อภิสิทธิ์ บี้ กกต.เปิดทางตรวจสอบผลเลือกตั้ง ย้ำปมคิวอาร์โค้ด ขัด รธน. ม.85 โหวตไม่ลับจริง

อภิสิทธิ์ บี้ กกต.เปิดทางตรวจสอบผลเลือกตั้ง ย้ำปมคิวอาร์โค้ด ขัด รธน. ม.85 โหวตไม่ลับจริง

อภิสิทธิ์ บี้ กกต.เปิดทางตรวจสอบผลเลือกตั้ง ย้ำปมคิวอาร์โค้ด ขัด รธน. ม.85 โหวตไม่ลับจริง

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.29 น.

อภิสิทธิ์ บี้ กกต.เปิดทางตรวจสอบผลเลือกตั้ง ย้ำปมคิวอาร์โค้ด ขัด รธน. ม.85 โหวตไม่ลับจริง

เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ”  ถึงการจัดการเลือกตั้งทั่วไป ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีข้อกังขาเรียกร้องให้นับคะแนน และจัดการเลือกตั้งใหม่ ว่า ตนขอเรียกร้องกกต. ให้อำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้ง ที่มีปัญหามากมาย ทั้งเรื่องบัตรเขย่ง,การรายงานผลคะแนนที่ไม่ตรงกันกับผลรวมคะแนน ผ่านการนำใบขีดคะแนนที่ปรากฎในหน่วยเลือกตั้งในวันเลือกตั้งอัพโหลดคู่กับใบรวมคะแนนผ่านทางเว็ปไซต์ เพื่อให้สังคมตรวจสอบได้ว่าผลคะแนนตรงกันหรือไม่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบกรณีนี้ด้วย เท่าที่พบปัญหา เช่น เขตเลือกตั้งที่ 3 จ.สงขลา พบผลต่างของบัตรเลือกตั้ง2 ระบบ ต่างกันมากถึง 1.3 หมื่นบัตร ซึ่งผู้สมัครสส.ของพรรคได้ร้องต่อ กกต. โดย กกต.ชี้แจงทางโทรศัพท์ว่า ไม่มีปัญหา เพราะเมื่อรวมคะแนนแล้วเท่ากัน แต่พรรคยังรอหนังสือชี้แจงอย่างเป็นทางการ   

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนการเลือกตั้งใน กทม. พบว่า คะแนนที่ผู้สมัครของพรรคได้ 71 คะแนน แต่ใบรวมคะแนนระบุเขียนแค่ ให้ 1 คะแนน  ตนคิดในแง่ดี ว่าอาจเขียนเลขตกไป แต่เมื่อตรวจสอบพบว่า มีถึง 70 คะแนนของพรรคที่หายไป กลับไปบวกในบัตรเสีย กับบัตรไม่ลงคะแนน หาก กกต.มั่นใจว่า ทุกอย่างทำโปร่งใส ขอให้เปิดเผยใบขีดคะแนนรวมด้วย หากไม่ทำ จะมีคำถาม คำวิจารณ์ ว่า กกต. ปกปิดอะไร หากยืนยันว่าไม่ผิด ก็ต้องเปิดเผยได้  หากไม่เปิดเผย ตนกังวลวาอาจลุกลามนำไปสู่จุดที่น่ากลัวที่สุด คือ การสะสมความรู้สึกไม่ดี ที่สุดสังคมไม่ยอมรับระบบ และนำไปสู่อะไรที่ไม่พึงประสงค์  ดังนั้น กกต.ต้องให้ความสำคัญและมีรับผิดชอบ ควรอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบ

เมื่อถามว่า กรณีการลงคะแนนที่สังคมวิจารณ์ว่า ไม่เป็นความลับ เพราะมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง  นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หลักการการลงคะแนนลับ ถือเป็นหลักประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ใช้สิทธิ์ โดยไม่ตกภายใต้อาณัติ หรือความกลัว  ส่วนที่พูดกันว่า ลับเฉพาะตอนกาได้หรือไม่ หากพิจารณากฎหมายเลือกตั้ง มีหลายมาตราระบุข้อห้ามผู้ใดทำสัญลักษณ์, เครื่องหมายพิเศษใดๆ บนบัตรเลือกตั้ง เพราะจะทำให้ล่วงรู้การลงคะแนน  ดังนั้นหากจะให้เป็นความลับ เฉพาะตอนลงคะแนน จะมีบทบัญญัติดังกล่าว ระบุไว้ทำไม  และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 เขียนไว้ชัดเจนว่า  คำว่าลับ คือ ต้องไม่มีผู้ใดที่อาจทราบ หรือตรวจสอบได้ว่า ลงคะแนนให้ผู้ใด ซึ่งกรณีบาร์โค้ดทำให้ตรวจสอบและรู้ได้ โดยคำว่า อาจทราบหรือตรวจสอบได้นี้  ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดการพิสูจน์ใดๆ 

จำคุก 2 ปี 8 เดือน อานนท์-สมยศ-พิมพ์ศิริ-ฟ้า ทะลุวัง ปราศรัยหมิ่นสถาบันฯ ปี 63

จำคุก 2 ปี 8 เดือน อานนท์-สมยศ-พิมพ์ศิริ-ฟ้า ทะลุวัง ปราศรัยหมิ่นสถาบันฯ ปี 63

จำคุก 2 ปี 8 เดือน อานนท์-สมยศ-พิมพ์ศิริ-ฟ้า ทะลุวัง ปราศรัยหมิ่นสถาบันฯ ปี 63

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.27 น.

ศาลอาญาสั่งจำคุก ทนายอานนท์-สมยศ-พิมพ์ศิริ-ฟ้า ทะลุวัง ชุมนุมและปราศรัยหมิ่นสถาบันฯ หน้าราบ 11 ปี 2563 ยกฟ้อง ทราย เจริญปุระ ส่วน เพนกวิน หลบหนี จำหน่ายคดี

20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ห้องพิจารณา 813 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีหมิ่นเบื้องสูงฯ หมายเลขดำ อ.498/2567 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายอานนท์ นำภา ทนายความจากศูนย์ทนายความฯ จำเลยที่ 1 , นายพริษฐ์ หรือ เพนกวิน ชิวารักษ์ แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม จำเลยที่ 2 , นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข จำเลยที่ 3 , น.ส.พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ จำเลยที่ 4 , น.ส.ณัฏฐธิดา หรือ แหวน มีหวังปลา จำเลยที่ 5 , นายพรหมศร หรือ ฟ้า ทะลุวัง วีระธรรมจารี จำเลยที่ 6 และ น.ส.อินทิรา หรือ ทราย เจริญปุระ นักแสดงชื่อดัง จำเลยที่ 7 เป็นจำเลยในความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทน พระองค์, ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ก่อการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง, ความผิดต่อพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ, ความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก, ความผิดต่อพระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง, ความผิดต่อพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง, ความผิดต่อพระราชบัญญัติโรคติดต่อ, ความผิดต่อพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

โดยอัยการโจทก์ระบุฟ้องพฤติการณ์ความผิดสรุปว่า เดือนพฤศจิกายน 2563 พวกจำเลยร่วมกันจัดชุมนุมสาธารณะ บริเวณ ถ.พหลโยธิน และบริเวณหน้ากรมทหารราบที่ 11 เขตบางเขน โดยพวกจำเลยไม่ได้แจ้งการชุมนุมต่อเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งมีผู้มาร่วมชุมนุมจำนวน 2,000 คน และเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกพวกจำเลยไม่ยกเลิกการชุมนุม โดยระหว่างการชุมนุมพวกจำเลยปราศรัยให้ผู้ฟังเข้าใจผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์และสถาบันฯ

จำเลยทั้งเจ็ด ให้การปฏิเสธ และระหว่างการพิจารณานายพริษฐ์ จำเลยที่ 2 หลบหนี ศาลอาญาจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 2

ศาลอาญาพิเคราะห์พยานหลักฐานตามทางนำสืบแล้วเห็นว่า จำเลยบางคนมีความผิดตามฟ้อง พิพากษาว่า จำเลยที่ 1, 3, 4, 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 9, 18 และจำเลยที่ 1 และที่ 3 – 6 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ.2493 มาตรา 4, 9 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 โดยการกระทำของจำเลย ที่ 1, 3, 4, 6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

และทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 3 – 6 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น พระมหากษัตริย์ คงจำคุกจำเลยที่ 1, 3, 4, 6 คนละ 2 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 คงปรับจำเลยที่ 1, ที่ 3 – 6 คนละ 10,000 บาท และฐานร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับจำเลยที่ 1, 3 – 6 เป็นพินัยคนละ 200 บาท รวมลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1, 3, 4, 6 จำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา และปรับคนละ 10,200 บาท ส่วนจำเลยที่ 5 ปรับ 10,200 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

และหากไม่ชำระค่าปรับเป็นพินัยให้บังคับตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ.2565 มาตรา 30, 31 และส่วนของจำเลยที่ 1 ให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1629/2564 (หมายเลขแดงที่ อ.4019/2567), คดีอาญาหมายเลขดำที่ 2495/2564 (หมายเลขแดงที่ อ.2841/2566), คดีอาญาหมายเลขดำที่ 2804/2564 (หมายเลขแดงที่ อ.25/2567), คดีอาญาหมายเลขดำที่ 2847/2564 (หมายเลขแดงที่ อ.1863/2567) ของศาลอาญานี้ และนับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญา หมายเลขดำที่ 1522/2567 (หมายเลขแดงที่ 3040/2566) ของศาลอาญานี้ด้วยข้อหาและคำขออื่น นอกจากนี้ให้ยก

ส่วน น.ส.อินทิรา หรือ ทราย จำเลยที่ 7 พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอได้ว่าเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนจำเลยอื่นไปร่วมชุมนุมหรือปราศรัยด้วย จึงพิพากษายกฟ้อง

ต่อมาทนายความจำเลยยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราว โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

‘กมธ.ต่างประเทศ สว.’ ลุยถก ‘อียิปต์’ ดันถอดสูตรสำเร็จ FTA ยุโรป ชูโมเดลใช้ ‘ท่องเที่ยว-บริการ’

‘กมธ.ต่างประเทศ สว.’ ลุยถก ‘อียิปต์’ ดันถอดสูตรสำเร็จ FTA ยุโรป ชูโมเดลใช้ ‘ท่องเที่ยว-บริการ’

‘กมธ.ต่างประเทศ สว.’ ลุยถก ‘อียิปต์’ ดันถอดสูตรสำเร็จ FTA ยุโรป ชูโมเดลใช้ ‘ท่องเที่ยว-บริการ’

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.20 น.

