กกต.แจงปมร้อน ยอดบัตรเขย่ง กว่า 3.2 แสนใบ 390 เขตเลือกตั้ง ยันไม่เป็นความจริง

กกต.แจงปมร้อน ยอดบัตรเขย่ง กว่า 3.2 แสนใบ 390 เขตเลือกตั้ง ยันไม่เป็นความจริง

กกต.แจงปมร้อน ยอดบัตรเขย่ง กว่า 3.2 แสนใบ 390 เขตเลือกตั้ง ยันไม่เป็นความจริง

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.19 น.

กกต.แจงปมร้อน ‘ยอดบัตรเขย่ง’ กว่า 3.2 แสนใบ 390 เขตเลือกตั้ง ยันไม่เป็นความจริง ยันตรวจสอบผลการนับคะแนน สส.อย่างเป็นทางการได้หน้าเว็บไซต์

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ชี้แจงกรณีมีการโพสต์ข้อความ “ยอดบัตรเขย่ง” โดยระบุว่า ตามที่ปรากฎข่าวในสือสังคมออนไลน์ ถึงการโพสต์ข้อความ “ใครช่วยไปบอก กกต. หน่อยว่า 6.6 หมื่นใบนี้แค่ยอดเขย่ง **สุทธิ** (ชมพู > เขียว มาหักลบกับ เขียว > ชมพู) ระดับประเทศค่ะ ยอดบัตรเขย่ง (เขียว-ชมพู) ที่เกียวข้องระดับเขตคือ 324,000 ++ ใบ และเขย่ง 390 จาก 400 เขตเลือกตั้ง” นั้น

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอชี้แจงว่า ข้อความด้วามล่าวไม่เป็นความจริง สามารถตรวจสอบผลการนับคะแนนเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ (อย่างเป็นทางการ) ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (www.ect.go.th) หรือ เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทุกจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดตามข้อมูลข่าวสารการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect go.th หรือสำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือบริการสายด่วน 1444

อย่างไรก็ตาม โพสต์ดังกล่าวที่ กกต.ชี้แจง เป็นโพสต์ของ น.ส.สฤณี อาชวนันทกุล นักวิชาการอิสระได้ออกมาโพสต์ตั้งคำถามผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 17 ก.พ.

มท. คุมเข้มอาวุธปืนทั่วประเทศ เตือน ปชช.พกพาโดยไม่มีเหตุสมควร มีความผิดตามกฎหมาย

มท. คุมเข้มอาวุธปืนทั่วประเทศ เตือน ปชช.พกพาโดยไม่มีเหตุสมควร มีความผิดตามกฎหมาย

มท. คุมเข้มอาวุธปืนทั่วประเทศ เตือน ปชช.พกพาโดยไม่มีเหตุสมควร มีความผิดตามกฎหมาย

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.16 น.

’มท.‘ กำชับ ‘ฝ่ายปกครองทั่วประเทศ’ คุมเข้ม ‘อาวุธปืน’ เน้นความปลอดภัยประชาชนเป็นสำคัญ หากเจอฝ่าฝืนทั้งจำทั้งปรับ เตือนประชาชนพกพาโดยไม่มีเหตุสมควร มีความผิดตามกฎหมาย

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง(ปค.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) กล่าวว่า ได้มีข้อสั่งการด่วนถึงฝ่ายปกครองทั่วประเทศ กำชับการดำเนินมาตรการควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวดในทุกมิติ เพื่อยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยมีสาระสำคัญดังนี้ 1. การออกใบอนุญาตซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) เพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) ให้นายทะเบียนท้องที่ทั่วประเทศ ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 13 พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 อย่างเคร่งครัด พร้อมสอบสวนพฤติการณ์ส่วนตัว ผู้ใกล้ชิด และประวัติการเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมายอย่างละเอียด รอบคอบ และรัดกุม

2. ให้นายทะเบียนท้องที่รวมทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตรวจตราและสอดส่องดูแลผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ผ่านกลไกเครือข่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ภาคประชาชน และส่วนราชการในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าผู้ได้รับใบอนุญาตดังกล่าว ยังคงมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย หากตรวจพบพฤติกรรมที่อาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อย นายทะเบียนท้องที่จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ทั้งทางปกครองและทางอาญา

