อนุทินสั่งฟันโกงสอบ จวกขายชาติ เอาผิดเฉพาะคนทุจริต ชั่วกว่าคือขรก.ผู้ใหญ่

อนุทินสั่งฟันโกงสอบ จวกขายชาติ เอาผิดเฉพาะคนทุจริต ชั่วกว่าคือขรก.ผู้ใหญ่

อนุทินสั่งฟันโกงสอบ จวกขายชาติ เอาผิดเฉพาะคนทุจริต ชั่วกว่าคือขรก.ผู้ใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อนุทินสั่งฟันโกงสอบ จวกขายชาติ เอาผิดเฉพาะคนทุจริต ชั่วกว่าคือขรก.ผู้ใหญ่ มท.ตั้งชุดสอบใน7วัน ปปช.ยกคณะบุก’มศว.’ ขอหลักฐานหาตัวการ

นายกฯอนุทิน ย้ำสั่งยกเลิกโกงสอบ ขรก.ท้องถิ่น ฟันเฉพาะคนผิด เอาออกจากตำแหน่งแม้บรรจุแล้ว ไม่เหมาเข่งพร้อมสอบคลิปฉาวประเคนรัฐมนตรี เตือน“เดชอิศม์”อย่าเพิ่งร้อนตัวหลังโร่แจงไม่ได้เกี่ยวข้อง ด้านปลัดมหาดไทยขอเวลา 7 วันแจ้งความสอบสวน พร้อมตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง ใน 7 วัน ด้านปปช.บุกมศว.ตามเค้นขอหลักฐานการโกงระดับมหาประลัย

เมื่อบ่ายวันที่ 24 มิ.ย.69 ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการ เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสางปัญหาทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ว่า เป็นการเรียกมาสั่งการ และมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งดำเนินการ และดำเนินคดีหาคนผิด เพื่อหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก ซึ่งในเรื่องคดีก็ต้องดำเนินการ ขณะที่เรื่องของข้อเท็จจริง ขณะนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้แต่งตั้งนายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ว่าเป็นไปตามข้อกล่าวหาหรือไม่ เพราะถือว่าอุกอาจถึงขั้นเอาข้อสอบข้าราชการท้องถิ่นมาแก้ไขได้ และกำหนดให้ใครคนใดคนหนึ่งได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ ถือเป็นการเอาเปรียบ เป็นการทุจริต และถือว่าเป็นการขายชาติอย่างหนึ่งด้วย เพราะเป็นการปิดโอกาสให้คนที่มีความรู้ความสามารถ ต้องมาแพ้กับกระบวนการทุจริตเช่นนี้ รวมถึงแพ้กับข้าราชการที่ทุจริตตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเป็นราชการ

ยกเลิกเฉพาะคนที่โกง

เมื่อถามว่า จะถือว่าเป็นการโมฆะทั้งหมดหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทำไมข่าวไปพาดอย่างนั้น บางทีต้องขอสื่อจริงๆ บางทีท่านไม่รู้ใจตนก็ไปพาดหัวข่าวแบบนั้นคนก็ตกอกตกใจกันหมด ตนพูดถึงว่าถ้าไปถึงจุดที่พบว่ามีการทุจริต ในส่วนที่เป็นการทุจริตจะต้องโมฆะ แต่มีคนชี้แจงว่าที่มีการบรรจุข้าราชการหลายท่านเข้าไปแล้ว ผมบอกว่าถ้าข้าราชการหลายคนนั้นเป็นต้นตอตรงนี้ก็ต้องไปทั้งยวง เหมือนทฤษฎีผลไม้มีพิษ ถ้าจุดเริ่มต้นไม่ถูกก็ไม่ถูกตลอดทาง เป้าหมายต้องเป็นแบบนี้

“ผมเคยเจอที่บอกว่า ต่อให้ผิดแต่บรรจุเข้ามาแล้ว แต่งตั้งมาแล้ว บางทีคัดสรรผิด กว่าศาลจะบอกว่าผิดก็ไปเป็นซี 9 ซี 10 กันหมดแล้ว ถึงเวลาบอกว่าผิดแต่ก็ไปดึงกลับมาไม่ได้ ผมก็ยกตัวอย่างตรงนั้นว่าสำหรับตรงนี้มันไม่ใช่ เพราะนี่ไม่ใช่ซี 9 ซี 10 แต่เข้ามาทำงานยังไม่ถึงหนึ่งปีเลย ถ้าเขามาด้วยการสอบที่ถูกต้องก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามาด้วยการทุจริตแก้ข้แสอบมาก็ต้องมาโมฆะหมด” นายกฯ กล่าว

ตามขุดข้อมูลรั่วไหล

เมื่อถามว่า จุดเริ่มต้นของการทุจริตการสอบท้องถิ่นครั้งนี้เกิดขึ้นยุคใคร นายกฯ กล่าวว่า สอบช่วงเดือนธันวาคม 2568 ก็ตนนี่แหละ แต่อย่างที่บอกว่าการสอบเป็นส่วนของกรม เป็นส่วนของท้องถิ่น และตนได้ยกเลิกครั้งแรกมาแล้ว และบอกว่าอย่าเพิ่งมีการสอบ ช่วงที่ตนเข้ามาตั้งแต่ ปี 66 ไม่มีการสอบเลย และบอกว่ามีการกดดันว่า 2-3 ปีแล้วไม่มีการสอบข้าราชการเพิ่ม ทำงานไม่ไหวขอให้ปล่อยให้มีการสอบ ซึ่งการจะปล่อยหรือไม่ปล่อยเป็นหน้าที่ของกรม และต้องทำให้ดี เปลี่ยนจาก ม.บูรพาเป็นมาเป็น มศว. มีการเปลี่ยนแปลงคนบริหารจัดการการสอบ ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการ และเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง แต่มีการรั่วของเฉลยข้อสอบได้อย่างไร ที่แย่ที่สุดคือมีการแก้ข้อสอบแบบนี้ไม่ไหว จึงเป็นเรื่องที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยต้องดำเนินการ ต่อให้ผู้บริหารไม่มีส่วนเกี่ยว แต่พอบรรจุเข้าไปก็ถือว่าประสิทธิภาพการทำงานไม่มี

สอบคลิปเสียงปริศนา

เมื่อถามว่า ได้ฟังคลิปเสียงที่กล่าวหาว่ามีรัฐมนตรีช่วยเข้ามาเกี่ยวข้องแล้วหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คลิปเสียงไม่สำคัญเท่ากับหลักฐาน คลิปเสียงยังไม่รู้ว่าของจริงหรือของปลอม ตนก็ฟังจากโซเชียลมีเดียยังไม่มีใครมาบอกว่าเป็นคลิปเสียงที่นำมาเป็นส่วนหนึ่งของรูปคดี ซึ่งตรงนี้ตำรวจทำอยู่ ถ้าเป็นของจริงก็ดำเนินคดีอย่างเต็มที่ ขณะที่ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้เสียหาย ปลัดกระทรวงมหาดไทยจะไปแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งเมื่อเช้ารับฟังรายงานมาว่าตำรวจยังทำไม่ได้เพราะสำนวนอยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพราะผู้ร้องกลุ่มแรกที่บอกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ผู้ที่สอบได้แล้วไม่ได้รับการบรรจุเขาไปร้องป.ป.ช. แต่ไม่ได้ฟ้องตำรวจ ตำรวจก็ทำคดีไม่ได้นอกจากซัพพอร์ตตำรวจไป ดังนั้น ต้องถือว่าเหตุการณ์เช่นนี้กระทรวงมหาดไทยคือหนึ่งในผู้เสียหาย จึงไม่ต้องร้องป.ป.ช. แต่ให้ฟ้องตำรวจเพื่อให้ตำรวจตำรวจได้มาดำเนินคดีด้วยตัวเอง

