กมธ.ที่ดินฯ-สุชาติ เคลียร์ปม ‘ทับลาน’ จบแฮปปี้ ดึง ‘ชัยวัฒน์’ ร่วมพิสูจน์สิทธิรายแปลง

กมธ.ที่ดินฯ-สุชาติ เคลียร์ปม ‘ทับลาน’ จบแฮปปี้ ดึง 'ชัยวัฒน์' ร่วมพิสูจน์สิทธิรายแปลง

กมธ.ที่ดินฯ-สุชาติ เคลียร์ปม ‘ทับลาน’ จบแฮปปี้ ดึง ‘ชัยวัฒน์’ ร่วมพิสูจน์สิทธิรายแปลง

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.58 น.

’กมธ.ที่ดินฯ-สุชาติ‘ คุยเคลียร์ปม ‘ทับลาน’ จบแฮปปี้ลงตัว ยันยึดถูกต้อง รับปากลุยพิสูจน์สิทธิ์รายแปลง ชาวบ้านอยู่ดั้งเดิมถูกกม.ต้องได้สิทธิ์ ไม่มีเอื้ออุ้ม ‘นายทุน’ รุกป่า ด้าน ’ชัยวัฒน์‘ เผสบายใจได้ฟังจากปากจะไม่มี ‘ทับลานโมเดล’ ลามไปพื้นที่อื่น ร่วมวงคกก.เช็คเข้ม ขณะที่ ‘มูลนิธิสืบฯ’ ฝากให้ความสำคัญดูแล ‘ป่า-สัตว์ป่าหายาก’ ให้สมกับ’พื้นที่มรดกโลก‘

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 13.05 น. ที่รัฐสภา น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน นายภาณุเดช เกิดมะลิ ประธานมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร และนายธนพร ศรียางกูร นักวิชาการและนักวิเคราะห์การเมือง ร่วมกันแถลงภายหลังการประชุมกมธ.การที่ดินฯ เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนภาคประชาชน ชี้แจงให้ข้อมูลการพิจารณาผลการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่14มิ.ย.66 

โดยน.ส.กุลวลี กล่าวว่า ประเด็นสำคัญในเรื่องการพิสูจน์สิทธิ์ นายสุชาติ รมว.ทรัพยากรฯ ได้มีการตั้งคณะกรรมการพิสูจน์สิทธิ์เป็นรายแปลงแล้ว วานนี้(24มิ.ย.) โดยตนในฐานะประธานกมธ. จะมอบให้นายชัยวัฒน์ ในฐานะที่ปรึกษากมธ.ฯ เข้าไปร่วมอยู่ในคณะกรรมการพิสูจน์สิทธิ์ด้วย เพื่อร่วมตรวจสอบในประเด็นที่สงสัย ใครที่ว่าที่ สปก.บวมก็ต้องเอาคืนกลับมา ใครที่ทำถูกต้องก็ได้สิทธิ์ไป ใครทำผิดต้องถูกดำเนินคดี วันนี้เรามาคุยกันเพื่อสางประเด็นปัญหาที่คาใจ และเปิดใจคุยกัน เพราะที่ผ่านมาข้อมูลกระจัดกระจาย วันนี้กมธ.ฯเป็นเวทีกลางให้มาพูดคุยเจรจาหาทางออกร่วมกัน แต่วันนี้ข้อมูลเยอะมาก กมธ.ฯจะนำความเห็นที่ได้จากการประชุมที่เป็นประโยชน์ส่งไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หากประเด็นไปอยู่ที่ทาง สปก. สปก. ก็ต้องทำตัวเองให้ศักดิ์สิทธิ์ด้วย ในการตรวจสอบพิสูจน์สิทธิ์ ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(สคทช.) เป็นไปได้หรือไม่ที่จะทบทวนหรือปรับเปลี่ยนมติครม.วันที่14มิ.ย.66 เป็นการเปลี่ยนจากสปก. ไปให้สคทช.บริหาร เพื่อความโปร่งใสมากขึ้น นอกจากนี้ยืนยัน ทับลานโมเดล จะไม่มีการนำไปใช้พื้นที่อื่นๆแน่นอน เนื่องจากกรณีนี้เป็นกรณีเฉพาะจริงๆ หากเปรียบทับลานเป็นมะเร็งระยะ4 ก็ต้องรักษาตัวยาตัวนี้ ดังนั้นกลุ่มที่เป็นมะเร็งระยะที่1 หรือไข้หวัด มันจะใช้ตัวยาตัวเดียวกันไม่ได้แน่นอนเด็ดขาด

ด้านนายสุชาติ กล่าวว่า ตนได้เปิดใจทั้งหมดให้ทุกฝ่ายทราบในกมธ.ฯ เพื่อที่ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวที่สะสมมานาน สิ่งหนึ่งต้องยอมรับว่าประเด็นที่ทางมูลนิธิสืบฯ และนายชัยวัฒน์ ไม่สบายใจ เราได้เคลียร์ทุกประเด็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเราจะพิสูจน์สิทธิต่อประชาชนหรือสิ่งที่อยู่ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนกลุ่มนายทุนที่อยู่นอก สปก. หรือ สปก.บวม เราจะใช้กฎหมายตามมาตรา64แห่งพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 และนโยบายคณะกรามการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.) เข้ามาควบคุมส่วนนี้ ยืนยันว่ากลุ่มนายทุนไม่มีเล็ดลอดสายตาไปได้ เพราะมีทั้งมูลนิธิสืบฯ นายชัยวัฒน์ เข้ามาร่วมตรวจสอบ สบายใจได้ ตนไม่มีเอื้อประโยชน์นายทุน ต้องการให้ประชาชนได้ประโยชน์ในสิทธิความชอบธรรม ทางนายกรัฐมนตรีก็กำชับตนมาว่า ต้องให้ความเป็นธรรมทั้ง2ฝ่าย ทั้งภาคอนุรักษ์ก็ต้องให้เวทีเขาในการแสดงออกถึงความกังวล ภาครัฐบาลก็ต้องดำเนินการให้ได้ ขณะที่กมธ.การที่ดินฯชุดนี้ ไม่มีแบ่งพรรคการเมือง เราคุยในฐานะสส.ของปวงชนชาวไทยที่ต้องการให้ปัญหาสะสมนี้จบในยุคของพวกเรา ทั้งนี้ ในวันที่28มิ.ย.นี้ ตนจะลงพื้นที่ทับลานเพื่อตรวจสอบด้วย เชื่อว่าบุคลากรคณะกรรมการพิสูจน์สิทธิที่ตนแต่งตั้ง จะดำเนินการจบแน่นอน