3. งดออกใบอนุญาตพกพาอาวุธปืน (แบบ ป.12) ชั่วคราว ลดความเสี่ยงอาชญากรรมในช่วง 2 ปีที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยได้ยกระดับมาตรการควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มข้น โดยมีคำสั่ง งดการออกใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว (แบบ ป.12) เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2566 จนถึงปัจจุบัน มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดโอกาสการใช้อาวุธปืนก่อเหตุรุนแรงในที่สาธารณะ และสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชน โดยห้ามเจ้าพนักงานออกใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนให้บุคคลทั่วไปอย่างเด็ดขาด

อธิบดีกรมการปกครอฃ กล่าวต่อว่ส การพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นความผิดตามกฎหมาย 2 ฉบับ ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ ทั้งนี้ แม้ผู้ใดจะได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) แล้ว ก็ไม่มีสิทธิพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยทั่วไปได้ โดยต้องเก็บรักษาไว้ในที่อยู่อาศัยเพื่อป้องกันชีวิตและทรัพย์สิน เว้นแต่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ หากผู้ใดฝ่าฝืนย่อมมีความผิดตามกฎหมาย ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง

อธิบดีกรมการปกครอง กล้าวด้วยว่า นอกจากนี้ ให้ฝ่ายปกครอง ตรวจตรา การฝ่าฝืนกฎหมายอาวุธปืนในพื้นที่อย่างเข้มข้น โดยฝ่ายปกครองลงพื้นที่เพื่อบังคับใช้กฎหมาย  ผ่านการจัดตั้งจุดตรวจจุดสกัด การสุ่มตรวจสอบในพื้นที่สาธารณะ และพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องปรามการกระทำผิดกฎหมาย และให้เกิดความปลอดภัยให้กับประชาชนมากที่สุด

นายกฯส่งคำอวยพรต้อนรับเดือนรอมฎอน ขอให้มีพลานามัยแข็งแรง ปฏิบัติศาสนกิจลุล่วง

นายกฯส่งคำอวยพรต้อนรับเดือนรอมฎอน ขอให้มีพลานามัยแข็งแรง ปฏิบัติศาสนกิจลุล่วง

นายกฯส่งคำอวยพรต้อนรับเดือนรอมฎอน ขอให้มีพลานามัยแข็งแรง ปฏิบัติศาสนกิจลุล่วง

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.23 น.

นายกฯส่งคำอวยพรต้อนรับเดือนรอมฎอน ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 ส่งความปรารถนาดี ขอองค์พระอัลเลาะห์อำนวยพรอันประเสริฐแก่พี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศ

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 20.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเนื่องในโอกาสต้อนรับเดือนรอมฎอน ประจำปี พ.ศ. 2569 (ฮ.ศ. 1447) ใจความว่า

สวัสดีพี่น้องมุสลิมชาวไทยที่รักทุกท่าน เนื่องในโอกาสเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 ผมในนามรัฐบาล ขอส่งความปรารถนาดีและขอร่วมแสดงความยินดีมายังพี่น้องมุสลิมทุกท่าน ที่จะได้ร่วมกันปฏิบัติศาสนกิจสำคัญในการถือศีลอด 

เดือนรอมฎอน เป็นเดือนแห่งการทดสอบศรัทธาและความอดทนของจิตใจ อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาแห่งการปลูกฝังความเมตตา การรู้จักแบ่งปัน และการขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาอันทรงคุณค่าของพี่น้องชาวมุสลิมทุกคน

คุณค่าอันงดงามเหล่านี้ นับเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างสังคมที่เกื้อกูล เอื้ออาทร และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ พร้อมทั้งเป็นโอกาสอันประเสริฐในการน้อมจิตที่เปี่ยมด้วยศรัทธา รำลึกถึงพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ที่องค์พระอัลเลาะห์ทรงประทานแก่พี่น้องชาวมุสลิม เพื่อนำหลักธรรมคำสอนไปยึดถือและปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