ใครเกี่ยวข้องโดนหมด

เมื่อถามว่า ถ้ามีรัฐมนตรีช่วยเกี่ยวต้องจัดการด้วยใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าถ้าเกี่ยวกับใครก็ต้องโดนหมด มีการรายงานว่าเป็นคลิปเสียงเก่าก่อนชุดนี้แน่นอน โดยช่วงเดือนธ.ค. 68 รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ประกอบด้วย นายศักดา วิเชียรศิลป์ นายทรงศักดิ์ ทองศรี น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล แต่คลิปที่ว่าเขาบอกว่าตั้งแต่เดือนธ.ค. แต่ไม่รู้ว่าปีไหน ซึ่งคนที่ต้องไปสืบว่าคลิปดังกล่าวจริงหรือไม่ ทำขึ้นมา เป็น AI หรือไม่ ทำไมเสียงผู้ชายดูเรียบร้อยจัง ที่อ้างจริงหรือไม่ ถ้าทำจริงดูไม่ยาก

เมื่อถามว่าคนที่บอกว่าเป็นคลิปเก่านั้นได้บอกหรือไม่ว่าเป็นช่วงไหน เป็นช่วงที่นายอนุทิน ไม่ได้อยู่ที่กระทรวงมหาดไทยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ปี 68 ตนไม่ได้อยู่ที่กระทรวงมหาดไทยแค่ช่วงเดือน 6-9 แต่เรื่องนี้มีอธิบดีที่กำกับดูแลช่วงนั้นถึง 4 คน กรมที่รับผิดชอบมีกรมเดียวคือกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น จึงสามารถตีกระชับได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังรวบรวมพยานหลักฐานอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องได้ทุกชิ้นแค่การแก้ไขผลการสอบแค่แผ่นเดียวก็ผิดแล้ว

คนไม่เกี่ยวอย่าเพิ่งร้อนตัว

เมื่อถามถึงกรณี นายเดชอิศม์ ขาวทอง อดีต รมช.มหาดไทย ออกมาชี้แจงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ต้องมีใครปฏิเสธมันอยู่ที่การสอบสวนมากกว่า มาปฏิเสธตอนนี้เดี๋ยวหาว่าร้อนตัวอีก ดำเนินการเต็มที่ไม่มีข้อยกเว้นไม่มีเกรงใจใครถ้าถึงใครก็โดนคนนั้น ถึงใครก็โดนไกลชิดสนิทสนมรู้จักไม่รู้จักไม่ใช่ประเด็น ปิดชื่อถือพฤติกรรมถ้าไม่ทำแนวนี้คนที่เดือดร้อนที่สุดคือตนบางทีก็ต้องไม่มีญาติ

เมื่อถามว่า ข่าวเช่นนี้มีมาหลายครั้งรู้สึกตกใจหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาเคยได้ยินข่าวที่ศรีสะเกษแต่ก็ไม่เชื่อว่ามีการทำจริง มันไม่เคยอุกอาจขนาดนี้ แต่วันนี้พอมาดูรายละเอียดมันเห็นหมด เอากล่องข้อสอบไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่เกี่ยวข้องได้อย่างไร ห้องมั่นคงของหน่วยงานราชการมีเยอะทำไมต้องไปอยู่ที่บริษัทอะไรก็ไม่รู้ และตอนที่ตนเข้ามาเป็นรมว.มหาดไทย ปี 66-67 ตนยกเลิกไม่ให้สอบ ไม่ใช่เพราะไม่อยากได้ข้าราชการแต่เพราะได้ยินข่าวแบบนี้ ก็ให้มาชี้แจงแต่ยังชี้แจงไม่ได้ก็ระงับการสอบไปก่อน ต้องแก้ทีละจุด เมื่อถามว่ากระทรวงมหาดไทยมีแต่เรื่องร้อนจะเอาอยู่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าเรื่องร้อนจากการทุจริตไม่ต้องถามว่าเอาอยู่หรือเอาไม่อยู่ แต่ไม่เอาก็ไม่ได้ ถ้าไม่เอาพวกตนก็โดนละเว้นซึ่งไม่มีอะไรน่ากังวลเลย แต่ถ้าเป็นเรื่องเห็นไม่ตรงกันไม่ถูกกันอันนี้อีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเกี่ยวกับการทุจริต การทำงานที่ด้อยประสิทธิภาพเอาเปรียบประชาชน เราต้องดำเนินการอย่างเต็มที่อยู่แล้ว

เมื่อถามว่าจะสอบย้อนหลังหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าคำว่าขยายผลทั้งหน้าทั้งหลังก็โดนหมด โดนใครก็ตรงนั้น

หลุดปากยกเลิกทั้งหมด

ก่อนหน้านี้ ในช่วงเช้านายอนุทิน ได้เรียกประชุมทุกฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และสั่งการในที่ประชุม ว่าการสอบในครั้งนี้ คงเป็นที่ชัดเจนว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทยต้องมีการประกาศยกเลิก แม้จะมีการประกาศผลไปแล้ว ก็ตาม ใครเดือดร้อนก็ไปไล่บี้กันเอาเอง

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ ว่า ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย จะไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษตามความผิดซึ่งได้ปรากฎตามหลักฐานที่ออกมา ตำรวจสาวถึงใครคนที่ร่วมกระทำความผิดต้องถูกดำเนินคดี อีกส่วนหนึ่งจะตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยมีนายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านการพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากการดำเนินการไม่ถูกต้อง จะยกเลิกผลสอบอย่างไร นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ต้องดูว่า เป็นส่วนใดบ้าง เพราะมันมีหลายตำแหน่ง หากเป็นทั้งกระบวนการต้องดำเนินการแจ้งข้อเท็จจริงไปยังคณะกรรมการคุมการสอบว่า ผิดพลาดคลาดเคลื่อน ต้องทำให้ถูกต้อง หากผิดต้องยกเลิกอย่างแน่นอน นายกฯบอกว่า ทุกอย่างต้องชัดเจน ส่วนคนที่ดำเนินการสอบอย่างบริสุทธิ์ต้องเอามาดู เพราะมีคนสอบ 3 แสนกว่าคน คนสอบได้มีใครบ้าง คนที่อยู่ในกระบวนการมีการแก้คำถาม คำตอบ เป็นใครบ้าง เราต้องมาดู

ไม่ได้เหมาแข่งเชือด

เมื่อถามย้ำว่า ใครที่ผิดต้องยกเลิกผลสอบ และหากอะไรที่ถูกก็ไม่ยกเลิกใช่หรือไม่ นายอรรษิษฐ์ ยืนยันว่า ใช่ สิ่งที่ถูกต้องคือ ความถูกต้อง เมื่อถามว่า ไม่ได้เป็นการเหมาเข่งใช่หรือไม่ นายอรรษิษฐ์ พยักหน้าตอบว่า ครับ สิ่งที่ถูกต้องคือ ความถูกต้อง อะไรผิดก็ผิดอยู่แล้ว เมื่อถามว่า หากผู้ที่เข้ากระบวนการสอบอย่างถูกต้อง แล้วได้รับผลกระทบ ไปร้องศาลปกครอง นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า เรามีกรรมการดูอย่างชัดเจน แล้วแจ้งไปยังกรรมการสอบว่า จะให้ดำเนินการอย่างไร ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น ขอให้ใจเย็น ยืนยันเราจะดูให้ดีที่สุด

