ปิดตำนานหมาหลง สภ.เมืองพัทยา ส่งคืน ‘หมู่ไซ’ สุนัขพลัดหลงสู่อ้อมอกเจ้าของ

17 กันยายน 2569 เวลา 19:37 น.

หมา

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่เกิดเรื่องราวสุดน่ารักขึ้นสร้างรอยยิ้มไปทั่วโลกออนไลน์ เมื่อเพจเฟซบุ๊ก สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ได้โพสต์ภาพและคลิปวิดีโอประกาศตามหาเจ้าของให้กับสุนัขพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกีตัวหนึ่งที่พลัดหลงมา ซึ่งขณะนี้อยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของพี่ ๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจ

ล่าสุดวันนี้ 17 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก สภ.เมืองพัทยา โพสต์อัปเดตความคืบหน้าของสุนัขพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกีได้กลับคืนสู่เจ้าของแล้วด้วยคลิปวิดีโอความยาว 1 นาที 42 วินาที พร้อมข้อความทั้งหมดว่า “คิดถึงน้อง..หมู่ไซ…แต่คงไปไม่ได้ ก็ส่งคลิปการส่งมอบให้เจ้าของ ที่เราเอาไปไว้ที่บ้านของดาบนิกกี้ เพื่อรอส่งมอบ…เหมือนไม่อยากกลับยังไงไม่รู้ ขอบคุณ

สภ.เมืองพัทยา

นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ไปเจอแล้ว..นำน้องมาฝากไว้..ท่านมีหัวใจที่เปี่ยมด้วยความอารีย์ยิ่ เพื่อนๆชาวโซเชี่ยล ทั้งที่เราเพิ่งรู้จัก หรือแฟนพันธ์แท้เพจเรา ที่ต่างช่วยกันส่งข่าว สื่อหลายสำนักที่ช่วยกันหาเจ้าของจนพบ…ขอให้ทุกท่านจงมีความสุข..จากการได้ช่วยเหลือ..ได้ส่งต่อ ทุกการไลค์ ทุกการคอมเม้นต์ เป็นพลังแห่งการพบเจอ..ขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูง

และที่สำคัญ..ขอบใจน้อง หมู่ไซ (เราแอบตั้งกันเองเพราะน้องไม่ยอมบอกว่าชื่ออะไร) ที่เข้ามาเติมเต็มเรา..ให้เรามีความชุ่มชื่นใจ..ต่อไปครับ #หมู่ไซ #หมาหลง #ส่งคืน #ตำรวจพัทยา #กลับบ้าน ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ตำรวจภูธรภาค 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

สภ.เมืองพัทยา

หลังจากที่โพสต์ของ เพจเฟซบุ๊ก สภ.เมืองพัทยา เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“เจ้าของบอกว่าจะฝากไว้ซักอาทิตย์นึงก่อนเจอโซเชียลกดดัน”

“ในเมื่อวัดไม่รับ รู้ที่ไปล่ะ..สภ.เมืองพัทยา เรากำลังไป”

“เจ้าของบอกว่าต่อไปเราจะเข้าโครงการฝากไซไว้กับโรงพักพัทยา”

“ถ้าจะเอ็นดูขนาดนี้ขอพาไปปล่อย เอ้ย พาไปหลงแถวสภซักอาทิตย์นะครับ”

“เหมือนไม่อยากกลับ ยังไม่ได้เป็นK9เลย โซฟา ขอบโต๊ะก็ยังไม่พัง”

“พี่ตำรวจอย่าร้องนะเด่วน้อนหมู่ไซจะมาเที่ยวบ่อยๆ”

“กำลังเอาไปส่งครับ ฝากสักอาทิตย์นึง”

สภ.เมืองพัทยา
สภ.เมืองพัทยา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สภ.เมืองพัทยา

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อดีตข้าราชการตุลาการ 9 ราย

17 กันยายน 2569 เวลา 19:27 น.

วันที่ 17 กันยาน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่อดีตข้าราชการตุลาการ สังกัดศาลยุติธรรม จำนวน 9 ราย ได้รับพระราชทานทุกชั้นตรา เนื่องจากถูกลงโทษไล่ออก และให้ออกจากราชการ โดยคำสั่งอันถึงที่สุด ตามข้อ 6 และข้อ 7 (4) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 ดังนี้

ข่าวดี! เคาะต่ออายุ ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 บอร์ดกลั่นกรองฯ เผย ไม่มีปัญหาการจัดสรรงบ

17 กันยายน 2569 เวลา 19:12 น.

