สุรเดชห่วงปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เสี่ยงผิดกฎหมาย ทำเลือกตั้งโมฆะ

สุรเดชห่วงปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เสี่ยงผิดกฎหมาย ทำเลือกตั้งโมฆะ

สุรเดชห่วงปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เสี่ยงผิดกฎหมาย ทำเลือกตั้งโมฆะ

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.24 น.

“สุรเดช”ห่วงกรณีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เสี่ยงผิดกฎหมายฐานละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ทำเลือกตั้งโมฆะ เชื่อสุดท้ายจบที่ศาลรธน. ชี้หากวินิจฉัยว่าผิด ต้องเลือกตั้งใหม่ ส่วน กกต.ต้องรับโทษตามมาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่

20 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อดีต สส.และอดีต สว.ที่มาจากการเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่ยังคงเป็นประเด็นและมีการร้องเรียนกันในขณะนี้ ว่า เท่าที่ได้ติดตามข่าว ส่วนตัวเห็นว่า เรื่องนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ คงจะต้องให้ความชัดเจนว่าจะลับหรือไม่ลับและจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ แต่ส่วนตัวเห็นว่า การมีบาร์โค้ด เป็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายและมีโทษ จำคุกและปรับนับล้านบาท โดยการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Beach) ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA) คือ การเก็บ รวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือทำให้ข้อมูลรั่วไหล ซึ่งผู้ละเมิดต้องรับผิดชอบทางแพ่ง (ค่าสินไหมทดแทน), ทางอาญา (จำคุกสูงสุด 1 ปี/ปรับ 1 ล้านบาท) และทางปกครอง (ปรับสูงสุด 5 ล้านบาท)

“เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ และ นายวิษณุ เครืองาม ซึ่งเป็นปรมาจารย์ทางด้านกฎหมายก็เห็นว่าเรื่องนี้ เสี่ยงที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะเพราะการมีบาร์โค้ด ไม่ได้เป็นความลับ ผมจึงเป็นห่วงว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะทำผิดกฎหมายเสียเอง แม้ว่าจะกระทำโดยรู้เท่าถึงการณ์ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม แต่ได้ทำผิดกฎหมาย ด้วยการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลไปแล้ว เพราะบาร์โค้ดทำให้สามารถเชื่อมไปถึงบุคคลว่าเป็นใคร รู้เลขบัตรประชาชน รู้ทั้งชื่อ ที่อยู่ รวมถึงรู้ว่าลงคะแนนให้ใคร ดังนั้น จึงเข้าข่ายส่อให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ ถ้าการเลือกตั้งผิดกฎหมาย กกต.ก็ทำผิดกฎหมาย ดังนั้นการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็ต้องเป็นโมฆะ ซึ่งผมเห็นว่าเรื่องนี้ถึงอย่างไรก็ต้องถึงศาลรัฐธรรมนูญ” นายสุรเดช กล่าว

นายสุรเดช กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีคนร้องในประเด็นนี้ไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว โดยผู้ตรวจการแผ่นดินได้ขอให้ กกต.ชี้แจงรายละเอียดส่งกลับมาภายใน 7 วัน ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการตรวจสอบขององค์กรอย่างผู้ตรวจการแผ่นดิน หากได้รับการชี้แจงจาก กกต.แล้วส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อก็อาจไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้ารับเรื่องจาก กกต.แล้วแต่ไม่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่ออาจจะกลายเป็นเรื่องลำบากสำหรับผู้ตรวจการแผ่นดินเอง เพราะอาจจะมีคนร้องว่าผู้ตรวจการแผ่นดินละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ผิดตามมาตรา 157 ด้วย

นายสุรเดช กล่าวว่า สำหรับ กกต.ถือเป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ มีนักกฎหมายมากมาย รวมถึง นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.เอง ก็เป็นนักกฎหมายด้วย แล้วปล่อยให้เรื่องของบาร์โค้ดเกิดขึ้นได้อย่างไร ดังนั้น เรื่องนี้ทาง กกต.ต้องออกมารับผิดชอบและแก้ไข โดยอาจจะให้มีการนับคะแนนใหม่หรือแรงสุดคือให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ แล้วเลือกตั้งใหม่ แต่ส่วนตัวเห็นว่า กกต.ทำผิดกฎหมาย และความผิดนั้นสำเร็จแล้ว เพราะไปละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

ผู้สื่อข่าวถามว่า ท้ายที่สุดแล้วทางออกเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร นายสุรเดช กล่าวว่า ทางออกก็คือต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน เพราะถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ต้องถึงศาลรัฐธรรมนูญที่จะตัดสินว่าสุดท้ายแล้ว กกต.ทำผิดกฎหมายหรือไม่

เมื่อถามว่า ถ้าท้ายที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า เรื่องนี้มีความผิดจริง แล้วให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ จะทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายหรือไม่ นายสุรเดช กล่าวว่า ปัญหาอยู่ที่ว่า กกต.ทำผิดกฎหมายหรือไม่ ถ้าผิด กกต.ก็ต้องถูกลงโทษ ถูกปลด และเลือกตั้ง กกต.กันใหม่ ส่วนข้อกังวลที่หากเลือกตั้งใหม่แล้วอาจจะทำให้เกิดความวุ่นวายนั้น ตนคิดว่าขณะนี้ เรายังคงมีรัฐบาลอยู่ ถึงแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลรักษาการก็ตาม ดังนั้นจึงเชื่อว่าไม่มีผลกระทบใดๆ ตอนนี้สำคัญที่สุดคือ ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีความไม่โปร่งใส มีการร้องเรียนเรื่องบัตรเขย่ง หรือให้นับคะแนนใหม่หลายจุด ปัญหาใหญ่คือเรื่องของบาร์โค้ดจะทำอย่างไร ถ้าเลือกตั้งใหม่จะใช้บัตรแบบเดิมหรือไม่ ดังนั้น เรื่องนี้สุดท้ายต้องจบที่ศาลรัฐธรรมนูญหากวินิจฉัยว่าผิด ก็ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ และต้องลบข้อมูลในบาร์โค้ดทั้งหมด แล้วเริ่มต้นใหม่ ส่วนกรรมการ กกต.ทั้ง 7 ท่าน ก็ต้องรับโทษกันไป เราต้องทำให้เป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้องของบ้านเมือง

การเมืองแห่งอนาคต วาทกรรมที่ย้อนมาฆ่าตัวเอง

การเมืองแห่งอนาคต  วาทกรรมที่ย้อนมาฆ่าตัวเอง

การเมืองแห่งอนาคต วาทกรรมที่ย้อนมาฆ่าตัวเอง

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.22 น.

พรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม” วางตัวเองไว้ในฐานะการเมืองแบบใหม่ เป็นความหวังของคนรุ่นใหม่ และเป็นการเมืองแห่งอนาคตที่ควรยกระดับประเทศให้พ้นจากระบบเดิม พรรคย้ำว่าการเมืองต้องโปร่งใส ไม่ข้องเกี่ยวพื้นที่สีเทา และต้องยืนอยู่บนหลักเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางสังคมอย่างจริงจัง

ความก้าวหน้าที่พรรคอธิบายจึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนภาพลักษณ์หรือวิธีสื่อสาร แต่คือการยกระดับมาตรฐานของการเมืองไทยทั้งระบบ เมื่อเลือกยกตัวเองเป็นการเมืองแห่งความหวัง เพดานความรับผิดชอบย่อมสูงกว่าพรรคทั่วไปโดยปริยาย และหลักที่ใช้ตรวจสอบคนอื่นก็ต้องใช้กับตัวเองโดยไม่มีข้อยกเว้น

หลักที่ใช้ตั้งคำถามกับคนอื่นย่อมย้อนกลับมาใช้กับพรรคเองเสมอ และในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ชื่อผู้สมัคร สส. ของพรรคส้มสามราย ปรากฏในคดีอาญาร้ายแรงต่อเนื่องกันจนยากจะมองว่าเป็นเรื่องบังเอิญ

ธันวาคม 2568 กรุงเทพมหานคร เขต 33 “แบงค์” บุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ถูกจับกุมในคดีฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายยาเสพติดมูลค่าสูง เส้นทางการเงินในสำนวนสอบสวนกลายเป็นประเด็นใหญ่ พรรคที่ประกาศไม่แตะพื้นที่สีเทา กลับมีชื่อผู้สมัครเข้าไปพัวพันกับคดีลักษณะนี้

ถัดมาไม่นาน มกราคม 2569 ตาก เขต 2 “ปอนด์” รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ ถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์และสมคบกันฟอกเงิน เรื่องเว็บพนันออนไลน์เป็นประเด็นที่พรรคส้มเคยใช้วิจารณ์ฝ่ายการเมืองอื่นว่าเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ใต้ดิน แต่เมื่อชื่อของผู้สมัครในพรรคเองเข้าไปอยู่ในข้อหาประเภทเดียวกัน ความแตกต่างที่เคยย้ำจึงเริ่มสั่นคลอน

จากนั้น กุมภาพันธ์ 2569 มหาสารคาม เขต 1 “บอย” ธีระวัฒน์ พรรณะ ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา ในคดีข่มขืนกระทำชำเรา เหตุเกิดตั้งแต่ปี 2563 คดีนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเสรีภาพและศักดิ์ศรีของมนุษย์ ซึ่งเป็นหลักที่พรรคยกขึ้นมาอธิบายความแตกต่างของตัวเองมาตลอด

คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงที่คำพิพากษา แต่อยู่ที่กระบวนการคัดเลือกคน พรรคตรวจสอบข้อมูลรอบด้านเพียงใด มีการประเมินความเสี่ยงทางการเมืองอย่างจริงจังหรือไม่ และเหตุใดจึงยังตัดสินใจส่งผู้สมัครลงแข่งขันในนามพรรค

สิทธิในการต่อสู้คดีเป็นเรื่องของกฎหมาย แต่ความรับผิดชอบทางการเมืองเป็นอีกเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อพรรคเลือกยืนอยู่บนหลักเสรีภาพและความเสมอภาคเข้มข้นกว่าพรรคอื่น

หากความเท่าเทียมคือแกนกลาง การคัดเลือกผู้แทนย่อมต้องสะท้อนความเข้มงวดในหลักการนั้น เพราะผู้แทนราษฎรคือผู้ใช้อำนาจในนามประชาชน และเป็นภาพสะท้อนของพรรคต่อสาธารณะ

เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาจำคุกไม่รอลงอาญาในคดีข่มขืน ความไม่สอดคล้องระหว่างหลักคิดกับการตัดสินใจภายในพรรคจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้

การบอกว่าเป็นความผิดส่วนบุคคลไม่เพียงพอ เพราะการส่งใครลงสมัครในนามพรรคเท่ากับให้การรับรองในระดับหนึ่ง ผู้ลงคะแนนไม่ได้เลือกเพียงตัวบุคคล แต่เลือกกรอบความคิดที่พรรคยืนอยู่ด้วย

สามกรณีที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันทำให้ข้อสงสัยขยับจากระดับบุคคลไปสู่ระดับโครงสร้าง หากกระบวนการคัดเลือกยังปล่อยให้ความเสี่ยงลักษณะนี้ผ่านได้ ก็ยากจะยืนยันว่าพรรคแตกต่างจากสิ่งที่เคยวิจารณ์คนอื่น

นอกจากคดีอาญา ประเด็นเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณก็สะท้อนอีกด้านหนึ่ง

ก่อนหน้านี้ “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก ออกมาตั้งคำถามต่อการจัดทำปฏิทินของสำนักงานประกันสังคม โดยชี้ถึงความจำเป็นและความคุ้มค่าของงบประมาณสาธารณะ

แต่เมื่อ อบจ.ลำพูน ภายใต้การบริหารของ “เฮง” วีระเดช ภู่พิสิฐ ซึ่งเป็นคนของพรรคส้ม จัดทำปฏิทินใช้งบประมาณราว 1.25 ล้านบาท คำถามจึงย้อนกลับมาทันที หลักเดียวกันถูกใช้กับทุกฝ่ายจริงหรือไม่ หรือเข้มงวดเฉพาะเวลาตรวจสอบฝ่ายอื่น

เรื่องนี้อาจดูเล็กเมื่อเทียบกับคดีอาญา แต่ในทางหลักคิด มันสะท้อนความสม่ำเสมอในการใช้หลักเดียวกัน และเมื่อความเข้มงวดลดระดับลงทันทีที่เป็นเรื่องของคนในพรรค ความเชื่อมั่นก็ย่อมลดลงตามไปด้วย

เมื่อรวมทุกกรณีเข้าด้วยกัน คำว่าการเมืองแบบใหม่จึงไม่อาจยืนได้เต็มปาก เพราะข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไม่ได้ต่างจากสิ่งที่พรรคเคยวิจารณ์คนอื่น และบางกรณีกลับร้ายแรงกว่าสิ่งที่พรรคใช้โจมตีการเมืองแบบเก่าเสียด้วยซ้ำ

พรรคส้มเคยตั้งคำถามต่อพรรคอื่นเมื่อมีสมาชิกพัวพันคดีสีเทา เคยย้ำเรื่องความรับผิดชอบทางการเมือง และชี้ว่าการเมืองแบบเดิมปล่อยให้คนมีปัญหาเข้าสู่อำนาจ แต่เมื่อชื่อของผู้สมัครในพรรคเองเข้าไปอยู่ในคดีฟอกเงิน เว็บพนัน และคดีข่มขืนที่ศาลฎีกาจำคุกไม่รอลงอาญา ความเหนือกว่าที่เคยย้ำจึงถูกตั้งคำถามทันที

บางกรณี ความร้ายแรงของคดีกลับหนักหนากว่าสิ่งที่พรรคใช้ตำหนิฝ่ายอื่น และเมื่อเรื่องปฏิทินสะท้อนความไม่สม่ำเสมอของหลักคิด ภาพความแตกต่างที่พรรคพยายามยืนยันก็ยิ่งสั่นคลอน

กรณีเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงความผิดพลาดรายบุคคล แต่สะท้อนถึงกระบวนการตัดสินใจภายในพรรคเอง ทุกครั้งที่เกิดปัญหา พรรคออกมา “ขอโทษ” แล้วก็ “ขอโทษ” อีก บอกว่าจะทบทวน จะเข้มงวดขึ้น จะไม่ให้เกิดซ้ำ 

แต่เหตุการณ์กลับเกิดขึ้นต่อเนื่องในเวลาไล่เลี่ยกัน ราวกับคำขอโทษกลายเป็นกิจวัตรหลังวิกฤต มากกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขอย่างจริงจัง

พรรคส้มอาจเรียกตัวเองว่าการเมืองแบบใหม่ แต่เมื่อหลักคิดที่ใช้โจมตีการเมืองแบบเก่ากลับถูกการกระทำของตัวเองทำลายลง คำว่า “การเมืองแห่งอนาคต” ก็ไม่อาจยืนอยู่เหนือข้อเท็จจริงได้อีกต่อไป.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

2 อินฟูลฯด้อมส้ม เห็นต่างกรณีส่งจำเลยคดีข่มขืนสมัครสส. ‘ใบตองแห้ง’ ชี้หย่อนยาน ส่วน’ปิ่นแก้ว’จวกไม่ยี่หระเหยื่อ

2 อินฟูลฯด้อมส้ม เห็นต่างกรณีส่งจำเลยคดีข่มขืนสมัครสส. 'ใบตองแห้ง' ชี้หย่อนยาน ส่วน'ปิ่นแก้ว'จวกไม่ยี่หระเหยื่อ

2 อินฟูลฯด้อมส้ม เห็นต่างกรณีส่งจำเลยคดีข่มขืนสมัครสส. ‘ใบตองแห้ง’ ชี้หย่อนยาน ส่วน’ปิ่นแก้ว’จวกไม่ยี่หระเหยื่อ

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.48 น.

2 อินฟูลฯด้อมส้ม เห็นต่างกรณีส่งจำเลยคดีข่มขืนสมัคร สส. ‘ใบตองแห้ง’ ชี้มาตรฐานหย่อนยาน แต่’ปิ่นแก้ว’จวกยับไม่ยี่หระเหยื่อ มุ่งแต่ชัยชนะ

เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2569 กรณีศาลฎีกาพิพากษาจำคุก นายธีระวัฒน์ พรรณะ ผู้สมัคร สส.พรรคประชน เขต 1 จ.มหาสารคาม ฐานข่มขืนกระทำชำเรา ทำให้เกิดข้อถกเถียงกันในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคประชาชน

โดยนายอธึกกิต แสวงสุข หรือ “ใบตองแห้ง” นำประเด็นนี้ไปโพสต์ในเฟซบุ๊กว่า “เรื่องผู้สมัคร สส.มหาสารคามไล่ดูคร่าวๆจากคำพิพากษาและโพสต์ทนาย (ซึ่งก็เป็นคนส้มกันเอง)พรรคยึดหลักคดียังไม่ถึงที่สุดยังเป็นผู้บริสุทธิ์โดยคงดูประกอบกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ ซึ่งประเด็นสำคัญน่าจะเป็นเรื่องผลตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลไม่พบหลักฐานการข่มขืน แต่พอถึงชั้นศาลฎีกาเห็นว่าอาจเป็นเพราะตรวจหลังเกิดเหตุหลายชั่วโมง และถูกมอมยา ศาลฎีกาจึงพลิกว่าผิด

ขณะที่ทนายโพสต์ว่า ในคำพิพากษาศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ ก็เห็นว่า จำเลยยอมรับว่า มีอะไรกับผู้เสียหายซึ่งเป็นนักร้องในสังกัดของตัวเอง ยอมรับว่ามีคนพาผู้เสียหายหนีออกมาจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นพฤติกรรมผิดปกติ ถ้ายึดมาตรฐานเดียวกับปูอัด (ผู้ช่วย) ก็ไม่เหมาะสมจะเป็นผู้สมัคร

แยกมุมมองคือ พรรคฟังจากผู้สมัครและจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ว่า สมยอม ไม่ได้ข่มขืน ผลตรวจร่างกายไม่พบว่าใช้กำลัง (และคงคิดว่าแนวคำพิพากษาออกมาแบบนี้น่าจะพ้นผิด) แต่ฝั่งทนายเห็นว่า ไม่เหมาะสมตั้งแต่แรกเพราะมีอะไรกับคนในสังกัดตัวเอง คำให้การมีพิรุธ (ในมุมนี้ ต่อให้ศาลฎีกายกฟ้องก็ไม่เหมาะสมอยู่ดี)

มันเป็นปัญหามาตรฐานที่กำหนดไว้สูง แล้วต้องเป็นบรรทัดฐาน พรรคกำหนดมาตรฐานสูงไว้ตั้งแต่แรก ในกรณีปูอัด ในกรณีผู้สมัครกับโฆษกพรรคอื่น ว่าถึงไม่ใช่การใช้กำลังข่มขืนก็ผิด
พอมาหย่อนกับผู้สมัครรายนี้ (แม้โดยหลักกฎหมายคดียังไม่ถึงที่สุด)ก็เลยต้องรับผลกระทบอย่างที่เห็น”

ต่อมา ศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้แชร์โพสต์ดังกล่าวของ นายอธึกกิต พร้อมระบุว่า “ขออนุญาตเห็นต่าง เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องการกำหนดมาตรฐานอะไรเลย แต่เป็นเรื่องวิธีคิด และทรรศนะคติ ที่ไม่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องเพศ สิทธิทางเพศ ไม่ยี่หระต่อความเจ็บปวด การถูกล่วงละเมิดทางเพศของเหยื่อ ของพวกผู้บริหารและกรรมการบริหารพรรคประชาชน ขนาดทนายของเหยื่อ ซึ่งเป็นอดีตกรรมการสรรหาผู้สมัครสส.ในขณะนั้นทักท้วง ฝ่ายบริหารชายเหล่านี้ ก็ยังเพิกเฉย ไม่สนใจ หากเลือกที่จะเอาชะตากรรมทางเพศของผู้หญิงมาเป็นเดิมพันเพื่อชัยชนะการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว การเมินเฉยเสียงทักท้วงของคนที่เป็นกรรมการสรรหาผู้สมัครสส. ของฝ่ายบริหารพรรคปชน. ยังสะท้อนปัญหาการรวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจภายในพรรค และชวนให้ตั้งคำถามถึงโครงสร้างการบริหารที่ไม่โปร่งใส ไม่เป็นประชาธิปไตยของพรรค เพราะกรณีนี้ ไม่ใช่กรณีแรก ที่พรรครู้ปัญหามาโดยตลอด แต่เลือกที่จะปัดตกเสียงทักท้วงของสมาชิกที่เสียงไม่ดัง และไร้อำนาจ
การออกมาขอโทษเหยื่อพอเป็นพิธีของโฆษกพรรค และเพียงจะนำกรณีนี้ไปทบทวนกระบวนการคัดสรรผู้สมัครให้รัดกุมขึ้น จึง pathetic มาก

ฝ่ายบริหารชายเหล่านี้ ไม่เพียงจำเป็นต้องได้รับการศึกษาและปลูกฝังจิตสำนึก และสามัญสำนึกทางด้านสิทธิทางเพศอย่างเร่งด่วนและจริงจัง แต่ยังควรถูกประนามในผลงานการตัดสินใจที่ผ่านมา นอกจากนี้ การบริหารภายในพรรค จำเป็นต้องปฏิรูปอย่างถึงรากถึงโคน ให้สมาชิกสามารถมีส่วนร่วม มีสิทธิมีเสียง และพ้นจากการผูกขาดอำนาจการตัดสินใจของผู้นำไม่กี่คน”

ทวี เอาด้วย! หนุนอนุทิน ประชาชาติ 5 เสียง เปิดตัวร่วมรัฐบาล

ทวี เอาด้วย! หนุนอนุทิน ประชาชาติ 5 เสียง เปิดตัวร่วมรัฐบาล

ทวี เอาด้วย! หนุนอนุทิน ประชาชาติ 5 เสียง เปิดตัวร่วมรัฐบาล

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.05 น.

ประชาชาติหวานเจี๊ยบ! ขนว่าที่ สส.เทหนุน”อนุทิน”เป็น”นายกฯ” เฟิร์มร่วมรัฐบาล”ภูมิใจไทย” ด้าน”ทวี”ติดภารกิจ แต่ฝากความคิดถึง”ผู้บริหาร ภท.” ขณะที่”วันนอร์”ส่งความคิดถึง”เนวิน” ส่วน”ซูการ์โน”โร่แจงปมเกาเหลา 2 ชามโต”ฮั้ว สว.-เขากระโดง”แค่ตามบทบาทหน้าที่ เรื่องเข้าสู่กระบวนการศาลฯ จบไปแล้ว ยกเปรียบ”การเมือง”เหมือนเล่น”กีฬาฟุตบอล”หนักในเกม พอจบก็จับมือเป็นเพื่อน ขณะที่ยอดรวมเสียงสนับสนุนใกล้แตะ 300 แล้ว

20 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 10.15 น.ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ว่าที่ สส.พรรคประชาชาติ นำโดย นายซูการ์โน มะทา ว่าที่ สส.เขต 2 ยะลา ในฐานะเลขาธิการพรรคฯ นายสุไลมาน บือแนปีแน ว่าที่ สส.เขต 1 ยะลา นายอับดุลอายี สาแม็ง ว่าที่ สส.เขต 3 ยะลา และนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ว่าที่ สส.เขต 5 นราธิวาส เดินทางเข้าแสดงเจตจำนงในการร่วมสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการเสนอชื่อบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อแกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย รวมถึง น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย

ทั้งนี้ ในส่วนของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ ไม่ได้ร่วมเดินทางมากับอีก 4 ว่าที่ สส.พรรคประชาชาติ แต่ยืนยันที่จะเป็นอีก 1 เสียง รวมเป็น 5 เสียง ในการร่วมสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ตามที่พรรคประชาชาติ ได้มีมติจากที่ประชุมกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรค และสมาชิกพรรค วานนี้ (19 ก.พ.)

จากนั้นทั้ง 2 ฝ่ายได้แถลงข่าวร่วมกัน โดย น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า เบื้องต้นมีพรรคการเมืองที่มีว่าที่ สส.พร้อมสนับสนุนนายอนุทิน เป็นนายกฯ จำนวน 14 เสียง โดยวันนี้ (20 ก.พ.) ว่าที่ สส.พรรคประชาชาติ มาร่วมแสดงเจตจำนงกับพรรคภูมิใจไทยในการสนับสนุนนายอนุทิน เป็นนายกฯ ส่วนขั้นตอนต่างๆ ต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ และรายงานตัวเป็น สส.ต่อสภาฯ ก่อน ถึงจะมีความแน่ชัดในประเด็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตำแหน่งต่างๆ ขอให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการแสดงเจตจำนงที่เรามีความพร้อมในการรวบรวมเสียงสนับสนุนนายอนุทินต่อไป

ด้าน นายซูการ์โน กล่าวว่า มติของพรรคประชาชาติเรามี 5 เสียงว่าที่ สส.เป็นเอกฉันท์ ในการสนับสนุนนายอนุทิน เป็นนายกฯ และร่วมทำงานกับพรรคภูมิใจไทยในอนาคต ยืนยันว่า ทุกเสียงต้องปฏิบัติตามมติของพรรค ส่วนที่ พ.ต.อ.ทวี ไม่เดินทางมาด้วย เนื่องจากติดภารกิจต้องไปร่วมงานศพ แต่ได้ฝากความคิดถึงมายังทีมงานผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ ได้ฝากความคิดถึงไปยังนายอนุทิน ในฐานะที่เคยทำงานด้วยกันในสภาฯ ชุดที่ 26 รวมถึง นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ด้วย พวกตนทั้ง 4 คน มาเป็นตัวแทนของพรรค ไม่ใช่มาแค่ 4 คน แต่มาพร้อมกันทั้ง 5 คน

เมื่อถามถึงกรณีที่ผ่านมา พ.ต.อ.ทวี และพรรคประชาชาติ อาจเคยมีปัญหาขัดแย้งพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะกรณีคดีฮั้ว สว.และคดีที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ยังถือว่าร่วมงานกันปกติหรือไม่ นายซูการ์โน กล่าวว่า ช่วงที่ พ.ต.อ.ทวี ดำรงตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม เป็นการทำหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรี กระบวนการพิจารณาทั้งหมดอยู่ในชั้นของศาลฯ แล้ว และบทบาทหน้าที่ของ พ.ต.อ.ทวี ก็จบไปตั้งแต่ตอนที่ออกจากการร่วมรัฐบาล ส่วนในนามของพรรคประชาชาติก็ทำหน้าที่ตามบทบาท เหมือนกับเราเล่นกีฬาฟุตบอล ในเวลาการแข่งขันเราก็เล่นกันไปในเกมกีฬา เมื่อหมดเวลาเราก็เป็นเพื่อนจับมือกันได้ เช่นเดียวกับเรื่องการเมืองที่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเข้าใจว่าการเมืองคืออะไร พรรคประชาชาติในฐานะที่เป็นพรรคเล็กๆใน3จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรารับฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ ก็อยากให้พรรคประชาชาติเข้ามาร่วมทำงานในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อสะท้อนปัญหาประชาชน ผลประโยชน์ของประชาชนสำคัญที่สุด

เมื่อถามถึงเหตุผลในการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย เลขาฯ ประชาชาติ กล่าวว่า วันนี้เราทราบดีว่า เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนเลือกพรรคภูมิใจไทยมาเป็นลำดับ 1 เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นการทำงานร่วมกับพรรคที่มีเสียงส่วนใหญ่ เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามระบอบประขาธิปไตย เราเป็นเสียงส่วนน้อย ในเมื่อเราได้รับมิตรไมตรีจากผู้ใหญ่ในพรรคภูมิใจไทย เราก็พร้อมทำงานโดยยึดประโยชน์ประชาชนเป็นสำคัญ

“ผมเชื่อมั่นในวินัยของสมาชิกพรรคประชาชาติ ในเมื่อมติพรรคออกมาเป็นอย่างไร เราต้องทำตามมติพรรค ซึ่งเรามาร่วมรัฐบาล หากต่อไปมติของพรรคร่วมรัฐบาลว่าอย่างไร เราก็ว่าตามนั้น สิ่งเดียวที่ขอฝากไปยังพรรคภูมิใจไทย เป็นจุดยืนของเราคืออะไรที่มันเป็นข้อกฏหมายที่ขัดกับหลักการศาสนา เราต้องมาคุยกัน กฎหมายใดที่มีปัญหากับหลักศาสนา ต้องคุยกัน เราจะไม่เห็นด้วยกับกฎหมายที่ขัดแย้งกับหลักการของศาสนาอิสลาม” เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าว

เมื่อถามถึงการเลือกตั้งที่อาจส่อเป็นโมฆะ และหลายฝ่ายพยายามจะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พรรคประชาชาติกังวลหรือไม่ นายซูการ์โน กล่าวว่า ขอให้เป็นหน้าที่ของ กกต.ว่าเขาจะดำเนินการอย่างไร ส่วนการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะหรือไม่ หน้าที่ของเราที่สู้ในสนามเลือกตั้งจบแล้ว ที่หลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ต้องดูที่หลักฐาน เพราะจะเป็นข้อชี้ชัดที่ศาลฯจะรับฟังได้ว่าจะเป็นโมฆะหรือไม่ ไม่ใช่อยู่ที่พวกเรา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเสียงของรัฐบาลในขณะนี้สามารถรวบรวมได้แล้ว 291 เสียง แบ่งเป็น พรรคภูมิใจไทย 193 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย  2 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง พรรคใหม่ 1 เสียง พรรครวมใจไทย 1 เสียง พรรคไทยทรัพย์ทวี 1 เสียง พรรครวมพลังประชาชน 1 เสียง พรรคมิติใหม่ 1 เสียง พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง และพรรคทางเลือกใหม่ 1 เสียง

– 006

เลขาฯภท.ยันประตูยังเปิดรับทุกพรรคที่มีอุดมการณ์ตรงกัน ปัดบังคับโหวตก่อนแบ่งงาน

เลขาฯภท.ยันประตูยังเปิดรับทุกพรรคที่มีอุดมการณ์ตรงกัน ปัดบังคับโหวตก่อนแบ่งงาน

เลขาฯภท.ยันประตูยังเปิดรับทุกพรรคที่มีอุดมการณ์ตรงกัน ปัดบังคับโหวตก่อนแบ่งงาน

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.59 น.

“เลขาฯภูมิใจไทย”ยันประตูยังเปิดรับทุกพรรคที่มีอุดมการณ์ตรงกัน ปัดบังคับโหวตก่อนแบ่งงาน ตอกกลับ”ธรรมนัส”นิ่มๆ บอกทุกที่ท้าทายเหมือนกัน-น้ำต้มผักกลางๆ การเมืองไม่เคยหวานสำหรับผม

20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงจุดยืนของพรรคภูมิใจไทยจะรับพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ ว่า จุดยืนเราก็เหมือนเดิม รอการยืนยันผลอย่างเป็นทางการของ กกต.และตั้งแต่เวลานี้ไปจนถึงวันนั้น เราก็ยังเปิดรับกับทุกๆ พรรคที่จะมาแสดงเจตจำนงเหมือนเดิม

เมื่อถามว่า นายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม (กธ.) ระบุว่าไม่มีประเทศไทยในโลกที่ให้โหวตก่อนมาแบ่งงาน นายไชยชนก กล่าวว่า เราไม่ได้บอกว่าต้องให้มาโหวตก่อน เราเพียงบอกว่าเราเปิดรับการแสดงเจตนาที่จะสนับสนุนนายอนุทินกับทุกพรรค และไม่ได้มีการยื่นข้อเสนอให้พรรคใดๆ ที่เข้ามา เป็นการรับฟังข้อเสนอ

เมื่อถามว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ระบุว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์หากใครจะมานั่งก็ลำบาก เพราะว่าทำงานยาก ไม่ได้ง่าย ไม่ได้นั่งอยู่ในห้องแอร์เหมือนกระทรวงอื่นๆ นายไชยชนก กล่าวว่า ตนคิดว่าทุกๆ กระทรวงมีความท้าทาย และคิดว่าผู้บริหารทุกคนมีความสามารถ มีบุคลิก มีวิธีการทำงานที่แตกต่างกัน ท้ายที่สุดก็ต้องมาดูที่ผลงาน จะมาบอกว่าวิธีการของคนโน้นถูก คนนั้นผิด ตนว่ามันต้องมาวัดที่ผลงานมากกว่า ส่วนตนเองก็ไม่ได้มีประสบการณ์ที่ได้ไปนั่งในกระทรวงเกษตร คงจะคอมเมนต์ไม่ได้ว่าสิ่งที่ ร.อ.ธรรมนัส พูดนั้นเป็นยังไง ก็รอดูคนที่ใครก็ตามที่มาไปนั่งกระทรวงเกษตรฯ และผลงานของเขาดีกว่า

เมื่อถามว่า ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ยามรักน้ำต้มผักก็หวาน ตอนนี้กับพรรคกล้าธรรมยังหวานอยู่หรือขม นายไชยชนก หัวเราะก่อนกล่าวว่า ตนว่ากลางๆ มาโดยตลอด สำหรับตนการเมืองไม่เคยหวานเลย

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ ถ้าเกิดสมมติว่ารัฐบาลไม่มีพรรคกล้าธรรมแล้ว และต้องเข้าไปดูกระทรวงเกษตรฯจะมีการวางงาน หรือข้าราชการอาจจะไม่รับนโยบายของรัฐบาล นายไชยชนก กล่าวว่า ไม่กังวล ตนรู้สึกว่านั่งกระทรวงมาก็สัมผัสอยู่ว่าบางทีก็มีความลำบากในเวลาปรับเปลี่ยนรัฐบาล แต่ถ้าเรามีเจตนาที่ดี มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำเพื่อประชาชน และเราก็ทำงานกันอย่างสามัคคี สุดท้ายมันก็จะทำได้ และเวลาก็จะเป็นบทพิสูจน์ในความตั้งใจในการทุ่มเทที่ทำงาน

“เพราะฉะนั้นผมคิดว่ากระทรวงเกษตรฯ ก็คงไม่แตกต่าง ถามว่าการเข้าไปใหม่ยังไงมันก็ต้องมีสิ่งที่เราจะต้องไปทำความเข้าใจ ไปศึกษาทั้งในเรื่องปัญหา ระบบข้าราชการ แนวทางการทำงาน โครงการต่างๆ แต่ว่าใครก็ตามที่พร้อม และมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นรัฐมนตรี ก็ควรที่จะสามารถจัดการกับปัญหาเหล่านั้นได้” นายไชยชนก กล่าว

เปิดคำวินิจฉัยศาลรธน.ปี 61 ถ้าไม่มีการเปิดเผยผลการลงคะแนน ยังถือว่าลงคะแนนโดยตรงและลับ

เปิดคำวินิจฉัยศาลรธน.ปี 61 ถ้าไม่มีการเปิดเผยผลการลงคะแนน ยังถือว่าลงคะแนนโดยตรงและลับ

เปิดคำวินิจฉัยศาลรธน.ปี 61 ถ้าไม่มีการเปิดเผยผลการลงคะแนน ยังถือว่าลงคะแนนโดยตรงและลับ

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.48 น.

เปิดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2561 วินิจฉัยคำร้องกรณีร่าง พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 92 “เพื่ออํานวยความสะดวกให้แก่คนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ในการออกเสียงลงคะแนน ให้คณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายจัดให้มีการอํานวยความสะดวกสําหรับการออกเสียงลงคะแนนของบุคคลดังกล่าวไว้เป็นพิเศษ หรือจัดให้มีการช่วยเหลือในการออกเสียงลงคะแนนภายใต้การกํากับดูแลของคณะกรรมการประจําหน่วยเลือกตั้ง ในการให้ความช่วยเหลือดังกล่าวต้องให้บุคคลนั้นได้ออกเสียงลงคะแนนด้วยตนเองตามเจตนาของบุคคลนั้น เว้นแต่ลักษณะทางกายภาพทําให้คนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุไม่สามารถทําเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งได้ ให้บุคคลอื่นหรือกรรมการประจําหน่วยเลือกตั้งเป็นผู้กระทําการแทน โดยความยินยอมและเป็นไปตามเจตนาของคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุนั้น ทั้งนี้ ให้ถือเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ” มีข้อความขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมูญมาตรา 85 หรือไม่

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 85 วรรค 1 ระบุว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ใช้วิธี ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เขตละหนึ่งคน และผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งได้คนละหนึ่งคะแนน โดยจะลงคะแนนเลือกผู้สมัคร รับเลือกตั้งผู้ใด หรือจะลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเลยก็ได้”

โดยคำวินิจฉัยดังกล่าวระบุว่า “ตราบใดที่ไม่มีการเปิดเผยผลการออกเสียงลงคะแนนของคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุนั้นต่อสาธารณะ ก็ถือว่าได้ว่า เป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ“

อนุทิน สั่งห้ามออกใบอนุญาตพกปืน(ป.12) ให้ปชช.เป็นเวลา1ปี หวังช่วยลดอาชญากรรม

อนุทิน สั่งห้ามออกใบอนุญาตพกปืน(ป.12) ให้ปชช.เป็นเวลา1ปี หวังช่วยลดอาชญากรรม

อนุทิน สั่งห้ามออกใบอนุญาตพกปืน(ป.12) ให้ปชช.เป็นเวลา1ปี หวังช่วยลดอาชญากรรม

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.25 น.

ล้อมคอกพวกพกปืนก่อเหตุร้าย! อนุทิน สะบัดปากกาเซ็นคำสั่งห้ามออกใบอนุญาตให้มีอาวุธปืน(ป.12) แก่ปชช.เป็นเวลา1ปี ช่วยลดอาชญากรรม – คุมสถานการณ์ให้ปกติ

เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย ที่429/2569 วันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา เรื่องห้ามการออกใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว (แบบ ป.12) เป็นการชั่วคราว มีเนื้อหาระบุว่า โดยที่ปัจจุบันได้มีการนำอาวุธปืนติดตัวไปในที่สาธารณะและได้ก่อเหตุร้าย ทำให้เกิดอันตราย ต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน จนเป็นที่หวาดกลัวของประชาขนเป็นจำนวนมาก อันส่งผลกระทบต่อสวัสติภาพในด้านความปลอดภัยและเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม 

จึงเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนและความปลอดภัยสาธารณะ ลดอาชญากรรม และควบคุมสถานการณ์ให้บ้านเมืองกลับมาเป็นปกติสุข จึงสมควรออกคำสั่งห้ามออกใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว (แบบ ป.12) เป็นการชั่วคราว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 วรรคหนึ่ง และมาตรา 57 ประกอบมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธบิน พ.ศ.2496 นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงออกคำสั่งห้ามออกใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว (แบบ ป.12) เป็นการชั่วคราว

ทั้งนี้ ให้มีผลใช้บังคับมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 19 ก.พ. 2569

ยกเลิก MOU 44 ทำได้จริง! คำนูณ ยกมติ ครม.ปี 52 กางโพย 3 เหตุผล

ยกเลิก MOU 44 ทำได้จริง! คำนูณ ยกมติ ครม.ปี 52 กางโพย 3 เหตุผล

ยกเลิก MOU 44 ทำได้จริง! คำนูณ ยกมติ ครม.ปี 52 กางโพย 3 เหตุผล

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.17 น.

20 กุมภาดพันธ์ 2569 นายคำนูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จับตากระทรวงบัวแก้ว! บนเส้นทางการยกเลิก MOU 44

กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ออกแบบ MOU 44 และแถลงยืนหยัดข้อดีที่ควรคงไว้ไม่ยกเลิกมาโดยตลอด ครั้งใหญ่ ๆ ล่าสุดก็เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 ในทางปฏิบัติทั่วไปคณะรัฐมนตรีจะมีมติให้จัดทำหรือยกเลิกหนังสือสัญญาใด ๆ ได้ก็ต่อเมื่อหน่วยงานเจ้าของเรื่องเสนอความเห็นพร้อมด้วยเหตุผลรายละเอียดแวดล้อมเข้าสู่การพิจารณา เช่นนี้แล้ว ก้าวที่ใช่(ของอนุทิน-สีหศักดิ์)จะถูกขัดคอขัดขามั้ย ?

ไม่น่าเป็นเช่นนั้น !

เพราะการยกเลิก MOU 44 ไม่ใช่เป็นเพียงความเห็นของว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่เพิ่งนำพรรคชนะเลือกตั้งมาเท่านั้น ยังเป็นความเห็นของว่าที่รองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ที่มาจากอดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศอีกด้วย

เมื่อฝ่ายกำหนดนโยบายที่มาจากการเลือกตั้งมีธงชัดเจน ทั้งยังประกาศต่อสาธารณะเป็นสัญญาประชาคมหลายครั้งทั้งก่อนและหลังวันเลือกตั้ง หากขึ้นครองอำนาจแล้วเดินหน้าเต็มตัว ไม่ถอย ไม่ยื้อ ฝ่ายราชการประจำที่มีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบายย่อมไม่มีเหตุผลที่จะไม่สนอง

ที่สำคัญ กระทรวงการต่างประเทศก็เคยสนองนโยบายฝ่ายการเมืองเสนอให้คณะรัฐมนตรียกเลิก MOU 44 มาแล้วครั้งหนึ่งแล้วเมื่อ 17 ปีก่อนในยุคเข้มข้นของสงครามสี

โดยเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2552 ทำหนังสือ ที่ กต 0803/978 ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เสนอความเห็นให้คณะรัฐมนตรีมีมติยกเลิก MOU 44 และคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการในการประชุมวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552

เหตุผลครั้งนั้นมี 3 ประเด็นหลัก

– ทักษิณ ชินวัตร

– ไม่คืบหน้ามา 8 ปี

– ให้ประชาชนมีส่วนร่วม

ประเด็นแรกอยู่ในหนังสือข้อ 1 ระบุว่าการที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเจรจา เนื่องจากนายทักษิณ ชินวัตรเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลักดันให้รัฐบาลไทยในขณะนั้นยอมรับหลักการที่ปรากฏอยู่ใน MOU 44 และยังรับรู้ท่าทีในการเจรจาของฝ่ายไทยและข้อมูลทางเทคนิคของพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนอย่างลึกซึ้ง ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงไม่อาจดำเนินการเจรจากับฝ่ายกัมพูชาได้อย่างไม่เสียผลประโยชน์

เหตุผลประเด็นนี้ไม่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน เพราะนายทักษิณ ชินวัตรไม่ได้ดำรงตำแหน่งใด ๆ ในกัมพูชาแล้ว

กระทรวงการต่างประเทศเองในยุครัฐบาลชุดต่อ ๆ มาอ้างว่าในเมื่อเหตุแห่งการยกเลิกหมดไปแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องยกเลิก ซึ่งก็สอดคล้องกับความต้องการของฝ่ายการเมืองในขณะนั้น

โดยไม่พูดถึงเหตุผลในการยกเลิก MOU 44 อีก 2 ประเด็นที่เคยอ้างไว้เมื่อปี 2552

จนเป็นเหตุให้คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2557 ให้ปฏิบัติตาม MOU 44 ต่อไปตามความเห็นที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอมาเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2557 อันมีผลให้เป็นการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเดิมเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 โดยปริยาย

มาดูเหตุผลอึก 2 ประเด็น

เหตุผลหนึ่งอยู่ในหนังสือ ที่ กต 0803/978 ข้อ 3 คือไม่มีความคืบหน้าในการเจรจาตามกรอบ MOU 44 เป็นรูปธรรมมา 8 ปีนับจนถึงวันนั้น (ปี 2552) และเป็นการไม่คืบหน้าเพราะกัมพูชาไม่ต้องการปฏิบัติตามสารัตถะหลักของ MOU 44

“เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาต้องการให้มีการตกลงเรื่องการพัฒนาร่วมเป็นสำคัญ โดยไม่ให้ความสำคัญกับการเจรจากำหนดเขตแดนทางทะเลในบริเวณที่ MOU 44 กำหนด กระทรวงการต่างประเทศจึงเห็นควรให้ทั้ง 2 ประเทศพิจารณาใช้แนวทางการเจรจาอื่นตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อให้ได้ผลลัพธ์อันเที่ยงธรรม”

กล่าวโดยสรุปคือจุดยืนของไทยตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2544 เป็นไปตามสารัตถะหลักของนวัตกรรม MOU 44 การร่วมเจรจาร่วมผลิตและแบ่งปิโตรเลียมในเขตพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนใต้อ่าวไทย จะต้องกระทำไปพร้อมกัน (to simultaneously) กับการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลในพื้นที่เหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือใกล้เกาะกูด อย่างแบ่งแยกจากกันไม่ได้ (as an indivisible package) ละทิ้งอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

แต่กัมพูชายืนอยู่ ณ จุดเดิมก่อนลงนามใน MOU 44 คือต้องการเจรจาเฉพาะร่วมผลิตและแบ่งปิโตรเลียมอย่างเดียว ไม่ต้องการเจรจาหาข้อตกลงแบ่งเขตแดนทางทะเล ซึ่งหมายความว่าจะไม่ยอมเปลี่ยนเส้นเขตไหล่ทวีป 2515 ของตนที่ลากผ่ากลางเกาะกูดรุกล้ำอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยของไทย

ทั้ง 2 ประเทศมีจุดยืนที่ตรงข้ามกัน

ล่าสุดกัมพูชาก็เสนอร่างข้อตกลง 3 ข้อมาให้ไทยพิจารณาลงนามเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2565 ให้ร่วมผลิตและแบ่งปิโตรเลียมเท่ากัน 50:50 และให้ละทิ้งการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลไว้ก่อน

เหตุผลนี้ยังคงดำรงอยู่ และน่าจะต้องเป็นเหตุผลหลักในการยกเลิก

เพราะเมื่อไม่มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรมมา 8 ปีนับถึงปี 2552 และ 25 ปีนับถึงวันนี้ปี 2569 หากใช้ต่อไปจะหวังความคืบหน้าได้อย่างไร ในเมื่อความไม่คืบหน้านั้นเกิดขึ้นเพราะกัมพูชาไม่ต้องการปฏิบัติตามสัญญา

ส่วนเหตุผลอีกประเด็นหนึ่ง กระทรวงการต่างประเทศเขียนหนังสือ ที่ กต 0803/978 ข้อ 2 ว่า เรื่องพื้นที่ทางทะเลที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิทับซ้อนกันเป็นเรื่องสำคัญต่อผลประโยชน์ของชาติ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่กว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร และมีศักยภาพทางทรัพยากรธรรมชาติสูงมาก การเจรจามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศอย่างกว้างขวาง จึงเห็นสมควรให้ดำเนินการโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมตามแนวทางประชาธิปไตยดังที่ปรากฎในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

แม้จะไม่ได้บอกวิธีการให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่สันนิษฐานว่าทางหนึ่งน่าจะสอดคล้องกับมุมมองทางกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศต่อขั้นตอนการยกเลิก MOU 44 ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ว่าจะต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาเสียก่อน ในเมื่อสมาชิกรัฐสภาเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ การอภิปรายและการลงมติในรัฐสภาย่อมจะต้องเป็นการสะท้อนเสียงของประชาชนโดยทั่วไปด้วย จึงถือได้ว่าเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนเช่นกัน

รายละเอียดข้อกฎหมายแยกไปอยู่ในข้อ 5 ของหนังสือ

“…อย่างไรก็ดี การทำหนังสือบอกเลิกของไทยเป็นไปเพื่อแสดงเจตนารมณ์ทางกฎหมายในการบอกเลิกความผูกพันของไทยตาม MOU และพึงเห็นได้ว่าฝ่ายกัมพูชาอาจมีหนังสือตอบรับเพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการบอกเลิกเช่นเดียวกัน ซึ่งเข้าองค์ประกอบของการเป็นหนังสือสัญญา อีกทั้งเมื่อคำนึงว่าสาระของการทำ MOU โดยพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ 2550 ประกอบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 6-7/2551 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 เรื่อง JCไทย-กัมพูชาวันที่ 18 มิถุนายน 2551 เป็นความตกลงที่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตฯ ซึ่งตามมาตรา 190 วรรคสองระบุว่าต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา โดยที่องค์กรที่ชี้ขาดเกี่ยวกับขอบเขตของมาตรา 190 วรรคสองคือศาลรัฐธรรมนูญ มิใช่กระทรวงการต่างประเทศหรือคณะรัฐมนตรี ดังนั้นเพื่อความรอบคอบจึงเห็นควรให้นำเรื่องการบอกเลิก MOU 44 ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาตามนัยมาตรา 190 วรรคสองด้วยเช่นกัน“

จะเห็นได้ว่า 2 ใน 3 ของเหตุผลในการเสนอยกเลิก MOU 44 เมื่อ 17 ปีก่อนยังใช้ได้ในปัจจุบัน

นอกจากนั้นข้อสรุปสุดท้ายที่กระทรวงการต่างประเทศเขียนไว้ในหนังสือข้อ 6 ก็ยังทันสมัย

“เมื่อมีการยกเลิก MOU 44 แล้ว ก็ยังจำเป็นให้มีการเจรจายุติข้อพิพาทในพื้นที่ทับซ้อนอย่างสันติวิธีต่อไป”

สั้น ง่าย แต่เข้าใจได้ดี

ครั้งนั้น ยังได้มีการเสนอกรอบการเจรจาเพื่อขออนุมัติจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 190 วรรคสองมาด้วยรวม 2 ขัอ

“1. ให้รัฐบาลดำเนินการบอกเลิก MOU 44 ตามกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง“

“2. ให้รัฐบาลดำเนินการเจรจากับกัมพูชาเพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิในเขตไหล่ทวีปทับซ้อนกัน เพื่อให้ประเทศไทยได้อธิปไตย สิทธิอธิปไตย เขตอำนาจ และประโยชน์อื่นที่พึงมี ตามกฎหมายระหว่างประเทศ”

เดินตามเส้นทางที่เคยเดินเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2552 ได้เลย

จับตาดูก้าวสำคัญของกระทรวงบัวแก้วกันต่อไป

คำนูณ สิทธิสมาน
20 กุมภาพันธ์ 2569

หมายเหตุ : ภาพประกอบมาจากสื่อโซเชี่ยลของกระทรวงการต่างประเทศ ขอบพระคุณครับ

#MOU44

ปวิณฟาดจุก!! พรรคส้มหัวรั้น มีเรื่องทีก็ขอโทษที ไม่ปรับปรุง อ้างแต่มีปัญหาเรื่องคัดสรรคน

ปวิณฟาดจุก!! พรรคส้มหัวรั้น มีเรื่องทีก็ขอโทษที ไม่ปรับปรุง อ้างแต่มีปัญหาเรื่องคัดสรรคน

ปวิณฟาดจุก!! พรรคส้มหัวรั้น มีเรื่องทีก็ขอโทษที ไม่ปรับปรุง อ้างแต่มีปัญหาเรื่องคัดสรรคน

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.46 น.

ปวิณฟาดจุก!! พรรคส้มหัวรั้น มีเรื่องทีก็ขอโทษที ไม่ปรับปรุง อ้างแต่มีปัญหาเรื่องคัดสรรคน ไม่สนใจสิทธิมนุษยชน-สิทธิเพศ 

เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2569 นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ม.เกียวโต ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ผู้สมัคร สส มหาสารคาม โดนศาลฏีกาพิพากษาจำคุกข้อหามอมยาและข่มขืน เราต้องเจอเคสแบบนี้อีกกี่ครั้งในพรรคประชาชน แม้ว่าจะมีคนเตือนแล้วหลายครั้ง แต่พรรคก็ไม่ฟังคำเตือน พอเรื่องเกิด ก็ออกมาแค่ขอโทษและจะนำไปเป็นบทเรียน คือพรรคส้มได้บทเรียนแล้วกี่ครั้ง? และดิชั้นเลิกเชื่อแล้วเรื่องที่พรรคอ้างว่าฟังเสียงประชาชนและก็จะนำคำวิจารณ์ไปปรับปรุง ไม่เคยปรับปรุงอะไรค่ะ

เมื่อตอนดิชั้นแตกหักกับพรรค ดิชั้นบอกว่าจากนี้ไปดิชั้นจะวิจารณ์พรรคอย่างเต็มที่ โปลิตบุโรหญิงคางยื่นตอบกลับมาว่า “ก็ดีค่ะ พรรคยินดีรับฟังทุกคำวิจารณ์ค่ะ” — ไม่จริงเลย เพราะหลังจากที่ดิชั้นวิจารณ์เรื่องพิศาล ซึ่งเป็นคนของ คสช และมีคดีชู้สาวในอดีต พรรคไม่ฟังใครทั้งนั้น และยังดันพิศาลต่อ เฉกเช่นเดียวกับในกรณีผู้สมัคร สส มหาสารคาม ที่พรรคไม่ฟังใครทั้งนั้น และเดินหน้าหนุนต่อ จนเรื่องมาจบแบบนี้ เราอาจจะสรุปง่ายๆ ว่า พรรคมีปัญหาเรื่องการคัดสรรบุคลากร แต่ดิชั้นเบื่อที่จะฟัง เพราะตอนแก้วตาออกมาแฉพรรค ตัวรักชนกเองก็ออกมาพูดประโยคทอง “พรรคมีปัญหาเรื่องการคัดสรรบุคลากร” เป็นคำพูดง่ายๆ ที่แม้เวลาจะผ่านมาแค่ไหน เกิดเรื่องแล้วกี่เคส ขอโทษแล้วกี่ครั้ง ก็ยังเกิดปัญหาอยู่ดี

….แต่ที่หนักพอๆ กับปัญหาเรื่องการคัดสรรบุคลากรก็คือ พรรคประชาชนไม่สนใจเรื่องสิทธิมนุษยชนและสิทธิทางเพศ ไม่มีคนทำงานเรื่องนี้ ถึงมีก็ไม่เข้าใจ พรรคถูกชี้นำด้วยผู้ชายที่มีความคิดชายเป็นใหญ่ แล้วคุณจะทำงานด้านการเปลี่ยนแปลงในสิทธิทางเพศได้อย่างไร อย่าว่าแต่ผู้ชายในพรรคที่มีความคิดแบบนี้ แม้แต่ผู้หญิงในพรรคก็ไม่เข้าใจสิทธิผู้หญิง ต้องขอยกตัวอย่างซ้ำๆ ที่รักชนกบอกว่า “ก็เมื่อเมียพิศาลให้อภัยแล้ว เราคนนอกจะทำอะไรได้” ดิชั้นฟังกี่ครั้งก็อึ้งทุกครั้ง โดยเฉพาะคำพูดที่ออกมาจากปากผู้หญิงที่ตัวเองก็โดนหมิ่นทางเพศอยู่เสมอ นี่แหละค่ะ ปัญหาของพรรคประชาชน — อ้าว IO พรรคที่ไม่พอใจก็เตรียมมากระทืบดิชั้นได้เลยค่ะ ดิชั้นจะกระทืบกลับ

ธรรมนัส จ่อบินคืนนี้ สะพัดรอลุ้น ภท.ดึงร่วมรัฐบาล สื่อยังปักหลักรอที่กระทรวง

ธรรมนัส จ่อบินคืนนี้ สะพัดรอลุ้น ภท.ดึงร่วมรัฐบาล สื่อยังปักหลักรอที่กระทรวง

ธรรมนัส จ่อบินคืนนี้ สะพัดรอลุ้น ภท.ดึงร่วมรัฐบาล สื่อยังปักหลักรอที่กระทรวง

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.31 น.

20 กุมภาพันธ์ 2569 หลังจากที่มีกระแสข่าวลือ ว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ยกเลิกไฟลต์บิน ที่จากเดิมมีกำหนดการจะเดินทางไปพักผ่อนที่ต่างประเทศ (โซนยุโรป) ในคืนวันที่ 19 ก.พ.69 เพื่อรอดูท่าทีของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ว่าจะติดต่อเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่

ล่าสุด จากการตรวจสอบของผู้สื่อข่าว แหล่งข่าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ร.อ.ธรรมนัส ยังไม่ได้ยกเลิกไฟลต์บินแต่อย่างใด ซึ่งในกำหนดการไม่ใช่การเดินทางคืนวันที่ 19 ก.พ.แต่เป็นการเดินทางของคืนวันที่ 20 ก.พ.และการเดินทางไปต่างประเทศครั้งนี้ จะเป็นไฟท์บินเดียวกันที่มีข้าราชการระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินทางไปราชการด้วย และข้าราชการระดับสูง ยืนยัน ร.อ.ธรรมนัส ยังไม่ได้มีการยกเลิกไฟลต์บิน และไฟลต์บินยังคงเดิม

ด้าน นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานว่า หลังจากที่มีกระแสข่าวการยกเลิกไฟลต์บินของ ร.อ.ธรรมนัส ตนยืนยันว่า ยังไม่ทราบว่า ร.อ.ธรรมนัส ได้มีการยกเลิกไฟลต์บินหรือไม่ และยังไม่ได้รับการติดต่อว่าจะเข้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือไม่ ส่วนกระแสข่าวว่าจะมีการประชุมเรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น จากการสอบถามข้าราชการ ก็ยังไม่ได้มีการเรียกประชุมอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

ขณะที่ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะ สส.ในสังกัดพรรคกล้าธรรม ที่ได้เดินทางมาปฏิบัติภารกิจที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันนี้ กล่าวว่า เท่าที่รู้เที่ยวบินของ ร.อ.ธรรมนัส ยังไม่ได้ยกเลิก ซึ่งทราบว่ากำหนดการยังคงเป็นในคืนนี้ ส่วนในวันนี้ ร.อ.ธรรมนัส จะเข้ามาที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือไม่นั้น ตนเองไม่ทราบ และในวันนี้ที่เข้ามากระทรวงฯ เพราะได้รับมอบหมายจาก ร.อ.ธรรมนัส ให้ปฏิบัติราชการแทนในขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส ไม่อยู่เท่านั้น

แต่ทั้งนี้ หลังจากที่มีข่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส จะเข้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีสื่อมวลชนมาปักหลักรอทำข่าวจำนวนมาก