‘กมธ.ต่างประเทศ สว.’ ลุยถก ‘อียิปต์’ ดันถอดสูตรสำเร็จ FTA ยุโรป ชูโมเดลใช้ ‘ท่องเที่ยว-บริการ’ สร้างสมดุลเศรษฐกิจภาพรวม

เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2569 ที่สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ นายนิรัตน์ อยู่ภักดี สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การต่างประเทศ วุฒิสภา นายชิบ จิตนิยม สว. ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการฯ พร้อมคณะฯ ได้เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะและประชุมทวิภาคีร่วมกับ นายวาเอล ฮาเหม็ด (Wael Hamed) ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศฝ่ายกิจการยุโรป ณ กระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตและแลกเปลี่ยนประสบการณ์เชิงนโยบายด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความร่วมมือกับกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (EU)

ในการหารือ นายวาเอล ฮาเหม็ด ได้ถ่ายทอดประสบการณ์สำคัญในการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป โดยระบุว่าความท้าทายใหญ่คือมาตรฐานที่แตกต่างกันของประเทศสมาชิก EU แต่ละประเทศ การเจรจาจึงต้องยึดหลัก “ได้ประโยชน์ร่วมกัน” (Win-Win) และต้องอาศัยหลักการให้และรับ (Give and Take) มากกว่าการจ้องเอาชนะในเชิงตัวเลขเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ ฝ่ายอียิปต์ยังได้เสนอแนวคิดการประเมินผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในภาพรวม โดยชี้ว่าแม้ในภาคการค้าสินค้าอาจมีการขาดดุลบ้าง แต่หากพิจารณารายได้จากภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่ดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลจากชาวยุโรป จะช่วยสร้างสมดุลและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้มากกว่า ซึ่งถือเป็นมุมมองใหม่ที่คณะกรรมาธิการฯ จะนำไปศึกษาเพื่อปรับใช้กับการเจรจาการค้าของไทย

ด้านนายนิรัตน์ อยู่ภักดี ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวภายหลังการประชุมว่า การมาเยือนอียิปต์ครั้งนี้ช่วยให้เราเห็นมิติการเจรจาการค้าที่ลึกซึ้งขึ้น โดยเฉพาะการที่อียิปต์ไม่ได้มองแค่ตัวเลขดุลการค้าสินค้าในกระดาษ แต่เน้นการสร้างรายได้รวมจากภาคบริการมาเสริมทัพ ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่ กมธ.จะนำไปศึกษาและประกอบการพิจารณา เพื่อเสนอแนะแนวทางให้รัฐบาลไทยใช้ในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศในอนาคต ให้เกิดประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ “สันติภาพและเสถียรภาพ” (Peace and Stability) ในภูมิภาค ซึ่งเปรียบเสมือนรากฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

กกต.โต้เฟกนิวส์ ข่าวนับคะแนนใหม่เขต 7 ปทุมฯ ปชน.ชนะ

กกต.โต้เฟกนิวส์ ข่าวนับคะแนนใหม่เขต 7 ปทุมฯ ปชน.ชนะ

กกต.โต้เฟกนิวส์ ข่าวนับคะแนนใหม่เขต 7 ปทุมฯ ปชน.ชนะ

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.47 น.

กกต.โต้เฟกนิวส์ ข่าวนับคะแนนใหม่เขต 7 ปทุมฯ ปชน.ชนะ ชี้ของจริงผลไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิม

20 กุมภาพันธ์ 2569 ศูนย์ต่อต้านข่าวเท็จ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงกรณีเฟซบุ๊กเพจไทบ้าน ได้มีการเสนอข่าวว่า “พลังจับตาของ ปชช.เห็นผลแล้ว!” ผลนับคะแนนใหม่ ปทุมธานี เขต 7 …..ออกมาแล้ว….พรรคประชาชนคว้าชัยชนะแบบขาดลอย ทิ้งห่างคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น ทั้ง สส.เขต และบัญชีรายชื่อ!……พรุ่งนี้รอลุ้นผลรวมทั้งเขตแบบเป็นทางการก่อนเที่ยง!…. คิดว่าจะมีการพลิกล็อกอีกไหม? คอมเมนต์ มาคุยกันครับ!” นั้น

สำนักงาน กกต.ชี้แจงว่า การนำเสนอข่าวดังกล่าวคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริง กล่าวคือ ผลการนับคะแนนใหม่ ทั้งแบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในการเลือกตั้ง สส.จังหวัดปทุมธานี เขต 7 ไม่ทำให้พรรคประชาชน (ปชน.) คว้าชัยชนะแบบขาดลอย ตามที่เสนอข่าว โดยรายละเอียดปรากฏตามประกาศผลการนับคะแนน สส.แบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขตเสือตั้ง (ส.ส. 6/1 (บช) และ ส.ส. 6/1) ฉบับลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569) ดังนั้น การนับคะแนนใหม่จึงไม่มีผลทำให้ผู้ได้รับคะแนนสูงสุดเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแต่อย่างใด

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดน เป็นกรณีพิเศษ ให้ ซาบีดา-ศักดิ์ดา-ศศิธร

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดน เป็นกรณีพิเศษ ให้ ซาบีดา-ศักดิ์ดา-ศศิธร

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดน เป็นกรณีพิเศษ ให้ ซาบีดา-ศักดิ์ดา-ศศิธร

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.39 น.

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่เรื่อง พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดนเป็นกรณีพิเศษ

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดน ชั้นยศ นายกองเอก เป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ ว่าที่นายกองเอก ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เนื่องจากขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ปฏิบัติงานในหน้าที่กิจการกองอาสารักษาดินแดน ในฐานะรองผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูงในกองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2567

และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดนเป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูงในกองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน จะต้องปฏิบัติภารกิจเกี่ยวกับการปกครองบังคับบัญชาเจ้าหน้าที่และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน จำนวน 2 ราย ดังนี้

1. ว่าที่นายกองเอก ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ เป็น นายกองเอก

2. ว่าที่นายกองเอก ศศิธร กิตติธรกุล เป็น นายกองเอก

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป

ดีลลับเหมืองทองอัครา ผู้กองเบิร์ดเล่าเบื้องลึก เปิดตัวทีมเจรจา พลิกเกมเซฟค่าโง่

ดีลลับเหมืองทองอัครา ผู้กองเบิร์ดเล่าเบื้องลึก เปิดตัวทีมเจรจา พลิกเกมเซฟค่าโง่

ดีลลับเหมืองทองอัครา ผู้กองเบิร์ดเล่าเบื้องลึก เปิดตัวทีมเจรจา พลิกเกมเซฟค่าโง่

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.16 น.