ไทยช่วยไทย

เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2569 ที่กระทรวงการคลัง นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ได้พิจารณาตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับการต่ออายุโครงการไทยช่วยไทย พลัส เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ ในส่วนของเงื่อนไขและรายละเอียดของโครงการฯ ยังไม่สามารถชี้แจงได้ เพราะต้องรอให้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรียบร้อยก่อน ซึ่งเป็นหน้าที่ของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง จะเป็นผู้พิจารณาว่าจะเสนอให้ ครม. พิจารณาได้ในสัปดาห์ไหน

ไทยช่วยไทย พลัส
แฟ้มภาพ

“วันนี้คณะกรรมการกลั่นกรองฯ มีการพิจารณาเพียงโครงการเดียว คือไทยช่วยไทย พลัส ส่วนรายละเอียดของโครงการทั้งหมดเป็นเรื่องของกระทรวงการคลังที่เสนอเข้ามา ขณะที่ประเด็นเรื่องเงื่อนไข หรือสูตรการใช้จ่ายในโครงการจะมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่นั้น ระยะเวลาโครงการที่ขยายออกไป ยังไม่สามารถบอกได้ ต้องรอให้ ครม. พิจารณาก่อน ส่วนจะเสนอ ครม. เมื่อไหร่ อำนาจอยู่ที่ รมว.การคลัง หากเสนอเมื่อไหร่ก็คือเมื่อนั้น” ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุ

สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับเม็ดเงินที่จะนำมารองรับการดำเนินการ ว่าจะมีการโยกเม็ดเงินจากวงเงินกู้ส่วนที่ 2 สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานมาใช้ดำเนินการหรือไม่นั้น นายลวรณ ระบุว่า ‘ไม่มีการโยกงบ’ พร้อมทั้งยืนยันอีกว่า ไม่มีปัญหาเรื่องการจัดสรรงบประมาณ

‘มัลลิกา’ นั่งหัวโต๊ะถกวิป ‘ฝ่ายค้าน-รัฐบาล’ นัดประชุมสภาฯ พิเศษ 2 ต.ค. กับ 20 พ.ย.

17 กันยายน 2569 เวลา 18:44 น.

‘มัลลิกา’ นั่งหัวโต๊ะถกวิป ‘ฝ่ายค้าน-รัฐบาล’ นัดประชุมสภาฯ พิเศษ 2 ต.ค. กับ 20 พ.ย.

วันที่ 17 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร (วิป) 2 ฝ่าย ครั้งที่ 3/2569 โดยมีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ในฐานะประธานกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมฯ วาระพิจารณากำหนดการนัดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

โดยมีนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะวิปรัฐบาล นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และนายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร พรรคประชาชน ในฐานะวิปฝ่ายค้าน เข้าร่วมประชุมด้วย

โดยที่ประชุมได้กำหนดให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มเป็นพิเศษคือ วันที่ 2 ตุลาคม โดยจะเป็นการพิจารณารับทราบรายงานของผู้สอบบัญชี และรายงานการเงินของกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 พร้อมกับพิจารณาญัตติจำนวน 2-3 ญัตติ นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณากำหนดวันประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นพิเศษเป็นการล่วงหน้า คือวันที่ 20 พฤศจิกายน

‘รัดเกล้า’ ดัน ร่าง พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัว ฉบับ ปชป. ชู 7 ประเด็นรื้อใหญ่ระบบคุ้มครอง

17 กันยายน 2569 เวลา 17:24 น.

“รัดเกล้า” ดันร่าง พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัว ฉบับ ปชป. ชี้ปัญหาสังคมคือ “ต้นทุนเศรษฐกิจ” จี้รื้อมายด์เซ็ตเลิกวัดผลที่ “การคืนดี” ชู 7 ประเด็นรื้อใหญ่ระบบคุ้มครอง

วันที่ 17 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเสนอ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. …. ซึ่งเสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์และคณะ โดยย้ำเตือนให้สภาฯ และสังคมปรับเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัวใหม่ จากเดิมที่มักมองเป็นเพียง “ปัญหาสังคมหรือเรื่องส่วนตัว” ให้มองเป็น “ปัญหาเศรษฐกิจและสาธารณสุขระดับชาติ” ที่กระทบต่อต้นทุนและอนาคตของประเทศ

