ผู้ตรวจการแผ่นดิน ไฟเขียว กกต. ขอยืดเวลาชี้แจง บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งออกไปอีก 7 วัน

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ไฟเขียว กกต. ขอยืดเวลาชี้แจง บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งออกไปอีก 7 วัน

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ไฟเขียว กกต. ขอยืดเวลาชี้แจง บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งออกไปอีก 7 วัน

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.46 น.

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งว่า สำนักงานฯได้รับหนังสือจากสำนักงานกกต.ขอขยายระยะเวลาในการยื่นคำชี้แจงพร้อมเอกสารหลักฐานกรณีมีผู้ยื่นคำร้องขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องพร้อมความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการจัดพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งซึ่งอาจทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจนรู้ได้ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด พรรคการเมืองใด เข้าข่ายเป็นการกระทำขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 96 หรือไม่ ออกไปอีก 7 วัน จากกำหนดเดิมวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 โดยให้เหตุผลว่าข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวมีรายละเอียดจำนวนมาก

ภายหลังการพิจารณาในวันเดียวกัน ผู้ตรวจการแผ่นดินได้หารือร่วมกันแล้ว เห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องร้องเรียนที่มีความสำคัญ และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชน จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงให้เป็นที่ประจักษ์โดยเร็ว

อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง (1) สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้มีหนังสือให้สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง ชี้แจงข้อเท็จจริงและส่งเอกสารหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณา ภายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569

ทั้งนี้ หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ผู้ตรวจการแผ่นดินจะดำเนินกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริง และพิจารณาวินิจฉัยตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินขอยืนยันว่าจะดำเนินการพิจารณาเรื่องนี้ ด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และรอบคอบ เพื่อคุ้มครองสิทธิและรักษาประโยชน์ของประชาชน ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างสูงสุด

ไอซ์ รักชนก ฟาดงวงฟาดงา! เสียใจชวดเก้าอี้ รมต. เล็งประธาน กมธ. แรงงาน

ไอซ์ รักชนก ฟาดงวงฟาดงา! เสียใจชวดเก้าอี้ รมต. เล็งประธาน กมธ. แรงงาน

ไอซ์ รักชนก ฟาดงวงฟาดงา! เสียใจชวดเก้าอี้ รมต. เล็งประธาน กมธ. แรงงาน

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.00 น.

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวรักชนก ศรีนอก ว่าสส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กว่า สิ่งที่ทำให้เสียใจมากที่สุด หลังเห็นผลการเลือกตั้ง คือ โอกาสที่พรรคประชาชนจะได้เข้าไป ‘ล้างบาง’ สำนักงานประกันสังคม ก็มันจางหายไปด้วย เพราะการเอาประกันสังคมออกนอกระบบราชการ ต้องใช้ 250 สส. ยกมือโหวตให้ร่าง พรบ.ผ่านในสภา การจะมีเสียง สส. 250 แปลว่าเราต้องเป็นรัฐบาล การทำให้สำนักงานประกันสังคมดีขึ้น โปร่งใสขึ้น คนเก่าๆที่เคยมาแทะกินทำได้ยากขึ้น เราต้องใช้รัฐมนตรี ที่มีเจตจำนง ที่จะเข้ามาชำระสะสางความเน่าเฟะใน สปส. เริ่มจากเปิดเผยข้อมูลการประชุม บันทึกการประชุม มติที่ประชุม เปิดข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง ให้เห็นว่าทุกๆโครงการ ถูกชงมาจากใคร ทำเพื่อประโยชน์ผู้ประกันหรือแค่อ้างมาบังหน้า เปิดรายชื่อของทุกบอร์ด เปิดรายชื่อของทุกอนุฯ ต้องกล้าเอาผิดกับข้าราชการเลวๆ เพื่อปกป้องข้าราชการดีดี ให้เค้ากล้าที่จะตั้งใจทำงานอย่างตรงไปตรงมาได้ การจะส่งรัฐมนตรีเช่นนี้ไปมีอำนาจ แปลว่าเราต้องเป็นรัฐบาล การจะหยุดยั้งความล่มสลายที่จะเกิดขึ้นในอีก 25ปีข้างหน้า

การจะหยุดยั้งการใช้เงินแบบเละเทะ ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย การจะหยุดยั้งการลงทุนแบบไร้อนาคต เอาเงินผู้ประกันตนไปถลุง เราต้องหยุดยั้งการล้มระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ซึ่งนัยหนึ่งคือการรัฐประหารอำนาจผู้ประกันตน ลดทอนสิทธิ์จากที่เคยเลือกได้ 1 ใน 3 ของบอร์ด เลือกได้ 7 คนจาก 21 คน ไปเหลือสิทธิ์แค่ 1 ใน 21 จริงๆเราก็อาจทำได้ง่ายๆ เพราะระเบียบเป็นอำนาจรัฐมนตรี แต่พอดีเราไม่ได้เป็น เราอยากมีอำนาจเพราะเราอยากทำเรื่องพวกนี้ให้สำเร็จ ทำให้ประเทศนี้ได้เห็นว่า คำว่าเลือกใครมาก็เหมือนกัน มันไม่จริง แต่เราทำไม่สำเร็จ ขอโทษที่ยังทำดีไม่พอค่ะ

จากนี้เราก็จะทำได้แค่ ตะโกนบอกท่าน เหมือนที่เราทำมาตลอด แต่น่าเสียดายที่ปัญหาก็จะไม่ถูกแก้ไข หรือแก้ได้น้อยเหลือเกิน และพวกคนหน้าด้าน ก็จะยังลอยหน้าอยู่ในสำนักงานเต็มไปหมด
รัฐบาลหน้าเดิม รัฐมนตรีระบบโควต้าแบบเดิม คนเดิมๆ แวะมาตักตวงเหมือนเดิม จะคาดหวังผลลัพธ์ใหม่ๆ จากการทำแบบเดิมๆ มันก็เกินจินตนาการไปไกล ไม่เป็นรัฐมนตรีก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวลองสมัครไปเป็นประธาน กมธ. แรงงาน ดู ถ้ามีประธาน กมธ แรงงานจากพรรคประชาชน จะได้ตรวจแม่งทุกบาท ทุกโครงการ ทุกวัน เจอกัน!
 

กลุ่มพิทักษ์ธรรม ร้องสภาทนายความฯ ขอให้ยื่นศาล รธน. ตีความ ปมบัตรเลือกตั้ง มีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด สารตั้งต้นเลือกตั้งไม่ลับ

กลุ่มพิทักษ์ธรรม ร้องสภาทนายความฯ ขอให้ยื่นศาล รธน. ตีความ ปมบัตรเลือกตั้ง มีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด สารตั้งต้นเลือกตั้งไม่ลับ

กลุ่มพิทักษ์ธรรม ร้องสภาทนายความฯ ขอให้ยื่นศาล รธน. ตีความ ปมบัตรเลือกตั้ง มีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด สารตั้งต้นเลือกตั้งไม่ลับ

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.57 น.

‘กลุ่มพิทักษ์ธรรม’ เอาด้วย! บุก ‘สภาทนายความฯ’ ขอยื่นศาล รธน. ตีความ ปม ‘บัตรเลือกตั้ง’ มี QR Code –  Bar Code สารตั้งต้นเลือกตั้งไม่ลับ ส่อเป็นโมฆะ

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ นายทินกร สุรบัณฑิตย์ ตัวแทนกลุ่มพิทักษ์ธรรม ในฐานะตัวแทนผู้ประกอบอาชีพทนายความ เข้ายื่นหนังสือถึง ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ เพื่อขอให้องค์กรช่วยวิเคราะห์ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง กรณีความผิดปกติของบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตมี QR Code และบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อมี Bar Code กำกับไว้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และขอให้ส่งเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญวินิจชี้ขาด ดังนี้

ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศและจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป โดยได้มีการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ ล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้งและล่วงหน้าในเขตเลือกตั้งเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 และเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นั้น ด้วยปรากฎข้อเท็จจริงว่า บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ ได้มีการจัดพิมพ์ขึ้น และด้านล่างบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตมี QR Code และบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อมี Bar Code กำกับไว้แตกต่างกันทุกใบไม่ซ้ำกัน บัตรเลือกตั้งถูกส่งไปที่หน่วยเลือกตั้งตามจำนวนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง เมื่อเสร็จสิ้นการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแล้วในขั้นตอนการนับคะแนนเสียงของแต่ละหน่วยเลือกตั้งกระทำโดยเปิดเผย ประชาชนรวมทั้งผู้สังเกตการณ์ของแต่ละพรรคการเมืองสามารถเฝ้าดูและบันทึกภาพได้ หากมีการบันทึกภาพนิ่งของบัตรเลือกตั้งก็จะติด QR Code หรือ Bar Code ด้วย เมื่อนำมาสแกนก็จะปรากฎหมายเลขของ QR Code หรือ Bar Code ทำให้สอบย้อนไปได้ว่าบัตรเลือกตั้งใบนั้น ๆ มาจากตันขั้วบัตรเลือกตั้งเล่มที่ เลขที่ ใด และอยู่ในหน่วยเลือกตั้งไหน เมื่อนำมาเทียบกับลำดับเลขที่ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ก็สามารถบ่งชี้ได้ว่าบัตรเลือกตั้งใบนั้นเป็นของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งลำดับที่เท่าใด เมื่อนำไปเทียบกับบัญบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะทราบได้ทันทีว่า บัตรเลือกตั้งใบนั้นเป็นของผู้มาใช้สิทธิคนใด และกากบาทเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งหมายเลขใดและเลือกพรรคการเมืองใดตามที่ปรากฎอยู่ในบัตรเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งไม่ลับ 

ลับ ตามนิยามนี้ หมายถึง ต้องเป็นความลับตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมการ ในขณะลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และภายหลังการนับคะแนเสียงเลือกตั้งด้วย

ดังนั้นบัตรเลือกตั้งที่มี QR Code หรือ Bar Code กำกับไว้จึงเป็นสารตั้งต้นที่ทำให้การเลือกตั้งไม่ลับ ตามเจตนารมณ์ ของรัฐธธรรมนูญราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2564 มาตรา 83 วรรคสอง ประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 85 ที่บัญญัติให้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ฉะนั้นบัตรเลือกตั้งที่มี QR Code หรือ Bar Code จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยแจ้งชัด อาจจะทำให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ผ่านมาตกเป็นโมฆะได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสังคมและประชาชนโดยรวม

กลุ่มพิทักษ์ธรรมซึ่งมีสมาชิกเป็นทนายความ จึงขอนำเรียนประเด็นปัญหาข้างต้นต่อนายกสภาทนายความฯ เพื่อขอให้สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ปกป้องสิทธิของประชาชนที่ยากไร้และไม่ได้รับความเป็นธรรมให้มีโอกาสเข้าถึงความยุติธรรมและมีหน้าที่ปกป้องประโยชน์สาธารณะ มีสมาชิกที่มีความรู้ความสามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน
กฎหมายมหาชน และมีสมาชิกที่ประกอบวิชาชีพการใช้กฎหมายเป็นสำคัญ เพื่อให้ทำการวิเคราะห์ทำความกระจ่างในประเด็นปัญหานี้ตามแนวทางของสภาทนายความฯ ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนต่อไป

“ กลุ่มพิทักษ์ธรรม เราเห็นร่วมกันว่าการยุติความเห็นต่างในเรื่องนี้ต้องส่งเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ทั้งนี้คำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร ทำให้ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรในครั้งที่ผ่านมาเป็นที่ยุติ ลดความขัดแย้งของสังคมและประชาชน เท่ากับเป็นการปกป้องประโยชน์สาธารณะตามหน้าที่ของสภาทนายความฯ ชี้แนะในแนวทางการนำประเด็นปัญหานี้ขึ้นศาลรัฐธธรรมนูญอีกทางหนึ่งด้วย“ นายทินกร กล่าว

เมื่อถามว่า ทำไมไม่ไปร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินโดยตรง นายทินกร ชี้แจงว่า การมาสภาทนายความเพื่อต้องการให้องค์กรวิชาชีพกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน ช่วยเป็นที่พึ่งให้ประชาชนในการวิเคราะห์ประเด็นที่สังคมสงสัย เพื่อป้องกันไม่ให้ภาคประชาชนถูกชักจูงไปในทางที่ผิดจนเกิดความวุ่นวาย ส่วนอำนาจชี้ขาดสุดท้ายยังคงเป็นของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมย้ำว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งรัฐบาลหรือประเด็นทางการเมือง แต่เป็นการปกป้องสิทธิประโยชน์ของสาธารณะอย่างแท้จริง

ด้าน ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า ประเด็นดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของประเทศ จึงเตรียมตั้งคณะทำงานฝ่ายวิชาการขึ้นมาศึกษารายละเอียด ทั้งในแง่ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างเร่งด่วน โดยจะยังไม่ด่วนสรุปในทันทีเพื่อให้เกิดความรอบคอบที่สุด และจะแถลงผลการศึกษาให้สื่อมวลชนและประชาชนทราบต่อไป
 

โพลสถาบันพระปกเกล้า ชี้คนไทยกว่าครึ่ง รับรู้ซื้อเสียง เปิดสูตรรัฐบาลในฝันคะแนนนิยมสูงสุด

โพลสถาบันพระปกเกล้า ชี้คนไทยกว่าครึ่ง รับรู้ซื้อเสียง เปิดสูตรรัฐบาลในฝันคะแนนนิยมสูงสุด

โพลสถาบันพระปกเกล้า ชี้คนไทยกว่าครึ่ง รับรู้ซื้อเสียง เปิดสูตรรัฐบาลในฝันคะแนนนิยมสูงสุด

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.35 น.

