เปิดโปรไฟล์หมอวรงค์ อัษฎางค์ ย้อนรอยเส้นทางบริหาร สู่ขุนพลปราบโกง

เปิดโปรไฟล์หมอวรงค์ อัษฎางค์ ย้อนรอยเส้นทางบริหาร สู่ขุนพลปราบโกง

เปิดโปรไฟล์หมอวรงค์ อัษฎางค์ ย้อนรอยเส้นทางบริหาร สู่ขุนพลปราบโกง

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.28 น.

22 กุมภาพันธ์ 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า หมอวรงค์ ไม่มีผลงานทางด้านการบริหารเลย จริงมั้ย?

_______________________________________________

ขออนุญาตแลกเปลี่ยนข้อมูลนะครับ ที่บอกว่ามองไม่เห็นความเก่งด้านบริหารของหมอวรงค์ จริงๆ แล้วก่อนมาเล่นการเมือง ท่านเป็นนักบริหารสายสาธารณสุขมาก่อนครับ เคยเป็นทั้ง ‘ผู้อำนวยการโรงพยาบาล’ ถึง 2 แห่ง (รพ.โซ่พิสัย, รพ.พรเจริญ) และเป็น ‘ผู้ช่วย ผอ.รพ.พุทธชินราช’ ซึ่งเป็น รพ.ศูนย์ขนาดใหญ่ ต้องบริหารทั้งคน ทั้งงบประมาณ และระบบงานที่ซับซ้อน ไม่ใช่หมอที่ตรวจโรคอย่างเดียวครับ
ส่วนเรื่องผลงานราชการ ถึงท่านจะยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรี แต่ผลงานการตรวจสอบเรื่อง ‘จำนำข้าว’ หรือ ‘ดาวเทียม’ นั้นคือการช่วยรักษา ‘วินัยการเงินการคลัง’ ของประเทศโดยตรงนะครับ ถ้าไม่มีคนตรวจสอบจุดนี้ งบประมาณแผ่นดินที่ฝ่ายบริหารต้องใช้ดูแลประชาชนอาจเสียหายไปมากกว่านี้ครับ ดังนั้นเครดิตเรื่องการรักษาผลประโยชน์แผ่นดิน แกมีแน่นอนครับ
ที่สำคัญที่คนทั่วไปอาจไม่ทราบว่า “การตรวสอบหรือรักษาผลประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ถือเป็นความสามารถทางการบริหารขั้นสูง” ครับ
ในหลักการบริหารนั้น ‘การตรวจสอบ’ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารงานครับ ผู้บริหารที่เก่งไม่ใช่แค่คนเซ็นอนุมัติโครงการ แต่ต้องเป็นคนที่มองเห็น ‘จุดตาย’ และ ‘รูรั่ว’ ขององค์กรได้
การที่หมอวรงค์แกะรอยโครงการระดับชาติที่ซับซ้อนอย่างจำนำข้าวหรือดาวเทียมได้ แสดงว่าท่านต้องแม่นเรื่องระบบระเบียบราชการ เรื่องบัญชี และเรื่องการบริหารจัดการ มากๆ ครับ ไม่งั้นท่านจับไม่ได้หรอกครับว่าเขาซ่อนของกันตรงไหน… นี่แหละครับคือทักษะของผู้บริหารที่เรียกว่า ‘Risk Management’ หรือการบริหารความเสี่ยง ซึ่งจำเป็นมากสำหรับคนที่จะมาดูแลภาษีของพวกเราครับ
ในทางทฤษฎีการบริหารจัดการภาครัฐและภาคเอกชน การ “ตรวจสอบ” และ “การรักษาผลประโยชน์” ไม่ใช่แค่หน้าที่ของตำรวจหรือศาล แต่เป็น 1 ใน 4 หัวใจหลักของการบริหาร ที่ขาดไม่ได้ครับ
นี่คือเหตุผลว่า ทำไมการตรวจสอบของหมอวรงค์ถึงสะท้อน “ความเก่ง” ในการบริหาร

_______________________________________________

1. การตรวจสอบคือส่วนหนึ่งของ “วงจรการบริหาร”
ตามหลักการบริหารสากล (POLC Framework) ผู้บริหารต้องทำ 4 อย่างคือ:
(1) วางแผน
(2) จัดองค์กร
(3) นำองค์กร
(4) ควบคุมและติดตามผล <— จุดนี้คือสิ่งที่หมอวรงค์ทำ
คนที่บริหารเก่ง ไม่ใช่แค่คนที่ “สั่งจ่ายเงิน” หรือ “ริเริ่มโครงการ” แต่ต้องเป็นคนที่ “อุดรูรั่ว” ขององค์กรได้
หากผู้บริหารหาเงินเก่งแต่ปล่อยให้ลูกน้องโกงหรือระบบรั่วไหล องค์กรก็ล่มจมครับ การที่หมอวรงค์ตรวจสอบโครงการจำนำข้าวที่ซับซ้อนมหาศาลได้ แสดงว่าท่าน “เข้าใจระบบระเบียบราชการและกลไกตลาด” อย่างทะลุปรุโปร่ง (ถ้าไม่เข้าใจระบบบริหาร จะจับผิดไม่ได้ครับ)

_______________________________________________

2. เป็น “การบริหารความเสี่ยง”
ในโลกการบริหารยุคใหม่ ผู้นำที่เก่งต้องมีความสามารถในด้าน Risk Management หรือการบริหารความเสี่ยง
• การยับยั้งความเสียหายก่อนที่ประเทศจะล้มละลาย หรือก่อนที่หนี้สาธารณะจะพุ่งสูงเกินแก้ ถือเป็นการ “บริหารจัดการวิกฤต” รูปแบบหนึ่ง
• การรักษาผลประโยชน์แผ่นดิน คือการทำให้ทรัพยากรที่มีจำกัด (งบประมาณ) ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าที่สุด (Value for Money) ซึ่งเป็นหัวใจของการบริหารราชการแผ่นดิน
3. สะท้อนความเข้าใจใน “ระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชน”
กรณีจำนำข้าวหรือดาวเทียม ไม่ใช่เรื่องกฎหมายอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องการบริหารจัดการสินค้า (ข้าว/วงโคจร) การขนส่ง และการระบายสต็อก
• การที่หมอวรงค์ชี้แจงตัวเลขสต็อกข้าวลม หรือ G2G เก๊ได้ แสดงว่าแกมีความเชี่ยวชาญด้าน การบริหารจัดการซัพพลายเชนของภาครัฐ ว่าขั้นตอนไหนคือจุดอ่อน ขั้นตอนไหนคือช่องโหว่ นี่คือทักษะของผู้บริหารระดับสูงที่ต้องมองภาพรวมให้ออกครับ

_______________________________________________

มาย้อนดููผลงานของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม โดยเฉพาะในด้านการบริหารและการรักษาผลประโยชน์ต่อราชการ
1. ผลงานด้านการบริหาร
ข้อกล่าวหาที่ว่า “มองไม่เห็นความเก่งทางการบริหาร” สามารถโต้แย้งได้ด้วยประวัติการทำงานจริงก่อนเข้าสู่การเมืองระดับชาติ เพราะ นพ.วรงค์ มีประสบการณ์ในฐานะ ผู้บริหารองค์กร มาอย่างยาวนานในกระทรวงสาธารณสุข
• ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโซ่พิสัย จ.หนองคาย (บริหารจัดการโรงพยาบาลระดับอำเภอ)
• ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพรเจริญ จ.หนองคาย
• ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลก (ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ ระดับภูมิภาค การได้เป็นผู้บริหารที่นี่ต้องมีความสามารถในการจัดการองค์กรที่มีความซับซ้อนสูง)
• หัวหน้าพรรคไทยภักดี: การก่อตั้งและบริหารพรรคการเมืองให้เป็นองค์กรที่มีโครงสร้างชัดเจน ก็ถือเป็นงานบริหารองค์กรรูปแบบหนึ่ง

_______________________________________________

2. ผลงานที่เป็น “ผลประโยชน์” ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน
แม้ นพ.วรงค์ จะยังไม่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ผลงานในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติและผู้ตรวจสอบ มีผลประโยชน์ต่อ “การบริหารงบประมาณแผ่นดิน” โดยตรง
• คดีจำนำข้าว (จีทูจีเก๊): นี่คือผลงานระดับ Masterpiece ที่ไม่ใช่แค่การ “จับผิด” แต่เป็นการ “ยับยั้งความเสียหาย” ของงบประมาณแผ่นดินมูลค่ามหาศาล การเปิดโปงเรื่องนี้ทำให้รัฐบาลในขณะนั้นต้องยุติโครงการที่สร้างหนี้สาธารณะ ซึ่งถือเป็นการปกป้อง “กระเป๋าเงิน” ของประเทศที่ฝ่ายบริหารต้องดูแล
• การตรวจสอบสัมปทานดาวเทียมไทยคม: การเรียกร้องให้ดาวเทียมเป็นสมบัติของชาติ เพื่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงและรายได้ของรัฐ
• การตรวจสอบรถไฟทางคู่: ยื่นเรื่องตรวจสอบความโปร่งใสในการประมูล เพื่อให้รัฐได้ประโยชน์สูงสุดจากการลงทุน

เขมร จัดฉาก? ผู้เชี่ยวชาญจับพิรุธแผลทหารกัมพูชา หลังอ้างถูกฝ่ายไทยยิง

เขมร จัดฉาก? ผู้เชี่ยวชาญจับพิรุธแผลทหารกัมพูชา หลังอ้างถูกฝ่ายไทยยิง

เขมร จัดฉาก? ผู้เชี่ยวชาญจับพิรุธแผลทหารกัมพูชา หลังอ้างถูกฝ่ายไทยยิง

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.28 น.

ทหารกัมพูชาเปิดแผล อ้างถูกยิงจากฝั่งไทยที่ช่องอานม้า ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตแผลไม่เข้าเค้ากระสุน ย้ำยึดถ้อยแถลง GBC คุมสถานการณ์ชายแดน

22 กุมภาพันธ์ 2569 หน่วยงานความมั่นคง เปิดเผยว่า จากกรณีที่ฝั่งกัมพูชาอ้างว่า เมื่อวันที่ 20 ก.พ.69 เวลา 10.45 น.ที่บริเวณพื้นที่ช่องอานม้า มีเสียงปืนจำนวน 5 – 7 นัด และต่อมาพบว่ามีกำลังพลฝ่ายกัมพูชา 1 นาย ได้รับบาดเจ็บบริเวณหัวเข่า โดยทางฝั่งกัมพูชาอ้างว่า ถูกกระสุนปืนยิงมาจากฝั่งประเทศไทย จนได้รับบาดเจ็บบริเวณหัวเข่าขวา

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตในเบื้องต้นจากผู้เชี่ยวชาญด้านบาดแผล ว่า ลักษณะบาดแผลบริเวณหัวเข่าที่ปรากฏในภาพ ยังไม่สอดคล้องกับลักษณะการบาดเจ็บจากกระสุนปืนตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ ทั้งในเรื่องรูปแบบแผล ขนาด และสภาพเนื้อเยื่อโดยรอบ

ทั้งนี้ เพื่อความโปร่งใสและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ควรมีการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างรอบด้าน ก่อนสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ยังต้องอาศัยความระมัดระวังและความร่วมมืออย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม เห็นควรให้ทั้งสองฝ่ายยึดถือและปฏิบัติตามถ้อยแถลงของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการคงกำลังอยู่ในพื้นที่ควบคุมของแต่ละฝ่ายภายหลังการหยุดยิง เพื่อธำรงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อย เสถียรภาพ และความสัมพันธ์อันดีตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา อย่างยั่งยืนต่อไป

สวนดุสิตโพลเผย คนไทยกังวลทุจริตเลือกตั้ง 8 ก.พ. พุ่งสูง 67% หวั่นการเมืองเหมือนเดิม

สวนดุสิตโพลเผย คนไทยกังวลทุจริตเลือกตั้ง 8 ก.พ. พุ่งสูง 67% หวั่นการเมืองเหมือนเดิม

สวนดุสิตโพลเผย คนไทยกังวลทุจริตเลือกตั้ง 8 ก.พ. พุ่งสูง 67% หวั่นการเมืองเหมือนเดิม

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.34 น.

22 กุมภาพันธ์ 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ที่ผ่านมา” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,231 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 17-20 กุมภาพันธ์ 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนความพึงพอใจต่อการจัดการเลือกตั้งเฉลี่ย 5.17 คะแนน สำหรับประเด็นที่กังวลเกี่ยวกับการไปใช้สิทธิ พบว่า ร้อยละ 67.99 กังวลเรื่องความไม่โปร่งใสและการทุจริตในการเลือกตั้ง ขณะที่ร้อยละ 40.45 ระบุถึงขั้นตอนที่ยุ่งยากหรือความสับสนในหน่วยเลือกตั้ง เมื่อพิจารณาการทำงานของ กกต. ร้อยละ 33.68 ระบุว่า ไม่ค่อยพึงพอใจ และเมื่อประเมินผลต่อภาพรวมการเมืองไทย ร้อยละ 49.31 เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะทำให้สถานการณ์“เหมือนเดิม”

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนว่าความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งยังไม่แข็งแรงนัก ประชาชนจับตาและให้ความสำคัญต่อความสุจริตโปร่งใส และมาตรฐานการจัดการเลือกตั้ง ขณะเดียวกันยังมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะทำให้ภาพรวมการเมืองไทย“เหมือนเดิม” จึงเป็นบททดสอบแรกของว่าที่รัฐบาลใหม่ในการสร้างความมั่นใจและเปลี่ยน “ความเหมือนเดิม” ให้เป็น“ความหวังใหม่” ทางการเมือง

ผศ.ดร.เบญจพร พึงไชย ประธานหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า จากผลสำรวจสะท้อนถึงภาวะ “ก้ำกึ่ง” และความไม่มั่นใจในประสิทธิภาพขององค์กรอิสระ โดย กกต.น่าจะถูกสังคมตั้งข้อสงสัยในหลายประเด็นที่อาจนำไปสู่การล้มการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ ซึ่งจะเห็นว่า ประชาชนพึงพอใจการทำงานของ กกต. เพียงร้อยละ 7.32 ในขณะที่ประชาชนร้อยละ 33.68 ที่ระบุว่าไม่ค่อยพึงพอใจต่อการทำงานของกกต. ซึ่งตรงกับสิ่งที่ประชาชน ส่วนใหญ่มีความกังวลใจเกี่ยวกับการไปใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69ในประเด็นความไม่โปร่งใสและการทุจริตในการเลือกตั้ง ถึงร้อยละ 67.99

นั่นแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยยังคงติดหล่มความระแวงต่อการใช้อำนาจรัฐและอิทธิพลมืดในการบิดเบือนผลคะแนนประชาชนเริ่มมองว่าการเลือกตั้งเป็นเพียงการเปลี่ยนตัวผู้เล่นในกติกาเดิมที่ไม่เอื้อต่อการปฏิรูปอย่างแท้จริง ผลสำรวจครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยต่อเสถียรภาพทางการเมืองไทยในเรื่องความโปร่งใสที่สูง โดยเฉพาะองค์กรอิสระอย่าง กกต.ที่ต้องทำหน้าที่อย่างรวดเร็ว ลดทอนความซับซ้อนของขั้นตอนต่าง ๆ และประเด็นสำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นกระบวนการได้มาซึ่ง กกต.และการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจและยังสามารถมีความหวังกับการเมืองไทยที่จะเข้ามาช่วยประชาชนและผลักดันนโยบายตามที่ได้ประกาศไว้

อนุทินลั่นระฆังยังไม่นับหนึ่ง! ปัดข่าวปิดดีลตั้งรัฐบาล ย้ำรอ กกต.นิ่งเมื่อไหร่โป้งเดียวจอด

อนุทินลั่นระฆังยังไม่นับหนึ่ง! ปัดข่าวปิดดีลตั้งรัฐบาล ย้ำรอ กกต.นิ่งเมื่อไหร่โป้งเดียวจอด

อนุทินลั่นระฆังยังไม่นับหนึ่ง! ปัดข่าวปิดดีลตั้งรัฐบาล ย้ำรอ กกต.นิ่งเมื่อไหร่โป้งเดียวจอด

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.19 น.

“อนุทิน”ลั่นระฆังยังไม่นับหนึ่ง จะปิดดีลตั้งรัฐบาลได้อย่างไร ขอรอสถานการณ์นิ่งก่อน รับรองไม่นานโป้งเดียวจอด มองพรรคฟาดงวงฟาดงา ทำให้อ่านความในใจออก ชี้ปมเลือกตั้งโมฆะเป็นหน้าที่ กกต. เชื่อว่าเจตนาทำงานบริสุทธิ์ ไม่มีใครรู้ใครกาให้ใคร

เมื่อเวลา 21.22 น.วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ จ.เพชรบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล ภายหลังมีกระแสข่าวว่าปิดดีลรวบรวมเสียงได้ 300 เสียง ว่า ดีลยังไม่ได้เปิดเลย จะปิดดีลได้อย่างไร ส่วนสถานการณ์ยังเหมือนเดิมหรือไม่ ขอให้รอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้งอย่างชัดเจนก่อน

เมื่อถามว่า หากมีความชัดเจนจาก กกต.แล้ว จะประกาศว่ามีพรรคการเมืองใดร่วมรัฐบาลด้วยใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นไปตามลำดับขั้นตอน เราจะไปทำอะไรที่ยังไม่มีความชัดเจนเลย ซึ่งไม่ทราบว่าพรรคการเมืองอื่นจะคิดอย่างไร แต่พรรคภท.เราต้องการทำอะไรที่มีความชัดเจน และการพูดคุยอะไรกับใครเราต้องรอให้สถานการณ์ทุกอย่างอยู่ตัวและนิ่งก่อน

“ผู้สื่อข่าวอย่าลืมว่า พวกผมทำการเมืองมา 20 – 30 ปี และผ่านการเลือกตั้งมา ตั้งแต่เรามีรัฐธรรมนูญปี 2560 ครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 3 แล้ว เราก็รู้ว่ากว่า กกต. จะสามารถรับรองผลการเลือกตั้งได้ ไม่เคยเร็วกว่า 1 เดือน ซึ่งกฎหมายให้ไว้ถึง 2 เดือนด้วยซ้ำ ฉะนั้น เราจะไปชิงออกตัวหรือทำอะไรก่อนที่ทราบผล ก่อนที่จะมีการรับรอง สส. อย่างเป็นทางการ ถามว่าทำแล้วก็พูดได้ไม่เต็มปาก รอ ทุกอย่างให้ชัดเจนไปก่อน แล้วเราจะได้พูดอะไรได้ ซึ่งคราวนี้ก็จะเร็วเลย โป้งเดียวจอดเลย” นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความกังวลหรือไม่ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโมฆะ นายอนุทิน ตอบว่า ไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมือง เป็นเรื่องของ กกต.แต่สำหรับตนเชื่อว่า กกต. ทำงานด้วยเจตนาบริสุทธิ์ และยังเชื่อว่าไม่สามารถมีใครที่จะไปดูได้ว่าใครจะกาอย่างไร

เมื่อถามว่า ส่วนกระแสข่าวที่ว่ามีข้อเสนอให้โหวตนายกรัฐมนตรี ก่อนแบ่งกระทรวง นายอนุทิน กล่าวว่า เมื่อยังไม่ทราบผลการรับรองอย่างเป็นทางการ พรรคการเมืองหรือใครที่เราติดต่อกันมา หรือพูดส่งข่าวกันว่า โหวตนายกรัฐมนตรีก่อน โหวตประธานรัฐสภาก่อน

เมื่อถามว่า นายกฯ บอกยังไม่มีการจับขั้ว แต่บางพรรคการเมืองที่คาดหวังจะร่วมรัฐบาล แต่ไม่ได้รับการติดต่อแล้วออกมาฟาดงวงฟาดงาผ่านวาจา มองเรื่องนี้อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ทำให้เราอ่านความในใจของคนที่เราจะต้องไปประสานเรื่องต่างๆ ด้วย ตอนนี้ขอปล่อยให้นิ่งๆ ไปก่อนดีกว่า ระฆังยังไม่นับหนึ่งเลยตอนนี้ อีกทั้งพรุ่งนี้ก็ทราบว่ายังมีการนับคะแนนใหม่และเลือกตั้งใหม่ตามหน่วยอยู่เลย เราจะไปชิงดำเนินการอะไรก่อน กกต. สำหรับตนก็ต้องมีความเกรงใจและต้องให้เกียรติ

เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ถือว่าอยู่ในคิวที่จะพูดคุยร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราก็ไม่ได้ปิดกั้นอะไร ก็ต้องพูดเหมือนเดิมจนกว่าเราจะรับทราบผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

เมื่อถามว่า นายกฯ อยากฝากอะไรถึงประชาขนหรือไม่การจับขั้วตรงนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ในห้วงเวลาตามกฎหมายอยู่ เมื่อ กกต.รับรองแล้ว มีความนิ่งแล้ว ตรงนั้นไม่นาน พี่น้องประชาชนไม่ต้องกังวลอะไรทั้งสิ้น วันนี้รัฐบาลยังบริหารราชการแผ่นดินได้ตามปกติ ยิ่งผลการเลือกตั้งออกมาก็เห็นอย่างชัดเจนว่า ขั้วที่เป็นแกนนำรัฐบาลสามารถครองเสียงได้ระดับหนึ่ง ดังนั้นความมั่นใจก็มี เช่น การที่จะทำอะไรแล้วเกิดประโยชน์กับประชาชนในช่วงนี้ พอเราเห็นความไว้ใจของพี่น้องประชาชนต่อพวดเราขนาดนี้ และเรายังเป็นรัฐบาลอยู่ เราก็กล้าที่จะตัดสินใจมากขึ้น ก็เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและบ้านเมืองเท่านั้น เรื่องที่เป็นส่วนตัวพวกพ้องอยู่ลำดับท้ายๆ เช่นเดิม

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองปฏิกิริยาของพรรคกล้าธรรม (กธ.) ในขณะนี้เป็นอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีอะไร วันนั้นก็พูดคุยกับหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) ที่ จ.สงขลา

หึ่ง!ปิดดีลตั้งรัฐบาลหนู300เสียง เขียทิ้ง‘กธ.-ปชป. ‘ไผ่ ลิกค์’การันตียังมีลุ้น รอผู้ใหญ่เคลื่อนไหวก่อน

หึ่ง!ปิดดีลตั้งรัฐบาลหนู300เสียง เขียทิ้ง‘กธ.-ปชป. ‘ไผ่ ลิกค์’การันตียังมีลุ้น รอผู้ใหญ่เคลื่อนไหวก่อน

หึ่ง!ปิดดีลตั้งรัฐบาลหนู300เสียง เขียทิ้ง‘กธ.-ปชป. ‘ไผ่ ลิกค์’การันตียังมีลุ้น รอผู้ใหญ่เคลื่อนไหวก่อน

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หึ่ง!ปิดดีลตั้งรัฐบาลหนู300เสียง เขียทิ้ง‘กธ.-ปชป. ‘ไผ่ ลิกค์’การันตียังมีลุ้น รอผู้ใหญ่เคลื่อนไหวก่อน ‘โรม’ขู่สอบต่อ‘ธรรมนัส’ แม้จะเป็นฝ่ายค้านร่วมกัน

สะพัด ปิดดีล!! จัดตั้งรัฐบาล “อนุทิน” 300 เสียง เขี่ย “กล้าธรรม-ปชป.” เป็นฝ่ายค้าน ด้าน “ไผ่ ลิกค์” ทัพหน้ากล้าธรรม การันตีข้ามโลก ยังมีลุ้นรอผู้ใหญ่เคลียร์กันให้จบก่อน ด้าน “รังสิมันต์ โรม” ลั่นตรวจสอบต่อแม้ “ธรรมนัส” จ่อเป็นฝ่ายค้านด้วยกัน อ้างไม่อยากเห็นกลุ่มสีเทา

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลภูมิใจไทยได้ลงตัวแล้ว โดยรัฐบาลภายใต้แกนนำของพรรคภูมิใจไทย ด้วยคะแนนเสียง 193 เสียง และ มีพรรคร่วมรัฐบาล ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 74 เสียง และพรรคเล็กทั้งหมดรวม 33 เสียง เว้นไว้ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง ที่จะไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลทำให้รัฐบาลมีเสียงทั้งหมด 300 เสียง

รายงานข่าวแจ้งว่า การตัดสินใจครั้งนี้ ทำให้พรรคฝ่ายค้าน ประกอบด้วย พรรคประชาชน 118 เสียง พรรคกล้าธรรม 58 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 22 เสียง และพรรครวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง รวมทั้งหมด 200 เสียง

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับสาเหตุที่สรุปตัวเลขดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพเพียงพอแล้ว และผู้ใหญ่ในพรรคต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อให้ประชาชนพึงพอใจ และยังเห็นว่าหากมีพรรคร่วมมากขึ้น จำเป็นต้องแบ่งโควต้ารัฐมนตรีให้พรรคอื่นอีก

เปิดโผรมต.คนนอก5เก้าอี้

ในขณะที่มีสัดส่วนรัฐมนตรีคนนอกแล้ว 5 ตำแหน่ง หากแบ่งเพิ่มอีกจะส่งผลกระทบต่อพรรคแกนนำอย่างภูมิใจไทย ที่มีเสียง ส.ส.ถึง193เสียง

ทั้งนี้ รายงานข่าวแจ้งอีกว่า สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีคนนอก 5 คนจะประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯดูแลเรื่องกฎหมาย และอีกตำแหน่งคาดว่าจะเป็นนายปรีดี ดาวฉาย รมว.พลังงาน

รายงานแจ้งอีกว่า สำหรับเก้าอี้ ครม.ของพรรคเพื่อไทยยังคงอยู่ที่ 5 กระทรวง คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ส่วนนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทย จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้หรือไม่ ให้เป็นการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยเอง

ผ่าปมกธ.วืดเข้าร่วมรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาล ล่าสุด มีความชัดเจนแล้วว่าพรรคภูมิใจไทยจะไม่เลือก พรรคกล้าธรรม เข้าร่วม รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องจากในช่วงการเลือกตั้งมีหลายพื้นที่ที่สู้กันหนักทั้งที่มีข้อตกลงกันแล้วว่าจะหลบเขตให้กันส่งผลให้ผู้สมัครสส.พรรคภูมิใจไทยแพ้การเลือกตั้งหลายพื้นที่ น้ำเงินร่วงหลายจุดอีกทั้งพรรคกล้าธรรมเป็นพรรคที่น่ากลัวในการต่อสู้ระยะยาวของพรรคภูมิใจไทยเพราะเล่นเกมในสนามเลือกตั้ง วิธีการเดียวกันและทรงพลังตรงเป้า

ขณะเดียวกัน เสียงของพรรคกล้าธรรม 58 ที่นั่งมาเยอะเกินปกติ มีอำนาจต่อรองสูง หากเข้าร่วมรัฐบาล อาจจะเกรงว่าจะทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพอีกทั้งหากดึงพรรคกล้าธรรมเข้ามาเสียงรัฐบาลสูงเกินจำเป็นทำให้สัดส่วนเฉลี่ยจำนวนสส. ต่อ 1โควตารัฐมนตรี อาจจะพุ่งไปเกินค่าเฉลี่ย10สส. ต่อ 1โควตารัฐมนตรี ที่สำคัญภาวะบ้านใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ที่มีจำนวนมาก ต่างลุ้นเก้าอี้รัฐมนตรีเช่นกัน

‘ผู้กอง’ต่อรองคุมเก้าอี้เดิม3กท.

นอกจากนี้ทางพรรคกล้าธรรมยังต่อรองขอเก้าอี้กระทรวงเดิมอาทิกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขณะที่พรรคภูมิใจไทยต้องการให้นางศุภจี มากำกับทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯเพื่อสร้างผลงาน รวมถึงเหตุผลที่ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผา ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ยังต้องการนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี ซึ่งแกนนำพรรคภูมิใจไทยหวั่นว่าจะถูกยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความคุณสมบัตินายกฯได้

ทั้งนี้ จะทำให้พรรคขั้วฝ่ายค้าน ประกอบด้วย พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรม จะเป็น 3 พรรคหลักในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

ในส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรมนั้น นายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์ถึง กระแสข่าวว่า พรรคภูมิใจไทยปิดดีลตั้งรัฐบาล 300 เสียงโดยไม่มีพรรคกล้าธรรมว่าตนยังไม่ทราบเรื่อง เพราะมาต่างประเทศ

ขณะที่ นายธนกฤต จิตอารีย์รัตน์ โฆษกพรรคกล้าธรรมกล่าวถึงกระแสดังกล่าวว่าตนเองยังไม่ทราบ และไม่ได้ยินข่าวดังกล่าว ผู้ใหญ่ยังไม่ได้บอกอะไร ถ้ามีอะไรคงจะรู้กันในพรรค หรือกรรมการบริหารพรรค แต่ตอนนี้ยังไม่มี คงเป็นไปตามข่าวที่ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมแจ้งให้สื่อมวลชนทราบ ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ

‘อนุทิน’กราบ’สมเด็จธงชัย’ครบ73ปี

วันเดียวกัน ที่วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กทม.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ทำบุญอายุวัฒนมงคล สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เนื่องในมงคลวาระเจริญอายุครบ 73 ปี โดยได้รับเมตตาจาก สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นประธาน และพระสงฆ์วัดไตรมิตรวิทยาราม ประกอบพิธี

โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พุทธศาสนิกชนและศิษยานุศิษย์ ร่วมพิธี ณ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร

อยากให้ปชป.เป็นรบ.-ฝ่ายค้าน

ด้าน นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความสั้นๆแต่ทรงพลังผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “อยากให้ พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมรัฐบาล/ฝ่ายค้าน แสดงความคิดเห็นมาครับ”

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)ว่าน.ส.ตรีนุช เทียนทอง ว่าที่ สส.สระแก้ว รักษาการหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะได้นัดเรียกประชุมคณะกรรมการบริการบริหารพรรคในวันอังคารที่ 24 ก.พ. นี้ ในเวลา13.30 น.เพื่อขอมติที่ประชุมในการให้ 5 ว่าที่ สส.พรรคพปชร.สนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ในวันที่ 7 มี.ค.นี้พรรคพปชร.จะประชุมพรรคเพื่อขอมติที่ประชุมแต่งตั้ง น.ส.ตรีนุช เป็นหัวหน้าพรรคพปชร.ต่อไปด้วย

ตั้งรบ.รอ‘พปชร’เคาะแตะ291เสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว ล่าสุดในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 สำหรับเสียงของฝั่งพรรคที่สนับสนุนรัฐบาลขณะนี้แบ่งเป็นพรรคภูมิใจไทย 193 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง พรรคใหม่ 1 เสียง พรรครวมใจไทย 1 เสียง พรรคไทยทรัพย์ทวี 1 เสียง พรรครวมพลังประชาชน 1 เสียง พรรคมิติใหม่ 1 เสียง พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียงและพรรคทางเลือกใหม่ 1 เสียง

โดยในวันที่ 24 ก.พ.นี้ หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ มีมติสนับสนุนนายอนุทินเป็นเป็นนายกฯจะทำให้มีอีก 5 เสียงของพรรคพลังประชารัฐ เข้ามาสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้เสียงสนับสนุนในฝั่งของพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการจะมีจำนวนทั้งสิ้น291 เสียง

ซัดปล่อยข่าวไม่ดึงกธ.ย้ำรอกกต.

ด้านแหล่งข่าวระดับสูงพรรคภูมิใจไทยกล่าวถึงกระแสข่าวที่ระบุว่ามีการปิดดีล 300 เสียงโดยพรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ไปเป็นฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาชนว่า ไม่เป็นความจริง ร้อยเปอร์เซ็นต์ ขณะนี้รอการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)อย่างเป็นทางการ ถึงจะเริ่มขั้นตอนต่อไปตามลำดับ ส่วนโผรายชื่อที่ออกมา ก็ไม่ได้มาจากพรรคภูมิใจไทย มีใครจงใจปล่อยออกมาผ่านสื่อเพื่อสกัดใครในพรรคหรือไม่

นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสข่าวพรรคกล้าธรรมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม มีแนวโน้มสูงที่จะถูกเขี่ยให้เป็นฝ่ายค้าน พรรค ปชน. ยินดีต้อนรับหรือไม่ เพราะ ร.อ.ธรรมนัส เคยฟ้องร้องคนของพรรค ปชน. หลายคดี ว่า คงพูดไม่ได้ ว่ายินดีต้อนรับหรือไม่ เพราะฝ่ายค้าน ไม่ได้เกิดจากการจับมือกันเป็น พรรค ปชน. ทำเต็มที่กับบทบาท เราไม่ได้สนใจว่า ใครบ้างมาเป็นฝ่ายค้านด้วย ไม่ได้ยินดียินร้าย ขณะที่เรื่องทุนสีเทา เราก็เดินหน้าตรวจสอบต่อได้อยู่แล้ว การที่ถ้าหาก ร.อ.ธรรมนัส เป็นฝ่ายค้าน จริงๆตามข่าวก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่ตรวจสอบ ร.อ.ธรรมนัส

พร้อมย้ำว่าส่วนเรื่องนายเบน สมิธก็คงต้องเดินหน้าต่อ เรื่องเบน สมิธก็ไม่ได้เกี่ยว แค่กับ ร.อ.ธรรมนัสคนเดียว ยังมีอีกหลายคนที่มาเกี่ยว แม้กระทั่งในเรื่องการเซ็นเอ็มโอยูของบริษัทสิงคโปร์ที่เชื่อมโยงกับเรื่องการสแกนม่านตา เราต้องเดินหน้าเช่นกัน เราจะพยายามทำหน้าที่ ไม่อยากให้บรรดาพวกสีเทาเข้ามามีอำนาจรัฐได้ เพราะความเสียหายของประเทศมันหยั่งรากลึกอย่างแน่นอน

ย้ำไม่อยากเห็นตั้ง รมต.สีเทา

เมื่อถามว่าคิดอย่างไร กรณีที่ปัจจัยเรื่องโควตาเก้าอี้รัฐมนตรี อาจเป็นสาเหตุที่พรรคกล้าธรรม ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ถ้าเป็นพรรค ปชน. ตั้งรัฐบาล จะเน้นคุณสมบัติคนมาทำงาน ต้องมีความรู้ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญเป็นหลัก มันคงไม่ได้เป็นภาพสะท้อนมุ้ง เป็นภาพสะท้อนกลุ่มก๊วนการเมือง แต่สิ่งที่ตนอยากเห็นก็คือคนที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี จะต้องเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ ไม่ควรจะเป็นคนที่มีประวัติทุจริตและคอร์รัปชัน หรือมีการบริหารราชการแผ่นดินที่ทำให้เกิดความเสียหาย ประเทศไทยเราเสียหายมามากพอแล้ว ไม่รู้ว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะเกิดขึ้นต่อไปอย่างไร แต่เราไม่อยากเห็นใครก็ตามที่มีประวัติสีเทา และคอร์รัปชันเข้าไปเป็นรัฐมนตรีอีก

‘ชัยวุฒิ’เตือนเจอ3พรรคฝ่ายค้าน

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีหลังจากที่มีกระแสข่าวจัดรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ รวมเสียงได้ประมาณ 300 เสียงว่าไม่ใช่เรื่องเหนือคาดหมาย ทิศทางการจัดตั้งรัฐบาล ดูเหมือนจะดีลจบลงตัว เสียงสนับสนุนท่วมท้นกว่า 300 เสียง แม้รัฐบาลจะมีเสียงข้างมากในสภา แต่เส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ จะต้องเผชิญหน้ากับพรรคฝ่ายค้านที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี”นำโดยพรรคประชาชน, พรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งการมีฝ่ายค้าน3พรรคหลักนี้ก็จะช่วยให้การตรวจสอบรัฐบาล ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร ในการถ่วงดุลกันพอสมควร และทำให้สามารถตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างเต็มที่

จี้แก้ปากท้อง/ทวงอย่าลืมคำสัญญา

หัวหน้าพรรครักชาติยังกล่าวถึงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยว่า ต้องเร่งนโยบายปากท้อง ประชาชนรอความหวังมานาน นโยบายที่เคยประกาศไว้ตอนเลือกตั้งต้องเริ่มทันที พร้อม ขยี้ปมรวยกระจุก วาทกรรมที่ว่า“ประชาชนจะรวย จนทนไม่ไหว”จะสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจมหภาคและจุลภาคได้จริงหรือไม่

“ที่สำคัญรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นเต็มไปด้วยความคาดหวังของพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้ง นโยบายอะไรที่ “อนุทิน”หาเสียงไว้ ก็ขอให้เร่งทำให้สำเร็จและก็แก้ปัญหาพี่น้องประชาชนให้ได้ทุกๆเรื่อง โดยเฉพาะที่บอกว่า ประชาชนจะร่ำรวยขึ้นอย่างแน่นอน รวยจนทนไม่ไหว ก็ขอให้รีบทำให้สำเร็จจริงๆ ตอนนี้ปัญหาปากท้อง ปัญหาเศรษฐกิจ เป็นปัญหาใหญ่ที่ประชาชนทุกคนรอความหวังจากการทำงานของรัฐบาล ท่านนายกฯ ต้องทำให้ตรงใจประชาชน ตอบโจทย์ความต้องการพี่น้องประชาชน”นายชัยวุฒิ กล่าว

‘ไทยภักดี’ยังไม่มีติดต่อร่วมรบ.

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าพรรคไทยภักดีสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯว่าตนเองยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าวและเพิ่งเห็นข่าวจากภาพแคปที่มีผู้นำมาให้ดู ยืนยันไม่เป็นความจริง ยังไม่มีใครติดต่อมาเลย ยังเงียบๆอยู่ พรรคเราเป็นพรรคเล็กก็ไม่ได้เร่งรีบอะไร เห็นว่ายังมีเวลาก็แปลกใจว่าทำไมมีข่าวออกไป เพราะถ้าจะไปร่วมจริงก็ควรมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมย้ำว่า ถึงขนาดนี้ ก็ยังไม่มีแกนนำของพรรคภูมิใจไทยติดต่อมาแต่อย่างใด

ทสท.ย้ำจุดยืนแก้รธน.รายมาตรา

นายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย(ทสท.)เปิดเผยถึงกรณีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม โฆษกพรรคประชาชนออกมาตั้งคำถามถึงแนวทางการต่อสู้เพื่อนโยบายของพรรคไทยสร้างไทยด้านการปราบโกงรวมถึงกล่าวถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในประเด็นการคืนอำนาจให้ประชาชนเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระว่า เรื่องดังกล่าว ถือเป็นสิ่งที่พรรคไทยสร้างไทยได้นำเสนอและประกาศเป็นนโยบายหลักมาโดยตลอดและพยายามผลักดันตั้งแต่สภาชุดที่แล้วในรูปแบบการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบรายมาตรา

“ดังนั้นต่อคำถามที่ว่าพรรคไทยสร้างไทยจะยืนหยัดการผลักดันการปราบโกงหรือไม่ ขอยืนยันได้ว่าถ้าได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายโดยไม่ยึดติดคำว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ร่างกฏหมายที่พรรคไทยสร้างไทยเตรียมไว้ ก็จะสามารถเข้าสู่สภาได้เพราะต้องได้รับเสียงสนับสนุนจาก สส.ให้ครบจำนวน”นายปริเยศ ย้ำ

โต้’ไอติม’ ร่วมรบ.หนูไม่เสียจุดยืน

โฆษกพรรคไทยสร้างไทย กล่าวต่อว่า แม้ที่ผ่านมาพรรคไทยสร้างไทยจะเคยพยายามขอความร่วมมือและขอความสนับสนุนจากหลายฝ่ายรวมถึงเพื่อนร่วมฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน(ก้าวไกลเดิม)มาแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควรในสภาชุดที่แล้ว แต่ครั้งนี้ในช่วงการหาเสียงที่ผ่านมาตนได้พบกับคุณพริษฐ์ในหลายเวทีและได้รับการยืนยันจากทางพรรคประชาชนว่าจะร่วมผลักดันแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบรายมาตราควบคู่ไปกับการทำฉบับใหม่ที่ใช้เวลาอีกพักหนึ่งจึงถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ทุกพรรคจะร่วมกันผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อการต่อสู้กับคอรัปชั่นให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ โดยไม่ยึดติดคำว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาล

“อย่าชี้นำว่าการที่ไทยสร้างไทยได้รับคำเชิญให้ร่วมสนับสนุนนายกรัฐมนตรีจากภูมิใจไทย จะเป็นการเสียจุดยืนด้านการปราบโกงเพราะความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น และถือเป็นการด้อยคุณค่าพรรคการเมืองที่ทำงานร่วมกันมาโดยตลอดด้วยไมตรี ซี่งตนมั่นใจว่าเป็นเพียงการตั้งคำถามด้วยความห่วงใยจากคุณพริษฐ์ที่มีต่อทางพรรคไทยสร้างไทยเท่านั้น จึงถือโอกาสนี้สร้างความมั่นใจให้กับทางคุณพริษฐ์อีกครั้ง”โฆษกไทยสร้างไทย กล่าว

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ผมคิดว่าทุกๆ กระทรวงมีความท้าทาย และคิดว่าผู้บริหารทุกคนมีความสามารถ มีบุคลิก มีวิธีการทำงานที่แตกต่างกัน ท้ายที่สุดก็ต้องมาดูที่ผลงาน จะมาบอกว่าวิธีการของคนโน้นถูก คนนั้นผิด ผมว่ามันต้องมาวัดที่ผลงานมากกว่า”

นายไชยชนก ชิดชอบ

เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

กกต.อ่วมหนักถูกถล่มไ่ล่บี้ พิสูจน์‘บาร์โค้ด’ ให้ศาลได้ชี้ขาด‘ลับ-ไม่ลับ’

กกต.อ่วมหนักถูกถล่มไ่ล่บี้ พิสูจน์‘บาร์โค้ด’ ให้ศาลได้ชี้ขาด‘ลับ-ไม่ลับ’

กกต.อ่วมหนักถูกถล่มไ่ล่บี้ พิสูจน์‘บาร์โค้ด’ ให้ศาลได้ชี้ขาด‘ลับ-ไม่ลับ’

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กกต.อ่วมหนักถูกถล่มไ่ล่บี้ พิสูจน์‘บาร์โค้ด’ ให้ศาลได้ชี้ขาด‘ลับ-ไม่ลับ’ ถ้ายังปล่อยคาราคาซัง เลือกตั้งใหม่ซื้อเสียงอื้อ กกต.ท่องคาถาโปร่งใส

“ปริญญา” แนะกกต.พิสูจน์เลย บาร์โค้ดทำลายหลักการเลือกตั้งโดยลับไหม จะได้รู้ “วิษณุ” หรือ “บวรศักดิ์” ใครพูดถูก ด้าน “จาตุรนต์ ฉายแสง” ขย่มซ้ำปมร้อนบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ชี้ขัดหลักการลงคะแนนลับอย่างร้ายแรง เสนอให้ศาลฟันธงให้จบ ฝ่าย กกต. ท่องคาถาสุจริต-เที่ยงธรรม-ถูก ก.ม.

จากกรณี นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ออกมาให้ความเห็นทางกฎหมายกรณีการพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง ตอนหนึ่งว่า “คำว่าลับในรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ที่ระบุว่า การเลือกตั้งต้องทำโดยตรงและลับ มันไม่ได้หมายความว่าเป็นความลับตอนไหน แต่มันหมายความว่า ต้องเป็นความลับตลอดเวลา คือ เป็นความลับไปกับโลกนี้เลย” ขณะที่ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ เห็นต่างว่า “มาตรา 85 ที่บัญญัติให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยโดยตรงและลับ กูรูบางคนไปไกลเข้าทำนอง เหาะเกินลงกา ว่า ลับหมายถึงลับทั้งโลก ไม่ให้มีใครรู้เลยทั้งโลก” นั้น

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก [ วิธีการพิสูจน์ว่า บาร์โค้ดทำลายหลักการเลือกตั้งโดยลับแล้วหรือยัง: กกต. จัดเลือกตั้งสาธิตให้พิสูจน์กันเลย ] โดยมีเนื้อหาดังนี้

อาจารย์บวรศักดิ์พูดถูกในเรื่องที่ว่าหลายประเทศก็มีบาร์โค้ดที่ย้อนไปถึงต้นขั้วได้ แต่ประเด็นสำคัญคือ ประเทศที่เคยใช้ก็ยกเลิกกันไปหลายประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ สวีเดน เพราะสุ่มเสี่ยงว่า จะเกิดปัญหาต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับ

ส่วนประเทศที่ยังใช้บาร์โค้ดที่เป็นลำดับเลข (serial number) ที่สามารถย้อนไปดูได้ว่า ผู้เลือกตั้งเลือกใคร เช่น อังกฤษ และสิงคโปร์ นั้น กฎหมายเลือกตั้งของเขาเขียนรองรับไว้ และกำหนดให้เก็บบัตรเลือกตั้ง และต้นขั้วบัตรเลือกตั้งแยกกันอย่างเด็ดขาด โดยจะปิดผนึกอย่างแข็งแรง ไม่มีใครเปิดได้นอกจากมีคำสั่งศาลเท่านั้น จึงยังพอรักษาหลักการเลือกตั้งโดยลับไว้ได้ครับ

จี้กกต.พิสูจน์ให้ชัดไปเลย

แต่ของประเทศไทย พรป. เลือกตั้ง ส.ส. กำหนดไว้แต่เพียงว่าให้บัตรเลือกตั้งเป็นไปตามที่ กกต. กำหนด (มาตรา 85) ไม่ได้เขียนรองรับให้ กกต. ทำบัตรเลือกตั้งแบบมีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดที่เป็นลำดับเลขแบบนี้ได้ แล้วในระเบียบเลือกตั้ง ส.ส. ที่ กกต. ออกเอง ก็กำหนดไว้แต่เพียงให้มี “รหัส” หรือ “เครื่องหมาย” เพื่อ “ป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง” เท่านั้น (ข้อ 129 วรรคสอง) ไม่ได้ให้ทำบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดซีเรียลนัมเบอร์แบบนี้ครับ

ที่สำคัญคือ ในระเบียบเลือกตั้ง ส.ส. กำหนดให้เก็บบัตรเลือกตั้ง และต้นขั้วไว้ด้วยกันที่สถานที่เก็บหีบบัตรเลือกตั้งของแต่ละเขต (ระเบียบเลือกตั้งข้อ 184) คือต่อให้แยกหีบกัน ก็เก็บไว้ที่เดียวกัน โดยไม่มีการปิดผนึกแน่นหนาแบบอังกฤษและสิงคโปร์ เพราะหีบบัตรรัดสายรัดบ้างไม่รัดสายรัดบ้าง หลายหีบกระทั่งปิดเทปยังไม่ปิด แม้จะปรากฏหลักฐานชัดเจน กกต. ก็มิได้ว่าอะไร ไม่ต้องพูดถึงว่าสถานที่เก็บมีความรัดกุมแค่ไหน แล้วถ้าคนใน กกต. จะไปเปิดหีบแสกนดูจะป้องกันอย่างไร กกต. ไม่มีมาตรการพวกนี้ออกมาให้ประชาชนมั่นใจแม้แต่น้อยครับ

อย่าให้ชาวบ้านสงสัย

แล้วในเรื่องที่ว่าบาร์โค้ดแสกนย้อนไปต้นขั้วได้หรือไม่นั้นจริงๆ จบแล้วครับ เพราะพิสูจน์กันแล้วแสกนไปถึงต้นขั้วได้จริง ตอนนี้ กกต. เหลือเรื่องเดียวที่ยังพอปกป้องหลักการเลือกตั้งโดยลับไว้ได้ และยืนยันมาโดยตลอดคือ ถึงแม้จะแสกนไปถึงต้นขั้วได้จริง แต่ไม่มีทางรู้ได้ว่าใครเลือก

ผมเสนอว่า ให้ กกต. จัดการเลือกตั้งสาธิตพิสูจน์กันไปเลยครับ โดยใช้บัตรเลือกตั้งที่เหลือ ให้คนที่บอกว่ามีวิธีการรู้ได้ว่าใครเลือกใครแม้จะไม่มีต้นขั้ว ให้พิสูจน์กันเลยว่าต่อให้แสกนได้ ก็ไม่รู้ว่าใครเลือก

อาจารย์บวรศักดิ์ หรืออาจารย์วิษณุ ใครพูดถูก ใครพูดผิด ใครเหาะเกินลงกา บาร์โค้ดทำลายหลักการเลือกตั้งโดยลับไปแล้วหรือยัง พิสูจน์กันให้สิ้นสงสัยกันไปเลยครับ!

จาตุรนต์ตามซ้ำกกต.

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นกรณีที่ความผิดปกติในการพิมพ์ “บาร์โค้ด” ลงบนบัตรเลือกตั้งว่า หลายฝ่ายเห็นตรงกันแล้วว่าการมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่าใครเลือกใคร การเลือกตั้งจึงไม่เป็นไปโดยลับ ดังนั้น เรื่องเร่งด่วนเฉพาะหน้าก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหม่เป็นรายหน่วยหรือรายเขตหรือจะเลือกตั้งใหม่หมดก็ตาม จำเป็นต้องหาทางให้ศาลที่มีอำนาจได้วินิจฉัยให้เป็นที่ยุติเสียก่อนหรือไม่ว่า การใส่บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง หากเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับ จะทำอีกไม่ได้ หากปล่อยให้ กกต.จัดการเลือกตั้งโดยมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งได้อีก การใช้อำนาจ อิทธิพลและการซื้อเสียงก็จะยิ่งมีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้นไปอีก เพราะทุกฝ่ายรู้แล้วว่าเมื่อเลือกตั้งเสร็จ จะมีคนสืบรู้ได้ว่าใครเลือก

“เพนกวิน”ชี้เอาผิดกกต.

นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน นักกิจกรรมทางการเมืองโพสต์ แถลงการณ์กลุ่มเพื่อนไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสันA Statement from the Thai Studies Friends at UW-Madisonระบุว่า กลุ่มเพื่อนไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ขอประณามพฤติการณ์ส่อทุจริตการเลือกตั้งจากกรณีการจัดทำบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบ่งบัญชีรายชื่อ และเรียกร้องให้ดำเนินคดีทางกฎหมายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งจากกรณีดังกล่าว

สืบเนื่องจากที่ได้ปรากฏว่าในกระบวนการจัดทำบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมามีการแทรกแถบรหัสแม่เหล็ก (Barcode) ซึ่งสามารถใช้ยืนยันข้อมูลตัวตนของผู้ลงคะแนนในบัตรเลือกตั้งแต่ละบัตรได้ กลุ่มเพื่อนไทยคดีศึกษาเห็นว่าการจัดทำบัตรเลือกตั้งในลักษณะดังกล่าวขัดต่อหลักการลงคะแนนเสียงโดยลับ (Secret Ballot) อย่างร้ายแรง

เลือกตั้งต้องมีมาตรฐาน

หลักการดังกล่าวนอกจากจะได้รับการรับรองอย่างชัดแจ้งโดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งแล้ว ยังถือเป็นหลักการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยซึ่งประชาคมนานาชาติต่างให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือว่าประเทศต่าง ๆ ซึ่งมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยต่างมีมาตรการคุ้มครองมิให้ผู้อื่นผู้ใดสามารถล่วงรู้ว่าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งแต่ละคนได้ลงคะแนนเสียงอย่างไร เพื่อให้ผู้ใช้สิทธิสามารถลงคะแนนตามวิจารณญาณของตนได้อย่างเสรีโดยปราศจากแรงกดดันภายนอก ทั้งเป็นการป้องกันมิให้เกิดการขู่เข็ญบังคับผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนไปทางใดทางหนึ่ง รวมถึงเป็นการป้องกันมิให้เกิดการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการลงคะแนนเสียง

ดังนั้น ประเทศประชาธิปไตยส่วนมากจึงยึดถือหลักการลงคะแนนเสียงโดยลับอย่างเคร่งครัด คือจะต้องจัดการลงคะแนนลับให้ไม่สามารถมีผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลได้ว่าผู้ใช้สิทธิแต่ละคนลงคะแนนเสียงอย่างไร ไม่ว่าจะกระทำด้วยวิธีการใด ๆ จนแม้กระทั่งรัฐและผู้จัดการเลือกตั้งก็ไม่สามารถล่วงรู้ได้

เมื่อปรากฏว่าแถบรหัสแม่เหล็กบนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อสามารถใช้เชื่อมโยงแสดงข้อมูลตัวตนของผู้ลงคะแนนเสียงบนบัตรดังกล่าวได้นั้น ไม่ว่าทางคณะกรรมการการเลือกตั้งจะได้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อผู้ใดหรือไม่ ก็ย่อมต้องถือว่าเป็นการละเมิดหลักการลงคะแนนเสียงโดยลัยอย่างชัดแจ้ง

ประนามบัตรเลือกตั้งทำละเมิด

กลุ่มเพื่อนไทยคดีศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ในฐานะกลุ่มนักศึกษานานาชาติระดับบัณฑิตผู้สนใจศึกษาด้านไทยคดีและห่วงใยต่อสถานการณ์ในประเทศไทย จึงขอประณามการจัดทำบัตรเลือกตั้งอันละเมิดหลักการลงคะแนนโดยลับที่เกิดขึ้น และขอให้ดำเนินการทางกฎหมาย ทั้งต่อการเลือกตั้งและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการจัดทำบัตรเลือกตั้งดังกล่าว เพื่อเป็นการรักษาความมั่นคงการปกครองระบอบประชาธิปไตยและเป็นการพิทักษ์สิทธิพลเมืองขั้นพื้นฐานของประชาชนไทย เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยและสิทธิพลเมืองในประเทศไทยจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน

กกต.อัด”มาร์ค”อย่ามั่ว

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ออกเสียงชี้แจงกรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีความเห็นว่าบัตรออกเสียงประชามติไม่ปลอดภัย ยืนยันว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมาตรการป้องกันและเป็นไปตามกฎหมาย

โดยระบุว่า ตามที่ปรากฎเป็นข่าวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชา ธิปัตย์ ได้ให้ความเห็นว่า”บัตรประชามติ ไม่ปลอดภัย”นั้น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอชี้แจงว่า ความเห็นดังกล่าวไม่เป็นความจริง

ในบัตรออกเสียงประชามติมีการกำหนดรหัส หรือเครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใดเป็นกรณีพิเศษ เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรออกเสียงประชามติ และมีมาตรการในการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นไปตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2565 ข้อ 68 วรรคสาม กำหนดให้ “คณะกรรมการการเลือกตั้งอาจกำหนดให้มีรหัส หรือเครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษในบัตรออกเสียงโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรออกเสียง” และที่สำคัญบัตรออกเสียงประชามติ เป็นหัวใจสำคัญที่ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ใช้ในการลงคะแนนโดยตรงและลับ เพื่อเป็นไปตามเจตจำนงของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอยืนยันว่า หน้าที่ของเรา คือ ทำให้การออกเสียงประชามติและการเลือกตั้งครั้งนี้ “สุจริต เที่ยงธรรม และเป็นไปตามกฎหมายทุกขั้นตอน”

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

1.“ท้องที่ที่เริ่มรับราชการครั้งแรก” หมายความว่าท้องที่ที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ปฏิบัติราชการ หรือมีคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการ และได้มีการรายงานตัวเพื่อปฏิบัติราชการตามพระราชกฤษฎีกานี้เป็นครั้งแรก

2.เดินทางไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่ มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านราชการเท่าที่ต้องจ่ายจริงตามที่สมควรแก่สภาพแห่งบ้าน แต่อย่างสูงไม่เกินจำนวนเงินที่กำหนดไว้ ตามบัญชีอัตราค่าเช่าบ้านข้าราชการท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ ทั้งนี้เว้นแต่ผู้นั้น

(1) ทางราชการได้จัดที่พักอาศัยให้ตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด

(2) มีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรสในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่ โดยไม่มีหนี้ค้างชำระกับสถาบันการเงิน

(3) ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานใหม่ในต่างท้องที่ ตามคำขอของตนเอง

(4) ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่ที่เป็นท้องที่ที่เริ่มรับราชการครั้งแรก หรือท้องที่ที่กลับเข้ารับราชการใหม่ด้วย

(ให้ดูรายละเอียดในพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2547, พ.ร.ฎ.ฯ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2550 และ พ.ร.ฎ.ฯ ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2556 มาตรา 7 และมาตรา 7/1 ด้วยครับ)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

อนุทิน ​ขอบคุณคนเมืองเพชร เลือกภูมิใจไทยยกจังหวัด สัญญาจะนำความผาสุข อยู่ดีกินดี มามอบให้

อนุทิน ​ขอบคุณคนเมืองเพชร เลือกภูมิใจไทยยกจังหวัด สัญญาจะนำความผาสุข อยู่ดีกินดี มามอบให้

อนุทิน ​ขอบคุณคนเมืองเพชร เลือกภูมิใจไทยยกจังหวัด สัญญาจะนำความผาสุข อยู่ดีกินดี มามอบให้

วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.40 น.

“อนุทิน”ขอบคุณคนเมืองเพชรเลือกภูมิใจไทยยกจังหวัด สัญญาจะนำความผาสุข อยู่ดีกินดี และเกียรติภูมิของไทย มามอบให้ ปลื้มยูเนสโกยกเพชรบุรี เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร หยอดมาแล้วต้องลืมคำว่าเบาหวาน ร่วม“รำวงเขาวัง” ครึกครื้น

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.20 น. ที่อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนครคีรี ที่อ.เมือง จ.เพชรบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวเปิด “พระนครคีรี-เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ประจำปี 2569

นายอนุทิน ขึ้นเวทีกล่าวเปิดงานว่า ขอแนะนำคณะของตนที่ร่วมเดินทางมาในที่นี่ด้วย เพื่อให้ได้รู้จักและถือว่าพวกเราพร้อมยินดีรับใช้พี่น้องชาวเพชรบุรี ที่ได้ให้ความไว้วางใจกับพวกเรา ให้ สส. ทั้งจังหวัด 3 คน ต้องขอกราบขอบพระคุณจริงๆ และวันนี้ยังมีคณะรัฐมนตรี(ครม.) มาที่นี่ด้วย ตนตื่นเต้นดีใจ ไม่ได้ถูกบังคับมาแต่มาด้วยใจ อยากมาเจอชาวเพชรบุรี ตื่นเต้นกันทุกคน ไม่ผิดหวังที่จะเห็นความสวยงามของจ.เพชรบุรี มองไปทางซ้ายก็เห็นเขาวังที่มีความสวยงาม โดยเฉพาะเมื่อเวลาประดับไฟเหมือนเป็นสวรรค์บนดินของพวกเราทุกคน ตนดีใจและภาคภูมิใจแทนชาวเพชรบุรี

“ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี และนายก อบจ.เพชรบุรี บังคับให้ตนมา บอกว่าปีนี้ยังไงต้องมาให้ได้จะจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ มาขอพบกับชาวเพชรบุรีให้มีความใกล้ชิดยิ่งขึ้น เขาเลือกท่านยกจังหวัดจะไม่มาได้อย่างไร ตนจะติดภารกิจหนักหนาแค่ไหนก็ต้องมาพบชาวเพชรบุรีวันนี้ให้ได้ ไม่ผิดหวังได้รับรอยยิ้ม ได้รับการต้อนรับจากพี่น้อง ตนรู้สึกได้เลยว่านั่งรถมาเห็นรอยยิ้ม เสียงเรียก คำทักทาย จนต้องสั่งให้หยุดรถและลงมาทักทายประชาชนไม่สามารถอยู่ในรถได้ ขอบคุณไมตรีที่ชาวเพชรบุรีได้มอบให้กับตนและภรรยาและคณะรัฐมนตรีของผมอย่างอบอุ่น”

นายกฯกล่าวว่า มาเที่ยวจ.เพชรบุรีแล้วต้องลืมคำว่าเบาหวาน ต้องมาชิมขนมเมืองเพชร รู้ดีว่าคนเราห่วงสุขภาพก็ลดความหวานลดน้ำตาลลง แต่ยังคงความหอมความอร่อยอยู่ ตนเชื่อว่าเพชรบุรียังเป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงในเรื่องของอาหารถิ่นรสเลิศ ยูเนสโกยกให้จ.เพชรบุรีเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีมรดกโลกทางธรรมชาติที่ล้ำค่า อย่างป่าแก่งกระจาน แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น

การจัดงานในวันนี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่ง ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และยังเป็นเวทีแห่งการอนุรักษ์มรดกท้องถิ่น และการแสดงออกถึงความจงรักภักดีที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างพร้อมเพรียง รวมทั้งขอชื่นชมการแต่งชุดไทยอย่างงดงาม

ตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาล สัญญาว่าจะนำความผาสุข การกินอยู่ดี ความมั่นคง ความปลอดภัย และเกียรติภูมิของประเทศไทยมามอบให้กับประชาชนชาวไทยที่เคารพรักทุกคน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเปิดงานเสร็จสิ้น นายกรัฐมนตรี และภริยาพร้อมคณะรัฐมนตรี และว่าที่ สส.ได้ร่วมกัน “รำวงเขาวัง” อย่างครึกครื้นร่วมกับประชาชน ก่อนจะพากันเดินชมกิจกรรมในงานอย่างชื่นมื่น ก่อนเดินทางกลับกทม.

อนุทิน สวมชุดไทยนุ่งโจงกระเบน นั่งรถโบราณ เปิดงาน ‘พระนครคีรี-เมืองเพชร’ ใบ้หวยงวดนี้ 37 

อนุทิน สวมชุดไทยนุ่งโจงกระเบน นั่งรถโบราณ เปิดงาน ‘พระนครคีรี-เมืองเพชร’ ใบ้หวยงวดนี้ 37 

อนุทิน สวมชุดไทยนุ่งโจงกระเบน นั่งรถโบราณ เปิดงาน ‘พระนครคีรี-เมืองเพชร’ ใบ้หวยงวดนี้ 37 

วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.27 น.

“อนุทิน” ควงภริยา สวมชุดไทยนุ่งโจง นั่งรถโบราณ เปิดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” สื่อถามหวยรบ. 3 ตัวตรง 300 หรือไม่ บอกมีความสุขมา 2 วัน มลายสิ้นเมื่อเจอเธอ

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.45  น. ที่บริเวณอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนครคีรี อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมน.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา เปิดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ประจำปี 69 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเฉลิมฉลองมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดเพชรบุรี โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวราวุธ ศิลปอาชา ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผวจ. เพชรบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐและเอกชน และประชาชน ร่วมงาน

โดยนายอนุทินและภริยา ได้นั่งรถหรูโบราณเข้างาน สวมชุดไทยเสื้อกำมะหยี่สีน้ำเงินขลิบดิ้นทอง นุ่งโจงกระเบนสีม่วง ขณะที่น.ส.ธนนนท์ สวมสวมชุดไทยห่มสไบ นุ่งโจงกระเบนสีน้ำเงิน โดยมีน.ส.วิสุดา วิเชียรศิลป์ ว่าที่สส.กาญจนบุรี บุตรสาวนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย นั่งมาด้วยด้านหน้า โดยนายอนุทิน บอกว่า ให้มาเป็นบอดี้การ์ด

ทันทีที่นายอนุทิน เดินทางถึงผู้สื่อข่าวแซวว่าวันนี้แต่งกายเป็นท่านขุน ช่วยใบ้หวยรัฐบาลให้หน่อยขอ 3 ตัวตรง ใช่  300 หรือไม่ นายอนุทิน หันมาเล่นมุกบอกว่า  37 แน่นอน โดยนักข่าวทำท่าตกใจ พร้อมแซวกลับว่า 370 เลยเหรอ  นายอนุทินหัวเราะ พร้อมกล่าวว่า ฉันมีความสุขมา 2 วัน ไม่ได้เจอเธอ ความสุขฉันมลายเมื่อเจอเธอ ก่อนลงรถทักทายประชาชน ทั้งนี้กลุ่มสตรีชุมชนจังหวัดเพชรบุรีหลายอำเภอ ยืนรอต้อนรับนายอนุทินพร้อมตะโกนว่า “ เรารักพี่หนู เรารักพี่หนู หวานเจี๊ยบ” ด้านนายอนุทิน กำมือด้านขวาและประทับที่หน้าอกตอบกลับ

จากนั้นนายกฯ สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ฯ บริเวณอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ พระนครคีรี