“ในวาระอันเป็นมงคลนี้ ผมขอพรอันประเสริฐแห่งองค์พระผู้อภิบาล จงโปรดประทานความเมตตา ความอิ่มเอมใจ และพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์แก่พี่น้องมุสลิมชาวไทยทุกท่าน ให้สามารถปฏิบัติศาสนกิจตามหลักศาสนบัญญัติได้อย่างครบถ้วนและลุล่วงตามเจตนารมณ์ เพื่อความสุข ความเจริญแก่ตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติสืบไป ขอความสันติสุข และความสวัสดี จงประสบแก่ทุกท่าน”

ถอยซะแล้ว! พรรคประชาชน ปรับหน้าเว็บเลิกกรอก Laser ID จนกว่าจะได้รับอนุญาต

ถอยซะแล้ว! พรรคประชาชน ปรับหน้าเว็บเลิกกรอก Laser ID จนกว่าจะได้รับอนุญาต

ถอยซะแล้ว! พรรคประชาชน ปรับหน้าเว็บเลิกกรอก Laser ID จนกว่าจะได้รับอนุญาต

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.08 น.

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก Fact Check-พรรคประชาชน โพสต์ข้อความระบุว่า  พรรคประชาชนยืนยันการขอ Laser ID จากประชาชนผู้สมัครสมาชิกพรรคถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากมีกระแสข่าวจากหลายแหล่งชี้ว่ากระบวนการการสมัครสมาชิกพรรคประชาชนอาจจะผิดกฎหมาย และส่งผลไปถึงการยุบพรรคได้ พรรคประชาชนขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ “การขอ Laser ID จากประชาชน” และ “การขออนุญาตเชื่อมต่อข้อมูล Laser ID กับกรมการปกครอง” เป็นคนละเรื่องกัน

“การขอ Laser ID จากประชาชน” สามารถทำได้ด้วยการขอความยินยอมทั่วไป เหมือนการขอข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆ เช่น ชื่อ ที่อยู่ อีเมล์ เบอร์โทรศัพท์ ฯลฯ ไม่ต้องทำเรื่องขออนุญาตไปที่กรมการปกครอง เป็นพันธะระหว่างประชาชนผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลและผู้ขอ(พรรค)

“การขออนุญาตเชื่อมต่อข้องมูล Laser ID กับกรมการปกครอง” ต้องขออนุญาตจากกรมการปกครอง ในกระบวนการนี้พรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลในอดีตเคยได้รับอนุญาตให้เชื่อมต่อกับระบบของกรมการปกครองอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ก่อนที่จะมีการยุบพรรค

สำหรับพรรคประชาชน พรรคได้รับอนุญาตในส่วนของโปรแกรมสำหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ (Smart Card), ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA Digital ID) แล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการอนุญาตให้ใช้บริการ Web Service เพื่อตรวจสอบสถานะบัตรประจำตัวประชาชนผ่าน API เท่านั้นก็จะเสร็จสมบูรณ์

แม้จะมีการกำหนดมาตรฐานโดยทั่วไปว่าพรรคการเมืองต้องเก็บรวบรวมและนำส่งข้อมูลใดบ้าง (เช่น ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ รหัสไปรษณีย์ เลขสมาชิก ฯลฯ) แต่พรรคการเมืองก็สามารถขอข้อมูลอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อใช้สำหรับการยืนยันตัวตนผู้ประสงค์สมัครเป็นสมาชิกพรรคให้มีความถูกต้องครบถ้วน เป็นมาตรฐานการยืนยันตัวตนที่รัดกุมขึ้น เพื่อป้องกันเคสที่อาจอ้างว่าไม่ได้สมัคร โดนสวมสิทธิเอาเลขบัตรประชาชนไปสมัคร ดังนั้นจึงต้องออกแบบระบบให้ต้องยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน เช่น

– การขอ Laser ID เลขยืนยันตัวตนหลังบัตร เพื่อป้องกันการมีแค่ข้อมูลด้านหน้าบัตร เช่น เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ชื่อ ที่อยู่ ฯลฯ แล้วจะสมัครได้เลย ต้องมีการยืนยันตัวตนจากระบบของกรมการปกครองด้วยว่าเป็นบัตรประจำตัวประชาชนใบล่าสุดที่ใช้งานได้จริง ข้อมูลตรงกัน