นางรัดเกล้า อภิปรายว่า ตลอด 10–20 ปีที่ผ่านมา ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวยังคงวนลูปแก้ไม่ตก เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายมักมองปัญหาด้วยความสงสาร หรือเห็นใจ แต่ละเลยความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและปากท้อง ทั้งที่ความจริงแล้ว ความรุนแรงในบ้านสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งค่ารักษาพยาบาล การสูญเสียรายได้ การหยุดงาน ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยที่ระบุว่า เหยื่อความรุนแรงถึงร้อยละ 61 ประสบปัญหาสมาธิในการทำงาน และกลายเป็นภาระภาษีของประชาชนทั้งประเทศ

สำหรับร่างกฎหมายฉบับพรรคประชาธิปัตย์ นางรัดเกล้า ได้สรุป 7 ประเด็นสำคัญในการปฏิรูป ดังนี้

1.ครอบคลุมทุกกลุ่มและทุกเพศ ข้อมูลพบว่า หญิงไทย 1 ใน 6 เคยเจอความรุนแรง ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ชายก็ตกเป็นเหยื่อถึงร้อยละ 28.89 (อ้างอิงสถิติ รพ.นครพิงค์) แต่มีผู้กล้าแจ้งความไม่ถึงร้อยละ 30

2.นิยามความรุนแรงรูปแบบใหม่ ขยายความรุนแรงออกเป็น 8 ลักษณะ ตามมาตรา 4 ไม่จำกัดแค่บาดแผลทางกาย แต่ครอบคลุมถึงความรุนแรงทางจิตใจ การยึดบัตร ATM การกักขังหน่วงเหนี่ยว การควบคุมแบบแผนชีวิต และการใช้อุปสรรคทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ

3.ทลายกับดักเศรษฐกิจ ปลดล็อกเงื่อนไขที่เหยื่อไม่สามารถออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (toxic) ได้เนื่องจากหนี้สินครัวเรือนและภาระพึ่งพา โดยเพิ่มมาตรา 17 และหมวด 5 ให้รัฐต้องจัดหาที่พักพิง ฝึกอาชีพ และให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ผู้ถูกกระทำ

4.คุ้มครองความหลากหลายทางเพศ รองรับกลุ่มครอบครัวสมรสเท่าเทียมตามหลักสากล เพื่อทลายอุปสรรคของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ที่มักถูกคุกคามในครอบครัวและกลัวการถูกเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่

5. สร้างกลไกเฝ้าระวังระดับชุมชน เพิ่มมาตรา 8 จัดตั้งเครือข่ายคุ้มครองและประสานความปลอดภัยระดับชุมชน (อสม. ผู้นำชุมชน ครู) พร้อมจัดอบรมยกระดับ เพื่อทำหน้าที่สังเกตสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุร้าย

6. ประเมินความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ เปลี่ยนจากกฎหมายเชิงรับเป็นเชิงป้องกัน โดยเสนอระบบประเมินความเสี่ยง 3 ระดับ (เฝ้าระวัง, ช่วยเหลือ, ฉุกเฉิน) สอดรับกับมาตรฐานสากล

7. เลิกวัดความสำเร็จด้วย “การคืนดี” ปรับหมวด 8 ห้ามนำการให้อภัย การยอมความ หรือการยอมกลับไปอยู่ร่วมกัน มาเป็นเงื่อนไขในการหยุดช่วยเหลือ โดยย้ำว่า “เรื่องความปลอดภัยของมนุษย์ต้องมาก่อนการรักษาภาพลักษณ์ครอบครัว”

ช่วงท้าย นางรัดเกล้า ย้ำว่า การแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง แต่เป็นการสร้างทุนมนุษย์และปูรากฐานความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ จึงขอให้รัฐบาลและทุกหน่วยงาน ทั้งมหาดไทย ตำรวจ ศึกษาธิการ ร่วมกันขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้ไปสู่การบังคับใช้จริง เพื่อยุติปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ก.ล.ต. แจง การบังคับใช้กฎหมายกับเครือข่าย ‘สแกมเมอร์-ฟอกเงิน’ ยันไม่มีการเลือกปฎิบัติ

17 กันยายน 2569 เวลา 17:17 น.

ก.ล.ต.

