อภิสิทธิ์นำทัพ ปชป. ถอดรหัสเลือกตั้ง69 เติมไฟผู้สมัครภาคกลาง เมฆินทร์ย้ำ แพ้ไม่ใช่การจบภารกิจ

อภิสิทธิ์นำทัพ ปชป. ถอดรหัสเลือกตั้ง69 เติมไฟผู้สมัครภาคกลาง เมฆินทร์ย้ำ แพ้ไม่ใช่การจบภารกิจ

อภิสิทธิ์นำทัพ ปชป. ถอดรหัสเลือกตั้ง69 เติมไฟผู้สมัครภาคกลาง เมฆินทร์ย้ำ แพ้ไม่ใช่การจบภารกิจ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.59 น.

ปชป. จัดเวที “ถอดรหัสเลือกตั้ง 69 “เติมไฟผู้สมัครภาคกลาง  ด้าน“เมฆินทร์” ย้ำการแพ้ไม่ใช่การจบภารกิจ ขอผู้สมัครพัฒนางานเพื่อปูทางเข้าสภาฯ 

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  พร้อมด้วย นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ภาคกลาง นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคภารกิจ , นายอลงกรณ์ พลบุตร พร้อมด้วยผู้บริหารเเละคณะที่ปรึกษาภาคกลาง ร่วมเสวนา “ถอดสหัสบทเรียน เลือกตั้ง69″พร้อมให้กำลังใจสมาชิกผู้สมัคร สส ภาคกลางกับการเลือกตั้งที่ผ่านมา ณ ตึกเสรีปราโมทย์พรรคประชาธิปัตย์ โดยมีผู้สมัคร สส.ภาคกลาง ร่วมเสวนา

นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้กำลังใจผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคในพื้นที่ภาคกลาง โดยย้ำถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการทำงานเพื่อประชาชน และขอให้ผู้สมัครทุกคนเดินหน้าทำงานเพื่อ พี่น้องประชาชนต่อไป

นายเมฆินทร์กล่าวว่า ภาคกลางถือเป็นพื้นที่สำคัญที่มีความหลากหลายทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเกษตร ผู้สมัครของพรรคต้องรับฟังเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชน เพื่อนำมาพัฒนาเป็นแนวทางการทำงานในสภาฯ พร้อมเน้นย้ำให้ทุกคนรักษาอุดมการณ์ ความซื่อสัตย์สุจริต และยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ 

“ขอเป็นกำลังให้ผู้สมัครภาคกลางทุกคนเส้นทางการเลือกตั้งมีทั้งผิดหวังและสมหวัง การแพ้ไม่ใช่การจบภารกิจ ขอให้ผู้สมัครทุกคนมั่นใจในศักยภาพของตนเอง ทำงานหนัก ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และสื่อสารนโยบายของพรรคอย่างชัดเจน เชื่อว่าด้วยความตั้งใจ จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน เพราะ สส.ที่ดี คุณก็เป็นได้ ” นายเมฆินทร์กล่าว

โปรดเกล้าฯ ถอดยศทหาร-เรียกคืนเครื่องราชฯ 15 ราย ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

โปรดเกล้าฯ ถอดยศทหาร-เรียกคืนเครื่องราชฯ 15 ราย ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

โปรดเกล้าฯ ถอดยศทหาร-เรียกคืนเครื่องราชฯ 15 ราย ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.56 น.

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศทหาร และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จำนวน 15 ราย

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดนายทหารสัญญาบัตร จำนวน 15 ราย ออกจากยศทหาร ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยศทหาร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2501 ประกอบระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรจะดำรงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์ พ.ศ. 2507 ข้อ 2 และข้อ 4 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่นายทหารสัญญาบัตร จำนวน 15 ราย ได้รับพระราชทานทุกชั้นตราตามข้อ 6 และข้อ 7 (1) (2) และ (4) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 ดังนี้

สังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย

1. เรือเอก ธงชัย สุขศรี ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 เนื่องจากกระทำผิดวินัยทหารฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์มงกุฎไทย

สังกัดกองทัพบก

2. พันโท ชวานันท์ ธีรเจริญวงศ์ ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2568 เนื่องจากกระทำผิดวินัยทหารฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรมาลา

3. พันโท อภิชาติ งานรุ่งเรือง ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 เนื่องจากกระทำผิดวินัยทหารฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก และเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย

4. ร้อยเอก ชัยมงคล วรทัศน์ ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2568 เนื่องจากกระทำผิดวินัยทหารฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นจัตุรถาภรณ์ช้างเผือก

5. ร้อยเอก พัฒนพล บุญณรงค์ ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เนื่องจากกระทำผิดวินัยทหารฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นจัตุรถาภรณ์ช้างเผือก

6. ร้อยเอก ศุภชัย ภาโส ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 เนื่องจากต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ประหารชีวิต ในความผิดต่อชีวิต ความผิดต่อเสรีภาพ ความผิดเกี่ยวกับเอกสารความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ลักทรัพย์ ฉ้อโกง รับของโจร ความผิดเกี่ยวกับศพ ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ความผิดต่อพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน ความผิดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย

7. ร้อยเอก สุชาติ บุษย์ดีวงษ์ ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 เนื่องจากกระทำผิดฐานหนีราชการทหารในเวลาประจำการ และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรมาลา

8. ร้อยโท สมเกียรติ ยังดี ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2568 เนื่องจากกระทำผิดวินัยทหารฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย และเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย

9. ร้อยโท พร้อมพงษ์ คำน้อย ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2568 เนื่องจากกระทำผิดวินัยทหารฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และเรียกคืนเหรียญจักรมาลา

