เศรษฐกิจโงหัวแล้ว! อนุทิน ปลื้ม GDP ไตรมาส 4 พุ่ง 2.5% สั่ง เอกนิติ-ไชยชนก รักษาโมเมนตัมขาขึ้น

เศรษฐกิจโงหัวแล้ว! อนุทิน ปลื้ม GDP ไตรมาส 4 พุ่ง 2.5%  สั่ง เอกนิติ-ไชยชนก รักษาโมเมนตัมขาขึ้น

เศรษฐกิจโงหัวแล้ว! อนุทิน ปลื้ม GDP ไตรมาส 4 พุ่ง 2.5% สั่ง เอกนิติ-ไชยชนก รักษาโมเมนตัมขาขึ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.47 น.

นายกฯ เรียก “เอกนิติ” -“ไชยชนก” กำชับ จีดีพีต้องโตขึ้นกว่า2.5% หลังกราฟโงหัวขึ้น พร้อมกำกับ “บิ๊กรุท” ฟาดไม่เลี้ยงทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน หลังทำสูญเสียค่าไฟมหาศาล

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล โดยเรียกนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม มาพบที่ตึกไทยคู่ฟ้า 

ทั้งนี้มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรี ได้พูดคุยกับนายเอกนิติ และนายไชยชนก ภายหลังจีดีพีไตรมาสที่ 4 ขยายตัวโตร้อยละ 2.5 และเป็นกราฟโงหัวขึ้นมา พร้อมกำชับ ว่า ไตรมาสต่อไปขอให้ขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าต้องดีขึ้น 

ขณะที่การพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายกรัฐมนตรี สอบถามความคืบหน้าคดีเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าขุดเหมืองบิตคอยน์เถื่อน ที่จังหวัดสมุทรสาคร 
โดยพบว่ามีการโยงถึงผู้ช่วยผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และรองผู้จัดการเขตระดับพื้นที่ ซึ่งคดีนี้ทำให้สูญเสียค่าไฟมหาศาล โดยกำชับให้ดำเนินการฟาดไม่เลี้ยง และหาผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 17.00 น. นายอนุทิน ได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลทันทีโดยไม่ได้มีการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแต่อย่างใด

เต้ อาชีวะ ประกาศคัดค้าน ศธ ปมให้สิทธิ์เด็กต่างชาติเรียนฟรี

เต้ อาชีวะ ประกาศคัดค้าน ศธ ปมให้สิทธิ์เด็กต่างชาติเรียนฟรี

เต้ อาชีวะ ประกาศคัดค้าน ศธ ปมให้สิทธิ์เด็กต่างชาติเรียนฟรี

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.43 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าบนโลกออนไลน์ทันที เมื่อ เต้ อาชีวะ หรือ อัครวุธ บุรณพนธ์ นักเคลื่อนไหวทางสังคมชื่อดัง ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ประกาศจุดยืนคัดค้านประกาศกระทรวงศึกษาธิการอย่างดุเดือด กรณีการให้สิทธิ์ทางการศึกษาแก่เด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย โดยเจ้าตัวได้โพสต์ข้อความระบุ ว่า “ประกาศวันที่2 การลงชื่อ!!คัดค้านประกาศกระทรวงศึกษา!! ยอดวันแรก2793 คน !!!เก็บภาษีไทย ดูแลคนไทย เลิกโลกสวยแล้วมาคัดค้านไปกับพวกเรา!!! คนไทยยังไม่ได้เรียนฟรี กู้เรียน เสร่อ!!โลกสวยเซ็นทิ้งท้าย ให้สิทธิ์เด็กต่างชาติ ไม่ดูแลเด็กไทยก่อน แล้วพวกคุณล่ะ จะร่วมคัดค้านหรือไม่ ?? ..20000รายชื่อคือขั้นต่ำ ที่ต้องเอาไปยื่น ลงทะเบียนออนไลน์ จิ้มลิงค์ พิมพ์ชื่อ สกุล เบอร์โทรศัพท์ ส่งแบบฟอร์ม ที่เหลือผมจัดการต่อครับ จิ้มลิงค์ ในcomment #คนไทยต้องมาก่อน #คัดค้านประกาศกระทรวงศึกษา #เต้อาชีวะ #ไทยไม่ทน #ที่นี่ประเทศไทย ปล.ยอดไม่ถึง20000รายชื่อก็รับในสิ่งที่จะเกิด!! ปิดรายชื่อ4มีนาคม 2569 20.00น.”

เต้ อาชีวะ

สำหรับประกาศที่เป็นต้นตอของดรามาในครั้งนี้ที่ เต้ อาชีวะ โพสต์ คือ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ซึ่งมีเนื้อหาขยายโอกาสทางการศึกษาให้แก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียน เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิเด็กสากล

และหลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นและร่วมลงชื่อสนับสนุนแนวคิดของ เต้ อาชีวะ อย่างคับคั่ง เช่น

“ใช้แค่ชื่อกับเบอร์โทร ง่ายมากครับ”

“ลงแล้วครับ”

“จัดไปครับ เต้ 1เสียง ไทยไม่ทน”

“เรียบร้อยอีก1เสรยง”

“ลงเรียบร้อยขอแชร์ต่อนะครับ”

เต้ อาชีวะ
เต้ อาชีวะ
เต้ อาชีวะ
เต้ อาชีวะ
เต้ อาชีวะ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์ 

พรรคส้มขอโทษเหยื่อข่มขืน ไอติมชี้ ถูกจำคุก สิ้นสภาพสมาชิก

พรรคส้มขอโทษเหยื่อข่มขืน ไอติมชี้ ถูกจำคุก สิ้นสภาพสมาชิก

พรรคส้มขอโทษเหยื่อข่มขืน ไอติมชี้ ถูกจำคุก สิ้นสภาพสมาชิก

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.30 น.

ไอติม ขอเป็นตัวพรรคส้ม ขอโทษเหยื่อ โดยผู้สมัครสส.ข่มขืน ชี้เมื่อถูกศาลลงโทษก็สิ้นสภาสมาชิกพรรค

19 กุมภาพันธ์ ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีผู้สมัครสส.พรรคประชาชน จ.มหาสารคาม ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุกคดีข่มขืน ว่ายอมรับในเชิงกฎหมาย เมื่อปรากฏชัดว่ามีคำสั่งศาลฎีกา สถานะการเป็นผู้สมัคร หรือสมาชิกพรรคจะสิ้นสภาพไป ขอน้อมรับว่า เหตุการณ์นี้เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่พรรคประชาชนต้องนำไปทบทวนกระบวนการคัดสรรผู้สมัครให้รัดกุมขึ้น น้อมรับในประเด็นนี้ และขอเป็นตัวแทนของพรรคขอโทษเหยื่อ ที่วันนี้พิสูจน์แล้วว่า ต้องเห็นผู้กระทำผิดทำหน้าที่เป็นสมัคร สส.ที่ผ่านมา

จับตา กล้าธรรม ประชุมพรรคฯ เคาะ ร่วมรัฐบาลหรือไม่

จับตา กล้าธรรม ประชุมพรรคฯ เคาะ ร่วมรัฐบาลหรือไม่

จับตา กล้าธรรม ประชุมพรรคฯ เคาะ ร่วมรัฐบาลหรือไม่

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.24 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรมนัดแรกหลังจากเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง แม้ ปัจจุบัน กกต. ยังไม่ได้รับรองผลการเลือกตั้ง แต่ทิศทางของพรรคยังไม่มีความชัดเจน โดยเฉพาะแนวทางการร่วมจัดตั้งรัฐบาล รายละเอียดจะเป็นอย่างไรติดตามเพิ่มเติมกับคุณธนนชัยกุลสิงห์

ทั้งนี้ถือว่าผิดคาดไปเล็กน้อยหลังจากที่สื่อมวลชนปักหลักเพื่อรอสัมภาษณ์ ร้อยเอกธรรมนัส ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม  แต่มีรายงานว่า เมื่อเดินทางถึง ได้เดินทางเข้าประตูหลังก่อนขึ้นห้องประชุมทันที ส่วนประเด็นที่ น่าจับตามองในวันนี้ คือความชัดเจนเกี่ยวกับการได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ ส่วนนายไผ่ลึกเลขาธิการพรรคกล้าทำย้ำว่า กล้าธรรม ไม่มีเงื่อนไข ไม่ต่อรอง และร้อยเอกธรรมนัสไม่คาดหวังเก้าอี้รัฐมนตรี

สำหรับการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม วันนี้ เริ่มเปิดประชุมตั้งแต่เวลา 15:00 น. ซึ่งก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้น ต่างมีบรรดาว่าที่ สส. เขตพื้นที่ –  สส. บัญชีรายชื่อ ทยอยเดินทางเข้าร่วม เพื่อรับฟังแนวทางการกำหนดทิศทางของพรรคอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบรรยากาศสื่อมวลชนหลายสำนักปักหลักทำข่าวอยู่จำนวนมาก เนื่องจากพรรคกล้าธรรมกำลังเป็นกระแสที่สังคมให้ความสนใจเกี่ยวกับแนวทางการร่วมจัดตั้งรัฐบาล ว่าจะเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่อย่างไร

ขณะที่ช่วงเวลา 14:20 น. ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้เดินทางมาถึงที่ทำการพรรค และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ก็ตามมาติดๆ แต่ไม่ได้เดินเข้าประตูหน้า มีรายงานข่าวว่า ร้อยเอกธรรมนัส เดินทางเข้าประตูหลัง และขึ้นประชุมทันที โดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆกับสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม คาดว่าภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมร้อยเอกธรรมนัสจะลงมาแถลงข่าวด้วยตนเอง

ขณะที่นายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ระบุว่า การประชุมวันนี้ จะเป็นการพูดคุยและรับฟังเสียงของสมาชิกเพื่อกำหรดทิศทางของพรรคหลังจากเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง ส่วนประเด็นที่จะร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่นั้น ยังคงพอมีเวลาเพราะสมการทางการเมืองที่มีกระแสข่าวออกมาจากหลายฝ่ายส่งผลทำให้กำหนดทิศทางอะไรได้ยาก รวมถึงการติดต่อพูดคุยก็ทำได้ยากกว่าการเลือกตั้งปี 2566 แต่ ณ เวลานี้ พรรคกล้าธรรม ไม่มีข้อแม้ ไม่มีข้อต่อรอง และร้อยเอกธรรมนัส ไม่ได้ยึดติดกับเก้าอี้รัฐมนตรีแต่อย่างใด หากพรรคภูมิใจไทยต้องการให้ดำเนินไปในทิศทางไหนก็พร้อมที่จะดำเนินการ

ย้ำว่า ประเด็นที่พรรคกล้าธรรม กังวลมากกว่าการรับรองผลการเลือกตั้ง คือยังมีข้อร้องเรียนในหลายประเด็นที่จะต้องรอความชัดเจน  ส่วนสมการทางการเมืองขณะนี้ ยอมรับมีความผิดแปลก โดยเฉพาะพรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ที่เหยียบหัวเพื่อน และพูดว่าจะไม่ร่วมรัฐบาล ทำให้เกิดความยุ่งยากในการพูดคุย นอกจากนี้ หากให้เลือกว่า จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ หรือเป็นฝ่ายค้าน นายไผ่ ลิกค์ ยอมรับว่า เป็นฝ่ายค้านง่ายกว่า เพราะผู้สมัครที่ลงแข่งในสนามจริง เค่าหนื่อยมามาก โดยเฉพาะค่าใช้จ่าย ที่ใช้ระหว่างการเลือกตั้ง  แต่หาก กกต. ทำผิดกฎเลือกตั้งจริง ก็ว่ากันไปตามกฏหมาย

สำหรับ โดยประเด็น ที่สังคมให้ความสนใจ ขณะนี้  คือมีการตั้งคำถาม ว่าพรรคกล้าธรรม จะได้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ หลังมีกระแสข่าวออกมาอย่างหลากหลาย ว่า มีการต่อรองกระทรวงไม่ลงตัว และพรรคกล้าธรรมอาจได้กระทรวงไม่เป็นที่น่าพอใจ  ส่งผลให้บรรยากาศการจัดตั้งรัฐบาล ณ เวลานี้ มีความเป็นไปได้ว่า พรรคกล้าธรรมจะไม่ร่วมรัฐบาล 

ไผ่ ลิกค์ กาง 58 เสียงยันกล้าธรรมไร้เงื่อนไข! ลั่น ธรรมนัส ไม่ยึดติดเก้าอี้ รมต. ขอแค่ประเทศไปต่อ

ไผ่ ลิกค์ กาง 58 เสียงยันกล้าธรรมไร้เงื่อนไข! ลั่น ธรรมนัส ไม่ยึดติดเก้าอี้ รมต. ขอแค่ประเทศไปต่อ

ไผ่ ลิกค์ กาง 58 เสียงยันกล้าธรรมไร้เงื่อนไข! ลั่น ธรรมนัส ไม่ยึดติดเก้าอี้ รมต. ขอแค่ประเทศไปต่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.12 น.