จากกรณีก่อนหน้าที่ กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า สหรัฐฯจ่อใช้กฎหมายคว่ำบาตร ล่าแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ แฉ มีอดีต รมต.ไทย ติดโผด้วย และในไม่กี่ชั่วโมงต่อมาเจ้าตัวได้โพสต์ชุดเอกสารที่มีชื่อ นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังโผล่ ก่อนทีในเวลาต่อมา นายวรภัค จะโพสต์ชี้แจงเเกี่ยวกับในประเด็นนี้ผ่านช่องทางเฟซบุ๊กส่วนตัว จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างไปทั้งโลกออนไลน์

ล่าสุดวันนี้ 7 กันยายน 259 สำนักงาน กลต. ได้ออกมาการบังคับใช้กฎหมายดำเนินคดีกับเครือข่ายสแกมเมอร์และการฟอกเงิน โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ก.ล.ต. ชี้แจงประเด็นการบังคับใช้กฎหมายในการดำเนินการกับเครือข่ายสแกมเมอร์และการฟอกเงิน

ก.ล.ต.

นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีประเด็นสาธารณะที่เกี่ยวโยงถึงการบังคับใช้กฎหมายของ ก.ล.ต. ในการดำเนินการกับ เครือข่ายสแกมเมอร์และการฟอกเงิน

ก.ล.ต. ขอชี้แจงว่า ก.ล.ต. ให้ความสำคัญต่อการป้องกันและบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ลงทุน โดยมุ่งให้ตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล เกิดความโปร่งใสไม่ให้เกิดการใช้ช่องทางตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในการกระทำทุจริตทางการเงิน อาชญากรรมทางไซเบอร์ และการฟอกเงิน ทั้งมาตรการในเชิงป้องกันและการปราบปราม ซึ่งรวมถึงการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิด
ก.ล.ต. มีหลักการทำงานคือ เรื่องใดที่บังคับใช้กฎหมายได้ก่อนโดยไม่กระทบรูปคดีส่วนที่เหลือ จะแยกออกมาดำเนินการทันที ดังจะเห็นได้จากการทำงานแบบบูรณาการระหว่าง ก.ล.ต. กับ ปปง. และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนำไปสู่การยึดและอายัดทรัพย์สินได้ในหลายกรณี เพราะเมื่อพบเส้นทางเงินที่เชื่อมโยงกับความผิดมูลฐานกฎหมายฟอกเงินให้ดำเนินการได้ทันทีจากธุรกรรมที่ปรากฏ

ส่วนความผิดตามกฎหมายหลักทรัพย์ที่เกี่ยวกับการรายงานการถือครองหลักทรัพย์และการเข้าครอบงำกิจการนั้น มีองค์ประกอบที่ต้องพิสูจน์หลายชั้นเพื่อหาผู้ถือครองที่แท้จริงและช่วงเวลาที่เกิดการกระทำผิด นอกจากนี้ ในความผิดบางฐาน หากเร่งดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องเพียงบางรายจนเสร็จสิ้นก็อาจกระทบกับการดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องรายอื่น ดังนั้น การที่สาธารณชนยังไม่เห็นรายละเอียดของการดำเนินการ ไม่ได้แปลว่าไม่มีการดำเนินการ ความรอบคอบในขั้นตอนนี้เป็นการรักษาโอกาสในการดำเนินการกับผู้อยู่เบื้องหลังให้ครบถ้วน ทั้งนี้ ในส่วนที่พยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว ก.ล.ต. ได้เร่งบังคับใช้กฎหมายไปก่อนแล้ว

ก.ล.ต. ขอให้ความมั่นใจว่า ก.ล.ต. และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย กำลังดำเนินการอย่างเต็มกำลัง พร้อมทั้งเร่งติดตามและขอข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศผ่านช่องทางความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเป้าหมายสุดท้ายคือ การบังคับใช้กฎหมายตามพยานหลักฐานอย่างครบถ้วนในทุกฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง และจะไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าผู้ใดจะเคยดำรงตำแหน่งใดมาก่อน หากพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด
คลิกอ่าน statement ได้ที่ https://www.sec.or.th/TH/Documents/SEC-17-09-2026.pdf”

กลต.
กลต.

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เพจเฟซบุ๊ก สำนักงาน กลต.

ย้อนเส้นทาง “วรภัค ธันยาวงษ์” จากมือบริหารการเงิน-อดีต รมช.คลัง สู่ปมร้อนระดับโลก

17 กันยายน 2569 เวลา 16:24 น.

จากข่าวใหญ่ของสหรัฐฯ กรณี มีการยื่นจดมายลงนามจากประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศและประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยเรื่องจีน ส่งถึงรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ โดยเปิดเผย 28 รายชื่อ ที่อาจเกี่ยวเนื่องกับเครือข่ายศูนย์หลอกลวงออนไลน์ การฟอกเงิน และการค้ามนุษย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อพิจารณา ว่าเข้าเกณฑ์คว่ำบาตรตาม Global Magnitsky Act หรือไม่ ซึ่งหนึ่งในรายชื่อดังกล่าวปรากฏชื่อของ นาย วรภัค ธันยาวงษ์ สถานการณ์นี้ทำให้ อดีต รมช.คลัง และ อดีตนายแบงก์ชื่อดัง ต้องกลับมาเป็นที่พูดถึงกันอีกครั้ง

เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์และความเป็นมาอย่างชัดเจนมากขึ้นวันนี้ แนวหน้าออนไลน์ พาทุกคนมาส่องประวัติของ วรภัค ธันยาวงษ์ ผู้เป็นที่รู้จักในวงการเศรษฐกิจไทยว่าเป็นมาอย่างไร

ประวัติและการศึกษา

วรภัค ธันยาวงษ์ เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2507 (ปัจจุบันมีอายุ 62 ปี) เป็นบุตรนายอธิคม กับนางอร่าม ทองน้ำตะโก ด้านครอบครัวสมรสกับนางกนกพร ธันยาวงษ์ มีบุตร-ธิดา 4 คน

  • จบปริญญาตรี ด้านวิทยาการจัดการและระบบคอมพิวเตอร์ จาก Oklahoma State University สหรัฐอเมริกา
  • จบปริญญาโท ด้านการเงิน (MBA in Finance) จาก University of Missouri สหรัฐอเมริกา

เส้นทางสายการเงิน

ช่วงเวลา 30 ปีในแวดวงการเงิน นายวรภัค ผ่านการทำงานบริหารระดับสูงหลายแห่ง ทั้งสถาบันการเงินชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนี้

  • กรรมการผู้จัดการใหญ่ Bank of America (สาขาประเทศไทย)
  • กรรมการผู้จัดการ Deutsche Bank (สาขาประเทศไทย)
  • กรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มธนาคารและบล. J.P. Morgan (ประเทศไทย)
  • รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)
  • กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) ระหว่างปี พ.ศ. 2555 – 2559

จุดเปลี่ยนสู่การเมือง

จากสามารถที่หลากหลายและพิสูจน์ตนเองมาหลายทศวรรษ ควบรวมไปถึงความสามารถบริหารที่โดดเด่นจึงได้รับการดึงตัวเข้าสู่งานภาครัฐ โดยเคยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา นายพิชัย ชุณหวชิร อดีต รมว.คลัง ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งเป็น รมช.คลัง ในรัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อเดือนกันยายนปี 2568 โดยการเป็น “โควตาผู้เชี่ยวชาญคนนอก” ที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ

ไม่นานนักเพียงแค่เวลาสั้นๆในการดำรงตำแหน่ง เส้นทางการเมืองก็ต้องหยุดลง เมื่อเกิดกระแสข่าวจาก Whale Hunting สื่อสืบสวนต่างประเทศ ที่พาดพิงถึงชื่อของ นาย วรภัค ถึงการเชื่อมโยงถึงศูนย์แก๊งสแกมเมอร์ โดยเฉพาะกรณีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายธุรกิจในกัมพูชาและ “เบน สมิธ”

ทำให้นายวรภัค ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง รมช.คลัง เพื่อไม่ให้ประเด็นข้อกล่าวหาดังกล่าว กลายเป็นเงื่อนไขกระทบต่อประสิทธิภาพการบริหารงานของรัฐบาล พร้อมยืนยันความบริสุทธิ์ใจของตนเอง

จากกรณีการยื่นหนังสือร้องตรวจสอบของ รมต.คลังสหรัฐฯ ล่าสุด นายวรภัค ออกมาชี้แจงทันที โดยย้ำข้อเท็จจริงว่า หนังสือของสมาชิกสภาคองเกรสนั้นเป็นเพียง “คำขอให้หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ตรวจสอบข้อมูล” เท่านั้น ไม่ใช่ผลการสอบสวน ไม่ใช่คำวินิจฉัยความผิด และตนยังไม่ได้ถูกทางการสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรแต่อย่างใด พร้อมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาโดยยืนยันว่า ตนเองไม่มีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายเหล่านั้นแต่อย่างใด และพร้อมนำเอกสารหลักฐานทั้งหมดไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ทั้งในชั้นศาลไทยและต่อหน่วยงานของสหรัฐฯ ต่อไป

ทั้งนี้ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า นายวรภัค ธันยาวงษ์ จะก้าวข้ามผ่านคลื่นมรสุมลูกนี้ไปได้อย่างไร

บิ๊กเกรียง-บิ๊กปูด้วง ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เบิร์ดเดย์ย้อนหลัง อนุทิน

17 กันยายน 2569 เวลา 16:22 น.

