหม่อยู่ ก็จะเอาไปประมูล แล้วจะซื้อใหม่  ห้องก็ทำสีใหม่ ฟังแล้วรู้สึกเสียดายมาก

‘ผมฟังแล้ว โอ้โห!! เสียดายภาษีพี่น้องประชาชน ถลุงงบประมาณประเทศชาติกันแบบนี้หรือกกต.ไม่สำนึกหรือว่า โต๊ะ เก้าอี้ รถเหล่านี้มันมาจากภาษีพี่น้องประชาชน ไม่ใช่เป็นกกต.มาใหม่ก็ต้องเอารถเบนซ์คันใหม่ สีห้องก็ต้องเปลี่ยนใหม่หมด ฝากเตือนไปด้วย’ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว