รมช.มหาดไทย สั่งสางทุจริตท้องถิ่น ลั่น ชิงลาออกหนีความผิดก็ไม่รอด

รมช.มหาดไทย สั่งสางทุจริตท้องถิ่น ลั่น ชิงลาออกหนีความผิดก็ไม่รอด

รมช.มหาดไทย สั่งสางทุจริตท้องถิ่น ลั่น ชิงลาออกหนีความผิดก็ไม่รอด

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.52 น.

รมช.มหาดไทย จ่อประชุมกองกลาง สางทุจริตท้องถิ่น แจง คำสั่งชะลอบรรจุ 1 ก.ค. ไม่กระทบคนบรรจุไปแล้ว ย้ำ ต้องแยกคนสอบได้-คนโกง ลั่น ขยายผลแน่ ชิงลาออกหนีความผิดไม่ได้

เมื่อเวลา 08.20 น. วันที่ 25 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) มีคำสั่งชะลอบรรจุและแต่งตั้งผู้สอบแข่งขัน ในวันที่ 1 ก.ค. ออกไปก่อนทุกจังหวัด นอกจากนี้ สังคมยังตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับผู้ที่ได้รับการบรรจุไปก่อนหน้านั้น จะมีการดำเนินการอย่างไรว่า คำสั่งชะลอเป็นของ สถ.ที่ออกมาเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ซึ่งวันนี้จะมีการประชุมกองกลาง ต้องรอดูว่า จะมีข้อพิจารณาออกมาอย่างไร และอีกส่วนที่ได้รับการบรรจุไปแล้วยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่ แต่สิ่งที่ต้องทำในวันนี้คือ เร่งกระบวนการตรวจสอบให้เร็วที่สุด เพราะต้องแยกคนที่สอบได้ด้วยตนเองออกมา แล้วแยกคนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตออกมาด้วยเช่นกัน เพื่อจะได้จัดการถูกว่า จะต้องดำเนินการอย่างไร ทั้งนี้ คนที่สอบได้ด้วยความสามารถ ตั้งใจอ่านหนังสือสอบมาด้วยตนเอง เราต้องไม่ทำอะไรที่มันกระทบสิทธิ์เขา

ผู้สื่อข่าวถามว่า เบื้องต้นมีการกำหนดกรอบระยะเวลา ก่อนคัดบุคคลที่สอบได้ด้วยตนเอง และบุคคลที่มีการทุจริตเข้ามาหรือไม่ว่า ต้องใช้ระยะเวลาเท่าไร นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยมีคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบภายใน 7 วัน แต่การพิสูจน์ตัวบุคคลทั้งหมดว่า มีใครเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง เรื่องนี้อาจจะต้องใช้เวลา เพราะต้องการทำการตรวจอย่างละเอียด เพราะหากผิดพลาดไปจะกระทบสิทธิ์ผู้บริสุทธิ์ แต่ในระดับนโยบายมีการสั่งการให้ดำเนินการโดยเร็วที่สุด

เมื่อถามว่า จะมีการขยายผลเพิ่มเติมอย่างไร นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า พฤติกรรมตอนนี้ทีมที่ตรวจสอบได้เห็นถึงพฤติกรรมและพฤติการณ์แล้วว่า ขบวนการมีลักษณะอย่างไร และมีวิธีการที่จะตรวจสอบว่า ใครที่มีส่วนเกี่ยวข้องในขบวนการทุจริตครั้งนี้บ้าง ส่วนรายละเอียดขอให้ทีมตรวจสอบเป็นผู้ดำเนินการ ย้ำว่าต้องขยายผลต่อ เชื่อว่าในส่วนที่ ป.ป.ช.เข้าไปตรวจเจอ ก็จะสามารถขยายผลต่อไปได้ 

เมื่อถามถึงกรณีที่เริ่มมีการข่มขู่ มีการยิงบ้าน จ.พัทลุง จะเดินหน้าตรวจสอบอย่างไร นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจะต้องไปแจ้งความดำเนินคดี และตนได้หารือกับปลัดกระทรวงมหาดไทยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ว่า น่าจะมีการรวบรวมข้อมูลจากผู้เสียหาย เพื่อเก็บข้อมูลแล้วจะมีการขยายผลในส่วนนี้ 

เมื่อถามว่า นอกจากพื้นที่ใน จ.เพชรบูรณ์แล้ว จะมีการขยายผลไปพื้นที่อื่นด้วยหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า พื้นที่อื่นต้องมีการขยายผลจากชุดที่เราเจออยู่แล้ว เพราะมีการเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ขอไม่ลงรายละเอียดว่าเป็นพื้นที่ใดบ้าง 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีผู้ที่เกี่ยวข้องบางคนชิงลาออกจะมีผลอย่างไร นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ไม่มีผล แม้จะมีการลาออกก็ไม่มีผล เพราะไม่เกี่ยวกับการลาออกหรือลาออก แต่เกี่ยวข้องคือ เขาได้เข้าไปทำความผิดหรือไม่ หากได้เข้าไปทำความผิดแม้จะมีการลาออกก็ต้องถูกดำเนินคดีอยู่แล้ว

นายกฯ เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วัน อุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

นายกฯ เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วัน อุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

นายกฯ เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วัน อุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.39 น.

นายกฯ เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ ทำเนียบรัฐบาล

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 เวลา 07.30 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และภริยา เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ข้าราชการและเจ้าหน้าที่หน่วยงานในทำเนียบรัฐบาล เข้าร่วมพิธีฯ โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก และเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และจุดเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดา เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล พระสงฆ์ให้ศีล เจ้าหน้าที่อาราธนาพระปริตร พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์สวดพระพุทธมนต์ 

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ภริยา พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ถวายเครื่องไทยธรรมและปิ่นโตภัตตาหารแด่พระสงฆ์ นายกรัฐมนตรีทอดผ้าไตรบังสุกุล จำนวน 10 ไตร พระสงฆ์สดับปกรณ์ ประธานสงฆ์กล่าวสัมโมทนียกถานำเจริญจิตภาวนาอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล เป็นเวลา 47 วินาที พระสงฆ์อนุโมทนา นายกรัฐมนตรีกรวดน้ำรับพร และกราบพระรัตนตรัยหน้าโต๊ะหมู่บูชา เสร็จแล้วถวายความเคารพเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และกราบลาประธานสงฆ์

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีฯ นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมผู้เข้าร่วมพิธี ได้ร่วมพิธีตักบาตร โดยมีพระสงฆ์ จำนวน 20 รูป ออกรับบิณฑบาต ณ บริเวณหน้าตึกสันติไมตรีและหน้าตึกไทยคู่ฟ้า

ทั้งนี้ “ปัณรสมวาร” หมายถึง วาระครบ 15 วัน โดยเป็นคำที่มาจากภาษาบาลี ประกอบด้วยคำว่า “ปัณรส” หมายถึง สิบห้า และ “วาร” หมายถึง วันหรือวาระ ซึ่งนิยมใช้ในพระพุทธศาสนาและราชประเพณี เพื่อเรียกพิธีบำเพ็ญกุศลตามกำหนดวาระ อันเป็นการอุทิศถวายเป็นพระกุศลและน้อมรำลึกในโอกาสสำคัญ

ใครพร้อมก่อนมาได้เลย! รุทธพล เผย 2 ก.ค. ภาวุธ และพวก เข้าชี้แจงดีเอสไอ คดี Forex

ใครพร้อมก่อนมาได้เลย! รุทธพล เผย 2 ก.ค. ภาวุธ และพวก เข้าชี้แจงดีเอสไอ คดี Forex

ใครพร้อมก่อนมาได้เลย! รุทธพล เผย 2 ก.ค. ภาวุธ และพวก เข้าชี้แจงดีเอสไอ คดี Forex

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.38 น.

รุทธพล เผย 2 ก.ค. ภาวุธ และพวก เข้าชี้แจงดีเอสไอ คดี Forex บอก ใครพร้อมก่อนมาได้เลย ระบุ ศาลเป็นผู้ตัดสินคลิปโฆษณาลงทุน ชวนเชื่อหรือไม่ เชื่อ ข้อมูลโบรกเกอร์มีประโยชน์ต่อการสอบสวน บ่ายนี้ตอบกระทู้สดสภา

เมื่อเวลา 08.15 น. วันที่ 25 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับคดี Forex เป็นพิเศษ คาดว่า จะใช้เวลานานหรือไม่ในการแจ้งข้อกล่าวหาว่า พยายามเร่งรัด แต่ในเรื่องธุรกรรมต่างๆ ค่อนข้างเยอะ เช่น ธุรกรรมการเงินมีถึง 6-7 หมื่นธุรกรรม ทำให้ต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์ รวมถึงเรื่องของพยานหลักฐาน ซึ่งในวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา ดีเอสไอได้มีปฏิบัติการตรวจค้น 24 จุด ได้พยานหลักฐานค่อนข้างมาก ทั้งเอกสารและคอมพิวเตอร์ ทำให้มีการตั้งคณะทำงานโดยมีการเพิ่มเจ้าหน้าที่เข้ามาอีก เพราะเกรงจะล่าช้า เบื้องต้นตนได้ให้นโยบายว่า ต้องมีการรายงานให้ประชาชนรับทราบทุก 15 วัน เพื่อให้ได้ทราบความคืบหน้า 

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการเชิญนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เข้ามาชี้แจงถึงความเชื่อมโยงเมื่อไหร่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า หลังจากรับทราบว่า ได้รับเรื่องดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ พร้อมกันนั้นได้มีการออกหมายเรียกหลายคน ซึ่งในนั้นมีนายภาวุธด้วย กำหนดให้มาพบในวันที่ 2 ก.ค. โดยทุกคนที่ได้ออกหมายเรียกไป ได้มีหมายเหตุว่า หากพร้อมสามารถมาพบพนักงานสอบสวนได้เลย 

เมื่อถามว่า ดีเอสไอมองอย่างไรที่นายภาวุธชี้แจงว่า ในคลิปไม่ได้เป็นการโฆษณาเชิญชวน พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตรงนี้เป็นเรื่องของการรวบรวมพยานหลักฐาน และเป็นเรื่องที่ทางศาลจะใช้ดุลยพินิจในการตัดสินว่า คลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในสื่อเป็นลักษณะการเทรด หรือการชักชวน โฆษณาชวนเชื่อ 

เมื่อถามว่า ขณะนี้ทางดีเอสไอและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังทำงานอย่างเข้มข้นใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ช่วงนี้มีการประสานและบูรณาการร่วมกัน ที่สำคัญที่สุด คือ ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่ทางดีเอสไอได้ส่งเรื่องไปยัง ปปง.หลายวันแล้ว เพื่อร่วมในการตรวจสอบ เมื่อถามอีกว่า ขณะนี้ ปปง.เริ่มรู้ถึงเส้นเงินแล้วหรือยัง พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ถึงตรงนั้น เพราะธุรกรรมค่อนข้างเยอะ คงต้องให้เวลาและความเป็นธรรมเพื่อตรวจสอบให้ละเอียด

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวว่า นายภาวุธจะลาออกจา สส.บัญชีรายชื่อ จะทำให้การตรวจสอบเร็วขึ้นหรือไม่ เพราะไม่มีเรื่องเอกสิทธิ์ สส.คุ้มครอง พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เรื่องลาออกตนไม่ทราบ แต่เรื่องเร็วหรือช้า ทางดีเอสไอ ปปง. และธปท. จะดำเนินการตรวจสอบไปตามขั้นตอนปกติ เมื่อถามถึงกรณีที่มีโบรกเกอร์เข้าไปชี้แจงในดีเอสไอว่า ดำเนินการถูกกฎหมาย แต่ทาง ธปท.ระบุว่า เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ดีเอสไอมองอย่างไร พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เท่าที่ทราบมีเรื่องของบริษัท QRS Global เข้ามาชี้แจง ยืนยันว่า เราฟังเสียงทุกฝ่าย และจากการสอบถามพนักงานสอบสวนเห็นว่า มีประโยชน์ต่อทางดีเอสไอ ทำให้ทราบในหลายเรื่องที่ดีเอสไอยังไม่ทราบ เหมือนเป็นการมาเพิ่มเติมในส่วนของพยานหลักฐานว่า ใครเป็นใคร ส่วนบุคคลใดที่สื่อโซเชียลพูดถึงในตอนนี้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวพันกับ QRS ก็ถือว่า เราได้ข้อมูลเพิ่มเติม 

พล.ต.ท.รุทธพล เปิดเผยว่า ช่วงบ่ายวันนี้ (25 มิ.ย.) ตนจะชี้แจงกระทู้ถามสดในเรื่องนี้ต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะมีรายละเอียดในการชี้แจง

โสภณ นำคณะสภาผู้แทนราษฎรจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วัน อุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

โสภณ นำคณะสภาผู้แทนราษฎรจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วัน อุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

โสภณ นำคณะสภาผู้แทนราษฎรจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วัน อุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.22 น.

โสภณ นำคณะสภาผู้แทนราษฎรจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วัน อุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ”

25 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วัน ณ อาคารรัฐสภา เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

สภาผู้แทนราษฎร จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วัน เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ ห้องรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  อาคารรัฐสภา โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร คณะผู้บริหาร ผู้อำนวยการ ผู้บังคับบัญชากลุ่มงาน และบุคลากรของสำนักงานสภาผู้แทนราษฎร เข้าร่วมในพิธี

โดยก่อนเริ่มพิธี ประธานรัฐสภาได้เข้ามาตรวจความเรียบร้อยและได้พูดคุยกับผู้บริหารและข้าราชการโดยกล่าวถึงหลักธรรมพรหมวิหาร 4 ที่จะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันทั้งเรื่องส่วนตัวและการทำงาน

โอกาสนี้ ประธานรัฐสภาถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ จำนวน 10 รูป จากวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร จากนั้นพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์สวดพระพุทธมนต์ ประธานในพิธีและผู้ร่วมพิธีได้ถวายไทยธรรมแด่พระสงฆ์ ทอดผ้าไตรบังสุกุล พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์สดับปกรณ์ ประธานสงฆ์นำเจริญจิตภาวนา อุทิศถวายเป็นพระกุศลเป็นเวลา 1 นาที พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ทั้ง 10 รูป อนุโมทนา ก่อนที่ประธานในพิธีจะกรวดน้ำรับพร กราบพระรัตนตรัยหน้าโต๊ะหมู่บูชา นำถวายความเคารพเบื้องหน้าพระรูป และประธานในพิธีกราบลาพระสงฆ์

มศว.เคลื่อนไหว! ออกแถลงการณ์ปมโกงสอบท้องถิ่น

มศว.เคลื่อนไหว! ออกแถลงการณ์ปมโกงสอบท้องถิ่น

มศว.เคลื่อนไหว! ออกแถลงการณ์ปมโกงสอบท้องถิ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.21 น.

มศว.เคลื่อนไหว! ออกแถลงการณ์ปมโกงสอบท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2569 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือ มศว.ประสานมิตร ออกแถลงการณ์เรื่อง การดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงในกรณีจ้างเหมาดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น

โดยระบุว่า สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในฐานะหน่วยงานผู้ให้บริการด้านการวัดและประเมินผลทางการศึกษา ได้รับผิดชอบดำเนินการจัดสอบแข่งขันดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ภายใต้กรอบกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานผู้ว่าจ้างกำหนด ซึ่งปัจจุบันทางสำนักทดสอบฯ ได้ดำเนินการจัดสอบแข่งขันจนเสร็จสิ้นกระบวนการ และได้ทำการส่งมอบงานให้แก่ทางผู้ว่าจ้างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ ทางสำนักทดสอบฯ ขอยืนยันว่าตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน ได้ยึดมั่นในหลักความถูกต้อง โปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนการจัดสอบ การบริหารจัดการข้อสอบ การรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูล การควบคุมมาตรฐานสนามสอบ ตลอดจนกระบวนการประมวลผลและรายงานผลการสอบ โดยทั้งหมดนี้ดำเนินการภายใต้ระบบควบคุมภายในและมาตรการกำกับดูแลที่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพขั้นสูง

สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้กล่าวย้ำถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทด้วยความสุจริต รอบคอบ และดำรงความเป็นกลางทางวิชาการ โดยประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าจะไม่สนับสนุนหรือยินยอมต่อการกระทำใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม หรือส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการสอบแข่งขัน พร้อมกันนี้ยังแสดงความยินดีที่จะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ความถูกต้องโปร่งใสต่อไป

พล.อ.ประยุทธ์ องคมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดแพร่ ตรวจเยี่ยมโรงเรียนโครงการกองทุนการศึกษา

พล.อ.ประยุทธ์ องคมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดแพร่ ตรวจเยี่ยมโรงเรียนโครงการกองทุนการศึกษา

พล.อ.ประยุทธ์ องคมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดแพร่ ตรวจเยี่ยมโรงเรียนโครงการกองทุนการศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.07 น.

“พล.อ.ประยุทธ์” องคมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดแพร่ ตรวจเยี่ยมโรงเรียนโครงการกองทุนการศึกษา มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและการเรียนรู้

25 มิถุนายน 2569 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี ในฐานะกรรมการโครงการกองทุนการศึกษา เดินทางลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจตรวจเยี่ยมและรับฟังผลการดำเนินงานของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษาในพื้นที่จังหวัดแพร่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน

ในการนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เดินทางไปยังโรงเรียนบ้านวังเลียง อำเภอลอง เพื่อรับฟังสรุปแนวทางการจัดกิจกรรมและแผนการเรียนการสอนของโรงเรียนในโครงการฯ จำนวน 4 แห่ง ประกอบด้วย โรงเรียนบ้านวังเลียง อำเภอลอง โรงเรียนบ้านแม่แรม อำเภอสอง โรงเรียนบ้านห้วยฮ่อม อำเภอร้องกวาง โรงเรียนสรอยเสรีวิทยา อ.วังชิ้น

โอกาสนี้ องคมนตรีได้เยี่ยมชมนิทรรศการแสดงผลงานของโรงเรียนทั้ง 3 แห่ง ซึ่งสะท้อนถึงการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและศักยภาพของท้องถิ่น จากนั้นเยี่ยมชมการสาธิตการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนของโรงเรียนบ้านวังเลียง และสรอยเสรีวิทยา เพื่อติดตามกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะของเยาวชนอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีส่งมอบระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้แก่โรงเรียนบ้านวังเลียง เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่สถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งบรรยากาศการตรวจเยี่ยมในครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่คณะครู บุคลากรทางการศึกษา รวมถึงนักเรียนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

รัฐบาลชวนผู้ประกันตนโสดรักษาสิทธิ ทำหนังสือระบุผู้รับเงินสงเคราะห์ล่วงหน้า

รัฐบาลชวนผู้ประกันตนโสดรักษาสิทธิ ทำหนังสือระบุผู้รับเงินสงเคราะห์ล่วงหน้า

รัฐบาลชวนผู้ประกันตนโสดรักษาสิทธิ ทำหนังสือระบุผู้รับเงินสงเคราะห์ล่วงหน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.52 น.

รัฐบาลชวนผู้ประกันตนโสดรักษาสิทธิ ทำหนังสือระบุผู้รับเงินสงเคราะห์ล่วงหน้า ไม่ให้สิทธิประโยชน์สูญเปล่า โดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ชวนผู้ประกันตนที่ไม่มีทายาทตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีสถานะโสด ไม่มีบุตร ไม่มีทายาทตามกฎหมาย หรือผู้ที่ต้องการมอบสิทธิประโยชน์ให้แก่บุคคลเฉพาะราย จึงขอเชิญชวนให้จัดทำหนังสือระบุผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมส่งต่อถึงบุคคลที่ต้องการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม มาตรา 73 (2) กำหนดให้ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบกรณีตายตั้งแต่ 36 เดือนขึ้นไป มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีตาย โดยสำนักงานประกันสังคมจะจ่ายเงินให้แก่บุคคลที่ผู้ประกันตนระบุไว้ล่วงหน้า

กรณีไม่ได้ระบุผู้รับสิทธิไว้ สำนักงานประกันสังคมจะเฉลี่ยจ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่สามีหรือภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย บิดามารดา หรือบุตรของผู้ประกันตนในจำนวนที่เท่ากัน ดังนั้น ผู้ประกันตนที่มีทายาทตามกฎหมายอยู่แล้ว และไม่ได้ประสงค์จะมอบสิทธิให้บุคคลใดเป็นการเฉพาะ ไม่จำเป็นต้องจัดทำหนังสือระบุผู้รับสิทธิเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกันตนที่ไม่มีคู่สมรสตามกฎหมาย ไม่มีบิดามารดาหรือทายาทตามกฎหมาย หรือผู้ที่ต้องการมอบสิทธิให้แก่บุคคลอื่น เช่น คู่ชีวิต พี่น้อง หรือบุคคลใกล้ชิด ควรจัดทำหนังสือระบุผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการใช้สิทธิและป้องกันปัญหาการไม่มีผู้มีสิทธิรับเงินดังกล่าว

“รัฐบาลขอเชิญชวนผู้ประกันตน โดยเฉพาะผู้ที่มีสถานะโสด ตรวจสอบสิทธิของตนเองและจัดทำหนังสือระบุผู้รับเงินสงเคราะห์กรณีตายไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สิทธิประโยชน์ที่สะสมจากการส่งเงินสมทบสามารถส่งต่อไปยังคนที่รักและคนที่ต้องการดูแลได้อย่างครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของผู้ประกันตน” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

สำหรับสิทธิประโยชน์กรณีผู้ประกันตนเสียชีวิต ผู้จัดการศพมีสิทธิได้รับค่าทำศพจำนวน 50,000 บาท ส่วนเงินสงเคราะห์กรณีตายจะจ่ายให้แก่บุคคลที่มีชื่อระบุไว้ในหนังสือ หรือทายาทตามกฎหมายแล้วแต่กรณี โดยหากผู้ประกันตนส่งเงินสมทบตั้งแต่ 36 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 120 เดือน จะได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย คูณ 4 เดือน และหากส่งเงินสมทบตั้งแต่ 120 เดือนขึ้นไป จะได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย คูณ 12 เดือน รวมทั้งอาจมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“รัฐปล่อยปละละเลยให้มีการโกงสอบมโหฬารขนาดนี้ได้อย่างไร สิ่งนี้มันโคตรทำลายความหวังและความฝันของลูกชาวบ้านที่ไม่มีเงินไม่มีเส้นสาย บางคนอ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำ ข้ามเดือนข้ามปี สอบมา 5 ครั้ง 10 ครั้งกว่าจะติดด้วยความสุจริต แล้วรัฐจะเยียวยาจิตใจคนเหล่านี้อย่างไร”

นายจูรี นุ่มแก้ว

สส.เขต 2 จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์

ลุ้นชี้ขาดพรก.กู้เงิน4แสนล. ศาลนัด9ก.ค. ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

ลุ้นชี้ขาดพรก.กู้เงิน4แสนล. ศาลนัด9ก.ค. ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

ลุ้นชี้ขาดพรก.กู้เงิน4แสนล. ศาลนัด9ก.ค. ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ลุ้นชี้ขาดพรก.กู้เงิน4แสนล. ศาลนัด9ก.ค. ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไแซเฮตัดงบTH-AIปี’70

ศาลรธน.นัด 9 กรกฎาคมชี้ขาดพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ขัดรธน.หรือไม่ พยานหลักฐานเพียงพอวินิจฉัย เปิดร่างก.ม.โอนงบหมื่นล้าน‘คมนาคม’ถูกโอนสูงสุดกว่า2พันล้าน รองลงมา’มท.’1.8พันล้าน รัฐสภาถูกโอนงบ314ล้าน แต่ไม่แตะค่าข้าวส.ส.‘ไอซ์’ขอบคุณสำนักงบฯหั่น900ล้าน โครงการTH-AI Passportปี2570 กระทุ้ง‘ไชยชนก’อย่าทำตัวเป็นไข่ในหิน ให้ขรก.ป็นหนังหน้าไฟ

เมื่อวันที่ 24มิ.ย.2569 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีการประชุมและอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในคดีที่ สส.จำนวน 133คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้ร้องว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และได้ส่งความเห็นดังกล่าว เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา173วรรคหนึ่ง

โดยศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวนตามพรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง จึงกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมติในวันที่ 9ก.ค. 69 เวลา 09.00น.ทั้งนี้ ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา173 วรรค2 กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยภายใน 60วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง

เปิดร่างกม.โอนงบหมื่นกว่าล้าน

ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุมสภาฯ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ได้แจ้งต่อสมาชิก ตอนหนึ่งให้สส.เข้ารับเอกสารร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ได้ตั้งแต่วันนี้ (24 มิ.ย.) เพื่อเตรียมตัวต่อการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบปี2570 ซึ่งได้ออกหนังสือนัดประชุมสภาฯเป็นพิเศษแล้ว ในวันที่ 29-30 มิ.ย.และ1ก.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนั้น วันที่ 25มิ.ย.สภาฯกำหนดวาระประชุม ซึ่งมีเรื่องด่วนที่ระบุไว้ 1 เรื่อง คือ ร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ….ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ทั้งนี้มีหลักการ คือ โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ของหน่วยรับงบประมาณบางรายการไปตั้งไว้ในงบประมาณายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 10,328 ล้านบาท

‘คมนาคม’หั่นมากสุด2.4พันล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการโอนงบประมาณบางรายการนั้นพบว่า เป็นงบประมาณของ 19 กระทรวง โดยกระทรวงที่ถูกโอนงบสูงสุด คือ กระทรวงคมนาคม จำนวน 2,442 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายลงทุน รองลงมาคือ กระทรวงมหาดไทย จำนวน 1,846 ล้านบาท โดยหั่นจากงบรายจ่ายลงทุนสูงถึง 1,844 ล้านบาท กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรม จำนวน 1,040 ล้านบาท กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 837 ล้านบาท และกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 262 ล้านบาท ขณะที่สำนักนายกรัฐมนตรี ถูกโอนงบ จำนวน 134 ล้านบาท

งบเลี้ยงข้าวกลางวันสส.ไม่ถูกแตะ

นอกจากนั้น ยังมีศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ถูกโอนงบรวม 161ล้านบาท ส่วน 4 รัฐวิสาหกิจ คือ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ การรถไฟแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การกีฬาแห่งประเทศไทย ถูกโอนงบรวม 374ล้านบาท ขณะที่สำนักงานเลขาธิการสภาฯได้ถูกโอนงบรวม 314 ล้านบาท ซึ่งจัดอยู่ในส่วนของรายจ่ายประจำ เป็นค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ การจัดการของรัฐสภา ศาลและหน่วยงานอิสระของรัฐและค่าใช้จ่ายดำเนินงาน อย่างไรก็ดี ไม่มีส่วนที่ตัดจากงบประมาณที่จัดไว้รับรอง สส.เช่น ค่าอาหารกลางวัน ที่ก่อนหน้านี้ประธานสภาฯ โดยความเห็นร่วมกันของสส. เห็นควรให้งดการจัดเลี้ยงอาหารรับรอง และเปลี่ยนไปให้ซื้อรับประทานเอง

‘ไอซ์’ขอบคุณหั่น900ล้านธ็-AIปี2570

ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีไม่พบโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ว่า ขอบคุณที่สำนักงบประมาณตัดโครงการนี้ไป เท่าที่ทราบ โครงการนี้ขอ 900ล้านบาท มีการตัดทิ้งทั้งโครงการ ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าโครงการเฟสสอง แม้จะถอย แต่จะสอดไส้แบบเฟสแรก น.ส.รักชนก กล่าวว่า กังวลมาก เพราะถ้าจะใช้การล้วงงบประมาณจากกองทุนดีอี อาจจะใช้วิธีการไม่อนุมัติโครงการไหนเลย แล้วสะสมเอาไว้แบบเดิม เมื่อถึงพันล้านบาทก็นำมาทำโครงการแบบนี้อีก ซึ่งงบประมาณกองทุนดีอีเป็นอำนาจของรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีที่ช่วยกันพิจารณาอนุมัติ เรื่องนี้ต้องติดตามยาวๆ ว่าจะมีการทำต่อหรือไม่ รวมถึงเฟสหนึ่งด้วย จำนวน 1,600ล้านบาท เราก็ยังเดินหน้าที่จะทำให้มีการพับโครงการนี้ไปให้ได้

เห็นใจขรก.ต้องเป็นหนังหน้าไฟ

เมื่อถามว่า ได้คุยกับ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)แล้ว มีแนวโน้มจะพับโครงการหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า นายไชยชนก ออกมาพูดเรื่องนี้น้อยมาก ตนยืนยันว่า นายไชยชนก เป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ต้องกล้าหาญมากกว่านี้ แต่สิ่งที่ปลัดกระทรวงดีอีทำอยู่ตอนนี้คือพยายามจะแบกรัฐมนตรีอยู่ แน่นอนว่าทุกคนจะวิพากษ์วิจารณ์ปลัดกระทรวงดีอี ซึ่งเป็นหน้าที่ของข้าราชการ ถ้าฝ่ายการเมืองสั่งมาแบบนั้น ตนก็แสดงความเห็นใจกับฝ่ายข้าราชการประจำ เพราะทุกคนต้องทำตามนโยบายฝ่ายการเมือง แต่ฝ่ายการเมืองตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน โครงการนี้พูดมาตลอดว่า เป็นนโยบาย ทำไมถึงไม่ออกมาแสดงความรับผิดชอบ ไม่ออกมาตอบคำถามสื่อ ไม่มาชี้แจงใน กมธ.ไม่ให้ข้อมูล ไม่แสดงความคิดเห็น ไม่มารับผิดรับผิดชอบอะไรเลย แล้วปล่อยให้ข้าราชการประจำมาเป็นหนังหน้าไฟแทน

เรียกร้อง’ไชยชนก’ออกมารับผิดชอบ

ดังนั้นตนจึงอยากเรียกร้องความกล้าหาญจากนายไชยชนก ให้ออกมาตอบคำถามเรื่องนี้ได้แล้ว และยิ่งตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นประธาน กมธ. หรือสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ก็ดาหน้ากันออกมาปกป้องนายไชยชนกกันออกนอกหน้า นายไชยชนกอย่าประพฤติปฏิบัติตัวให้คนเขารู้สึกว่าเป็นไข่ในหิน หรือเป็นคนที่จะได้รับการปกป้องอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็อาจจะไม่ดีกับภาพของนายไชยชนกเอง

ลั่นทุกอย่างทำเพื่อประโยชน์ปชช.

เมื่อถามว่า มีความเห็นแย้งว่าโครงการเฟสหนึ่ง จะมีสัญญาแนบท้ายว่าทำแค่ไหนใช่แค่นั้น ทำให้งบประมาณเหลือ แต่เอกชนจะขาดทุน ถ้าคนใช้เยอะ น.ส.รักชนก กล่าวว่า นี่เป็นคำพูดของ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่เป็นคนโหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ใครก็ตามที่อยู่ในฝั่งการเมือง และมีความรู้เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีความรู้เรื่องการล็อกสเป็กTOR มีความรู้เรื่องการแก้กฎหมายที่อาจจะสอบไปในทางฮั้วประมูลหรือล็อกสเป็ก ถ้าไม่พูดถึงว่าโครงการนี้จะส่อไปในทางทุจริตหรือล็อกสเป็ก ตนไม่ให้ราคาทั้งสิ้น

เมื่อถามว่า ออกมาเปิดเผยขนาดนี้กังวลเรื่องการถูกฟ้องกลับหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ว่าตนเข้าใจว่ารัฐมนตรีและเอกชนพิจารณาอยู่ว่าจะฟ้องหรือไม่ สิ่งที่ที่ตนทำไปทั้งหมดคือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ตนคิดว่าต้องมีใครสักคนที่กล้าออกมาทำหรือพูดอะไรแบบนี้

“ถ้าทุกคนรักตัวกลัวตาย กลัวโดนขุดประวัติ กลัวโดนฟ้องร้อง กลัวว่าพ่อคุณไชยชนกจะทำอะไรหรือไม่ ก็ไม่ต้องทำอะไรกันแล้วค่ะ ชาตินี้ประเทศนี้ ดิฉันคิดว่าฝ่ายค้าน พรรคประชาชน มีหน้าที่ทำอย่างตรงไปตรงมา แล้วหวังว่าวันหนึ่ง ถ้าพวกเรา หนึ่งใน สส.ที่ออกมาพูดเรื่องนี้ หรือตัวดิฉันจะต้องเป็นอะไรไป ดิฉันก็คิดว่าอยากให้มีคนรุ่นใหม่ๆ เติมเข้ามา แล้วเป็นคนที่กล้าหาญ ยืนหยัดเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน“ น.ส.รักชนก กล่าว

ไม่มีเรื่องเสียผลประโยชน์ของตัวเอง

เมื่อถามว่า ฝั่งรัฐบาลตั้งข้อสังเกตว่าการที่ฝ่ายค้านออกมาพูดเรื่อง TH-AI Passport เป็นเพราะบริษัทของเครือข่ายตัวเองไม่ได้รับงานใช่หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า มันตลกมาก การที่เราออกมาพูดเพื่อปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ ออกมาพูดว่าส่อทุจริต ล็อกสเป็ก จะต้องถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นห่วงผลประโยชน์ของบริษัทใดบริษัทหนึ่งหรือไม่ พร้อมยกคำในพระพุทธศาสนา คำว่าเถยจิต (หมายถึงจิตที่คิดลักขโมย) ตัวเองใช้ชีวิตแบบไหนอยู่ซ้ำๆ หรือคิดเรื่องอะไรอยู่ซ้ำๆ ก็จะคิดว่าคนอื่นจะเป็นแบบตัวเอง ตนเข้าใจว่า คนที่ออกมาพูดแบบนี้คือประธานคณะ กมธ.การตำรวจ ที่มาจากพรรคภูมิใจไทย เราไม่ได้ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เหมือนที่ฝั่งรัฐบาลกำลังทำอยู่ ต้นกำลังปกป้องผลประโยชน์ของทุกบริษัทที่เงินก้อนนี้จะมาสร้างผลประโยชน์ให้อุตสาหกรรม AI หรือเทคโนโลยี ที่ควรจะเป็นของทุกคน

ไม่ได้อภิปรายร่างฯโอนงบ70

น.ส.รักชนก ยังให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายร่างงบประมาณโอนงบ2569และร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ว่า ตนไม่ได้อภิปรายรอบนี้ เพื่อหลีกทางให้ สส.หน้าใหม่ รอบนี้ขอสละสิทธิ์ เพราะมีงานเยอะมากและมีงาน กมธ.ให้เราได้แสดงฝีมือ ซึ่งน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน จะเป็นผู้นำทัพจัดผู้อภิปรายงบประมาณ 30คน แม้ตนไม่ได้อภิปราย แต่ น.ส.ศิริกัญญา ก็จะควบคุมให้การอภิปรายได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

เตือนไทยช่วยไทยไม่มีทบเงินเหลือ

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ว่า วันที่ 23 มิถุนายน2569 เวลา 23.00น.มียอดใช้จ่ายรวม 38,917ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่1 เงินที่ประชาชนใช้จ่าย 16,490ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 16,186ล้านบาท และใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) 304 ล้านบาท และส่วนที่2 เงินที่รัฐร่วมจ่าย 22,427 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 22,040 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายผ่าน Food Delivery Platform 387 ล้านบาท ทั้งนี้ มีร้านค้าที่พร้อมรองรับการใช้สิทธิทั้งหมด1,163,823ราย ในจำนวนนี้เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มที่รับชำระผ่าน Food Delivery Platform100,961ราย ขณะนี้มีผู้ใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000บาทของเดือนมิถุนายนแล้ว 7.59ล้านราย หรือคิดเป็นร้อยละ29.15 ของผู้ได้รับสิทธิทั้งหมด จึงขอเชิญชวนผู้ที่ยังมีสิทธิคงเหลือใช้จ่ายให้ครบวงเงิน 1,000 บาท ภายในวันที่ 30มิถุนายน2569 เนื่องจากวงเงินคงเหลือจะไม่นำไปรวมกับวงเงินใหม่ในเดือนถัดไป

ฟาดหน้าเขมร ชี้ใช้ระเบิดเก่า หาว่าไทยโจมตี

ฟาดหน้าเขมร ชี้ใช้ระเบิดเก่า หาว่าไทยโจมตี

ฟาดหน้าเขมร ชี้ใช้ระเบิดเก่า หาว่าไทยโจมตี

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฟาดหน้าเขมร ชี้ใช้ระเบิดเก่า หาว่าไทยโจมตี

กองทัพโต้เขมรงัดระเบิดเก่าโจมตีไทย ย้ำปฏิบัติการทั้ง F-16 และกริพเพน ทิ้งบอมบ์ ได้สมบูรณ์ตามเป้าหมาย ไม่หลงเหลือ ชี้ต้องตรวจสอบ แหล่งที่มา การครอบครอง ไม่สามารถสรุปจากแค่ภาพนิ่ง

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ชี้แจงกรณีฝ่ายกัมพูชา เผยแพร่ภาพวัตถุคล้ายระเบิด MK-84 พร้อมกล่าวอ้างว่าเป็นหลักฐานการโจมตีจากฝ่ายไทย ว่าภาพถ่ายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ยืนยันที่มาของอาวุธ หรือระบุความรับผิดชอบของฝ่ายใดได้ หากปราศจากกระบวนการพิสูจน์ทางเทคนิค และนิติวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ จากลักษณะภายนอก วัตถุดังกล่าวมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นระเบิดในตระกูล MK-84 ขนาด 2,000 ปอนด์ หรืออาจเป็นระเบิดรุ่นเก่า อย่าง M118 ขนาด 3,000 ปอนด์ ซึ่งเคยถูกใช้ในสงครามยุคก่อน โดยกองทัพสหรัฐฯ การระบุแหล่งที่มา ไม่สามารถกระทำได้จากรูปลักษณ์ภายนอก แต่ต้องตรวจสอบหมายเลขการผลิต ชิ้นส่วนประกอบ ประวัติการครอบครอง และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ประกอบกัน

“การนำวัตถุมาแสดงต่อสาธารณะ พร้อมระบุว่าเป็นอาวุธของฝ่ายใดโดยปราศจากหลักฐานทางเทคนิคที่ตรวจสอบได้ เป็นเพียงข้อกล่าวอ้าง ไม่ใช่ข้อพิสูจน์” พล.อ.อ.ประภาส กล่าวและว่ากองทัพอากาศไทย มีระบบประเมินความเสียหายจากการรบ หรือ Battle Damage Assessment (BDA) ซึ่งใช้เทคโนโลยีบันทึกภาพและติดตามผล จากเครื่องบินขับไล่ F-16 และ Gripen ผลการตรวจสอบยืนยันว่าอาวุธที่ใช้ในภารกิจ ปฏิบัติการทำงานสมบูรณ์ตามวงรอบ มีการระเบิดตามเป้าหมาย และสามารถตรวจสอบความเสียหายในพื้นที่ทางทหารได้ครบถ้วน ไม่พบข้อมูลสนับสนุนว่ามีระเบิดด้านหลงเหลือตามที่ถูกกล่าวอ้าง

อีกประเด็นที่สร้างข้อกังขา คือสภาพวัตถุที่ถูกนำมาเผยแพร่ ยังมีความสมบูรณ์ ทั้งที่โดยหลักการแล้ว ระเบิดที่ถูกปล่อยจากอากาศจะต้องเผชิญแรงกระแทกมหาศาล และหากทำงานตามปกติย่อมเกิดการระเบิด หรือเสียหายอย่างรุนแรง จึงยากที่จะพบวัตถุในสภาพใกล้เคียงกับสภาพเดิมจากโรงงานผลิต

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธให้ข้อมูลว่าถึงแม้กรณีที่เป็นระเบิดด้าน (Dud Bomb) ก็ยังจำเป็นต้องตรวจสอบเชิงลึก เพื่อยืนยันชนิด แหล่งกำเนิด และเส้นทางการครอบครอง ไม่สามารถสรุปผลได้จากการเผยแพร่ภาพนิ่ง หรือคำกล่าวอ้างฝ่ายเดียว ดังนั้นประเทศไทย ยังคงยึดมั่นในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ หลักมนุษยธรรม และการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสให้พิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นกลาง

สำหรับประเด็นสำคัญที่สังคมควรตระหนัก คือภาพถ่ายไม่ใช่พยานหลักฐานที่ยืนยันต้นตอของอาวุธได้ ในทางนิติวิทยาศาสตร์ทางทหาร การชี้ว่าอาวุธชิ้นใดเป็นของฝ่ายใด ต้องอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์ และกระบวนการพิสูจน์ที่เป็นมาตรฐานสากล มิใช่การตัดสินผ่านภาพถ่าย หรือการกล่าวอ้าง