10. ร้อยโท ณัชรพงศ์ ศรีศักดา ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2567 เนื่องจากต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ในความผิดฐานบุกรุก ความผิดต่อเสรีภาพ อนาจาร ข่มขืน กระทำชำเรา โดยเป็นกรณีกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภรรยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดา โดยปราศจากเหตุอันควรเพื่อการอนาจาร คดีถึงที่สุด เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567 และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรมาลา

11. ร้อยโท ทนงศักดิ์ บุญเจือจันทร์ ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2568 เนื่องจากกระทำผิดวินัยทหารฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญทองช้างเผือก

12. ร้อยตรี พัฒนพงศ์ พนมกุล ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568 เนื่องจากกระทำผิดวินัยทหารฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญทองช้างเผือก

13. ร้อยตรี ธวัชชัย มั่งมี ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2568 เนื่องจากกระทำผิดวินัยทหารฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย

สังกัดกองทัพเรือ

14. นาวาโท พงศ์ทิวัตถ์ หรือโกเมศ พินิจมนตรี ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2567 เนื่องจากกระทำความผิดฐานหนีราชการทหารในเวลาประจำการ (ในเขตที่ใช้กฎอัยการศึก) และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรมาลา

สังกัดกองทัพอากาศ

15. เรืออากาศเอก สันติชัย ปัญญาทอง ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2567 เนื่องจากต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ในความผิดฐานต่อชีวิต ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 และที่แก้ไขเพิ่มเติม คดีถึงที่สุด เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2567 และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย เหรียญทองช้างเผือก และเหรียญจักรมาลา

ทั้งนี้ นายทหารสัญญาบัตรทั้ง 15 รายดังกล่าว เป็นผู้ถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว

ประกาศ ณ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569

อนุทิน ชาญวีรกูล 

นายกรัฐมนตรี

โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศ พันตรีหญิง เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศ พันตรีหญิง เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศ พันตรีหญิง เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.50 น.

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอด พันตรีหญิง สุปรียา เย็นฉ่ำ ทหารหญิงพ้นราชการ สังกัดกองทัพบก ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 เนื่องจากต้องหาในคดีอาญาแล้วหลบหนีไป ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยศทหาร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2501 ประกอบระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรจะดำรงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์ พ.ศ. 2507 ข้อ 2 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรมาลา ที่ได้รับพระราชทานตามข้อ 6 และข้อ 7 (8) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548

ทั้งนี้ พันตรีหญิง สุปรียา เย็นฉ่ำ เป็นผู้ถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว

เลขา ปชน.ขอโทษประชาชน ขอน้อมรับผิดเพียงผู้เดียว​ ปมผู้สมัคร สส.มหาสารคาม ถูกฟันอาญาคดีข่มขืน 

เลขา ปชน.ขอโทษประชาชน ขอน้อมรับผิดเพียงผู้เดียว​ ปมผู้สมัคร สส.มหาสารคาม ถูกฟันอาญาคดีข่มขืน 

เลขา ปชน.ขอโทษประชาชน ขอน้อมรับผิดเพียงผู้เดียว​ ปมผู้สมัคร สส.มหาสารคาม ถูกฟันอาญาคดีข่มขืน 

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.11 น.

เลขาธิการพรรคประชาชน ขอโทษประชาชนกรณีศาลฎีกาพิพากษาอดีตผู้สมัคร สส. มีความผิดคดีอาญา น้อมรับเป็นบทเรียนปรับปรุงมาตรฐานการคัดสรรผู้สมัครของพรรคในอนาคต

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ นายธีระวัฒน์ พรรณะ อดีตผู้สมัคร สส.มหาสารคาม เขต 1 พรรคประชาชน มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานข่มขืนกระทำชำเรา 

โดยกล่าวว่า ในฐานะผู้บริหารพรรค ขอโทษพี่น้องประชาชนต่อเรื่องที่เกิดขึ้น ในการตัดสินใจส่งผู้สมัคร สส. ลงรับเลือกตั้ง พรรคยึดหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้กระทำความผิด ที่ผ่านมาเรายึดมั่นในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ผู้สมัครได้รับการยกฟ้อง และอยู่ระหว่างกระบวนการในชั้นศาลฎีกา อย่างไรก็ตาม จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ออกมา ในฐานะผู้บริหารพรรค ตนยอมรับความผิดพลาดในการใช้ดุลพินิจตัดสินใจในกรณีนี้ซึ่งเป็นคดีร้ายแรง 

เหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญของพรรคประชาชนในการพิจารณาคัดสรรผู้สมัครลงรับเลือกตั้งครั้งต่อๆไป ที่ต้องใช้มาตรฐานจริยธรรมนักการเมืองของพรรคที่สูงกว่ามาตรฐานทางกฎหมาย เพื่อทำให้พี่น้องประชาชนไว้วางใจและเชื่อมั่นต่อพรรคประชาชน ในฐานะเลขาธิการพรรคและตัวแทนคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ขอน้อมรับข้อผิดพลาดนี้​ไว้แต่เพียงผู้เดียว​ ขอโทษต่อพี่น้องประชาชนและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากผู้สมัครรายนี้อีกครั้ง

กกต แจงปม บัตรเขย่ง ผลตัวเลข สส เขต บัญชีรายชื่อ ไม่เท่ากัน เพราะรายงานแยกกัน

กกต แจงปม บัตรเขย่ง ผลตัวเลข สส เขต บัญชีรายชื่อ ไม่เท่ากัน เพราะรายงานแยกกัน

กกต แจงปม บัตรเขย่ง ผลตัวเลข สส เขต บัญชีรายชื่อ ไม่เท่ากัน เพราะรายงานแยกกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.08 น.