“ไผ่ ลิกค์” บอก จะเอาอะไรอีก วันนี้ “ผู้กอง” บอกไม่ยึดติดตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว อย่าเอาความผิดมาโทษเรา ลั่นเลิกเล่นการเมือง เดินหน้าดีกว่า ชี้เป็นฝ่ายค้านง่ายกว่าเลือกตั้งใหม่

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 นายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม กล่าวถึงการประชุมวันนี้มีสัญญาณร่วมรัฐบาลหรือไม่ ว่าวันนี้จะคุยแนวทางหลังจากการเลือกตั้งเสร็จสิ้นก่อน รวมถึงรับฟัง บุคคลที่เป็นสมาชิกพรรค ซึ่งหลังการประชุมคงมีความคืบหน้า ยืนยันว่าเราพร้อมเป็นทุกอย่าง ส่วนจะมีการโหวตว่าร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น คงไม่ถึงขั้นนั้น 

ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้มีข่าว พลิกไปมา ทั้งดีและไม่ดี หลังจากนี้สัญญาณจะเป็นอย่างไรนั้น นายไผ่ กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีเวลา เพราะตัวเลข สส. ในการจัดตั้งรัฐบาล ครั้งนี้ห่างกันมาก และมีสมการการเมือง ที่แต่ละคนพูดไว้จนทำอะไรได้ยาก

ส่วนกระแสข่าวที่ร้อยเอก ธรรมนัส อาจจะไม่ได้เก้าอี้รัฐมนตรีเลย นายไผ่ กล่าวว่า ท่านไม่ยึดติด พร้อมยืนยันว่าวันนี้เราไม่มี ข้อแม้หรือข้อต่อรองอะไรเลย ร้อยเอก ธรรมนัส ก็ไม่ได้ยึดติด ว่าจะต้องเป็นรัฐมนตรี 

หากพรรคภูมิใจไทยให้กระทรวงที่กล้าธรรมไม่อยากได้ จะยังร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายไผ่ กล่าวว่า  เราไม่ได้อยากได้กระทรวงอะไรเป็นพิเศษ เราทำอะไรได้ก็ทำ ส่วนเงื่อนไขที่ให้โหวตนายกรัฐมนตรีก่อนนั้น แล้วค่อยแบ่งกระทรวง แบบนี้ไม่มีในโลก 
ต้องพูดคุยกันก่อน ส่วนจะจบวันนี้หรือไม่ ตนเองคิดว่าไม่ เพราะยังมีหลายเรื่องที่ร้อยเอก เอกธรรมนัส กังวล เช่นเรื่องคิงอาร์โคด บนบัตรเลือกตั้ง เรื่องเหล่านี้ต้องชัดเจนก่อน ไม่แน่ว่าอาจจะมีการเลือกตั้งใหม่ก็ได้ 

เมื่อถามว่าจะไม่พิจารณาเป็นฝ่ายค้านแน่นอนใช่หรือไม่ นายไผ่กล่าวว่า ไม่ต้องพิจารณา ฝ่ายค้านจะเป็นเอง ต่อตัวรู้สึกว่าครั้งนี้แปลก เพราะก่อนหน้านี้ไม่เห็นจะติดต่อยากขนาดนี้ ครั้งนี้ยุ่งยากไปนิดนึง พร้อมย้ำว่าไม่ใช่พรรคภูมิใจไทยให้อะไรแล้วก็จะยอม แต่เมื่อประชาชนให้ฉันทามติกับพรรคภูมิใจไทย 90 กว่าเสียง ก็ต้องให้เขาเลือก ย้ำว่ากล้าธรรมไม่มีเงื่อนไข 

นายไผ่ ยังกล่าวอีกว่าที่มองว่าครั้งนี้แปลก เพราะพรรคอันดับหนึ่งได้ สส.เยอะ รวมถึงพรรคประชาชนและประชาธิปัตย์ก็เหยียบหัวเพื่อน พูดว่าจะไม่ร่วมกับใครเลยยุ่งยาก

เมื่อถามว่าระหว่างเลือกตั้งใหม่กับการเป็นฝ่ายค้านอะไรง่ายกว่ากัน นายไผ่ กล่าวว่า เป็นฝ่ายค้านง่ายกว่า เพราะตนก็เหนื่อยเป็น คนแพ้ก็อยากเลือกตั้งใหม่ คนชนะก็ไม่อยาก 
ต้นคำนึงถึงผู้สมัคร สส.ที่ใช้ค่าใช้จ่ายไปแล้ว คนนึงไม่เกิน 1,500,000 บาท ถ้ากกต. ผิดจริงก็ว่ากันไป 

นายไผ่ บอก ตนไม่อยากพูดอะไรมาก เหมือนว่าเราเรียกร้อง เพราะประเทศชาติต้องเดินหน้าประชาชนก็รออยู่ แต่ตนดีใจที่จะได้แก้รัฐธรรมนูญ พร้อมกันนี้ นายไผ่ ยังกล่าวขอบคุณประชาชนที่ไว้วางใจพรรคกล้าธรรม จนได้มาถึง 58 เสียง 

ทั้งนี้ นายไผ่ ยังตอบสื่อ กรณีที่พรรคภูมิใจไทยจะเอาพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาล แต่ไม่เอา ร้อยเอก ธรรมนัส พรรคกล้าธรรมจะเดินหน้าอย่างไร ว่า ผู้กองวันนี้บอกไม่ยึดติดตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว แล้วจะเอาอะไรอีก อย่าเอาความผิดมาโทษที่เราเลย ไม่มี เลิกเล่นการเมืองเดินหน้าดีกว่า

สิ้น จรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ถึงแก่อนิจกรรม ที่ รพ.จุฬาฯ สิริอายุ 76 ปี

สิ้น จรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ถึงแก่อนิจกรรม ที่ รพ.จุฬาฯ สิริอายุ 76 ปี

สิ้น จรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ถึงแก่อนิจกรรม ที่ รพ.จุฬาฯ สิริอายุ 76 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.04 น.

19 กุมภาพันธ์ 2569 รายงานข่าวแจ้งว่า นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อช่วงเที่ยงวันนี้ สิริอายุ 76 ปี โดยกำหนดการพระพิธีศพและการบำเพ็ญกุศลจะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป

จรัลธาดา กรรณสูต เกิดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2492 เป็นบุตรชายของ ปรีดา กรรณสูต อดีตอธิบดีกรมประมง และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหม่อมราชวงศ์เติมแสงไข รพีพัฒน์ มีศักดิ์เป็นพระปนัดดา (เหลน) ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

นายจรัลธาดา กรรณสูต เกิดเมื่อ 22 สิงหาคม 2492 เป็นบุตรของ ปรีดา กรรณสูต อดีตรัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ม.ร.ว.เติมแสงไข รพีพัฒน์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะประมง จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อนจะเข้ารับราชการที่กรมประมง เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประมง และปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สำหรับ นายจรัลธาดา กรรณสูต ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรีในรัชกาลปัจจุบัน โดยมี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีในขณะนั้น ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

นพดล ผ่าเกมฮุน มาเนต เดินสายปั้นเรื่องฟ้องต่างชาติ แนะ 6 ข้อใหญ่ไทยโต้กลับ

นพดล ผ่าเกมฮุน มาเนต เดินสายปั้นเรื่องฟ้องต่างชาติ แนะ 6 ข้อใหญ่ไทยโต้กลับ

นพดล ผ่าเกมฮุน มาเนต เดินสายปั้นเรื่องฟ้องต่างชาติ แนะ 6 ข้อใหญ่ไทยโต้กลับ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.56 น.