– ระบบ OCR ที่ต้องมีการถ่ายรูปผู้ที่ประสงค์จะสมัครสมาชิกกับบัตรในการสมัคร เพื่อยืนยันว่าผู้นั้นรู้เรื่องและมีความประสงค์จริงๆ ในกระบวนการสมัครสมาชิก

การขอข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตนนี้เป็นมาตรฐานขั้นสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งไม่ได้มีข้อห้ามใดๆ และเป็นมาตรฐานที่ทำมาตลอดตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลในอดีต โดยไม่เคยมีปัญหาว่ากระทำผิดกฎหมายใดๆ

ในกรณีที่มีการให้ข่าวว่า “พรรคประชาชนฝืนคำสั่งกรมการปกครองเก็บ Laser ID อยู่ระหว่างขออนุญาตแต่รวบรวมแล้วกว่า 1.1 แสนคน” พรรคประชาชนขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะพรรคไม่ได้เก็บข้อมูล Laser ID และขอชี้แจงว่าถึงจะมีกรณีที่เก็บก็ไม่ได้เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายใดๆ เพราะเป็นการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้นแล้ว ไม่เกี่ยวกับการต้องขออนุญาตจากกรมการปกครอง ดังที่ได้อธิบายไว้ข้างต้นว่ากระบวนการสองอย่างนี้เป็นคนละอย่างกัน อย่างไรต้องขอยืนยันอีกครั้งว่า แนวทางของพรรคไม่ได้เก็บข้อมูลในส่วนนี้ตลอดมา ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล ก็ไม่เคยเก็บ

เพื่อไม่ให้เกิดความกังวล พรรคได้ปรับหน้าเว็บสำหรับสมัครสมาชิกไม่ให้ต้องกรอก Laser ID แล้วจนกว่าจะได้รับการอนุญาตในส่วนของบริการ Web Service เพื่อตรวจสอบสถานะบัตรประจำตัวประชาชนผ่าน API ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน

อดีตผู้พิพากษา ชี้ช่องฟ้อง ปม บัตรมี บาร์โค้ด เสี่ยงไม่ลับ? ต้องร้องศาลไหน?

อดีตผู้พิพากษา ชี้ช่องฟ้อง ปม บัตรมี บาร์โค้ด เสี่ยงไม่ลับ? ต้องร้องศาลไหน?

อดีตผู้พิพากษา ชี้ช่องฟ้อง ปม บัตรมี บาร์โค้ด เสี่ยงไม่ลับ? ต้องร้องศาลไหน?

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.38 น.

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า 
เลือกตั้ง 8 ก.พ. 69: “บัตรมี Barcode” เสี่ยงไม่ลับ? ต้องร้องศาลไหน? 

เคยสงสัยไหมครับ? ถ้าวันหนึ่งเราเข้าคูหาไปกากบาท แต่ดันเห็น Barcode หรือ QR Code อยู่บนบัตรเลือกตั้ง! จนรู้สึกว่า “เห้ย แบบนี้เขาจะเช็กย้อนหลังได้ไหมว่าเราเลือกใคร?”  ในเมื่อรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดว่า “การเลือกตั้งต้องเป็นความลับ”

ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นจริง เราจะไปฟ้องใคร? ศาลปกครอง หรือ ศาลรัฐธรรมนูญ? วันนี้มีคำตอบครับ! 

ทำไม “ศาลปกครอง” ถึงไม่ใช่คำตอบ?

หลายคนอาจนึกถึงศาลปกครองเป็นที่แรก เพราะ กกต. เป็นองค์กรของรัฐ แต่ช้าก่อนครับ!
• รัฐธรรมนูญ มาตรา 197 ระบุว่า อำนาจศาลปกครอง “ไม่รวมถึง” การวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรอิสระซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญขององค์กรอิสระนั้น ๆ
• การออกระเบียบเรื่อง “รูปแบบบัตรเลือกตั้ง” และการพิมพ์บัตรที่มี Barcode หรือ QR Code เพื่อใช้ในการเลือกตั้ง เป็นการใช้อำนาจโดยตรงของ กกต. เพื่อจัดการเลือกตั้ง ดังนั้นงานนี้ศาลปกครองกลางหรือศาลปกครองสูงสุด อาจจะไม่มีอำนาจรับฟ้องครับ 