20 กุมภาพันธ์ 2569 ร้อยเอก ดร.จองชัย วงศ์ทรายทอง หรือ ผู้กองเบิร์ด อดีต สส. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า Exclusive บันทึกประวัติศาสตร์ #เหมืองทองอัครา: เปิดตัว “คนปิดดีลตัวจริง” เซฟค่าโง่ 3 หมื่นล้านให้ประเทศไทย พร้อมภาพประวัติศาสตร์หลังม่านที่ไม่เคยเปิดเผย

​เมื่อคดีมหากาพย์เหมืองทองอัคราได้ข้อยุติลง และประเทศไทยรอดพ้นจากการสูญเสียเงินภาษีมหาศาลกว่า 30,000 ล้านบาท ผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนรู้สึกโล่งใจ

​แต่ความสำเร็จระดับชาติที่เห็นในวันนี้ ไม่ได้เกิดจากการแถลงข่าวเพียงชั่วข้ามคืน หากแต่เกิดจากความทุ่มเทของ “ทีมงานเบื้องหลัง” ตัวจริง

​ย้อนกลับไปในช่วงวิกฤตที่เรื่องนี้ถูกโจมตีอย่างหนัก ผมเพียงคนเดียวที่ได้ลุกขึ้นอภิปรายชี้แจงข้อเท็จจริงในสภาผู้แทนราษฎร ท่ามกลางการประท้วงนับสิบครั้ง เพราะในฐานะอดีตทหาร ผมยึดมั่นว่าความจริงต้องมีคนพูด และเราต้องปกป้องความตั้งใจของผู้นำประเทศอย่าง ท่านนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในขณะนั้นให้ถึงที่สุด…จนได้รับคำชื่นชมจากลุงตู่หลังการอภิปรายจบลง เป็นความภาคภูมิใจของผมอย่างมาก ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา

คลิปอภิปรายฯ
https://www.facebook.com/share/v/1AUD2A1SaZ/

​แต่นั่นเป็นเพียงการต่อสู้ฉากแรก เพราะจุดเปลี่ยนที่แท้จริงคือ ภารกิจเจรจาข้ามทวีป ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2565 (2022)

​ผมได้รับเกียรติให้ร่วมเป็นหนึ่งในทีมเจรจาชุดพิเศษที่บินตรงสู่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย การเจรจาครั้งประวัติศาสตร์นี้นำทัพโดย ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ที่เข้ามารับหน้าเสื่อแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง และมี ท่านวิษณุ เครืองาม เป็นเสาหลักในการวางกรอบกฎหมายระดับชาติ พร้อมด้วยการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งของ เสธ.นิธิ (ตัวแทนฝ่ายเสนาธิการของนายกฯ) และ คณะตัวแทนระดับสูงจากกระทรวงอุตสาหกรรม

​ในห้องเจรจาวันนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด แต่ผมภูมิใจที่ได้เป็น “จิ๊กซอว์” เล็กๆ ชิ้นหนึ่ง เมื่อบังเอิญได้พบกับที่ปรึกษาส่วนตัวของผู้บริหารเหมืองทองที่รู้จักกันมาก่อน สายสัมพันธ์ในวันนั้นช่วยลดบรรยากาศอันตึงเครียดลงไปได้บ้าง และสุดท้ายผู้ใหญ่ท่านสามารถเจรจาหาทางออกร่วมกันได้ จนนำไปสู่การจับมือยุติข้อพิพาทในที่สุด

​ตลอดการทำงานในคดีนี้ ทีมเจรจาทุกท่าน ไม่มีใครมีผลประโยชน์ส่วนตัวใดๆ แอบแฝงทั้งสิ้น พื้นที่เหมืองไม่ได้อยู่ในเขตรับผิดชอบของผม แต่ที่เราทุกคนทุ่มเทสรรพกำลัง ก็เพื่อเป้าหมายเดียว คือการปกป้องเงินของแผ่นดิน 30,000 ล้านบาท!

​วันนี้ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้แล้วว่าประเทศไทยรอดพ้นจากวิกฤต ผมขอใช้พื้นที่นี้บันทึกข้อเท็จจริง เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ใหญ่และทีมงานเบื้องหลังทุกท่าน ที่ได้ร่วมกันปิดทองหลังพระ จนภารกิจที่ยากที่สุดสำเร็จลุล่วง… เพื่อชาติและประชาชนอย่างแท้จริงครับ

คลิปอภิปรายในสภาฯ อยู่ที่คอมเม้นท์
ภาพถ่ายโดยกล้องส่วนตัวของผม

คลิปอภิปรายในสภาฯ https://www.facebook.com/share/v/1AUD2A1SaZ/

เต้ มงคลกิตติ์ ร้อง ศาลปกครอง สั่งเลือกตั้งนอกราชฯผ่านไปรษณีย์เป็นโมฆะ

เต้ มงคลกิตติ์ ร้อง ศาลปกครอง สั่งเลือกตั้งนอกราชฯผ่านไปรษณีย์เป็นโมฆะ

เต้ มงคลกิตติ์ ร้อง ศาลปกครอง สั่งเลือกตั้งนอกราชฯผ่านไปรษณีย์เป็นโมฆะ

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.15 น.

