นายกฯ ถกภาคธุรกิจยุโรปกว่า 40 บริษัท ย้ำไทยเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เดินหน้า FTA ไทย-อียู ยกระดับเศรษฐกิจไทย

นายกฯ ถกภาคธุรกิจยุโรปกว่า 40 บริษัท ย้ำไทยเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เดินหน้า FTA  ไทย-อียู ยกระดับเศรษฐกิจไทย

นายกฯ ถกภาคธุรกิจยุโรปกว่า 40 บริษัท ย้ำไทยเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เดินหน้า FTA ไทย-อียู ยกระดับเศรษฐกิจไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.21 น.

นายกฯ หารือนักธุรกิจยุโรปกว่า 40 บริษัท ย้ำไทยเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เดินหน้า FTA ไทย–EU และ OECD ดึงการลงทุน สร้างงาน และยกระดับเศรษฐกิจไทย

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ASEAN Business Council: EU-ABC) และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) ซึ่งมีผู้แทนบริษัทชั้นนำของยุโรปกว่า 40 บริษัท จาก 9 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมยา เวชภัณฑ์ และสุขภาพ การเงิน ธนาคาร และประกันภัย ยานยนต์และอุตสาหกรรม พลังงาน เกษตรและอาหาร เทคโนโลยีและดิจิทัล โรงแรมและการท่องเที่ยว และสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ บริษัท Bayer, Boehringer Ingelheim, Sanofi, Siemens Healthineers, Prudential, Standard Chartered, Robert Bosch, Michelin, Siemens Energy, Danone, SAP และ Kenvue เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแนวทางยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ยุโรปเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย และการที่บริษัทชั้นนำของยุโรปยังคงลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศ รัฐบาลจึงเดินหน้าเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของไทย เพื่อให้เกิดการลงทุนใหม่ การสร้างงาน และรายได้ที่เพิ่มขึ้นแก่ประชาชน
รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

• พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ทั้งระบบดิจิทัล AI พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่

• ยกระดับระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ ทั้งถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน รวมถึง EEC และ Southern Economic Corridor เพื่อให้การขนส่งสะดวก ต้นทุนลดลง และดึงดูดการลงทุนมากขึ้น

• ปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน ผ่านโครงการ Thailand FastPass และการผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานภาครัฐ เพิ่มความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า ไทยต้องการก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและนวัตกรรมสำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล AI วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เกษตรสมัยใหม่ และอุตสาหกรรมอาหาร พร้อมเดินหน้าผลักดันการเจรจา ความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thailand–EU FTA) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดยุโรปได้มากขึ้น และสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย

ด้านผู้แทนภาคธุรกิจยุโรปยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนที่สำคัญของยุโรป ด้วยศักยภาพด้านทำเลที่ตั้ง ฐานการผลิต และแรงงานที่มีคุณภาพ พร้อมชื่นชมรัฐบาลที่เดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด และการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งสนับสนุนการผลักดัน Thailand–EU FTA และการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย
ผู้แทนภาคธุรกิจยุโรปยังได้เสนอความร่วมมือใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การผลิตและห่วงโซ่อุปทาน การแพทย์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ อาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค การเงินและการลงทุน รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่จะช่วยสร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงานไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยมุ่งสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่กับความยั่งยืน โดยเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับการปฏิรูปกฎหมายภายใต้แนวคิด Regulatory Guillotine เพื่อลดขั้นตอนและอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ พร้อมปรับปรุงกฎหมายที่ไม่จำเป็นกว่า 7,000 ฉบับ ให้ทันสมัยและเอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น

“เมื่อประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ดีขึ้น จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากต่างประเทศ เกิดการจ้างงาน เพิ่มรายได้ให้แรงงานไทย ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม” นายกรัฐมนตรีกล่าว พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ไทย–สหภาพยุโรป ซึ่งกำลังจะครบรอบ 65 ปี จะยิ่งแน่นแฟ้นและนำมาซึ่งโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายต่อไป

อนุทิน ตั้ง ‘รองเซมเบ้’ รักษาการอธิบดี สถ.

อนุทิน ตั้ง 'รองเซมเบ้' รักษาการอธิบดี สถ.

อนุทิน ตั้ง ‘รองเซมเบ้’ รักษาการอธิบดี สถ.

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.39 น.

“อนุทิน” ลงนามคำสั่งมหาดไทย ตั้ง ‘รองปลัดฯ เซมเบ้ ‘ นั่งรักษาการอธิบดี สถ. มีผลตั้งแต่วันที่  17 ก.ค. เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง 

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569   ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทย ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 1854/2569 เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ระบุว่า ตามที่กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งที่ 1563/2569 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ให้นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ปฏิบัติหน้าที่อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2569 เป็นต้นมา จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม เพื่อความเหมาะสมแก่การรับผิดชอบภารกิจของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 61 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 แต่งตั้ง นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

ทั้งนี้ คำสั่งมีผลตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยลงนามเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569

นายกฯ ย้ำ โกงสอบท้องถิ่น มติเป็นไปตามก.กลาง เป็นไปตามกฎหมาย ทำตามใจไม่ได้

นายกฯ ย้ำ โกงสอบท้องถิ่น มติเป็นไปตามก.กลาง เป็นไปตามกฎหมาย ทำตามใจไม่ได้

นายกฯ ย้ำ โกงสอบท้องถิ่น มติเป็นไปตามก.กลาง เป็นไปตามกฎหมาย ทำตามใจไม่ได้

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.29 น.

นายกฯย้ำโกงสอบท้องถิ่น มติเป็นไปตามก.กลาง ทำตามใจไม่ได้

วันที่ 16 ก.ค. เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใช่หรือไม่ ว่า รายละเอียดเป็นเรื่องของผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบ คณะกรรมการจะมีมติออกมาอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น และเป็นไปตามกฎหมาย ทำตามใจอย่างเดียวไม่ได้

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทิน บินเซี่ยงไฮ้ ดึงนักลงทุน AI ชูจีนมหามิตร หนุนไทยทุกเรื่อง

อนุทิน บินเซี่ยงไฮ้ ดึงนักลงทุน AI ชูจีนมหามิตร หนุนไทยทุกเรื่อง

อนุทิน บินเซี่ยงไฮ้ ดึงนักลงทุน AI ชูจีนมหามิตร หนุนไทยทุกเรื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.24 น.

“นายกฯ” เยือนจีน มุ่งดึงนักลงทุน เอไอ ชูจีนมหามิตรหนุนไทยทุกเรื่อง พร้อมคุย สี จิ้นผิง ทุกมิติ การค้า-ลงทุน-ความมั่นคง

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงเป้าหมายการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนระหว่างวันที่ 16-20 ก.ค. ว่าการเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ไปร่วม การประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ.2026 ที่นครเซี่ยงไฮ้ และไปเปิดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ที่นครเฉิงตู โอกาสนี้รัฐบาลจีนได้ขอให้ตนเยือนนครปักกิ่งอย่างเป็นทางการ โดยจะได้หารือทวิภาคีกับ นายหลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนจะได้พบกันอีกในหลายเวทีทั้ง การประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) และเอเปค (APEC) เรื่องเอไอเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลให้การสนับสนุนและดูว่าจะให้ความร่วมมือกับประชาคมโลกอย่างไรบ้าง งานที่จะไปครั้งนี้เป็นงานใหญ่มีการกล่าวสุนทรพจน์และพบปะผู้ประกอบการด้านเอไอรายใหญ่ และทำสินค้าประเภทเทคโนโลยีดูว่าเขาจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานอะไรสำหรับเขาได้บ้าง เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นฐานการผลิตได้หรือไม่ 

นายอนุทิน กล่าวว่า โอกาสนี้ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน จะให้ตนและคณะเข้าไปหารือที่นครเซี่ยงไฮ้ด้วยในวันที่ 17 ก.ค. เป็นโอกาสที่ดีที่จะไปสรุปสิ่งที่ได้หารือตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทั้งตอนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเยือน เขาก็ซื้อข้าวเรา เราก็จะไปขอให้เขาสนับสนุนเราทั้งมิติการค้า การลงทุน มิติความมั่นคง การปราบปรามผู้กระทำผิดทางกฎหมาย 
เมื่อถามว่าขอให้ยกตัวอย่างอย่างร่วมมือด้านความมั่นคง เรื่องการกระทำผิดกฎหมายที่จะแก้ไข นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องความมั่นคงต้องไม่ยกตัวอย่าง ต้องพูดกันเป็นระดับทวิภาคี 
เมื่อถามย้ำว่าจะเห็นความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างคืบหน้ามาโดยตลอด ประเทศจีนเป็นมหามิตรที่ให้การสนับสนุนประเทศไทยทุกครั้ง ไม่ว่าจะร้องขอหรือไม่ร้องขอเราก็ต้องพูดหลายเรื่องที่เป็นทั้งความอ่อนไหว ความมั่นคง เรื่องการปราบปรามทุจริตอาชญากรรมผิดกฎหมายและเรื่องการค้าด้วย 

ศุภจี ช่วย คนตัวเล็ก หนุนรายย่อย 10,000 ครัวเรือน ผ่าน โครงการ ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส

ศุภจี ช่วย คนตัวเล็ก หนุนรายย่อย 10,000 ครัวเรือน ผ่าน โครงการ ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส

ศุภจี ช่วย คนตัวเล็ก หนุนรายย่อย 10,000 ครัวเรือน ผ่าน โครงการ ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.22 น.

วานนี้ 15 กรกฎาคม 2569 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวอัปเดตภารกิจสำคัญเพื่อส่งเสริม คนตัวเล็ก ให้มีอาชีพและเป็นเจ้าของธุรกิจ ผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส ซึ่งต่อยอดจากมาตรการลดค่าครองชีพที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมาโดยมีข้อความทั้งหมดว่า

“ในขณะที่กำลังลอยอยู่เหนือเมฆ ระหว่างการเดินทางไป วอชิงตัน ดีซี พอมีเวลาอยู่นิ่งๆ สักพัก เลยอยากอัพเดทเรื่องที่เพิ่งทำ และเป็นเรื่องที่เป็น “โอกาส” ของคนตัวเล็กอีก 10,000 ครอบครัว ที่จะได้เป็น “เจ้าของธุรกิจ” ให้ฟังค่ะ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนออกเดินทางไปสหรัฐฯ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ด้วยความร่วมมือกับหลายๆ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ร่วมกันเปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ซึ่งเป็นการต่อยอดจาก “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ที่เริ่มทำมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน

โครงการนี้เป็นโครงการที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้นำ “แฟรนไชส์” ที่กรมฯ ได้พัฒนามากกว่า 100 แบรนด์ โดยคัดเลือกเฉพาะแฟรนไชส์ขนาดเล็ก (มูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท) ที่เริ่มต้นได้ง่ายๆ เพราะอยากให้เข้าถึงพี่น้องประชาชนที่ต้องการสร้างอาชีพ สามารถเข้าร่วมได้โดยง่ายและรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าครองชีพและรายได้กำลังเผชิญความท้าทายอย่างมาก

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

โครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ออกแบบมาให้ตอบโจทย์ได้ครบวงจรที่สุดค่ะ ขออธิบายง่ายๆ แบบนี้นะคะ

ต่อที่ 1 : สำหรับพี่น้องประชาชนที่สนใจอยากหารายได้ เริ่มอาชีพ เป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ท่านเข้าไปที่เว็บไซต์นี้ https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th ซึ่งในนี้ท่านจะได้พบกับธุรกิจ “แฟรนไชส์” กว่า 100 แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จแล้ว พร้อมกับข้อมูลเบื้องต้นให้พิจารณา หลังจากที่เลือกแบรนด์ที่สนใจได้แล้ว ท่านสามารถติดต่อจับคู่กับเจ้าของแฟรนไชส์ได้โดยตรง

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ในส่วนนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จะช่วยสนับสนุนค่าแฟรนไชส์ให้ในอัตรา 50% ของค่าแพ็กเกจ สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อรายค่ะ

ต่อที่ 2 : สำหรับพี่น้องประชาชนที่ไม่มีทุน หรือมีทุนไม่เพียงพอ โครงการนี้ยังเปิดโอกาสให้ท่านยื่นขอสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ ได้จากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และยังสามารถขอวงเงินประกันสินเชื่อได้จากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของแต่ละธนาคารในการพิจารณา

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ต่อที่ 3 : โครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ยังได้รับความร่วมมือจาก “ซีพี แอ็กซ์ตร้า” ในการมอบพื้นที่ 10,000 จุด ฟรีค่าเช่า 6 เดือน อยู่ในบริเวณห้างโลตัสและแม็คโคร กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงสมาคมตลาดสดไทย ซึ่งมีสมาชิกกว่า 100 ตลาด ให้การสนับสนุนพื้นที่ค้าขายเพิ่มเติมแก่ผู้ประกอบการ เป็นการหาพื้นที่และทำเลค้าขายให้กับพี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมโครงการนี้

ต่อที่ 4 : พี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ สามารถเชื่อมต่อธุรกิจแฟรนไชส์ของท่าน เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ผ่านแอปพลิเคชั่น “ถุงเงิน” ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาล ช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างรายได้ตั้งแต่เริ่มเปิดกิจการ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

โครงการนี้ เราให้โอกาสทั้งหมด 10,000 ราย เท่ากับเราจะมีอีก 10,000 ครัวเรือน ที่สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจ สร้างรายได้ เลี้ยงตัวเองและครอบครัว ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่า ประเทศไทยมีประชากรตั้งมากมาย ช่วยแค่ 10,000 ครัวเรือนจะไปได้อะไร ก็คงต้องยืนยันคำพูดเดิมที่พูดมาตลอดว่า “ขอแค่เริ่มทำ ไม่ว่าจะเล็กหรือจะใหญ่ ก็ดีกว่าไม่ได้เริ่ม” หลังจากนี้ เราจะติดตามความสำเร็จของ 10,000 ครอบครัวนี้ และจะนำไปต่อยอดปรับปรุงต่อไป และอาจจะนำตัวอย่างความสำเร็จนี้มาเล่าให้ฟังถ้ามีโอกาสนะคะ สุดท้าย ขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับอนาคต “เจ้าของกิจการ” ทั้ง 10,000 ท่าน และขอขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ผนึกความร่วมมือกันในการ “สร้างอาชีพ” ให้กับพี่น้องประชาชน เสริมพลังให้กับ “คนตัวเล็ก” ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง “ทางเลือก” และ “ทางรอด” ในภาวะที่เราต้องรับมือกับวิกฤติซ้อนวิกฤติแบบนี้ค่ะ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 15 กรกฎาคม 2569 #SuphajeeSuthumpunOfficial #SuphajeeSuthumpun #ศุภจีสุธรรมพันธุ์”

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

หลังจากโพสต์ของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ไม่เคยหยุดทำเพื่อประชาชนเลยครับ อนุโมทนาครับ”

“ขอเชิญชวนทุกท่านที่สนใจโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์ สร้างอาชีพ พลัส ” ท่านรองนายกศุภจี สุธรรมพันธุ์ (เริ่มต้นที่ 10,000 ครัวเรือนเท่านั้นก่อนค่ะ ) ท่านใดสนใจเข้าดูที่… https://ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์.dbd.go.th และถ้าสนใจโครงการนี้ท่านจะมีติดตามผลความสำเร็จ (น้องๆของให้พี่แต๋มมำภาระกิจสำเร็จเกินความคาดหมาย ปราศจากหมู่มารขัดขวางนะคะ) ขอให้พี่แต๋มพักผ่อนมากๆ เดินทางปลอดภัย มีสุขภาพแข็งแรง มีความสุขในทุ๊กๆวัน(น้องขอเป็นกำัลังใจและอยู่เคียงตลอดไปคะ) รักพี่แต๋มที่สุดในทุกๆวันคะ”

“น้องๆ กำลังดูตัวอย่างของ TAM model อยู่ค่ะ พี่สร้างภาพใหญ่ให้เราเห็น T think big และตอนนี้พี่กำลังทำ A act small และกำลัง M move right ขอบคุณคำสอนของพี่ที่เน้น execution และกำลังทำให้พวกเราได้เห็นจริงๆ ขอบคุณที่พี่ยืนหยัดที่จะทำสิ่งดีๆ ให้กับประชาชนคนไทย ขอให้พี่แต๋มเดินทางปลอดภัย ทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีค่ะ ขอบคุณพี่แต๋มมากๆ ค่ะ”

“ขอให้ทุกภารกิจสำเร็จลุล่วงอย่างราบรื่น เดินทางปลอดภัยตลอดเส้นทางนะคะ Team Thailand”

“ขอบคุณที่ทำเพื่อประเทศชาตินะคะ อยากให้พี่แต๋มรู้ว่า คนด่า100คนรัก1000000000 อย่าลืมรับพลังบวกจากคนจำนวนมากที่รักและสนับสนุนนะคะ ดูแลสุขภาพด้วยค่ะ”

“เป็นโครงการที่ดีมากๆ ค่ะ ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่ส่งให้คุณแต๋มนะคะ”

“ขอบคุณทุกๆโครงการที่พี่แต๋มและทีมกระทรวงพาณิชย์ ทำมาเพื่อพวกเราคนไทยทุกคนนะคะ  #ขอพระเป็นเจ้าคุ้มครองให้ทุกๆการเดินทางของพี่ปลอดภัยตลอดเวลานะคะ”

“โครงการดีมากเลยค่ะพี่แต๋ม”

ศุภจี
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ – Suphajee Suthumpun

สธ.สอบ6รพ. เอี่ยวเครือข่ายพ่อทิพย์ จ่อผิดออกเอกสารเท็จ

สธ.สอบ6รพ. เอี่ยวเครือข่ายพ่อทิพย์ จ่อผิดออกเอกสารเท็จ

สธ.สอบ6รพ. เอี่ยวเครือข่ายพ่อทิพย์ จ่อผิดออกเอกสารเท็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สธ.สอบ6รพ. เอี่ยวเครือข่ายพ่อทิพย์ จ่อผิดออกเอกสารเท็จ

สธ.จับมือตำรวจ เร่งสอบ 6 โรงพยาบาลเอกชน เอี่ยวเครือข่าย “พ่อทิพย์” นำไปสู่การได้สัญชาติไทยของเด็กต่างด้าวชาวจีน ย้ำยังไม่ได้ข้อสรุปโรงพยาบาลกระทำผิดหรือไม่ พร้อมดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังคงเดินหน้าตรวจสอบกรณีการว่าจ้างพ่อคนไทยเป็น “พ่อทิพย์” เพื่อสวมสิทธิให้เด็กต่างด้าวชาวจีน เพื่อให้ได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ โดยพบความผิดปกตินับตั้งแต่การแจ้งเกิด การออกสูติบัตรรวมถึงเอกสารทางทะเบียนราษฎร โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุขเปิดเผยว่าขณะนี้ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้ขอข้อมูลเวชระเบียนจากโรงพยาบาลเอกชน ที่เข้าข่ายต้องสงสัยแล้ว 2 แห่ง จากทั้งหมด 6 แห่งเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมยืนยันว่าการเรียกดูเวชระเบียน ไม่ได้หมายความว่าโรงพยาบาลมีความผิด แต่เป็นการรวบรวมพยานหลักฐานตามขั้นตอน และจนถึงขณะนี้ยังไม่พบโรงพยาบาลของรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

รมว.สาธารณสุข เปิดเผยด้วยว่า ใบรับรองการเกิด เป็นเอกสารสำคัญ ที่ใช้ประกอบการแจ้งเกิดและการขอสัญชาติไทยหากพบว่ามีการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยเฉพาะกรณีแม่เป็นชาวต่างชาติ แต่ระบุพ่อเป็นคนไทย ทั้งที่ไม่ใช่พ่อที่แท้จริง เจ้าหน้าที่จะตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด ด้วยการตรวจดีเอ็นเอ ก่อนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ด้าน นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดี สบส.กล่าวว่า จากการตรวจสอบเวชระเบียนของโรงพยาบาล 2 แห่ง เบื้องต้นพบผู้เข้าข่ายต้องตรวจสอบเพิ่มเติม 4 ราย แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า โรงพยาบาลกระทำความผิด เนื่องจากต้องรอผลการสอบสวนและการรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน ส่วนโรงพยาบาลเอกชนอีก4 แห่ง จะเข้าตรวจสอบในลักษณะเดียวกัน โดยมุ่งตรวจสอบกรณีที่แม่เป็นชาวต่างชาติ และระบุพ่อเป็นคนไทย เพื่อยืนยันว่าผู้ที่มีชื่อในใบแจ้งเกิด เป็นพ่อที่แท้จริงหรือไม่ หากพบว่ามีการแจ้งข้อมูลเท็จ จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิกถอนสัญชาติที่ได้มาโดยมิชอบ พร้อมขยายผลดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ สบส.อยู่ระหว่างทบทวนมาตรการป้องกันช่องโหว่ในการออกใบแจ้งเกิด โดยอาจเพิ่มการตรวจสอบหลักฐานของผู้ที่อ้างเป็นพ่อ เช่น การตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชน ก่อนบันทึกข้อมูลลงในเอกสาร เพื่อป้องกันการแอบอ้างชื่อบุคคลอื่น

ทั้งนี้ หากผลการสอบสวนพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องหรือสถานพยาบาลรู้เห็นเป็นใจในการออกเอกสารอันเป็นเท็จ อาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากพิสูจน์ได้ว่าผู้ประกอบกิจการ หรือผู้ดำเนินการสถานพยาบาล มีส่วนร่วมในการกระทำผิดอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการได้ ซึ่งขณะนี้การสอบสวนยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างละเอียด

ที่รัฐสภา นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวว่า กระบวนการได้มาซึ่งสัญชาติ ที่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นสัญชาติไทย เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ มีการกวาดล้างกลุ่มขบวนพ่อทิพย์ จากการขยายผลโดยทางตำรวจ มีการจับกุมมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาทกระทั่งมีการขยายเส้นเงินไปถึงครอบครัวครอบครัวหนึ่งของผู้ต้องหา โดยเงินไปเข้าบัญชีของภรรยา แต่ปรากฏว่าภรรยา มีลูก 3 คน แต่ 3 คนนั้นกลายเป็นมีสัญชาติไทย มีสื่อบางสำนัก ระบุชื่อโรงพยาบาลไปแล้ว เพิ่มขึ้นจาก 5 แห่ง เป็น 6 แห่ง เป็นโรงพยาบาลเอกชน ย่านพระราม 9 มีรายละเอียดในสูติบัตร ที่ตนได้รับมาจากเจ้าหน้าที่ซึ่งมีเจตนาดี เพื่อไปแจ้งต่อทางตำรวจ เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2566 เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเป็นคนแจ้งเกิดให้ ตนไม่ทราบว่าเป็นบริการแพ็กเกจเหมาของโรงพยาบาลหรือไม่

นายปิยรัฐ กล่าวต่อว่า หนังสือที่นำไปแจ้งเพื่อขอสูติบัตร ไม่มีใบรับรองการเกิด ใบแจ้งเกิด แต่ฝ่ายทะเบียน สำนักงานเขต กลับลงลายมือชื่อ 2 แห่งเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวรับผิดชอบเองทั้งหมด เด็กคนนี้หากยังอยู่ในประเทศไทยคงมีอายุ 2 ขวบแล้ว ส่วนพ่อไทยคนดังกล่าว มีประวัติอาชญากรรมจำนวนมากและขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังติดตามตัวมาดำเนินคดี

“เรื่องนี้รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไปกับเด็กเหล่านี้ เมื่อถอนสัญชาติเขาแล้ว เขายังมีสัญชาติจีนหรือไม่ และยังจะให้พำนักอยู่ในประเทศไทย หรือผลักดันออกนอกประเทศ ยังไม่มีสัญญาณออกมาจากรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไร”นายปิยรัฐ กล่าว

ไอซ์ รักชนก ถาม กระทรวงทรัพย์ฯ ใครจ่าย จัดวันเกิด สุชาติ เกณฑ์ขรก.มาร่วมทั้งที่เขาอาจไม่ได้ยินดีที่เกิด

ไอซ์ รักชนก ถาม กระทรวงทรัพย์ฯ ใครจ่าย จัดวันเกิด สุชาติ เกณฑ์ขรก.มาร่วมทั้งที่เขาอาจไม่ได้ยินดีที่เกิด

ไอซ์ รักชนก ถาม กระทรวงทรัพย์ฯ ใครจ่าย จัดวันเกิด สุชาติ เกณฑ์ขรก.มาร่วมทั้งที่เขาอาจไม่ได้ยินดีที่เกิด

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.04 น.

ไอซ์ รักชนก จัดหนัก! ถาม กระทรวงทรัพย์ฯ ใครจ่าย จัดวันเกิด สุชาติ เกณฑ์คนมาร่วมทั้งที่เขาอาจไม่ได้ยินดีที่เกิด พร้อมอวยพร พี่เฮ้ง ทำอะไรไว้ขอให้ได้ตอบแทน

เมื่อวันที่ 15 ก.ค.2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชี่รายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมกำหนดการกิจกรรมอวยพรวันคล้ายวันเกิด นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยระบุว่า “วันนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีงานใหญ่จ้า 

จัด HBD รัฐมนตรี สุชาติ ชมกลิ่น ที่กระทรวงค้า

กำหนดการ
– ปลัดกระทรวงฯ กล่าวอวยพร
– รับชมคลิปวีดีโออวยพรวันเกิด จากกรมอุทยานฯ
– เชิญ รัฐมนตรี สุชาติ ขึ้นเวที ผู้บริหารหน่วยงานมอบของขวัญ
– ปลัดพร้อมอธิบดี อันเชิญเค้กขึ้นเวที

คำถาม
– เป็นเรื่องปกติหรือไม่ ที่ใช้เวลาและสถานีราชการจัดงานวันเกิด ให้รัฐมนตรี ?
– สถานที่ น้ำ ไฟ อุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงอัตรากำลังข้าราชการกระทรวง ทั้งระดับล่างและระดับสูง ที่ควรเอาเวลาทำงานมาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนใช่ไหม แล้วทำไมถึงเอาเวลาที่มีค่านี้ เอามา HBD รัฐมนตรี มีระเบียบราชการข้อไหนรองรับ ? ทุกอย่างมีมูลค่าทั้งสิ้น ใครจ่าย ?
– ให้ข้าราชการตัวเล็กตัวน่อยมาร่วม ระดับกรมหน่วยละ 13คน รัฐวิสาหกิจหน่วยละ 7คน กองหน่วยละ 5คน กลุ่มหน่วยละ 3คน คนเหล่านี้เค้าไม่มีการมีงานทำกันหรืออย่างไร ? เค้าอาจจะไม่ได้ยินดีที่คุณสุชาติเกิด ก็ต้องไป

บังคับขู่เข็ญให้เค้ามาร่วมด้วยอย่างนั้นหรือคะ ?

รบกวนรัฐมนตรีสุชาติและปลัดกระทรวงทรัพชี้แจงด้วย

ปล. สุขสันต์วันเกิดพี่เฮ้งค้า ทำอะไรไว้ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงก็ขอให้ได้สิ่งนั้นตอบแทน”

กห.แจงปม บิ๊กดุลย์ แจ้งความเอาผิดเพจ เผยแพร่ข้อมูลเท็จ-บิดเบือน สร้างความเข้าใจผิด

กห.แจงปม บิ๊กดุลย์ แจ้งความเอาผิดเพจ เผยแพร่ข้อมูลเท็จ-บิดเบือน สร้างความเข้าใจผิด

กห.แจงปม บิ๊กดุลย์ แจ้งความเอาผิดเพจ เผยแพร่ข้อมูลเท็จ-บิดเบือน สร้างความเข้าใจผิด

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.25 น.

กห.แจงปม”บิ๊กดุลย์” แจ้งความเอาผิดเพจ เผยแพร่ข้อมูลเท็จ-บิดเบือน สร้างความเข้าใจผิดต่อสังคม กระทบต่อกระทรวงกลาโหมและความมั่นคงของประเทศ

15 กรกฎาคม 2569 พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงกรณี พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ได้มอบหมายผู้รับมอบอำนาจเข้าร้องทุกข์ต่อกองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานผู้มีอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย กรณีมีการเผยแพร่ข้อมูล ภาพ คลิปวิดีโอ และข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จหรือบิดเบือน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่สาธารณชน และอาจส่งผลกระทบต่อกระทรวงกลาโหมและความมั่นคงของประเทศ

กระทรวงกลาโหม ขอยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าวมิได้มีเจตนาจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต หากแต่เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และคุ้มครองความน่าเชื่อถือของหน่วยงานของรัฐ ตลอดจนประโยชน์สาธารณะ

กระทรวงกลาโหม ขอย้ำว่า การวินิจฉัยว่าการกระทำใดเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่นั้น เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะดำเนินการตามหลักนิติธรรม โดยผู้ที่ถูกร้องทุกข์ยังคงได้รับสิทธิและความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างครบถ้วน จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ในช่วงที่สถานการณ์ด้านความมั่นคงมีความละเอียดอ่อน กระทรวงกลาโหมขอความร่วมมือจากประชาชนในการใช้วิจารณญาณก่อนรับหรือส่งต่อข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งขอให้ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐและศูนย์แถลงข่าวร่วม (JIC) เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และผ่านการตรวจสอบแล้ว

กระทรวงกลาโหม พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและเจตนาสุจริต และยืนยันว่าจะดำเนินการทุกประการภายใต้กรอบของกฎหมาย หลักนิติธรรม และความเสมอภาค เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนและปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

ม.รังสิตจัดเวทีใหญ่ วิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์โลกสู่ยุทธศาสตร์ชาติ สีหศักดิ์ ชี้ไทยไม่ควรเลือกข้าง

ม.รังสิตจัดเวทีใหญ่ วิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์โลกสู่ยุทธศาสตร์ชาติ สีหศักดิ์ ชี้ไทยไม่ควรเลือกข้าง

ม.รังสิตจัดเวทีใหญ่ วิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์โลกสู่ยุทธศาสตร์ชาติ สีหศักดิ์ ชี้ไทยไม่ควรเลือกข้าง

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.11 น.

ม.รังสิตจัดเวทีใหญ่ วิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์โลกสู่ยุทธศาสตร์ชาติ“สีหศักดิ์” ชี้ไทยไม่ควรเลือกข้าง แต่ต้องสร้างความแข็งแกร่งจากภายในประเทศ“อาทิตย์ อุไรรัตน์” เตือนโลกเผชิญ Polycrisis ขณะที่เวที Land Bridge ชี้โอกาสจะเกิดได้ ต้องควบคู่ความเป็นธรรมและยุทธศาสตร์ชาติ

วันนี้ที่วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม  สถาบันปฎิรูปประเทศไทย (สปท.) และสถาบันยุทธศาสตร์ความมั่นคงและสันติภาพสุวรรณภูมิ ม.รังสิต ได้จัดสัมมนาวิชาการในหัวข้อ “โอกาสและความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในบริบทภูมิรัฐศาสตร์โลก”  และรับฟังการนำเสนอรายงานทางวิชาการของนักศึกษาปริญญาเอกหลักสูตรผู้นำรุ่นที่ 10  โดยมีการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ“พลวัตภูมิรัฐศาสตร์โลกและอาเซียน: ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อประเทศไทย” โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 

โดยในช่วงแรก ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ได้กล่าวเปิดงานต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนาโดยระบุว่า ในนามของมหาวิทยาลัยรังสิต ผมรู้สึกเป็นเกียติและมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาวิชาการในวันนี้ และเหนือสิ่งอื่นใด ผมขอขอบคุณ ฯพณฯ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่กรุณาให้เกียรติมาปาฐกถาพิเศษในเวทีวิชาการของมหาวิทยาลัยรังสิตแม้ว่าท่านจะมีภารกิจสำคัญในการกำกับดูแลนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาล ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความผันผวนจากการแข่งขันของมหาอำนาจ ความขัดแย้งในหลายภูมิภาค และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก  ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจะกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของตนเองอย่างไร และจะเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสได้อย่างไรโลกในศตวรรษที่ 21 กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกใหม่ การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านการทหาร แต่ขยายไปสู่เศรษฐกิจ เทคโนโลยี พลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ต่างเข้ามาซ้อนทับกัน จนเกิดสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า Polycrisis หรือ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” สิ่งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคหนึ่งของโลก สามารถส่งผลต่ออีกซีกโลกได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว สงครามอาจเริ่มต้นจากปัญหาความมั่นคง แต่ผลกระทบกลับขยายไปสู่ราคาพลังงาน ราคาสินค้า เงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพของประชาชนวันนี้ ภูมิรัฐศาสตร์จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่อยู่บนโต๊ะอาหารของทุกครอบครัว อยู่ในต้นทุนของผู้ประกอบการ และอยู่ในชีวิตประจำวันของประชาชนด้วยเหตุนี้ ความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 จึงไม่อาจหมายถึงเพียงความมั่นคงทางทหาร หากต้องครอบคลุมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงด้านเทคโนโลยี ความมั่นคงทางไซเบอร์ และที่สำคัญที่สุด คือ ความมั่นคงของประชาชน

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว ตอนหนึ่งของการปาฐกถาว่า “เมื่อโลกเปลี่ยนไป การทูตที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะกับทางเขมรที่สุดท้ายเราก็ต้องอยู่ด้วยกันให้ได้  โดบเฉพาะเรื่องการหาจุดสมดุลระหว่างการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากับการกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาว อาทิ การทูตวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย  และการนำองค์ความรู้จากต่างประเทศมาพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่ง

นอกจากนนี้นายสีหศักดิ์ได้กล่าวถึงโอกาสของประเทศไทยบนเวทีโลกว่า ตอนนี้ทุกคนพูดถึงอินโดแปซิฟิก เป็นจุดยุทธศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจไม่ว่าจะจีนหรือ อเมริกา สิ่งที่ไทยควรทำไม่ใช่การเลือกข้าง แต่ต้องสร้างความแข็งแกร่งภายในประเทศในด้านต่างๆ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและเพื่อสร้างโอกาสให้กับประเทศไทยบนเวทีโลก

นายสีหศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมอีกว่าการฑูตที่ดีในยุคปัจจุบันการฑูตที่ประชาชนเข้าใจว่าเรากำลังทำอะไร และประเทศชาติกำลังต่อรองอะไร และประเทศได้ประโยชน์อะไรบ้างจากสิ่งที่ทำมากที่สุด

ขณะที่เวทีเสวนาในช่วงบ่ายมีวงเสวนาในหัวข้อ “อนาคตประเทศไทยบนเส้นทางแลนด์บริดจ์: โอกาส ความท้าทาย และทางเลือก”

โดย ดร. จิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า
Land Bridge ไม่ใช่เพียงโครงการเชื่อมการขนส่งฝั่งตะวันออก–ตะวันตก แต่เป็น Gateway ฝั่งตะวันตกของไทย ที่จะยกระดับประเทศสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค โดยใช้แนวคิด One Port, Two Sites เชื่อมท่าเรือสองฝั่งให้ทำงานเสมือนท่าเรือเดียว เพื่อลดเวลาและต้นทุนการขนส่ง

โครงการดำเนินในรูปแบบ PPP (Public-Private Partnership) เปิดให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนและบริหารโครงการระยะยาว ขณะที่ภาครัฐรับผิดชอบการเวนคืนที่ดินและได้รับส่วนแบ่งผลตอบแทน ช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐและดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่

นอกจากนี้ Land Bridge ยังเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนา SEC (Southern Economic Corridor) เพื่อดึงดูดการลงทุน ย้ายฐานการผลิต และต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมสู่มูลค่าสูง พร้อมส่งเสริม 4 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ เกษตรมูลค่าสูง โลจิสติกส์ การค้า และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน

ขณะที่รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า Land Bridge ไม่ใช่แค่การเชื่อมอ่าวไทย–อันดามัน แต่ต้องเป็น Gateway เชื่อมพื้นที่ตอนใน (Hinterland) ของภูมิภาคออกสู่ทะเลโลก โดยปรับแนวคิดจากการเชื่อม “ซ้าย–ขวา” มาเป็นการดึงศักยภาพการค้าและการลงทุนจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจีนที่ต้องการเส้นทางขนส่งสำรอง

โจทย์สำคัญของไทยคือการเลิกมองกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของทุกการลงทุน แต่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อชายแดนและเครือข่ายระหว่างประเทศก่อน เพราะหากแก้จุดคอขวดได้ การขนส่งสินค้าสู่ตลาดโลกจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต้องเดินตามแผนแม่บทและยุทธศาสตร์ชาติอย่างบูรณาการ ไม่ใช่สร้างแยกเป็นรายโครงการ เพื่อให้ทุกระบบเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค

รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่าโครงการ Land Bridge ต้องมองในมิติภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ใช่แค่โครงการคมนาคม เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมกับการแข่งขันของจีน สหรัฐฯ อินเดีย และรัสเซีย ช่วยเพิ่มทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ของไทย โดยไม่ต้องขุดคลองไทย

โครงการนี้จะยกระดับไทยจากทางผ่านสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์และการเชื่อมโยงภูมิภาค รองรับการค้า การลงทุน และสร้างอำนาจต่อรองในห่วงโซ่อุปทานโลกระยะยาว ไทยควรวางบทบาทเป็น 4C ได้แก่ Crossroad, Connector, Conductor และ Container พร้อมผลักดันนโยบาย Act West เพื่อรักษาความเป็นกลาง เสริมความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ และก้าวสู่การเป็น Middle Power ของภูมิภาค

ด้านนายบรรจง นะแส อดีตนายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย และที่ปรึกษาสมาคมรักษ์ทะเลไทย กล่าวว่า
Land Bridge ไม่ได้เผชิญแค่แรงต้านด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังถูกตั้งคำถามเรื่อง “ความเป็นธรรม” เพราะหากผลประโยชน์ไม่กระจายสู่คนส่วนใหญ่ ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้น เห็นได้จากการชุมนุมเรียกร้องให้ชะลอ SEC และตั้งคณะกรรมการใหม่ที่มีภาคประชาชนร่วมตัดสินใจ

คำถามสำคัญคือ ประเทศกำลังลงทุนเพื่อขนส่งสินค้าของใคร ขณะที่ทะเล อาหาร อากาศ และการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นทุนแท้ของคนไทย กลับเสี่ยงถูกแลกกับเมกะโปรเจกต์

หากรัฐยังทุ่มงบกับโครงการแสนล้าน ทั้งที่ถนน น้ำ และไฟฟ้ายังไม่ทั่วถึง การพัฒนาเช่นนี้ก็ยากจะเรียกว่าเป็นการพัฒนาเพื่อประชาชน

ศาลฎีกายกคำร้องประกันตัวคดี ม.110 เอกชัย แม้หมอสุภัทร ให้ความเห็นอาการปวดท้อง-น้ำหนักลดเรื้อรัง

ศาลฎีกายกคำร้องประกันตัวคดี ม.110 เอกชัย แม้หมอสุภัทร ให้ความเห็นอาการปวดท้อง-น้ำหนักลดเรื้อรัง

ศาลฎีกายกคำร้องประกันตัวคดี ม.110 เอกชัย แม้หมอสุภัทร ให้ความเห็นอาการปวดท้อง-น้ำหนักลดเรื้อรัง

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.55 น.

15 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า ศาลฎีกายกคำร้องประกันตัวคดี ม.110 ‘เอกชัย’ แม้หมอสุภัทร ให้ความเห็นอาการปวดท้อง-น้ำหนักลดเรื้อรัง ควรได้รับการรักษาเฉพาะทางเพื่อคัดกรองโรคร้าย

วันที่ 15 ก.ค. 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องประกันตัว เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมืองและผู้ต้องขังวัย 51 ปี ในคดีที่ถูกกล่าวหาในข้อหา “ประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี” ตามมาตรา 110 หลังจากทนายความยื่นประกันตัวเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา

การยื่นประกันตัวครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 4 ตั้งแต่ถูกคุมขัง ปัจจุบันเอกชัยระบุว่ามีอาการปวดท้องและน้ำหนักลดเรื้อรัง และในคำร้องขอประกันตัวได้อ้างความเห็นทางการแพทย์ของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อคัดกรองภาวะโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรก หรือโรคอื่น ๆ จึงขอให้ส่งตัวเอกชัยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐที่มีศักยภาพ หรือควรให้เอกชัยได้รับการประกันตัว เพื่อรับการรักษาโดยละเอียดด้วยตนเองต่อไป

ศาลฎีการะบุคำสั่งยกคำร้อง ระบุว่า “พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบเหตุผลตามคำร้องของผู้ขอประกันแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ส่วนเหตุผลตามคำร้องที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยมีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว”

ขณะที่เอกชัยถูกขังมามากกว่า 10 แล้ว แม้ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษายกฟ้องคดี จากนั้นศาลอุทธรณ์จะพิพากษากลับ และลงโทษจำคุก 21 ปี 4 เดือน จึงเป็นเหตุให้เอกชัยถูกขังระหว่างชั้นฎีกาตั้งแต่นั้นเรื่อยมา

– ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำคุก 21 ปี 4 เดือน และถูกขังมา 10 เดือนเศษแล้ว หลังถูกขังชั้นฎีกา

เกี่ยวกับคดีที่เอกชัยถูกคุมขัง เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2568 ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ในคดีที่เขาและประชาชนรวม 5 คน ถูกฟ้องในข้อหาตามมาตรา 110 จากกรณีถูกกล่าวหาว่าขัดขวางขบวนเสด็จของพระราชินีที่ผ่านเข้ามาในที่ชุมนุม เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 โดยลงโทษจำคุกเอกชัยถึง 21 ปี 4 เดือน

เอกชัยถูกคุมขังรอบนี้เป็นครั้งที่ 7 ในชีวิตแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้เคยถูกคุมขังมาทั้งในคดีมาตรา 112 กรณีขายซีดีสารคดีของสำนักข่าว ABC และคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กรณีโพสต์เรื่องเพศสัมพันธ์ในเรือนจำ เขากับเพื่อนร่วมคดีรวม 5 คน ได้ถูกย้ายตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรมเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2568

– ยื่นประกันตัวครั้งที่ 4: เอกชัยมีอาการปวดท้อง-น้ำหนักลดเรื้อรัง แพทย์ระบุควรได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อคัดกรองโรคร้าย ขอให้ส่งตัวเอกชัยเข้ารับการรักษา – ให้สิทธิประกันตัว

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2569 ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัวเอกชัยเป็นครั้งที่ 4 (นับตั้งแต่ถูกขัง) พร้อมระบุความเห็นทางการแพทย์ของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ที่ให้ความเห็นจากเวชระเบียนว่า เอกชัยมีอาการปวดท้องและน้ำหนักลดเรื้อรัง จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อคัดกรองภาวะโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรก หรือโรคอื่น ๆ ซึ่งโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่มีศักยภาพในการให้การรักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์ จึงขอให้กรมราชทัณฑ์ได้ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลของรัฐที่มีศักยภาพ หรือควรให้เอกชัยได้รับการประกันตัว เพื่อการเข้ารับการตรวจรักษาโดยละเอียดด้วยตนเองต่อไป

ทั้งนี้ ในการยื่นประกันตัวครั้งนี้ ได้เสนอหลักประกันเป็นเงินสดจำนวนหนึ่งล้านบาท หรือตามที่ศาลกำหนด พร้อมกับหากเห็นสมควร ให้ศาลเบิกตัวเอกชัยมาไต่สวนเพื่อตั้งเงื่อนไขในการประกันตัว และยินยอมให้ศาลกำหนดเงื่อนไขใด ๆ

สำหรับคำร้องขอประกันตัวโดยสรุป ยืนยันจำเลยเคลื่อนไหวในทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง บนพื้นฐานของการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ไม่เคยก่อความรุนแรง แม้ว่าจำเลยถูกดำเนินคดีกว่า 30 คดี และเคยถูกจองจำในคดีมาตรา 112, คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ รวมถึงถูกคุมขังในชั้นสอบสวนในคดีนี้ก่อนได้รับการประกันตัว แต่จำเลยไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนี และไม่คิดจะหลบหนี จำเลยต้องการต่อสู้คดีอย่างถึงที่สุด การควบคุมตัวจำเลยไว้ระหว่างการพิจารณา นอกจากจะขัดต่อหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ยังเป็นการคุมขังที่เกินจำเป็นและอาจส่งผลต่อสุขภาพของจำเลยอย่างร้ายแรง

จำเลยเห็นว่า การที่จำเลยได้พักรักษาตัวที่บ้านพักซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกว่าย่อมเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง และเห็นว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาที่ขัดแย้งกัน การที่ถูกปฏิเสธการให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยระหว่างฎีกา จนเป็นเหตุให้สุขภาพตกอยู่ในความเสี่ยง จำเลยควรได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเพื่อสุขภาพอนามัยที่ดีของจำเลย

สำหรับอาการป่วยของเอกชัย ระบุว่าก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกันยายน 2566 จำเลยป่วยเป็นโรคฝีในตับ จากการติดเชื้อในระหว่างคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ในคดีความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ จนถูกส่งตัวรักษาในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลราชวิถี โดยแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์วินิจฉัยว่าติดเชื้อแบคทีเรียจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แม้จำเลยจะพ้นโทษคดีนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 แต่จำเลยยังคงต้องตรวจซีทีแสกนเป็นระยะเพื่อติดตามโรค

ต่อมาในเดือนกันยายน 2568 จำเลยถูกคุมขังในคดีนี้ในเรือนจำคลองเปรมด้วยสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากบ้านพักของจำเลย เป็นผลให้สุขภาพทรุดโทรมลง จำเลยยื่นคำร้องขอตรวจซีทีสแกนต่อเรือนจำคลองเปรมตั้งแต่วันที่ 22 ก.ย. 2568 แต่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย

จนกระทั่งวันที่ 4 มี.ค. 2569 จำเลยเริ่มมีอาการปวดแผลใกล้จุดที่เคยรักษาโรคฝีในตับและปวดเพิ่มขึ้นจากการถูกส่งตัวฉุกเฉินเข้าโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในวันที่ 13 มี.ค. 25569 จำเลยได้รับการตรวจอัลตราซาวด์ และผลการตรวจะยังไม่พบความผิดปกติของตับ แต่จำเลยยังคงมีความเสี่ยงต่อการกลับมาของโรคฝีในตับและแพทย์พบอาการใหม่อย่างน้อยสองอาการคือ ต่อมลูกหมากโต และกระบังลมอักเสบ โดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน เห็นได้ชัดว่าสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากบ้านพักของจำเลยและการขาดการตรวจติดตามโลกอย่างต่อเนื่องเป็นสาเหตุที่ทำให้สุขภาพจำเลยทรุดโทรมลง

ทั้งนี้ ในคำร้องประกันตัวระบุว่า นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัว ทำความเห็นทางการแพทย์จากการอ่านเวชระเบียนผู้ป่วยในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ของจำเลย โดยมีความเห็นว่า

“เอกชัย หงส์กังวาน ควรได้รับการตรวจรักษาและการวินิจฉัยหาสาเหตุอย่างจริงจังสำหรับอาการปวดท้องเรื้อรังและน้ำหนักลดเรื้อรัง เพื่อคัดกรองภาวะโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรก หรือโรคอื่นใดที่เป็นเป็นสาเหตุได้ จากโรงพยาบาลที่มีแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญหลายแผนก ซึ่งทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่มีศักยภาพในการให้การรักษาอย่างเพียงพอตามมาตรฐานทางการแพทย์ จึงขอให้กรมราชทัณฑ์ได้ส่งต่อเอกชัย ไปทำการตรวจรักษาอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลของรัฐที่มีศักยภาพ อาทิ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ หรือควรให้เอกชัยได้รับการประกันตัว เพื่อการเข้ารับการตรวจรักษาโดยละเอียดด้วยตนเองต่อไป ขอให้ท่านให้ความสำคัญกับการเข้าสิทธิในการรักษาพยาบาลตามมาตรฐานทางการแพทย์ของผู้ต้องขัง อันเป็นสิทธิและความเป็นธรรมที่คนทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียม”

ข้อมูลทางการแพทย์มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. เอกชัยไปพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้องด้านขวา เคยมีประวัติเป็นฝีในตับเมื่อปี 2563 โดยได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี การรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ในครั้งนี้ หลังจากได้รับตัวไว้นอนรักษาตัว 3 วัน (13-16 มี.ค. 2569) ได้รับการวินิจฉัยก่อนออกจากโรงพยาบาลว่า “Abdominal Pain” หรือ “ปวดท้อง” แปลว่า ยังไม่ได้ตรวจพบสาเหตุที่แท้จริง แพทย์ให้ยากลุ่มโรคกระเพาะ ยาต่อมลูกหมากโต และยาทาผิวแห้ง และระบุว่า “รอผลการตรวจอัลตราซาวด์ (USG) ในวันที่ 23 มี.ค. 2569 (โดยผลอัลตราซาวด์ช่องท้อง ระบุว่า มีตับม้ามโตเล็กน้อย ซึ่งไม่อธิบายภาวะปวดท้อง) ดังนั้น แท้จริงการรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ยังไม่สามารถหาสาเหตุที่เอกชัยปวดท้องได้

2. ภาพรวมของสุขภาพเอกชัย อายุ 50 ปี ส่วนสูง 185 เซนติเมตร น้ำหนักตัว 65 กิโลกรัม ซึ่งน้อยกว่ามาตรฐานปกติมาก ตามมาตรฐานทางการแพทย์ชายที่สูง 185 เซนติเมตร ควรมีน้ำหนักตัวที่ 85 กิโลกรัม ทั้งนี้ น้ำหนักเอกชัยต่ำกว่าเกณฑ์ถึง 20 กิโลกรัม และเอกสารในบันทึกทางการพยาบาล ระบุว่าเอกชัยมีภาวะน้ำหนักลดจาก 72 กิโลกรัม เหลือ 65 กิโลกรัมใน 6 เดือน

สิ่งที่ต้องหาสาเหตุคือ อะไรที่ทำให้เอกชัยมีภาวะน้ำหนักลดลง (Weight loss cause) ในทางการแพทย์นั้น น้ำหนักที่ลดลงเร็วเช่นนี้ ต้องคิดถึงโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็งที่กำลังก่อตัว หรือสภาวะทางสุขภาพจิต

แต่ทั้งนี้ผลการการตรวจประเมินสุขภาพจิตรับใหม่ของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ลงวันที่ 16 มี.ค. 2569 สรุปว่า “การประเมินในปัจจุบัน ไม่พบปัญหาสุขภาพจิต ไม่พบอาการโรคซึมเศร้า ไม่พบแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตาย ไม่พบข้อบ่งชี้อาการทางจิตที่เด่นชัด” เห็นได้ว่าเอกชัยไม่มีปัญหาสุขภาพจิต ดังนั้น สาเหตุที่น้ำหนักลงอย่างรวดเร็ว น่าจะเป็นสาเหตุจากโรคทางกาย ไม่ใช่สาเหตุทางสุขภาพจิต

อย่างไรก็ตาม ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ไม่ได้หาสาเหตุโรคทางกายที่ทำให้น้ำหนักลด โดยเฉพาะโรคมะเร็งอย่างเพียงพอ

3. เมื่อเอกชัยปวดท้องเรื้อรังที่ยังไม่ทราบสาเหตุ ร่วมกับภาวะน้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว 7 กิโลกรัมใน 6 เดือน โดยที่ภาวะฝีในตับเมื่อ 3 ปีที่แล้วได้หายหมดแล้ว (ทราบจากผลการตรวจอัลตราซาวด์ ในวันที่ 23 มี.ค. 2569 ระบุว่า ไม่พบร่องรอยของก้อนในตับ ซึ่งหมายถึงฝีในตับ มีเพียงตับม้ามโตเล็กน้อย)

ในทางการแพทย์ต้องหาสาเหตุว่า อะไรที่ทำให้ปวดท้องเรื้อรังและน้ำหนักลดเรื้อรังร่วมกัน โดยที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพจิต ต้องค้นหาโรคมะเร็งอย่างจริงจัง ก่อนจะสรุปว่าปวดท้องดังกล่าวไม่ใช่โรคมะเร็ง หรือค้นหาลุ่มโรคด้านภูมิคุ้มกันวิทยา หรือการติดเชื้อ เช่นพยาธิ เป็นต้น เมื่อหาไม่พบโรคที่ชัดเจนแล้ว จึงรักษาไปตามอาการ เช่น การให้ยากระเพาะที่ทำอยู่ในปัจจุบันได้ อีกทั้งภาวะต่อมลูกหมากโตที่ระบุนั้น ทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ก็ไม่ได้ตรวจเลือดเพื่อคัดกรองโรคมะเร็งต่อมลูกหมากแต่อย่างใด

หากศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า อาการเจ็บป่วยเหล่านี้ของจำเลยสามารถรักษาได้ในเรือนจำจนปฏิเสธให้ประกันตัวจำเลย จำเลยไม่อาจเห็นพ้องด้วย เนื่องจากในรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ ล้วนให้สิทธิ์ประชาชนผู้ต้องขังรักษาอาการป่วยจากโรงพยาบาลของรัฐ การรักษาพยาบาลของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์นั้นเป็นเพียงการรักษาตามอาการ แต่ไม่ได้วินิจฉัยหาสาเหตุโรคของจำเลย หากจำเลยเป็นโรคร้ายแรง สภาพความเป็นอยู่ และการรักษาพยาบาลที่ล่าช้าอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตของจำเลยได้

ศาลฎีกายกคำร้อง ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม – จำเลยมีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว

ต่อมาในวันที่ 15 ก.ค. 2569 นายประกันไปฟังคำสั่งศาลฎีกา และแจ้งคำสั่งว่ายกคำร้อง โดยศาลระบุว่า “พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบเหตุผลตามคำร้องของผู้ขอประกันแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ส่วนเหตุผลตามคำร้องที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยมีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง”

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงทำให้เอกชัยยังคงถูกขังอยู่ที่เรือนจำคลองเปรมต่อไป ซึ่งจนถึงวันนี้ (15 ก.ค. 2569) เอกชัยถูกขังมาแล้ว 10 เดือนเศษ

*อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/84640