ขณะที่นายภาณุเดช กล่าวว่า นอกจากการพิสูจน์สิทธิที่จะมีการดำเนินการตามมาตรการแล้ว อยากให้กมธ.ฯ และฝ่ายที่เกี่ยวข้อให้ความสำคัญกับป่า สัตว์ป่า และพื้นที่ที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหายากในพื้นที่ตรงนั้น ก็ต้องอยู่ได้ด้วย เพื่อให้เหมาะสมกับการเป็นผืนป่ามรดกโลก ส่วนกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจะมีวิธีการบริหารจัดการอย่างไรให้ได้รับการแก้ไขปัญหาจริงๆ ไม่ใช่กลุ่มนายทุน หรือบุคคลภายนอก ส่วนโมเดลการแก้ไขปัญหากรณีทับลานจะถูกนำไปใช้กับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศหรือไม่ ก็มีความชัดเจนจากในที่ประชุมว่าโมเดลนี้จะถูกใช้เฉพาะในพื้นที่ทับลาน เพราะบริบทของปัญหามีความแตกต่างกัน สำหรับพื้นที่อื่นก็มีมาตรการทางกฎหมาย โดยเฉพาะพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติมาตรา 64 และพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่ามาตรา 121 ในการแก้ไขปัญหาสำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ เป็นกลไกที่จะต้องดำเนินการกันต่อไป

ส่วนนายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้ปลดพันธนาการคำแรก คือคำว่าโมเดลจากรัฐมนตรีกระทรวงทรัพย์ฯ เพราะเรากังวลว่าโมเดลของทับลาน จะถูกนำไปใช้ในพื้นที่อื่น ซึ่งเป็นปมที่ติดค้างคาใจตนว่า จะทำอย่างไร ให้คนเขาพูดขึ้นมาก่อน ซึ่งนายสุชาติได้ยืนยันแล้วว่า จะไม่มีโมเดลนี้ไปยังพื้นที่อื่น ทำให้ตนสบายใจในประเด็นแรก ประชาชนที่เป็นเจ้าของพื้นที่ตัวจริง ที่อยู่มาตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงปัจจุบัน ไม่เคยย้ายถิ่นหรือซื้อขายเปลี่ยนมือ ยืนยันว่าท่านมีสิทธิ์ครอบครองที่ดินแน่นอน ส่วนโซนที่ 1 ที่มีการออกโฉนด สปก.แล้วแบบถูกต้อง ขออย่าตกใจ เพราะพื้นที่ตรงนั้นเป็นของ สปก.อยู่แล้ว อย่าไปขยายผลว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นโรงเรียนหรือปั๊มน้ำมันไปหมดแล้ว เรายอมรับผิดว่ากรมอุทยานขีดเส้นทับที่ดิน สปก.จริง และได้ประกาศในปี 2521 จำนวน 3 กลุ่ม ทั้งหมด 5 หมื่นกว่าไร่ แต่ในส่วนกลุ่มที่ 2 จะต้องมีการพิสูจน์

“วันนี้ผมสบายใจขึ้น และได้รับเกียรติที่รัฐมนตรีโทรหา ซึ่งผมบ่นไปว่าน้อยใจ ทำไมอยู่ใกล้ตัวแต่ไม่มาคุยด้วย เพราะข้อมูลที่ผมมีกับสิ่งที่รัฐมนตรีพูดยังไม่ชัดเจน แต่ต้องพูดให้ชัดเจนว่าวันนี้ พอได้พูดคุยกับนายสุชาติแล้ว ถือว่าเคลียร์ แต่อยากจะฝากไปถึงราษฎร 23 คน ที่เคยถูกจับกุมก่อนที่จะมีกฎหมายมาตรา 64 ที่ ณ เวลานั้น เขาเป็นคนเดิมแต่เปลี่ยนอาชีพ หรือในเวลานั้นเขาอยู่ผิดอาชีพ จึงอยากฝากนายสุชาติว่าให้ช่วยเหลือคนเหล่านั้น เขาจะได้มีกำลังใจ ไม่ได้หมายความว่าการที่มีคนคัดค้าน ต้องตะบี้ตะบันเอาคนออก เพราะถึงอย่างไรก็ต้องช่วยเขา หรืออาจจะให้มีมติ ครม.ใหม่ เพื่อ 23 คนนี้ก็ได้” นายชัยวัฒน์ กล่าว

‘ศุภมาส’ ชงกฎหมายสินค้าชำรุดฯ เข้าสภาฯ อุดช่องโหว่คุ้มครองผู้ซื้อรถและไอที

'ศุภมาส' ชงกฎหมายสินค้าชำรุดฯ เข้าสภาฯ อุดช่องโหว่คุ้มครองผู้ซื้อรถและไอที

‘ศุภมาส’ ชงกฎหมายสินค้าชำรุดฯ เข้าสภาฯ อุดช่องโหว่คุ้มครองผู้ซื้อรถและไอที

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.53 น.

วันที่ 24 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้แทนคณะรัฐมนตรี เสนอ ร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. ของพรรคภูมิใจไทย  ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่ออุดช่องโหว่ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมที่ยังคุ้มครองผู้ซื้อและผู้ขายไม่ชัดเจน โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีซับซ้อนที่ไม่อาจเห็นความชำรุดได้ในวันส่งมอบ มีสาระสำคัญหลัก คือ

1. กำหนดความรับผิดครอบคลุมสินค้าทั่วไป และสินค้าเฉพาะกลุ่ม (รถยนต์, รถจักรยานยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, เครื่องอิเล็กทรอนิกส์, เครื่องยนต์)

2. ขยายขอบเขตให้กว้างกว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อเสริมบทบัญญัติการซื้อขายทั่วไป

3 กำหนดข้อยกเว้นไม่ใช้บังคับแก่สิ่งของใช้แล้ว และสัตว์มีชีวิต เหตุผลเนื่องจากสิ่งของใช้แล้วผู้ขายไม่อาจทราบว่าสินค้าดังกล่าวถูกใช้งานมาแล้วอย่างไร และได้ถูกขายต่อให้แก่ผู้ใด ในส่วนของสัตว์มีชีวิตเมื่อผู้ซื้อนำมาเลี้ยงแล้วจะมีปัจจัยอีกหลายประการ ซึ่งจะสร้างภาระการพิสูจน์ความเสียหายที่ไม่เป็นธรรมได้

4. กำหนดข้อสันนิษฐานทางกฎหมายในเบื้องต้นว่า หากสินค้าชำรุดภายในเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าชำรุดตั้งแต่ส่งมอบ มีระยะเวลา 6 เดือนสำหรับสินค้าทั่วไป รถจักรยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ส่วนรถยนต์กำหนดไว้ที่ 1 ปี เพื่อลดภาระการพิสูจน์ของผู้ซื้อ

5 กำหนดสิทธิของผู้ซื้อในการเรียกให้ผู้ขายรับผิด 5.1 กรณีความชำรุดบกพร่อง ได้แก่ การซ่อมแซม การเปลี่ยนสินค้า การขอลดราคา และการเลิกสัญญา 5.2 ความชำรุดบกพร่อง ผู้ซื้อมีสิทธิเรียกให้ผู้ขายเปลี่ยนสินค้าได้ทันที ข้อ 1 สำหรับสินค้าทั่วไป เมื่อผู้ซื้อพบเห็นภายในเวลา 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับสินค้า 2 สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ที่เป็นเครื่องยนต์ เมื่อผู้ซื้อพบเห็นภายในเวลา 14 วัน 3 สำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เมื่อมีผลกระทบต่อความปลอดภัย และผู้ขายไม่อาจแก้ไขได้ หรือแก้ไขแล้วหากนำไปใช้ อาจเกิดอันตราย

6. กำหนดระยะเวลาซ่อมแซมสูงสุดไม่เกิน 60 วัน สำหรับสินค้าทั่วไป และ 90 วัน สำหรับรถยนต์นับจากวันส่งซ่อม

7. ให้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติม อาทิ ค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ย ค่าเสียหายจากการเลิกสัญญา  และค่าขาดประโยชน์จากการใช้สินค้า และ

8. กำหนดหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับสัญญาเช่าซื้อ และผ่อนชำระ ให้ผู้ซื้อมีสิทธิเลื่อนชำระค่างวดได้ในระหว่างที่สินค้าที่อยู่ระหว่างการซ่อมแซมหรือไม่สามารถใช้งานได้

ทั้งนี้ รมต.ศุภมาส เน้นย้ำว่ากฎหมายฉบับนี้จะช่วยยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคไทยให้เป็นไปตามหลักสากล และสร้างกลไกยุติข้อพิพาทที่รวดเร็ว

รองอธิบดี สถ. ไฟเขียว เดินหน้าบรรจุข้าราชการท้องถิ่น เพิกถอนเฉพาะรายทุจริต

รองอธิบดี สถ. ไฟเขียว เดินหน้าบรรจุข้าราชการท้องถิ่น เพิกถอนเฉพาะรายทุจริต

รองอธิบดี สถ. ไฟเขียว เดินหน้าบรรจุข้าราชการท้องถิ่น เพิกถอนเฉพาะรายทุจริต

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.45 น.

“รองอธิบดี สถ.” เผยไฟเขียว เดินหน้าบรรจุข้าราชการท้องถิ่น เตรียมออกหนังสือยกเลิกคำสั่ง ชะลอบรรจุ-แต่งตั้ง 1 ก.ค.พร้อมปกป้องคนสุจริตให้ไปรายงานตัวก่อน หากพบทุจริตจริงเตรียมเพิกถอนเฉพาะราย เตรียมส่ง หนังสือให้ ป.ป.ช. ขอรื้อตรวจข้อสอบใหม่ 4.8 แสนคนต่อหน้าสื่อ คาดใช้เวลาตรวจใหม่ 1 สัปดาห์

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 เวลา 12.45 น. นายธนนท์ พรรพีภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ยืนยันว่าหนังสือชะลอการบรรจุและแต่งตั้งผู้สอบแข่งขัน ที่ออกมาเมื่อวานนี้ (24 มิ.ย.)ไม่ใช่คำสั่ง แต่เป็นหนังสือในเชิงการบริหารทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ต้องมีการบริหารบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ ทั้งการเรียกรายงานตัว การส่งให้คณะกรรมการข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด หรือ กองกลางจังหวัด พิจารณาเรื่องการบรรจุ ซึ่งเมื่อวานนี้เห็นว่ากระแสสังคม และเรื่องการตรวจสอบทุจริตยังไม่ยุติ จึงอยากชะลอออกไปก่อน แต่เมื่อมีการประชุมกกองกลาง ในวันนี้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารบุคคลท้องถิ่น ซึ่งมีการถกกันในหลายประเด็น ส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นการคุ้มครองผู้สุจริตควรที่จะให้เดินทางไปก่อน ส่วนใครที่พบว่าทุจริต ก็ให้เพิกถอนเฉพาะรายไป ซึ่งวันนี้ก็จะมีหนังสือในฐานะเลขาฯ กองกลาง ออกมาเพื่อให้ดำเนินการต่อไป 

นายธนนท์ ยืนยันด้วยว่าในส่วนของกรมยังไม่มีหลักฐานอะไร ซึ่งไฟล์จะถูกเก็บที่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จำนวน 1 ชุด ส่วนตัวเชื่อว่าของกรมไม่ได้หลุด เพราะมีเซฟค่อนข้างดี 

ส่วนที่บอกว่าจะมีการตรวจข้อสอบใหม่ สามารถดำเนินการได้เลยหรือไม่ นายธนนท์ กล่าวว่า ขณะนี้ข้อสอบถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.)อายัดไว้ ซึ่งกรมจะมีหนังสือขอความร่วมมือไปยัง ป.ป.ช. เพื่อตรวจกระดาษคำตอบใหม่ทั้งหมด 

สำหรับระยะเวลาในการตรวจกระดาษคำตอบใหม่จะใช้ระยะเวลานานเพียงใดนั้น นายธนนท์ กล่าวว่า จากการตรวจคำตอบครั้งที่ผ่านมา ใช้ระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เนื่องจากต้องตรวจกระดาษคำตอบ จำนวน 480,000 คน แต่หาก ป.ป.ช. อนุญาต กรมก็จะติดต่อทางคู่สัญญา คือ มศว ในการจัดเครื่องตรวจไปตรวจต่อหน้าสื่อมวลชนด้วย

สอศ. เรียกบรรจุครูผู้ช่วยรอบ 10 เสริมทัพ 175 อัตรา รองรับ 36 กลุ่มวิชา ทั่วประเทศ

สอศ. เรียกบรรจุครูผู้ช่วยรอบ 10 เสริมทัพ 175 อัตรา รองรับ 36 กลุ่มวิชา ทั่วประเทศ

สอศ. เรียกบรรจุครูผู้ช่วยรอบ 10 เสริมทัพ 175 อัตรา รองรับ 36 กลุ่มวิชา ทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.42 น.

สอศ. เรียกบรรจุครูผู้ช่วยรอบ 10 เสริมทัพ 175 อัตรา รองรับ 36 กลุ่มวิชา ทั่วประเทศ 

วันนี้ (25 มิถุนายน 2569) นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ดำเนินการเรียกบรรจุและแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้เข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วย รอบที่ 10 จำนวน 175 อัตรา จากอัตราว่างจำนวน 166 อัตรา รวมกับอัตราคงเหลือจากรอบที่ 9 อีก 9 อัตรา ครอบคลุม 36 กลุ่มวิชา ตามประกาศรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2567 ซึ่งบัญชีผู้สอบแข่งขันได้จะสิ้นสุดในวันที่ 1 ตุลาคม 2569

ครูผู้ช่วย

เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า สอศ. ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนและพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะครูผู้ช่วยซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการเติมเต็มสถานศึกษา ช่วยยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอน ถ่ายทอดองค์ความรู้ และพัฒนาผู้เรียนให้มีทั้งทักษะวิชาชีพ สมรรถนะการทำงาน และความพร้อมต่อโลกอาชีพยุคใหม่ เพื่อผลิตกำลังคนอาชีวะคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบันและอนาคต

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า ได้มอบหมายให้นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดำเนินการเรียกบรรจุและอำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิได้รับการบรรจุ โดยกำหนดให้มารายงานตัวเพื่อแสดงความจำนงเลือกสถานศึกษา ระหว่างวันที่ 24–25 มิถุนายน 2569 ณ สำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา และให้ไปรายงานตัว ณ สถานศึกษาที่ได้รับการบรรจุ ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 

ครูผู้ช่วย

ทั้งนี้ การเรียกบรรจุตำแหน่งครูผู้ช่วย รอบที่ 10 ระหว่างวันที่ 24–25 มิถุนายน 2569 มีผู้มีสิทธิ์เข้ารายงานตัวทั้งสิ้น 175 ราย โดยมีผู้มารายงานตัว 131 ราย ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมีผู้สละสิทธิ์ 4 ราย ส่งผลให้มีผู้ยืนยันความประสงค์เข้ารับการบรรจุและแต่งตั้งจำนวน 127 ราย และมีผู้ไม่มารายงานตัว 44 ราย 

ครูผู้ช่วย
ครูผู้ช่วย
ครูผู้ช่วย
ครูผู้ช่วย
ครูผู้ช่วย
ครูผู้ช่วย

กมธ.การเงินการคลังฯ รับเรื่องร้องเรียน สอบ 4 บ.โบรกเกอร์ โยง Forex-เส้นทางการเงิน ภาวุธ-ฟิล์ม รัฐภูมิ

กมธ.การเงินการคลังฯ รับเรื่องร้องเรียน สอบ 4 บ.โบรกเกอร์ โยง Forex-เส้นทางการเงิน ภาวุธ-ฟิล์ม รัฐภูมิ

กมธ.การเงินการคลังฯ รับเรื่องร้องเรียน สอบ 4 บ.โบรกเกอร์ โยง Forex-เส้นทางการเงิน ภาวุธ-ฟิล์ม รัฐภูมิ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.38 น.

กมธ.การเงินการคลังฯ รับเรื่องร้องเรียน สอบ 4 บ.โบรกเกอร์ โยง Forex-เส้นทางการเงิน ภาวุธ-ฟิล์ม รัฐภูมิ เหตุสัมพันธ์ใกล้ชิดบริษัท ด้าน อี้ แทนคุณ-ทนายวิฑูรย์ จี้ออกมาตรการป้องความเสี่ยงประชาชน หลังพบผู้เสียหายแล้ว

เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร รับเรื่องร้องเรียนจากนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม และนายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความ เพื่อขอให้ตรวจสอบเกี่ยวกับ โบรกเกอร์ Forex และเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายคน หลังจากนี้กรรมาธิการจะไปหารือกันว่าจะเชิญหน่วยงาน และบุคคลใดเข้ามาชี้แจงบ้าง

โดยนายแทนคุณ กล่าวว่า ขอให้ตรวจสอบตลาดการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินต่างประเทศ หรือ Forex เพราะมีผู้ที่ถูกให้หลอกลวงลงทุนจากโบรกเกอร์ที่ผิดกฎหมายหลายคน และธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่ได้มีกฎหมายรองรับ ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ได้และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้ตรวจสอบขยายผลไปยังกลุ่มมิจฉาชีพและ สแกมเมอร์ ที่ใช้ช่องทางดังกล่าวฟอกเงิน ส่งผลต่อระบบการเงินการคลัง ของประเทศไทย  โดย DSI ยังได้อายัดทรัพย์สินมีทั้งนักการเมือง ศิลปิน อย่างนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ อดีตนักแสดง ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มบริษัทโบรกเกอร์ดังกล่าว ปัจจุบันมีความเสียหายหลาย 1,000 ล้านบาท และ DSIรับเป็นคดีพิเศษ และจะแจ้งข้อกล่าวหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ด้วย เนื่องจากพบพฤติกรรมที่โฆษณาชวนเชื่อ แม้จะกล่าวอ้างว่า ไม่ได้มีการชักชวน แต่เมื่อมีการหลอกลวงทำให้เสียหาย ก็จะเข้าข่ายความผิด ซึ่งตนเห็นว่าควรพิจารณาฐานความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนด้วย ตามกฏหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ พร้อมขอให้กรรมาธิการหามาตรการคุ้มครองผู้เสียหาย  เช่น มาตรการติดตามเส้นทางการชำระเงิน ที่เชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มการลงทุนในต่างประเทศ และเหตุใดประชาชนโอนเงินไปยังแพลตฟอร์มต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง และหน่วยงานใดมีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับกรณีนี้ และรัฐบาลมีมาตรการป้องกันความเสี่ยงของประชาชนเพียงพอหรือไม่ หากแพลตฟอร์มต่างประเทศถูกขึ้นบัญชีเตือนในต่างประเทศ แต่คนไทยยังสามารถเข้าถึงได้ 

ด้านนายวิฑูรย์  ทนายความซึ่งเป็นตัวแทนผู้เสียหายระบุว่าโบรกเกอร์ 4 บริษัท ประกอบด้วย HFM ,QRS โกลบอล ,Gfox , Eterwealth และเสนอว่าให้ติดตามอีก 1 แห่งเพิ่มคือ IQ option ที่มีการเทรดในลักษณะการพนัน ที่รัฐบาลยังไม่มีการตรวจสอบ โดยเสนอแนะ กมธ. ศึกษาเกี่ยวกับระบบชำระเงิน เพราะนโยบายที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและ ปปง.กำหนดไว้ ในการตรวจสอบบริษัทที่เป็นนายหน้า ที่อาจจะมีการดำเนินธุรกิจไม่ตรงกับที่จดทะเบียน 

สนธิญา ร้อง ป.ป.ง. ยึดทรัพย์ขบวนการโกงสอบท้องถิ่น เชื่อมี รัฐมนตรี เอี่ยวผลประโยชน์

สนธิญา ร้อง ป.ป.ง. ยึดทรัพย์ขบวนการโกงสอบท้องถิ่น เชื่อมี รัฐมนตรี เอี่ยวผลประโยชน์

สนธิญา ร้อง ป.ป.ง. ยึดทรัพย์ขบวนการโกงสอบท้องถิ่น เชื่อมี รัฐมนตรี เอี่ยวผลประโยชน์

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.37 น.

“สนธิญา”ร้อง “ปปง.” ยึดอายัดทรัพย์ขบวนการฮั้วจัดสอบ ขรก.ท้องถิ่นทุกราย ปูดเชื่อมีระดับรมต.เอี่ยวรับผลประโยชน์สั่งการ แต่ มศว.แค่ผู้จัดสอบ ไม่ได้ร่วมขบวนการ เหตุการทุจริตเกิดขึ้นภายนอก มศว.  ด้าน “รองโฆษก ปปง.” ระบุอำนาจกฎหมายฟอกเงิน สามารถตรวจสอบเส้นเงินและรายการทรัพย์สินย้อนหลังได้รอ“ป.ป.ช.-บก.ปปป.” ประสานมา

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สะพานหัวช้าง กรุงเทพฯ นายสนธิญา สวัสดี เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงเลขาธิการ ปปง. เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงินและยึดหรืออายัดทรัพย์สินของบุคคลเกี่ยวข้องในคดีขบวนการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น กรณีได้มาจากการกระทำความผิดทุจริต โดยมี นายพีรธร วิมลโลหการ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและพัฒนามาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และในฐานะโฆษกสำนักงาน ปปง.

โดย นายสนธิญา เปิดเผยว่า การเข้ายื่นร้องขอให้สำนักงาน ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินและขอให้ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินในวันนี้ ก็เนื่องมาจากการทุจริตของผู้สอบเข้าตำแหน่งข้าราชการของท้องถิ่น และมีการทุจริตอย่างมโหฬาร อีกทั้งยังมีกรณีของผู้ที่ทำข้อสอบได้  หรือคิดว่าทำข้อสอบได้ และได้ไปขอดูคะแนน จำนวนกว่า 3,000 ราย จนได้มีการร้องไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งทาง ป.ป.ช. ก็ได้มีการพยายามไต่สวนเรื่องนี้มาโดยตลอด ซึ่งหากย้อนไปในสมัยที่ตนยังเป็นกรรมา 
ธิการกฎหมายฯ ประมาณ 4-5 ปี ก็ได้มีคนเคยร้องเรียนในเรื่องนี้มาก่อนแล้ว และมีบางคนที่รู้จักก็พยายามถามตนว่าจะไปทางไหนได้บ้าง ที่จะขอฝากบุคคลเข้าไปสอบเพื่อให้ผ่านเป็นข้าราชการท้องถิ่น

ซึ่งกรณีการทุจริตครั้งใหญ่นี้ ทาง ป.ป.ช. และ บก.ปปป. อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งก็เป็นเครื่องยืนยันว่ามันมีการทุจริตโกงกินจริง 

วันนี้ตนจึงมาขอร้องให้ทาง ปปง.ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. และ บก.ปปป.ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ริบ อายัดเงินทั้งหมดรวมทั้งเงินของผู้ที่จ่ายไปด้วย ซึ่งในหนังสือเรียน ปปง.ในวันนี้ ตนได้ขอให้ผู้ที่ทุจริตเข้าไปเป็นข้าราชการท้องถิ่นทั้งหมดเหล่านั้น ต้องถูก ก.พ.หน่วยงานและหน่วยงานราชการทุกหน่วยต้องขึ้นบัญชีดำไม่สามารถสอบรับราชการได้ตลอดชีวิต ตลอดจนบุคคลที่ร่วมกันทุจริตในครั้งนี้ด้วย 

นายสนธิญา เผยต่อว่า ส่วนคนที่เข้าไปร่วมมือกับข้าราชการในการรับเงินเหล่านี้ ก็จะต้องให้ออกจากราชการทั้งหมด พร้อมกับมาตรการยึดและอายัดทรัพย์ เพราะตนเชื่อว่าไม่ได้มีเพียงแค่ตำแหน่ง หรือระดับข้าราชการอย่างอธิบดี หรือปลัดเข้ามาเกี่ยวข้องเพียงเท่านั้น แต่น่าเชื่อว่าจะมีระดับรัฐมนตรีที่สามารถสั่งการ และคุยกับโรงพิมพ์หรือที่อื่นที่ใดได้

นายสนธิญา เผยด้วยว่า ตนเชื่อว่าบุคคลที่จะสั่งการและสามารถนำเอาข้อมูลต่าง ๆ ของแต่ละบุคคลมาร่วมกันแก้ไขและทำคะแนนให้ได้เกินกว่าที่มาตรฐานกำหนด จะต้องมีคนสั่งการระดับสูงกว่าปลัดนั้นก็อาจจะเป็นรัฐมนตรี ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องตรวจสอบดำเนินการอย่างเด็ดขาดคนที่จ่ายเงินให้ได้เป็นราชการ เขาจะทำงานสุจริตหรือไม่ จึงขอให้ ปปง. พิจารณาตามความผิดมูลฐานกฎหมายการฟอกเงิน หรืออั้งยี่ ซ่องโจร ต้องยึดทรัพย์ทั้งหมด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

“ที่ผ่านมา ผมเคยคุยกับข้าราชการหลายราย เขาบอกว่าการรับราชการนั้น จะมีเงินเดือน จะมีค่าสวัสดิการ ค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล ดังนั้น ถ้าบุคคลมีการจ่ายเงิน 300,000 บาท เพื่อไปรับเงินเดือน 15,000 บาท คำนวณได้เลย ตกประมาณ 2-3 ปี พวกเขาจะถอนทุนคืนได้ แล้วจะได้ผลยาวไปเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ จิตสำนึกของเขา เขารู้ว่าได้มาเพราะการซื้อ และนี่ก็เป็นสาเหตุว่าทำไมหน่วยงานราชการหลายหน่วย จึงไม่มีข้าราชการกล้าชี้ว่าอธิบดี รองอธิบดี หรือฝ่ายหัวหน้าคนไหนทุจริต ก็เพราะว่าส่วนมากถ้าไปแบบทุจริต ก็ต่างคนต่างอยู่เฉยๆดีกว่า” นายสนธิญา กล่าว

นายสนธิญา ยังแสดงความเห็นในส่วนมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ( มศว.) ว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในขบวนการทุจริตที่เกิดขึ้น เพราะกระบวนการทุจริตนี้มีการออกมาแก้ไขข้างนอก มันเป็นกระบวนการที่เหนือการสอบ คือ เมื่อคุณมาเข้าสอบแล้วคุณจ่ายเงินมาแล้ว จะนำรายชื่อ เลขประจำตัวสอบของบุคคลนั้นและนำข้อสอบของบุคคลนั้นมาแก้ไข ดังนั้น เหตุการณ์ทุจริตครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสถานที่สอบ 

“แต่กรณีนี้คือการทุจริตที่ใช้อำนาจรัฐเข้าไปขอบัญชีรายชื่อ ขอเลขบัญชีรายชื่อ ขอคำตอบของบุคคลนั้นแล้วเอามาแก้ไขแล้วส่งเข้าไป ผมจึงขอให้แยกให้ชัดเจนว่ากรณีการสอบเป็นเรื่องของมหาวิทยาลัยที่เขามีความพร้อม เพราะมหาวิทยาลัยก็มีการสอบนักศึกษาของเขาเป็นพันเป็นหมื่นคนอยู่แล้ว แต่ประเด็นการทุจริตครั้งนี้เป็นการทุจริตด้วยการดึงเอาข้อสอบคำตอบของบุคคลที่จ่ายเงินแล้วไปแก้ไขและใส่ลงในระบบคอมพิวเตอร์