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11.30 น. ที่สำนัก งานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น ให้สัมภาษณ์ภายหลังยื่นคำร้องต่อศาลปกครองเพื่อขอไต่สวนฉุกเฉินให้การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรในส่วนของการลงคะแนนผ่านไปรษณีย์เป็นโมฆะ เนื่องจากไม่เป็นไปโดยลับ พร้อมขอความคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง โดยอ้างว่าการลงคะแนนผ่านไปรษณีย์ที่มีการส่งบัตรแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อโดยส่งจดหมายไปยังที่พำนักที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศผ่านระบบไปรษณีย์ของประเทศนั้นๆ เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมากได้รับบัตรและไลฟ์ให้เห็นบัตร แต่การลงคะแนนได้มีการบดบังไม่ให้เห็นว่าลงคะแนนให้กับผู้สมัครและพรรคใด ก่อนปิดซองจดหมาย รวมถึงการที่ส่งบัตรกลับมายังประเทศไทยเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ก็สามารถส่องเห็นบัตรเลือกตั้งว่าลงคะแนนให้กับใคร ดังนั้นถือว่าเป็นการลงคะแนนโดยไม่เป็นความลับ

ขณะที่กกต.ได้ออกระเบียบ กกต.เพิ่มเติมตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี 2566 แต่ไม่สามารถยื่นเรื่องร้องเรียนได้ เพราะการเลือกตั้งเสร็จสิ้นและผ่านไปแล้ว แต่การเลือกตั้งปี 2569 ยังไม่จบและสามารถยื่นเรื่องร้องเรียนได้ ส่วนตัวเห็นว่าระเบียบ

มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์

ของ กกต.ขัดรัฐธรรมนูญ เนื่องจากต้นขั้วบัตรประธานกรรมการประจำหน่วย(กปน.) ต้องลงนาม แต่การเลือกตั้งนอกราชอาณา จักรเอกอัครราชทูตต้องเป็นผู้ลงนามและผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้เป็นผู้ลงนาม ดังนั้นเป็นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญ และการเลือกปฏิบัติไม่เกิดความเท่าเทียมกัน และขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85 เนื่อง จากการลงคะแนนไม่เป็นโดยลับ ตนจึงยื่นต่อศาลปกครองกลางให้ส่งศาลรัฐธรรม นูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ เนื่องจากขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85 เพราะเป็นการลงคะแนนโดยตรงแต่ไม่ลับ และเลือกปฏิบัติในการเลือกตั้งนอกราชอาณา จักรโดยเฉพาะในส่วนของการลงคะแนนผ่านไปรษณีย์ พร้อมขอความคุ้ม ครองชั่ว คราวไม่ให้กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง โดยขอให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งภายในวันนี้ จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย

เมื่อถามย้ำว่าการส่งบัตรผ่านไปรษณีย์ ประชาชนก็มีการพับบัตรใส่ซอง จะสามารถรู้ได้อย่างไร ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า หากเจ้าหน้าที่ใช้ไฟฉายที่มีความสว่างก็จะทราบได้เลยว่ากาให้กับใคร แล้วระหว่างทางไม่ได้อยู่ในการควบคุมของรัฐ โดยอยู่ในการควบคุมของไปรษณีย์ทั้งรัฐและเอกชนของแต่ละประเทศ ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งในคูหาที่มีกปน.เป็นผู้ควบคุม และตนได้ส่งกรณีตัวอย่างประชาชนไลฟ์ก่อนลงคะแนน 38 ตัวอย่างให้ศาลประกอบการพิจารณาแล้ว และในระหว่างการลงคะแนนของประชาชนก็มีผู้อื่นอยู่ในบริเวณดังกล่าวด้วย ตนจึงมองว่าไม่เป็นการลงคะแนนโดยลับเพราะมีผู้อื่นรับทราบ และย้ำว่าระเบียบกกต.ขาดเจตนา รมณ์เรื่องความเท่าเทียมกัน แล้วตั้งข้อสังเกตว่าการออกระเบียบเกี่ยวกับการลงคะแนนเลือกตั้งทางไปรษณีย์สามารถทำได้หรือไม่ กกต.ทำไปโดยที่ไม่ได้ขอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าสามารถทำได้หรือไม่สำหรับการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร

มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์

นายมงคลกิตติ์ ยังฝากไปถึงกกต.ว่า ตนเป็นห่วงนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. และกกต. ทั้ง 7 ท่าน ซึ่งประชาชนร้อยละ 80 เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่โอเค หากมีความเป็นไปได้ขอให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้ได้นักการเมืองที่มีความสุจริตมากขึ้น และมองว่าเงิน 6,000 ล้าน การจัดการเลือกตั้งไม่มาก และหากจัดการเลือกตั้งครั้งหน้าขอให้หน่วยเลือกตั้งมีทหารประจำหน่วยละ 2 นาย และนักศึกษา 3 คน ร่วมเป็นกปน.ด้วย และไลฟ์บรรยา กาศการลงคะแนนด้วย จะทำให้การโกงเพียงแค่อย่างเดียวคือการนำเงินไปให้ที่บ้านผ่านหัวคะแนนเท่านั้น อย่างไรก็ตามขอให้กกต.ควรที่จะหาทางที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง นั่นจะทำให้ตัวเองรอดปลอดภัยจากคดีความ เพราะการติดคุกติดตารางในช่วงอายุมากมันไม่สนุก ซึ่งนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้ออกมาเตือนแล้ว หากไม่เชื่อนายวิษณุ และอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่เชื่อกูรูฝ่ายกฎหมายแล้ว คุณจะตัดสินสวนทางได้อย่างไร 

ดังนั้น เมื่อคนไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งก็ไม่ควรเดินหน้าต่อ และจัดการเลือกตั้งใหม่ ดีกว่าที่ให้เกิดความโกลาหลในบ้านเมือง สุดท้ายก็จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ถูกต้อง เตือนด้วยความหวังดีและไม่โกรธเคืองกกต.หรือนายแสวง ด้วย กัลยาณ มิตรแนะนำทางออก หากเชื่อตนในวันนี้ก็จะรอด แต่ถ้าไม่เชื่อจะมาเสียใจภายหลังไม่ได้

มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์

เมื่อถามว่าหากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ จะส่งผลให้สส.หนึ่งเดียวของพรรคทางเลือกใหม่จะทำอย่างไร นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ก็ต้องลงเลือกตั้งใหม่ ซึ่งตนมั่นใจว่าประชาชนยังรักตนอยู่ เพราะเป็นคนตรงไปตรงมา ส่วนการร่วมรัฐบาลก็เดินไปเป็น 2 ทางพร้อมกัน

มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์
มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์

ชาญชัย ยื่นผู้ตรวจฯ ส่งศาลรธน. เอาผิดกกต.ทำบาร์โค้ด ขู่ติดคุก-ชดใช้ 8 พันล้านแน่

ชาญชัย ยื่นผู้ตรวจฯ ส่งศาลรธน. เอาผิดกกต.ทำบาร์โค้ด ขู่ติดคุก-ชดใช้ 8 พันล้านแน่

ชาญชัย ยื่นผู้ตรวจฯ ส่งศาลรธน. เอาผิดกกต.ทำบาร์โค้ด ขู่ติดคุก-ชดใช้ 8 พันล้านแน่

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.39 น.

ชาญชัย ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งศาลรัฐธรรมนูญ เอาผิดกกต. ทำบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ละเมิดสิทธิ ทำให้ผลการเลือกตั้งไม่สุจริต เหน็บกกต.เลือกได้จะเอาคอพาดเขียงแบบไหน แต่ที่แน่ๆ ติดคุก – ชดใช้ 8 พันล้าน 

เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2569 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตสส.นครนายก เข้ายื่นคำร้องต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามมาตรา 46 พ.ร.ป.ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ กรณีการดำเนินการของกกต.เกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไป ตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร 2568 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก กกต.มีการพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ทำให้เกิดผลการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต เที่ยงธรรม โปร่งใส

นายชาญชัย กล่าวว่า ตนมายื่นในฐานะประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิเพราะการทำบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งของกกต.ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ที่กำหนดให้การลคะแนนเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยตรงและลับ ขณะเดียวกันยังขัดพ.ร.บ.เลือกตั้ง สส. มาตรา 96 ที่กำหนดห้ามไม่ให้มีการทำเครื่องหมายที่เป็นที่สังเกตไว้บนบัตรเลือกตั้ง จึงมายื่นให้ผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ หากภายใน 60 วัน ผู้ตรวจการฯ ยังไม่ดำเนินการ ประชาชนก็สามารถยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพราะมองว่าเป็นการทุจริตการเลือกตั้งเหมือนในอดีตที่ตนเคยจับได้เมื่อปี 2554 แม้ว่าบัตรเลือกตั้งไม่มีบาร์โค้ด แต่กรรมการประจำหน่วยเป็นคนเอาบัตรไปกาให้ ส่วนของปีนี้เป็นเรื่องของการมีบาร์โค้ด ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ว่าผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนให้กับผู้ใด ทั้งๆ ที่ตัวอย่างบัตรที่ส่งให้ประชาชนตามหนังสือแจ้งเจ้าบบานก็ไม่มีบาร์โค้ด แต่บัตรที่ใช้จริงกลับมีบาร์โค้ดถือเป็นการละเมิดสิทธิประชาชนทั้งประเทศ สำหรับหลักฐานที่นำมาให้ผู้ตรวจการฯ มีเยอะมาก และจะมีการเปิดเผยอีกชุดใหญ่

“วันนี้หลักฐานปรากฏชัด รู้หมดเลยว่าไปกาให้ใคร ทั้งที่ในกฎหมายห้ามไม่ให้ทำสัญลักษณ์ในบัตร และให้การลงคะแนนเป็นความลับ ห้ามไม่ให้ผู้อื่นรู้ว่าเราไปใช้สิทธิกาให้ใคร ซึ่งเป็นเอกสิทธิของเรา แต่ถูกกกต.ปู้ยี่ปู้ยำ กกต.จะอ้างว่า บริษัทเป็นคนทำ ถ้าเป็นอย่างนั้น กกต.จ้างเขาพิมพ์บัตรและเขาพิมพ์เกินมา คุณต้องบอกว่าใช้ไม่ได้ เพราะมันละเมิดและผิดกฎหมาย ตอนนี้กกต.มีอยู่ 2 อย่างคือ ติดคุก กับชดใช้ 8 พันล้านบาท ถ้าจะให้เลือกตั้งใหม่ก็ต้องให้กกต.ชดใช้ทั้งทางอาญาและแพ่ง ไม่ใช่ว่าเลือกตั้งใหม่แล้วเอาเงินภาษีเราไปผลาญเล่น กกต.ต้องรับผิดชอบ เพราะคุณมีอำนาจหน้าที่ คุณต้องรับผิดชอบในสิ่งที่คุณทำผิด นี่คือสิ่งที่ผมมายื่น และคดีญาญา แพ่งจะตามมาแน่นอน” นายชาญชัย กล่าว  