วันที่ 20 กุมภาพันธ์  2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) สำรวจความคิดเห็นเรื่อง “การรับรู้ปัญหาซื้อเสียงของประชาชนและรัฐบาลที่อยากเห็นหลังเลือกตั้ง” ระหว่างวันที่ 13 – 16 ก.พ. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage sampling) เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบพบหน้า กำหนดระดับความเชื่อมั่นทางสถิติที่ 95% และค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน ร้อยละ 2.5 นอกจากนี้ทุกแบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบความครบถ้วนและความสมเหตุสมผลของคำตอบ ก่อนนำข้อมูลไปวิเคราะห์และรายงานผลต่อไป

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านได้ยินเรื่องการซื้อเสียงในเขตเลือกตั้งของท่านหรือไม่” พบว่า ผู้ตอบมากกว่าครึ่ง ระบุว่า “ได้ยิน” คิดเป็นร้อยละ 53.6 ขณะที่อีกร้อยละ 46.4 ระบุว่า “ไม่ได้ยิน”

ผลการสำรวจในคำถาม “หากเคยได้ยินราคาซื้อเสียงที่ท่านทราบ คือเท่าไร” พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ระบุว่า “500 – 1,000 บาท” คิดเป็นร้อยละ 76.8 รองลงมาคือ “ต่ำกว่า 500 บาท” คิดเป็นร้อยละ 15.3 และ “มากกว่า 1,000 บาท” คิดเป็นร้อยละ 7.9

เมื่อพิจารณาตามภูมิภาคในคำถาม “ท่านได้ยินเรื่องการซื้อเสียงในเขตเลือกตั้งของท่านหรือไม่” พบว่า กรุงเทพมหานครมีสัดส่วนผู้ตอบว่า “ได้ยิน” ต่ำที่สุดที่ร้อยละ 26.5 ขณะที่ร้อยละ 73.5 ระบุว่า “ไม่ได้ยิน” ส่วนภาคกลางมีผู้ตอบว่า “ได้ยิน” ร้อยละ 37.7 และ “ไม่ได้ยิน” ร้อยละ 62.3 ขณะที่ ภาคตะวันออกมีผู้ตอบว่า “ได้ยิน” ร้อยละ 46.3 และ “ไม่ได้ยิน” ร้อยละ 53.7 ในทางกลับกัน ภูมิภาคที่มีสัดส่วนผู้ตอบว่า “ได้ยิน” อยู่ในระดับสูง ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 64.9 ขณะที่ร้อยละ 35.1 ระบุว่า “ไม่ได้ยิน” ตามด้วย ภาคเหนือซึ่งมีผู้ตอบว่า “ได้ยิน” ร้อยละ 56.5 และ “ไม่ได้ยิน” ร้อยละ 43.5 และ ภาคใต้มีผู้ตอบว่า “ได้ยิน” ร้อยละ 65.3 ซึ่งสูงที่สุด ขณะที่ร้อยละ 34.7 ระบุว่า “ไม่ได้ยิน”

เมื่อพิจารณาช่วง “ราคาซื้อเสียง” ที่ผู้ตอบรับทราบในแต่ละภูมิภาค พบว่า กรุงเทพมหานครอยู่ในช่วง 300–1,000 บาท ขณะที่ ภาคกลางอยู่ในช่วง 300–3,000 บาท และ ภาคตะวันออกอยู่ในช่วง 500–3,000 บาท ส่วน ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ในช่วง 100–2,500 บาท ภาคเหนืออยู่ในช่วง 200–2,000 บาท และภาคใต้อยู่ในช่วง 300–2,000 บาท

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเลือกตั้งเป็นอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 40.8 ประเมินว่า “แย่–ค่อนข้างแย่” รองลงมาคือ “พอใช้” ร้อยละ 25.8 และ “ดี–ค่อนข้างดี” ร้อยละ 31.9 ขณะที่ร้อยละ 1.5 ระบุว่า “ไม่มีความเห็น”

ผลการสำรวจทาง Line Today 1 ในคำถาม “ท่าน ‘ชอบ’ รูปแบบการจัดตั้งรัฐบาลแบบไหนมากที่สุด” พบว่า ผู้ตอบจำนวนมากที่สุดระบุว่า “ไม่มีรูปแบบที่ชอบ” คิดเป็นร้อยละ 41.9 สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่พึงพอใจกับตัวเลือกการจัดตั้งรัฐบาลที่เสนอมา สำหรับรูปแบบที่ได้รับความนิยมรองลงมา คือ “ภูมิใจไทย + เพื่อไทย + ประชาธิปัตย์” ร้อยละ 28.5 และ “ภูมิใจไทย + เพื่อไทย + ประชาชาติ + ประชาธิปัตย์” ร้อยละ 13.8 ขณะที่ตัวเลือกฝั่งอื่น ๆ ได้รับการเลือกในสัดส่วนต่ำกว่า ได้แก่ “ภูมิใจไทย + กล้าธรรม + พลังประชารัฐ + เศรษฐกิจ” ร้อยละ 9.3, “ภูมิใจไทย + เพื่อไทย + กล้าธรรม” ร้อยละ 4.6 และ “ภูมิใจไทย + กล้าธรรม” ร้อยละ 1.9.

ศาลให้ประกัน สมยศ กับพวกรวม 3 คน ส่วน อานนท์ นอนคุกต่อ ไม่ยื่นประกัน

ศาลให้ประกัน สมยศ กับพวกรวม 3 คน ส่วน อานนท์ นอนคุกต่อ ไม่ยื่นประกัน

ศาลให้ประกัน สมยศ กับพวกรวม 3 คน ส่วน อานนท์ นอนคุกต่อ ไม่ยื่นประกัน

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.00 น.

ศาลให้ประกันสมยศกับพวกรวม3 คน ส่วนทนายอานนท์นอนคุกต่อ ไม่ยื่นประกัน ยันสู้คดีถึงที่สุดเพราะทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ห้องพิจารณา 813 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีหมิ่นเบื้องสูงฯ หมายเลขดำ อ.498/2567 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายอานนท์ นำภา ทนายความจากศูนย์ทนายความฯ จำเลยที่ 1 , นายพริษฐ์ หรือ เพนกวิน ชิวารักษ์ แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม จำเลยที่ 2 , นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข จำเลยที่ 3 , น.ส.พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ จำเลยที่ 4 , น.ส.ณัฏฐธิดา หรือ แหวน มีหวังปลา จำเลยที่ 5 , นายพรหมศร หรือ ฟ้า ทะลุวัง วีระธรรมจารี จำเลยที่ 6 และ น.ส.อินทิรา หรือ ทราย เจริญปุระ นักแสดงชื่อดัง จำเลยที่ 7 เป็นจำเลยในความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทน พระองค์, ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ก่อการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง, ความผิดต่อพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ, ความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก, ความผิดต่อพระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง, ความผิดต่อพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง, ความผิดต่อพระราชบัญญัติโรคติดต่อ, ความผิดต่อพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

โดยอัยการโจทก์ระบุฟ้องพฤติการณ์ความผิดสรุปว่า เดือนพฤศจิกายน 2563 พวกจำเลยร่วมกันจัดชุมนุมสาธารณะ บริเวณ ถ.พหลโยธิน และบริเวณหน้ากรมทหารราบที่ 11 เขตบางเขน โดยพวกจำเลยไม่ได้แจ้งการชุมนุมต่อเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งมีผู้มาร่วมชุมนุมจำนวน 2,000 คน และเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกพวกจำเลยไม่ยกเลิกการชุมนุม โดยระหว่างการชุมนุมพวกจำเลยปราศรัยให้ผู้ฟังเข้าใจผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์และสถาบันฯ

จำเลยทั้งเจ็ด ให้การปฏิเสธ และระหว่างการพิจารณานายพริษฐ์ จำเลยที่ 2 หลบหนี ศาลอาญาจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 2

ศาลอาญาพิเคราะห์พยานหลักฐานตามทางนำสืบแล้วเห็นว่า จำเลยบางคนมีความผิดตามฟ้อง พิพากษาว่า จำเลยที่ 1, 3, 4, 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 9, 18 และจำเลยที่ 1 และที่ 3 – 6 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ.2493 มาตรา 4, 9 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 โดยการกระทำของจำเลย ที่ 1, 3, 4, 6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

และทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 3 – 6 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น พระมหากษัตริย์ คงจำคุกจำเลยที่ 1, 3, 4, 6 คนละ 2 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 คงปรับจำเลยที่ 1, ที่ 3 – 6 คนละ 10,000 บาท และฐานร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับจำเลยที่ 1, 3 – 6 เป็นพินัยคนละ 200 บาท รวมลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1, 3, 4, 6 จำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา และปรับคนละ 10,200 บาท ส่วนจำเลยที่ 5 ปรับ 10,200 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

และหากไม่ชำระค่าปรับเป็นพินัยให้บังคับตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ.2565 มาตรา 30, 31 และส่วนของจำเลยที่ 1 ให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1629/2564 (หมายเลขแดงที่ อ.4019/2567), คดีอาญาหมายเลขดำที่ 2495/2564 (หมายเลขแดงที่ อ.2841/2566), คดีอาญาหมายเลขดำที่ 2804/2564 (หมายเลขแดงที่ อ.25/2567), คดีอาญาหมายเลขดำที่ 2847/2564 (หมายเลขแดงที่ อ.1863/2567) ของศาลอาญานี้ และนับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญา หมายเลขดำที่ 1522/2567 (หมายเลขแดงที่ 3040/2566) ของศาลอาญานี้ด้วยข้อหาและคำขออื่น นอกจากนี้ให้ยก

ส่วน น.ส.อินทิรา หรือ ทราย จำเลยที่ 7 พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอได้ว่าเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนจำเลยอื่นไปร่วมชุมนุมหรือปราศรัยด้วย จึงพิพากษายกฟ้อง

ต่อมาทนายความจำเลยยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราว โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

ความคืบหน้าล่าสุด  ภายหลังฟังคำพิพากษา ทนายความจำเลยที่ 3,4,6  ยกเว้นนายอานนท์จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว  ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้ง สามคนระหว่างอุทธรณ์คดี

นายสมยศ พฤษภาเกษมสุข หนึ่งในจำเลยที่ได้รับการปล่อยชั่วคราวเปิดเผยว่า ตนขอขอบคุณศาลที่ให้สิทธิในการประกันตัว และยืนยันว่าจะยื่นอุทธรณ์ สู้ให้ถึงที่สุดแน่นอน และแสดงความบริสุทธิ์ไปว่าสิ่งที่พวกเราปราศรัยไปเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 นั้นเป็นการทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ และเพื่อประโยชน์สาธารณะ ในการเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง โดยหลังจากนี้ตนจะทำตามคำสั่งศาลอย่างเคร่งครัดในการมารายงานตัวตามกำหนด

” ตนขอเรียกร้องให้เพื่อนนักโทษทางการเมืองอีก 60 ชีวิต ไม่ควรถูกคุมขัง เพราะถ้าเราจะเป็นประชาธิปไตย มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงมีรัฐบาลประชาธิปไตย จะต้องไม่มีนักโทษการเมืองติดคุก ขอเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่จัดการกับนักโทษทางการเมือง ตนคิดถึงนายอานนท์ นำภา และพรรคพวก อยากให้พวกเขาได้รับสิทธิ์ในการประกันตัวด้วย.

บวรศักดิ์ ออกโรงสอนกูรู ชี้ ไม่มีประเทศไหนเลือกตั้งโมฆะ เพราะมีบาร์โค้ด

บวรศักดิ์ ออกโรงสอนกูรู ชี้ ไม่มีประเทศไหนเลือกตั้งโมฆะ เพราะมีบาร์โค้ด

บวรศักดิ์ ออกโรงสอนกูรู ชี้ ไม่มีประเทศไหนเลือกตั้งโมฆะ เพราะมีบาร์โค้ด

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.44 น.

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กว่า ประเทศไทยมีกูรูมากมาย มีเรื่องอะไรก็ออกมาให้ความเห็นกันอย่างแพร่หลาย

ผมขอออกตัวเสียก่อนว่าไม่ใช่กูรู และผมไม่เชื่อกูรูคนใดทั้งสิ้น ผมเชื่อกาลามสูตรของพระพุทธเจ้า ทรงสอนว่า อย่าเชื่อข่าวลือ อย่าเชื่อตรรกะ อย่าเชื่อตำรา อย่าเชื่อเพราะเป็นกูรู(ครู) อย่าเชื่อเพราะเป็นศาสดาฯลฯ แต่ให้เชื่่อเมื่อพิจารณาด้วยปัญญาจนรู้ได้ด้วยตนเองว่าสิ่งนั้นดี หรือชั่ว เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ

เรื่อง QR Code และบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง กูรูหลายคนให้ความเห็นว่า ขัดต่อหลักในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 ที่บัญญัติว่าการเลือกตั้งส.ส. “ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยโดยตรงและลับ” กูรูบางคนไปไกลเข้าทำนอง“เหาะเกินลงกา“ว่า ลับหมายถึงลับทั้งโลก ไม่ให้มีใครรู้เลยทั้งโลก!!!!????

ในฐานะที่เป็นผู้สอนวิชากฏหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายมหาชนมา 40 ปี ผมก็ต้องมานั่งทบทวนความรู้ของตัวเอง ว่าอะไรคือการเลือกตั้ง“โดยลับ” secret vote

การเลือกตั้งในอดีตเป็นการเลือกตั้งแบบเปิดเผย ยกมือกันในเวลาเลือกตั้ง ต่อมาออสเตรเลียเป็นประเทศแรกที่ให้ลงคะแนนโดยลับ ในปีค.ศ. 1850 ต่อมาขยายไปอังกฤษในปี 1872 และไปสหรัฐอเมริกาในปี 1884 และ 1891 จนเป็นหลักสากลที่นำไปบัญญัติ ไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน  และบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญไทย ฉบับพ.ศ. 2490 เป็นครั้งแรกโดยก่อนหน้านั้น อยู่ในกฎหมายเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2475 

สังเกตให้ดีดีนะครับว่า  สามประเทศที่เริ่มการเลือกตั้งโดยลับ คือออสเตรเลีย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา

การเลือกตั้งโดยลับ มีวัตถุประสงค์เพื่อความเป็นอิสระ และคุ้มครองเสรีภาพ ของผู้เลือกตั้ง ในการเลือกคนที่รัก พรรคที่ชอบ( freedom of choice) คุ้มครองเสรีภาพในความคิดและเสรีภาพทางการเมือง และยังสร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้นแก่ความเป็นผู้แทนราษฎรของผู้ได้รับเลือกตั้ง ทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นในระบอบการเมือง การคุ้มครองความเป็นอิสระและเสรีภาพเหล่านี้ ก็เพื่อไม่ให้ผู้เลือกตั้งตกอยู่ภายใต้อิทธิพล อำนาจมืด อำนาจเงินของผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมือง คุ้มครองผู้เลือกตั้ง ให้พ้นจากความกลัวและการคุกคามของผู้สมัครและพรรคการเมือง

แต่การเมืองที่แข่งขันกันสูง ผู้สมัครและพรรคการเมืองต่างประเทศและในประเทศไทย ก็อาจใช้วิธีการทุกชนิดเพื่อให้ตนได้รับเลือกตั้ง วิธีการเหล่านั้นจะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่“สุจริตและเที่ยงธรรม”( free and fair election) ซึ่งเป็นหน้าที่ของกกต. ที่ต้องทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