ด้าน นายพีรธร วิมลโลหการ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและพัฒนามาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และในฐานะรองโฆษกสำนักงาน ปปง. กล่าวถึงกรณีการโกงสอบบรรจุเข้ารับราชการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นว่า ในส่วนของสำนักงาน ปปง. ยังไม่ได้รับรายงานมาจากป.ป.ช. และ บก.ปปป  แต่คาดว่าอาจมีลักษณะเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมาย ปปง. จึงต้องขอเวลาให้หน่วยงานเกี่ยวข้องทั้ง 2 หน่วยงานนั้น ได้ตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีให้เรียบร้อยก่อนว่ารายใดมีความผิดตามกฎหมายใดบ้าง และหากมีการรายงานมายัง ปปง.เมื่อใด เราก็จะได้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่ อีกทั้งกรณีนี้นายกรัฐมนตรีก็ย้ำว่าเป็นอาชญากรรมร้ายแรงของประเทศชาติ และท่านได้ให้นโยบายแก่ ปปง.ไว้ว่า”ขอให้ปิดชื่อ  ถือพฤติกรรม” ฉะนั้น ใครก็ตามที่เข้าไปมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกระทำความผิดจริง ปปง. จะดำเนินการอย่างเต็มที่แน่นอน

รองโฆษก ปปง. กล่าวว่า ส่วนกรณีที่นายสนธิญา สวัสดี ได้ร้องขอให้ ปปง. ดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ยึดและอายัดทรัพย์บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกกลุ่มนั้น ในหลักการแล้ว เราคงต้องรอให้หน่วยงานที่กำลังดำเนินการตรวจสอบได้รายงานชื่อบุคคลและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องในคดีมายัง ปปง.ให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งก็จะได้มาจากการสืบสวนสอบสวนตามกฎหมายคดีอาญา

รองโฆษก ปปง. กล่าวอีกว่า ส่วนหากมีผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์เพิ่มเติมจากเส้นทางการเงิน หรือใครก็ตาม ปปง. เรามีอำนาจในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ แม้ว่าเรื่องจะเกิดขึ้นมาแล้ว ปปง. ก็สามารถตรวจสอบย้อนหลังและดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินจากการถือครอง ครอบครองได้ทั้งหมด โดยเฉพาะหากเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดในคดี

ดวงฤทธิ์ บอก สงสารพรรคส้ม ส่งคนขาดความรู้ลงสมัคร ผู้ว่าฯ กทม.

ดวงฤทธิ์ บอก สงสารพรรคส้ม ส่งคนขาดความรู้ลงสมัคร ผู้ว่าฯ กทม.

ดวงฤทธิ์ บอก สงสารพรรคส้ม ส่งคนขาดความรู้ลงสมัคร ผู้ว่าฯ กทม.

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.28 น.

ดวงฤทธิ์ บอก สงสารพรรคส้ม ส่งคนขาดความรู้ลงสมัคร ผู้ว่าฯ กทม. หลังวิจารณ์ปมจัดซื้อจัดจ้าง

เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2569 นายดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิก นักออกแบบชื่อดัง และแกนนำกลุ่มแคร์ คิด เคลื่อน ไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ประเด็นที่ ดร.โจ ออกมาบอกว่า กทม.ปัจจุบัน จัดซื้อจัดจ้างต่ำกว่าราคากลางแค่ 2% เป็นการบริหารที่ทำให้รัฐเสียประโยชน์นั้น ผมฟังแล้วก็ปวดกระบาล สงสารพรรคส้ม ส่งคนที่ขาดความรู้ความเข้าใจขนาดนี้มาแข่งลงสมัครผู้ว่าได้ยังไง

ราคากลางของรัฐ ปรกติมันก็ต่ำกว่าราคาท้องตลาดจริงอยู่แล้วนะครับ ไม่มีใครเสนอราคาเท่าราคากลางได้หรอกครับ อย่างเก่งที่สุดก็เสนอได้เท่าราคากลาง การที่เสนอราคาต่ำกว่าราคากลางได้ถึง 2% นี่คือต้องบอกว่าเก่ง หรือโชคดีมาก ผู้เสนอราคามีความได้เปรียบแบบชั่วคราวจริง ก็เป็นเรื่องของจังหวะเวลา

ถ้าผู้ประมูลสามารถเสนอราคาต่ำกว่าราคาประมูลได้มากถึง 10% อย่างที่กล่าวอ้างว่าทำได้ นั่นแสดงว่าราคากลางมีปัญหา คนกำหนดราคากลางต้องมีความผิดละฮะ ซึ่งในระบบราชการต้องพิจารณาเป็นความผิด หรือคุณภาพสินค้าต้องไม่ได้มาตรฐานตาม TOR สิ่งที่ออกมาโจมตีและอ้างว่าถ้าเป็นผู้ว่าจะสามารถจัดซื้อได้ต่ำกว่าราคากลางมาก แล้วบอกว่าเป็นการบริหารที่มีประสิทธิภาพ แสดงว่าคนพูดนี่ไม่มีความเข้าใจเรื่องระบบราชการแม้แต่น้อย เป็นเรื่องที่ชัชชาติฟังแล้วถึงได้แต่ส่ายหัว ปวดกระบาลแทนจริงๆ

ถ้าประมูลจัดซื้อมาต่ำกว่าราคากลางมาก ความผิดมันเริ่มจากที่ราคากลางเลย ไม่มีประสิทธิภาพในการทำราคากลาง และเป็นจุดเริ่มต้นของการคอรัปชั่น ถ้า ดร.โจจะสนับสนุนการคอรัปชั่น นั่นก็ว่าไปอย่าง
สมัยผมมีสำนวนหนึ่งที่ชอบพูดกันคือ “โง่แล้วอยากนอนเตียง คอเอียงแล้วอยากหนุนหมอน” แปลว่าอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน ไปหาทางแปลกันเอาเอง”

ภราดร แจงเหตุโอนงบฯ ปี 69 เดือนมิถุนายน เพราะติดเงื่อนไขของกฎหมาย

ภราดร แจงเหตุโอนงบฯ ปี 69 เดือนมิถุนายน เพราะติดเงื่อนไขของกฎหมาย

ภราดร แจงเหตุโอนงบฯ ปี 69 เดือนมิถุนายน เพราะติดเงื่อนไขของกฎหมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.10 น.

ภราดร แจงเหตุโอนงบฯ ปี 69 เดือนมิถุนายน เพราะเงื่อนไขของกฎหมาย ส่วนโอนงบฯ พลาดเป้า เพราะหลังประกาศการโอนพบหน่วยงานรัฐเร่งเบิกจ่ายงบฯ ชี้แม้จะตัดงบบริหารจัดการน้ำหรืองบกรมโยธาฯ โครงการยังอยู่ แต่ไปใช้งบปีถัดไป พร้อมยกสัญญาณธรรมชาติ เอลนีโญ่ เตือน จึงต้องจัดงบเตรียมรับมือ 

เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน ร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ…  ที่ ครม. เสนอ วงเงิน10,328 ล้านบาท

นายภราดร ปริศนานันทกุล  รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบข้อซักถามจากการอภิปรายของ สส. เกี่ยวกับช่วงเวลาไทม์ไลน์การออกร่างกฎหมายงบประมาณในเดือนมิ.ย.และโอนได้วงเงินน้อย 10,300 ล้านบาท เหตุผลเพราะว่ามีข้อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ มาตรา 140 และกฎหมายเงินคงคลัง มาตรา7 กำหนดไว้หากรัฐบาลนำเงินคงคลังไปใช้ได้ตามความจำเป็น แต่เมื่อใช้แล้วต้องมาคืนเงินคงคลัง และงบประมาณ ปี 68 เงินคงคลังถูกนำไปใช้ 71,000 ล้านบาท และในการใช้เบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ เมื่อ นำไปใช้แล้วจะต้องตั้งใช้คืน ใน 3 ร่างก”หมาย คือ การออกพ.ร.บ.งบประมาณประจำปี หรืองบประมาณเพิ่มเติมระหว่างปี หรือออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ซึ่งในช่วงเดือนเม.ย.ไม่สามารถทำได้ ด้วยเงื่อนไขของกฎหมาย ที่ได้กล่าวไป จึงจำเป็นต้องมีการตั้งงบประมาณปี 2570 ผ่าน ครม.ก่อน ซึ่งหากตั้งงบโอนในเดือนเมษายน เงินจำนวน 71,000 ล้านบาทจะต้องออกไปใช้หนี้เงินคงคลังก่อน

นายภราดร ชี้แจงต่อว่า ส่วนเหตุผลที่โอนงบประมาณได้น้อย แต่ละหน่วยงานก็มีภารกิจที่ต้องดำเนินการโดยใช้งบประมาณในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ซึ่งทันทีที่รัฐบาลประกาศการโอนงบสิ่งที่เกิดขึ้น หน่วยงานรับงบประมาณเร่งรัดเบิกจ่าย ช่วงเดือนมีนาคมจนถึงเดือนพฤษภาคม โดยเฉพาะไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3ของปีงบประมาณมีการเบิกจ่ายงบประมาณเพิ่มขึ้นอยากมีนัยยะสำคัญเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จึงเป็นเหตุผลที่โอนงบประมาณได้ต่ำกว่าเป้าจากที่คาดการณ์

“ ในข้อดีของมันก็ยังมีอย่างน้อยหน่วยงานรับงบประมาณต่างๆเร่งรัดเบิกจ่ายเพื่อนำเงินที่เบิกจ่ายไปหมุนเวียนในระบบ คือข้อดีอีกอันนึงเป็นผลพลอยได้ก็ว่าได้” นายภราดร กล่าว 

นายภราดร  กล่าวต่อว่า ส่วนที่ถามว่าเหตุใดบางรายการไม่สมควรตัด แต่รัฐบาลกับตัด เช่น งบบูรณาการน้ำ หรืองบกรมโยธาธิการและผังเมืองในการแก้ไขน้ำท่วมระยะยาวว่า มีการกำหนดเกณฑ์การตัดงบประมาณ นอกจากงบโครงการสัมมนา การดูงานต่างประเทศที่ฟุ่มเฟือย อีกส่วนที่พิจารณาคือเรื่องงบรายจ่ายลงทุน คืองบลงทุน 1 ปี และงบการลงทุนผูกพัน หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาตัดงบโครงการที่ยังไม่สามารถประกวดราคาได้ และการตัดงบจะไม่กระทบโครงการที่ได้รับการจัดสรรไปแล้วในปี 2569 เพียงเป็นเป็นการปรับลดตัวเลข ซึ่งตัวโครงการยังอยู่แต่จะใช้เงินในปีงบประมาณถัดไปแทน ยืนยันตัวโครงการเรื่องเกี่ยวกับน้ำท่วมหรืองบกรมโยธาธิการฯ ไม่ได้ถูกตัดทิ้งไปแต่อย่างใด ซึ่งโครงการ  Skill Cradit Portfolio ของกระทรวงอุดมศึกษาก็ใช้หลักเกณฑ์เดียวกันในการตัด โครงการยังคงอยู่ 

นายภราดร  กล่าวต่อว่า ส่วนเหตุผลที่ไม่ได้โอนงบประมาณของบางองค์กร เช่น องค์กรอิสระ องค์กรศาล เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 41 วรรคสอง ประกอบกับ ข้อสังเกตของกรรมาธิการกฤษฎีกาคณะที่ 12 ระบุว่าเมื่องบประมาณจัดสรรไปให้หน่วยรับแล้ว หรือองค์กรอิสระจะถือเป็นเงินอุดหนุน คือเงินรายได้ของหน่วยงาน ไม่สามารถดึงกลับมาได้ ส่วนกรณีรัฐสภาก็อยู่ในเงื่อนไขเดียวกัน เพราะรัฐสภายังไม่ได้จัดสรรให้จึงสามารถโอนกลับมาได้ และเมื่อโอนแล้ววงเงิน 10,300 ล้านบาทกฎหมายกำหนดไว้จะนำไปใส่ในงบกลาง ในส่วนเงินจำเป็นฉุกเฉินเร่งด่วน ซึ่งงบกลางเหลือ 20,000 ล้านบาท แต่ภารกิจหน้าที่ที่ยังจำเป็นใช้เงินและไม่ได้ตั้งเอาไว้ในงบประมาณปี 2569 ยังมีอีกหลายเรื่อง ส่วนงบใช้หนี้ของการรถไฟฟ้าฝ่ายสีส้มโครงการร่วมทุน ซึ่งมีการตั้งงบประมาณเอาไว้มีหนี้อยู่ 20,000 ล้านบาทและในปี 2569 ตั้งงบประมาณ 6,000 ล้านบาทและแปลเพิ่มรวมแล้ว 11,000 ล้านบาทเหลือ 9,000 ล้านบาทที่ยังเป็นภาระอยู่ และจะพิจารณาว่าจำเป็นต้องใช้งบกลางหรือไม่ต่อไป 

นายภราดร กล่าวว่า ในอนาคต 3เดือนข้างหน้ามีการคาดการณ์ถึงภัยธรรมชาติ จะเกิดปรากฏการณ์เอลนิโญ่ทำฝนขาดช่วง ซึ่งเป็นเสียงสะท้อนถึงสัญญาณปรากฏออกมาอาจเกิดภัยธรรมชาติหลังจากนี้ และจะนำเงิน 10,300 ล้านบาทรวมกับงบกลางอีก 20,000 ล้านบาท คอยแก้ไขปัญหาเหล่านี้

หมอวรงค์ โวยแหลกเผด็จการสภาฯ ขวางอภิปรายตรวจสอบ TH-AI Passport ลุยยื่น ป.ป.ช. พรุ่งนี้

หมอวรงค์ โวยแหลกเผด็จการสภาฯ ขวางอภิปรายตรวจสอบ TH-AI Passport ลุยยื่น ป.ป.ช. พรุ่งนี้

หมอวรงค์ โวยแหลกเผด็จการสภาฯ ขวางอภิปรายตรวจสอบ TH-AI Passport ลุยยื่น ป.ป.ช. พรุ่งนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.21 น.

หมอวรงค์ โวยแหลกเผด็จการสภาฯ ขวางอภิปรายตรวจสอบ TH-AI Passport เตือน รมว.ดีอี ระวังโดน ทุจริต-ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เตรียมหอบเอกสารร้องป.ป.ช. พรุ่งนี้ 

เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงถึงการตรวจสอบงบโครงการ TH-AI Passport ต่อเนื่องจากการอภิปรายในการประชุมสภาฯ ว่า ที่ตนต้องมาแถลงต่อเนื่องจากประธานฯ ไม่ให้ตนอภิปรายเรื่องนี้ต่อ ซึ่งตนถือว่า เพิ่งจะเจอสภาฯ เผด็จการที่มาจากกาารเลือกตั้งจริงๆ ที่ผ่านมา ตนไม่เคยถูกปิดปาก ที่ผ่านมาในหลายๆ ครั้งที่เป็นการพิจารณาเรื่องการแปรงบประมาณ หรือเรื่องงบประมาณ ถ้าเป็นเรื่องภาษีประชาชน ทุกสมัยจะให้มีการอภิปราย แต่รอบนี้แค่ขยับไปได้สักส่วนหนึ่งก็พยายามปิดกั้น และสุดท้ายเพิ่งเจอครั้งแรกจริงๆ  ที่สุดท้ายไม่ยอมให้ตนอภิปรายในสภา 

นพ.วรงค์ กล่าวว่า โครงการ TH-AI Passport  คือโครงการที่เอื้อประโยชน์ ล็อคสเปกให้บริษัทเอกชน ที่พัวพันไปที่บริษัทบริษัทแพลน บี หัวใจสำคัญคือ TOR ในเล่ม มี 33 หน้า ประมาณ 17 หัวข้อ ซึ่งตนขอให้ติดตามหัวข้อที่ 4 กำหนดไว้ว่าขอบเขตการดำเนินงาน และในแต่ละข้อย่อยกำหนดไว้ชัดเจนว่า เป็นการดำเนินงาน อย่างน้อยนั่นคือสภาพบังคับว่า จะต้องมี ทั้งข้อกางขาเรื่องจอในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งจะโยงไปถึงหัวข้อที่ 8  คือการส่งมอบสิ่งของ เท่ากับว่า ถ้าไม่ทำในข้อ 4 ก็ไม่ได้รับเงิน ก็จะถูกผูกเรื่องการรับเงินซึ่งแบ่งเป็น 5 งวด งวดละ 20% ก็ตกงวดประมาณ 324 ล้านบาท  แล้ว TOR กำหนดเงื่อนไขต้องมีจอดิจิตอล ทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัด ตามแหล่งธุรกิจ 400 จุด และกำหนดว่าจะต้องมีจอในร้านสะดวกซื้อไม่น้อยกว่า 1,500 สาขา และไม่น้อยกว่า 6,000 จุด และกำหนดว่า ต้องมีจอในห้างและนอกห้างไม่น้อยกว่า 200 จุด ซึ่งจอเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะมีที่ร้านสะดวกซื้อเจ้าดัง และนี่คือสิ่งที่สืบค้นได้จากเว็บไซต์บริษัทแพลนบี และเป็นหลักฐานที่ต้องการมาโชว์ในสภาว่า กำลังออก TOR เอื้อประโยชน์ หรือล็อคสเปกให้กับ แพลน บี หรือไม่ ย้ำว่าตนไม่ได้กล่าวหาแพลน บี แต่กล่าวหาราชการ รัฐที่ออก TOR เอื้อประโยชน์ให้บริษัทเดียว และแม้จะมีสัญญาแนบท้ายว่าเป็น per-per-use ก็คือ ใช้รายเดือนแล้วจ่ายเงินทุกเดือน ใช้รายเดือนก็จ่ายเงินทุกเดือน ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพราะมันล็อคสเปก โกงมาแล้ว  

นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า แม้รัฐมนตรีกระทวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จะพยายามยืนยันว่า ตัวเองไม่รับรู้ ถือว่าเป็นเรื่องของราชการ แต่อย่างน้อยมีหลักฐานว่าตนอภิปรายในสภา คำอภิปรายในสภา ประกอบกับคำมาร่วมแถลงข่าว มันเชื่อมโยงกันได้ ว่าเราเตือนรัฐบาลแล้ว ถ้ารัฐบาลไม่สนใจ รัฐมนตรีดีอีไม่สนใจ ตนก็อยากให้จำโครงการจำนำข้าว ซึ่งตนเคยอภิปรายในสภา แล้วสุดท้ายนายกหญิงท่านหนึ่งก็พยายามปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่ศาลเชื่อการอภิปรายในสภา ตัดสินว่านายกฯ ท่านหนึ่ง ละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งวันนี้อภิปรายในสภาด้วยแล้ว ถูกเชื่อมโยงตรงนี้ ตนเชื่อว่าศาลคงจะรับฟังว่า เพราะตนถูกปิด  

“เรื่องนี้ก็เหมือนกัน วันนี้ผมถูกปิดปากในสภา แต่มาพูดข้างล่าง รัฐมนตรีดีอีจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ ถ้าท่านยังเดินหน้าต่อท่านก็ถูกข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต รวมทั้งละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แล้วก็ผมอยากจะเรียกร้องไปยังนายกฯ ไหนว่าต้องการปราบทุจริต ถ้าท่านคิดว่าท่านต้องการจะปราบทุจริต ท่านต้องเปิดพื้นที่สภา คนในพรรคท่านต้องเปิดพื้นที่สภาให้เป็นพื้นที่ในการตรวจสอบ ให้โปร่งใส บ้านเมืองจะได้สะอาดขึ้น แต่ปรากฏว่าปากพูดอย่าง ทำอีกอย่าง และในวันที่ 26 มิ.ย. นี้เวลา 10.30 น. ผมจะนำข้อมูลทั้งหมดไปยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)“ นพ.วรงค์ กล่าว

ถนอม ปูด โกงสอบท้องถิ่นซ้ำซ้อน ‘ซื้อวุฒิ-จ่าย 5 แสน’ ชุบตัวเป็นข้าราชการ อบต.

ถนอม ปูด โกงสอบท้องถิ่นซ้ำซ้อน  ‘ซื้อวุฒิ-จ่าย 5 แสน’ ชุบตัวเป็นข้าราชการ อบต.

ถนอม ปูด โกงสอบท้องถิ่นซ้ำซ้อน ‘ซื้อวุฒิ-จ่าย 5 แสน’ ชุบตัวเป็นข้าราชการ อบต.

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.15 น.

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 นายถนอม อ่อนเกตุพล  พิธีกรรายการข่าวชื่อดัง โพสต์ข้อความถึงประเด็น ขบวนการโกงข้อสอบท้องถิ่น

โดยระบุสั้นๆ ว่า เบาะแส! โกงซ้ำซ้อน! เด็กบ้านผมเรียนไม่จบ ซื้อวุฒิการศึกษา จ่ายเงิน 5 แสนสอบท้องถิ่น บรรจุทำงานแล้วที่อบต…อ.ผลไม้ จ.เชียงใหม่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : แฉขบวนการโกงสอบท้องถิ่น พบข้าราชการร่วมแก้ข้อสอบ มีระดับบิ๊ก ‘พ.’ เป็นนายหน้า