เส้นทางสู่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” (Roadmap ของผู้ถูกละเมิดสิทธิ)
เมื่อเรื่องนี้เป็นการกำหนดให้ใช้วิธีลงคะแนนโดยลับในการเลือกตั้ง สส. ซึ่งเป็น “สิทธิและเสรีภาพ” ที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ (มาตรา 83) ช่องทางที่ถูกต้องตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 48 คือ:

1.ด่านแรก: ยื่นเรื่องต่อ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” 
• เราต้องไปร้องเรียนว่าการกระทำของ กกต. (เรื่อง Barcode/QR Code) ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
• ผู้ตรวจการแผ่นดินมีเวลา 60 วัน ในการพิจารณาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ

2.ด่านสอง: ยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ (ถ้าด่านแรกปฏิเสธหรือนิ่งเฉย)
• ถ้าครบ 60 วันแล้วผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ส่งเรื่อง หรือบอกว่าไม่ขัด… 
• เราในฐานะ “ผู้ถูกละเมิดสิทธิ” มีสิทธิยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เองเลยครับ! 
• จุดสำคัญที่ต้องรู้!  หลายคนอาจเจอ “เกจิอาจารย์กฎหมาย” โต้ว่า จะร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินได้เฉพาะกรณี ‘กฎหมาย’ ขัดรัฐธรรมนูญเท่านั้นนะ! แต่เรื่องบัตรเลือกตั้งมันคือ ‘การกระทำ’ ไม่ใช่ตัวกฎหมาย… จะร้องได้เหรอ? 

• คำตอบคือ “ร้องได้แน่นอน!”  เพราะกฎหมายเขียนดักไว้แล้วในมาตรา 48 วรรคสามว่า ให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ประสงค์จะให้ศาลวินิจฉัยว่า “การกระทำนั้น” ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญด้วย! 

สรุปสั้นๆ ให้จำง่าย
ถ้าบัตรเลือกตั้ง “ไม่ลับ” เพราะเทคโนโลยีรบกวนสิทธิ  ไปหาผู้ตรวจการแผ่นดิน  เพื่อส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญ 
เพราะความลับในคูหา คือหัวใจสำคัญของประชาธิปไตย ถ้าไม่ลับ… ก็ไม่ถือว่าเป็นการเลือกตั้งที่แท้จริง! 

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ
18/2/69

อ.อัจฉราวดี เตือนสติคนรักชาติ ใช้ความจริง สยบวาทกรรม อย่าหลงกล IO-บอต จนขาดวุฒิภาวะ

อ.อัจฉราวดี เตือนสติคนรักชาติ ใช้ความจริง สยบวาทกรรม อย่าหลงกล IO-บอต จนขาดวุฒิภาวะ

อ.อัจฉราวดี เตือนสติคนรักชาติ ใช้ความจริง สยบวาทกรรม อย่าหลงกล IO-บอต จนขาดวุฒิภาวะ

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.16 น.

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 อาจารย์อ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็น อินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า 

คนในชาติกำลังตื่น แสวงหาข้อเท็จจริง  หากเรามีความจริงมุมไหนมานำเสนอ ที่จะทำให้ชาติและประชาชนปลอดภัยอย่างยั่งยืน  ก็ทำเถอะ ขึ้นชื่อว่าการขับเคี่ยวกันมันย่อมมีอารมณ์  อยากยั่วยุกันเป็นธรรมดา  แต่ทำแล้วต้องจบ

หากการแสดงความเห็นของสื่อเกิดจากอคติ คนดูก็เห็นเองว่าใครเชื่อถือได้หรือไม่ได้ แต่การตอบโต้ด้วยอารมณ์มากเกินไป   ก็ทำให้ความเชื่อถือของผู้นำเสนอข้อเท็จจริง  ลดลงเช่นกัน มีแต่จะทำให้รอยร้าวในสังคมไทยแตกออกไปมากขึ้น คนรักชาติถูกขย้ำด้วย IO และบอตก็จริง แต่อย่าให้เราถูกมองว่า ปากจัดเลยค่ะ ไม่ต้องถึงกับต้องประดิษฐ์วาทกรรม ขอแค่พูดความจริงอย่างหนักแน่นก็พอ

อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล

ผลคะแนนเลือกตั้ง 69 อย่างเป็นทางการ กกต รวม 400 เขต แล้วทั่วประเทศ

ผลคะแนนเลือกตั้ง 69 อย่างเป็นทางการ กกต รวม 400 เขต แล้วทั่วประเทศ

ผลคะแนนเลือกตั้ง 69 อย่างเป็นทางการ กกต รวม 400 เขต แล้วทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.44 น.