นายชาญชัย กล่าวต่อว่า บางคนบอกว่า การจะรู้ได้ต้องรอให้ศาลสั่ง แต่จริงๆ ไม่ใช่ ศาลสั่งหรือกกต.ก็รู้ไม่ได้ว่ากาให้ใคร เพราะกฎหมายห้ามเลย สมมติว่าตอนนี้เกิดเรื่องแล้วศาลสั่งเรียกเอกสารก็จะทำให้รู้หมดเลย เพราะคุณไปทำสัญลักษณ์ไว้ เรื่องนี้ไม่มีอะไรมาก หลักฐานมีอยู่ 3 ใบเท่านั้นเอง ซึ่งตนมีหลักฐานหมด แล้วใครที่บอกว่า “ไม่ใช่” เดี๋ยวตนจะขนหลักฐานมาเรียงให้ดู เรื่องนี้ไม่มีอะไรยาก เราให้ความรู้กับประชาชน ประชาชนก็จะได้เรียนรู้ว่าสิทธิของตัวเองถูกกระทำโดยขัดรัฐธรรมนูญ และก่อให้เกิดความเสียหาย และอันตราย บางคนไปรับเงิน รับรองก็อันตราย เพราะรู้เลยง่าไม่ได้กาบัตรให้เขา แล้วเรื่องเลือกตั้งนี้จะมีการทุจริตตามมาอีก ครั้งนี้เอาให้สะอาดเสียที อย่าให้มีโจรมาร มาปกครองบ้านเมือง ขอให้คุณธรรมกลับมา ตนไม่มีอะไร ต้องการแค่ระบบคุณธรรม ความถูกต้องกฎหมายเป็นกฎหมาย จึงต้องเอาความจริงมาเปิดเผยให้ประชาชน

เมื่อถามว่า กกต.ต้องระงับการประกาศรับรองผลก่อนหรือไม่ นายชาญชัย กล่าวว่า สุดแล้วแต่กกต. จะทำอะไรก็แล้วแต่กกต. จะเอาคอขึ้นเขียงแบบไหน หรือจะเอาตัวรอดแบบไหน ตนก็ยังมองไม่ออก ในเมื่อกกต.ทำผิด ก็ต้องรับกรรม กรรมจะตามมาเช็คบิลคนที่ทำผิด ตนบอกแล้วว่า จะลุกขึ้นมาในวันที่มีคนทำให้บ้านเมืองเสียหาย แล้ววันนี้ก็มีคนทำให้บ้านเมืองเสียหายมากจึงต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ในฐานะประชาชนคนหนึ่งเท่านั้นเอง
 

ศรีสุวรรณจี้ยุบพรรคประชาชน ปมเมินลงดาบ สส.ข่มขืนหญิงสาว ซ้ำส่งลงสมัคร สส.

ศรีสุวรรณจี้ยุบพรรคประชาชน ปมเมินลงดาบ สส.ข่มขืนหญิงสาว ซ้ำส่งลงสมัคร สส.

ศรีสุวรรณจี้ยุบพรรคประชาชน ปมเมินลงดาบ สส.ข่มขืนหญิงสาว ซ้ำส่งลงสมัคร สส.

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.31 น.

“ศรีสุวรรณ”ร้อง กกต.ส่งศาลรัฐธรรมนูญ จี้ยุบพรรคประชาชน ปมเมินลงดาบ สส.ข่มขืนหญิงสาว ซ้ำส่งลงสมัคร สส.

20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เตินทางมายื่นคำร้องต่อ กกต.และนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอให้สืบสวนหรือไต่สวนเอาผิดพรรคประชาชน กรณีสมาชิกของพรรคและผู้สมัคร สส.เขต 1 จ.มหาสารคาม ถูกศาลฎีกามีคำพิพากษาฐานข่มขืนกระทำชำเรา ต้องจำคุก 2 ปี 8 เดือนนั้น ถือว่าพรรคประชาชนกระทําการอันเข้าข่ายส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้สมัคร สส.ดังกล่าว กระทําการที่เป็นการคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งเป็นข้อห้ามตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 หรือไม่ ทั้งๆ ที่มีผู้ที่เตือนมานานแล้ว หากเข้าข่ายให้เสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยยุบพรรค ตามมาตรา 92 (3) ต่อไป

ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากศาลจังหวัดมหาสารคาม ได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 18 ก.พ.2569 ที่ผ่านมาในคดีที่ 7841/2568 ลงวันที่ 15 ก.ย.2568 ซึ่งเป็นคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม เป็นโจทก์ฟ้อง นายธีระวัฒน์ พรรณะ ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เขต 1 จ.มหาสารคาม ฐานข่มขืนกระทำชำเรา โดยใช้กำลังประทุษร้าย ขณะที่ผู้เสียหายอยู่ในอาการสะลืมสะลือไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เนื่องจากฤทธิ์ยา ซึ่งจำเลยให้ผู้เสียหายรับประทานแล้ว จนสำเร็จความใคร่ โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ซึ่งศาลวินิจฉัยแล้วว่ากระทำจริง จึงมีคำพิพากษาให้จำคุก 4 ปี แต่มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน และให้ชดใช้เงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี แก่ผู้เสียหาย

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่สังคมไทยถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรม ซึ่งพรรคประชาชนและกรรมการบริหารพรรคย่อมรู้มาตั้งแต่ต้น เพราะเคยมีผู้บอกกล่าวหรือทักท้วงมาก่อนหน้านี้แล้วว่าไม่ควรมีมติส่งบุคคลดังกล่าวเป็นผู้สมัคร สส.เขต 1 จ.มหาสารคาม แต่พรรคประชาชนกลับเพิกเฉย ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพรรคประชาชนจงใจที่จะส่งเสริม สนับสนุนการกระทำของบุคคลดังกล่าว อันถือได้ว่าเป็นการคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งเป็นข้อห้ามตามมาตรา 45 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 โดยชัดแจ้ง ซึ่งการฝ่าฝืนมาตราดังกล่าวกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่าให้ กกต.เสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยสั่งยุบพรรคดังกล่าว ตามมาตรา 92 (3) ของกฎหมายดังกล่าวต่อไป

ด้วยเหตุดังกล่าวองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงนำความพร้อมพยานหลักฐาน สำเนาคำพิพากษามายื่นร้องเรียนชี้เบาะแสให้นายทะเบียนพรรคการเมืองและคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่อสอบสวนหรือไต่สวนเอาผิดพรรคการเมืองที่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 45 ประกอบมาตรา 92 (3) แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ตามครรลองของกฎหมายต่อไป

ปลัด กษ.แจงปมบิ๊ก ขรก. ยืนยันไม่มีไฟลต์บินยุโรปพร้อม ธรรมนัส ย้ำไร้สุญญากาศ-ทำงานเต็มที่

ปลัด กษ.แจงปมบิ๊ก ขรก. ยืนยันไม่มีไฟลต์บินยุโรปพร้อม ธรรมนัส ย้ำไร้สุญญากาศ-ทำงานเต็มที่

ปลัด กษ.แจงปมบิ๊ก ขรก. ยืนยันไม่มีไฟลต์บินยุโรปพร้อม ธรรมนัส ย้ำไร้สุญญากาศ-ทำงานเต็มที่

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.27 น.

ปลัด กษ.แจง ขรก.ระดับสูงของกระทรวงเกษตร ไม่มีเดินทางไปยุโรปพร้อม”ธรรมนัส” ปัดตอบคนปล่อยข่าวหวังโยงการเมือง ย้ำข้าราชการทุกคนทำงานตามหน้าที่ ไม่มีสุญญากาศ แต่ถ้ากรมหรือกองไหนจะเดินทางไปต่างประเทศ ก็เป็นไปตามพันธะสัญญาที่วางแผนไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว

20 กุมภาพันธุ์ 2569 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงในกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่ามีข้าราชการระดับสูงของกระทรวงเกษตร เดินทางไปยุโรปพร้อมกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอยืนยันว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยข่าวที่ออกน่าจะคลาดเคลื่อน กรณีที่ลงข่าวว่าข้าราชการระดับสูงติดตาม ร.อ.ธรรมนัส ไปต่างประเทศ เพราะการไปต่างประเทศของข้าราชการทุกคนจะต้องขออนุญาตปลัดกระทรวงก่อน ซึ่งจนถึงวันนี้ยังไม่มีใครมาขออนุญาตตนเองเลย จึงออกมายืนยัน เพราะไม่อยากให้เสนอข่าวคลาดเคลื่อน ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เราทำงานเต็มที่ทุกอย่าง

เมื่อวานได้ประชุมกับข้าราชการระดับสูงของกระทรวง ย้ำไปว่าทุกคนต้องทำงาน และต้องดูแลประชาชน เพราะเรากินเงินเดือนหลวง ทุกอย่างต้องขับเคลื่อนการทำงานของกระทรวงเกษตร ไม่มีสุญญากาศ เราทำงานเต็มที่ เพื่อให้เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการจากเราอย่างต่อเนื่อง และให้ดีที่สุดอย่างที่จะทำได้

ส่วนการปล่อยข่าวลักษณะนี้ เพื่อจะสื่อว่า ร.อ.ธรรมนัส รวมตัวกับข้าราชการบางคนในกระทรวง ต้องการจะสื่อสารบางอย่างหรือไม่ นายวิณะโรจน์ กล่าวว่า ตนเองเป็นข้าราชการประจำ เรื่องการเมืองขอไม่แสดงความเห็น แต่เรารับคำสั่งมาแล้ว ข้าราชการทุกคนต้องทำงานให้เต็มที่ ภายในกระทรวงเมื่อวานได้คุยร่วมกัน จะไม่มีสุญญากาศแน่นอน เราจะไม่ลอยตัวหรือดึงงานบางอย่างแน่นอน และจากนี้ไป ก็เริ่มเข้าสู่ฤดูเพาะปลูกของประชาชน มีหลายเรื่องที่จะต้องช่วยดูแลประชาชน ทั้งเรื่องภัยแล้ง และเรื่องการบริหารจัดการน้ำ หน่วยงานในกระทรวงเกษตรก็จะต้องวางแผน ตนเองได้มอบโจทย์ให้ข้าราชการทุกคนไปแล้ว สัปดาห์หน้าก็จะเรียกมาประชุมกันอีกครั้ง

นายวิณะโรจน์ ยังกล่าวย้ำอีกว่า คนที่จะประชุมกับข้าราชการระดับสูงต้องเป็นปลัดกระทรวง ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ตอนนี้ท่านมีภารกิจเยอะ ถ้ามีอะไรที่จะสั่งผ่านตนเอง ก็จะสั่ง แต่ตอนนี้ไม่มีสั่งการอะไร ส่วนที่คิดว่าวันนี้รัฐมนตรีจะมาประชุม ก็เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะทุกอย่างได้ประชุมไปแล้วเมื่อวาน

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า ภารกิจในต่างประเทศของกรมต่างๆ ที่จะไปเยือนต่างประเทศตอนนี้มีหรือไม่ นายวิณะโรจน์ กล่าวว่า วันนี้ยังไม่มี หากกรมไหนมีพันธกิจ หรือพันธะสัญญาต้องไปประชุมระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อ FAO ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวกับพืช สัตว์ ประมง ที่มีเวลากำหนดเรียบร้อยแล้ว มีพันธะสัญญาแน่นอน ไปได้ ไม่งั้นเราจะเสีย เพราะเราไปทำความตกลงกับเขา และงานที่ทุกคนจะทำคือภารกิจประจำอยู่แล้ว ขอให้ทุกคนทำงานไป จึงจะชี้แจงว่า ทุกคนที่เดินทางไปต่างประเทศ เป็นไปตามพันธสัญญาที่เรามี ไปตามหน่วยงานต่างประเทศต่างประเทศอยู่แล้ว