นพดล ผ่าเกมฮุน มาเนต เดินสายปั้นเรื่องฟ้องต่างชาติ แนะ 6 ข้อใหญ่ไทยโต้กลับ 

เมื่อวันที่ 19 ก.พ.2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชา Cybersecurity วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ศิษย์เก่า Cybersecurity มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ และ Data Science มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เมื่อ ฮุน มาเนต เดินสายต่างชาติ “ปั้นหน้าเศร้า เล่าความ” ไทยจะตอบโต้อย่างไร…ให้ชนะทั้งเวทีโลก และหัวใจประชาชนคนไทยทั้งประเทศในศตวรรษนี้

สงครามไม่ได้รบกันเฉพาะในสนามที่มีรถถัง เครื่องยินรบ เสียงปืนและระเบิดเท่านั้น แต่มักจะรบกันในสนามเล่าเรื่อง เล่าความ ด้วยคำว่า ยึดครอง คำว่า ละเมิดอธิปไตย คำว่า ประชาชนกลับบ้านไม่ได้ คำเหล่านี้ ไม่ได้ถูกเลือกมาโดยบังเอิญ

แต่มันคือการออกแบบ “เรื่องเล่า” ให้โลกเห็นภาพหนึ่งภาพ และเมื่อเรื่องเล่าเดินทางไวกว่าความจริงประเทศที่ชนะ ไม่ใช่ประเทศที่เสียงดังที่สุด แต่คือประเทศที่ ควบคุมกรอบความจริงได้ดีที่สุด 

1) เกมนี้ไม่ใช่อารมณ์ แต่คือ “การจัดการความรับรู้”

เมื่ออีกฝ่ายวางภาพว่า ไทยคือผู้รุกล้ำ ไทยคือผู้ขัดขวางกระบวนการเทคนิค ไทยคือเหตุที่ประชาชนเดือดร้อน ถ้าไทยนิ่งเกินไป ความนิ่งอาจถูกตีความเป็นการยอมรับ แต่ถ้าไทยตอบโต้ด้วยอารมณ์ ภาพลักษณ์ของรัฐที่สุขุมจะสั่นคลอน

ดังนั้นคำตอบที่ถูกต้องไม่ใช่เสียงดัง
แต่คือ

– เอกสารที่ชัด
– กลไกที่โปร่งใส
– หลักฐานที่ตรวจสอบได้

นี่คือภาษาที่เวทีโลกเข้าใจ

2) แยก “ทะเล” ออกจาก “บก” ให้ชัดเจน เรื่อง MOU 44 เป็นเรื่องทะเล เรื่องชายแดนบกเป็นอีกแฟ้มหนึ่ง การทบทวน MOU 44 ไม่ใช่การยกดินแดน ไม่ใช่การยอมรับข้อกล่าวหา แต่คือการประเมินว่า กรอบเดิมยังปกป้องผลประโยชน์ชาติได้เพียงพอหรือไม่

ถ้าจะยกเลิก ต้องยกเลิกแบบมีกรอบใหม่รองรับทันที ไม่สร้างสุญญากาศ ไม่ปล่อยให้ใครเขียนเรื่องแทนเรา ทะเลต้องคุยเรื่องทะเล บกต้องคุยเรื่องบก อย่าให้ใครผูกแพ็กเกจจนไทยเสียสมดุลเชิงยุทธศาสตร์

3) เมื่ออีกฝ่ายใช้ภาพ “มนุษยธรรม–ศาสนา” ไทยต้องยืนบน “ความรับผิดชอบ–ความปลอดภัย” ถ้ามีภาพพระสงฆ์หรือประชาชนอยู่หน้าฉาก ไทยต้องชัดเจนว่า 

– ไทยไม่ใช้กำลังกับผู้ไม่มีอาวุธ
– ไทยเคารพศาสนา
– ไทยปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมสากล

และทุกอย่างต้องมีบันทึก มีโปรโตคอล มีหลักฐาน เพราะในยุคโซเชียล ภาพเดียวอาจเดินทางเร็วกว่าความจริงสิบเท่า

4) สิ่งแวดล้อมและไฟป่า — เปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นมาตรฐานสากล

หากเกิดไฟป่าหรือผลกระทบชายแดน ไทยต้องไม่กล่าวหาลอย ๆ แต่ใช้ข้อมูลดาวเทียม ใช้หลักวิทยาศาสตร์ ใช้มาตรฐานความปลอดภัย ให้โลกเห็นว่า ไทยคือรัฐที่บริหารจัดการความเสี่ยงตามหลักวิชาการ ไม่ใช่ตามกระแส ความสุขุม คือพลัง ความโปร่งใส คือเกราะป้องกัน

5) ประเมินสนามการแข่งขันอย่างตรงไปตรงมา

วันนี้ กัมพูชา “นำ” ในการปั้นหน้าเล่าความ เสริมสนามรบด้วยสนามเล่าเรื่อง (narrative) ระหว่างประเทศ เพราะสื่อสารก่อน และสื่อสารแรง  แต่จากที่ประเมินไทยยังได้เปรียบในสนามกลไก
ในสนามเอกสาร

ในสนามข้อเท็จจริงภาคพื้น

เกมนี้จะตัดสินด้วย 3 คำ:
ความเร็ว
ความเป็นทางการ
ความแม่นยำของหลักฐาน

6) แพ็กพลัง 6 ข้อที่ไทยควรทำทันที

6.1. พลังของการออกหนังสือทางการทางการทูต (Diplomatic Note) อย่างเร็วและชัดเจน โดย

(1) ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่อง “การยึดครอง” อย่างเป็นทางการ

(2) ยืนยันว่าไทยปฏิบัติตามข้อตกลงและมาตรการที่ตกลงกันไว้ทุกประการ

(3) และสงวนสิทธิ์ทางกฎหมายของประเทศไทยไว้อย่างครบถ้วน

6.2 พลังเสนอ Joint Technical Verification
ให้ข้อเท็จจริงถูกตรวจสอบร่วม
ไม่ปล่อยให้ใครผูกขาดเรื่องเล่า