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่ผลการนับคะแนนเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ (อย่างเป็นทางการ) ครบ 400 เขต โดยขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน ผู้สมัคร และพรรคการเมือง ตรวจสอบรายงานผลการนับคะแนน (อย่างเป็นทางการ) ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (www.ect.go.th) หรือเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทุกจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร ครบจำนวน 400 เขต โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. รายงานผลการนับคะแนนบัตรเลือกตั้งที่ออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (ส.ส. 5/16)

2. รายงานผลการนับคะแนนบัตรเลือกตั้งที่ออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (ส.ส. 5/16 (บช))

3. รายงานผลการนับคะแนนบัตรเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งและนอกราชอาณาจักรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (ส.ส. 5/17)

4. รายงานผลการนับคะแนนบัตรเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งและนอกราชอาณาจักรแบบบัญชีรายชื่อ (ส.ส. 5/17 (บช))

5. รายงานผลการนับคะแนน สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (ส.ส. 5/18) (รายหน่วย)

6. รายงานผลการนับคะแนน สส. แบบบัญชีรายชื่อ (ส.ส. 5/18 บช) (รายหน่วย)

ทางการแล้วผลเลือกตั้ง 69

สำหรับผลการนับคะแนนบางเขตเลือกตั้ง จะยังไม่ครบทุกหน่วยเนื่องจากมีการนับคะแนนใหม่ / ออกเสียงลงคะแนนใหม่ในบางหน่วยเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ดังนี้

1. กรณีการนับคะแนน ณ ที่เลือกตั้งใดไม่สามารถกระทำได้หรือไม่สามารถนับคะแนนได้จนเสร็จสิ้น อันเนื่องจากเกิดจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งประกาศงดการนับคะแนนสำหรับหน่วยเลือกตั้งนั้น (มาตรา 121)

2. กรณีจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ออกเสียงลงคะแนน ซึ่งคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องแล้วปรากฎว่า ข้อมูลยังไม่ตรงกันอีก (มาตรา 122)

3. กรณีคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง รายงานผลการนับคะแนนการเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อแล้วปรากฏว่า การนับคะแนนเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง (มาตรา 124)

4. เมื่อดำเนินการนับคะแนนใหม่/ออกเสียงลงคะแนนใหม่ เรียบร้อยแล้วจะนำผลคะแนนดังกล่าวลงในเว็บไซต์ต่อไป

5. สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการนับคะแนนเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ ได้ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทุกจังหวัดและกรุงเทพมหา นคร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดตามข้อมูลข่าวสารการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ert go.th หรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือบริการสายด่วน 1444

ทางการแล้วผลเลือกตั้ง 69
ทางการแล้วผลเลือกตั้ง 69

>>> เช็กผลคะแนน คลิกเลย <<<

ดร.สุวินัย วิเคราะห์หมากพรรคน้ำเงิน เท พรรคเขียว ลงฝ่ายค้าน เพื่อเสถียรภาพระยะยาว

ดร.สุวินัย วิเคราะห์หมากพรรคน้ำเงิน เท พรรคเขียว ลงฝ่ายค้าน เพื่อเสถียรภาพระยะยาว

ดร.สุวินัย วิเคราะห์หมากพรรคน้ำเงิน เท พรรคเขียว ลงฝ่ายค้าน เพื่อเสถียรภาพระยะยาว

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.32 น.