วันนี้ 19 ก.พ. 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง( กกต.)ได้ชี้แจงวิธีการและขั้นตอนการรายงานผลการเลือกตั้ง กรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ มีความแตกต่างกันเป็นจำนวนมากหรือไม่เท่ากัน หรือที่เรียกว่า “บัตรเขย่ง” ทั้งในข้อเท็จจริงควรจะไม่มีความแตกต่างกัน เนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ละคนจะได้รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ความสุจริต และเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง และภาพลักษณ์ของ กกต.นั้น ขอชี้แจงขี้นตอนการรายงานผลการนับคะแนน สำหรับการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ เมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ ดังนี้

1. เมื่อคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ได้ดำเนินการนับคะแนนเสร็จสิ้น เป็นที่เรียบ ร้อยแล้วก็จัดทำรายงานผลการนับคะแนน สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (ส.ส. 5/18) และรายงานผลการนับคะแนน สส. แบบบัญชีรายชื่อ (ส.ส. 5/18 (บช)) ของหน่วยเลือกตั้งนั้น ปิดประกาศไว้ที่หน่วยเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องที่อยู่ในบริเวณหน่วยเลือกตั้งนั้นได้ รับทราบ หากมีกรณีที่ข้อมูลนั้นมีความคลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริง ซึ่ง กปน. จะต้อง ทำการบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานด้วย (รวมทั้งการดำเนินการของคณะกรรมการ นับคะแนนบัตรเลือกตั้ง (กนค.) ซึ่งจะต้องจัดทำรายงาน การนับคะแนนบัตรเลือกตั้งที่ออกเสียง ลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (ส.ส. 5/16) และแบบบัญชีรายชื่อ(ส.ส.5/16 (บช)) และรายงานผลการนับคะแนนบัตรเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง และนอกราชอาณาจักร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (ส.ส. 5/17) และแบบบัญชีรายชื่อ (ส.ส. 5/17 (บช)) เช่นเดียวกัน)

กกต.

ทั้งนี้ กปน. และ กนค. จะทำการถ่ายภาพแบบรายงานผลการนับคะแนน ได้แก่ แบบ ส.ส. 5/18 และส.ส. 5/18 (บช) แบบ ส.ส. 5/16 และ ส.ส. 5/16(บช) แบบ ส.ส. 5/17 และ ส.ส. 5/17 (บช) และบันทึกข้อมูลตามที่กำหนด ส่งให้ศูนย์รวมคะแนนอำเภอ (อนุ กกต.เขต)หรือ กกต.เขต แล้วแต่กรณี ผ่านโทรศัพท์ของ กปน. หรือ กนค. ที่ได้รับมอบหมายและส่งแบบรายงานผลการนับคะแนนดังกล่าวให้ อนุ กกต.เขต เพื่อส่งให้ กกต.เขต โดยตรง

2. เมื่ออนุ กกต.เขต หรือ กกต.เขต ได้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในแบบรายงานผลการเลือกตั้งดังกล่าวแล้ว ก็จะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ ดังนี้

(1) นำไปรวบรวมเพื่อประกาศผลการนับคะแนน สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ อย่างไม่เป็นทางการที่ กกต.เขต ได้จัดทำและประกาศไว้ทุกเขตเลือกตั้ง เพื่อให้ ประชาชนหรือผู้ที่เกี่ยว ข้องทราบ

(2) นำไปเผยแพร่ในรูปแบบ Dashboard ผ่านระบบ ECT Report 69 ผ่านทางเว็บ ไซต์รายงานผลคะแนนเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติอย่างไม่เป็นทาง การ (https://ectreport69.ect.go.th) เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทราบผลคะแนนตั้งแต่หน่วยเลือกตั้ง หน่วยแรกนับคะแนนเสร็จและรู้ผลในคืนวันเลือกตั้ง

(3) นำไปจัดทำประกาศผลการนับคะแนน สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (ส.ส. 6/1) และ แบบบัญชีรายชื่อ (ส.ส. 6/1 (บช)) อย่างเป็นทางการ เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ

3.เมื่อ กกต.เขต จัดส่งแบบรายงานผลการนับคะแนน (แบบ ส.ส. 5/18 และแบบ ส.ส. 5/18 (บช)) รวมทั้งแบบรายงานผลการนับคะแนนบัตรเลือกตั้งด้วย)ให้สำนักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้งประจำจังหวัดแล้วก็จะนำแบบรายงานผลการนับคะแนน และแบบรายงานผลการนับคะแนนบัตรเลือกตั้งดังกล่าว ลงเผยแพร่ในเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำจังหวัด และเชื่อมโยงลิงค์ไปยังหน้าเว็ปไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนและผู้ที่เกี่ยว ข้องทราบการรายงานผลการนับคะแนน หรือการนับคะแนนบัตรเลือกตั้งดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ได้แก่ คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) หรือคณะกรรมการนับคะแนนเลือกตั้ง(กนค.) จะเป็นผู้จัดทำรายงาน และปิดประกาศไว้ที่หน่วยเลือกตั้ง หรือที่นับคะแนนบัตรเลือกตั้งเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ รวมทั้งได้รายงานไปยัง อนุ กกต.เขต หรือ กกต.เขต เพื่อนำไปเผยแพร่อย่างไม่เป็นทางการให้ประชาชนได้ติดตามผลการเลือกตั้งได้ตลอดเวลาและทันท่วงที หรือนำไปจัดทำประกาศผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการด้วย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวในทุกขั้นตอนอาศัยข้อมูลจากแบบรายงานการนับคะแนนหรือแบบรายงานการนับคะแนนบัตรเลือกตั้งที่ กปน.หรือ กนค.เป็นผู้จัดทำทั้งสิ้น และได้เผยแพร่ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวผ่านทางเว็ปไซต์ของสำนัก งานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือสำนัก งานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ได้ตลอด 24 ชั่วโมง http://www.ect.go.th

ดังนั้น ประชาชนจึงสามารถตรวจสอบความถูกต้องของผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อได้ด้วยตนเอง โดยใช้ข้อมูลตามข้อ 3 ที่สำนักงานกกต.เผยแพร่อีกทางหนึ่งด้วย

กรณีที่ปรากฏผ่านสื่อว่าข้อมูลเกี่ยวกับผลคะแนนการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือก ตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ ในระบบ ECT Report 69 ผ่านทางเว็ปไซต์รายงานผลคะแนนเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติอย่างไม่เป็นทางการ ectreport69.ect.go.th ตามข้อ 2 (2) มีความแตกต่างกันเป็นจำนวนมากหรือไม่เท่ากันหรือที่เรียกว่า “บัตรเขย่ง” นั้น ขอเรียนชี้แจงว่าการที่ผลคะแนนเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อในระบบดังกล่าวไม่ตรงกัน เนื่องจากการออกแบบระบบ ECT Report 69 ที่ออกแบบให้การรายงานผลการนับคะแนนของหน่วยเลือกตั้ง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ และแต่ละประเภทมีการแยกการรายงานออกจากกันโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ เมื่อ กปน.หน่วยเลือกตั้งรายงานผลคะแนนในระบบศูนย์รวมคะแนนอำเภอจะตรวจสอบข้อมูลรายงาน ผลคะแนนของหน่วยเลือกตั้งนั้น โดยจะดำเนินการตรวจสอบและยืนยันผลคะแนนทีละประ เภทจนครบทั้ง 2 ประเภท อาทิ หากศูนย์ รวมคะแนนอำเภอยืนยันผลคะแนนของแบ่งเขตเลือกตั้งเสร็จก่อน ข้อมูลผลคะแนนของแบบแบ่งเขตเลือกตั้งก็จะถูกนำเสนอผ่าน ECT Report 69 ในรูปแบบ Dashboard ก่อน และเมื่อตรวจสอบและ ยืนยันของแบบบัญชีรายชื่อเสร็จ ข้อมูลแบบบัญชีรายชื่อถึงจะถูกนำเสนอผ่าน ECT Report 69 ในรูปแบบ Dashboard ทีหลัง จะดำเนินการในลักษณะดังกล่าวทุกศูนย์รวมคะแนนอำเภอทั่วประเทศ เป็นต้น

ทั้งนี้ การรายงานผลในแต่ละประเภทระบบจะแสดงผลได้ไม่เกินร้อยละ 95 ของจำนวน หน่วยเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น ซึ่งหมายความว่า ถ้าหน่วยเลือกตั้งใดรายงานผลการนับคะแนนประเภทใดมาเกินกว่าร้อยละ 95 ผลคะแนนประเภทดังกล่าวจะไม่ถูกนำเสนอผ่าน ECT Report 69 ในรูปแบบ Dashboard ดังนั้น จึงเป็นผลทำให้คะแนนเลือกตั้งของแบบแบ่งเขตเลือกตั้งกับแบบบัญชีรายชื่อไม่เท่ากัน

ทั้งนี้ สำนักงานกกต.ยังได้ ย้ำว่าวัตถุ ประสงค์การจัดทำระบบรายงานผลการนับคะแนนดังกล่าวข้างต้น เป็นการราย งานอย่างไม่เป็นทางการเพื่ออำนวยความ สะดวกในการรายงานผลการนับคะแนนการเลือกตั้งในแต่ละเขตทั่วประเทศให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและประชาชน พรรค การเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และสื่อมวล ชน ได้ทราบผลการนับคะแนนของผู้สมัคร และพรรคการเมืองในการเลือกตั้งเท่านั้นโดยมิได้ประสงค์ที่จะให้ประชาชน ผู้สมัคร และพรรคการเมือง นำข้อมูลดังกล่าวมาใช้อ้างอิงใดๆและยืนยันว่าการดำเนินการของสำนักงานกกต.เป็นไปโดย สุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย ตามที่ได้ชี้แจงให้ทราบดังกล่าว

กกต.
กกต.
กกต.

นับใหม่เขต 7 ปทุมธานี ผลไม่เปลี่ยนแปลง ภูมิใจไทยยังชนะ

นับใหม่เขต 7 ปทุมธานี ผลไม่เปลี่ยนแปลง ภูมิใจไทยยังชนะ

นับใหม่เขต 7 ปทุมธานี ผลไม่เปลี่ยนแปลง ภูมิใจไทยยังชนะ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.05 น.

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.50 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โดมข้างที่ว่าการอำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ภายหลังจากการเสร็จสิ้นการนับคะแนนเลือกตั้งนับคะแนนใหม่ ในเขตเลือกตั้งที่ 7 จ.ปทุมธานี ที่เป็นบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อของบัตรเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งและนอกราชอาณาจักรเฉพาะหน่วยเลือกตั้งที่ห้องประชุมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีคลองหกที่มีปัญหาเสร็จสิ้นการนับคะแนน ซึ่งผลคะแนนปรากฏว่า

นางสาวธันยนันท์ ไพบูลย์สุข อดีตผู้สมัคร ส.ส. ในนาม พรรคประชาชน เขต 7 จังหวัดปทุมธานี ได้ 2,208 คะแนน

นายพิษณุ พลธี ผู้สมัคร เบอร์ 4 เขต7 พรรคภูมิใจไทย ได้ 476 คะแนน

ส่วนคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ พรรคประชาชน ได้ 1,787 คะแนนพรรคภูมิใจไทย ได้ 363 คะแนน

ซึ่งผลการนับคะแนนดังกล่าว ไม่ได้ทำให้ผลการเลือกตั้งเขต 7 ปทุมธานี เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยผู้ชนะการเลือกตั้งได้แก่ นายพิษณุ พลธี จากพรรคภูมิใจไทย ได้ 44,519 คะแนน ส่วน นางสาวธันยนันท์ ไพบูลย์สุข พรรคประชาชน ได้ 25,783 คะแนน

มติเอกฉันท์! ประชาชาติ ขน 5 สส.ร่วมรัฐบาล ภท. เชื่อเสียงเกิน 300 อยู่ครบเทอมแน่

มติเอกฉันท์! ประชาชาติ ขน 5 สส.ร่วมรัฐบาล ภท. เชื่อเสียงเกิน 300 อยู่ครบเทอมแน่

มติเอกฉันท์! ประชาชาติ ขน 5 สส.ร่วมรัฐบาล ภท. เชื่อเสียงเกิน 300 อยู่ครบเทอมแน่

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.13 น.

“ซูการ์โน” เผย มติพรรคประชาชาติ เสียงเอกฉันท์ ขน 5 ว่าที่ สส. ร่วมรัฐบาล “ภท.” หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ เชื่อเป็นรัฐบาลเกิน 300 เสียง โอกาสสูงอยู่ครบเทอม

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ที่พรรคประชาชาติ มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกพรรค โดยมีวาระหารือต่อการตอบรับคำเชิญของพรรคภูมิใจไทยในการจับมือร่วมจัดตั้งรัฐบาล

โดยนายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ว่า พรรคประชาชาติได้รับการทาบทามจากผู้ใหญ่ ให้เข้าไปพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทย และได้นำสิ่งที่พูดคุยมาก่อนหน้านั้น มาหารือในพรรค เพื่อขอมติพรรค และมีมติเป็นเอกฉันท์ ว่า พรรคประชาชาติที่มี สส. รวม 5 คน พร้อมเข้าร่วมเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี

เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ต้องการ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ เพราะมีประเด็นขัดแย้งหลายเรื่อง นายซูการ์โน กล่าวว่า “การตกลงครั้งนี้เป็นไปในนามพรรคประชาชาติ ไม่ใช่ สส.ของพรรคเท่านั้น ดังนั้นประเด็นที่ว่าไม่เอาพ.ต.อ.ทวี นั้นคุยกันแล้วและยืนยันเป็นมติพรรค ว่าจะไปทั้ง 5 คน ถ้ารับก็ไป ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (20 ก.พ.) ผมจะเป็นตัวแทนไปที่จะไปบอกกับพรรคภูมิใจไทยในมติของพรรคประชาชาติที่เป็นเอกฉันท์ ส่วน พ.ต.อ.ทวี นั้นติดภารกิจที่ต่างจังหวัดไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย”

นายซูการ์โน กล่าวย้ำในประเด็นดังกล่าวว่า “ เรื่องคดีที่ผ่านมาเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม และเป็นไปตามหน้าที่ เมื่อครั้งที่ พ.ต.อ.ทวี เป็น รมว.ยุติธรรม ซึ่งขณะนี้หน้าที่นั้นได้จบไแล้ว และต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม แต่การร่วมรัฐบาลนั้นถือเป็นคนละเรื่อง เพราะเป็นเรื่องการเมือง”

เมื่อถามว่าได้ประเมินถึงการร่วมเป็นฝ่ายรัฐบาลครั้งนี้อย่างไรถึงตอบรับร่วมรัฐบาล นายซูการ์โน กล่าวว่า พรรคประชาชาติได้คุยกันและย้ำในหลักการ คือ กฎหมายอะไรที่ขัดกับหลักศาสนาจะไม่โหวตเห็นด้วย ส่วนนโยบายเร่งด่วนที่ได้พูดไว้ตอนหาเสียง ที่อยากจะทำคือการแก้ปัญหายาเสพติด เพราะสร้างผลกระทบกับประชาชนโดยตรงและกระทบต่อสังคมหลายด้าน สำหรับการผลักดันให้กัญชากลับเป็นยาเสพติดนั้น ต้องคุยกับพรรคภูมิใจไทยให้ชัดเจนว่าจะให้กัญชาถูกใช้เพื่อการแพทย์เท่านั้น ไม่ใช่เปิดเสรีกัญชา และหากเป็นเช่นนั้นต้องรีบดำเนินการ

“การร่วมรัฐบาลจะทำให้เราได้ดูแลผลประโยชนย์ประชาชนมากกว่าเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งสิ่งที่เป็นความต้องการของประชาชน คิดว่าพูดคุยในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลจะพูดง่ายกว่าเป็นฝ่ายค้าน ขณะเดียวกันผู้สนับสนุนพรรคประชาชาติสนับสนุนให้พรรคเข้าร่วมเป็นฝ่ายรัฐบาล”  นายซูการ์โน กล่าว