ตัวอย่างเช่นในการเลือกตั้งเมื่อปี 2500 พรรคเสรีมีนังคศิลาชนะเลือกตั้ง โดยวิธีการเอาบัตรเลือกตั้งที่กาเองไปใส่ลงในหีบเลือกตั้ง ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า”ไพ่ไฟ“ หรือ ขนคนให้ย้ายคนให้ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาในเขตเลือกตั้งที่ตัวเองอาจแพ้ เพื่อลงคะแนนให้ตนเอง ซึ่งเรียกว่า“พลร่ม” การเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านมาสิบกว่าปี ก็มีข่าวว่าในจังหวัดหนึ่งใกล้กรุงเทพมีการเอาบัตรเลือกตั้งไปใส่หีบในหน่วยเลือกตั้งที่คนเลือกตั้งน้อย เมื่อใส่ลงไปในหีบแล้ว “ไพ่ไฟ“ ของผู้โกงเลือกตั้ง กับบัตรดีที่ผู้เลือกตั้งใส่ไว้ในหีบตอนลงคะแนน ก็ปะปนกัน ไม่รู้ว่าอันไหนเป็นบัตรดีบัตรปลอม นี่จึงเป็นที่มาที่กกต.ตัดสินใจ ใส่ QR Code บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง เพื่อแยกบัตรปลอมของผู้โกงเลือกตั้งออกจากบัตรดีของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง

ถามว่ากกต.ไทย คิดแผลงๆ ใส่ QR Code หรือบาร์โค้ดลงไปบนบัตรเลือกตั้งที่เดียวในโลกใช่หรือไม่

คำตอบก็คือไม่ใช่  ประเทศที่เริ่มต้นการเลือกตั้งโดยลับประเทศแรกๆของโลก สามประเทศ คือออสเตรเลีย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกาหลายรัฐ ต่างก็ใช้ QR Code หรือบาร์โค้ดทั้งสามประเทศ เวลานี้ก็ยังใช้อยู่ ที่น่าอัศจรรย์ก็คือ อังกฤษเป็นต้นแบบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา สหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบประชาธิปไตยระบบประธานาธิบดี 

ยังมีประเทศอื่นอีกหลายประเทศ เช่นสิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ บราซิล เอสโตเนียแคนาดา บ้างก็ใช้กับการเลือกตั้งระดับชาติบ้างก็ใช้ระดับการเลือกตั้งท้องถิ่น

แต่ก็ยังมีข้อถกเถียง จึงทำให้หลายประเทศยกเลิกการใช้  แต่ไม่มีประเทศไหนเคยวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะเพราะมีบาร์โค้ดหรือ QR Code

เหตุที่ทำให้ การเลือกตั้งถูกเพิกถอน (ไม่ใช่เป็นโมฆะตามที่พูดกันอยู่ )ทั้งประเทศได้ตามรัฐธรรมนูญไทยมีเหตุเดียวคือ การเลือกตั้งไม่ “เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม” ก็คือต้องโกงกันทั้งประเทศนั่นแหละ จึงจะสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่

นอกจากนั้น ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญสองครั้งคำวินิจฉัยแรก คือคำวินิจฉัยที่9 / 2549 ซึ่งศาลเห็นว่าการกำหนดวันเลือกตั้ง การจัดคูหาเลือกตั้งที่ให้คนอื่นอาจเห็นการลงคะแนนได้ ไม่เป็นการลงคะแนนโดยลับ และผลการเลือกตั้งไม่เที่ยงธรรม จึงให้เพิกถอนการเลือกตั้งสส. และจัดเลือกตั้งใหม่  และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่5/ 2557 ซึ่งศาลวินิจฉัยว่า การที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้ง 28 เขตเลือกตั้ง เพราะมีการชุมนุมขัดขวางการรับสมัครรับเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก่อนจะจัดเลือกตั้งคสช. ก็ยึดอำนาจในวันที่ 22 พฤษภา 2557 

วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อน  พรุ่งนี้จะมาพูดเรื่องการเลือกตั้ง”โดยลับ“ กับปัญหา QR Code และบาร์โค้ด

ผมเชื่อว่าผู้มีปัญญาและมีจิตใจเป็นกลาง จะอ่านโพสต์นี้และใช้ปัญญาตรึกตรองเอา ว่ามีเหตุผล มีความเห็นที่มีฐานเป็นความรู้ หรือเป็นความเห็นลอยๆ ส่วนทัวร์ใส่เสื้อสีทั้งหลาย เมื่อยึดมั่นถือมั่นในในสีที่ตัวชอบ ก็เชิญขนกันมาได้ครับ ยินดีเปิดที่จอดรถทัวร์ให้

นายกฯ เตรียมเยือนเพชรบุรี เปิดงาน พระนครคีรี-เมืองเพชร 21 ก.พ.นี้

นายกฯ เตรียมเยือนเพชรบุรี เปิดงาน พระนครคีรี-เมืองเพชร 21 ก.พ.นี้

นายกฯ เตรียมเยือนเพชรบุรี เปิดงาน พระนครคีรี-เมืองเพชร 21 ก.พ.นี้

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.39 น.

นายกฯ เตรียมเยือนเพชรบุรี เปิดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ชู Soft Power “อัญมณีที่มีชีวิต” ปลุกกระแสท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอาหารระดับโลก

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา เตรียมนำทีมลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เปิดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ประจำปี 2569 ในวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนครคีรี และเวทีกลาง อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเฉลิมฉลองมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดเพชรบุรี โดยมีร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐและเอกชน และประชาชนเข้าร่วมงาน

สำหรับการจัดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ประจำปี 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี (เขาวัง) อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพื้นที่โดยรอบ ด้วยแนวคิด “วิมานฟ้าพระนครคีรี อัญมณีแห่งสยาม” เพื่อเทิดพระเกียรติบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ส่งเสริมการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัด โดยไฮไลท์สำคัญของปีนี้ เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมแต่งกาย “นุ่งโจง ห่มสไบ ใส่ชุดไทย เที่ยวงานพระนครคีรี” ซึ่งโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและภริยา จะร่วมย้อนรำลึกอดีตด้วยการแต่งกายด้วยชุดไทยย้อนยุค เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สัมผัสได้จริง พร้อมเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า และร่วมสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่สืบไป

โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการโครงการพระราชดำริฯ เพื่อนำเสนอพระมหากรุณาธิคุณและผลสำเร็จของโครงการสำคัญในพื้นที่ การแสดงพลุ กว่า 5,000 นัดทุกคืน ขบวนแห่เทิดพระเกียรติและส่งเสริมการท่องเที่ยวจาก 8 อำเภอ รวมถึงโซนผลิตภัณฑ์ OTOP และอาหารเมืองเพชร เพื่อชูอัตลักษณ์ “เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร” (UNESCO City of Gastronomy) ส่งเสริมสินค้าภูมิปัญญาไทยและนวัตกรรมอาหารพื้นถิ่น เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในชุมชนอย่างยั่งยืน

“การจัดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชรครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสืบสานประเพณีอันดีงาม แต่เพื่อตอกย้ำว่า ‘เพชรบุรี’ คือเมืองที่มีศักยภาพสูงในการเป็น Soft Power ทั้งด้านอาหาร ศิลปะ และประวัติศาสตร์ ซึ่งสามารถดึงดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศได้อย่างมหาศาล”

ษัษฐรัมย์ แก้ระเบียบเลือกบอร์ดประกันสังคมใหม่ เหมือนหมุนเข็มนาฬิกา กลับสู่ยุคล็อบบี้ยิสต์ จี้ใช้กฎเดิม

ษัษฐรัมย์ แก้ระเบียบเลือกบอร์ดประกันสังคมใหม่ เหมือนหมุนเข็มนาฬิกา กลับสู่ยุคล็อบบี้ยิสต์ จี้ใช้กฎเดิม

ษัษฐรัมย์ แก้ระเบียบเลือกบอร์ดประกันสังคมใหม่ เหมือนหมุนเข็มนาฬิกา กลับสู่ยุคล็อบบี้ยิสต์ จี้ใช้กฎเดิม

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.27 น.

‘ษัษฐรัมย์’ เหน็บแรงแก้ระเบียบเลือกบอร์ดประกันสังคมใหม่ เหมือนหมุนเข็มนาฬิกากลับสู่ยุคล็อบบี้ยิสต์ จี้ใช้กฎเดิม ด้าน ‘ชินโชติ‘ ยันสูตรใหม่ไม่ใช่ความเห็นของ สว. บอก ผมไม่ได้มีอิทธิพล ยัดเยียดให้เปลี่ยนแปลง ด้าน ก.แรงงาน แจงแก้ใหม่เปิดทางให้ทุกมาตรามีผู้แทน ปิดช่องคนสับสนเลือก 1 คน 7 เบอร์

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มีนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. เป็นประธาน กมธ.ฯ วาระพิจารณาศึกษารูปแบบการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม อันเป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกันตน มีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดทิศทางและกำกับดูแลการบริหารกองทุนประกันสังคม โดยมีการเชิญปลัดกระทรวงแรงงาน พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร อดีตประธานคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … สภานิติบัญญัติแห่งชาติ นายอาศิส อัญญะโพธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เข้าชี้แจง 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุม นายทวีเกียรติ รองสวัสดิ์ และน.ส.เพชรรัตน์ เอกแสงกุล กรรมการประกันสังคมสัดส่วนนายจ้างแจ้งต่อฝ่ายเลขานุการว่าติดธุระด่วน ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้

ด้านนายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคม สัดส่วนผู้ประกันตน กล่าวว่า ขณะนี้เราอยู่ในสภาวะบอร์ดรักษาการ ตลอดระยะเวลา 24 เดือนที่เราเข้ามา หัวใจสำคัญไม่ได้หมายความว่าพวกเราเป็นคนเก่งหรือมีความสามารถ แต่การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมาเป็นการเปลี่ยนหมุดหมายใหม่จากระบบที่ปิดมากว่า 30 ปีสู่การเป็นระบบเปิด ทำให้ผู้ประกันตนมีส่วนร่วมผลักดันนโยบายต่างๆ นำผลประโยชน์ของผู้ประกันตนเป็นตัวตั้ง เห็นถึงความก้าวหน้าของสิทธิประโยชน์และการปรับปรุงโครงสร้างการบริหาร 

นายษัษฐรัมย์ กล่าวต่อว่า ระเบียบเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมใหม่สร้างความหวาดกลัวให้กับกลุ่มบุคคล เพราะถูกผลักดันภายใต้เงื่อนไขที่ไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นเจ้าภาพ ไม่เคยผ่านการพิจารณาของบอร์ด ทุกครั้งที่นำเสนอเป็นการนำเสนอเพื่อรับทราบ แม้ขณะคณะกรรมการประกันสังคมก้าวหน้าทั้ง 6 คน จะไม่ขอรับทราบ แต่ยังมีความพยายามดึงดันผลักดัน เมื่อสื่อมวลชนไปถามรัฐมนตรีว่ากระทรวงแรงงานก็ไม่ได้รับคำตอบอย่างเต็มปากเต็มคำว่าเป็นดำริของท่านหรือไม่ สุดท้ายระเบียบนี้จึงมีความสับสนว่าถูกผลักดันผ่านใคร

นายษัษฐรัมย์ กล่าวด้วยว่า ระเบียบเลือกตั้งถูกนำเสนอในคณะกรรมการประกันสังคม ข้ออ้างของคณะอนุกรรมการด้านระเบียบเลือกตั้งพยามจะบอกว่าเราในฐานะประกันสังคมมีหน้าที่เพียงแค่รับทราบเท่านั้น ไม่สามารถให้ความเห็นต่างๆ ได้  สะท้อนว่าระเบียบเลือกตั้งนี้มีปัญหาตั้งแต่กระบวนการได้มาซึ่งระเบียบ พบว่าความบังเอิญพ้องกันจากข้อเสนอของคณะอนุกรรมการฯ ของวุฒิสภา ซึ่งมี 4 โมเดลล้อกับระเบียบเลือกตั้งที่สำนักงานประกันสังคมพยายามผลักดัน อีกทั้งกระบวนการรับฟังความคิดเห็นเป็นระบบปิดมาโดยตลอด ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ว่าจะเป็นบอร์ดฝั่งผู้ประกันตน บอร์ดฝั่งนายจ้างไม่สามารถให้ความเห็นได้ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นกระบวนการที่ใช้คำอธิบายว่าเป็นการบายพาสซ่อนเร้นข้อมูล

นายษัษฐรัมย์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม หนึ่งในคณะกรรมการประกันสังคมจากทีมประกันสังคมก้าวหน้าเคยแสดงความเห็นว่ากระบวนการเข้าสู่ประชาพิจารณ์จำเป็นต้องตอบข้อสงสัยของบอร์ด  ได้อย่างครบถ้วนชัดเจน ย้อนกลับไปกรณีการเสนอบำนาญสูตรใหม่หรือสูตร Care กว่าจะเข้าสู่การพิจารณาทำประชาพิจารณ์ต้องเข้าสู่หลายกระบวนการ ซึ่งต่างจากระเบียบเลือกตั้งครั้งนี้ หากพิจารณาตามมาตรฐานการทำประชาพิจารณ์เรื่องอื่นๆ พบว่าไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน 

นายษัษฐรัมย์ กล่าวอีกว่า หากย้อนกลับไปเมื่อการเลือกตั้งปี 2566 ทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้รับคะแนนเสียง 70,000 คะแนนจากผู้ที่มาใช้สิทธิ์ 150,000 คน โดยไม่ได้มีการแบ่งมาตราของผู้ประกันตน โดยที่ผู้ประกันตน 1 คนสามารถเลือกบอร์ดได้สูงสุด 7 คน โดยไม่ได้มีข้อบังคับ คนที่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้ง จึงเป็นภาพสะท้อนตัวแทนความต้องการของกลุ่มคนส่วนใหญ่ในประเทศ

นายษัษฐรัมย์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ระเบียบเลือกตั้งมีเงื่อนไขสำคัญคือความพยายามจำกัดให้คนที่ผู้ประกันตน ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถเลือกตั้งได้เพียงแค่ 1 ตำแหน่งเท่านั้น ซึ่งเป็นการลดทอนอำนาจให้ผู้ประกันตนที่เคยมีสิทธิ์ 100% เหลือสิทธิ์เพียงแค่ 14% ในการเข้ามามีส่วนร่วม เป็นการหมุนเข็มนาฬิกาให้ประกันสังคมเข้าไปสู่ยุคล็อบบี้ยิสต์แบบที่เคยเป็นมาแล้ว และยังคงเป็นอยู่ในคณะกรรมการชุดต่างๆ ซึ่งไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าความพยายามในการสลายทีมประกันสังคมก้าวหน้า 