เมื่อถามว่า การสอบครั้งนี้จะย้อนหลังไปถึงการจัดสอบเข้าท้องถิ่น ที่ผ่านๆ มาหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า เดี๋ยวรอดู หากเกี่ยวข้องก็ต้องเอามาดู วันนี้ต้องดูตรงปัจจุบัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยที่จะมีการย้ายด่วน จะมีในพื้นที่ใดบ้าง นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ที่ อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ มีการตั้งสอบวินัยร้ายแรงกับผู้อำนวยการที่มีชื่อในข่าวแล้ว

เดชอิศม์แจงถูกพาดพิง

วันเดียวกัน นายเดชอิศม์ ขาวทอง อดีต รมช.มหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊ก “เดชอิศม์ ขาวทอง นายกชาย” ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมทั้งทำอินโฟกราฟฟิกลำดับเหตุการณ์ ว่า ตนรับตำแหน่ง รมช.มหาดไทย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 และพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 กำกับดูแล กรมที่ดิน และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)

ก่อนรับตำแหน่ง 4 วัน คือเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยอธิบดีในขณะนั้น คือ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ ได้ประกาศให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเป็นผู้ชนะการเสนอราคาโครงการดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้ยื่นอุทธรณ์ผลการพิจารณา และคร ได้รับการบอกเล่าและร้องเรียนจากผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงข้าราชการบางส่วน ว่ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสของกระบวนการสอบ และมีการกล่าวอ้างถึงการเรียกรับหรือจ่ายผลประโยชน์เพื่อการบรรจุเข้ารับราชการ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

ภายหลังเมื่อมีการแต่งตั้งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นคนใหม่ คือ ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ ได้หารือร่วมกันถึงแนวทางดำเนินการ โดยตนเสนอว่าควรยกเลิกผลการเสนอราคาดังกล่าวและเปิดให้มีการแข่งขันใหม่เพื่อความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของสังคม ซึ่งอธิบดีเห็นพ้องในหลักการ อย่างไรก็ตาม ขณะนั้นเรื่องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรมบัญชีกลาง จึงจำเป็นต้องรอผลการวินิจฉัยและส่งเรื่องกลับมายังกรมก่อนดำเนินการใด ๆ ต่อไป

ยันปฎิบัติตามกฎหมาย

นายเดชอิศม์ กล่าวว่านอกจากนี้ ตนยังได้นำข้อกังวลดังกล่าวไปหารือกับ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พิจารณาสืบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริงควบคู่กันไป หากพบพยานหลักฐานที่เข้าข่ายการกระทำความผิด อย่างไรก็ตาม ก่อนที่กระบวนการพิจารณาของกรมบัญชีกลางจะแล้วเสร็จ ตนก็พ้นตำแหน่ง รมช.มหาไทย ขอขอยืนยันว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักความถูกต้อง โปร่งใส และประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ และได้ดำเนินการทุกอย่างภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่และกระบวนการตามกฎหมาย

มศว.ตั้งกก.สอบข้อเท็จจริง

ด้านมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มสว.)ออกแถลงการณ์ เกี่ยวกับเรื่องการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ที่ มศว.รับผิดชอบว่า อยู่ระหว่างพิจารณาตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวและพร้อมให้ความรวมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน รวดเร็ว รอบด้านและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และจะดำเนินการเปิดเผยข้อมูลในส่วนที่สามารถเปิดเผยได้ตามกฎหมาย เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างชัดเจน โปร่งใส และเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความเชื่อมั่นของสาธาธารณชน

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล หลักนิติธรรม และภายใต้กรอบของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด มศว.ขอยืนยันเจตนารมณ์ในการปฏิบัติภารกิจด้วยความรับผิดชอบ ยึดมั่นมั่นในมาตรฐานทางวิชาการ และคำนึงถึงประโยชน์สาธาธารณะเป็นสำคัญ โดยจะดำเนินการในเรื่องดังกล่าวด้วยความรอบคอบและเป็นธรรม

ปปช.ตามเค้นมศว

วันเดียวกัน) นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการ ปปช. เดินทางมาที่ มศว. เพื่อประสานขอข้อมูลหลักฐานกับผู้บริหารของทางมหาวิทยาลัยกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่น แต่ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือก็ต้องขอใช้หมายศาลช่วย

พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ถึงประชาชนหรือผู้ที่มีเบาะแสเชิงลึกเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว สามารถส่งข้อมูลหลักฐานโดยตรงมายัง ป.ป.ช. เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในทางการข่าวและการไต่สวนต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรดาเพจของผู้ที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการท่องถิ่นที่เคยแสดงความยินดีกันรายปรากฎว่าได้ปิดเพจหนีหลังทัวร์ลงอย่างหนัก

ด้านปลัดอบต.บางแห่งชี้แจงถึงการบรรจุขรก.ที่มีปัญหา จากการทุจริตดังกล่าวว่า อบต.ไม่ได้เกี่ยวข้อง เพราะเราแค่ทำเรื่องขอตำแหน่งไปยังส่วนกลาง และส่วนกลางจัดส่งขรก.มาให้ ซึ่งอนาคตถ้าผิดจริงมีคำสั่งออกมาก็ต้องไล่ออกต่อไป

ท้าชนอธิบดี ปลัดภูเก็ตฮึดสู้ปมส่วย ขอคืนความเป็นธรรม

ท้าชนอธิบดี ปลัดภูเก็ตฮึดสู้ปมส่วย ขอคืนความเป็นธรรม

ท้าชนอธิบดี ปลัดภูเก็ตฮึดสู้ปมส่วย ขอคืนความเป็นธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท้าชนอธิบดี ปลัดภูเก็ตฮึดสู้ปมส่วย ขอคืนความเป็นธรรม

ผู้ว่าฯ เซมเบ้-รองฯ ซีฟู้ด แจง กมธ.การปกครอง สภาฯ ปมมาเฟีย-ส่วยภูเก็ต โยกย้าย ขรก.ระดับสูงใน จ.ภูเก็ต ขณะที่อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต เผยกรมการปกครอง ต้องแจ้งผลสอบส่วย ท้าให้ไล่ออกหากกระทำผิด ขอคืนความเป็นธรรม ด้านพาณิชย์ ลงพื้นที่ห้วยขวาง ตรวจ 5 ธุรกิจเสี่ยง-พัวพันเว็บพนัน

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การปกครอง สภาฯ โดยมีนายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธาน กมธ.ได้เชิญนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย , นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ซึ่งยังไม่ได้เข้าร่วมประชุม ขณะที่นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย เข้าร่วมประชุมด้วย

นอกจากนี้ได้เชิญนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย , นายธีระพงศ์ ช่วยชู รอง ผวจ.นครศรีธรรมราช , นายอดุลย์ ชูทอง รอง ผวจ.สงขลา , นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต , นายวินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง ตัวแทนนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยปลัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าประชุม เพื่อพิจารณาบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการประกอบกิจการที่พัก การแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ และอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ใน จ.ภูเก็ต

นายธนยศ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่ามีมาเฟียในพื้นที่ การเรียกรับผลประโยชน์ต่างๆ แม้กระทั่งประเด็นต่างๆ ที่มีทั้งข้อเท็จจริง และประเด็นที่เพิ่มขึ้นมา โดยเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา นายวรศิษฐ์ แถลงเรื่องนอมินีที่ต่างชาติเข้ามาตั้งบริษัท และถือครองเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ใน จ.ภูเก็ต กมธ.การปกครอง จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาให้ข้อเท็จจริง พร้อมขอให้กรมการปกครอง เล่าถึงขั้นตอน หลังจากนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ แล้วมีข้อสั่งการต่างๆ ว่าดำเนินการอย่างไรแล้วบ้าง

ทั้งนี้ ว่าที่ ร.ต.สมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต เขต 1, นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต เขต 2 , น.ส.อรทัย เกิดทรัพย์ สส.ภูเก็ต เขต 3 และ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ด้วย ซึ่งทาง น.ส.ภคมน กล่าวว่า จริงๆ ได้เสนอตัวไปขอสังเกตการณ์ในการประชุม เพราะ กมธ.พัฒนาการเมือง พยายามเชิญแล้วถึง 2 ครั้ง แต่เราไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร เราน่าจะได้ข้อมูลที่พยายามหา เรื่องการย้าย ผวจ.ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนแรก หวังว่าจะมีความคืบหน้า และหากมีข้อมูลอะไรที่น่าสนใจ ก็อาจนำเสนออีกครั้งหนึ่ง ว่าทำงานต่ออย่างไรในฐานะฝ่ายค้าน ที่จะตรวจสอบเรื่องนี้

ด้านนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต กล่าวภายหลังชี้แจงต่อ กมธ.การปกครอง ว่าเรื่องส่วย ได้ชี้แจงต่อกรมการปกครอง ไปแล้ว ครั้งนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่จะทราบว่าตนกระทำความผิดจริงหรือไม่ เพราะหากจัดฉากย้ายตน เพราะรับส่วยหนึ่งกิโลฯ กรมการปกครอง จะต้องแจ้งข้อกล่าวหาตน ว่ารับส่วยจริงหรือไม่ และหาคนที่รับส่วยในพื้นที่ให้ได้ แล้วแจ้งความดำเนินคดีตน พร้อมตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย ไล่ออกจากราชการได้เลย ก็ยังรอคำตอบจากนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง

“ถ้าผมกระทำความผิดจริง แล้วไม่มีเจตนากลั่นแกล้ง ก็ขอให้ท่านลงชื่อแจ้งความผม เป็นผู้รับส่วยจำนวนหนึ่งกิโลฯ ตามที่ปรากฏในข้อร้องเรียน เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่า ปจ.หนึ่งกิโลฯ คืออะไร วันนี้ท่านต้องให้คำตอบกับพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ให้คนจัดฉากแล้วย้ายผมออกนอกพื้นที่ สร้างความเสียหายให้ระบบราชการ” นายรุ่งเรือง กล่าวและว่า อยากขอความเป็นธรรมจากท่านอธิบดีฯ ถ้าตนผิดก็ลงโทษได้เลย ยินดีจะลาออกเลย แต่ถ้าตนไม่ผิด ท่านต้องคืนความเป็นธรรมให้ด้วย

เมื่อถามว่าประชาชนในพื้นที่ซอยบางลา อ.กระทู้ จ.ภูเก็ต บางส่วน นำหลักฐานเป็นสลิปโอนเงินจ่ายส่วย ข้อเท็จจริงเรื่องนี้เป็นอย่างไร นายรุ่งเรือง กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องสลิปโอนเงิน และไม่ทราบว่าโอนให้ใคร ทุกวันนี้ก็ยังงงอยู่ หากมีจริงคนที่โอนมาก็ต้องเปิดเผย เพราะสร้างความเสียหายให้ระบบราชการ ต้องบอกว่าโอนให้ใครและโอนค่าอะไร ตนก็อยากได้ความชัดเจน

ต่อข้อถามว่า มองอย่างไรว่าการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง เป็นการวัดพลังทางการเมือง นายรุ่งเรือง กล่าวว่า มองว่าไม่ใช่การวัดพลังทางการเมือง แต่เราทำงานภายใต้การสั่งการของ ผวจ.และทำงานด้านกฎหมาย ตนถูกย้ายเพราะไม่ยอม จะมาจัดฉากย้ายตนไม่ได้

นอกจากนี้นายรุ่งเรือง ได้เปิดแชทไลน์ ที่เป็นการเชิญชวนกลุ่มผู้ประกอบการในพื้นที่ ให้มารวมตัวกัน ให้สื่อมวลชนดู ซึ่งข้อความในแชทไลน์ดังกล่าว ไม่ได้นัดมาเพื่อประท้วงไล่ตน แต่หลอกชาวบ้านให้มาพูดเรื่องใบอนุญาตที่ผิดกฎหมาย หลังจากชาวบ้านมายื่นเสร็จ ก็มีการจัดฉากเขียนป้ายว่า ปจ.ทำเพื่ออะไร เป็นการจัดฉากนำมาสู่การย้ายตน เพราะหนังสือที่เชิญไม่ได้เชิญมาประท้วง โดยคนที่ขึ้นพูดก็เป็นคนส่งไลน์เอง หลักฐานชิ้นนี้ตนได้ยื่นต่อศาลเรียบร้อยแล้ว โดยฟ้องคนที่มาประท้วงครั้งนี้ด้วย

วันเดียวกัน นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้ ผอ.กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมทีมปราบนอมินี ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่เขตห้วยขวาง กทม.ร่วมกับประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาฯ เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตห้วยขวาง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เฝ้าระวังและตรวจสอบการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ถือหุ้นแทนคนต่างด้าว รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงิน ระบบรับชำระเงิน ที่อาจเข้าข่ายฟอกเงิน

นายพูนพงษ์ เปิดเผยด้วยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ พุ่งเป้าไปที่นิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ที่ตั้งอยู่บนถนนประชาอุทิศ และถนนรัชดาภิเษก 5 ราย ซึ่งเข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยงธุรกิจนอมินี มีการใช้ธุรกรรมทางการเงิน หรือระบบการชำระเงินที่อาจเอื้อต่อการฟอกเงิน โดยผลการตรวจสอบ มีดังนี้ 1.ห้างหุ้นส่วนจำกัด เฮง เฮง เจริญค้า ประกอบกิจการบ่อตกกุ้ง มีหุ้นส่วนเป็นคนไทย 2 ราย พบข้อสงสัยเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์พนันออนไลน์ ตำรวจได้ตรวจยึดเอกสารทางบัญชี และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการพนันไว้เป็นของกลาง เพื่อดำเนินคดี

2.ร้านอาหารหม่าล่า ‘ชุยเยียนสือไต้’ มีความเกี่ยวข้องกับนิติบุคคล 2 ราย ได้แก่ บริษัท ถัน ฟู้ดแอนด์เบฟเวอเรจ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นไทย 75% และต่างชาติ 25% และบริษัท ชุยเยียนสือไต้ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2567 ทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นไทย 51% และต่างชาติ 49% โดยพบว่า กรรมการและผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติ เป็นบุคคลเดียวกันทั้งสองบริษัท และยังพบว่ามีการรับชำระเงินค่าอาหารโดยโอนเข้าบัญชีส่วนบุคคลของกรรมการชาวต่างชาติ และพบพฤติการณ์ประชาสัมพันธ์เว็บไซต์พนันออนไลน์ลักษณะเดียวกับรายแรก นอกจากนี้พบว่ามีชื่อนิติบุคคล อีก 2 ราย ใช้สถานที่ตั้งเดียวกันด้วย

3.บริษัท สกาย วอเตอร์ สปา จำกัด ประกอบธุรกิจสปาและดูแลสุขภาพ มีกรรมการและผู้ถือหุ้นทั้งหมดเป็นคนไทย และเป็นผู้พาตรวจสถานที่ พบว่ามีบริษัท ตงลู่ หิมาลายา จำกัด ตั้งอยู่บริเวณชั้น 3 อาคารเดียวกัน ประกอบกิจการจำหน่ายวัตถุมงคลและเครื่องราง มีผู้ถือหุ้นคนไทย และคนจีน ถือหุ้นร่วมกัน ซึ่งในวันตรวจสอบสถานประกอบการปิด และไม่สามารถติดต่อผู้เกี่ยวข้องเพื่อให้ข้อมูลได้ 4.บริษัท เกาเหลาจิ่ว กรุ๊ป จำกัด ประกอบกิจการร้านอาหาร ‘หมาล่า ฉงชิ่งเกาเก้า’ จดทะเบียนเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2565 ทุนจดทะเบียน 18 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นไทย 51% และผู้ถือหุ้นชาวจีน 49% จากการตรวจสอบระบบการรับชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ด พบว่าเงินค่าบริการถูกโอนเข้าบัญชีของบริษัทโดยตรง เบื้องต้นยังไม่พบข้อสังเกตในการกระทำผิด และ 5.บริษัท บ่อกุ้ง รัชดา 18 จำกัด ประกอบกิจการบ่อตกกุ้ง โดยกรรมการและผู้ถือหุ้นทั้งหมดเป็นคนไทย จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบข้อสังเกตหรือพฤติการณ์ผิดปกติ

“ข้อมูลและพยานหลักฐานที่ได้จากการลงพื้นที่ จะถูกนำไปวิเคราะห์เชิงลึกและตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรณีที่พบว่ามีการใช้บัญชีบุคคลหรือธุรกรรมทางการเงิน เพื่อปกปิด อำพราง หรือซ่อนเร้นแหล่งที่มาของทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด” นายพูนพงษ์ กล่าว

โอกาสนี้จึงขอเตือนคนไทยที่จะให้ความร่วมมือกับชาวต่างชาติ ในการใช้ชื่อเป็นตัวแทนผู้ถือหุ้นถือเป็นการกระทำผิดในฐานนอมินี มีความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจผ่านนอมินี หรือผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือยินยอมให้ใช้ชื่อตนเองถือหุ้นแทน มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากยังฝ่าฝืนไม่เลิกการกระทำผิด จะมีโทษปรับรายวันๆ ละ 10,000-50,000 บาท

ลึกลับในสนามข่าว : 25 มิถุนายน 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 25 มิถุนายน 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 25 มิถุนายน 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

nn…เก็บตก ข่าวดีจากรัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ได้ปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียน“รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง” เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง ให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากินประกอบอาชีพดำรงชีวิต โดยรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนี้ ถือว่าอยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมานานมาก…ยิ่งตจว.จะเห็นขับขี่กันให้คึก

สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้างจะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท “รย.12” ลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดย เจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ ชำระภาษี อัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้างอยู่ที่ 150 บาท

งานนี้ รองโฆษกรัฐบาล “พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์” ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียน ต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตรความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์
ไม่เกิน 1.5 เมตร

เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงด้านท้าย เพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืนรวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่น เมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า “รถพ่วงข้าง” ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน

“รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถ ให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”… เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนในชุมชน”…nn

ศูนย์ราชการ มท. ริมเจ้าพระยา ส่อสะดุด เหตุผู้รับเหมาขาดสภาพคล่อง

ศูนย์ราชการ มท.  ริมเจ้าพระยา ส่อสะดุด เหตุผู้รับเหมาขาดสภาพคล่อง

ศูนย์ราชการ มท. ริมเจ้าพระยา ส่อสะดุด เหตุผู้รับเหมาขาดสภาพคล่อง

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.55 น.

เวลา 13.00 น.วันที่ 24 มิถุนายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้บูรณาการความร่วมมือลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงรุก”โครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่” ถนนเจริญนคร เขตคลองสาน กรุงเทพฯ นำโดย นายมณเฑียร เจริญผลผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ต.ท.สุรพงษ์ อินทราถาวร รองเลขาธิการ ป.ป.ท. และน.ส.ลัดดา เดือนสว่าง ผู้อำนวยการสำนักมาตรการป้องกันการทุจริต ปปช. สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตาม เฝ้าระวัง และให้ข้อเสนอแนะในการดำเนินโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันความเสียหายต่อเงินงบประมาณแผ่นดินและยกระดับความโปร่งใสตามนโยบาย “เห็นก่อนโกง รู้ก่อนทุจริต” ทั้งนี้ในการประชุมดังกล่าวมีผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมปนะชุมด้วย

สำหรับโครงการดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 19 ไร่ ประกอบด้วยอาคารสูง 14-21 ชั้น รวม 6 ทาวเวอร์ มีมูลค่าโครงการรวมกว่า 9,061 ล้านบาท โดยในระยะที่ 1 มีมูลค่าสัญญาจ้างก่อสร้างประมาณ 5,574 ล้านบาท ดำเนินการโดยบริษัทแห่งหนึ่ง มีกำหนดแล้วเสร็จตามสัญญาเดิมในวันที่ 29 กันยายน 2569 แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ภาพรวมโครงการมีความล่าช้ากว่าแผนงานที่กำหนดไว้ถึง 94 วัน  โดยปัจจุบันงานโครงสร้างอยู่เพียงบริเวณชั้น 3 เท่านั้น หรือดำเนินการก่อสร้างเสร็จไปเพียง 34 %

ทั้งนี้ ผู้รับจ้างฯอ้างเหตุความล่าช้าการก่อสร้างว่า บริษัทประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ไม่สามารถนำเข้าวัสดุและแรงงานได้ตามแผน แม้ที่ผ่านมาจะมีการแก้ไขสัญญาเพื่อช่วยเหลือตามมาตรการโควิด-19 ไปแล้วถึง 8 ครั้งก็ตาม

ภายหลังการรับฟังข้อมูลโครงการฯ ผู้ว่า สตง.ได้มีการเสนอให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาแผนการดำเนินงานอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาและกำกับดูแลโครงการให้เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่กระทบต่อระยะเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

พร้อมกันนี้ ตัวแทนจาก 3 องค์กรตรวจสอบ เน้นย้ำว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มาในลักษณะการปราบปราม แต่เป็นการทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในเชิงป้องกัน เพื่อจะมุ่งเน้นการบริหารสัญญา การติดตามความเสี่ยง และการตรวจสอบมาตรการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้โครงการที่มีวงเงินสูงระดับพันล้านบาทนี้เกิดประโยชน์สูงสุดและมีความคุ้มค่าต่อภาษีของประชาชน จึงจำเป็นต้องติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นความผิดปกติในกระบวนการประมูลที่อาจมีการเสนอราคาห่างจากราคากลางเพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงความไม่โปร่งใสที่ต้องยับยั้งก่อนจะเกิดความเสียหายขึ้นจริง 

ก.พ.ออกแถลงการณ์ การันตี สอบ ภาค ก. ที่ มศว. ขอให้เชื่อมั่น โปร่งใส 100%

ก.พ.ออกแถลงการณ์ การันตี สอบ ภาค ก. ที่ มศว. ขอให้เชื่อมั่น โปร่งใส 100%

ก.พ.ออกแถลงการณ์ การันตี สอบ ภาค ก. ที่ มศว. ขอให้เชื่อมั่น โปร่งใส 100%

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.36 น.

สำนักงาน ก.พ. ออกแถลงการณ์ ชี้แจงประเด็นการจัดสอบวัดความรู้ทั่วไป ชี้จ้าง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แค่จัดสอบเท่านั้น ส่วนการออกข้อสอบ การตรวจผลสอบ ก.พ.ดูแลเอง เป็นไปตามมาตรฐาน

วันที่ 24 มิถุนายน 2569 นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงาน ก.พ. ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับประเด็นการจัดสอบวัดความรู้ทั่วไปของสำนักงาน ก.พ. ว่า ตามที่ปรากฏข้อมูลเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์เกี่ยวกับการดำเนินการจัดสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไปของสำนักงาน ก.พ. โดยมีประเด็นเกี่ยวกับการจัดจ้าง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒให้เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบในปีนี้ สำนักงาน ก.พ. ขอเรียนชี้แจง ข้อเท็จจริง ดังนี้

การดำเนินการจัดจ้างมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒให้เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบดังกล่าว เป็นไปตามระเบียบ ขั้นตอน และวิธีการของทางราชการทุกประการ 

ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ. ยังคงเป็น หน่วยงานหลักในการกำหนดระบบและมาตรฐานการสอบ รวมทั้งกำกับดูแลการดำเนินการสอบ ในทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระบวนการออกข้อสอบ การประมวลผลการสอบ ตลอดจนการจัดทำและประกาศผลการสอบ สำนักงาน ก.พ. เป็นผู้รับผิดชอบและดำเนินการเอง เพื่อให้การสอบเป็นไปตามหลักเกณฑ์ มาตรฐาน และความถูกต้องตามที่กำหนด

สำนักงาน ก.พ. ขอให้ผู้สมัครสอบและประชาชนทั่วไปเชื่อมั่นว่า การจัดสอบเพื่อวัดความรู้ ความสามารถทั่วไปของสำนักงาน ก.พ. ดำเนินการภายใต้มาตรฐานเดียวกัน มีความยุติธรรม โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

นายปิยวัฒน์ กล่าวว่า การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามมาตรฐานทั้งหมด และการดำเนินการสอบของ ก.พ. จะต่างจากการสอบของท้องถิ่นมาก ทั้งเรื่องกระบวนการสอบ และการคิดคะแนน โดยการจ้าง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ก็เป็นแค่เพียงการจ้างเพื่อจัดสอบ ส่วนเรื่องการออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบ ก.พ.ทำเองหมด และเป็นกระบวนการความลับ

จ่อสอบย้อนหลัง ซิน เคอ หยวน กมธ.อุตสาหกรรม ยัน ไม่ปล่อยผ่าน พร้อมรื้อมาตรฐานเหล็กข้ออ้อย

จ่อสอบย้อนหลัง ซิน เคอ หยวน กมธ.อุตสาหกรรม ยัน ไม่ปล่อยผ่าน พร้อมรื้อมาตรฐานเหล็กข้ออ้อย

จ่อสอบย้อนหลัง ซิน เคอ หยวน กมธ.อุตสาหกรรม ยัน ไม่ปล่อยผ่าน พร้อมรื้อมาตรฐานเหล็กข้ออ้อย

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.12 น.

’กมธ.อุตสาหกรรม‘ เตรียมสอบย้อนหลังปม ’ซิน เคอ หยวน‘ กลับมาเปิดโรงงาน เผยอยู่ระหว่างรอเอกสารจากหน่วยเกี่ยวข้อง ยันไม่ปล่อยผ่านแน่นอน เผย ’กมอ.‘ ดัน ‘ร่างมอก.เหล็ก’ ฉบับใหม่ กำหนด ’เหล็กข้ออ้อย‘ ต้องผลิตแบบเตาEF-BOเท่านั้น – เข้มทุกโรงงานต้องมี ’เตาปรุงน้ำเหล็ก’ อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น30วัน ก่อนประกาศเป็นกฎ

24มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นายศุภโชค ศรีสุขจร สส.นครปฐม พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุมกมธ.ฯ ที่มีการพิจารณาร่างการปรับปรุงมาตรฐานอุตสาหกรรม(มอก.)เหล็ก ฉบับใหม่ว่า มีการเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) กรมโรงงานอุตสาหกรรม กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กลุ่ม10 ตลอดจนสมาคมผู้ประกอบการเหล็กIF EF และBO ซึ่งวานนี้(23มิ.ย.) ที่ประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(กมอ.) มีมติปรับปรุงร่าง มอก.เหล็กฉบับใหม่ สาระสำคัญเพื่อแก้ปัญหาเหล็กข้ออ้อยแบบIFที่เป็นปัญหาในปัจจุบัน และยกระดับเทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ โดยกำหนดให้ต้องมีเตาปรุงน้ำเหล็กในทุกกระบวนการผลิตไม่ว่าจะเป็นเหล็กทั้งแบบ IF EF และBO และยังคงให้ใช้เหล็กกลมที่ผลิตจากเตาIFสำหรับการก่อสร้างพื้นถนน แต่ต้องมีเตาปรุงฯในกระบวนการผลิต ส่วนเหล็กข้ออ้อยที่ใช้สำหรับโครงสร้างอาคารขนาดใหญ่ ให้ใช้วิธีการผลิตโดยเตาEF หรือเตาBOเท่านั้น ไม่ให้ใช้เตาIF

ซิน เคอ หยวน

นายศุภโชค กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ร่าง มอก.เหล็กฉบับใหม่ จะต้องเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็น30วันก่อน ระหว่างนี้หากมีข้อเสนอจากภาคประชาชน หรือสมาคมเหล็กต่างๆ จะนำเข้าสู่ กมอ. อีกครั้งเพื่อทบทวนให้เป็นมาตรฐานที่ทุกคนยอมรับ ทั้งนี้ ระหว่างรอการบรรจุ ร่าง มอก.เหล็กฉบับใหม่เข้าสู่กฎกระทรวง ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้วางแผนการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพเหล็ก 3ระดับ ตั้งแต่กระบวนการผลิตต้นทาง การทดสอบคุณภาพตามจุดกระจายสินค้าทุกเดือนในระดับกลางทาง และลงพื้นที่สุ่มตรวจจุดจำหน่ายสินค้าในระดับปลายทาง เพื่อให้ประชาชนไว้ใจว่าเหล็กได้มาตรฐาน มอก. 

ด้านนายกฤช ศิลปชัย สส.ระยอง พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานกมธ.ฯ กล่าวชี้แจงกรณีข้อกังวลที่บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด กลับมาเปิดอีกครั้งว่า ทาง สมอ.มีมาตรการออกมาค่อนข้างชัดเจนแล้วในเรื่องการคุ้มครองดูแลประชาชนจากความปลอดภัยในการก่อสร้าง แต่ในส่วนกมธ.ฯจะมีการตรวจสอบกระบวนการที่เกิดขึ้นไปแล้วตั้งแต่มีคำสั่งปิดบริษัทฯ มีคำสั่งฯแก้ไข จนถึงการกลับมาเปิดบริษัทใหม่อีกครั้งว่าถูกต้องหรือไม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างรอเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งมาให้ เช่นเดียวกับนายศุภโชค กล่าวด้วยว่ากรณีซิน เคอ หยวน ยืนยันว่าไม่ปล่อยผ่านแน่นอน จะนำกลับเข้ามาทบทวนอีกครั้งว่ามีประเด็นข้อสงสัยอย่างไรหรือไม่

ซิน เคอ หยวน
ซิน เคอ หยวน
ซิน เคอ หยวน

ศึกนี้ไม่มีต่อเวลา วิป 3 ฝ่ายเคาะวันลุยงบประมาณแผ่นดิน ตั้งกฎเหล็กประท้วงหักเวลาฝั่งตัวเอง

ศึกนี้ไม่มีต่อเวลา วิป 3 ฝ่ายเคาะวันลุยงบประมาณแผ่นดิน ตั้งกฎเหล็กประท้วงหักเวลาฝั่งตัวเอง

ศึกนี้ไม่มีต่อเวลา วิป 3 ฝ่ายเคาะวันลุยงบประมาณแผ่นดิน ตั้งกฎเหล็กประท้วงหักเวลาฝั่งตัวเอง

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.51 น.

‘วิป3ฝ่าย’ เคาะกรอบเวลาประชุมสภาฯ นัดถก ‘ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ’ วาระแรก 25 มิ.ย.นี้ ลุยต่องบฯปี70 วันที่ 29 มิ.ย.–1 ก.ค. จัดเต็ม 41 ชั่วโมง ประท้วงหักเวลาฝ่ายตัวเอง ใช้เวลาไม่หมดตัดทิ้งทันที ไม่มีทบวันถัดไป

24 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร หรือ วิป 3 ฝ่าย โดยมี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เป็นประธานในการประชุม เพื่อพิจารณากรอบเวลาในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณร่ายจ่ายประจำปีงบประมาณ  พ.ศ.2570 และระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในระยะเร่งด่วน ทั้งนี้ที่ประชุมมีมติกำหนดวันประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. … ในวาระที่ 1 ในวันที่ 25 มิ.ย. 2569 เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. และกำหนดเลิกประชุมเวลา 15.00 น.โดยกำหนดกรอบเวลาอภิปรายรวมทั้งสิ้น 5 ชั่วโมง (ไม่รวมเวลาแถลงของคณะรัฐมนตรี) โดยแบ่งสรรเวลาให้กับ คณะรัฐมนตรี (ครม.) 1 ชั่วโมง พรรคร่วมรัฐบาล 1 ชั่วโมง และพรรคร่วมฝ่ายค้าน 3 ชั่วดมง และหากมีการประท้วงเกิดขึ้น จะหักเวลาจากฝ่ายของผู้ประท้วง และกำหนดให้มีเวลาแปรญัตติจำนวน 1 วัน ส่วนวันที่ 2 ก.ค.69  จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. … ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3  

สภา

สำหรับกรอบวันและเวลาในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวันที่ 29 มิ.ย.ถึงวันที่ 1 ก.ค.69 โดยวันที่ 29 มิ.ย.นี้ เริ่มประชุมเวลา 09.00 น. และพักการประชุมเวลา 24.00 น.ส่วนวันที่ 30 มิ.ย.เริ่มเวลา 09.00 น. และพักการประชุมเวลา 24.00 น. ส่วนวันที่ 1 ก.ค.เริ่มเวลา 09.00 น. และเลิกประชุมเวลา 20.00 น. สำหรับการจัดสรรเวลาอภิปรายรวม 41 ชั่วโมง แบ่งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 1 ชั่วโมง คณะรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาล 20 ชั่วโมง พรรคร่วมฝ่ายค้าน 20 ชั่วโมง 

ทั้งนี้ ในกรณีที่มีการประท้วง จะทำการหักเวลาจากฝ่ายของผู้ประท้วง และหากฝ่ายใดใช้เวลาอภิปรายไม่หมดตามกรอบที่ได้รับการจัดสรร ให้ตัดเวลาอภิปรายที่เหลือทิ้งทันที โดยจะไม่นำไปสมทบหรือทบกับเวลาอภิปรายในวันถัดไป

กมธ.ที่ดินฯ เร่งแก้น้ำขุ่น-น้ำเสียข้ามแดน เชียงราย-ระนอง ทวงคืนน้ำสะอาดนริมชายแดย

กมธ.ที่ดินฯ เร่งแก้น้ำขุ่น-น้ำเสียข้ามแดน เชียงราย-ระนอง ทวงคืนน้ำสะอาดนริมชายแดย

กมธ.ที่ดินฯ เร่งแก้น้ำขุ่น-น้ำเสียข้ามแดน เชียงราย-ระนอง ทวงคืนน้ำสะอาดนริมชายแดย

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.45 น.

“ทวงคืนน้ำสะอาดให้คนริมน้ำชายแดน”! “กมธ. การที่ดินฯ”เร่งแก้ปัญหาน้ำขุ่น-น้ำเสียข้ามแดน “เชียงราย-ระนอง”ยืนเคียงข้างชาวบ้าน ดูแลสุขภาพคนไทยและบ้านเมืองของเรา และจะตามเรื่องนี้จนกว่าจะดีขึ้น

เวลา 15.00 น. วันที่ 24 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.กุลวลี นพอมรบดี  สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร  กล่าวว่า กมธ.ได้มีการพิจารณา ปัญหาน้ำในแม่น้ำหลายสายที่ขุ่นและสกปรกจนชาวบ้านเดือดร้อน ใน  2 พื้นที่ คือ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ที่จ.เชียงราย และแม่น้ำกระบุรี ที่จ.ระนอง หลังการประชุมที่ได้เชิญ หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งฝ่ายสิ่งแวดล้อม ฝ่ายสาธารณสุข ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายต่างประเทศ และผู้นำท้องถิ่น มาให้ข้อมูล และร่วมกันหาทางแก้ปัญหาดังกล่าว เนื่องจาก แม่น้ำที่เคยใส เคยหล่อเลี้ยงชีวิตคนในพื้นที่มาหลายชั่วอายุคน วันนี้กลับขุ่นและสกปรกปนเปื้อน สารพิษจนใช้ไม่ได้ ซึ่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ความเดือดร้อนจริง ชาวบ้านที่ต้องใช้น้ำกิน น้ำใช้ ทำไร่ทำนา และหาปลา โดยเฉพาะที่ระนอง มีชาวบ้านกว่า  1,250  ครอบครัว  ที่ได้รับความเดือดร้อน น้ำในแม่น้ำกระบุรีขุ่นกว่าเดิมหลายเท่า ส่วนที่ จ.เชียงรายก็ยังตรวจเจอสารพิษ (สารหนู) เกินระดับที่ปลอดภัยในบางจุด กระทบแหล่งน้ำและกิจกรรมต่อเนื่องที่ใช้น้ำนี้ในการเพาะปลูก  เลี้ยงสัตว์ 

ประธาน กมธ.ที่ดินฯ กล่าวต่อว่า ถึงแม้ต้นเหตุจะมาจากการทำเหมืองแร่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ที่อยู่เหนือต้นน้ำ แต่คนที่ต้องรับเคราะห์คือคนไทย การดูแลสุขภาพคนไทยและรักษาแม่น้ำให้สะอาด ก็คือการรักษาบ้านเมืองของเราเอง เราจึงต้องช่วยกันทั้ง 2 ทาง คือ เร่งดูแล แก้ไข และช่วยเหลือชาวบ้านในบ้านเราให้ดีที่สุด พร้อมกับไปพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างหนักแน่นแต่เป็นมิตร เพื่อหยุดปัญหาตั้งแต่ต้นทาง  โดย กมธ. ตั้งใจจะเร่งทำ 4 เรื่องนี้ และจะติดตามอย่างใกล้ชิด ดังนี้ 1.คอยตรวจคุณภาพน้ำอย่างใกล้ชิด ไม่ให้อันตรายแอบแฝง น้ำขุ่นหรือสารพิษบางอย่างที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จึงขอให้หน่วยงานตรวจน้ำ ตรวจดินกันน้ำ และตรวจปลากับสัตว์น้ำบ่อย ๆ หรือผลักดันงบประมาณให้มีการติดตั้งระบบตรวจสอบอัตโนมัติ เพื่อให้รู้ข้อมูลต่อเนื่องและหาทางป้องกันไม่ให้สารพิษสะสมจนมาถึงอาหารที่เรากิน แล้วแจ้งผลให้ชาวบ้านรู้อย่างตรงไปตรงมา 2.หาน้ำสะอาดให้ทุกบ้านได้ใช้ เร่งให้หน่วยงานจัดหาน้ำสะอาดสำรอง ทำระบบบประปาให้ดี และคอยดูแลสุขภาพคนที่เสี่ยง เพื่อให้ทุกบ้านมีน้ำใช้ได้อย่างสบายใจ

 3.ไม่ทิ้งคนเดือดร้อน ช่วยเหลือให้ทั่วถึง เร่งช่วยเหลือชาวไร่ชาวนา ชาวประมง และคนทำมาหากิน ที่ขาดรายได้ พร้อมพิจารณาประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัย เพื่อให้เบิกเงินช่วยเหลือได้ตามระเบียบ 4.รักษาประโยชน์ของบ้านเมืองเวลาคุยกับเพื่อนบ้าน เดินหน้าพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อหยุดต้นตอของน้ำเสีย โดยถือประโยชน์ของชาวบ้านและของประเทศเป็นหลัก

น.ส.กุลวลี กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังต้องประสานติดตาม การพูดคุยกับเพื่อนบ้าน 3 ทางควบคู่กัน  คือ 1.คุยกันในเวทีผู้ใหญ่นำผลตรวจน้ำเข้าหารือในเวทีคณะกรรมการชายแดนไทย – เมียนมา และตกลงกันเรื่องการช่วยกันดแลต้นน้ำ 2.แลกข้อมูลและตรวจน้ำร่วมกัน ส่งผลตรวจให้กันและกัน และนัดเก็บตัวอย่างน้ำพร้อมกัน เพื่อหาว่าตะกอน และสิ่งสกปรกมาจากจุดไหน 3.ชวนชาวบ้าน 2 ฝั่งช่วยกัน จับมือกันระหว่าง จ.ระนองกับเกาะสอง ปลูกป่าต้นน้ำ และให้ความรู้ชาวบ้านทั้งสองฝั่งให้เข้าใจปัญหาร่วมกัน “กมธ.จะตามเรื่องนี้อย่างไม่ลดละ ในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชน ที่จะคอยส่งเสียงของชาวบ้านไปถึงหน่วยงานและผู้มีอำนาจตัดสินใจ เพื่อให้แก้ปัญหากันอย่างจริงจังและได้ผลในระยะยาว “สุขภาพของพี่น้องประชาชน และความสะอาดของแม่น้ำ น้ำ คือสิ่งที่เราต้องช่วยกันดูแลไว้ให้ดีที่สุด ถึงแม้เราจะไม่ใช่คนก่อปัญหาก็ตาม”  ประธาน กมธ.ที่ดินฯ กล่าว 

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายทหาร-นายตำรวจ 78 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายทหาร-นายตำรวจ 78 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายทหาร-นายตำรวจ 78 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.14 น.

วันที่ 24 มิถุนายน 2569  เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตรและนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร ปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณในหน้าที่นายทหารราชองครักษ์ในพระองค์และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ.ศ. ๒๕๖๐ ประกอบมาตรา ๖ มาตรา ๘ และมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติราของครักษ์ พุทธศักราช ๒๔๘๐ มาตรา ๔ มาตรา ๕ และมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัตินายตำรวจราชสำนัก พ.ศ. ๒๔๙๕ และข้อของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งราชองครักษ์ พ.ศ. ๒๕๕๙ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตรและนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร ปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณในหน้าที่นายทหารราชองครักษ์ในพระองค์และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง จำนวน ๗๘ นาย ดังนี้ 

พีระพันธุ์ จี้รื้อโครงสร้างค่าไฟทั้งระบบ ชี้ประชาชนแบกภาระกำไร 2 เด้ง

พีระพันธุ์ จี้รื้อโครงสร้างค่าไฟทั้งระบบ ชี้ประชาชนแบกภาระกำไร 2 เด้ง

พีระพันธุ์ จี้รื้อโครงสร้างค่าไฟทั้งระบบ ชี้ประชาชนแบกภาระกำไร 2 เด้ง

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.15 น.

“พีระพันธุ์” จี้รื้อโครงสร้างค่าไฟทั้งระบบ ชี้ประชาชนแบกหมด! โดน “กำไร 2 เด้ง” พ่วง “ค่าพร้อมจ่าย” เฉียดล้านล้านบาท

วันที่ 24 มิถุนายน 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดประเด็นโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่ซับซ้อน โดยเปรียบเทียบว่าเหมือน “ขนมชั้น” ที่มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายซ่อนอยู่หลายชั้น และสุดท้ายภาระทั้งหมดตกอยู่ที่ประชาชน

นายพีระพันธุ์ระบุว่า หลายคนเข้าใจผิดว่ากระทรวงพลังงานดูแลเรื่องค่าไฟทั้งหมด แต่ความจริงแล้วการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงพลังงาน มีหน้าที่เพียงผลิตไฟฟ้าเท่านั้น ขณะที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งอยู่ใต้การกำกับของกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่จำหน่ายไฟให้ประชาชน และโครงสร้างนี้เองที่ทำให้ประชาชน “โดนกำไรสองเด้ง” เพราะ กฟผ. บวกกำไรครั้งแรกเมื่อขายไฟให้ กฟน. และ กฟภ. จากนั้นทั้งสองหน่วยงานก็บวกกำไรอีกทอดก่อนขายต่อให้ประชาชน

กรณีค่าไฟทางหลวงและไฟสาธารณะ นายพีระพันธุ์อธิบายว่า อดีตเคยมีมติ ครม. ยกเว้นให้หน่วยงานที่ดูแลถนนไม่ต้องจ่ายค่าไฟ จึงไม่มีการตั้งงบประมาณมารองรับ แต่ในทางปฏิบัติ กฟน. และ กฟภ. ยังต้องจ่ายค่าไฟส่วนนี้ให้ กฟผ. อยู่ดี ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงถูกนำมาเฉลี่ยรวมไว้ในบิลค่าไฟของประชาชนในที่สุด

อย่างไรก็ตาม นายพีระพันธุ์ชี้ว่า ต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าไฟแพงไม่ใช่ค่าไฟถนน หรือค่า Adder (เงินส่วนเพิ่มที่รัฐจ่ายบวกให้จากค่าไฟฐานปกติ) ซึ่งมีสัดส่วนเพียง 10 กว่าสตางค์ต่อหน่วยเท่านั้น แต่คือ “ค่าพร้อมจ่าย” (AP) ที่ประชาชนต้องจ่ายให้โรงไฟฟ้าเอกชน แม้โรงไฟฟ้าเหล่านั้นจะไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟก็ตาม โดยสัดส่วนค่าใช้จ่ายส่วนนี้สูงถึง 50-60 สตางค์ต่อหน่วย และเมื่อคิดรวมตลอดอายุสัญญา 20 ปี อาจมีมูลค่าสูงเกือบ 1 ล้านล้านบาท

นายพีระพันธุ์ยังเปิดเผยว่า ตนเคยเสนอให้นำกำไรรวมของ 3 การไฟฟ้า ซึ่งอยู่ที่ราว 50,000 ล้านบาทต่อปี มาช่วยรับภาระค่าไฟสาธารณะที่ตกปีละประมาณ 16,000-17,000 ล้านบาท แทนการผลักภาระไปให้ประชาชน แต่แนวทางนี้ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้เพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่า สัญญารับซื้อไฟฟ้าบางฉบับไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ แม้แต่ผู้กำกับดูแลโดยตรงก็ยังเข้าถึงข้อมูลได้อย่างจำกัด จึงเห็นว่าหากต้องการแก้ปัญหาค่าไฟอย่างแท้จริง จำเป็นต้องแก้กฎหมายและรื้อโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