6.3 พลังผูกมาตรการภาคพื้นกับความปลอดภัยพลเรือน
อธิบายว่าแนวกั้นและการคงกำลังมีเป้าหมายเพื่อกันเหตุซ้ำ
ไม่ใช่เพื่อยึดครอง

6.4 พลังตั้งศูนย์สื่อสารเดียว (Single Source of Truth)
ให้ข้อมูลทางการอัปเดตชัดเจน
ลดข่าวลือ ลดการบิดเบือน

6.5 พลังเดินเกมการทูตหลายชั้น
อาเซียน จีน สหรัฐ
ไทยต้องแสดงบทบาท “ผู้รักษาเสถียรภาพ”ผม

6.6 พลังแยกแฟ้มชายแดนออกจากอาชญากรรมไซเบอร์
และเสนอความร่วมมือปราบสแกมเมอร์อย่างจริงจัง
เพื่อสร้างภาพว่าไทยสร้างทางออก ไม่สร้างความขัดแย้ง

กล่าวโดยสรุป เมื่อฝ่ายกัมพูชา “ปั้นหน้าเศร้า เล่าความ” ไทยไม่จำเป็นต้องปั้นหน้าแข็ง ไทยต้องปั้น “ระบบ” ปั้น “เอกสาร” ปั้น “ความจริงที่ตรวจสอบได้” เพราะในเวทีระหว่างประเทศ ประเทศที่ชนะ ไม่ใช่ประเทศที่เอาดราม่านำทาง แต่คือประเทศที่ ข้อเท็จจริงยืนอยู่เคียงข้าง เอกสารปกป้องเขา และประชาชนเชื่อมั่นในเขา นี่ไม่ใช่เรื่องชาตินิยม แต่คือเรื่องความรับผิดชอบต่อแผ่นดิน และประเทศไทย ต้องไม่แพ้ใน เกมเรื่องเล่า ก่อนจะเวียนมาถึง เกมกฎหมาย อีกครั้ง

ปชน.ยันเสียงแข็ง การมีอยู่ของบาร์โค้ดทำการเลือกตั้งไม่ลับ

ปชน.ยันเสียงแข็ง การมีอยู่ของบาร์โค้ดทำการเลือกตั้งไม่ลับ

ปชน.ยันเสียงแข็ง การมีอยู่ของบาร์โค้ดทำการเลือกตั้งไม่ลับ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.36 น.

ปชน.ยืนยันการมีอยู่ของบาร์โค้ดทำให้การเลือกตั้งไม่ลับ ตรวจสอบย้อนกลับได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าถึงตัวบัตรหรือต้นขั้ว ที่ กกต.เก็บหลังนับคะแนน ย้ำหาก กกต.เชื่อว่าบาร์โค้ดไม่เป็นปัญหา ก็ต้องใช้บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและวิธีการนับคะแนนแบบเดิม ในวันเลือกตั้งใหม่ 22 ก.พ.นี้ เรียกร้อง กกต.เปิดเผยแบบรายงานผล (5/18) และใบขีดคะแนน (5/11) ให้ครบทุกหน่วย เหตุตัวเลขไม่ตรงกันหลายหน่วย

19 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน (ปชน.) นายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรค และผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวผลการตรวจสอบการเลือกตั้งปี 2569 พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงข้อสงสัยของประชาชนที่มีต่อการเลือกตั้งในปี 2569

โดย นายพริษฐ์ ระบุว่า วันนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าบาร์โค้ดอย่างน้อยในส่วนของบัตรบัญชีรายชื่อ เป็นบาร์โค้ดที่เป็นรหัสบัตร ที่สามารถตรวจย้อนกลับไปได้ว่าประชาชนแต่ละคนที่ลงคะแนนเสียงกาให้กับใคร คำถามที่มีการถกเถียงในสังคมตอนนี้คือ การมีอยู่ของบาร์โค้ดที่สามารถตรวจย้อนกลับได้ เท่ากับทำให้การออกเสียงที่ผ่านมาไม่เป็นความลับหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันมีสองกลุ่มความเห็น สำหรับพรรคประชาชน การออกเสียงจะลับหรือไม่ลับ ขึ้นอยู่กับว่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่ว่าใครกาอะไร หากการออกเสียงจะลับจะต้องตรวจสอบย้อนกลับไปไม่ได้เลย ไม่ว่าจะในเชิงทฤษฎีหรือในเชิงปฏิบัติ ขณะที่ กกต.กลับนิยามคำว่าลับ ว่าแม้จะตรวจสอบย้อนกลับไปได้ในเชิงทฤษฎี แต่หากตรวจสอบย้อนกลับได้ยากในเชิงปฏิบัติ การออกเสียงก็ยังถือว่าลับอยู่

แต่ต่อให้ยอมรับนิยามคำว่าลับของ กกต.แต่การตรวจว่าใครกาให้กับใครไม่ได้ยากในระดับที่ กกต.พยายามให้เหตุผล และไม่ได้เกี่ยวข้องกับว่า กกต.เก็บบัตรเลือกตั้ง หรือต้นขั้วไว้อย่างปลอดภัยหรือไม่ เพราะมีกระบวนการที่ตรวจสอบได้ว่าใครกาให้กับใคร โดยไม่ต้องเข้าถึงบัตรเลือกตั้งหรือต้นขั้วที่เข้า กกต.เก็บไว้ เช่น หากตนเป็นผู้สมัครแล้วไปข่มขู่ประชาชนว่าต้องเลือกตน แล้วจะตรวจสอบว่าเลือกจริงหรือไม่ สิ่งที่ตนสามารถทำได้คือ การขอให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำรหัสต้นขั้วหรือ 3 – 4 เลขสุดท้ายของรหัสต้นขั้วมา แล้วกลับมารายงานให้ตนทราบ ตนในฐานะผู้สมัครสามารถส่งผู้สังเกตการณ์ไปตั้งกล้องถ่ายทุกภาพที่เจ้าหน้าที่มีการขาน แล้วสแกนบาร์โค้ดของบัตรทุกใบ เพื่อดูว่าบัตรที่มีรหัสตรงกับต้นขั้ว กาให้กับใคร