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ถ้าพรรคเขียวจำใจไปเป็นฝ่ายค้าน นี่คือสัญญาณของการ “จัดวาง” ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

● ถ้าพรรคเขียวไปอยู่ฝ่ายค้าน
ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่น่าจับตายิ่ง 
เพราะนี่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่อยู่ในสูตรการเมืองแบบเดิม 
ที่ดึงพรรคเขียวเข้าสมการรัฐบาล
เพื่อสร้างเสถียรภาพเชิงตัวเลข
และแบ่งสรรอำนาจตามโควต้า ส.ส.
แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
ดูเหมือนว่าจะไม่เดินตามสูตรนั้น
ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง
ผมคงต้องมองว่า
นี่คือการ “จัดวาง” กระดานใหม่ 
ซึ่งสะท้อน “ภาวะผู้นำในช่วงเปลี่ยนผ่าน” ของหัวหน้าพรรคน้ำเงิน
และการเปลี่ยนกระดานของผู้มากบารมีแห่งบุรีรัมย์

● การเมืองแบบประคอง กับ การเมืองแบบจัดวาง
การเมืองแบบประคอง
คือการรักษาสมดุลระยะสั้น
แบ่งกระทรวงให้ทุกฝ่ายพอใจ
ลดแรงเสียดทานเฉพาะหน้า
การเมืองแบบจัดวาง
คือการกำหนดตำแหน่งของทุกฝ่ายใหม่
แม้จะสร้างแรงเสียดทานในช่วงต้น
ฝ่ายค้านยังคงมีอยู่
พันธมิตรเดิมไม่ได้ถูกทำลาย
แต่ไม่ได้ถูกนำมาเป็นศูนย์กลางของสมการ

● การตัดสูตรโควต้า
การแบ่งกระทรวงตามจำนวน ส.ส.
เป็นธรรมเนียมการเมืองที่ยาวนาน
แต่ธรรมเนียมนี้มักนำไปสู่
รัฐบาลแบบหลายศูนย์อำนาจ
นโยบายที่ขาดความสอดคล้อง
และการประคองกันไปวันต่อวัน
หากรัฐบาลพรรคน้ำเงินเลือกจัดทีมโดยเน้นความสอดคล้องของนโยบาย
โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ
มากกว่าการรักษาพันธมิตรตามสูตรเดิม
นั่นย่อม สะท้อน “ความตั้งใจจริงที่จะกำหนดทิศทาง”
ไม่ใช่เพียงรักษาสมดุลระยะสั้น

● บทบาทของเทคโนแครตในกระทรวงยุทธศาสตร์
การดึงบุคคลภายนอกพรรค
เข้ามาคุมกระทรวงสำคัญ
ไม่ใช่สัญญาณของการลดบทบาทนักการเมือง
แต่คือการยกระดับ “ความสามารถเชิงระบบ”
เพราะช่วงเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย
ต้องการความชัดเจนของทิศทาง
และความเชื่อมโยงของนโยบายในภาพรวม
มากกว่าการกระจายอำนาจตามสูตรทางการเมืองแบบเดิม

● ภาวะผู้นำในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ผู้นำในช่วงปกติ
ทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพ
ผู้นำในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ทำหน้าที่ “กำหนดโครงสร้างใหม่”
ความแตกต่างอยู่ที่
การยอมรับแรงเสียดทานระยะสั้น (จากพรรคเขียวที่ถูกเทให้ไปเป็นฝ่ายค้าน)
เพื่อสร้างเสถียรภาพระยะยาว
การไม่จับมือกับพรรคเขียว
จึงไม่ใช่การตัดพันธมิตร
แต่เป็นการกำหนดกระดานใหม่ทั้งหมด

● คำถามที่สำคัญกว่าใครได้กระทรวง
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ใครได้ตำแหน่งใด
แต่คือ
ประเทศกำลังถูกจัดวางไปในทิศทางใด?
ถ้าการจัดวางครั้งนี้
นำไปสู่ความสอดคล้องเชิงนโยบาย
และเสถียรภาพเชิงโครงสร้าง
มันอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “ยุคใหม่ทางการเมือง” ที่ผสานบทบาทของนักการเมืองกับเทคโนแครตผู้มากความสามารถ เพื่อผลักดันนโยบายที่กำหนดโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ได้จริง