ช่วงหนึ่ง นายษัษฐรัมย์ กล่าวถึงการประชุมของคณะอนุกรรมการฯ สว.ชุดหนึ่ง ว่ามีการบันทึกคำพูดของประธานคณะอนุกรรมการฯ ที่ว่าแม้แต่การเป็นสมาชิกพรรคการเมืองก็อาจจะเข้าข่ายความไม่เป็นกลางทางการเมือง โดยกรณีที่มี สส.ช่วยผลักดันประเด็นประกันสังคมอาจจะถือว่าไม่เป็นกลางทางการเมือง ซึ่งเป็นความพยายามตัดขาดอำนาจนิติบัญญัติ

นายษัษฐรัมย์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้คือ ความพยายามผลักดันระบบเลือกตั้งใหม่เป็นห้วงเวลาของปลายสมัยคณะกรรมการประกันสังคมที่มาจากการเลือกตั้ง ระเบียบเลือกตั้งใหม่นี้ ไม่ได้มีแต่เจตนาที่จะทำให้การเลือกตั้งมีประสิทธิภาพ แต่เป็นการวางกลไกระเบียบเลือกตั้งที่จะจำกัดอำนาจของผู้ประกันตน จำกัดอำนาจของการมีส่วนร่วมของประชาชน และที่สำคัญจะนำไปสู่การจำกัดอำนาจในการตรวจสอบและผลักดันกองทุนประกันสังคม จึงเสนอให้มีการใช้ระเบียบเลือกตั้งเดิมที่มีการใช้แค่ 2 ปีหรือเพียง 1 ครั้ง เดินหน้าเลือกตั้งภายใน 45 วันนับตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งจะเป็นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์กับผู้ประกันตนมากที่สุด

“คืนอำนาจให้กับผู้ประกันตนเพื่อป้องกันเงื่อนไขที่มีความพยายามใช้ระเบียบเลือกตั้งใหม่ ช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านไม่ต่างอะไรกับความพยายามทำลายหรือรัฐประหารลดทอนอำนาจของผู้ประกันตนมากกว่าแสนคนในระบบประกันสังคม“ นายษัษฐรัมย์ กล่าว

ด้าน นายชินโชติ แสงสังข์ สว. ในฐานะกรรมาธิการ กล่าวว่า ตนสงสัยเหมือนกับผู้ร้องว่ากติกาใหม่เอามาจากไหน ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ทำไมประกันสังคมจึงเปลี่ยนกติกาเลือกตั้ง และที่เลือกกันไปเมื่อปี 2566 มีปัญหาอย่างไร 

ขณะที่ น.ส.มาลากัญ ห่อประทุม ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม ชี้แจงว่า การปรับเปลี่ยนการได้มาซึ่งตัวแทนฝ่ายนายจ้างและผู้ประกันตนมีที่มาจากมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ โดยให้ผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้ประกันตนมาจากการเลือกตั้ง โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ทั้งนี้ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด 

น.ส.มาลากัญ กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา มีการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ผลการเลือกตั้งค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับสัดส่วน ลักษณะการเลือกตั้งคือเป็นทั้งโดยตรง และโดยลับ จากนั้นสำนักงานประกันสังคมมีการถอดบทเรียนจะทำอย่างไรให้นายจ้าง และผู้ประกันตนทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารกองทุนและเข้ามาใช้สิทธิ์เลือกตั้งทุกคน ทำอย่างไรให้ได้ผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้ประกันตนเข้ามาเป็นกรรมการประกันสังคมเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจ มีประสบการณ์ด้านงานประกันสังคม มีอิสระเสรี เป็นธรรม และถือปฏิบัติตามหลักที่ชอบด้วยกฎหมาย

น.ส.มาลากัญ กล่าวต่อว่า เมื่อต้นปี 2568 จึงมีการเสนอคณะกรรมการประกันสังคมในชุดที่เพิ่งครบวาระไป ซึ่งเห็นชอบให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการปรับปรุงร่างระเบียบเลือกตั้ง มีการรับฟังความคิดเห็นในระบบกลางของกฎหมาย จากนั้นจึงพิจารณาว่าควรปรับปรุงประเด็นใดบ้าง ทั้งกรณีจำนวนผู้ประกันตน มาตรา 33 จำนวน 7 คน นายจ้าง 7 คน มีการตั้งคำถามว่าผู้ประกันตนของประกันสังคมมีมาตรา 33 39 และ 40 ทำอย่างไรให้ทุกคนมีโอกาสเข้ามาในระบบประกันสังคม ประกอบกับการรับฟังความคิดเห็น มีข้อเรียกร้องมาว่าอยากให้ผู้แทนของแต่ละมาตรามีโอกาสเข้ามานั่งในกองทุนประกันสังคม จึงคิดว่าควรจะกำหนดสัดส่วน 5:1:1 แบ่งเป็นมาตรา 33 จำนวน 5 คน มาตรา 39 จำนวน 1 คน และมาตรา 40 จำนวน 1 คน ทั้งนี้การลงคะแนน 1 คน 7 เบอร์ อาจจะสับสนเนื่องจากมีเสียงสะท้อนว่าเข้าไปแล้วจำไม่ค่อยได้ มีความยุ่งยากในการนับคะแนน ดังนั้น จึงคิดถึงการเลือกตั้งการเลือก สส. และ สว.ที่ 1 คน 1 สิทธิ์ 1 เสียง

นายชินโชติ กล่าวว่า ฟังแล้วไม่มีประโยคใดที่สุดการเลือกตั้งใหม่มาจากคณะกรรมาธิการแรงงาน วุฒิสภา หรืออนุกรรมมาธิการด้านประกันสังคม หรือมาจากนายชินโชติแม้แต่คำเดียว สูตรดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวกับวุฒิสภา สูตรของประกันสังคมมีคนนำเรื่องนี้มาเสนอในคณะอนุกรรมธิการที่ตนเองนั่งอยู่ โดยระบุถึงจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ว่าน้อยเกินไป  

นายชินโชติ กล่าวต่อว่า การพูดในสภาฯ ข้อดีคือโกหกไม่ได้ กะล่อนไม่ได้ สูตรของคณะอนุกกรรมาธิการที่ตนเองเป็นประธานพิจารณากันในเวลาเดือนเศษ คิดมาได้ 4 สูตร เป็นเพียงดราฟหยาบ ๆ ไม่มีรายละเอียดอะไร ก่อนนำเสนอให้คณะกรรมาธิการแรงงาน จากนั้น 4 สูตรก็ไปอยู่ในมือนักข่าว ทั้งหมดเป็นเพียงรายงานในคณะกรรมาธิการ ก่อนจะตีกลับมาเพื่อเสนอต่อสภาฯ ไปยัง ครม.จะเอาหรือไม่เอาก็เรื่องของเขา โดยกำชับว่าต้องทำให้ทันเดือนกรกฎาคม 2569 กำชับให้ชินโชติสกัด 4 สูตรให้เหลือ 1 สูตร  

”สิ่งที่ผมเจ็บปวดทุเรศที่สุดคือใน 4 สูตรที่ไปรับฟังความคิดเห็นเหนือใต้ออกตก ก่อนจะเสนอสภาฯ ใหญ่ แต่สูตรของอนุกรรมาธิการของผม ยังไม่ได้ไปไหนเลย ยังฟังความเห็นและวนอยู่ในสภาฯ แต่สังคมและพรรคการเมืองหนึ่ง รวมทั้งบอร์ดที่มาชี้แจง พยายามยัดเยียดตลอดว่าสูตรที่ประกันสังคมกำลังทำมาจากไหน มาจากอนุกรรมมาธิการด้านประกันสังคมและวุฒิสภาทุเรศมาก ไม่ได้เกี่ยวกันเลย ผมมีอิทธิพลขนาดนั้นหรือ ที่จะยัดเยียดเปลี่ยนแปลงประกันสังคมได้ ขอให้บันทึกไว้ว่าการเปลี่ยนสูตรประกันสังคม ไม่ได้เกี่ยวกับผม วุฒิสภา และกรรมาธิการแรงงานวุฒิสภา” นายชินโชติ กล่าว

นายษัฐรัมย์ กล่าวว่า สิ่งที่นายชินโชติอ้างถึง เอกสารคือ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าตนตั้งคำถามเพียงแค่ให้ สว.ยืนยัน ตนเป็นบอร์ดไม่ทราบว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคมนี้ หากจะทำให้สังคมสิ้นข้อเคลือบแคลงใจ ต้องมีการเปิดเผยรายงานการประชุมในวันดังกล่าว เพราะมีบันทึกในระดับชวเลข 

น้าหงา ร่ายกลอนแซะแรง ประชาธิปตาย อุดมการณ์จบขี้ดิน กลายเป็นอุดมกิน-อุดมกัน

น้าหงา ร่ายกลอนแซะแรง ประชาธิปตาย อุดมการณ์จบขี้ดิน กลายเป็นอุดมกิน-อุดมกัน

น้าหงา ร่ายกลอนแซะแรง ประชาธิปตาย อุดมการณ์จบขี้ดิน กลายเป็นอุดมกิน-อุดมกัน

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.02 น.

“น้าหงา” ฟาดเดือด! ร่ายกลอนแซะแรง ‘ประชาธิปตาย’ อัดยับอุดมการณ์จบขี้ดิน กลายเป็นอุดมกิน-อุดมกัน

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุรชัย จันทิมาธร หรือ “น้าหงา คาราวาน” ศิลปินแห่งชาติ โพสต์กลอนสั้นๆว่า อนิจจาน่าเสียดาย ประชาธิปตายไปหมดสิ้น อุดมการณ์ฝังกลบจบขี้ดิน กลายเป็นอุดมกินอุดมกัน

พงศ์พรหม ปูดแผนล้ม ศุภจี-เอกนิติ ซ้ำรอย 4 กุมาร

พงศ์พรหม ปูดแผนล้ม ศุภจี-เอกนิติ ซ้ำรอย 4 กุมาร

พงศ์พรหม ปูดแผนล้ม ศุภจี-เอกนิติ ซ้ำรอย 4 กุมาร

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.35 น.

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 นายพงศ์พรหม ยามะรัต อดีตรองหัวหน้าพรรคกล้า และอดีตรองโฆษกพรรคสร้างอนาคตไทย โพสต์ข้อความระบุว่า  อาทิตย์ก่อนเตือนไปแล้ว พี่แต๋ม กับ ดร.เอก กำลังโดนวางแผนล้มแบบ 4 กุมาร เมื่อวานมีนักการเมืองเปิดหน้า “ต่อย” พี่แต๋มตรงๆเป็นครั้งแรก “ไอ้นั่นหนะ ผมทำนะ ไม่ใช่กระทรวงพานิชย์” ประโยคนี้จริงๆคือ ผมหนะเจ๋งกว่าแต๋ม ศุภจีเยอะ 555

ซึ่งวงในก็รู้ว่า มั่ว เพราะทั้งทีมไม่มีใครมีประสบการณ์ค้าขายต่างประเทศเลย 555 แต่ก็เขาเอาเรื่องนี้มา “วกต่อย” มืออาชีพ เพื่อขู่ให้รัฐบาลตั้งไม่ได้หากไม่มีพวกตัวเอง ผมถึงเตือนไปว่า
ดร.เอก กับ พี่แต๋ม รอบนี้ไม่ง่าย เพราะแกนนำล้ม 4 กุมาร ล้มประยุทธ์ โดย “เป่าหูทหารแก่” “นายนี่แหละครับ เหมาะกับเป็นนายกที่สุด” “ถ้าเค้าไม่มีนาย เค้าไม่ได้เป็นนายกจนถึงวันนี้ ตอนนี้ถึงเวลาที่นายจะเป็นนายกแล้ว”

หมัดแรก ล้ม 4 กุมาร หมัด 2 ล้มนายทหารที่มีพระคุณ หมัด 3 พยายามล้มประยุทธ์ พอ “นาย” ไม่ได้เป็นนายกแน่ ก็เกิดหมัด 4 ถีบส่งลุง ไปหานายใหญ่ทันที 5555 แต่พอนายใหญ่ “เครื่องสะดุด” ก็เกิด “หมัด 5” ตามที่เห็น เมื่อปลายปี วกกลับมาเหตุการณ์ปี 62-63 การล้ม ดร.สมคิด และ 4 กุมาร

คือการยิงทีเดียวได้นก 2 ตัว

1. ขวางการปฏิรูปไม่ให้เกิด เพราะหากการปฏิรูปที่ ดร.สมคิด + 4 กุมารเกิด มันจะไปขัดผลประโยชน์ “ทุนเทา”

2. ไม่มี ดร.สมคิด + 4 กุมาร นายกประยุทธ์ย่อมอ่อนแรง โดนคว่ำง่าย เพราะคนรอบตัวที่เหลือมือไม่ถึงซักคน แถมมีเทาๆแทรกมาด้วย

รอบนี้ก็เช่นกัน

ดร.เอก จะสังคายนาระบบการเงิน ระบบเศรษฐกิจใหม่นั่นคือ “ขวางทางปืนทุนเทา” เขา เขาจึงวางแผนล้มตั้งแต่ก่อนวันเลือกตั้งแล้ว พี่แต๋มเสือกประกาศต่อ จะลดเกษตรเชิงเดี่ยวมูลค่าต่ำ เพราะ demand โลกน้อย เพื่อไปทำเกษตรมูลค่าสูง เอาตรงๆ ที่พี่แต๋มจะทำนั้น ตรงกับที่ในหลวง ร.9 ท่านแนะนำมาเสมอแต่ก็ไปขวางทางเถื่อนทุนเทาอีก

1. เกษตรเชิงเดี่ยว มูลค่าต่ำมีข้อดีคือต้องหมุนคร็อปถี่ นี่คือผลประโยชน์ปุ๋ย ยา สารเคมี มหาศาล คนไทยมะเร็งแดก เพราะเครือข่ายนักการเมืองเหล่านี้แหละ 5555

2. เกษตรมูลค่าสูงแบบพี่แต๋ม จะช่วยยกระดับฐานะเกษตรกรให้ร่ำรวยขึ้น หนี้น้อยลง

นักการเมืองกลุ่มหนึ่งเขาไม่ชอบเกษตรกรพึ่งตัวเองได้ เดี๋ยวเค้าไม่มาพึ่งกูเดี๋ยวกูคุมมันเป็นทาสไม่ได้ก็เหมือนการศึกษา ทำให้ห่วยไว้ ขัดพระราชดำริในหลวงไว้ อย่าให้เด็กไทยคิดเป็น ทำงานดี ร่ำรวย เดี๋ยวจะคุมมันไม่อยู่ 4 กุมารกูเป็นแกนนำในการล้มมาแล้ว กะแค่ ดร.ใส่แว่น กับแต๋ม ศุภจี 3 เดือนเดี๋ยวก็ไป จึงเป็นที่มาว่า “ใครขวางทางผม ผมล่อแม่งหมด” เพราะปุ๋ยยูเครนมันกำไรเยอะ 5555