นายพริษฐ์ กล่าวต่อไปว่า การมีอยู่ของบาร์โค้ดบนบัตรเปิดช่องโหว่ ซึ่งทำให้หากผู้สมัครคนใดรู้ถึงระบบบาร์โค้ดก่อน สามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้เพื่อตรวจสอบได้ว่าใครกาให้กับใคร ประเด็นนี้ จะถูกจับตามองและสังเกตการณ์อีกครั้งหนึ่งในการเลือกตั้งใหม่ในบางหน่วยในวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่จะมาถึงนี้ หาก กกต.ยืนยันว่าบัตรออกเสียงของตนเองที่ใช้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ไม่มีปัญหาจริง ทุกคนควรจะเห็นสองอย่าง คือ กกต.ยังใช้บัตรเลือกตั้งแบบเดิมที่มีบาร์โค้ดอยู่ และควรจะเห็นการนับคะแนนที่ไม่ได้มีความพยายามในการปกปิดบาร์โค้ดตอนนับคะแนน เพราะหาก กกต.มีการออกแนวปฎิบัติให้ถือบัตรตอนนับคะแนนในลักษณะที่เป็นการจงใจปิดบาร์โค้ด นั่นเท่ากับเป็นการยอมรับแล้วว่า การดำเนินการเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ มีปัญหา

กรณีต่อมา จากการที่ กกต.ได้เปิดเผยรายงานผลการนับคะแนน (ส.ส. 5/18) ในเว็บไซต์ของ กกต.เมื่อวานนี้ โดยระบุว่าครบทุกหน่วยแล้ว ยกเว้นหน่วยที่จะมีการเลือกตั้งใหม่หรือนับใหม่ พรรคประชาชนมีข้อเรียกร้อง ดังนี้

1) ขอเรียกร้องให้ กกต.ตรวสอบว่าได้เปิดเผยเอกสารรายงานผลการนับคะแนน (ส.ส. 5/18) ครบทุกหน่วยแล้วหรือยัง (หากไม่นับหน่วยที่มีการเลือกตั้งใหม่หรือนับใหม่) เพราะพรรคประชาชนยังได้รับข้อร้องเรียนจากภาคประชาชน ว่ายังมีบางหน่วยที่ไม่มีการอัปโหลดเอกสาร ส.ส. 5/18 และยังมีบางกรณีที่ยังขาดผลรายงานการนับคะแนนการเลือกตั้งนอกเขตหรือนอกราชอาณาจักร

2) ขอเรียกร้องให้ กกต.เปิดเผยเอกสารรายงานผลการนับคะแนน (ส.ส. 5/18) ของทุกหน่วยในรูปแบบที่สะดวกต่อประชาชนในการนำไปวิเคราะห์หรือตรวจสอบต่อได้ เพราะปัจจุบันการเผยแพร่ข้อมูลนี้ยังเป็นการอัปโหลดขึ้น Google Drive ต้องไปแยกดูในแต่ละโฟลเดอร์ และเข้าใจว่าหลายหน่วยเป็นการสแกนภาพ ซึ่งทำให้ประชาชนนำตัวเลขไปคำนวณต่อได้ยาก กกต. ควรเปิดเผยข้อมูลในลักษณะของตาราง Excel ที่วิเคราะห์ต่อได้ง่าย ซึ่ง กกต.ย่อมมีข้อมูลรูปแบบนี้อยู่ในมืออยู่แล้ว

3) ขอเรียกร้องให้ กกต.เปิดเผยใบขีดคะแนนรายหน่วย (ส.ส. 5/11) ให้ครบทุกหน่วย เพราะแม้กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องเปิดเผย แต่ถ้าเปิดเผยจะทำให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัยได้มากขึ้น เพราะมีหลายกรณีที่ใบขีดคะแนน ส.ส. 5/11 ที่ประชาชนถ่ายมาในวันที่มีการนับคะแนน ไม่ตรงกันกับเอกสาร ส.ส. 5/18

ด้าน นายกิตติชัย ระบุว่า การเปิดเผยแบบ ส.ส. 5/11 ว่าสอดคล้องกับการประกาศผลในแบบ ส.ส. 5/18 หรือไม่มีความสำคัญมาก เพราะมีกรณีที่เป็นปัญหาอยู่จริง ซึ่งพรรคประชาชนได้รับเรื่องร้องเรียนมามากกว่า 100 เรื่อง ในเรื่องของแบบ ส.ส. 5/11 และ ส.ส. 5/18 ที่ไม่ตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นกรณีรายงานผลคะแนนไม่ตรงกันระหว่างในแบบ ส.ส. 5/11 และ ส.ส. 5/18 ที่คะแนนของผู้สมัครพรรคประชาชนลดลงไป หรือบางกรณีรายชื่อของคณะกรรมการประจำหน่วย ในแบบ ส.ส. 5/11 และ ส.ส. 5/18 ไม่ตรงกันหลายกรณี หรือกรณีของจำนวนบัตรเสียที่รายงานไม่ตรงกัน เป็นต้น

“นี่คือเหตุผลที่ทำไมพรรคประชาชน เรียกร้องให้ กกต.เร่งเปิดเผยแบบ ส.ส. 5/11 เพราะเป็นการรวบรวมผล และเป็นการนับคะแนนหน้าหน่วย ณ วันนั้น ซึ่งประชาชนได้เก็บข้อมูลมา หาก กกต.อยากทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไร้ซึ่งข้อสงสัยต่างๆก็ควรต้องเร่งให้มีการเปิดแบบ ส.ส. 5/11 เพื่อให้มีการตรวจสอบ หากกรณีเหล่านี้เกิดขึ้นในหลายหน่วย ย่อมสามารถทำให้คะแนนพลิก และการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตได้”

นายกิตติชัย กล่าวต่อไปว่า สำหรับกรณีสมุทรปราการ เขต 6 เข้าใจว่า กกต.ได้มีการประชาสัมพันธ์ว่าทุกอย่างจบสิ้นกระบวนการแล้ว จะไม่มีการสั่งให้นับคะแนนใหม่ หรือลงคะแนนใหม่แต่อย่างใด ทั้งนี้ ตามระเบียบของ กกต.ระบุอย่างชัดเจนว่า กกต.หรือกรรมการการเลือกตั้งประจำหน่วย (กปน.) เมื่อเสร็จจากการลงคะแนนแล้วต้องเก็บอุปกรณ์ทุกอย่าง รวมถึงแบบขีดและบัตรเลือกตั้งลงในหีบบัตร พร้อมใส่สายรัดอย่างแน่นหนา ซึ่งสัมพันธ์กันกับอาทิตย์ที่แล้ว ที่ กกต.ได้มีการแถลงข่าวและทำให้ได้เห็นว่า หลังจากที่ลงคะแนนแล้วต้องเก็บใส่ถุง ใส่สายรัด และจัดเก็บในที่ที่ปลอดภัย