สิ่งที่ชัดเจนอย่างหนึ่งคือ
การเมืองไทยต่อจากนี้คงไม่ได้เดินตามสูตรเดิมอีกต่อไป
กระดานถูกจัดใหม่แล้ว
และภาวะผู้นำในช่วงเปลี่ยนผ่าน
จะถูกวัดจากความสามารถของหัวหน้าพรรคน้ำเงินในการทำให้กระดานใหม่นั้นนิ่งได้หรือไม่
ในตอนนี้ ผมแทบแลเห็น เงาของพรรค LDP ของญี่ปุ่น ในพรรคน้ำเงินด้วยซ้ำ (โปรดอ่าน ภาคผนวก ประกอบ)
~ สุวินัย ภรณวลัย 
มหาวิทยาลัยไร้รอย

อนุทิน​ ทำท่าไอ เจ็บคอ​ งดสัม​ภาษณ์สื่อ หลังผู้นำกัมพูชาเคลื่อนไหว กลางกรุงวอชิงตัน

อนุทิน​ ทำท่าไอ เจ็บคอ​ งดสัม​ภาษณ์สื่อ หลังผู้นำกัมพูชาเคลื่อนไหว กลางกรุงวอชิงตัน

อนุทิน​ ทำท่าไอ เจ็บคอ​ งดสัม​ภาษณ์สื่อ หลังผู้นำกัมพูชาเคลื่อนไหว กลางกรุงวอชิงตัน

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.09 น.

“อนุทิน”​ ทำท่าไอ -​ เจ็บคอ​ ไม่ให้สัม​ภาษณ์สื่อฯ​ ปมชายแดนไทย​ – กัมพูชา​ ก่อนเดินทางออกจากทำเนียบฯ

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 16.09 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางออกจากทำเนียบฯ โดยนายกฯ มีสีหน้าที่ยิ้มแย้ม และชี้มายังผู้สื่อข่าวที่รอบริเวณด้านข้างตึกไทยคู่ฟ้า

ผู้สื่อข่าวจึงพยายามตะโกนขอสัมภาษณ์นายกฯ ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาหลังจากที่​ผู้นำกัมพูชาให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ ระหว่างการเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อร่วมประชุม “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ของทรัมป์ โดยนายกฯ ได้ยกมือขึ้นมาป้องหู เพื่อฟังว่าผู้สื่อข่าวถามว่าอะไร ก่อนจะทำท่าโบกมือปฏิเสธ และนำมือมาจับที่คอ เพื่อสื่อว่าเจ็บคอ ไม่สามารถให้สัมภาษณ์ได้ และนำมือขึ้นมาปิดปากทำท่าไอ​ ก่อนเดินทางออกจากทำเนียบฯ 

เรืองไกร โบกมือลา พปชร แจ้ง บิ๊กป้อม ขอคืนสถานะ นักร้องอิสระ เต็มตัว

เรืองไกร โบกมือลา พปชร แจ้ง บิ๊กป้อม ขอคืนสถานะ นักร้องอิสระ เต็มตัว

เรืองไกร โบกมือลา พปชร แจ้ง บิ๊กป้อม ขอคืนสถานะ นักร้องอิสระ เต็มตัว

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.53 น.

เมื่อวันที่ 18 ก.พ.นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร สส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ ได้เดินทางไปยื่นลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยได้แจ้งให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ปรึกษาพรรค พปชร. รับทราบในระหว่างรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันว่าจะขอลาออก โดยพล.อ.ประวิตร ได้ถามเหตุผลว่าทำไม จึงตอบไปไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่เห็นว่าขนาดของพรรคเล็กลงจากเดิมโดยการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคได้สส.5 คน และไม่ทราบความชัดเจนถึงการบริหารงานในอนาคต ซึ่งพล.อ.ประวิตร รับทราบและไม่ได้ทักท้วงอะไร

ส่วนบทบาทของตนจากนี้ จะกลับไปทำหน้าที่นักร้องอิสระ ที่ทำเป็นงานอดิเรก หากพบประเด็นที่น่าสงสัย ส่วนจะไปเล่นการเมืองหรือสังกัดพรรคการเมืองใดนั้น เป็นเรื่องอนาคต

เรืองไกร
เรืองไกร