DSI เดินหน้าต่อ เตรียมประชุมคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.นัดแรก ชี้ไม่ผูกมัดแค่ 77 รายตาม กกต.  ระบุโยงถึงใครฟันหมด

17 กันยายน 2569 เวลา 14:44 น.

ปมคดีฮั้ว สว.ร้อนไม่หยุด!! หลัง กกต.ชี้แจงมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับหลักฐานตามสำนวน DSI ขณะที่ล่าสุด DSI ยืนยันเดินหน้าเปิดเกมต่อแยกคดีอาญา อั้งยี่-ฟอกเงินแยกจากคดีเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัย กกต. ลุยเส้นเงินฮั้ว สว.ไม่จำกัดเฉพาะ 77 รายที่ กกต.ส่งฟ้อง ระบุโยงถึงใครเจอหมด พร้อมเตรียมประชุมคณะพนักงานสอบสวนร่วมอัยการภายในสิ้นเดือน ก.ย.


วันที่ 17 กันยายน 2569 จากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติไต่สวนในคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิ สภา(สว.) ปี 2567 หรือคดีฮั้ว สว.67 โดยมีการวินิจฉัยส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย ตามที่นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.แถลงมติกกต.เรื่องดังกล่าวต่อสื่อมวลชนไปแล้วเมื่อวันที่14กันยายน ที่ผ่านมา และล่าสุดวานนี้(17ก.ย.) สำนักงานกกต.ได้ออกเอกสารข่าว ระบุว่ารายงานการประชุมกกต.มติ 4 ต่อ 3 ไม่รับหลักฐานจากDSI ชี้ไม่มีการเสนอรายละเอียด “เส้นเงิน” ให้พิจารณา ระบุช่วงไต่สวนคดีฮั้วเลือก สว. 11 ครั้ง ไม่มี กกต.คนใดร้องขอสำนวนคดีพิเศษมาประกอบการพิจารณานั้น

ล่าสุด แหล่งข่าวจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เปิดเผยว่า สำหรับการนัดหมายประชุมครั้งที่ 1 ของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ที่มีทั้งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอและพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย กรณีทุจริตเลือกวุฒิสภา คาดว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะดำเนินการประชุมครั้งแรกได้ภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้

ส่วนประเด็นว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจำเป็นต้องรอสำนวนคำวินิจฉัยของ กกต. ที่จะจัดทำอย่างละเอียดภายใน 60 วันหรือไม่นั้น แหล่งข่าวจากดีเอสไอ ชี้แจงว่าในการดำเนินคดีอาญา โดยเฉพาะคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ไม่มีเหตุจำเป็นต้องรอสำนวนคำวินิจฉัยของ กกต.

“เพราะคดีอาญาของดีเอสไอ และ กกต. มันแยกออกจากกัน อีกทั้งในจำนวนผู้ถูกร้องทั้ง 77 รายตามมติของ กกต. ก็ไม่ใช่เหตุผูกมัดให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต้องดำเนินคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.จำนวน 77 รายเท่านั้น เพราะคณะพนักงานสอบสวนจะต้องดูพฤติการณ์ พยานหลักฐาน และเส้นทางการเงินเป็นหลัก ว่าใครบ้างที่มีพฤติการณ์อั้งยี่ ใครบ้างมีพฤติการณ์ฟอกเงิน”

ทั้งนี้ กรณีที่มีการจับตาว่าในสำนวนของดีเอสไอที่ส่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษ ซึ่งก่อนหน้านี้ อัยการคดีพิเศษตีกลับสำนวนให้สอบสวนเพิ่มเติม ดีเอสไอและอัยการ สำนักงานการสอบสวน ในฐานะคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้สั่งฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย คือ 1.น.ส.นิสิตา หมั่นชัย 2.นายสุบิน ศักดา 3.นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร 4.น.ส.อัจฉราพรรณ หอมรส 5.นายวงศกร ชนะกิจ 6.น.ส.มาเรีย เผ่าประธาน 7.นางผกามาศ ไทยนุกูล 8.นายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น

ทั้งนี้ เมื่อมาเทียบดูกับรายชื่อที่ กกต.ส่งฟ้องศาลฎีกาฯในจำนวน 77 รายนั้น ตรงกับรายชื่อของดีเอสไอที่สั่งฟ้องอัยการคดีพิเศษในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เพียง 6 ราย โดยมี 2 รายที่ไม่ถูก กกต. มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาฯ คือ นางผกามาศ ไทยนุกูล และนายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น ฉะนั้น คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ก็ต้องพิจารณาในส่วนของผู้ต้องหา 2 รายนี้อีกครั้งว่าจะมีการดำเนินคดีด้วยหรือไม่ เพราะหากจะยึดเอาเพียงตัวเลข 77 รายตามมติของ กกต. ก็จะเป็นปัญหาว่าแล้วการสั่งฟ้องในครั้งแรกจะทำอย่างไร และก็ต้องรับฟังความเห็นของพนักงานอัยการที่ร่วมสอบสวนด้วย

รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่า สำหรับการทำสำนวนสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนได้มีการทำหนังสือถึง กกต.มาตลอด เพื่อสอบถามว่าจะนำเอาหลักฐานทางคดีของดีเอสไอไปประกอบในสำนวนทั้งหมดหรือไม่ แต่ปรากฏว่า กกต. มีมติไม่รับไว้ และเมื่อดีเอสไอพยายามขอสำนวนของ กกต. ก็กลับไม่มีการให้มาทางดีเอสไอเช่นเดียวกัน รวมถึงกรณีที่ดีเอสไอขอเอกสารเกี่ยวกับการรับเงินเดือนของกลุ่มผู้ช่วย สว. ผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษาประจำตัวสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ทั้ง 138 สว.ตัวจริง เนื่องด้วยจากรายงานการสืบสวนสอบสวนและพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน พบว่ามีเส้นทางการเงินของคนใกล้ชิด สว. เหล่านี้ไปเชื่อมโยงกับกลุ่มคณะบุคคลที่อยู่ในขบวนการจัดฮั้วระดับประเทศ จึงต้องประสานเอกสารจากวุฒิสภา แต่จนถึงปัจจุบันนี้ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ก็ไม่เคยส่งเอกสารให้ดีเอสไอ โดยอ้างว่าติดปัญหาเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA แม้ดีเอสไอได้ทำหนังสือตอบกลับว่ากฎหมาย PDPA ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการดำเนินคดีอาญาก็ตาม หรือแม้กระทั่งสำนักงาน ปปง. ทางคณะพนักงานสอบสวนได้ส่งเอกสารขอเส้นทางการเงิน เลขที่บัญชีธนาคารกับทางสำนักงาน ปปง. แต่ก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือนาน 1 ปี

รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยต่อว่า กรณีที่ กกต. ออกมาแถลงว่าขาดซึ่งพยานหลักฐานส่วนใดก็ตามในคดีฮั้ว สว. ทำให้ต้องมีมติไม่ฟ้องบุคคลรายนั้นๆ ก็เนื่องมาจากการที่ดีเอสไอพยายามส่งหลักฐานให้ กกต. แต่ทาง กกต. มีมติไม่รับหลักฐานไว้ มันก็ทำให้ขาดซึ่งพยานหลักฐานได้ หรือแม้กระทั่งในส่วนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ กกต. และดีเอสไอเป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนร่วมกัน ก็ยังไม่ได้รับเอาหลักฐานครบทุกรายการจากคณะพนัก งานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จึงต้องย้ำว่าพยานหลักฐานในสำนวนของคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.กับพยานหลักฐานในสำนวนของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 ก็ยังมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะในการกลับคำให้การของพยานรหัสที่ 16 (นายเอกราช ช่างเหลา) เหตุใด กกต. จึงไม่พูดว่าในชั้นการสอบปากคำพยานนายเอกราช ได้มีการจัดเจ้าหน้าที่ 2 ชุดในห้องทำงานห้องเดียวกัน คือ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. และคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ร่วมสอบปากคำและบันทึกคำให้การพร้อมกัน เพียงแค่จัดพิมพ์คนละชุดกันเท่านั้น และยังมีอัยการร่วมสอบสวนด้วย ซึ่งพนักงานอัยการจะถือเป็นพยานในเหตุการณ์ เพราะพนักงานอัยการจะเห็นเลยว่านายเอกราช ช่างเหลา ในตอนให้ปากคำ ก็มีการให้ปากคำปกติ สีหน้าท่าทางอากัปกิริยาปกติทุกประการ ไม่มีการถูกข่มขู่คุกคามเพื่อให้พยานให้การเท็จแต่อย่างใด จึงเป็นไปไม่ได้ที่พยานจะถูกบังคับ ส่วนกรณีที่นายเอกราชมากลับคำให้การภายหลังนั้น นายเอกราชก็ไม่เคยเดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 เพื่อขอให้บันทึกการกลับคำให้การเลย แต่กลับไปส่งเป็นหนังสือจดหมาย 1 ฉบับ แจ้งแก้ไขคำให้การไปยังประธานกรรมการการเลือกตั้งแทน


รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยด้วยว่า ตอนนี้สังคมต่างตั้งคำถามว่าหากนายเอกราช ช่างเหลา มีพฤติการณ์กลับคำให้การจริงๆ ในฐานะพนักงานสอบสวน ควรแจ้งความดำเนินคดีฐานให้การเท็จเข้าสู่สำนวนหรือไม่นั้น ตามหลักการแล้ว คำให้การใดเป็นจริงหรือเท็จ มันจะไปปรากฏในการสืบชั้นศาล เพราะการสืบชั้นศาล อัยการจะถามเลยว่า “คุณได้ให้การสองครั้ง คุณต้องยืนยันมาว่าอันไหนจริง อันไหนเท็จ“ นี่คือหลักการการสืบชั้นศาล เพราะถ้าอัยการไม่ถามคำให้การของครั้งที่พยานให้การไว้ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนเท็จ เพื่อที่จะเห็นได้เลยว่า ท้ายสุดพยานจะกลับคำให้การในชั้นศาลหรือไม่ เช่น หากพยานบอกว่า “ในคำให้การชั้นพนักงานสอบสวนเป็นเท็จ” มันก็จะนำไปสู่การดำเนินคดีความผิดฐานให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนได้ แต่ถ้าพยานบอกว่า “คำให้การในชั้นพนักงานสอบสวนเป็นจริง แต่ที่เบิกความในชั้นศาลเป็นเท็จ“ ก็จะเป็นความผิดในอีกมาตรา คือ ฐานเบิกความเท็จต่อศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ในชั้นการสืบชั้นศาล จะเห็นข้อเท็จจริงมากกว่า

รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยเพิ่มเติมว่า ส่วนกรณีว่าในสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ จะสามารถดำเนินคดีอาญาต่อกลุ่มกรรม การบริหารพรรค ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่ถูกปัดตกจากสำนวนและมติของ กกต. ได้หรือไม่นั้น เรื่องนี้พิสูจน์ได้จากพยานหลักฐานเท่านั้น ถ้ามีความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด คณะพนักงานสอบสวนก็ต้องพิจารณาดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน แม้บุคคลนั้นจะไม่ถูกมติวินิจฉัยชี้ขาดของ กกต. ในข้อกล่าวหาที่ 1 และข้อกล่าวหาที่ 2 ก็ตาม

ทั้งนี้ มีรายงานข่าว ระบุด้วยว่า พฤติกรรมส่อพิรุธของ กกต. คือ การปฏิเสธไม่รับหลักฐานจากดีเอสไอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาพกล้องวงจรปิดของรถบุคคลสำคัญต่าง ๆ ที่ขับเข้าไปในโรงแรมที่เกี่ยวข้องในขบวนการจัดฮั้ว สว. เรื่องพิกัดการใช้งานโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น และยังมีพฤติกรรมของคนบางกลุ่มในฝ่ายการเมืองที่มีการบีบคั้นกดดันสั่งเบรกไปยังสำนักงานที่เกี่ยวข้องกับการให้เอกสารและข้อมูลเกี่ยวกับการเงินมายังดีเอสไอ

‘นายกฯ’ สั่ง ‘ปลัดมหาดไทย’ เร่งตั้ง มท. ส่วนหน้า ตามมติ สมช.

17 กันยายน 2569 เวลา 14:30 น.

อ

17 กันยายน 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ​รมว.มหาดไทย กล่าวภายในห้องประชุม ติดตามการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงมหาดไทย โดยกล่าวตอนหนึ่ง ว่าเรื่องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติจะบูรณาการการทำงาน ระหว่างฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า โดยให้นายอำเภอเป็นหัวหน้าทีม ซึ่งปลัดกระทรวงมหาดไทย รับทราบเรื่องนี้แล้ว และจะต้องมีการปรับจำนวนบุคลากรให้สอดรับกับสถานการณ์ ขณะที่กระทรวงมหาดไทย ขอให้มีการจัดตั้ง มท. ส่วนหน้าด้วย เพื่อบริหารสถานการณ์ในพื้นที่อย่างทันท่วงที ขอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย เร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพราะ สมช. มีมติไปแล้ว ขณะที่แม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่ ก็ยืนยันกับตน ว่าพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

ส่วนเรื่องการทำงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย (ปภ.) ก็ขอชื่นชมเช่นเดียวกัน ช่วงนี้มีเหตุการณ์มากมายแต่ ปภ. และผู้ว่าฯ เรื่องพื้นที่ประสบเหตุ สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ด้วยความรวดเร็ว ไม่มีสิ่งที่เกินความคาดหมายเกิดขึ้น ต้องขอขอบคุณที่มีแผนเผชิญเหตุ ตามที่ตนได้มอบนโยบายไว้ ขอให้เพิ่มศักยภาพ และการเฝ้าระวังในช่วงนี้ เพราะมีฝนตกหนักไปจนถึงเดือนธันวาคม ซึ่งได้มีการแบ่งงานทั้งในระดับรัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย รวมถึงรองนายกรัฐมนตรีแต่ละคน สามารถใช้อำนาจนายกรัฐมนตรี ดำเนินการได้เลย

ยอนุทิน ชาญวีรกูล

ขณะที่ เรื่องกรุงเทพมหานคร ขอยืนยันที่ผู้ว่าฯ กทม. ได้ให้นโยบายว่าข้อมูลข่าวสารของกรุงเทพมหานครเป็นข้อมูลที่เปิดเผยของรัฐบาลก็เช่นกัน เราพร้อมที่จะเปิดเผย ซึ่งวิธีการทำงานของตน โดยอุปนิสัยเป็นคนเปิดเผยอยู่แล้ว ไม่มีอะไรปิดบัง ข้างหน้าอย่างไร ข้างหลังก็อย่างนั้น เราก็ใช้มาตรการทำให้เป็นตัวอย่าง ว่าในกระทรวงมหาดไทยทุกอย่างต้องเปิดเผยตรงไปตรงมา ใครจะมาขอดูสเป็กอะไร ไม่ยอมเปิดเผยกัน ใช้วิธีการช่วยเหลือผู้รับจ้างตามอำเภอใจ ใครวิ่งเก่งก็ได้รับการช่วยเหลือ แต่คนเหล่านั้น ก็ไปหมดแล้ว อย่าให้โลกเก่ากลับมาอีก โลกนั้น เป็นโลกที่แย่ รับไม่ได้ ใช้ไม่ได้ เราอยู่ตรงนี้ต้องอำนวยความเป็นธรรมให้คน ถ้ากระทรวงมหาดไทยไม่บำบัดทุกข์บำรุงสุข กับทุกคน ตนดีใจตั้งแต่พวกเราเข้ามาทำงานด้วยกัน 3 ปีที่ผ่านมาทำไมไม่มีเรื่องสเป็กเลย ไม่เห็นมีผู้รับเหมาที่เสนอราคาสูงกว่าคนอื่น และวิ่งผู้ว่าฯได้ และได้งานไป ตรงนี้ไม่อยากให้เป็นเรื่องชั่วคราว ดังนั้น ต้องฝากไปยังประธานรัฐวิสาหกิจทั้งหลายด้วย ต้องตั้งเป็นกฎเกณฑ์ให้มีความเรียบร้อย เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องน่ารังเกียจ เรามาถึงจุดนี้มาทำงานกับรัฐมนตรี ที่เป็นไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ หลอกกันไม่ได้หรอก ดังนั้น ต้องทำเต็มที่เรื่องพวกนี้ ใครที่ผิดก็ดำเนินการ ไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ ทั้งนั้น

ใครถูกกล่าวหาก็เคลียร์ตัวเอง อนุทิน บอกเห็นแล้ว วรภัค ติดโผ กมธ.สหรัฐฯ ชงคว่ำบาตร ปัดไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลนี้

17 กันยายน 2569 เวลา 14:23 น.

17 กันยายน 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ส่งหนังสือถึงรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อขอให้ตรวจสอบและพิจารณาคว่ำบาตร 28 รายชื่อ มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีรายชื่อของ นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรมช.คลัง ในสมัยรัฐบาลอนุทิน 1 ว่า เห็นชื่ออยู่ เรื่องพวกนี้ใครที่โดนกล่าวหา ต้องไปตั้งทนายความและหาวิธีที่จะเคลียร์ตัวเอง ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับทางรัฐบาล

เมื่อถามย้ำว่า แต่สหรัฐฯ เรียกเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการตรวจสอบนั้น นายอนุทิน ระบุว่า “รัฐบาลไหนล่ะ ไม่ใช่รัฐบาลนี้”

‘นายกฯ’ ชี้ ไม่จบแค่ย้าย ข้าราชการเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น ต้องให้ออกไว้ก่อน พร้อมขีดเส้นตายจบภายในเดือนนี้

17 กันยายน 2569 เวลา 14:22 น.

นายก

17 กันยายน 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ​รมว.มหาดไทย​ กล่าวระหว่างมอบนโยบายให้แก่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ถึงการดำเนินการสอบทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ว่า เรื่องนี้บั่นทอนความมั่นใจของประชาชนมากพอสมควร ไม่มีใครไม่เชื่อว่าเรื่องนี้สุจริต ซึ่งถือเป็นคราวเคราะห์ แม้ว่าจะกำลังดำเนินการอยู่ สมมติว่าเรื่องนี้ไม่มีใครผิดเลย เกิดขึ้นโดยระบบหรือธรรมชาติ ก็คงไม่มีใครเชื่อ และที่ผ่านมาเครือข่ายจากการสอบสวน ได้เห็นว่ามีบุคคลภายนอกมาร่วมด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอนาถใจมาก

“พูดในภาษาที่เป็นพี่น้องกัน คือการมาโกงกันบนหัวผม แล้วตอนนี้สังคมสรุปและพิพากษาไปเรียบร้อยแล้ว และตัวผมเองก็พิพากษาไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน เพียงแต่อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย มันต้องมีขั้นตอน มีหลายหน่วยงาน มีการจับกุมดำเนินคดีผู้กระทำความผิด และเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอก โดย ปปง. ยึดทรัพย์กว่า 380 ล้านบาท แต่ก็ยังไม่หมดเท่านี้” นายอนุทิน กล่าว

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกฯ กล่าวต่อว่า กระทรวงมหาดไทย ในฐานะดูแลกำกับดูแลกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นต้องขยายผล ซึ่งภายนอกมีการจับเข้าคุก ห้ามเยี่ยมห้ามประกัน ส่วนข้าราชการที่มีส่วนทำผิดกฎหมาย ก็ต้องเร่งดำเนินการ ตอนนี้แค่ย้ายไม่พอ หากเข้าเกณฑ์เมื่อไหร่ ปลัดมหาดไทย ต้องสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่า ดำเนินการอย่างเต็มที่ไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลใดๆ โดยหากใครไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ก็ไม่มีเรื่องที่จะต้องเกรงกลัว ต้องฟาดให้ยับ เพราะถือเป็นการทำความเสียหาย ให้กับหน่วยงาน เปรียบทุกคนเป็นเจ้าของบ้าน มีทรัพย์สิน อยู่ดีๆใครไม่รู้มาทำลายทรัพย์สิน บ้านขอวเรา ก็ต้องถือว่าไม่มีความเหมาะสมที่จะอยู่ร่วมกัน ตนเองอยู่ที่นี่มา 3 ปีต้องเกรงใจกันบ้าง การมาบอกว่าทำแบบนี้ มาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ที่ตนเองยังไม่เข้ามา เรื่องนี้ขอไม่รับทราบ แต่ขอรับทราบเมื่อตนเองเข้ามาอยู่ที่นี่ และจะทำเรื่องเหล่านี้อีกไม่ได้

“เวลาโดนประชาชนสื่อมวลชน เขาไม่ได้พูดถึง ผอ.อธิบดี หรือผู้ตรวจคนไหน ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่กลับพูดว่าต้องเป็นคนที่มีอำนาจสูงสุดในกระทรวงมหาดไทย ที่จะทำเรื่องนี้ได้ เนื้อไม่ได้กินหนังไม่ได้รองนั่ง ก่อนจะย้ำว่า เรื่องนี้ไม่ต้องกังวล ว่าจะไปบอกให้มีการยั้งมือหรือเว้นใครคนใดคนหนึ่ง หากการสืบสวนสอบสวนพาดพิงไปถึงใคร ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ ก่อนที่จะถึงวาระโยกย้าย โดยอธิบดี ปภ.ที่เป็นประธานสอบสวนวินัยร้ายแรง ขอให้เร่งดำเนินหาร หากไม่เรียบร้อย เดี๋ยวจะไม่ได้ไปโยธา” นายกฯ ระบุ

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายอนุทิน กล่าวว่า ชัดอยู่แล้ว รับผิดชอบเรื่องนี้ก็ต้องรับทั้งผิดและทั้งชอบ และเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสะเทือนขวัญ น่าสยองสำหรับความเป็น รมว.มหาดไทย ของตนเอง เพราะฉะนั้น ขอให้ดำเนินการอย่างเต็มที่ เข้าใจว่าการทำงานตรงนี้ มีกฎหมายต้องยึด ว่า ต้องเร่งรัด

“ผู้บังคับบัญชาระดับสูง ต้องมองขั้นตอนข้างหน้าต้องเป็นอย่างนี้แน่นอน วิเคราะห์ต้องเป็นอย่างนี้เกี่ยวพันถึงคนนั้นคนนี้เท่าที่เราทำงานด้วยกันมาโดยเฉพาะกรณีนี้ ผมสงสัยตรงไหนไม่เคยหลุดซักเรื่อง แต่ท่านจะมากลัวว่าเดี๋ยวเขาจะฟ้องกลับ ฟ้องกลับยิ่งดี จะได้เปิดเผยทุกอย่างที่เราเข้าไปไม่ถึง เพราะกฎหมายอย่างไรก็ปกป้องคุ้มครองคนทำหน้าที่โดยสุจริต ไม่ให้ขยายเวลานะ ผมขอพูดตรงนี้ มีคนมาขอให้ผมขยายเวลาเรื่องนี้ เรื่องนี้ต้องจบภายในเวลาที่กำหนดไว้ ไม่มีทางให้เลย 30 ก.ย.เป็นอันขาด เพราะมันเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนหน้าที่ของคนหลายคน จึงขอให้ปลัดและรองปลัดที่เกี่ยวข้องได้ช่วยกันหารือร่วมกันเพื่อไปดำเนินการในคณะกรรมการไม่มีการปกป้องช่วยเหลือใคร เรื่องนี้ขอให้เร่งดำเนินการให้เสร็จให้ถือเป็นข้อสังการอย่างชัดเจน เวลาล่วงเลยมาขนาดนี้แล้วหน่วยงานอื่นไปไกลมากแล้วดังนั้นหน่วยงานเจ้าบ้านต้องเด็ดขาด” นายกฯ กล่าว

อนุทิน ชาญวีรกูล

นักวิชาการ มธ.แนะรัฐ ปรับสูตรไทยช่วยไทยพลัส แทนต่ออายุแบบเดิม ช่วย ปชช.ตรงจุด-สร้างผลระยะยาว

17 กันยายน 2569 เวลา 14:06 น.

“นักวิชาการธรรมศาสตร์”เสนอรัฐบาล ปรับเงื่อนไข”ไทยช่วยไทยพลัส” แบ่งตามความเปราะบาง-ความสามารถร่วมจ่าย แทนต่ออายุโครงการแบบเดิม รวมถึงเดินหน้า 4 มาตรการ ควบคู่ปรับโครงสร้างหนี้ป้องกันลูกหนี้ Stage 2 กลายเป็น NPL-ลดต้นทุนค่าครองชีพ-ส่งเสริมการออมและลงทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยง-Reskill/Upskill เพื่อช่วยเหลือให้ตรงจุด ครอบคลุมมากขึ้น เกิดผลระยะยาว ท่ามกลางเศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันกำลังซื้อ ค่าครองชีพ และคุณภาพสินเชื่อ

17 กันยายน 2569 รศ.ดร.วิชัย วิทยาเกียรติเลิศ สาขาคณิตศาสตร์และสถิติ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถ้ารัฐบาลจะต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกไปอีก 1 – 2 เดือน รวมถึงหากจะมีการพิจารณานำวงเงินกู้ส่วนที่วางไว้สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานมาใช้กับโครงการฯ ระยะต่อไป ควรพิจารณาปรับปรุงเงื่อนไขของโครงการฯแทนการต่ออายุในรูปแบบเดิม โดยแบ่งการช่วยเหลือตามความเปราะบางและความสามารถในการร่วมจ่าย เช่น กลุ่มเปราะบางที่สุดที่ไม่มีเงินเพียงพอร่วมจ่าย 40% อาจพิจารณาเพิ่มสัดส่วนรัฐช่วยเหลือได้ถึง 100% ขณะที่กลุ่มที่ยังมีกำลังร่วมจ่ายควรกำหนดสัดส่วนให้เหมาะสมกับรายได้และภาระค่าครองชีพ

“การจะต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัสในครั้งนี้ ไม่ควรทำมาตรการแบบหว่าน เพราะแหล่งเงินที่นำมาใช้เป็นเงินกู้ภายใต้กรอบกฎหมาย ไม่ใช่รายได้ปกติของรัฐ ฉะนั้น การนำมาใช้ควรก่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่ตรวจสอบได้ คุ้มกับต้นทุนทางการคลังและภาระหนี้ที่เกิดขึ้น” รศ.ดร.วิชัย กล่าว

นอกจากนี้ ควรเดินหน้าอีก 4 มาตรการควบคู่ไปด้วย เพื่อให้การช่วยเหลือตรงจุด และครอบคลุมมากขึ้น ตลอดจนเกิดผลระยะยาวได้แก่ 1.ควรเร่งปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันให้ลูกหนี้เปราะบาง โดยเฉพาะลูกหนี้ Stage 2 ซึ่งมีความเสี่ยงด้านเครดิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่เป็นหนี้เสีย (NPL) เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาสภาพคล่องลุกลามเป็นการผิดนัดชำระ โดยต้องออกแบบมาตรการให้ช่วยลูกหนี้ที่ยังมีศักยภาพชำระหนี้และไม่สร้างแรงจูงใจให้ก่อหนี้เพิ่ม 2.ลดต้นทุนค่าครองชีพที่กดดันกำลังซื้อ เช่น ค่าเดินทางและพลังงาน โดยเน้นมาตรการที่ลดต้นทุน และไม่เพิ่มแรงกดดันด้านราคาโดยไม่จำเป็น

3.สำหรับประชาชนที่มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอและไม่มีภาระหนี้ดอกเบี้ยสูง ควรส่งเสริมการออมและการลงทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและสภาพคล่องของแต่ละคน ผ่านการออกแบบช่องทางให้เงินออมเชื่อมไปสู่การลงทุนที่สร้างผลิตภาพ การจ้างงาน และมูลค่าเพิ่มในประเทศ พร้อมมาตรการคุ้มครองผู้ลงทุนและความรู้ทางการเงิน และ 4. ควรยกระดับทักษะเดิมและพัฒนาทักษะใหม่ของแรงงาน (Reskill/Upskill) ที่เชื่อมกับตำแหน่งงานและทักษะที่ตลาดต้องการจริง เพื่อเพิ่มโอกาสมีงานทำ มีรายได้ และความมั่นคงในการทำงาน

“เงินฝากยังเป็นแหล่งทุนสำคัญของระบบธนาคาร แต่ในเชิงสินเชื่อ SMEs (ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) และสินเชื่ออุปโภคบริโภคมีการหดตัวตามความเสี่ยงด้านเครดิต การส่งผ่านเงินออมไปสู่กิจกรรมเศรษฐกิจเลยอาจได้ไม่เต็มที่ สำหรับประชาชนที่มีฐานะการเงินพร้อม การมีทางเลือกลงทุนที่หลากหลาย เช่น กองทุนรวม ตราสารหนี้ หรือหุ้นกู้ที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง อาจช่วยเชื่อมเงินออมไปสู่ภาคธุรกิจและการลงทุนได้มากขึ้น แต่ต้องไม่ดึงเงินสำรองฉุกเฉินหรือเงินที่ควรใช้ชำระหนี้ไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และต้องทำให้ประชาชนเข้าใจ เข้าถึงได้ เป็นธรรม และต่อเนื่อง” รศ.ดร.วิชัย กล่าว

ทั้งนี้ เหตุผลที่รัฐบาลควรออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับปัญหาแต่ละด้าน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจที่ยังโตไม่แรงและไม่ทั่วถึง โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ส.ค.เพิ่มขึ้น 2.53% เมื่อเทียบกับปีก่อน รวมถึงสินเชื่อของ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคยังหดตัวตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่อยู่ในระดับสูง ด้านคุณภาพสินเชื่อ ไตรมาส 2/2569 NPL Stage 3 อยู่ที่ 2.82% ของสินเชื่อรวม ขณะที่ Stage 2 อยู่ที่ 6.78% โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ส่วนหนึ่งของการลดลงของ Stage 2 มาจากลูกหนี้เปราะบางบางส่วนไหลไปเป็น NPL จึงควรให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือก่อนลูกหนี้หลุดเข้าสู่ Stage 3

รศ.ดร.วิชัย กล่าวต่อไปว่า อีกทั้งจากการวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจ 11 ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2558 – 2568 รวม 44 ไตรมาส ทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังมีมาตรการสนับสนุนเงินช่วยเหลือในการจับจ่ายสินค้าและบริการจำเป็นโดยที่ประชาชนร่วมจ่ายนั้น ยังไม่พบความสัมพันธ์เชิงสถิติที่ชัดเจนว่าขนาดเงินอุดหนุนที่สูงขึ้นจะสัมพันธ์กับการเติบโตของการบริโภคภาคเอกชน (PFCE) ที่สูงขึ้น กระนั้น ผลดังกล่าวก็ไม่ควรถูกตีความว่ามาตรการลักษณะนี้ไม่มีผลต่อ GDP หรือเศรษฐกิจโดยรวม เพราะนโยบายมักถูกนำมาใช้ในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ภายใต้แรงกดดัน

“อย่างรอบล่าสุดที่มีการเปิดเผยมาว่าไทยช่วยไทยพลัส มียอดใช้จ่ายถึง 1.38 แสนล้านบาทซึ่งรวมทั้งในส่วนของรัฐสนับสนุนและประชาชนร่วมจ่ายเอง แต่ยอดธุรกรรมทั้งหมดไม่ควรถูกนับเป็นกำลังซื้อใหม่โดยอัตโนมัติ ต้องแยกส่วนที่ประชาชนจะใช้จ่ายอยู่แล้วจากการใช้จ่ายที่เกิดเพิ่มจากมาตรการ หากเงินรัฐเพียงเข้าไปแทนเงินของประชาชนในรายการซื้อเดิม ผลกระตุ้นใหม่จะต่ำกว่ายอดธุรกรรมที่เห็น แต่หากมาตรการทำให้เกิดการซื้อเพิ่มจริง ส่วนดังกล่าวจึงเป็นกำลังซื้อใหม่” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม โครงการลักษณะนี้ยังมีประโยชน์ในเรื่องการช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มสภาพคล่องในระดับครัวเรือน โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเปราะบาง ซึ่งอาจช่วยให้ประชาชนยังคงจับจ่ายสินค้าและบริการจำเป็นได้ รวมถึงเงินที่ประหยัดได้ไปชำระหนี้ เก็บเป็นเงินออม หรือลดการกู้ยืมและการใช้บัตรเครดิต รวมถึงยังช่วยพยุงยอดขายและสภาพคล่องของธุรกิจรายย่อย และหากเชื่อมมาตรการค่าครองชีพกับการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันสำหรับลูกหนี้ Stage 2 และกลุ่มที่เริ่มค้างชำระ ก็จะสามารถติดตามผลได้ชัดขึ้นว่ามาตรการช่วยลดการไหลจาก Stage 2 ไปเป็น NPL ได้มากน้อยเพียงใด

“แต่มาตรการลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างอิสระในภาวะปกติ รัฐมักนำมาใช้เมื่อเศรษฐกิจเผชิญแรงกดดัน จึงมีปัญหาการที่ภาวะเศรษฐกิจมีผลต่อทั้งการออกนโยบายและผลลัพธ์ที่กำลังวัด ดังนั้นไม่ควรใช้ความสัมพันธ์จาก regression เพียงอย่างเดียวเพื่อสรุปเชิงเหตุและผลว่ามาตรการมีหรือไม่มีผล” รศ.ดร.วิชัย ระบุ

รศ. ดร.วิชัย กล่าวด้วยว่า ประเด็นสำคัญสำหรับการตัดสินใจ คือ ไม่ควรดู GDP หรือยอดใช้จ่ายของโครงการเพียงตัวเดียว แต่ควรใช้ตัวชี้วัดอย่างน้อย 3 ด้านร่วมกัน ได้แก่ 1. ภาวะรายได้และกำลังซื้ออ่อนแรง (Demand/Income Stress) 2.แรงกดดันด้านราคาและข้อจำกัดด้านอุปทาน (Price/Supply Pressure) และ 3. ภาวะตึงตัวทางการเงินและสินเชื่อ (Financial/Credit Stress) เพื่อเลือกว่าควรใช้มาตรการร่วมจ่าย การลดต้นทุน การช่วยหนี้ หรือมาตรการเฉพาะพื้นที่และอาชีพที่ได้รับผลกระทบรุนแรง

ดังนั้น หากมีการดำเนินมาตรการระยะต่อไป ควรกำหนดตัวชี้วัดผลที่วัดได้ล่วงหน้า เช่น สัดส่วนลูกหนี้ Stage 2 ที่ไหลเป็น NPL อัตราค้างชำระ ยอดขายและอัตราอยู่รอดของร้านค้ารายย่อย การใช้จ่ายใหม่ที่เกิดขึ้นจริงหลังหักส่วนที่เดิมจะใช้จ่ายอยู่แล้ว ภาระค่าครองชีพของครัวเรือน และแรงกดดันเงินเฟ้อ พร้อมกำหนดรอบทบทวนและเงื่อนไขยุติมาตรการ เพื่อให้การช่วยเหลือชั่วคราวไม่กลายเป็นภาระการคลังถาวร

โรม ท้า กกต.เปิดชื่อ-หลักฐาน หลังมีโยง สว.สีส้ม ลั่นอย่าใช้วิธี ถ้าฉันชั่ว คุณต้องชั่วด้วย จี้ใช้มาตรฐานเดียวกัน

17 กันยายน 2569 เวลา 14:04 น.

โรม ออกโรงฉะใครบังอาจตีตรา สว.สีส้ม อย่าใช้วิธี ถ้าฉันชั่ว คุณต้องชั่วด้วย ยัน ปชน. ไม่เคยปกป้องใคร ท้า กกต. เปิดชื่อ-หลักฐาน ใช้มาตรฐานเดียวกันฟันยกแผง

เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงสำนวนคดีฮั้ว สว.อีก 3 สำนวนที่โยงไป สว.สีส้ม และพรรคประชาชน คณะก้าวหน้า ว่า ไม่มี สว. คนไหนที่นิยามตัวเองว่าเป็น สว.สีส้ม แต่ความพยายามตีตราว่ามี สว. สีส้ม เกิดจากการตรวจสอบอย่างเข้มข้นของฝ่ายค้าน ภาคประชาสังคม ทำให้คนตรีตราในเรื่องว่า หากผมชั่ว คุณก็ต้องชั่วเหมือนผม เป็นข้อเท็จจริงที่แปลกประหลาด ยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่เคยปกป้อง หรือเรียกร้องในการเลือกปฏิบัติกับ สว. กลุ่มหนึ่ง หรือปฏิบัติแตกต่างกับ สว. อีกกลุ่มหนึ่ง แต่สิ่งที่ต้องการเห็นคือมาตรฐานเดียวกันหากมีพยานหลักฐานใดไม่ว่า สว. ประชาชน สว. กลุ่มอิสระ สว. สีน้ำเงิน จะต้องปฏิบัติแนวทางเดียวกัน โดยกล่าวย้ำว่าที่เรียก สว. สีส้มไปดูว่าใครเป็นคนนิยาม ว่าตนเองเป็น สว. สีส้มจริงๆ หรือไม่ แต่ สว. สีน้ำเงินมีแน่

“พอเราไปดูในรายละเอียด ต้องแยกกันกระทำให้ชัดคำว่า โกง สว. มีหน้าตาอย่างไร หากมีประเภทจ้างให้คนมาสมัคร เพื่อที่จะพลีชีพโหวตให้กับตัวเอง มีการจ่ายเงินจ่ายทองกันมากมาย มีคนการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง คิดว่าพวกนี้ต้องแยกให้ชัดสิ่งที่พยายามจะบอกว่ามี สว.อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นเพื่อนหรือเกี่ยวข้องกับคุณ ต้องแยกกันให้ชัดข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ถ้าข้อเท็จจริงเหมือนกัน ถ้าอนุทินชอบพูดว่าอะไรนะ ปิดชื่อถือพฤติกรรมก็ใช้หลักการนั้นสิ” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ทาง กกต. สามารถดำเนินการได้เต็มที่หากจะเปิดหลักฐานก็ยินดี ซึ่งสามารถเปิดชื่อได้เลยว่าเป็นนักการเมืองคนไหนของพรรคประชาชนไปเกี่ยวข้อง พรรคประชาชนยินดีให้ตรวจสอบ ขณะเดียวกันพรรคก็จะจะมีกระบวนการตรวจสอบภายใน แต่ตามที่ได้แจ้งไปคือตกลงการโกง สว. ต้องแยกระหว่าง สว. ไปเข้าชื่อรวมกลุ่มกัน ทำเว็บไซต์ ผิดหรือไม่เอาให้ชัด แต่อีกอันนึงผิดแน่ๆ เรื่องของการจ่ายเงินไปจ้างคนสมัครผิดประเภท ซึ่งแตกต่างกัน ระหว่าง “ โกง สว.กับ ประชาชนไปรวมกลุ่มกัน” พูดคุยแนะนำตัวแตกต่างกันมาก

“เรื่องนี้ไม่ใช่กรณีที่ว่าการที่ สว. สีส้มสู้ได้หรือไม่ได้ หากมีพฤติกรรมในการโกง สว. ไม่ว่าจะเคยเป็นสมาชิกพรรคใด หรือนิยามตัวเองเป็นสีอะไร ต้องจัดการทั้งหมด ซึ่ง กกต. จะต้องดำเนินการให้ชัด ไม่ใช่การถกเถียงว่า สว. นี้เป็นของใคร แต่ต้องรู้ว่ามีกระบวนการโกง สว.ใช่หรือไม่ ซึ่งต้องจัดการทั้งเส้นทางการเงิน ข้อมูลโทรศัพท์เชื่อมถึงใครก็ต้องจัดการ” นายรังสิมันต์ กล่าว

ผบ.ทสส.สั่ง 3 เหล่าทัพ-ตร. เร่งยกระดับ C4ISR เชื่อมข้อมูลไร้รอยต่อ ผนึก AI-โดรน-ไซเบอร์ เสริมความพร้อมรบ-รับภัยคุกคามอนาคต

17 กันยายน 2569 เวลา 13:58 น.

17 กันยายน 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) จัดการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 6 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยมี พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

โดยกองบัญชาการกองทัพไทย เหล่าทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สรุปผลการปฏิบัติงานที่สำคัญในปีงบประมาณ 2569 ดังนี้

กองบัญชาการกองทัพไทย มุ่งเตรียมความพร้อมรองรับภัยคุกคามทุกรูปแบบ ภายใต้แนวทาง Kingdom – People – Future – Commitment ให้ความสำคัญกับการพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ การเสริมสร้างความพร้อมรบ และการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ ขับเคลื่อน RTARF 2050 ด้วยเทคโนโลยี AI, Cloud อากาศยานไร้คนขับ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พร้อมบูรณาการขีดความสามารถด้านข่าวกรอง ไซเบอร์ การสื่อสาร และสงครามอิเล็กทรอนิกส์ รองรับสถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดน ตลอดจนเร่งพัฒนาการยิงระยะไกล การข่าวร่วม การปฏิบัติการพิเศษร่วม และหน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วม (JCC) เพื่อรองรับการปฏิบัติการร่วมในทุกมิติ

กองทัพบก มุ่งพัฒนากองทัพให้ทันสมัยและพร้อมรองรับภัยคุกคามในอนาคต ทั้งในด้านกำลังพลและยุทโธกรณ์ ตลอดจนแผนปฏิบัติการเพื่อรองรับภัยคุกคาม รวมทั้งการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ส่งเสริมการวิจัย พัฒนา และผลิตยุทโธปกรณ์ภายในประเทศ ตลอดจนยกระดับศูนย์ฝึกและมาตรฐานการบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือประชาชน

กองทัพเรือ ดำรงภารกิจพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์และสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ควบคู่กับการปกป้องอธิปไตยบริเวณชายแดนจันทบุรี-ตราด และเขตแดนทางทะเล พร้อมรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลและความปลอดภัยในการเดินเรือ ดำเนินการสกัดกั้นยาเสพติด การลักลอบเข้าเมือง และอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมทั้งช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติและภัยทางทะเล ตลอดจนเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้บัญชาการทหารเรืออาเซียน ครั้งที่ 20 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลในภูมิภาค

กองทัพอากาศ ดำรงการถวายพระเกียรติ ถวายความปลอดภัย และสนับสนุนพระราชกรณียกิจ พร้อมป้องกันประเทศและรักษาผลประโยชน์แห่งชาติครอบคลุมมิติทางอากาศ ไซเบอร์ และอวกาศ รวมถึงปฏิบัติการทางอากาศร่วมกับเหล่าทัพในการรักษาอธิปไตยจากสถานการณ์ชายแดนด้านตะวันออก สนับสนุนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และช่วยเหลือประชาชนจากสาธารณภัย ตลอดจนส่งเสริมการวิจัย และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถด้วยเครื่องบินขับไล่โจมตี Gripen E/F และการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สนับสนุนกองทัพไทยในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ โดยจัดกำลังตำรวจตระเวนชายแดนปฏิบัติร่วมกับฝ่ายทหารตามแผนป้องกันชายแดนทั่วประเทศ รวมทั้งสนับสนุนการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำหรับสถานการณ์ชายแดนด้านตะวันออก จัดกำลังปฏิบัติร่วมกับกองกำลังทหารในพื้นที่ 7 จังหวัด พร้อมสนับสนุนหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ตลอดจนสกัดกั้นยาเสพติด การลักลอบเข้าเมือง การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และอาวุธปืนผิดกฎหมาย เพื่อรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติอย่างต่อเนื่อง

หลังกาาประชุมจบ พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ พล.ต.ต. ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ น.อ.นรา คุณโฑถม รองโฆษกกองทัพเรือ ร่วมกันแถลงข่าวผลการประชุม โดยทางโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวว่า นำเสนอการพัฒนาขีดความสามารถระบบควบคุมบังคับบัญชากองทัพไทย ซึ่งเป็นการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง โดยกองทัพไทยได้กำหนด Domain เพื่อเป็นแนวทาง ในการพัฒนาและเสริมสร้างขีดความสามารถออกเป็น 7 Domain สำหรับการขับเคลื่อนที่สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาระบบควบคุมบังคับบัญชา การพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี ซึ่งอาศัยปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญ ได้แก่ เสถียรภาพของระบบเครือข่าย การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์มีการเฝ้าระวังและรักษาความปลอดภัย การแบ่งปันข้อมูลทุกมิติให้การสนับสนุนซึ่งกันและกันเพื่อการปฏิบัติการร่วมที่มีประสิทธิภาพในอนาคต มุ่งเน้นการพัฒนาภายในประเทศและลิขสิทธิ์ของคนไทย เพื่อให้เกิดอธิปไตยทางเทคโนโลยี รวมทั้งการสนับสนุนให้เกิดการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

ด้านโฆษกกองทัพบก เดินหน้าพัฒนาระบบควบคุมบังคับบัญชาและเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ตามแผนพัฒนาด้านดิจิทัลกองทัพบก พ.ศ.2566 – 2570 เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการอำนวยการ การสั่งการ และการสนับสนุนภารกิจทางทหารให้มีประสิทธิภาพ โดยมุ่งสู่การประยุกต์ใช้ระบบ C6ISR ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและสนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และทันเวลา ทั้งนี้ กองทัพบกให้ความสำคัญกับการบูรณาการระบบและมาตรฐานที่เหมาะสม เพื่อรองรับการปฏิบัติภารกิจในทุกระดับ รวมถึงการปฏิบัติการร่วมกับเหล่าทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อันจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงและสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกองทัพบกให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

รองโฆษกกองทัพเรือ นำเสนอการพัฒนาระบบ C4ISR เพื่อสนับสนุนการควบคุมบังคับบัญชาในระดับยุทธการ การแสดงภาพสถานการณ์ และการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชา ให้มีความรวดเร็ว ปลอดภัย และเชื่อถือได้โดยติดตั้งระบบให้กับศูนย์ปฏิบัติการและกำลังรบที่สำคัญ ทั้งกำลังทางเรือ อากาศนาวี สถานีตรวจการณ์ทางทะเล และระบบอากาศยานไร้คนขับ ควบคู่กับการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกำลังทางเรือ รองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเครื่องบินขับไล่ Gripen และเครื่องบิน Saab 340 AEW ของกองทัพอากาศ ในการปฏิบัติการร่วมกองทัพเรือ และกองทัพอากาศสำหรับการพัฒนาในอนาคต กองทัพเรือมีแผนเพิ่มขีดความสามารถของระบบ C4ISR ให้รองรับการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ การแสดงภาพสถานการณ์ทางบกและทางทะเล และข้อมูลจำนวนมาก ตลอดจนพัฒนาและติดตั้งระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีให้กับเรือฟริเกตที่จัดหาใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการร่วมทั้งภายในกองทัพเรือและระหว่างเหล่าทัพต่อไป

กองทัพอากาศ นำเสนอการพัฒนากำลังกองทัพอากาศ ตามแนวทางการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง โดยปัจจุบันกองทัพอากาศมีระบบบัญชาการและควบคุม ACCS ซึ่งเป็นระบบที่เชื่อมโยง ข้อมูลจากส่วนต่าง ๆ ของกองทัพอากาศ และใช้งานระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีกับอากาศยานแบบต่าง ๆ อยู่ทั้งหมด 4 ระบบ โดยสามารถส่งภาพสถานการณ์ร่วมให้กับกองทัพเรือได้ ซึ่งกองทัพอากาศได้รับสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาจากโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทนในการเชื่อมโยงข้อมูลระดับประเทศ ระหว่างเหล่าทัพและหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ เพื่อให้ทุกเหล่าทัพสามารถปฏิบัติการร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำเสนอการพัฒนาระบบควบคุมบังคับบัญชาและระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี เพื่อรองรับการจัดการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 โดยระบบสามารถเชื่อมโยงข้อมูลการสั่งการหน่วยปฏิบัติให้สามารถทำงานบนภาพสถานการณ์เดียวกันอย่างรวดเร็ว และมีเอกภาพ และการสนับสนุนภารกิจกองทัพไทยในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
ได้แก่ งานป้องกันและรักษาสถานการณ์ชายแดน งานสนับสนุนภารกิจการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การปฏิบัติภารกิจร่วมกับกองทัพไทย (หน่วยควบคุมทางยุทธการ) ในการภารกิจป้องกันอธิปไตย และการรักษาผลประโยชน์ของชาติ โดยได้วางกำลังควบคุมช่องทางธรรมชาติ เพื่อสกัดกั้นอาชญากรรมตามแนวชายแดน

ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติอย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและวาตภัยในช่วงฤดูฝน พร้อมกล่าวขอบคุณเหล่าทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ร่วมปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชนด้วยความมุ่งมั่น เสียสละ และประสานความร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง ทั้งในการดำเนินงานตามนโยบายของผู้บังคับบัญชา และภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล เพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคง ความปลอดภัย และการพิทักษ์รักษาสถาบันหลักของชาติ พร้อมกันนี้ ได้กล่าวขอบคุณผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ได้อุทิศกำลังกาย กำลังใจ ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ตลอดระยะเวลารับราชการ ก่อให้เกิดคุณูปการต่อกองทัพ ประเทศชาติและประชาชน โดยเกียรติประวัติ ผลงาน และคุณงามความดีที่ได้สร้างไว้ จะเป็นแบบอย่างแห่งความเสียสละและความภาคภูมิใจ ตลอดจนได้รับการจารึกไว้ในเกียรติประวัติของกองทัพไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โฆษก ทบ.แจงประสานกัมพูชา เคลียร์ปมขุดคูเลต พื้นที่ช่องสะงำ ยัน!ลุล่วงด้วยดี-ไม่ต้องกังวล

17 กันยายน 2569 เวลา 13:50 น.

17 กันยายน 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพไทย พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงความคืบหน้าทหารกัมพูชา ขุดคูเลตและวางแนวลวดหนามบริเวณเนิน 450 ในพื้นที่ช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ว่า ล่าสุดชุดประสานงานของทั้งสองฝ่ายในพื้นที่ ได้มีการพูดคุยกัน โดยฝ่ายกัมพูชายอมที่จะปรับสภาพพื้นที่กลับคืนแล้ว ถือว่าสามารถเจรจากันได้และแก้ไขปัญหาด้วยความเรียบร้อย

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่ซึ่งอาจเกิดความวิตกกังวล และเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจลุกลาม ว่าขอให้ฟังข่าวสารจากทางราชการ เนื่องจากข่าวสารในโซเชียลมีเดียมีที่มาที่หลากหลาย ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวล และยืนยันว่าหน่วยงานในพื้นที่ทั้งเจ้าหน้าที่ปกครองและทหารมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอยู่ตลอดเวลา และสถานการณ์ไม่ได้น่ากังวลเท่าข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็นที่ปรากฏในโซเชียลมีเดีย

ส่วนสาเหตุที่ทหารกัมพูชาดำเนินการขุดคูเลต โฆษก ทบ.ระบุว่า ยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการจากหน่วยในพื้นที่ถึงรายละเอียดต่างๆ แต่ด้วยพื้นที่กว่า 500 กิโลเมตร ซึ่งมีหน่วยขนาดเล็ก ประจำการอยู่ตลอดแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ก็จะส่งผลให้เกิดกรณีลักษณะนี้ได้บ้าง โดยเฉพาะในห้วงที่ไม่มีการขยับแนวการวางกำลัง เช่น การปะทะด้วยคารม การจัดกิจกรรม หรือแสดงพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสม แต่ประเด็นที่ฝ่ายไทยต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือ การปรับปรุงพื้นที่ การขุดคู และการติดตั้งสิ่งกีดขวางต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งแม้ฝ่ายไทยจะจับตามองอย่างใกล้ชิด ก็ยอมรับว่าอาจเกิดเหตุลักษณะนี้ขึ้นได้เช่นกัน แต่เมื่อมีการพูดคุยและเจรจาก็จะได้รับความร่วมมือทุกกรณี

อย่างไรก็ตาม การที่ฝ่ายกัมพูชายอมกลบคูเลต และถอนสิ่งกีดขวาง นั้น เป็นการยอมรับว่าพฤติการณ์ดังกล่าวรุกล้ำอธิปไตยไทยหรือไม่ อย่างไรนั้น โฆษก ทบ.ระบุว่า ต้องติดตามรายละเอียดจากหน่วยในพื้นที่ เนื่องจากในปัจจุบัน หน่วยที่วางกำลังในพื้นที่ย่อมทราบถึงแนวการวางกำลังอยู่แล้ว เพียงแต่อาจจะมองว่าเป็นแค่การวางเครื่องกีดขวาง เพื่อรักษาความปลอดภัยของหน่วย แต่เมื่อเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ใกล้ชิดกัน ก็จำเป็นต้องมีการท้วงติง แต่ยืนยันว่าไม่ใช่ปัญหาที่น่ากังวล เนื่องจากชุดประสานงานของทั้งสองฝ่ายสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้

ศาลอาญาทุจริตฯ ไฟเขียว วัชระ ขยายเวลายื่นฎีกาคดี สรศักดิ์-ชัชวาล ถึง 16 ต.ค.69

17 กันยายน 2569 เวลา 13:37 น.

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำสั่งอนุญาตให้ นายวัชระ เพชรทอง ขยายระยะเวลายื่นฎีกาคดีฟ้องนายสรศักดิ์ เพียรเวช และนายชัชวาล อภิบาลศรี ออกไปจนถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2569 หลังโจทก์ระบุเหตุผลว่าสำนวนพยานเอกสารและประเด็นข้อกฎหมายมีความซับซ้อน จำเป็นต้องใช้เวลาเรียบเรียงให้รัดกุมก่อนยื่นต่อศาลฎีกา

คดีนี้เป็นคดีหมายเลขดำที่ อท22-23/2563 และคดีหมายเลขแดงที่ อท33-34/2563 โดยมีนายวัชระ เพชรทอง เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสรศักดิ์ เพียรเวช เป็นจำเลยที่ 1 และนายชัชวาล อภิบาลศรี เป็นจำเลยที่ 2

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 นายวัชระ โจทก์ในคดี ได้ยื่นคำร้องฉบับที่ 1 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อขออนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกา สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษ (แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ) ได้มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้อง โดยพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท และให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี

ในคำร้องขอขยายเวลา โจทก์ให้เหตุผลว่าทนายความอยู่ระหว่างเขียนร่างคำฎีกาแต่ยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากสำนวนคดีมีรายละเอียดและเอกสารจำนวนมาก โดยมีความเชื่อมโยงกับเอกสารหมาย จ. และเอกสารหมาย ล. หลายฉบับ รวมทั้งต้องระบุรายละเอียดเกี่ยวกับคำเบิกความของพยานโจทก์และพยานจำเลยในประเด็นต่างๆ ให้ชัดเจน

นอกจากนี้ คดีนี้มีประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแตกต่างกัน โจทก์จึงต้องบรรยายร่างฎีกาให้ปรากฏชัดเจน เพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญอันควรขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ทำให้โจทก์ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ทันภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย จึงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาออกไปอีก 30 วัน

ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้พิจารณาคำร้องและมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายเวลายื่นฎีกาในคดีดังกล่าวออกไปได้จนถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2569

มูลเหตุในคดีนี้เกิดจากการที่ นายสรศักดิ์ เพียรเวช ขณะเป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และนายชัชวาล อภิบาลศรี ขณะเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประธานคณะกรรมการเร่งรัดโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ปฏิเสธไม่ส่งเอกสารตามหมายเรียกในคดีอาญาที่ นายชัชวาล อภิบาลศรี เป็นโจทก์ ฟ้อง นายวัชระ เพชรทอง เป็นจำเลยในคดีหมิ่นประมาทที่ศาลอาญา เมื่อบุคคลทั้งสองไม่ส่งเอกสารตามหมายศาล นายวัชระจึงได้นำเหตุนี้มาฟ้องที่ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับลงโทษจำเลยทั้งสอง นายวัชระจึงไปขออนุญาตยื่นขยายฎีกาดังกล่าว

เกรงใจใครนักหนา! โรม ข้องใจ อนุทิน ไม่กล้าจัดการขบวนการ สแกมเมอร์ จริงจัง หลัง มะกัน ส่งสัญญาณคว่ำบาตร วรภัค

17 กันยายน 2569 เวลา 13:29 น.

เกรงใจใครนักหนา! โรม ข้องใจ อนุทิน ไม่กล้าจัดการขบวนการ สแกมเมอร์ จริงจัง หลัง มะกัน ส่งสัญญาณคว่ำบาตร วรภัค ซัดรัฐบาลชอบใช้ โจรจับโจร คดีตัวเอง หวั่นลามกระทบความน่าเชื่อถือไทย

เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศของ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา เสนอต่อกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้สอบสวนเพื่อลงโทษคว่ำบาตร 28 คนและ 2 บริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีรายชื่อของเบน สมิธ, ยิมเลียก และนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรมช.คลังว่า เรื่องนี้ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย เพราะการที่นายวรภัคถูกกล่าวหาร้ายแรงขนาดนี้ แต่สามารถเป็นรัฐมนตรีอย่างไรก็ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ เพราะตั้งแต่ที่มีการเปิดเผยในสภาฯ

จนถึงวันนี้ ยังมีคำถามว่านายวรภัคถูกดำเนินการตามกฏหมายอะไรบ้าง และถ้าหากไม่มีการดำเนินการเลย เป็นเพราะอำนาจบารมีหรือเส้นสาย ที่อยู่ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นสิ่งที่ให้ความคุ้มครองหรือไม่ โดยเชื่อว่าแค่นายวรภัคลาออกไปก็จะจบ

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่มุมมองสหรัฐฯ ที่มีต่อไทย แต่ส่งผลกระทบต่อทั่วโลกที่มองต่อเราว่า ตกลงแล้วประเทศไทยมีความสัมคัญอะไรบางอย่างกับปัญหาสแกมเมอร์ที่กำลังส่งผลร้ายแรงกับทั่วโลก ที่เกี่ยวข้องและมากไปกว่านั้นบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคาร BIC ซึ่งมีคนไทยหลายคนเข้าไปเกี่ยวข้อง บางคนเป็นอดีตจเรตำรวจ ซึ่งไม่กี่เดือนก่อนหน้าก็ไปร่วมงานกับนายอนุทินในงานสำคัญงานหนึ่ง จึงกลายเป็นคำถามว่าประเทศไทยจะจัดการปัญหาฟอกเงินและสแกมเมอร์อย่างไรที่ส่งผลร้ายแรงเป็นระบบ เรื่องนี้มีชนชั้นนำ (อีลีท) และนักการเมืองไทยเกี่ยวข้องหลายคน แต่จนถึงวันนี้คดีต่าง ๆ ยังเงียบหาย ทำแค่ยึดทรัพย์ บางรายออกหมายจับ พูดตรง ๆ คือยังไม่น่าพอใจ เราต้องสาวไส้ให้หมดต่อไป ระดับนั้นซึ่งเรายังไม่เห็นความคืบหน้าระดับนั้น

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า ยกตัวอย่างของ นายฮุน โต หลานชายของฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เราก็เคยพยายามทวงถามว่าทำไมไม่มีการออกหมายจับ เป็นเพราะ เกรงใจหรือฮุน เซนหรือ ทั้งที่ฮุน โต เป็นหนึ่งใน 28 รายชื่อที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร ซึ่งเหตุผลที่ทำให้การจัดการเรื่องนี้ยังล่าช้าเพราะผู้มีอำนาจไม่รู้เกรงใจหรือกลัวอะไร ถึงไม่ใช้โอกาสนี้ในการกวาดล้างเรื่องนี้ให้หมด เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับรัฐบาลและประเทศไทย ดังนั้นต้องถามนายอนุทินว่า เกรงใจอะไรนักหนาถึงไม่จัดการให้จบสิ้นเสียที

เมื่อถามว่า การที่สหรัฐฯ กำหนดกรอบเวลาให้ไทยสืบสวน หากเราทำไม่ได้ตามกำหนดจะส่งผลอย่างไร นายรังสิมันต์ กล่าวว่า สำหรับตนแล้ว เวลา 180 วัน ไม่ใช่ระยะเวลาของสหรัฐฯ แต่เป็นเวลาที่ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย คำถามคือ รัฐบาลน่าจะรู้ดีที่สุด มีคนการเมืองจำนวนมาก มีคอนเน็คชั่นส์ มีบริษัทใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมัน หากเราไม่ทำอะไรเลยแล้วให้รัฐบาลอื่นขยับจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของเราหลายอย่าง ซึ่งคนที่ทำธุรกิจสุจริตก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ส่วนของนายวรภัค ต้องเอาแฟ้มย้อนกลับไปดูเส้นทางการเงินและคดีความต่าง ๆ รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร BIC มาพิจารณา หากมีทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอย่างน้อยการยึดอายัดเพื่อมาตรวจสอบและยับยั้งการถ่ายโอนเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงบริษัทน้ำมันที่เกี่ยวข้องก็ต้องถูกดำเนินการ เราไม่ควรปล่อยเรื่องนี้ไว้ใต้พรม

ทั้งนี้นายวรภัค ก็เคยเป็นคณะทำงานต้องเข้ามาทำงานในเรื่องการปราบปรามด้านนี้ ซึ่งรัฐบาลนี้ชอบใช้โจรจับโจร ใช้โจรจับคดีตนเอง จนทำให้เกิดข้อครหา จึงต้องเร่งสะสางเรื่องนี้ โดยเฉพาะนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหานี้ ควรที่จะกลับมาเอาจริงเอาจังได้แล้ว