แต่ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ จะเห็นได้ว่ามีเอกสารแบบขีดที่ไปอยู่ในบ่อขยะ ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า เกิดขึ้นได้อย่างไร พรรคประชาชนจึงขอเรียกร้องให้ กกต.เร่งตรวจสอบในประเด็นนี้ โดยในส่วนของผู้สมัครของพรรคประชาชน จะมีการฟ้องและดำเนินคดีอาญากับผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัด ในฐานะผู้ที่ต้องดูแลการเลือกตั้งในจังหวัดสมุทรปราการต่อไป

นายกิตติชัย กล่าวต่อไปว่า สำหรับการรวบรวมเรื่องร้องเรียนและคดีต่างๆที่ผู้สมัครและภาคประชาชนได้ส่งมา แบ่งออกเป็นกรณีบัตรเขย่ง หรือกรณีที่จำนวนผู้มีสิทธิและผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกัน 16 เรื่อง กรณีจำนวนผู้มาใช้สิทธิแบบบัญชีรายชื่อกับแบบเขตไม่ตรงกัน 1 เรื่อง กรณีพฤติกรรมของ กปน.ที่ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบ 17 เรื่อง กรณีพฤติกรรมการซื้อเสียง 1 เรื่อง และกรณีการใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จ 23 เรื่อง รวมเป็นการร้องเรียนทั้งหมด 58 เรื่อง

นายกิตติชัย ยังได้ตอบคำถามของสื่อมวลชน ที่ว่า กกต.ยืนยันว่าจะไม่มีการดำเนินการต่อแล้วในกรณีของสมุทรปราการ เขต 6 และเรื่องแบบ ส.ส. 5/11 ที่หลุดออกมาเป็นเรื่องของการชำรุดของหีบ โดยระบุว่าระเบียบ กกต.กำหนดไว้ชัดว่าเอกสารและอุปกรณ์ต่างๆ ต้องเก็บในที่ปลอดภัย เรื่องชำรุดหรือไม่ เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ประเด็นคือแบบ ส.ส. 5/11 หลุดออกมาจากหีบได้อย่างไร และไปอยู่ในบ่อขยะด้วย ไม่ได้อยู่ในที่รวบรวมในหีบ ดังนั้น เรื่องนี้ กกต.ต้องรีบดำเนินการตรวจสอบ ว่ามีแบบ ส.ส. 5/11 หลุดออกมาจากนอกหีบได้อย่างไร

ในเรื่องของการเปิดเผยแบบ ส.ส. 5/11 มีความจำเป็นและหาก กกต.เปิดเผยจะสามารถทำให้ไขข้อสงสัยได้ ขณะนี้มีประชาชนที่ได้เก็บข้อมูลหน้าหน่วยตั้งแต่วันที่มีการนับคะแนนจริง และทยอยส่งมาให้พรรคประชาชนเป็นจำนวนมากพอสมควร แต่พรรคประชาชนก็อยากให้ กกต.เปิดทั้งหมด 100% เหมือนที่เปิดในส่วนของ ส.ส. 5/18 เช่นเดียวกัน และขณะนี้แบบ ส.ส. 5/18 ก็ยังไม่มีการเปิดครบ 100% ในทุกหน่วย

ในช่วงท้าย นายพริษฐ์ ตอบคำถามสื่อมวลชน ต่อกรณีการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อ กกต.ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยระบุว่า ขณะนี้ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ในฐานะรองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชน กำลังทำคำฟ้อง คาดว่าจะสามารถยื่นได้อย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า เนื่องจากขณะนี้ยังคงปรากฏข้อมูลหรือพยานหลักฐานใหม่ๆ รวมถึงเรื่องร้องเรียนที่ประชาชนส่งเข้ามาให้พรรคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรายละเอียดจะมีการแถลงในวันที่มีการยื่นต่อไป

“เนื้อหาหลักที่จะฟัองหนีไม่พ้นประเด็นเรื่องของบาร์โค้ด ที่พรรคประชาชนมองว่าเป็นการดำเนินการที่ทำให้การออกเสียงไม่ลับ ทั้งนี้ ที่พรรคประชาชนทำหน้าที่ในการตรวจสอบ กกต.ที่ผ่านมา จุดมุ่งหมายหลักไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนผลการเลือกตั้ง หรือการไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ แต่เราต้องการปกป้องเสียงของประชาชนทุกคน และทำให้เจ้าหน้าที่คนใดที่บกพร่องโดยสุจริต หรือจงใจทุจริต ต้องรับผิดรับผิดชอบต่อกฎหมาย  เราคิดว่าเรื่องบาร์โค้ดเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องพิสูจน์กันในเชิงเจตนา ว่าเป็นการบกพร่องโดยสุจริต หรือมีใครคนใดคนหนึ่งจงใจทุจริตด้วยระบบดังกล่าวหรือไม่ ดังนั้น พรรคประชาชน จึงตัดสินใจใช้กลไกการฟ้องตามมาตรา 157 เพื่อให้มีการพิสูจน์และรับผิดรับผิดชอบไปตามกฎหมาย”

ผู้สื่อข่าวถามกรณี นายศรีสุวรรณ จรรยา นักเคลื่อนไหว ร้อง กกต.ยุบพรรคประชาชน เกี่ยวกับปมจ้างบริษัท Spectre C การจัดทำไอโอ ช่วงเลือกตั้งหรือไม่ ทางพรรคเตรียมการต่อสู้อย่างไรบ้าง นายพนิษฐ์ กล่าวว่า ขอตอบในนามพรรค สำหรับข้อกล่าวหานี้ ว่าพรรคประชาชนมีการว่าจ้างบริษัทใดเพื่อทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร อันนี้ก็ต้องยืนยันว่าไม่เป็นข้อเท็จจริง การทำปฎิบัติการข้อมูลข่าวสารตามนิยามที่เป็นที่เข้าใจทั่วไป คือเป็นการสร้างบัญชีปลอมขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อเป็นการกระทำการบางอย่างบนโซเชียลมีเดีย และทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีประชาชนจำนวนหนึ่งเห็นด้วยกับพรรค หรือว่าไม่เห็นด้วยกับพรรคอื่น หรือว่าไปบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับคนอื่น การปฎิบัติการข้อมูลข่าวสารตามนิยามแบบนี้ ตนยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่เคยมีการกระทำ และไม่เคยไปว่าจ้างบริษัทใด ไม่ว่าจะ Spectre C หรือบริษัทใด ในการทำ และเรามั่นใจว่าทุกอย่างที่เราทำนั้นถูกต้องตามกฏหมายทุกประการ และจะไม่นำไปสู่การยุบพรรคประชาชน ในส่วนของรายละเอียดในการดำเนินการของ Spectre C นั้น คงเป็นความรับผิดชอบของบริษัทในการชี้แจง ไม่ใช่ความรับผิดชอบของพรรค ซึ่งตนเข้าใจว่าเดี๋ยวน่าจะมีการชี้แจงออกมาจากทางบริษัท Spectre C ในเร็วๆ นี้

ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่มีการตั้งผู้ช่วย สส.เข้าไปทำงานที่บริษัท Spectre C มองว่าเรื่องนี้จะเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้พรรคก็ยินดีให้ตรวจสอบทุกประการ ในประเด็นนี้ฝ่ายกฎหมายก็ได้มีการตรวจสอบ ก็ไม่เห็นว่าพรรคมีการดำเนินการอะไรที่ผิดต่อกฎหมายหรือระเบียบการแต่งตั้งผู้ดำเนินการ หรือผู้ช่วยของ สส.ตามระเบียบของสภาฯ

เมื่อถามถึงกรณีการใช้ Laser ID ว่าขณะนี้ทางกรมการปกครอง บอกว่ายังไม่ได้อนุญาตให้ทางพรรคประชาชนในการใช้ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ก็ต้องยอมรับว่าขณะนี้เกิดช่องโหว่ขึ้นแล้ว และช่องโหว่นี้อาจจะนำไปสู่คำร้องขอยื่นยุบพรรคประชาชน

ศุภชัย โต้ วิษณุ ทันควัน! ย้ำบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ทำลายความลับ ยันไม่เป็นโมฆะ

ศุภชัย โต้ วิษณุ ทันควัน! ย้ำบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ทำลายความลับ ยันไม่เป็นโมฆะ

ศุภชัย โต้ วิษณุ ทันควัน! ย้ำบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ทำลายความลับ ยันไม่เป็นโมฆะ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.23 น.

ศุภชัย ออกโรงโต้ วิษณุ บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ทำลายความลับ ชี้มีไว้กันปลอม-คุมจำนวน ย้ำเลือกตั้ง69 ชอบด้วยรธน. ยันไม่เป็นโมฆะ

เมื่อวันที่ 19 ก.พ.2569 นายศุภชัย ใจสมุทร ว่าที่สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า จากกระแสข่าวที่อ้างถึงความเห็นของ นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2569 อาจมีปัญหาเรื่องความลับของการลงคะแนน เนื่องจากมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ว่า  ควรพิจารณาตามหลักกฎหมาย ไม่ใช่ความกังวลเชิงเทคนิค

นายศุภชัย ระบุต่อว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นไปโดย “โดยตรงและลับ” โดยคำว่า “ลับ” หมายถึง ต้องไม่มีระบบที่สามารถเชื่อมโยงตัวบุคคลกับตัวเลือกที่ลงคะแนนได้ มิได้หมายความว่าบัตรต้องไม่มีรหัสหรือเครื่องหมายใด ๆ

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งซึ่งจัดทำภายใต้การกำกับของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีไว้เพื่อควบคุมจำนวนบัตร ป้องกันการปลอมแปลง และบริหารจัดการในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง ไม่ได้เชื่อมโยงกับรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และไม่มีระบบติดตามว่าใครลงคะแนนให้ใคร

นายศุภชัย ยังอธิบายว่า การจะวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง “เป็นโมฆะ” ต้องมีการละเมิดหลักการพื้นฐานอย่างร้ายแรง และต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน ไม่ใช่เพียงข้อสันนิษฐานว่าระบบ “อาจ” ไม่ลับ 

นายศุภชัย ยังยกตัวอย่างว่า แม้คนรอบตัวจะคาดเดาว่าบุคคลหนึ่งน่าจะเลือกพรรคใด แต่การกาบัตรเกิดขึ้นในคูหาโดยลำพัง เมื่อพับบัตรและหย่อนลงหีบแล้ว ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถพิสูจน์ได้ว่าบัตรใบนั้นเป็นของใคร หรือเลือกผู้สมัครรายใด ความลับจึงยังคงอยู่ตามหลักกฎหมาย  จึงสรุปได้ว่า ตราบใดที่ไม่มีหลักฐานว่าบาร์โค้ดสามารถระบุตัวผู้ลงคะแนนได้ หรือมีการใช้ระบบดังกล่าวติดตามคะแนนเสียง การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2569 ยังคงเป็นการเลือกตั้งโดยตรงและโดยลับตามรัฐธรรมนูญ และไม่อาจถือเป็นโมฆะได้เพียงจากข้อสงสัยเชิงเทคนิค

อบจ.ลำพูน ยอมรับทำปฏิทินจริง เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร พร้อมให้ตรวจสอบทุกขั้นตอน

อบจ.ลำพูน ยอมรับทำปฏิทินจริง เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร พร้อมให้ตรวจสอบทุกขั้นตอน

อบจ.ลำพูน ยอมรับทำปฏิทินจริง เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร พร้อมให้ตรวจสอบทุกขั้นตอน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.23 น.

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก อบจ.ลำพูน โพสต์ชี้เเจง ตามที่มีเพจต่าง ๆ บนสื่อสังคมออนไลน์กล่าวถึงกรณีการจัดทำปฏิทินประชาสัมพันธ์ของ องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน

โดบระบุว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติมว่า การจัดทำปฏิทินประชาสัมพันธ์ของหน่วยงาน เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเผยแพร่ภารกิจ ข้อมูลข่าวสาร และบริการสาธารณะให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง

การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามแนวทางของกระทรวงมหาดไทย ที่กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถประชาสัมพันธ์ภารกิจของหน่วยงานได้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและทางราชการ ตามหนังสือกระทรวงมหาดไทยที่ มท 0808.2/ว 3475 ลงวันที่ 11 ต.ค.2550 เรื่องขอให้ทบทวนและกำหนดมาตรการป้องปราม กรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้เงินงบประมาณ ของทางราชการจัดซื้อสิ่งของแจกให้ราษฎรโดยใส่ชื่อของคนลงบนสิ่งของ

งบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง

อบจ.ลำพูน ดำเนินการตามระเบียบพัสดุภาครัฐอย่างเคร่งครัด โดยใช้วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ผ่านระบบ E-Procurement ของภาครัฐ ซึ่งเป็นระบบกลางที่เปิดเผย โปร่งใส และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน กระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560

– การประกาศเชิญชวนตามขั้นตอน
– ปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมแข่งขันอย่างเป็นธรรม
– มีการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้น การจัดทำปฏิทินดังกล่าว เป็นการประชาสัมพันธ์ภารกิจของหน่วยงานตามกรอบกฎหมาย และผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้

องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ยืนยันการทำงานด้วยหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อเงินภาษีของประชาชนทุกบาททุกสตางค์ ขอบคุณทุกข้อคิดเห็น และพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาเสมอ