ซี้ธนาธร ขุดคู่มือเลือกตั้ง โชว์หลักฐานชัดกกต.จงใจทำผิดกฎหมาย เสี่ยงติดคุกยกคณะ

ซี้ธนาธร ขุดคู่มือเลือกตั้ง โชว์หลักฐานชัดกกต.จงใจทำผิดกฎหมาย เสี่ยงติดคุกยกคณะ

ซี้ธนาธร ขุดคู่มือเลือกตั้ง โชว์หลักฐานชัดกกต.จงใจทำผิดกฎหมาย เสี่ยงติดคุกยกคณะ

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.46 น.

ซี้ธนาธร ขุดคู่มือเลือกตั้ง โชว์หลักฐานชัดกกต.จงใจทำผิดกฎหมาย เสี่ยงติดคุกยกคณะ 

เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2569 นายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน คนใกล้ชิดนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thanapol Eawsakul ระบุว่า “หลักฐานชัดเจนว่ากกต.ทำผิดกฎหมาย และหลอกลวงประชาชน 100%

โชคดีที่ยังเก็บคู่มือการเลือกตั้ง ส.สนนทบุรี เขต 1 ที่จัดทำโดย สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนนทบุรี

ในหน้า 2 ได้บอกข้อห้ามการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยในหัวข้อ 3 เขียนไว้ชัดเจนว่า

” ห้ามมิให้ผู้ใดจงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง”

ในหน้า 4 ก็ได้แสดงตัวอย่างบัตรเลือกตั้งสีชมพูสำหรับ สส. บัญชีรายชื่อ และสีเขียว สำหรับสส.เขต

ซึ่งภาพตัวอย่างทั้ง 2 ใบนั้น ก็ไม่ได้มี เครื่องหมายใดๆ ที่ปรากฏ

แต่ในบัตรเลือกตั้งจริงที่ใช้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทั่วประเทศ
(ดังปรากฏในการนับคะแนนใหม่ ที่ปทุมธานีเขต 7 วันนี้)

สำหรับบัตรสีเขียว ที่เป็นสส.เขต ปรากฏ QR Code ที่มุม ซ้ายล่างตามภาพ

ส่วน บัตร สีชมพูที่เป็นสส. บัญชีรายชื่อ ปรากฏ บาร์โค้ด อยู่ตรงกลางด้านล่าง อย่างชัดเจนเช่นกัน

เอาแค่ไม่ต้องพิสูจน์เลยว่า มีการสืบย้อนหลังไปได้หรือไม่ ก็ปรากฏชัดเจนแล้วว่า กกต.จงใจทำผิดกฎหมาย ที่ตัวเองเขียน ไว้ในคู่มือ อันนี้ต่ำสุดกกต. ทั้ง 7 คนรวมทั้งเลขาธิการ ก็ต้องติดคุกแล้วครับ

ขั้นตอนต่อไปก็ต้องพิสูจน์ว่า การมีทั้งบาร์โค้ดและ QR Code นั้น จะทำให้ การ ออกเสียงเลือกตั้งอย่างเป็นความลับหรือไม่ และจะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือเปล่าก็ต้องพิสูจน์กัน

และเมื่อพิสูจน์ได้แล้ว ยังจะทำให้ ผลของการเลือกตั้งยังคงอยู่หรือไม่ ก็ว่ากันอีกต่อหนึ่ง”

ขอบคุณภาพจาก : The People

5 เส้นทางวิบาก กกต.! สมชัย ชี้สิ้นสุดทางเลื่อน จุดจบจะเป็นอย่างไร?

5 เส้นทางวิบาก กกต.! สมชัย ชี้สิ้นสุดทางเลื่อน จุดจบจะเป็นอย่างไร?

5 เส้นทางวิบาก กกต.! สมชัย ชี้สิ้นสุดทางเลื่อน จุดจบจะเป็นอย่างไร?

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.21 น.

20 กุมภาพันธ์ 2569 นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า End of the walk way สิ้นสุดทางเลื่อน

คดีความที่ กกต.ถูกร้อง ตอนนี้มีอย่างน้อย 5 เส้นทาง ในแต่ละเส้นทางมีจุดสิ้นสุดได้อย่างไรบ้าง

1. ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลอาจไม่รับคำร้อง หรือรับแล้ววินิจฉัยว่า การเลือกตั้งยังเป็นความลับ หรือ อาจวินิจฉัยในทางตรงข้าม ว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะเพราะขัดรัฐธรรมนูญ โอกาสขณะนี้ 25% เพราะยังไม่เข้าสู่กระบวนการ เรื่องยังอยู่ที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่หากผ่านผู้ตรวจการ โอกาสจะเพิ่มเป็น 50%

2. ศาลปกครอง ให้ระงับยับยั้งการกระทำ เช่น ยังไม่ประกาศผล หรือให้ทำลายบัตร น่าจะเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

3. ศาลอาญาทุจริต กรณี ประพฤติมิชอบ ม.157 อาจใช้เวลาหลายปี แต่จบด้วยโทษทางอาญา คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหากบอกว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญจะเป็นคุณ แต่หากบอกว่าขัด คดี 157 จะมีน้ำหนักในด้านโทษที่ตามมา

4. ปปช. ร้องในเรื่องจริยธรรมของ กกต. และการประพฤติมิชอบ มีการกระทำขัดกับกฎหมาย ใช้เวลาเกินกว่า 1 ปีในขั้น ปปช. หากผิดต้องส่งศาลฎีกาต่อ หากศาลฎีกาบอกว่าผิด ต้องพ้นจากตำแหน่งและตัดสิทธิทางการเมือง

5. คณะกรรมการ PDPC ร้องประเด็นการปล่อยปละให้ข้อมูลส่วนบุคคลปรากฏต่อสาธารณะ สั่งให้หยุดการกระทำ และมีโทษปรับค่อนข้างแพง เช่น ในอดีต กกต.เคยทำข้อมูลผู้สมัคร สว.หลุดเป็นชุด มีผู้ร้องแค่รายเดียว กกต.โดนปรับไป 350,000 บาท

รวมทั้ง 5 เส้นทาง คาดว่าตอนนี้น่าจะมีผู้ร้องมากกว่า 40 รายแล้ว น่าจะเป็น กกต.ชุดที่มีคดีร้อง กกต. ในไม่กี่วันหลังเลือกตั้งสูงสุด

อดีต กรธ.ฟาดสื่อกินงบรัฐ ขาดจรรยาบรรณ เปลี่ยนจากสื่อเสี้ยมสู่สื่อส้ม

อดีต กรธ.ฟาดสื่อกินงบรัฐ ขาดจรรยาบรรณ เปลี่ยนจากสื่อเสี้ยมสู่สื่อส้ม

อดีต กรธ.ฟาดสื่อกินงบรัฐ ขาดจรรยาบรรณ เปลี่ยนจากสื่อเสี้ยมสู่สื่อส้ม

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.46 น.

20 กุมภาพันธ์ 2569 ศ.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ นักวิชาการด้านรัฐประศาสนศาสตร์ และอดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ปี 2560 โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า มีพรรคพวกมาหารือ

ถ้าพรรคส้มชนะการเลือกตั้งถล่มทะลายอย่างที่คุยอวดก่อนเลือกตั้ง

เรื่องบาร์โค้ด จะถูกนำมากล่าวเขย่าความน่าเชื่อของกกต.หรือ?

สื่อที่มีนายทุนหากินทั้งทางธุรกิจและการเมือง รุมถล่ม กกต.

ไม่นับโซเชียลของสาวกด้อม ที่พร้อมใจกระทืบ เพราะผลประโยชน์ ล้วนๆ

กกต. กลายเป็นโดดเดี่ยวที่น่าสงสาร (ใครไม่สงสาร ก็แล้วแต่จะคิด)

เพราะ นี่คือ ผลลัพธ์ของการทำงานแบบราชการดั้งเดิม ของ กกต.

ที่น่าตำหนิ (ด่า)

สื่อที่ได้รับงบประมาณแผ่นดิน มีแนวเสนอข่าวที่ไม่เป็นกลางมาหลายปี

ไม่เป็นไปตามจรรยาวิชาชีพสื่อ

ซึ่งที่จริง ไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างจุดเด่นในตลาดสื่อแข่งกับใคร

ที่ผ่านมา ทำตัว เป็น สื่อเสี้ยม

เวลานี้ ขยับมาเป็นสื่อส้ม จนน่าเกลียดมากขึ้นทุกวัน

อีกไม่นาน จะกลายเป็นสาก

ไชยันต์ ยกเคสบัตรเลือกตั้งอังกฤษ มีบาร์โค้ด ไม่ลับทางทฤษฎี แต่สืบถึงตัวสุดยาก

ไชยันต์ ยกเคสบัตรเลือกตั้งอังกฤษ มีบาร์โค้ด ไม่ลับทางทฤษฎี แต่สืบถึงตัวสุดยาก

ไชยันต์ ยกเคสบัตรเลือกตั้งอังกฤษ มีบาร์โค้ด ไม่ลับทางทฤษฎี แต่สืบถึงตัวสุดยาก

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.21 น.

ไชยันต์ ยกเคสบัตรเลือกตั้งอังกฤษ มีบาร์โค้ด ไม่ลับทางทฤษฎี แต่สืบถึงตัวสุดยาก 

เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2569 ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “บัตรเลือกตั้งอังกฤษก็มี barcode ไม่ลับทางทฤษฎี (วิษณุ เครือฯ) แต่สืบถึงตัวสุดยาก 

ในทางนิติศาสตร์และทางปฏิบัติของการเลือกตั้งในอังกฤษ Barcode (หรือรหัสตัวเลข UIM) บนบัตรเลือกตั้งสามารถ “สืบย้อน” ไปถึงตัวผู้ลงคะแนนได้ในทางทฤษฎี แต่มีกำแพงทางกฎหมายที่แข็งแกร่งมากกั้นไว้เพื่อรักษาความลับ

ทำไมถึงต้องทำให้ไม่ ”ลับสมบูรณ์แบบที่สุดในสามโลก“ ? เจตนาไม่ใช่เพื่อแอบดูว่าคุณเลือกใคร แต่มีไว้สำหรับ “กรณีที่มีการฟ้องร้องทางกฎหมาย” (Electoral Petition) เท่านั้น เช่น การสวมสิทธิ (Personation) หากมีการพิสูจน์ได้ว่ามีคนแอบอ้างชื่อคุณไปลงคะแนน

ศาลเลือกตั้ง (Election Court) สามารถสั่งให้ดึงบัตรใบนั้นออกจากการนับคะแนนได้โดยใช้รหัสนี้ การป้องกันทุจริต เพื่อตรวจสอบว่าไม่มีการ “ยัดบัตร” (Ballot Stuffing) ที่ไม่ได้ออกมาจากเล่มที่ถูกต้อง แม้จะสืบได้ แต่กระบวนการถูกออกแบบให้ “ไม่มีใครเห็น” ทั้งสองส่วนพร้อมกันในเวลาปกติ

การแยกส่วน หลังจากปิดหีบ ต้นขั้วบัตร (Corresponding Number List) จะถูกผนึกใส่ซองแยกต่างหากทันที และถูกส่งไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัย

การนับคะแนน: ในขณะนับคะแนน เจ้าหน้าที่จะเห็นเพียง “บัตรเลือกตั้ง” แต่จะไม่ได้รับอนุญาตให้ดู “ต้นขั้ว” ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีทางรู้ว่าบัตรใบนั้นเป็นของใคร

การเปิดผนึก การจะเปิดดูว่าบัตรเลขนี้เป็นของใคร ต้องได้รับคำสั่งจากศาลเลือกตั้ง (Election Court) เท่านั้น และมักจะเกิดขึ้นในกรณีที่ผลการเลือกตั้งก้ำกึ่งมากจนมีนัยสำคัญต่อชัยชนะ

กรณีตัวอย่าง : กรณีการเลือกตั้งสภาเขต Richmond-upon-Thames (ปลายทศวรรษ 1970) กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการใช้เลขรหัส (Serial Numbers) เพื่อตรวจสอบการทุจริต:

เหตุการณ์: มีการร้องเรียนเรื่องการสวมสิทธิ (Personation) โดยพบว่ามีคู่สามีภรรยาชาวเยอรมันคู่หนึ่งและเด็กหญิงที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ได้ไปลงคะแนน

คำสั่งศาล: ศาลได้สั่งให้เปิดผนึกเอกสารเพื่อสืบย้อนจากเลขรหัสบนบัตรและต้นขั้ว (Counterfoils)

ผลการตรวจสอบ: ศาลสามารถระบุบัตรเลือกตั้ง 3 ใบนั้นได้ และพบว่าทั้ง 3 ใบลงคะแนนให้ผู้สมัครจากพรรค Conservative บัตรดังกล่าวจึงถูกสั่งให้เป็นโมฆะและหักออกจากคะแนนรวมของพรรคนั้นทันที

คำผกา ฟาดปชน.ไร้ระบบคุณธรรม ปมเฉยอดีตผู้สมัครสส.คดีข่มขืน แต่เที่ยวชี้นิ้วเหยียดพรรคอื่น

คำผกา ฟาดปชน.ไร้ระบบคุณธรรม ปมเฉยอดีตผู้สมัครสส.คดีข่มขืน แต่เที่ยวชี้นิ้วเหยียดพรรคอื่น

คำผกา ฟาดปชน.ไร้ระบบคุณธรรม ปมเฉยอดีตผู้สมัครสส.คดีข่มขืน แต่เที่ยวชี้นิ้วเหยียดพรรคอื่น

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.50 น.

คำผกา ฟาดปชน.ไร้ระบบคุณธรรม ปมเฉยอดีตผู้สมัครสส.คดีข่มขืน แต่เที่ยวไปชี้นิ้วเหยียดพรรคอื่น ตัวเองเหลวแหลกยิ่งกว่า

เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2569 จากกรณีศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือน นายธีระวัฒน์ พรรณะ อดีตผู้สมัคร สส.มหาสารคาม เขต 1 พรรคประชาชน (ปชน.) ในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราหญิงสาว

ล่าสุด น.ส.ลักขณา ปันวิชัย หรือแขก คำผกา พิธีกรชื่อดัง โพสต์ข้อความระบุว่า “ทนายเตือนหลายรอบ สมาชิกพรรคหลายคนเตือนหลายรอบ ว่าคดีข่มขืนของผู้สมัครคนนี้ ผู้เสียหายยังสู้คดีอยู่ และสู้ถึงศาลฎีกา แต่ผู้นำพรรคประชาชนไม่นำพาต่อเสียงทัดทาน

ข่าวว่าผู้เสียหาย ‘ใข้ชีวิตในมหาสารคาม‘ อย่าง ’ยาก’ ในช่วงสู้คดี เรื่องนี้สะท้อนว่าพรรคประชาขน ไม่ได้มี merit system อะไรอย่างที่เที่ยวไป ’ชูคอ’ ดูถูกพรรคการเมืองอื่นเลย!! 

ไอ้ที่ชี้นิ้ว ดูถูกเหยียดหยามคนอื่นว่าเป็น ระบบลูกท่านหลานเธอ ดถูกคนอื่นว่าชั่ว เลว บ้านใหญ่ โกง สุดท้าย พรรคประชาชนเองก็เหลวแหลกยิ่งกว่า หละหลวมยิ่งกว่า

ตลกดีนะคะ feminist พรรคส้มหายหัวหมด ทนายสิทธิฯ ผู้หญิงเฟียซๆหายหมด สส. หญิงในพรรคหายหัวหมด เลิกยะโสโอหัง เหยียดหยามคนอื่นได้แล้ว สงสารถึก สวสารพวงทอง สวสารภัควดี สวสารธงชัย แบกจนหลังขาดเป็นสองท่อนแล้ว”

เลือกตั้ง 69 มีสิทธิ์โมฆะ? เทพไท อ้างความเห็น จรัญ-วิษณุ ยันบาร์โค้ดมัดตัว กกต.

เลือกตั้ง 69 มีสิทธิ์โมฆะ? เทพไท อ้างความเห็น จรัญ-วิษณุ ยันบาร์โค้ดมัดตัว กกต.

เลือกตั้ง 69 มีสิทธิ์โมฆะ? เทพไท อ้างความเห็น จรัญ-วิษณุ ยันบาร์โค้ดมัดตัว กกต.

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.22 น.

20 กุมภาพันธ์ 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เลือกตั้ง69 มีสิทธิ์โมฆะ

ผมได้เคยแสดงความเห็นเกี่ยวกับ กรณีที่บัตรเลือกตั้งส.ส.ทั้งระบบเขต และระบบบัญชีรายชื่อ ที่มีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดลงไปในบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ว่าการเลือกตั้งต้องเป็นความลับ มีนักวิเคราะห์การเมืองหลายคน แสดงความคิดเห็นในลักษณะเช่นนี้เหมือนกัน แต่ไม่ได้เป็นที่น่าสนใจ เพราะว่าบุคคลเหล่านี้ไม่ใช่นักกฎหมายอาชีพ หรือไม่ใช่ปรมาจารย์ทางด้านกฏหมาย และไม่ใช่กูรูทางกฎหมาย

แต่เมื่อได้ฟังความคิดเห็นของอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย ซึ่งถือว่าเป็นปรมาจารย์ หรือเป็นกูรูทางกฎหมายหลายคนที่มีชื่อเสียง ได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ ผมจึงขออนุญาตยกความคิดเห็นของนักกฎหมายที่ถือว่า เป็นชั้นบรมครู 2 ท่านขึ้นมาอ้างอิงคือ

1.ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้กล่าวในรายการคมชัดลึก ตอนหนึ่งถึงกรณีบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ปี 2569 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ท่านพูดว่า “ถ้าพิสูจน์ได้ว่า ทำให้มีการตรวจสอบย้อนหลัง เช็คได้ว่าผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งคือใคร ก็แสดงว่าไม่ลับ ผลทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ขัดรัฐธรรมนูญ และใช้บังคับไม่ได้ ผลจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ เสียหายแก่ประเทศชาติ”

2.นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในการบรรยายที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ตอนหนึ่งว่า “หากถามความเห็นส่วนตัว ซึ่งผมอาจจะผิด ผมเห็นว่า ไม่ลับ เพราะมันสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ถ้าจะทำประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ มันมีโอกาสรู้ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ ก็ไม่ใช่ความลับ คำว่าความลับในรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ที่ระบุว่า การเลือกตั้งต้องทำโดยตรงและลับ มันไม่ได้หมายความว่า เป็นความลับตอนไหน แต่มันหมายความว่า ต้องเป็นเป็นความลับตลอดเวลา คือเป็นความลับไปกับโลกนี้เลย ถึงเรียกว่าลับ ถ้าลับแบบหลังจากเลือกไปแล้วอีก2เดือน มาเปิดดูกันได้ แล้วรู้กันว่าใครนั้น ถือว่าได้เลือกตั้งโดยลับไปแล้ว พูดแบบนั้นพูดไม่ได้ เพราะมันรู้ว่าถูกเปิดเผยออกมาแล้ว”

ความคิดเห็นของนักกฎหมายคนสำคัญของประเทศ2คนนี้ น่าจะเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ว่า การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 สุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโมฆะ ขณะนี้ได้มีผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อนำไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ และมีหลายช่องทาง หลายบุคคล หลายหน่วยงาน หลายองค์กร ที่กำลังยื่นให้มีการวินิจฉัยเรื่องนี้ ก็ต้องเรียนว่า การชี้ขาดว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ เป็นดุลย์พินิจของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่อยากจะก้าวล่วง หรือไม่อาจก้าวล่วงได้

แต่ในฐานะส่วนตัวเป็นนักวิเคราะห์การเมือง เคยเป็นนักการเมืองมาก่อน เรียนทางด้านกฎหมายมาบ้าง เห็นว่าบรรทัดฐานของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2549 ได้วินิจฉัยเรื่องการเลือกตั้งเป็นโมฆะ กรณีที่คณะกรรมการเลือกตั้งหรือกกต. จัดการเลือกตั้งหันคูหาออกนอก ทำให้มีบุคคลภายนอกสามารถล่วงรู้ได้ว่า ใช้สิทธิ์ลงคะแนนให้กับใคร จึงมีคำวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ จึงทำให้ต้องเลือกตั้งใหม่

แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ ปี 2569 มีการพิมพ์คิวอาร์โค้ด บาร์โค้ด ลงไปในบัตรเลือกตั้งทุกใบ และสามารถสืบเสาะค้นหาตัวบุคคล และการลงคะแนนได้ ซึ่งแสดงว่าการเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 อย่างชัดเจน

การเลือกตั้งเมื่อปี 2549 อาจจะมีการบ่งบอกถึงการลงคะแนนไม่เป็นความลับ แค่บางหน่วยเลือกตั้ง หรือบางเขต แต่การเลือกตั้งในปี 2569 นี้ ถือว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ลับ ทุกบัตรเลือกตั้ง ทุกใบ จึงไม่มีเหตุผลอื่นใดเลย ว่าการเลือกตั้งปี 2569 จะไม่เป็นโมฆะ

จึงยืนยันว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา โอกาสที่จะเป็นโมฆะสูงมาก และเมื่อรวบรวมหรือประมวลความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งว่า เป็นความลับหรือไม่ นอกจากความเห็นของ อาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล อาจารย์วิษณุ เครืองามแล้ว ยังมีบุคคลที่น่าสนใจอีกหลายคน ที่แสดงความเห็นในเรื่องนี้ในลักษณะว่า การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เช่น อาจารย์ธงทอง จันทรางศุ ฯลฯ

ในความเห็นส่วนตัว ไม่ได้มีส่วนได้เสียใดๆกับการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ได้แสดงความเห็นในฐานะนักวิเคราะห์การเมือง และเห็นว่าการเลือกตั้งปี 2569 นี้ สุ่มเสี่ยงต่อการโมฆะจริงๆ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ฐานเสียงที่สนับสนุนพรรคภูมิใจไทยเกิดจากความต้องการความมั่นคงของสังคม ทั้งในมิติความปลอดภัยเศรษฐกิจ และความเป็นระเบียบของรัฐ ดังนั้น การผลักดันนโยบายด้านนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องการเมือง แต่เป็นการตอบสนองความรู้สึกของประชาชนที่สะท้อนผ่านคูหาเลือกตั้ง”

รศ.สุขุม นวลสกุล

อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง

สะดุ้ง‘วิษณุ’โผล่ตีความปม‘บาร์โค้ด’ เลือกตั้งเสี่ยง‘โมฆะ’! เหตุผล‘ลงคะแนนไม่ลับ’

สะดุ้ง‘วิษณุ’โผล่ตีความปม‘บาร์โค้ด’  เลือกตั้งเสี่ยง‘โมฆะ’!  เหตุผล‘ลงคะแนนไม่ลับ’

สะดุ้ง‘วิษณุ’โผล่ตีความปม‘บาร์โค้ด’ เลือกตั้งเสี่ยง‘โมฆะ’! เหตุผล‘ลงคะแนนไม่ลับ’

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สะดุ้ง‘วิษณุ’โผล่ตีความปม‘บาร์โค้ด’ เลือกตั้งเสี่ยง‘โมฆะ’! เหตุผล‘ลงคะแนนไม่ลับ’ ถ้าเช็คต้นขั้วรู้ชื่อผู้มีสิทธิ์ ภท.ออกโรงสวนทันควัน อ้างไม่ได้ขัดรัฐธรรมนูญ

เนติบริกร “วิษณุ เครืองาม” โผล่ตีความปมพิมพ์บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง อาจขัดรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้การเลือกตั้งใช้วิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ เสี่ยงเลือกตั้งเป็นโมฆะ แนะกกต.ต้องจัดหย่อนบัตรใหม่ จะให้“แสวง” ติดคุกคนเดียวไม่ได้ต้องหาเพื่อนให้ด้วย ด้าน “ศุภชัย”ออกโรงโต้ยันเลือกตั้งบริสุทธิ์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เผยมีประชาชนร้องเอาผิด กกต.ปัญหาเรื่องเลือกตั้งแล้ว28เรื่อง

มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้บรรยายหัวข้อ ถอดรหัสภาวะผู้นำ-กรณีศึกษาอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ภายใต้หลักสูตรวิทยาการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง หรือ วบส.รุ่น 14 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

ช่วงหนึ่งหลังจากนายวิษณุบรรยายหัวข้อหลักจบและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนหลักสูตรนี้ได้มีโอกาสถามตอบและพูดคุยกัน โดยมีหลายคำถามแสดงความห่วงใยสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่นิ่งหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะประเด็นการเลือกตั้งที่อาจเป็นโมฆะจากกรณีการพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้งและสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ซึ่งอาจส่งผลให้ ผลการลงคะแนนไม่เป็นความลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ นายวิษณุตอบคำถามประเด็นนี้ โดยระบุว่า การตีความกฎหมายเรื่องนี้เกิดขึ้นได้ 2 แนวทาง