เมื่อถามว่าขณะนี้มีความชัดเจนว่ารัฐบาลภูมิใจไทยอาจได้เสียงสนับสนุนเกิน 300 เสียง เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวว่า ถือว่าเป็นเสียงศักยภาพ ที่จะทำให้รัฐบาลอยู่ครบวาระ และหากเป็นเช่นนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ และการแก้ปัญหาให้ประชาชน โดยเฉพาะเรื่องปากท้อง ทั้งนี้ในชั้นนี้ยังไม่มีการพูดถึงการรับตำแหน่งใดๆในรัฐบาล หรือการนำเสนอนโยบายที่พรรคประชาชาติหาเสียงให้กำหนดเป็นนโยบายที่รัฐบาลใหม่จะขับเคลื่อน

แจงปมร้อนเลือกตั้ง! ‘มท.’ ยัน ‘เลเซอร์ไอดี’ ไม่เกี่ยวข้องกับ ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน

แจงปมร้อนเลือกตั้ง! ‘มท.’ ยัน ‘เลเซอร์ไอดี’ ไม่เกี่ยวข้องกับ ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน

แจงปมร้อนเลือกตั้ง! ‘มท.’ ยัน ‘เลเซอร์ไอดี’ ไม่เกี่ยวข้องกับ ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.54 น.

‘มท.’ โร่แจงยิบปมร้อนเลือกตั้ง! ยัน ‘เลเซอร์ไอดี’ ไม่เกี่ยวของกับ ‘ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน’ ขณะที่ ข้อมูลส่วนบุคคลจะอยู่ด้านหน้าบัตรเท่านั้น ส่วน ‘ระบบบริการตรวจสอบสถานะบัตรฯ’ ภาครัฐ-เอกชน จะได้รับอนุญาต ใช้บริการ ผ่าน ‘ส.บริหารการทะเบียน กรมการปกครอง’ ได้2 วิธี ย้ำฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร-บัตรประชาชน  ‘เป็นความลับ’ ตามกฎหมาย จะนำไปใช้ ต้องเป็นไปตามกม.กําหนดฃไม่สามารถเปิดเผยให้หน่วยงาน-องค์กรใดได้

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 สํานักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ได้เผยแพร่เอกสารข่าว ชี้แจงกรณี การใช้บริการระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) และบริการตรวจสอบสถานะบัตรประจําตัวประชาชน (Check Card Service) โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่ปรากฏข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการขอใช้บริการระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) และการให้บริการตรวจสอบสถานะบัตรประจําตัวประชาชนในระบบ Laser ID

สํานักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้

1. Laser ID หรือ เลขรหัสกํากับบัตรประจําตัวประชาชน

เป็นเลขที่กรมการปกครองใช้ในการควบคุมการจ่ายบัตรประจําตัวประชาชนที่แจกจ่ายให้กับสํานักทะเบียนอําเภอ สํานักทะเบียนท้องถิ่น กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ ควบคุมและตรวจสอบบัตร เพื่อให้ทราบว่าถูกส่งไปที่ใด ออกบัตรให้กับใคร

“ซึ่งไม่เกี่ยวของกับข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ข้อมูลส่วนบุคคลของ ประชาชนจะอยู่ด้านหน้าบัตรเท่านั้น”

ข้อมูลบนหน้าบัตรเป็นข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในการเปิดเผยข้อมูลจึงเป็นสิทธิของเจ้าของบัตร ตามที่จะให้ ความยินยอมของผู้ถือบัตรว่าประสงค์จะใช้ทําการในสิ่งใด

2. การบริการตรวจสอบสถานะบัตรประจําตัวประชาชน (Check Card Service)

การบริการตรวจสอบสถานะบัตรประจําตัวประชาชน มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของบัตร ประจําตัวประชาชนใบล่าสุดแบบออนไลน์ ว่าบัตรดังกล่าวมีสถานะปกติ ถูกระงับ หรือถูกยกเลิก (จําหน่าย) เพื่อป้องกัน การปลอมแปลงบัตร การปลอมแปลงข้อมูล และการแอบอ้างสวมสิทธิ์

หน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนที่ได้รับอนุญาตสามารถใช้บริการได้ 2 วิธี ได้แก่

1) ตรวจสอบผ่านเครื่องอ่านบัตร (Chip Card Reader)

อ่านข้อมูลจากบัตรประจําตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ (chip) และส่งข้อมูลเพื่อตรวจสอบสถานะ ประกอบด้วย เลขประจําตัวประชาชน หมายเลขประจํา chip และ หมายเลขคําขอมีบัตรฯ

2. ตรวจสอบโดยกรอกข้อมูลจากหน้าบัตรและหลังบัตร โดยระบุข้อมูลเลขประจําตัวประชาชน ชื่อตัว ชื่อสกุล วันเดือนปีเกิด และเลขรหัสกํากับบัตรประจําตัวประชาชน (Laser ID) ให้ครบถ้วน

ผลการตรวจสอบทั้ง 2 วิธี จะแจ้งผลให้ทราบว่าบัตรฯ มีสถานะ เป็น ปกติ หรือ ไม่ปกติ เท่านั้น

3. การอนุญาตให้ใช้ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID)

ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) ที่ของกรมการปกครองได้พัฒนาขึ้นภายใต้ชื่อว่า “แอปพลิเคชัน ThalD” มีวัตถุประสงค์เพื่ออํานวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถยืนยันตัวตนเพื่อขอรับบริการออนไลน์ได้สะดวก รวดเร็ว ผ่านช่องทางดิจิทัล

โดยไม่ต้องเดินทางไปแสดงตน ณ หน่วยงานให้บริการ เป็นการประหยัด ค่าใช้จ่าย ลดการใช้สําเนาเอกสาร

หน่วยงานของรัฐและภาคเอกชนที่ประสงค์ใช้บริการ สามารถยื่นขออนุญาตเชื่อมโยงระบบตามหลักเกณฑ์ ที่กรมการปกครองกําหนด

ตามประกาศกรมการปกครอง เรื่อง หลักเกณฑ์การอนุญาตให้หน่วยงานของรัฐและหน่วยงาน เอกชนให้บริการระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลฯ เล่มที่ 141 ตอนพิเศษ 176 ง ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2567 เพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างถูกต้องและมีมาตรฐานเดียวกัน

เมื่อได้รับการอนุญาตให้ใช้งานตามหลักเกณฑ์แล้ว หน่วยงานรัฐหรือเอกชน จึงจะสามารถพัฒนาระบบ เพื่อมาเชื่อมต่อกับ ThaiD เพื่อใช้งานต่อไปได้

สํานักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ขอชี้แจงว่า ฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรและบัตรประจําตัวประชาชน เป็นข้อมูลสําคัญและเป็นความลับตามกฎหมาย โดยอยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 17

ซึ่งกําหนดให้การเปิดเผยหรือการนําข้อมูลไปใช้ต้องเป็นไปตามที่กฎหมาย กําหนดเท่านั้น

นอกจากนี้ ตาม พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 มาตรา 49-50 ข้อมูล ทะเบียนราษฎรถูกจัดเป็น โครงสร้างพื้นฐานสําคัญทางสารสนเทศ (Critical Information Infrastructure: CII) ของประเทศ จึงต้องมีมาตรการดูแลและควบคุมความปลอดภัยในระดับสูงสุด

ดังนั้น ข้อมูลดังกล่าว ไม่สามารถเปิดเผยให้หน่วยงานหรือองค์กรใดได้เว้นแต่

*ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล

*เป็นไปเพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงของรัฐ

*ใช้ในการดําเนินคดี การพิจารณาคดี หรือการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายให้อํานาจไว้

ทั้งนี้ ไม่ว่าในกรณีใด การนําข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรไปใช้ต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของข้อมูลและต้องเป็นไปตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

การเข้าถึงฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรและข้อมูลบัตรประจําตัวประชาชน “ต้องเป็นผู้ที่มีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายเท่านั้น”

และต้องเป็นไปตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างชัดเจน โดยมีการกําหนดสิทธิการเข้าใช้งาน (Access Control) ตามระดับหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละบุคคลหรือหน่วยงาน

ธรรมนัส บอก งาน ก.เกษตร ไม่ใช่เรื่องง่าย นั่งห้องแอร์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องลงมือปฏิบัติ

ธรรมนัส บอก งาน ก.เกษตร ไม่ใช่เรื่องง่าย นั่งห้องแอร์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องลงมือปฏิบัติ

ธรรมนัส บอก งาน ก.เกษตร ไม่ใช่เรื่องง่าย นั่งห้องแอร์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องลงมือปฏิบัติ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.27 น.

ธรรมนัส บอก งาน ก.เกษตร ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ได้ทำงานในห้องแอร์ ใครมาบริหารจะรู้สึก  ชี้ เกษตร เป็นสินค้าทางเทคนิคที่ต้องคุยและเซ็นรับรองเอง  อย่าเข้าใจว่ากระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการ หรือเคลมผลงาน 

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กล่าวถึงประเด็นการบริหารในงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  หลักจากทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการฯ ผ่านมา 2 สมัย แปีละหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ นักการเมืองอยากได้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยยอมรับว่า การบริหารงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ง่าย และไม่ได้นั่งในห้องแอร์ใครมาบริหารถ้าไม่ใช่ตน จะรู้สึก   เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ใครมานั่งจะรู้สึก หมายความว่าอย่างไร ร้อยเอกธรรมนัส ว่า กระทรวงเกษตรฯ ต้องดำเนินนโยบายที่เน้นภาคปฎิบัติ และการที่จะไปขายอะไรในต่างประเทศไม่ง่ายเหมือนที่พูด เพราะทุกอย่างที่นำไปขาย “ผมเป็นคนไปขายเอง” และเซ็นเอง ยกตัวอย่าง อดีตสมัยรับตำแหน่ง รมว. เกษตร ได้นำสินค้าเกษตรไปขายให้กับประเทศจีนหลายอย่าง และสินค้าหลายประเภท ตนต้องเป็นคนเซ็นรับรองเอง อย่าเข้าใจว่ากระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ดำเนินการ เพราะเราต้องไปลงนามเอง 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า สินค้าเกษตรไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ แต่กระทรวงพาณิชย์นำไปเคลมเป็นผลงานของตนเองใช่หรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า สินค้าเกษตรเป็นสินค้าทางเทคนิค ทูตเกษตรต้องเป็นผู้เจรจาในแต่ละกลุ่มที่ดูแลสินค้าประเภทนั้น ต้องชี้แจงกว่าจะจบไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งปศุสัตว์ ประมง และพืช  พร้อมบอกว่า จริงๆไม่อยากให้กระทรวงเกษตรฯเป็นสูญญากาศทางการเมือง อย่างเมื่อวาน ก็มีการประชุม สปก. โดยมอบหมายรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ซึ่งไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องขับเคลื่อนต่อ ไม่เช่นนั้น ชาวบ้านจะเดือดร้อน เรื่องนี้สำคัญมาก 

และเมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ณ เวลานี้ นิยามคำว่า ร้อยเอกธรรมนัส พร้อมที่จะปล่อยมือ จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้วใช่หรือไม่ เพราะไม่ได้ยึดติดกระทรวงใดหรือเก้าอี้รัฐมนตรี  ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า “นิยามอะไร นิยามรักหรอ” พร้อมหัวเราะ ก่อนจะกล่าวว่า ช่วงนี้รัฐบาลกำลังทำงานอยู่เราอย่าเพิ่งไปวิตกหรือวิพากษ์วิจารณ์ให้รัฐบาลชุดนี้ทำงานเพื่อให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำงานต่อเนื่องได้ พร้อมย้ำว่า ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนรอไม่ได้ 

ยามรักน้ำต้มผักก็ว่าหวาน! ธรรมนัส ร่ายยาวสัจธรรมการเมือง เตือนใครคิดบีบ’กล้าธรรม’ระวังเจอสวน

ยามรักน้ำต้มผักก็ว่าหวาน! ธรรมนัส ร่ายยาวสัจธรรมการเมือง เตือนใครคิดบีบ'กล้าธรรม'ระวังเจอสวน

ยามรักน้ำต้มผักก็ว่าหวาน! ธรรมนัส ร่ายยาวสัจธรรมการเมือง เตือนใครคิดบีบ’กล้าธรรม’ระวังเจอสวน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.04 น.

“ธรรมนัส” ย้ำทิศทางพรรคกล้าธรรม ร่วมรัฐบาลหรือไม่ รอ กกต. รับรองผลเลือกตั้ง 2569

วันนี้ 19 ก.พ.69 เวลา 16.30 น. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมกรรมการบริหาร และว่าที่ สส.พรรคกล้าธรรม  เปิดเผยว่า วันนี้พรรคคกล้าธรรมได้ประชุมเพื่อทำความเข้าใจกับว่าที่ สส. ซึ่งการเลือกตั้งที่ผ่านมา ได้ส่งผู้สมัครและผ่านการคัดเลือกเป็น สส. เขต 56 ราย และปาร์ตี้ลิสต์ 2 ราย พร้อมขอบคุณประชาชนที่ลงคะแนนเสียงให้กับพรรคซึ่งการประชุมวันนี้เป็นการแสดงความยินดีกับว่าที่ สส. ทั้งหมด และชี้แจงเพื่อนสมาชิกแล้วว่า คาดว่าจะได้คะแนนมากกว่านี้ แถว 1 มี 56 ราย บวกกับแถว 2 อีก 45 ราย และแถว 3 อีก 20 ราย เท่ากับทั้งหมด 131 ราย ก็จะเดินหน้าทำงานการเมืองต่อไป

ทั้งนี้หลังจากที่ กกต. รับรองแล้ว จะต้องเตรียมตัวรายงานตัว ชี้แจงรายจ่ายการเลือกตั้ง และชี้แจงบัญชีทรัพย์สินของตนเอง ขณะที่ทิศทางของพรรคกล้าธรรม ร้อยเอก ธรรมนัส ย้ำว่าให้รอผลการรับรองของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน จึงจะตัดสินใจ ซึ่งการตัดสินใจก็จะเป็นการตัดสินใจร่วมกับว่าที่ สส. และคณะกรรมาธิการพรรค

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวอีกว่า ตั้งแต่ปี 2562 ตนได้รับการเสนอชื่อให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2566 ก็ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และปี 2567 ปลาย ๆ ก็ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนั้น การเป็นนักการเมืองของตน ยืนยันว่าพร้อมถูกตรวจสอบ ถ้ามีการตรวจสอบก็พร้อมรับว่าผลจะเกิดอย่างไรพรรคเราไม่กลัวใครบีบ ใครบีบมาเดี๋ยวสวนกลับ การเมืองไม่มีสวย สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดขณะนี้คือการเลือกตั้ง สส. เป็นห่วงเรื่องนี้มากกว่า บางครั้งเราให้ความสนใจกับการจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่ให้ความสนใจกับที่มาที่ไปการเป็นนักการเมืองต้องเป็นรัฐบาลอย่างเดียวหรือ? เราเป็นนักการเมือง ทุกคนที่ผ่านเข้ามาล้วนเป็นคนที่ประชาชนเลือก คนเราตอนรักกัน น้ำต้มผักก็ว่าหวาน คนที่เป็นนักการเมืองอยากชนะการเลือกตั้ง ส่วนคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอยากเป็นรัฐบาล มีแค่นั้น

 “ในชีวิตไม่เคยทะเลาะกับใครก่อน แต่ถ้าใครทะเลาะกับผมก็กลับไปฝันร้าย” พร้อมกล่าวต่อว่า ยืนยันว่าเราไม่ทะเลาะกับใคร ส่วนเก้าอี้ รมว.เกษตรฯ ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า “เดี๋ยวใครมานั่ง ถ้าไม่ใช่ผมจะรู้สึก นั่งในห้องแอร์อย่างเดียวไม่ได้ เพราะต้องปฏิบัติ การขายอะไรต่างประเทศไม่ง่าย เพราะทุกอย่างที่ขายตนขายเองเซ็นเอง อย่าเข้าใจว่าเป็นกระทรวงพาณิชย์ทำ”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส ย้ำว่า เกษตรเป็นสินค้าเทคนิค ต้องไปเจรจาโดยทูตเกษตร แต่ละกรมที่ดูแลสินค้าประเภทนั้นต้องชี้แจง กว่าจะจบไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นปศุสัตว์ ประมง พืช ต้องใช้เทคนิค ไม่ใช่ให้ทูตพาณิชย์ไปคุยแล้วจบ พร้อมยืนยันว่าไม่อยากให้กระทรวงเกษตรเกิดสุญญากาศทางการเมือง เพราะต้องทำงานต่อเนื่อง มิเช่นนั้นพี่น้องเกษตรกรเดือดร้อน