วันที่ 17 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บ่ายวันนี้ พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง และพลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ว่าที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย บนตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะลงมาส่งทั้งสองคนในเวลา 15:05 น.

โดยพลเอก เกรียงไกร เปิดเผยภายหลังเดินทางกลับว่า มาอวยพรวันคล้ายวันเกิดนายกรัฐมนตรีย้อนหลัง ซึ่งก่อนหน้านี้ตนไม่อยู่ หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ติดภารกิจตามเสด็จฯ ไปประเทศเวียดนาม จึงมาสุขสันต์วันคล้ายวันเกิดตามธรรมเนียม และขอบคุณที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเป็นประธานงานสมรสของบุตรชาย

พลเอก เกรียงไกร ระบุต่อว่า ได้พบกับ พลเอก ชัยพฤกษ์ จึงทักทายและได้มีการพูดคุยสถานการณ์ชายแดนภาคใต้เล็กน้อย ซึ่งตรงกับที่ผู้สื่อข่าวตะโกนถามนายกรัฐมนตรี ว่าได้พูดคุยเรื่องสถานการณ์ชายแดนภาคใต้หรือไม่ โดยนายกรัฐมนตรีพยักหน้ารับ ก่อน ก่อนเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในเวลา 12.00 น.วันเดียวกัน เอกอัครราชทูตอิตาลี ประจำประเทศไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันนายกฯ บนตึกไทยคู่ฟ้า

ไชยชนก บอกรู้สึกปกติ ภท.รอดฮั้วสว. เรื่องธรรมดาพรรคอันดับ 1 ตกเป็นเป้า ลั่น มีขบวนการจ้องทำลายพรรค

17 กันยายน 2569 เวลา 15:28 น.

ไชยชนก บอกรู้สึกปกติ ภท.รอดฮั้วสว. ยัน ไม่เกี่ยวข้องเลย รับ เป็นเรื่องธรรมดาพรรคอันดับ 1 ตกเป็นเป้า ลั่น เห็นได้ชัดมีขบวนการจ้องทำลายภูมิใจไทย เผย ยังไม่คุยเนวิน-นายกฯ

เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสข่าวว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีสำนวนคดีฮั้วสว.อีก 3 สำนวน ที่เกี่ยวข้องกับสว.สีส้มและพรรคประชาชน มีคาดหวังเรื่องนี้อย่างไร ว่า ตนไม่ได้คาดหวังอะไรกับเรื่องนี้ เชื่อว่าทุกหน่วยงานจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ความจริงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และตนเชื่อว่ามันจะปรากฏ และจะมีการดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่าทางพรรคประชาชนและไอลอว์ ยังเดินหน้าเปิดเผยข้อมูล ที่เชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย นายไชยชนก กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติของพรรคอันดับ 1 ที่มีความเข้มแข็งและเป็นรัฐบาลที่มีความเสถียรภาพที่จะตกเป็นเป้า เป็นสิทธิ์ของพรรคประชาชน ตนไม่มีความเห็นในเรื่องนี้

เมื่อถามว่าจะฟ้องร้องแจ้งความกลับหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องปรึกษา แต่ส่วนตัวตนไม่อยาก ทั้งนี้ หากเราไม่ดำเนินการอะไร อาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ จึงขอปรึกษาทีมกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนว่าจะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีหรือไม่

เมื่อถามว่า คิดว่ามีขบวนการที่จ้องทำลายพรรคภูมิใจไทยจริงหรือไม่ นายไชยชนก ย้อนถามว่า “ท่านคิดว่าจริงไหมฮะ” พร้อมกล่าวต่อว่า เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัด ไม่ใช่สิ่งที่ตนต้องตอบ เพราะเป็นกระบวนการหลายมิติ แต่เราก็มั่นใจในสิ่งที่เราดำเนินการว่าทำทุกอย่างภายใต้ระเบียบและกฎหมาย ดังนั้น ไม่กังวล

เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ดในฐานะบิดา หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ไม่ได้คุย แม้แต่นายกรัฐมนตรีตนก็ไม่ได้คุย และตนไม่ได้กังวลเรื่องนี้ วันก่อนก็มีผู้สื่อข่าวมาถามว่ามีมติออกมาเป็นเอกฉันท์แบบนี้รู้สึกอย่างไร ตนก็บอกไปว่ารู้สึกปกติที่กกต.มีมติเอกฉันท์ เพราะไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง ตนและนายกฯก็ได้มีการออกจดหมายตั้งแต่แรกที่มีกระบวนการเลือกสว.เพื่อไม่ให้สมาชิกพรรคภูมิใจไทยมีความเกี่ยวข้อง และจากสำนวนที่มีความพยายามเปิดเผยออกมา ก็จะเห็นได้ว่าตนไม่มีอะไรเลยจริงๆ ฉะนั้น จะไม่ให้มีมติเอกฉันท์ได้อย่างไร

เมื่อถามว่า ส่วนตัวมองว่าอยากให้มีการส่งเรื่องไปที่ศาลฎีกาหรือไม่ เพราะสังคมยังกังขาเรื่องดังกล่าว นายไชยชนก กล่าวว่า ตนไม่ได้มีความรู้สึกส่วนตัวว่าควรดำเนินการแบบไหน เพราะเรื่องนี้มีกระบวนการของมันอยู่แล้ว และเชื่อว่าทุกอย่างจะดำเนินไปตามกระบวนการ

ไชยชนก โผล่แจง กมธ.ปมสินบน 40 ล้าน ยัน ส่งหลักฐานทุกอย่างให้ ตำรวจ-ป.ป.ช. แล้ว รับ ไม่แน่ใจ ผู้เสนอสินบนมีตัวตนจริงหรือไม่

17 กันยายน 2569 เวลา 14:45 น.

ไชยชนก โผล่แจง กมธ.กฎหมาย ปม สินบน 40 ล้าน ยัน ส่งหลักฐานทุกอย่างให้ ตำรวจ-ป.ป.ช. แล้ว รับ ไม่แน่ใจ หลังถูกถามผู้เสนอสินบนมีตัวตนจริงหรือไม่ เชื่อ ต้องมีมูล ระบุ คนที่ถูกซักถามไม่น่ามีศักยภาพทำเว็บพนัน ลั่น หลังประกาศจุดยืน ไม่มีใครกล้าเสนอเงินให้อีก

เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2569 ที่รัฐสภา นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าชี้แจงกับคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนเรียกเข้าชี้แจง ปมสินบน 40 ล้าน ว่า ตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอยู่แล้ว เราได้มอบข้อมูลและแจ้งไปตั้งแต่ปีที่แล้วใน กมธ.ของนายรังสิมันต์ โรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่มีการขอข้อมูลเรื่องการดำเนินการของทางกระทรวงในการปิดเว็บพนันต่างๆ ซึ่งตนก็ยินดีที่จะส่งข้อมูลเพิ่ม ตั้งแต่ได้ปฎิบัติหน้าที่มาในรัฐบาลที่แล้วจนถึงรัฐบาลนี้ เรามีการยกระดับหลายอย่างที่นำมาซึ่งการปิดเว็บพนันได้มากมาย เกินล้านURL ยืนยันว่าทุกหน่วยงานดำเนินการอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่ามีการเอาผิดกับคนเสนอสินบนอย่างไร นายไชยชนก กล่าวว่า เข้าใจว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีการหาแนวทางที่จะเข้าถึงตัว บุคคลที่ถูกกล่าวหา ก็รอดูว่าจะมีการดำเนินการแบบไหนต่อได้

เมื่อถามว่าบุคคลที่เสนอเงิน 40 ล้านบาทมีตัวตนจริงหรือไม่ นายไชยชนก ยืนยันว่า ข่าวสารที่มาถึงตนตอนนั้น จริงๆ เป็นการเตือนโดย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรี

“โดยบอกว่า พี่ระวังเรื่องพวกนี้นะ เพราะเขามีการพูดถึงเรื่องนี้อยู่ ผมรู้ว่าพี่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เลยเป็นเหตุที่ผมขึ้นมาและพูดว่ามีการสั่งการให้ปลัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบภายในกระทรวงก่อน ว่าที่ผ่านมามีการกระทำแบบนี้ในกระทรวงหรือไม่ ทำไมถึงกล้าที่จะหาแนวทางเข้าถึงตัวของผมในรูปแบบนี้ เพื่อตัดปัญหาและแสดงจุดยืนที่ชัดเจนก็เลยขึ้นไปพูดกลางสภา ผมปฏิเสธและไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ และก็ดำเนินการตามข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่” นายไชยชนก กล่าว

นายไชยชนก กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นมีพลเมืองดีมอบบัตรสนเท่ห์ มาให้ตนตอนที่ลงพื้นที่ เพราะเขาเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ จึงนำเรื่องนี้มอบให้ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการต่อจนนำมาซึ่งการขยายผล

เมื่อถามว่าวันนี้มีประเด็นไหนที่กมธ.การกฎหมายฯ ติดใจอยู่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า เบื้องต้นคิดว่าไม่มี ท่านประธานได้มีการสอบถามว่า มีอะไรที่ตนจะดำเนินการเพิ่มเติมในเรื่องนี้หรือไม่ ตนก็บอกว่าตอนนี้ปัจจุบันมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานกำลังดำเนินการอยู่ เรื่องทุกอย่างก็อยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ถ้าหากหน่วยงานคิดว่ามีสิ่งที่ที่ตนสามารถส่งเสริมเพิ่มเติมได้ตนก็พร้อมสนับสนุนทุกเรื่อง ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งหลักฐานที่ตนมีไปให้ทั้งหมด คือการที่มาบอกให้ตนรู้ก่อนที่จะขึ้นบัลลังก์ และก็ข้อมูลเรื่องบัตรสนเท่ห์ที่ตามมา

เมื่อถามว่ามีการสืบสวนแล้วหรือไม่ว่าผู้ที่มาติดสินบนมีความเชื่อมโยงกับเว็บพนันเครือข่ายใด นายไชยชนก กล่าวว่า ตนคิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการดำเนินการอย่างเต็มที่ แต่ในส่วนของตัวเองในฐานะที่เป็นเจ้ากระทรวง เราได้ดำเนินการมาเยอะมากจากที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ เราทำทุกช่องทางและลดเรื่องสแกมเมอร์มากว่า 50 % ซึ่งได้มีการปิดเว็บพนันถี่และเยอะมาก กว่าในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ทำเต็มที่ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่าได้สอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่ว่าทำไมเรื่องนี้ถึงล่าช้า นายไชยชนก กล่าวว่า ตนไม่ได้ก้าวก่ายการปฎิบัติหน้าที่ ของตำรวจหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSl) คิดว่าเท่าที่ตนได้เห็นทุกคนก็ดำเนินการเต็มที่ตามพยานหลักฐานที่มี และตามอำนาจหน้าที่ที่มี

เมื่อถามย้ำว่าบุคคลที่มีการติดสินบนนี้มีตัวตนจริงๆ ใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่แน่ใจ ซึ่งก็ต้องมีมูล เพราะคนที่ถูกซักถามต่อไปไม่น่าดูมีศักยภาพในการทำเว็บพนัน เพราะฉะนั้นตนคิดว่าต้องมาจากคนอื่นแน่ๆ

“ ไม่มีใครกล้าที่จะมาเสนอกับผมแล้ว หลังจากผมประกาศไปเขารู้อยู่แล้วว่าผมเป็นคนไม่รับเรื่องพวกนี้ และก็ไม่ยุ่งกับเรื่องพวกนี้ ผมว่าก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้การดำเนินการของหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นมาก จากก่อนที่ผมได้เข้ามาปฎิบัติหน้าที่“ นายไชยชนก กล่าว

ด้านนายวรศิษฎ์ เปิดเผยภายหลังเข้าชี้แจงต่อกมธ. ว่า สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ทั้งหมดว่าข้อมูลมาอย่างไร ซึ่งได้แจ้งให้กมธ.ได้รับทราบ

เมื่อถามว่ากรณีสินบน 40 ล้านบาท มีข้อเท็จจริงอย่างไร นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เราได้รับข้อมูลมา ก็นำเรื่องแจ้งให้กับคนที่เกี่ยวข้อง เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องมาคุยกับเราอยู่แล้ว เพราะผิดกฎหมาย ดังนั้น ต้องแจ้งให้มีการดำเนินคดีทางกฎหมาย ยืนยันว่าข้อเท็จจริงมีแค่นั้น ซึ่งตนตั้งใจจะมาชี้แจงกับทางกรรมาธิการทุกครั้งจะได้สิ้นข้อสงสัย และยินดีให้ความร่วมมือเพราะเราไม่มีอะไรปิดบัง