ตั้งธง2แนวทางลับ-ไม่ลับ

แนวทางที่ 1 ผลการลงคะแนนเลือกตั้ง “ไม่ลับ” กกต. ทำผิดและขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะบาร์โค้ดทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ออกเสียงอย่างไร ซึ่งถือว่าไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่กำหนดให้การเลือกตั้งใช้วิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ

แนวทางที่ 2 ผลการลงคะแนนยังเป็นไปในทาง “ลับ” เพราะลับหรือไม่ลับ พิจารณาจากตอนกากบาทลงคะแนนในคูหา ไม่ได้ไปดูกันภายหลัง ซึ่งกรณีบาร์โค้ดจะไม่เหมือนกับการเลือกตั้งปี 2549 ซึ่งตั้งหีบหันไปในทิศทางที่ทำให้บุคคลที่ผ่านไปมาเห็นผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งลงคะแนน นั่นหมายความว่า ครั้งนั้นได้สร้างบรรทัดฐาน โดยยึดเหตุการณ์ระหว่างกากบาทว่าต้องเป็นความลับ

“วิษณุ”ชื่อไม่ได้ลงคะแนนลับ

นายวิษณุขยายความต่อว่า หากถามความเห็นส่วนตัว ซึ่งผมอาจจะผิด ผมเห็นด้วยกับแนวทางที่ 1 ว่า “ไม่ได้ลับ” เพราะมันสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถ้าจะทำ ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือ มันมีโอกาสรู้ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็ไม่ใช่ความลับ คำว่าลับในรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ที่ระบุว่า การเลือกตั้งต้องทำโดยตรงและลับ มันไม่ได้หมายความว่าเป็นความลับตอนไหน แต่มันหมายความว่า ต้องเป็นความลับตลอดเวลา คือ เป็นความลับไปกับโลกนี้เลย ถึงเรียกว่าลับ ถ้าลับแบบหลังจากเลือกไปแล้ว อีก 2 เดือน มาเปิดดูกันได้ แล้วก็รู้กันว่าใครนั้น ถือว่าได้เลือกตั้งโดยลับไปแล้ว พูดแบบนั้น พูดไม่ได้ เพราะว่ามันถูกเปิดเผยออกมาแล้ว

นายวิษณุ ระบุว่า ถ้าคดีนี้ไปขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ เขาจะพิสูจน์ด้วยการที่หยิบบัตรเลือกตั้งมา 1 ใบ ที่มีบาร์โค้ด และเอาบาร์โค้ดไปเทียบกับต้นขั้ว เอาต้นขั้วไปเทียบกับบัญชีรายชื่อ ชื่อออกมาแล้วว่า “นาย ก.” ก็แสดงว่า “ไม่ลับ” แล้ว

ทางออกต้องเลือกตั้งใหม่

โดยนายวิษณุย้ำก่อนจบประเด็นนี้ว่า เป็นความเห็นส่วนตัวของผม ซึ่งอาจจะผิดก็ได้ จากนั้นมีผู้เรียนถามต่อว่า หากเป็นแบบนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้มีโอกาสเป็นโมฆะหรือไม่ นายวิษณุ ตอบว่า “ผมตอบไม่ได้ และไม่กล้าจะคาดเดาด้วย” คนที่ถามผมเมื่อสักครู่ว่าลับหรือไม่ลับ ผมก็เห็นว่ามัน “ไม่ลับ” หากการลงคะแนนไม่ลับแล้ว ก็อยู่ที่ กกต. ว่าจะสั่งอย่างไร หาก กกต. เห็นว่า “ไม่ลับ” ก็ออกได้ทางเดียว คือ สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ จะบางเขตไม่ได้ เพราะบัตรเลือกตั้งมันเหมือนกันทั้งประเทศ

เมื่อปี 2549 เราได้สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศมาแล้วครั้งหนึ่ง จากกรณีจัดคูหาเลือกตั้งให้คนเดินผ่านแล้วมองเห็น ซึ่งครั้งนั้นการจัดคูหาแบบนั้นไม่ได้จัดทั้งประเทศ จัดเพียงบางแห่งเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น กกต. ก็ได้สั่งให้เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ เสียเงินกี่พันกี่หมื่นล้านก็ต้องทำ

ถ้า กกต. ไม่อยากสั่งให้เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ ก็ออกได้ทางเดียว คือ ที่ว่าการลงคะแนนเป็นความลับ หมายถึง “ลับ” ตอนกาบัตรเลือกตั้ง ส่วนหลังจากนั้นไม่ลับอย่างที่ได้ตอบไป

นายวิษณุ กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ขาดอย่างไร ผมไม่กล้าฟันธง แต่จะมาบอกว่าเอาแค่ กกต. รับผิดไปก็แล้วกัน มันจะไม่เป็นแบบนั้น เพราะคดีเมื่อปี 2549 โดนหลายเด้ง ทั้งการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ และ กกต. ต้องรับผิด แล้วก็ติดคุกกันไป ครั้งนี้ผมไม่แน่ใจว่าจะให้ กกต. ติดคุกหรือไม่ แต่ก็มีส่วนรับผิดชอบเพราะว่า บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดผ่านความเห็นชอบจาก กกต. แล้ว เพราะฉะนั้นจะเอาคุณแสวงไปติดคุกคนเดียวไม่ได้ ก็คงต้องหาเพื่อนให้แกด้วยอยู่ดี

ภท.ย้ำชอบธรรมไม่โมฆะ

ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร ว่าที่สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า จากกระแสข่าวที่อ้างถึงความเห็นของ นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2569 อาจมีปัญหาเรื่องความลับของการลงคะแนน เนื่องจากมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ว่า ควรพิจารณาตามหลักกฎหมาย ไม่ใช่ความกังวลเชิงเทคนิค รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นไปโดย “โดยตรงและลับ” โดยคำว่า “ลับ” หมายถึง ต้องไม่มีระบบที่สามารถเชื่อมโยงตัวบุคคลกับตัวเลือกที่ลงคะแนนได้ มิได้หมายความว่าบัตรต้องไม่มีรหัสหรือเครื่องหมายใด ๆบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งซึ่งจัดทำภายใต้การกำกับของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีไว้เพื่อควบคุมจำนวนบัตร ป้องกันการปลอมแปลง และบริหารจัดการในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง ไม่ได้เชื่อมโยงกับรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และไม่มีระบบติดตามว่าใครลงคะแนนให้ใคร การจะวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง “เป็นโมฆะ” ต้องมีการละเมิดหลักการพื้นฐานอย่างร้ายแรง และต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน ไม่ใช่เพียงข้อสันนิษฐานว่าระบบ “อาจ” ไม่ลับ

นายศุภชัย ยังยกตัวอย่างว่า แม้คนรอบตัวจะคาดเดาว่าบุคคลหนึ่งน่าจะเลือกพรรคใด แต่การกาบัตรเกิดขึ้นในคูหาโดยลำพัง เมื่อพับบัตรและหย่อนลงหีบแล้ว ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถพิสูจน์ได้ว่าบัตรใบนั้นเป็นของใคร หรือเลือกผู้สมัครรายใด ความลับจึงยังคงอยู่ตามหลักกฎหมาย จึงสรุปได้ว่า ตราบใดที่ไม่มีหลักฐานว่าบาร์โค้ดสามารถระบุตัวผู้ลงคะแนนได้ หรือมีการใช้ระบบดังกล่าวติดตามคะแนนเสียง การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2569 ยังคงเป็นการเลือกตั้งโดยตรงและโดยลับตามรัฐธรรมนูญ และไม่อาจถือเป็นโมฆะได้เพียงจากข้อสงสัยเชิงเทคนิค

ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน28เรื่อง

วันเดียวกัน พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยความคืบหน้าความในการพิจารณาคำร้องคดีภาคประชาชนหลายกลุ่มได้มายื่นคำร้องขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นเรื่องให้ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยปม Barcode/QR Code บนบัตรเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และปัญหาการจัดการเลือกตั้งของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ว่า ขณะนี้ มีภาคประชาชนมาคำร้องในเรื่องนี้กับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แล้วทั้งหมด 28 เรื่อง สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับเรื่องทั้งหมดไว้พิจารณา โดยพิจารณาคัดแยกคำร้องเป็น 2 ประเด็นพิจารณา คือ ประเด็นแรก ปัญหาการละเมิดสิทธิประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งที่มีการร้องว่า การลงคะแนนบัตรเลือกตั้งไม่เป็นความลับ มีผู้ร้องทั้งหมด 18 ราย ผู้ตรวจการแผ่นดินต้องแสวงหาข้อเท็จจริงทั้งจากผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง คือ กกต. และวินิจฉัยตามพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายว่า คำร้องมีมูลพอจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาหรือไม่ ให้เสร็จภายใน 60 วัน ในประเด็นนี้ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินส่งหนังสือให้ กกต.ตอบชี้แจงกลับมาภายใน 7 วัน ซึ่งต้องให้โอกาส กกต.ได้ชี้แจง เพื่อความเป็นธรรม แต่หาก กกต.สามารถชี้แจงได้ หรือ ไม่ส่งคำชี้แจงมา ผู้ตรวจการแผ่นดินก็สามารถใช้ดุลพินิจพิจารณาคำร้องฝ่ายผู้ร้องฝ่ายเดียวได้ เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉันชี้ขาด

ยันพิจารณาอย่างรอบคอบ

พล.ต.อ.สรายุทธ กล่าวว่า ประเด็นที่สอง ปัญหาการปัญหาการจัดการเลือกตั้งของกกต. เจ้าหน้าที่ กกต. รวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่เป็นไปตามกฎหมายนั้น มีผู้ร้องทั้งหมด 10 ราย ในประเด็นนี้ เป็นอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดโดยตรงของผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นไปตามข้อกฎหมายที่ให้อำนาจผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่รัฐให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาการพิจารณา กระบวนการพิจารณาจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของคำร้อง พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

“ยืนยันว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ได้นิ่งนอนใจ เราพิจารณาทุกคำร้องที่ประชาชนส่งเข้ามา เพราะทุกข์ของประชาชนเป็นสิ่งที่รอไม่ได้ แต่กระบวนการพิจารณาวินิจฉัยจะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย จะใช้ความรู้สึกมาตัดสินไม่ได้ เพราะหลักพิจารณาจะต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ใช้ให้ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงมาประกอบกัน ใครทำผิดก็ว่าไปตามความผิด ไม่จำเป็นต้องเชื่อมั่นเรา แต่ของให้ดูจากการกระทำว่ายึดโยงหรือไม่” ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าว

อย่าเพิ่งรับรองผลการเลือกตั้ง

นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกกลุ่ม สว.สำรอง ให้สัมภาษณ์หลังยื่นหนังสือให้กับผู้ตรวจการแผ่นดินหลัง ว่า เพื่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ

ส่วนการยื่นเรื่องถึงศาลปกครองก็เพื่อขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามกกต.รับรองผลการเลือกตั้งเพราะถ้ารับรองไปก็จะเสียหายมากกว่านี้

อ้างกกต.ตอบผู้ตรวจการแล้ว

นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ หรือทนายรณณรงค์ ประธานมูลนิธิรณณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เผยว่า ทราบมาว่า ขณะนี้กกต.ได้ทำหนังสือชี้แจงต่อผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว

เมื่อถามว่ากกต.จะต้องรอการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งก่อนหรือไม่ นายรณรงค์ กล่าวว่า กกต.มีสิทธิ์ตามกฎหมายและมีขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ท่านต้องปฏิบัติตามกฎหมายเดิมของท่านไปก่อน ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายมากขึ้น จึงอยากให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเร่งส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ถ้าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ เวลาสส.ไปโหวตกฎหมายจะได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามันสมบูรณ์ก็จะได้สบายใจ

‘ทัพบก’ซัดเขมร ยืนยันดินแดนเป็นของไทย

‘ทัพบก’ซัดเขมร  ยืนยันดินแดนเป็นของไทย

‘ทัพบก’ซัดเขมร ยืนยันดินแดนเป็นของไทย

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ทัพบก’ซัดเขมร ยืนยันดินแดนเป็นของไทย แค่ให้ลี้ภัยแต่ไม่ยอมกลับ เสธ.ทบ.ฮึ่ม!ทหารพร้อม

กองทัพบกสวน “ฮุน มาเนต” หมัดต่อหมัดตบปากโจมตีไทยยึดครองดินแดนเขมร ลั่นพื้นที่ของไทยแต่แบ่งให้คนเขมรลี้ภัยพอสงครามจบไม่ยอมกลับ ย้ำเขมร 8 หมื่นคนไม่ใช้ผู้พลัดถิ่น แต่คือคนรุกล้ำอธิปไตยไทย ยันไทยยึดข้อตกลงจีบีซีระบุชัดใครอยู่พื้นที่ไหนอยู่จุดนั้นหลังหยุดยิง ส่วนการวางตู้คอนเทนเนอร์-กั้นรั้ว เพื่อรักษาความปลอดภัยพื้นที่ชั่วคราว ไม่ได้ละเมิดอธิปไตยใคร ด้านเสธ.ทบ. เชื่อมือกต.ตอบโต้นายกฯเขมรใส่ร้ายไทย ย้ำการทหารดูแลเต็มที่ ซัดทหารเขมร ไร้วินัย ถูกส่งเข้าพื้นที่ โดยไม่ได้เตรียมตัว

เมื่อวันที่ 19กุมภาพันธ์2569 พล.ต.วินธัยสุวารี โฆษกกองทัพบกแถลงถึงกรณีสำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชาเผยแพร่บทสัมภาษณ์ของนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกองทัพไทยและข้อตกลงหยุดยิงในถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) คณะกรรมการชายแดนทั่วไป(GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 ที่ไทยและกัมพูชาลงนามร่วมกันไว้ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด ดังนี้

โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า ประเด็นแรกกรณีนายฮุน มาเนต ระบุกองทัพไทยกำลังยึดครองดินแดนกัมพูชาอยู่ พร้อมทั้งได้ติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนาม ส่งผลให้ผู้พลัดถิ่นประมาณ 80,000 คน ไม่สามารถกลับบ้านได้นั้น กัมพูชาทราบอยู่แล้วว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ของประเทศไทย ที่ในอดีตไทยเคยให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจากการสู้รบของกัมพูชาเข้ามาพักพิง แต่เมื่อสงครามเสร็จ ประชาชนและทหารกัมพูชาไม่ยอมเดินทางกลับประเทศของตน ซ้ำยังขยายชุมชนรุกล้ำเขตอธิปไตยของไทยมาต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งฝ่ายไทยเรียกร้องหรือประท้วงผ่านกลไกคณะทำงานต่างๆมาตลอด แต่กัมพูชาเพิกเฉย และไม่ยอมแก้ปัญหานำประชาชนกลับไปยังประเทศของตน

“ดังนั้นกลุ่มคนดังกล่าวจึงไม่ได้เรียกว่าเป็นผู้พลัดถิ่น อย่างที่นายกฯกัมพูชากล่าวอ้าง แต่ถือเป็นกลุ่มบุคคลที่ทำผิดกฎหมาย และรุกล้ำอธิปไตยของไทยมาต่อเนื่องยาวนาน ทำให้ประชาชนไทยเสียประโยชน์ในการเข้าใช้พื้นที่ดังกล่าว”โฆษกกองทัพบกระบุ

และว่า ประเด็นที่สอง กรณีนายกฯเขมรกล่าวอ้างถึงการยึดครองดินแดนของไทยนั้น โฆษกกองทัพบกยืนยันว่า ไทยดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงในถ้อยแถลงร่วม(Joint Statement)อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะข้อ 2 ที่กำหนดชัดเจนว่า ให้ทั้งสองฝ่ายคงวางกำลังที่มีอยู่ในพื้นที่ปัจจุบันหลังการสู้รบ โดยไม่เคลื่อนย้ายกำลังที่ตั้งอยู่เพิ่มเติม ซึ่งข้อเท็จจริงคือทุกพื้นที่เหล่านั้น กองทัพไทยจำเป็นต้องเข้าปฏิบัติการทางทหารเพื่อยับยั้งการถูกโจมตี การถูกคุกคามชีวิตของทหารและประชาชนคนไทย ถือเป็นสิทธิป้องกันตนเองตามหลักสากล มิได้มีวัตถุประสงค์จะละเมิดอธิปไตยหรือบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศใด สุดท้ายเมื่อมีการตกลงหยุดยิง การคงกำลังทหารในพื้นที่ดังกล่าว จึงชอบธรรมตามข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วมที่กัมพูชาก็ทราบและเข้าใจดี

ส่วนการวางตู้คอนเทนเนอร์และกั้นลวดหนามใช้เป็นเครื่องกีดขวางสำหรับในบางพื้นที่นั้น โฆษกกองทัพบกชี้แจงว่า เป็นหนึ่งในมาตรการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ชั่วคราว รักษาความปลอดภัยให้พื้นที่ช่วยลดความเสี่ยงเผชิญหน้า ลดการกระทบกระทั่งกันได้ ทั้งในส่วนทหารและประชาชน เพราะที่ผ่านมาพื้นที่บริเวณนั้น กัมพูชามักใช้ประชาชนให้มาออกหน้า แสดงการยั่วยุ ด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวต่อฝ่ายไทย

ประเด็นสุดท้ายที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเรียกร้องให้ไทยเปิดโอกาสให้คณะกรรมาธิการชายแดนกัมพูชา-ไทย (JBC) เริ่มดำเนินแก้ข้อพิพาทชายแดนนั้น โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า ไทยโดยกระทรวงการต่างประเทศมีจุดยืนชัดเจน ที่พร้อมดำเนินการและยินดีใช้กลไกทวิภาคีทุกระดับมาแก้ปัญหาข้อพิพาทและสร้างความร่วมมือในพื้นที่ เมื่อทั้งสองฝ่ายพร้อม ซึ่งประกอบด้วยหลายปัจจัย ทั้งลดระดับความตึงเครียดทางทหาร ความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนจากทุ่นระเบิด รวมถึงความพร้อมของรัฐบาลไทยที่อยู่ระหว่างตั้งรัฐบาลใหม่

“กองทัพบกยืนยันความพร้อมเข้าสู่กระบวนการหารือร่วมกันโดยสันติวิธี ควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมต่อทุกสถานการณ์ เพื่อพิทักษ์อธิปไตยและดูแลความปลอดภัยให้ประชาชน พร้อมขอให้กัมพูชาทบทวนข้อกำหนดในถ้อยแถลงร่วมและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด อันจะนำไปสู่ทิศทางการแก้ปัญหาที่ถูกต้องและส่งเสริมความสงบสุขในพื้นที่อย่างยั่งยืน”โฆษกกองทัพบกกล่าว

ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ขณะนี้เรียบร้อยดี แต่ก็ต้องเฝ้าระวังในทุกพื้นที่อยู่แล้ว และใช้เครื่องมือที่มีอยู่เฝ้านะวังพื้นที่ ทั้งเครื่องมือและบุคลากร ยังไม่ลดความพร้อมดำเนินการ จึงคาดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร ส่วนกรณีฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศกล่าวหาไทยรุกล้ำแดนกัมพูชา จะเป็นการยั่วยุสถานการณ์หรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศจะตอบโต้ตามกระบวนการ จึงไม่ต้องกังวล เมื่อเขาต่อสู้ทางการทูตเราก็ต้องสู้ทางการทูต แต่ทางการทหารเราก็ดูแลอย่างเต็มที่ ผู้สื่อข่าวถามว่า การกระทำดังกล่าวจะเป็นการละเมิดถ้อยแถลงร่วมหรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์กล่าวว่า เขาก็พยายาม หน่วยในพื้นที่ก็เป็นกำลังใหม่ๆ อาจไม่ทราบถึงสถานการณ์ หลังมีทหารหลายส่วนเข้ามาในพื้นที่ โดยยังไม่ได้เตรียมตัว หากจะบอกว่าไม่มีวินัยก็คงพูดได้ ส่วนทหารของเรามีวินัย เราเตรียมพร้อมมีความพร้อมอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาใด

พรรคส้มฉาวอีก ศาลสั่งจำคุกผู้สมัครสส.4ปี คดีมอมยาข่มขืนเหยื่อสาว

พรรคส้มฉาวอีก  ศาลสั่งจำคุกผู้สมัครสส.4ปี  คดีมอมยาข่มขืนเหยื่อสาว

พรรคส้มฉาวอีก ศาลสั่งจำคุกผู้สมัครสส.4ปี คดีมอมยาข่มขืนเหยื่อสาว

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศาลฎีกาจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา“ธีระวัฒน์ พรรณะ” ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เขต 1 มหาสารคาม ฐานมอมยาข่มขืนหญิงสาวที่สปป.ลาว พร้อมสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหม 2 แสนบาท ด้าน “ไอติม”ขอเป็นตัวแทนพรรค ปชน.ขอโทษเหยื่อ ขอนำเรื่องที่เกิดขึ้นไปทบทวนกระบวนการคัดสรรผู้สมัครให้รัดกุมยิ่งขึ้น

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ ศาลจังหวัดมหาสารคาม ตำบลแวงน่าง ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคามเป็นโจทก์ฟ้อง นายธีระวัฒน์พรรณะ ผู้สมัคร สส.พรรคประชน เขต 1 จ.มหาสารคาม ฐานข่มขืนกระทำชำเรา

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2563 จำเลยข่มขืนกระทำชำเรา ผู้เสียหาย ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลย โดยใช้กำลังประทุษร้าย ขณะที่ผู้เสียหายอยู่ในอาการสะลืมสะลือไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เนื่องจากฤทธิ์ยา ซึ่งจำเลยให้ผู้เสียหายรับประทานแล้ว จนสำเร็จความใคร่ โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เหตุเกิดที่ตำบลและอำเภอใดไม่ปรากฏชัด จังหวัดนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ต่อมาวันที่ 19 ม.ค. 2563 ผู้เสียหายนำยาจำนวน 8 เม็ด และยาไม่ทราบชนิดจำนวน 2 แคปซูล ซึ่งเป็นยาที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดมามอบให้เจ้าพนักงานยึดไว้เป็นของกลาง

คดีนี้เหตุเกิดนอกราชอาณาจักร อัยการสูงสุดมอบหมายให้พนักงานสอบสวน สภ.เขวาใหญ่ เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบขอให้ลงโทษกฎหมายผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล และค่าเดินทางไปรักษาพยาบาล 50,000 บาท ค่าเดินทางกลับภูมิลำเนา 2,000 บาท ค่าสูญเสียพรหมจารี 300,000 บาท ค่าขาดรายได้ 27,000 บาท ค่าทนทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจ 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 697,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 ม.ค. 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง และยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกาศาลฎีกาพิเคราะห์ตรวจสำนวนพยานหลักฐาน มีข้อวินิฉัยว่า แม้การตรวจร่างกายของโจทก์ร่วมที่โรงพยาบาลมหาสารคามไม่พบหลักฐานการร่วมประเวณี แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่ามีการตรวจหลังเกิดเหตุหลายชั่วโมง และโจทก์ร่วมไม่ได้ต่อสู้ขัดขืน เนื่องจากอาการสะลืมสะลืออ่อนเพลียไม่มีแรงไม่มีสติสัมปชัญญะที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ โจทก์ร่วมก็ยืนยันว่า โจทก์ร่วมไม่ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งหมดแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้อง ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหม่ทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหายต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทางไปรักษาพยาบาลและเดินทางกลับภูมิลำเนา ขาดรายได้ตามปกติ และมีความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจที่ต้องมีมลทินมัวหมองเป็นตราบาปติดตัวไปตลอด เป็นการทำร้ายจิตใจ ทำลายการเรียน ความหวัง และความฝันของโจทก์ร่วม ทำให้โจทก์ร่วม บิดา มารดาของโจทก์ร่วมได้รับความอับอาย ต้องใช้เวลาในการบำบัดรักษาร่างกายและฟื้นฟูจิตใจให้เป็นปกติ จึงเห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ตามความร้ายแรงแห่งการทำละเมิด โดยกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์ร่วมรวมจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีตั้งแต่วันละเมิด

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ให้จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8เดือนริบยาของกลางทั้งหมด ให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18ม.ค. 2563 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

ด้าน นายพริษฐ์วัชรสินธุ โฆษกพรรคปชน.กล่าวขอโทษกรณีผู้สมัคร สส.มหาสารคาม แต่ล่าสุดถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุกคดีข่มขืนว่า ยอมรับในเชิงกฎหมาย เมื่อปรากฏชัดว่า มีคำสั่งศาลฎีกา สถานะการเป็นผู้สมัคร หรือสมาชิกพรรคจะสิ้นสภาพไป แต่คิดว่าเหตุการณ์นี้เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่พรรคประชาชนต้องนำไปทบทวนกระบวนการคัดสรรผู้สมัครให้รัดกุมขึ้น น้อมรับในประเด็นนี้ เป็นตัวแทนของพรรคขอโทษเหยื่อ ที่วันนี้พิสูจน์แล้วว่า ผู้กระทำผิดทำหน้าที่ลงสมัคร สส.ที่ผ่านมา